xs
xsm
sm
md
lg

แซ่บยกบ้าน!! เพจขำๆ ที่ช่วยชีวิตคนมาแล้วหลายครั้ง! [มีคลิป]

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



จากสาวเซ็กซี่ เจ้าของตำแหน่ง "FHM Girls Next Door 2014" สู่ไอดอลเด็กแนว "ครอบครัวม้าเต่อ" ที่โดนใจโซเชียลฯ จนแชร์กันรัวๆ พร้อมยกให้เธอเป็น "ที่ปรึกษาทางใจ" ที่ดีที่สุด ในฐานะคนเคยถูกบูลลี่ที่ไม่อายความเป็นตัวเอง


ครอบครัวนี้ปัง เพราะ "ม้าเต่อ-ผมติ่ง-แต่งแฝด-ชวนยิ้ม"

ภาพของคุณแม่วัย 50 ปี ที่สลัดผ้ามาสวมชุดว่ายน้ำเว้าขาสูง พร้อมโพสต์ท่าเปรี้ยวเข็ดฟันร่วมเฟรมกับลูกสาวอีก 2 คน ซึ่งแม่ลูกบ้านนี้มีหน้าตาเหมือนกัน ทรงผมสั้นเท่าติ่งหูและม้าเต่อเหนือคิ้วเหมือนกัน รวมไปถึงชุดที่ใส่ก็ยังเหมือนกันหัวจดเท้าราวกับแฝดสาม กลายเป็นจุดขายที่ทำให้เพจ Supanaree Story ของพวกเธอ ถูกกล่าวถึงในโลกโซเชียลฯ ว่าเป็นครอบครัวที่แซ่บที่สุดในตอนนี้ และส่งให้เพจมีผู้ติดตามทะลุ 405,000 คน ในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี!!

โดยลูกสาวคนโตของบ้านก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เพราะเธอคือ “เฟิร์น - ศุภนารี สุทธวิจิตรวงษ์” นักแสดงและนางแบบหน้าหมวยวัย 26 ปี อดีตสาวผมยาวสุดเซ็กซี่ ผู้ชนะการประกวด FHM Girls Next Door 2014 ปัจจุบันเธอหั่นผมสั้นจนเหลือเพียงติ่งหู จากเดิมที่มีชื่อเสียงในวงการอยู่แล้ว เมื่อมีเพจนี้ก็ยิ่งทำให้ตัวเธอ และ จามจุรี สท็วต หรือ แม่บี รวมไปถึง “ซาร่า - รัศมี สท็วต” น้องสาวต่างพ่อวัย 14 ปี ลูกครึ่ง ไทย - อเมริกัน - เยอรมัน พลอยฮอตปรอทแตกไปด้วย


เรื่องความแซ่บไม่มีใครยอมใคร

จากในตอนแรกที่เธอตั้งใจทำเพจนี้ขึ้นมาเพื่อแชร์เรื่องราวความรัก ความสดใส ความอบอุ่นของครอบครัวศุภนารี กลายเป็นว่าตอนนี้เพจของเฟิร์น กลายเป็นครอบครัวออนไลน์ขนาดใหญ่ ที่มีคนมากหน้าหลายตาแวะเวียนมาขอคำปรึกษาไม่ขาดสาย จนถึงขนาดที่ว่า มีคนมาปรึกษาจากเหตุการณ์ผิดหวังจากความรักจนอยากฆ่าตัวตาย

“ตอนแรกที่ทำไม่ได้ตั้งใจอยากจะทำให้มันเป็นแบบนี้ แค่อยากทำเล่นๆ แต่พอมาถึงตอนนี้ มีคนมาปรึกษา แล้วเราได้ให้กำลังใจคน ได้คุยกับคนมากขึ้น ได้รู้ความคิดคน ได้แลกเปลี่ยนความคิด ซึ่งไม่คิดมาก่อนว่าจะได้จากเพจเลย เฟิร์นว่าตอนนี้เฟิร์นมีความสุข ได้คุยกับคน บางทีเราได้พูดช่วยคน ทำให้คนเขารู้สึกดีขึ้น แล้วเราก็รู้สึกดี

มีคนมาปรึกษาทุกเรื่องเลย เยอะมาก เลิกกับแฟน หน้าอกเล็ก ไปวิ่งที่ไหนดี ไปออกกำลังกายที่ไหนดี ของกินที่ไหนอร่อย อะไรอย่างนี้ เคยมีคนจะฆ่าตัวตายเพราะอกหัก “ไม่อยากอยู่แล้ว ทำยังไงดีพี่เฟิร์น” เฟิร์นก็บอก ก็คิดถึงพ่อถึงแม่ไว้อย่างแรก กว่าจะเกิดมามันยาก มันไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าจะตายก็คิดดีๆ แต่ก็จะไม่ได้ห้ามว่าอย่าไปตาย ตัวใครตัวมัน ชีวิตใครชีวิตมันอยู่แล้ว แต่ว่าคิดดูดีๆ ว่าคุ้มรึเปล่า คิดถึงพ่อแม่รึเปล่า ถ้าไม่มีอะไรต้องห่วงแล้วก็ทำ แต่เขาก็โอเคนะ เขาดีขึ้น



เฟิร์นชอบเขียน ทุกครั้งที่เฟิร์นพิมพ์มันเป็นความรู้สึกของเฟิร์นที่อยากจะพิมพ์แบบนี้จริงๆ ดีใจที่คนอ่าน แล้วก็คอมเมนท์กันมา บางบ้านก็เหมือนเรา คุณแม่เป็นเหมือนเรา บางคนก็อยากที่จะเป็นแบบนี้ บางคนแม่บางคนเสียแล้ว คิดถึงคุณแม่จังเลย อย่างน้อยก็ได้แชร์ อย่างน้อยเขาก็ได้พิมพ์ออกมาน่าจะสบายใจขึ้น มันก็ทำให้เราเรียนรู้ด้วยว่า โลกมันยังใหญ่อีกเยอะ มันไม่ได้มีบ้านเราบ้านเดียวที่มีความสุข”

