xs
xsm
sm
md
lg

12 ปีที่ห่างหาย! คืนตำนานเจ้าพ่อเพลงรัก “เดี่ยว” ครั้งแรก “น้อย วงพรู”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


กว่า 12 ปีที่ห่างหายจากวงการดนตรี! เตรียมทวงตำนาน “เจ้าพ่อเพลงรักปนเศร้า” คราวนี้ไม่ได้มาในฐานะ “น้อย วงพรู” แต่จะมาจับไมค์ในฐานะ “น้อย” ที่กำลังมีผลงานเพลงโซโลเดี่ยว “ครั้งแรก” ในชีวิต! กับบทบาทที่ท้าทายสังคมและมุมมองที่มีมิติของชายคนนี้ ต่อวงการเพลงที่ใครๆ ต่างบอกว่า “อยู่ยาก” พร้อมอินโทรความในใจให้เราฟังก่อนใคร “น้อย - กฤษดา สุโกศล แคลปป์”

7 ปี 12 เพลง ทวงตำนาน “เจ้าพ่อเพลงรักปนเศร้า”

“น้อยไม่ได้มีเพลงใหม่มาเกือบ 12 ปีได้แล้ว มันยาวนานมาก ตอนนี้เลยตั้งใจว่าจะทำเพลงใหม่”
ทันทีที่ได้รู้ว่าศิลปินคุณภาพที่ใครหลายคนต่างรู้จักกันในชื่อ “น้อย วงพรู” กำลังจะออกผลงานเพลงให้ได้ฟังกันให้หายคิดถึง งานนี้ทำให้ใครหลายคน โดยเฉพาะแฟนเพลงยุคเก่าต่างเฝ้านับวันรอการปล่อยผลงานเพลงอัลบั้มล่าสุดอย่างใจจดใจจ่อ

กว่า 12 ปีได้แล้วที่เขาห่างหายจากงานเพลง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้แฟนเพลงในยุค 90 หลงลืมเสียงอ่อนนุ่มที่เต็มไปด้วยความลุ่มลึกไปได้ ล่าสุด เขาเตรียมออกงานเพลงใหม่ที่ได้เผยกับเราให้รู้ลึกแบบเอ็กซ์คลูซีฟสุดๆ

“สิ่งที่ผมกำลังตั้งใจทำอยู่คืออัลบั้มของน้อยครับ ซึ่งงานเพลงล่าสุดนี้ น้อยไม่ได้อยู่กับพรูแล้ว เพราะแต่ละคนก็แยกย้ายมีครอบครัวกัน นี่จึงเป็นอัลบั้มโซโลเดี่ยวเลย มีทั้งหมด12เพลง เราก็ตั้งใจจะให้มันออกมาดีที่สุด เพราะถ้าเกิดว่าเราไม่ได้ทำเพลงมา 12 ปี ผมว่าเราก็ต้องทำให้มันออกมาดี 100 เปอร์เซ็นต์ให้ได้”

หลังจากที่ไม่ได้ทำเพลงมาเป็นเวลา 12 ปี สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับการกลับมาในครั้งนี้ คือ ความคาดหวังที่เขาก็ยังไม่แน่ใจว่าฟีดแบกที่ได้จากคนฟังมันจะออกมาในรูปแบบใด ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ศิลปินหน้าใหม่ก้าวเท้าสู่วงการสีเสียงนี่มากขึ้น เขายอมรับกับเราว่าค่อนข้างกังวลอยู่เล็กน้อย

 
“ไม่รู้ว่ามันจะแกรนด์ หรือมันจะเวิร์กหรือเปล่านะ เพราะตอนนี้วงการเพลงมันเปลี่ยนไปเยอะด้วย ศิลปินโดยเฉพาะรุ่นของน้อยก็ต้องระวังว่าอย่าคาดหวังมากเกินไป คนไม่ได้ซื้อซีดีกันแล้ว ไม่ได้ฟังอัลบั้มเต็มกันแล้ว ผมคิดว่าอย่างน้อยเรายังโชคดีที่เกิดมาในยุคนั้น เราฟังเพลงอัลเทอร์ฯ แล้วมันก็ข้ามเปลี่ยนไปแมสได้ เราสามารถสร้างแฟนเบสได้ในยุคนั้น และเรายังมีแฟนเบสของเราอยู่”

สิ่งที่น่าสนใจในงานเพลงอัลบั้มล่าสุดที่เราได้รู้มาคือ มันจะมีความแตกต่างจากงานเพลงที่ผ่านมาของพรูแน่นอน ที่เห็นได้ชัดเพราะเป็นงานเพลงโซโลเดี่ยวครั้งแรกของเขา อีกทั้งเวลาที่ได้ห่างหายไป ทำให้งานเพลงครั้งนี้ต้องดีและแตกต่างกว่าเดิม