ส่วนจุดเริ่มต้นของการมาทำเพจนั้น เธอเล่าต่อว่า “เฟิร์นอยากจะบอกว่าเฟิร์นมีน้อง เพราะว่าไม่มีใครรู้เลยว่าเฟิร์นมีน้อง เป็นน้องคนละพ่อ แล้วคลิปแรกเมื่อประมาณปีที่แล้วจะเล่าว่า นี่แม่ นี่น้องนะ หน้าตาคล้ายกัน ผมคล้ายกัน แต่งตัวคล้ายกัน สนิทกันอยู่แล้ว แต่ว่าพอมาทำเพจแล้ว มันจะมีเรื่องให้คุยกันมากขึ้น ในเรื่องของงาน ในเรื่องของการใส่ชุด เราจะไปเที่ยวที่ไหนกันดี เราจะอะไรกันดี มันก็ทำให้สนิทกันมากขึ้น ได้เจอกันบ่อยขึ้น



คุณแม่อยู่สัตหีบค่ะ ทำงานเกี่ยวกับซื้อขายบ้าน แล้วช่วงที่เฟิร์นไปหาบ่อยๆ คือปีที่แล้วที่กรุงเทพฯมี PM2.5 เยอะๆ เฟิร์นเป็นคนชอบวิ่งมากแต่วิ่งไม่ได้ ก็เลยต้องขับรถไปวิ่งที่นู่น นั่นแหละก็เลยคิดว่าทำอะไรกันดี เริ่มจากง่ายๆ คือเอาโทรศัพท์ตั้งโต๊ะ แล้วก็เอาหนังสือคั่น แล้วก็ถ่าย นั่งคุยกัน

เฟิร์นทำเพจขึ้นมาเรื่อยๆ การตอบรับดีมาตลอด ก็มีแต่คนชอบนะ มีแต่คนบอกว่าน่ารักดี เฟิร์นเขียนเรื่องครอบครัว แต่งตัว ออกกำลังกาย ทำอะไรหลายๆ อย่าง เพราะว่ามันไม่มีใครทำแบบนี้ แล้วเราก็แฮปปี้ด้วย เพราะว่าเราสนิทกับแม่กับน้องมากขึ้น”

การชวนแม่และน้องสาวมาทำเพจด้วยกัน ไม่เพียงแค่ทำให้โลกของคนต่างวัยได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น แต่ยังเรียกได้ว่า เป็นการพาคุณแม่ออกจากกรอบที่ตีไว้ ด้วยการตัดผมทรงเดียวกับลูกสาว แต่งตัวกระชากวัย ตลอดจนสวมชุดว่ายน้ำเว้าขาสูง เพราะตลอดชีวิตของของแม่บี คือสาวผมยาวสุดเรียบร้อยที่ถูกครอบครัวเข้มงวดในการวางตัว



“คุณยายเขาจะค่อนข้างหัวโบราณ แล้วเขาก็จะแบบ… คุณแม่ก็จะแต่งตัวโป๊ไม่ได้เลย เลย (เน้นเสียง) แล้วพอมารุ่นหนู หนูก็จะเป็นคนชอบแต่งตัวเปรี้ยวๆ แต่แม่ก็ไม่เคยห้ามนะ แม่ก็จะปล่อยฟรี ก็เลยมาชวนแม่ เรามาใส่เหมือนกันเหอะ 3 คนน่ารักดี

แล้วแม่ไม่ได้ผมสั้นมาตั้งแต่แรก เป็นคนผมยาวมาตลอด เลยบอกลองเปลี่ยนตัวเองดูมั้ย ให้มาเปรี้ยวๆ เหมือนลูก เฟิร์นก็ชวนตัด เขาก็ไม่ได้คิด ไม่ได้ลังเลอะไร เพราะเขาพร้อมเปลี่ยนแปลง เลยตัดฉึ้บเลย เขาก็ชอบนะ ตัดผมสั้นก็ดูเด็กลง แล้วมันก็เป็นทรงผมที่น่ารัก มีหน้าม้า แต่น้องก็จะตัดผมสั้นอยู่แล้ว

ตอนนี้เขา (ยาย) ก็เหมือนกับโลกเปลี่ยน ความคิดเปลี่ยน เขาก็ไม่ได้ Strict (เข้มงวด) เหมือนเดิม ใส่ไปเหอะน่ารักดี ตอนแรกก็จะแบบ... แต่งตัวอะไร (หัวเราะ) แต่ตอนหลังเขาก็โอเค หรือปลงก็ไม่รู้ (หัวเราะ)”


เปิดเบื้องหลัง คอนเทนท์แต่ละคลิป



สำหรับเรื่องราวที่ 3 สาวผมม้าหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในแต่ละคลิปนั้น ส่วนใหญ่เป็นไลฟ์สไตล์เบาๆ ที่คนทุกเพศทุกวัยเข้าถึงได้ อย่างการออกไปทำกิจกรรมสนุกๆ นอกบ้าน การเลี้ยงดูลูกตามแบบฉบับของแม่บี การท่องเที่ยว ออกกำลังกาย การแต่งตัวแซ่บๆ สไตล์เฟิร์น และอื่นๆ อีกมากมาย

“ทุกๆ คลิปไม่ได้หวือหวา ย่อยง่าย เป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย เป็นเรื่องที่อยากจะพูดอยู่แล้ว อย่างเช่น “ทำไมเฟิร์นชอบแต่งตัวโป๊” มันคือหัวข้อที่จั่วมากเลย เพราะว่าน้องเฟิร์นก็ถาม ทำไมไปต่างประเทศชอบแต่งตัวโป๊ เฟิร์นก็บอกมันก็ไปตามเทศกาล มันก็ต้องแต่งตัวปะ คนอื่นก็แต่งทั้งงาน ที่นู่นเขาเปิดเรื่องการแต่งตัว แต่ว่าที่นี่ไม่ได้ขนาดนั้น สังคมด้วย แล้วผู้ใหญ่ก็เป็นห่วงด้วย แต่ปกติก็แต่งตัวไม่ได้โป๊เปลือยอะไรขนาดนั้น ที่ทำหัวข้อนั้นเพราะว่าน้องเดินมาถาม

เฟิร์นตัดคลิปเองหมดเลย ที่ตัดได้เพราะเริ่มเรื่องคือเฟิร์นเป็นคนใจร้อน มีทีมที่ตัดให้เราฟรี แต่เขาก็มีงานของเขา เลยเอางี้มั้ย มาสอนกัน เฟิร์นก็ไปนั่งเรียนประมาณ 2-3 เดือน ดูว่าทำยังไง เสร็จก็ลองตัดคลิปแรก ดีเลย ต่อมาๆ เราก็จะรู้แล้วว่าวิธีการตัดเป็นยังไง จริงๆ มันก็ไม่ได้ยาก แค่เราต้องศึกษา บางทีคนอื่นตัดเขาก็จะไม่รู้ช่วง บางทีเขาคิดว่าช่วงนี้ดีแต่ว่าช่วงของเราอีกอันนึงมันดี ก็เลยรู้ฟีลการตัดมากกว่าถ้าตัดเอง”


“ลูกเลี้ยงแบบเพื่อน” เคล็ดลับความสุขบ้านศุภนารี

“บ้านเฟิร์นดีอย่างตรงที่สามารถบอกได้ทุกเรื่อง อกหัก ทะเลาะกับใคร เหนื่อยจากงานอะไรต่างๆ แม่เป็นทั้งเพื่อน ไม่ใช่เพื่อนเล่นนะ แต่เป็นเพื่อนที่คอยให้คำปรึกษา ไม่เคยทิ้ง หันไปก็เจอตลอด แล้วก็ให้กำลังใจในทุกเรื่อง ไม่เคยซักครั้งที่จะด่า เฟิร์นก็เลยรู้สึกว่ามันดีที่เราไม่ต้องเก็บๆๆ เพราะว่าบางคนเก็บมากๆ จนมันแตกออกมา บางทีมันก็ไม่ได้

เห็นเพื่อนหลายคนอึดอัด พูดอะไรไม่ได้ ที่บ้านเก็บกด พอเก็บๆๆ แล้วมันระเบิดออกมา มันก็แย่แล้ว แต่ว่าบ้านเฟิร์นเปิดเลย รู้สึกอะไรพูดเลย ทะเลาะกันก็ต้องคุย ตอนนี้อาจจะอารมณ์เสียอยู่ อารมณ์ดีขึ้นแล้วก็คุย ไม่นั่งทะเลาะกันแล้วหายไปไม่มี โอเคตอนนี้ทะเลาะกัน ใจร้อนอยู่ใช่มั้ย ร้อนกับร้อน รอให้เราใจเย็นก่อนค่อยคุย มันไม่สมควรที่จะปล่อยไว้นาน ปัญหาเล็กๆ จนมันใหญ่ เฟิร์นก็เลยคิดว่าการเปิดใจคุยกันทุกเรื่องเป็นเรื่องที่ดี”



“บ้านนี้เลี้ยงลูกยังไง” เป็นอีก 1 หัวข้อที่ถูกถามเข้ามาที่เพจของเธอเป็นจำนวนมาก นั่นก็เพราะลูกสาวทั้ง 2 ของแม่บี มีความมั่นใจและเป็นตัวของตัวเองสูง ซึ่งเรื่องนี้เฟิร์นให้คำตอบว่า นอกจากจะสนิทกับคุณแม่จนสามารถปรึกษาได้ทุกเรื่องแล้วแล้ว แม่ของเธอยังไม่ห้าม ซ้ำยังให้ลองทำ ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม

“เอาจริงๆ ปะ แม่เฟิร์นจะเป็นเชิงให้ลองมากกว่า “พูดแล้วนะ เตือนแล้วนะ ถ้าไม่เชื่อก็ลองดู” เขาจะไม่บอกว่าห้ามทำ จะให้ไปเจอเอง ไปรู้เอง เราเป็นมนุษย์อยากลองอยากรู้อยู่แล้ว ยิ่งห้ามก็ยิ่งเอ้า...ทำไมห้ามล่ะ อะไรที่ห้ามมันก็ยิ่งอยาก เฟิร์นเคยตัดผมแล้วมันขึ้นไปบนหู ตอนนั้นคือสั้นสุด รู้แล้วว่าบนหูมันไม่เวิร์คนะ แต่ก่อนหน้าแม่ก็บอกอย่าไปตัดมันเด๋อ ไม่เชื่อ เลยลองดู

แต่ว่าส่วนมากคนเราไม่เหมือนกัน การเลี้ยงดูไม่เหมือนกันก็พูดไม่ได้ แต่หมายถึงว่าในส่วนของเรา บ้านเฟิร์นเป็นแบบว่า ง่ายๆ อยู่ง่ายๆ อยู่แบบเรียบๆ ไม่หรู ไม่มีแบรนด์เนมใดๆ ทั้งสิ้น แต่ว่าถ้าอยากทำอะไรได้ทำ อยากไปไหนได้ไป แม่ไม่เคยห้ามไปนั่นไปนี่