“ถ้าพูดถึงเรื่องไอเดียมันยากมากสำหรับน้อย เพราะเมื่อก่อนเวลาอยู่กับวงพรู น้อยจะดูแลด้านการเขียนทำนองเพลง ออเรนจ์เมนท์กับวง และร้องอย่างเดียว แต่คราวนี้ต้องทำทุกอย่าง ทั้งเขียนทำนอง ร้องโซโล ออเรนจ์ทุกอย่างเอง แต่น้อยจะมีครูโปรดิวเซอร์นะครับ เขาจะช่วยน้อยได้มากมายทีเดียว

น้อยเขียนเนื้อเพลงไทยไม่ได้ ภาษาไทยน้อยยังแข็งไม่พอ น้อยก็โชคดีที่มีบอย-โกสิยพงษ์ มาช่วยเขียนให้ประมาณ 7 เพลง มีแสตมป์ช่วยเขียนอีก 2 เพลง บอย-ตรัยอีก 2 เพลง ซึ่งคนที่ช่วยเขียนเนื้อเพลงให้น้อยก็ดีมาก พวกคนที่เป็นมิวซิเชียนที่ช่วยตักจินตนาการน้อยมาถึงแต่ละคน อย่างเมธี โมเดิร์นด็อก, พี่เล็ก ทีโบน, ก้อ กรู๊ฟ ไรเดอร์ส”

ฟังแค่นี้ก็รู้สึกแล้วว่า งานเพลงที่กำลังจะเกิดขึ้นต้องออกมาดีอย่างแน่นอน ด้วยคุณภาพเพอร์เฟคชั่นนิสต์ทางด้านดนตรีของแต่ละคน คงคอนเฟิร์มเราได้แล้วว่างานเพลงครั้งนี้ต้องสุดยอดแน่ๆ

 “ครั้งนี้เราตั้งใจให้มันออกมาดีที่สุด แต่กำลังแพลนอยู่ว่าจะปล่อยเพลงยังไง ระหว่างเป็นซิงเกิลหรือทั้งอัลบั้มเลยต้องรอติดตาม ผมทำอัลบั้มมา 7-8 ปีเลยนะครับ ซึ่งมันนานมาก ผมอยากให้ทุกอย่างเพอร์เฟก”

นิทานชีวิต = นิทานเพลง

“ผมไม่เคยเขียนเนื้อหาเพลงเกี่ยวกับตัวเอง เพราะผมคิดว่าเรื่องราวของตัวเองมันไม่น่าสนใจเท่าไหร่ ผมว่านิทานของคนอื่นมีอะไรให้เล่ามากกว่าเยอะ”

อย่างที่รู้ว่า งานเพลงถ้าไม่เขียนมาจากเรื่องราวของตัวเอง ก็เขียนมาจากเรื่องราวของคนอื่น ด้วยชีวิตที่ได้เติบโตขึ้น ทำให้เขาพบว่ามุมมองต่องานเพลงและการเล่าเรื่องตามบริบทของยุคสมัยก็ได้เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน

“ผมรู้สึกโชคดีที่มีคนที่ช่วยซับพอร์ตเราในเพลงที่เราอยากทำตรงนี้ ผมเลยตั้งใจมากทีเดียว สิ่งที่มันเปลี่ยนแปลงคือ เราไม่ได้อยู่ในช่วงอายุเหมือนสมัยนั้นแล้ว อายุเรามากขึ้น เราผ่านชีวิตมากขึ้น เวลาคิดเรื่องเนื้อเพลงหรือนิทานเพลงที่จะเล่า มันก็เปลี่ยนไปเยอะเหมือนกัน

ส่วนใหญ่เพลงผม ผมจะไม่เคยเขียนเนื้อหาเกี่ยวกับตัวเอง เพราะผมว่าเรื่องราวตัวเองมันไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ ส่วนตัวผมมองว่านิทานคนอื่นมันน่าสนใจมากกว่านิทานของน้อย เพลงทุกเพลงไม่ว่าจะสมัยพรูหรือสมัยนี้ มันก็จะเล่าเกี่ยวกับคนอื่นมากกว่า”

คล้ายกับว่าเขาคือผู้กำกับภาพยนตร์ที่เป็นตัวแทนในการนำเสนอและเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของผู้อื่น แน่นอนว่างานเพลงในครั้งนี้ก็ถูกถ่ายทอดจากเรื่องราวของผู้อื่นเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะกับผู้ที่เคยทำบางอย่างผิดพลาดในอดีตและต้องการโอกาสเพื่อกลับมาเป็นคนที่ดีกว่าเดิมอีกครั้งหนึ่ง