แม่ ซาร่า เฟิร์น จริงๆ ก็คล้ายๆ กันนะ เป็นคนใจดี ชอบยิ้ม อะไรก็ได้ง่ายๆ ไม่ค่อยโกรธ เป็นคนแบบ...ช่างมัน ไม่เป็นไรหรอกปล่อยมันไปเหอะ เด็กๆ เฟิร์นจะเป็นคนใจร้อนนะ เป็นคนไอ้นั่นก็ไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่ได้ เหมือนบ้านเลี้ยงตามใจด้วย พอโตขึ้นเราตัวเล็กลง โลกกว้างขึ้น เราเจอคนมากขึ้น เราเจอสังคมมากขึ้น แล้วเราจะไปทำนิสัยแบบเดิมที่ไม่น่ารัก เราก็ต้องเปลี่ยน ผ่านได้ก็คือผ่าน เราไม่ต้องไปอิ๊อ๊ะกับทุกอันก็ได้ เครียดๆๆ ตลอดมันไม่ได้ทำให้ตัวเองมีความสุข”

เมื่อถามว่า ได้ให้คำแนะนำแก่น้องสาวเพียงคนเดียวเรื่องอะไรบ้าง เธอตอบตรงๆ ว่า ซาร่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพราะเป็นเด็กที่ค่อนข้างมีความรับผิดชอบ และตนเองก็ให้ค่าตอบแทนทุกครั้งเมื่อซาร่ามาทำงานด้วย จนตอนนี้ สาวน้อยวัย 14 ปี สามารถส่งเสียตัวเองเรียนและช่วยดูแลแม่ได้



“ซาร่าเป็นเด็กห้าวๆ แต่งตัวห้าวๆ พูดจาห้าวๆ ไม่ได้เป็นเด็กหวาน แต่รักแม่ ขยัน ถามว่าสอนอะไรมั้ย ไม่สอนนะ เพราะว่าซาร่าค่อนข้างที่จะโต ก็เริ่มทำงานเองได้ เพราะมีงานเฟิร์นก็ให้เงินทุกคน ตอนนี้น้องส่งตัวเองเรียน แม่ไม่สบายก็พาแม่ไปหาหมอ ซื้อของให้แม่นั่นนี่นู่น แล้วก็ดูแลตัวเองได้ เป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบแล้วซึ่งดี ตอน 14 หนูก็ยังไม่ทำอะไรเลย (หัวเราะ) ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี

ซาร่ามีความรับผิดชอบมากขึ้น เพราะว่าบางทีงานมันเป็นวันธรรมดา ต้องหยุดเรียน โอเค แต่ยูก็จะต้องไปตามการบ้าน ต้องไปคุยกับครูเองว่าไม่มาเรียนนะ ต้องไปตามให้ทัน ไม่งั้นมันจะเป็นผลไม่ดีกับตัวเอง แล้วก็ต้องแบ่งแยกให้ได้ด้วยว่า งานก็คืองาน เรียนก็คือเรียน แต่ว่าจะไม่ทิ้งเรียนนะ ทำงานไปด้วยพร้อมๆ กัน เฟิร์นจะพยายามเลือกให้เป็นเสาร์-อาทิตย์ เพราะว่าน้องก็จะได้ไม่หยุดเรียนด้วย แล้วคุณแม่ก็จะได้ไม่เสียงาน”



เมื่อให้นิยามถึงความหมายของคำว่าครอบครัว เธอกล่าวว่า “ครอบครัวสำหรับเฟิร์นมันคือทุกอย่าง ก็คือที่ 1 แหละ คือความรัก คือความสุข คือเสียงหัวเราะ ถ้าจะคิดถึงอะไรก็คือครอบครัว พ่อ แม่ ทุกคน กลับไปบ้านแล้วสิ่งแรกที่เห็นแล้วเราชื่นใจ แล้วเราอุ่นใจก็คือครอบครัว เหนื่อยๆ กลับมา แค่พ่อบอกว่ากินข้าวมั้ย ก็หายแล้วอะ บางทีทำงานมาเหนื่อยมาก แม่โทรมาเป็นไงบ้างวันนี้ แค่นี้เราก็รู้สึกโอเคแล้วอะ มันคือกำลังใจของกันและกัน

เฟิร์นพูดตลอดว่าถ้าเราอยากได้อะไร เราไม่ได้มีตังค์ เราก็เก็บเงินซื้อ เราอยากจะไปไหนก็แค่เก็บเงินแล้วก็ไป เราไม่ได้รวย ก็แค่ทำงาน แล้วไม่ได้มีเงินมาก แต่มีความสุขมาก บางคนมีเงินมากแต่ไม่มีความสุขเลย ไม่ได้มีเวลาใช้เงินเลย เฟิร์นขอไม่ต้องมีเงินมากๆ แต่ว่าได้ไปเที่ยวไหนก็ไป อยากกินอะไรก็กิน บางคนมีเงินเยอะมากไม่มีเวลาไปเที่ยวไหนเลย ต้องทำงาน ไม่มีเวลาได้ใช้เงินเลย แบบนี้ไม่เอา”



ผู้ชายในชีวิตศุภนารี


ปะป๊าสุดที่รักของเฟิร์น

“ปะป๊าหวงนะ บอกแต่งตัวดีๆ แต่งตัวอะไรของมึง (หัวเราะ) แต่ว่าเราไม่ได้ออกไปไหนมาไหนคนเดียว เราไปกับเพื่อน เขาก็เข้าใจแหละวัยรุ่น สนิทกันอยู่แล้ว ก็เจอกันทุกวันอยู่แล้ว เพราะอยู่บ้านเดียวกัน

เขาจะไม่ค่อยบอกรัก จะเป็นแบบ “ดูแลตัวเองนะมึงอะ” เป็นอารมณ์แมนๆ มากกว่า แต่รู้ว่าเป็นห่วง ไปไหนมาไหนก็โทรหาตลอด โทรทุกวัน กินอะไรมั้ย จะไปไหน กลับบ้านรึเปล่า นอนไหนให้บอก จะได้ตามเจอว่าหายไปไหน แต่วันสำคัญเขาก็จะส่งมาตลอด “ไม่เคยไม่รักน้อยลงนะ รักหนูคนเดียวนะ แล้วก็รักคนเดียวตลอดไป”

อยู่กับที่บ้านสนุกกว่า ตอนนี้มีคนคุยแต่แฟนยังไม่มีค่ะ ก็คุยโทรศัพท์ ไลน์บ้าง เจอกันบ้าง แต่เขาก็เข้าใจว่าช่วงนี้งานเยอะมาก สมมติว่าคนที่จะรักเราก็ต้องเข้าใจในความเป็นเรา แล้วเขาก็ต้องสนับสนุนเราด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็แล้วแต่ รักมันไม่ต้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ไม่ต้องตัวติดกัน แต่ก็โทรหากันบ้าง เจอกันบ้าง เว้นระยะห่างบ้าง หนูว่าเราควรมีสเปซของตัวเอง เป็นคนค่อนข้างมีโลกส่วนตัวสูงนิดนึง ถ้าอยู่ด้วยกัน คุยกันตลอดเวลา หนูว่าไม่น่าดี”


“หน้าเด็ก - จอแบน - แต่งตัวโป๊” ก็ชีวิตฉัน

“ไม่คิดมาก่อนว่าเราจะเป็นวิทยากรได้ เพราะคนคิดว่าพูดไม่รู้เรื่อง จนพอโดนเชิญไปบ่อยๆ ก็พูดรู้เรื่องแล้วนะ (หัวเราะ) ได้แชร์ประสบการณ์ที่เคยผ่านมา ไปหลายที่แต่ว่าส่วนมากมหาลัย วัยทำงาน หลักๆ เฟิร์นพูดอยู่ประมาณ 3 เรื่อง คือ 1.การเป็นอินฟูเอนเซอร์ 2.เรื่องบูลลี่ 3.การใช้ชีวิต ก็จะแลกเปลี่ยนความคิด แล้วเราก็มีหน้าที่คุย ให้กำลังใจ เฟิร์นชอบมากๆ เลย การให้กำลังใจ การเชียร์อัปคน”


บทบาทการเป็นวิทยากรแชร์ประสบการ์การถูกบูลลี่

ด้วยประสบการณ์ในวงการกว่า 10 ปี รวมถึงการมีแฟนเพจที่เป็นที่นิยมในโลกโซเชียลฯ ในระยะเวลาอันสั้น ทำให้สาวผมม้าเต่อผู้นี้ ถูกเชิญไปเป็นวิทยากรแชร์ประสบการณ์อยู่บ่อยครั้ง แม้เธอจะมีหน้าตาน่ารักและรูปร่างที่สาวๆ ใฝ่ฝัน แต่ทราบกันไหมว่า อดีตแชมป์เวทีค้นหาสาวเซ็กซี่คนนี้ เคยถูกบูลลี่ด้วยถ้อยคำรุนแรง ทั้งในเรื่องรูปร่าง บุคลิก รวมไปถึงสไตล์การแต่งตัว

“ไม่ได้เป็นคนเซ็กซี่อะไรขนาดนั้น เฟิร์นเล็กอะ เราถ่ายรูปแล้วคนก็มาคอมเมนท์แบบ... ทำไมไม่ไปทำนม หันหน้าเหมือนหันหลังเลยนะ แล้วเราก็มีความรู้สึกว่า ทำไมอะนี่มันนมฉัน ฉันจะเล็กแล้วจะทำไม ตกลงนมใคร ไปทำนมสิ เฟิร์นทำนมต้องสวยแน่เลย ควรทำนั่นทำนี่ มันอาจจะไม่ได้ดีเหมือนคนอื่น มันอาจจะไม่ได้เพอร์เฟกเหมือนคนอื่น แต่อย่างน้อยมันก็คือของเรา เกิดมามันก็มีแค่นี้


อกเล็กก็เซ็กซี่ได้

ถามว่านอยด์มั้ย ไม่นะ ไม่ได้เก็บมาคิด แต่แค่ที่อยากเขียนเพราะอยากจะพูดว่าทำไม ก็เล็กมาตั้งนานแล้วนะไม่ได้มีช่วงไหนที่ใหญ่ เฟิร์นก็เลยบอกว่า ถ้าวันไหนอยากจะใหญ่ก็จะใส่ฟองน้ำเองแหละ ไม่ใหญ่แล้วสบาย ใส่อะไรก็ง่าย เฟิร์นก็บอกตลอดว่า ธรรมชาติคือสิ่งที่ดี อย่างน้อยมันก็เกิดมากับเราแล้วมันก็จะอยู่กับเราตลอดไป ให้พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่นะ ธรรมดาก็มีเสน่ห์ของมันนะ ธรรมดาในความไม่ธรรมดา อย่าไปเติมอย่าไปเสริมอะไรเยอะ บางคนดีอยู่แล้วทำจนมันไม่ดี

เรื่องหน้าเด็กด้วย ก็จะแบบ… เด็กนี่แก่แดดจัง เด็กอะไรฉัน 26 แล้วนะ ไม่ได้เด็กแล้ว ฉันโตแล้ว ทำงานขนาดไหนแล้ว แต่บางคนเขาไม่ได้รู้แบ็คกราวน์ ไม่รู้ว่าเป็นใคร ทำอะไร อายุเท่าไหร่ ไม่ได้รู้อะไรเลย สักแต่จะพิมพ์อย่างเดียว เพราะเขาไม่ได้ใช้ต้นทุนอะไรในการพิมพ์ ส่วนมากเป็นนักเลงคีย์บอร์ด ซึ่งจะไปสนใจอะไรกับคนพวกนี้



ส่วนแต่งตัวโป๊ ใช่ แต่งมานานแล้ว แล้วหลายคอมเมนท์… อันที่ชุดขน (ชุดว่ายน้ำวันพีชลายขน) คือเฟิร์นก็ไม่ได้ใส่ตลอด เฟิร์นก็แค่ใส่ตรงนั้นแล้วก็ถ่ายรูปเล่นๆ เฉยๆ เขาก็บอก น่าเกลียดจังเลย ก็เข้าใจแหละ แต่เราก็ไม่ได้ว่าเขานะ อย่างที่บอกความคิดคน มีคนชอบ มีคนเกลียด เป็นเรื่องธรรมดามาก เฟิร์นก็... ชอบก็ดีแล้ว ไม่ชอบก็ไม่เป็นไร”

เป็นความโชคดีของเฟิร์น ที่เธอเป็นคนไม่เก็บข้อความบั่นทอนจิตใจมาคิดให้เปลืองสมอง จึงเลือกที่จะมองข้ามไป แต่ขณะเดียวกัน หากมีคอมเมนท์ที่กล่าวหาเธออย่างเสียหายทั้งที่ไม่ใช่ความจริง คราวนี้ต้องมีเคลียร์กันหน่อย

“จัดการกับคอมเมนท์ยังไง ถ้ามันเป็นเรื่องที่ด่าว่าไม่ชอบเฟิร์น เฟิร์นโอเค แต่ถ้ามาบอก “อีนี่มึงมันเลวมากเลยนะ ทำอย่างนั้นทำอย่างนี้” แต่ว่าเฟิร์นไม่ได้ทำ ต้องคุยกันแล้วเพราะไม่ใช่เรื่องที่เราเป็น ชอบ-เกลียด เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้ามาด่าเรา โดยที่เราไม่ได้เป็น ไม่รู้จักกันจริงๆ ด้วยซ้ำ เฟิร์นก็คือแคปเลย ตอบด้วย แท็กด้วยว่าทำไม มันไม่ใช่อย่างนั้นนะ



เพราะว่าไม่สมควรที่พูดในสิ่งที่ไม่ใช่ ไม่ใช่ว่าพูดอะไรก็พูดได้ ควรจะคิดก่อนที่จะพิมพ์ ถ้ามันใช่เรื่องก็พิมพ์ แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องก็ไม่สมควร คุยกันหน่อย คอมเมนท์มันเยอะมากเต็มไปหมด ถ้าเรามานั่งคิดๆๆๆ หัวสมองแตกตาย จริงๆ ก็ปล่อยไป เป็นอารมณ์ก็แล้วไงมากกว่า ไม่อยากคิดอะไรเยอะ งานก็เครียดพออยู่แล้ว จะมานั่งเครียดกับคอมเมนท์อีกไม่ได้

อยากให้เลิกนิสัยอย่างนี้ เลิกได้ก็เลิก สมมติว่าไปบูลลี่คนที่เป็นโรคซึมเศร้าแล้วเขาฆ่าตัวตาย อย่างที่ว่าการบูลลี่ ข่าวตอนนี้เยอะมากว่า เด็กฆ่าตัวตาย เด็กยิงกัน สำหรับเราคนมาบูลลี่เราเราเฉยๆ ไง แต่บางคนมันเป็นเรื่องใหญ่ เป็นปมอยู่แล้ว ต้องมานั่งทนมาเรื่อยๆ พอวันนึงมันทนไม่ได้แล้ว เฟิร์นก็เลยคิดว่าหยุดเหอะ

กดคนอื่นต่ำลง ไม่ได้ทำให้ชีวิตตัวเองดีขึ้น อยู่อย่างมีความสุข ไม่ต้องไปด่ากัน มันมีเรื่องอื่นให้คุยอีกเยอะแยะ มากกว่าการด่าว่าอีดำ อีจน มันมีเรื่องดีๆ ให้คุยกันอีกเยอะ เฟิร์นก็เลยคิดว่าเลิกเหอะ ส่วนคนที่ไม่มั่นใจในตัวเองก็อยากให้มั่นใจในตัวเอง เชื่อมั่นในตัวเอง โอเค ความธรรมดามันก็มีดีนะ พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี ที่มีมันก็ดีอยู่แล้วแต่อาจจะไม่ได้ดีเหมือนคนอื่น แต่มันก็ดีแหละ แล้วก็รักตัวเองให้มากๆ”

จากสาวบ้าพลัง สู่นักวิ่งเทรล

พักเรื่องเครียดๆ มาคุยเรื่องผ่อนคลายกันบ้าง ด้วยรูปร่างที่บอบบางน่ารัก หลายคนอาจะคิดว่าเธอมีงานอดิเรกแบบที่สาวๆ คนอื่นชอบ แต่สำหรับเฟิร์นแล้ว กิจกรรมยามว่างของเธอคือวิ่งและการท่องเที่ยวแนวผจญภัย หากมีเวลาว่างเมื่อไร เป็นต้องได้พาตัวเองออกไปข้างนอกเสมอ ซึ่งก็ไม่ได้เป็นการวิ่งแบบธรรมดา สาวไฮเปอร์คนนี้ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองไปสู่การวิ่งเทรล หรือการวิ่งแบบผจญภัยในธรรมชาติ ระยะทางที่เธอทำได้ไกลสุดถึง 44 กิโลเมตร

“เริ่มจากเพื่อนชวนวิ่งที่สวนลุมฯ เราก็วิ่งทำไม แล้วก็ได้ไปบ่อยๆ จำได้ว่าวิ่งรอบสวนลุมฯครั้งแรกเหนื่อยมาก (ลากเสียงยาว) 2.5 โล เหนื่อยแบบ… เหนื่อยมากกกกกก แต่พอวิ่งมันไปเรื่อยๆ ร่างกายมันก็จะอดทนขึ้น แล้วเราก็อดทนขึ้นด้วย วันนี้เราต้องวิ่ง 10 โลให้ได้ จนมันไป 30 - 40 ตอนไหนไม่รู้


เสพติดการวิ่งเป็นชีวิตจิตใจ

แล้วเฟิร์นเป็นคนที่ชอบวิ่งไกล ชอบวิ่งเทรล ชอบวิ่งในป่า วิ่งเทรลมันจะได้เห็นป่า ได้อยู่กับต้นไม้ บางทีมันมีอะไรมากกว่าการวิ่ง ธรรมชาติ เจอสัตว์ด้วยนะ เจอต้นไม้ เจออะไรสวย ร่มรื่น แล้วเราก็อยู่กับป่าอยู่กับเขา ก็วิ่งมีความสุข จำได้เฟิร์นวิ่งเยอะสุด 44 โล เทรลที่เชียงใหม่

เหมือนเราก็วิ่งมาเรื่อยๆ อยู่แล้ว 10 - 20 - 30 แล้วเราก็แบบ ลอง 40 ดูมั้ย แต่เราเป็นนคน push (ผลักดัน) เพื่อน เอาเหอะ ไม่ลองไม่รู้ ไม่จบไม่เป็นไร ถ้าไม่ลองก็ 30 ตลอดชาติ ก็สมัคร พอถึงวันก็ตื่นเต้นอะ เฟิร์นชอบตื่นเต้น นอนไม่ค่อยหลับ อยากวิ่งแล้วเนี่ยๆๆ แล้วตื่นตอนตี 5 อาบน้ำ แต่งตัว ขนของ ก็จะมีของที่ต้องใส่ในกระเป๋า มี Energy gel มีถั่ว มีกล้วย มีน้ำ เพราะว่าถ้าเข้าไปในป่า มันจะไม่มีจุดน้ำ เราต้องแบกกระเป๋าเป้น้ำไปเอง



ก็วิ่งๆ ไปเรื่อยๆ จำได้ว่าโลที่ 20 30 เจ็บขา เจ็บ ITB เส้นมันยืดไม่ถึง เพราะเราไม่เคยวิ่ง 40 โลมาก่อน ค่อนข้างที่จะเยอะพอสมควร แล้วมันวิ่งขึ้นเขา วิ่งขึ้นวิ่งลง ในป่ามันไม่ใช่ทางเรียบ เจ็บขามากๆ แต่ก็ไม่หยุด ก็วิ่งจนจบ แล้วก็จบจริงๆ จบก่อนเวลา สมมติเขาให้เวลา 8 ชั่วโมง เราจบที่ 7.58 ชั่วโมง อีกนิดนึงคือไม่ผ่าน แต่ก็ผ่านมาได้ ดีใจมาก (หัวเราะ)”

ระยะเวลาเพียงแค่ 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ออกวิ่งวันแรกจนถึงปัจจุบัน เธอยอมรับว่าทุกวันนี้เสพติดการวิ่งไปแล้ว และมีสุขภาพที่ดีขึ้น ซึ่งไม่เพียงแค่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตนเอง ตอนนี้ทั้งแม่และน้องสาวก็หันมาออกกำลังกายด้วยเช่นกัน

“ดีขึ้นนะคะแต่สุขภาพโอเคอยู่แล้ว มีความสม่ำเสมอในการวิ่ง แล้วก็ออกกำลังกาย ถ้าวิ่งอย่างนี้มันจะติด อยากวิ่ง ช่วงนี้อากาศเป็นแบบนึ้ หนูเซ็งมาก แล้วเราไปวิ่งเครื่องไม่ได้ มันไม่สนุก มันต้องดูนาฬิกาตลอดเวลา เมื่อไหร่จะวิ่งจบ แต่ถ้าเราไปวิ่งสวน ก็เจอคนวิ่ง เจอต้นไม้ มีอะไรให้มอง มีอะไรให้ดูมากกว่านาฬิกา ช่วงนี้ก็เลยหยุดวิ่ง ไม่ได้วิ่งเลย


ครอบครัวรักสุขภาพ

ล่าสุดน้องกับแม่วิ่ง 10 โลแล้ว ครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว แล้วเขาจะออกกำลังกายแบบ 10 Minute Workout ใน Youtube หนูจะเป็นคนส่งให้เขาเอง หนูดูก่อน วิ่ง กระโดด ไม่ผาดโผนเกิน ที่แม่ทำได้ เราก็จะส่งให้เขาเลือก เพราะว่ามันมีเยอะมาก ถ้าทำทุกวันเขาก็จะเบื่อ แล้วเขาก็เปิดดู แม่ก็จะส่งมา ส่งการบ้าน ส่งทุกวันที่เขาออกกำลังกาย

แล้วเราก็เห็นถึงความเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่ตอนเขาอ้วน จนตอนนี้เห็นเลย เห็นชัดๆ ว่าแม่สุขภาพดีขึ้น แม่ได้ออกกำลังกาย โอเคแม่ทำงานเยอะ แม่เครียด แม่ไปออกกำลังกาย แม่ก็รู้สึกรีแล็กซ์ขึ้น ได้สุขภาพที่ดีด้วย ตอนนี้แม่ก็ติดออกกำลังกายไปแล้ว (หัวเราะ) วันไหนที่เขาไม่ได้ออกกำลังกายก็จะบอก หงุดหงิดจังเลย ดีต่อสุขภาพเขาด้วย ดีต่อสุขภาพกายด้วย สุขภาพจิตด้วย



แต่ตอนหลังๆ เริ่มจริงจังในการออกกำลังกายเยอะขึ้น ก็อยากมีซิกแพ็กคือใกล้มากแล้วนะ แต่ว่าเฟิร์นส่วนตัวนะ อยากให้แม่ไม่ใช่แค่ซิกแพ็ก แต่เป็นสุขภาพมากกว่า เพราะคุณแม่ 50 แล้ว ตรงนี้มันก็ดีต่อตัวเอง เพราะอายุเยอะ คุณแม่เริ่มมีซิกแพ็กแล้ว ตอนนี้น้ำหนักลดไปประมาณ 4 โล”

เมื่อบทสนทนาดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย สาวผู้รักการออกกำลังกายก็ได้ฝากถึงใครก็ตามที่ยังไม่เริ่มต้นดูแลตัวเอง ให้เริ่มตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่เพื่อความผอม แต่เพื่อสุขภาพของเราเอง



“เริ่มเลย แต่พูดยากอีก พูดเรื่องนี้พูดไม่ได้ ใจมันต้องพร้อมก่อนอย่างแรก ต้องเริ่มจากคำว่าอยาก ถ้าเราไม่อยากเราก็ไม่ไปอยู่ดี ฟิตเนสอยู่หน้าบ้าน ถ้าไม่อยากก็ไม่ไปอยู่ดี ถ้าเราอยาก ฟิตเนสอยู่ไกลมากเราก็ไป ต้องมีใจที่พร้อมก่อน ใจที่แบบ เราต้องออกกำลังกายแล้วนะ ไม่ได้เพื่ออยากจะผอม เพื่อสุขภาพของเราเอง

แม่เฟิร์นคนนึงที่คิดอย่างนี้ แต่ก่อนก็คือ กินข้าวเย็นกินเยอะ หมูทอด ขาหมูกินหมด แต่ตอนนี้ก็กินอยู่แต่ว่าเลือกกิน ไม่ได้กินทุกวันแล้ว อาทิตย์นึงซักวันนึง เราก็ต้องมีวันชีทเดย์ วันที่เราอยากจะกินอะไร ถ้าเรา Strict ทุกวัน เครียดเกิน ไอ้นั่นก็กินไม่ได้ แต่สมมติออกกำลังกายมาทั้งอาทิตย์แล้ว อาทิตย์นี้กินหมูกระทะ มันจะมีกำลังใจ เฟิร์นก็จะไปกินหมูกระทะกับแม่ พาแม่ไปกินของอร่อย

สุดท้ายเฟิร์นก็ฝาก Supanaree Story ด้วยนะคะ มีเรื่องอะไรเยอะแยะมากมายให้อ่าน ลองไปอ่านดู อ่านได้แต่อย่าด่า ด่าได้แต่อย่าแรงนะคะ (หัวเราะ)”




อย่าลืมแบ่งเวลาให้ความสุข



“เฟิร์นหาเวลาไปเที่ยวตลอด อย่างเฟิร์นเพิ่งกลับมาจากอเมริกาไป 3 อาทิตย์ เฟิร์นทำงานทุกวันตั้งแต่กลับมาจนถึงวันนี้ เสร็จแล้วเฟิร์นก็เดี๋ยวพักแล้ว ไปเที่ยวเชียงใหม่ ไปอยู่ป่าดีกว่า ก็จะมีช่วงเบรกให้ตัวเอง การที่เครียดเกินไปมันก็ไม่ดี เราสมควรจะรีแลกซ์ แต่พูดได้เพราะว่าเป็นฟรีแลนซ์ไง (หัวเราะ) ถ้าคนปกติก็จะทำแบบเราก็ยาก

แต่หมายถึงว่าเราควรหาสิ่งที่ตัวเองชอบ หาสิ่งที่ตัวเองทำแล้วมีความสุข คนเราชอบไม่เหมือนกัน ชอบไปป่า ชอบออกกำลังกาย บางคนเครียด ชอบกิน บางคนเครียดชอบวาดรูป เราก็ต้องหาว่าเราชอบอะไร เฟิร์นเพิ่งจะเจอว่าตัวเองชอบวิ่ง คือเฟิร์นเป็นไฮเปอร์ ค่อนข้างจะยุกยิก เราก็ทำกีฬามาเยอะมาก โยคะเอย ตีปิงปอง แบด มวย แล้วก็มาวิ่ง

ไม่เคยคิดจะวิ่งมาก่อนเลยนะ เพื่อนชวนวิ่ง เราก็ไม่เอาหรอกมันเหนื่อย จนทุกวันนี้เฟิร์นจบมาราธอนแล้ว จนชอบตอนไหนก็ไม่รู้ (หัวเราะ) แล้วมันก็ดีค่ะ เป็นอีกเรื่องนึงที่เราทำแล้วมีความสุข อย่างที่บอกเราทำอะไรแล้วมีความสุขเราควรจะทำ”








สัมภาษณ์โดย : ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง : กีรติ เอี่ยมโสภณ
ภาพ : สันติ เต๊ะเปีย
ขอบคุณภาพ : แฟนเพจ Supanaree Story
ขอบคุณสถานที่ : ร้าน My Café the Library ศูนย์การค้านวมินทร์ ซิตี้ อเวนิว ชั้น 1



** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **



กำลังโหลดความคิดเห็น...