“มันเหมือนผมเป็นผู้กำกับหนังที่เขียนบทหนังหรือกำกับภาพยนตร์ที่เล่าเกี่ยวกับคนอื่นมากกว่าตัวเอง เนื้อเพลงของพรูมันจะไม่เกี่ยวกับตัวเองเท่าไหร่ ผมคิดว่านิทานของคนอื่นมันมีอะไรให้เล่ามากกว่าเยอะ โดยเฉพาะหลายเพลงในอัลบั้มนี้มันเกี่ยวกับคนที่เคยพลาดมาก่อนในชีวิต และอยากได้โอกาสอีกครั้งหนึ่ง

 
เพราะหลายครั้งผมว่าภาพลักษณ์เราหลายๆ คนในชีวิต ไม่ว่าจะจนหรือรวย ถ้าเราทำอะไรพลาดไป คนจะจำหรือติดอยู่กับภาพพจน์นั้น อย่างคนที่เคยพลาดมาก่อนแต่ตอนนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วนะ เราจะมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับตรงนี้เยอะ ผมค่อนข้างเห็นใจกับคนเหล่านี้ที่อยากได้โอกาสอีกครั้งหนึ่งว่า ฉันเปลี่ยนแปลงไปแล้วนะ ฉันเป็นคนดีแล้วนะ

หลายๆ อย่างมันจึงเป็นเพลงที่ให้กำลังใจคนว่าอย่าท้อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชีวิตหรือความรัก มันต้องสู้ ไม่ว่าคุณจะมีปัญหาแบบไหน ไม่ว่าคุณจะมีตังหรือไม่ตัง บางคนมีปัญหาเรื่องจิตใจหลายๆ อย่าง ผมเล่าเกี่ยวกับตรงนี้ให้เราพยายามที่จะเดินไปข้างหน้า”

นี่จึงเป็นบทเพลงที่ช่วยเพิ่มพลังบางอย่างสำหรับการใช้ชีวิต และแน่นอนว่าเราต่างนับวันเฝ้ารอที่จะได้เสพผลงานเพลงในอัลบั้มที่กำลังจะมาถึง

“เพลง-ความรัก-ชีวิต” สอนเราให้เติบโต!

“ความรักมันไม่ได้เพอร์เฟกเสมอ แม้ผมจะเคยร้องเพลง Romeo & Juliet มาก่อน แต่ตอนนี้ผมไม่ได้เชื่อว่าความรักจะเป็นแบบนั้นเสมอ ผมเข้าใจว่าความรักมันเปลี่ยนแปลงได้ด้วยเหมือนกัน”

หากใครที่ได้ติดตามงานเพลงของวงพรู ต้องเคยได้ฟังเพลง “Romeo & Juliet” ซึ่ง “ความรัก” ในมุมมองของเพลงโรมิโอแอนด์จูเลียต เราจะสัมผัสได้ถึงความปรารถนาต่อความรักที่มากมายเหลือเกิน ความต้องการที่จะครอบครองบางสิ่งที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในโลกของความจริง

ทว่า ด้วยชีวิตที่เติบโตและการมองเห็นความรักที่เปลี่ยนไป เขาพบว่าความรักจริงๆ แล้ว ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบที่สุด ความรักไม่ได้สวยงามในแบบฉบับของโลกนิยาย ในขณะที่ความรักมีอุปสรรค การทดสอบ และความเปลี่ยนแปลงที่สอนให้เราเติบโตขึ้นได้

 
“สมัยก่อน เราจะมีเพลงรักเยอะมาก เพราะตอนนั้นเพิ่งหลงรักกับแฟนที่กลายมาเป็นภรรยาเราในตอนนี้แล้ว มันก็มีเพลงรักที่คนมักจะชอบเสมอ ซึ่งในอัลบั้มใหม่ก็ยังมีเพลงรักนะครับ แต่มันอาจจะลึกขึ้นไปตามชีวิตของเรา มีแค่เพลงเดียวที่ไม่ได้ลึก จะเป็นฟีลสนุกๆ พูดถึงความรักที่เริ่มรู้จักกัน กุ๊กกิ๊ก-น่ารักหน่อย

แต่ที่เหลือจะเป็นเพลงที่ให้กำลังใจ เข้าใจเรื่องความรักมากขึ้นว่า ความรักมันไม่ได้เพอร์เฟกเสมอ แม้แต่ในชุดแรกที่ผมร้อง Romeo & Juliet แต่ตอนนี้ผมไม่ได้เชื่อว่าความรักจะเป็นแบบนั้นเสมอ ผมเข้าใจว่าความรักมันเปลี่ยนแปลง มันมีการพัฒนา มันมีเรื่องของความเหนื่อย การทดสอบ การที่ต้องสู้ ผมเข้าใจตรงนี้เยอะมากขึ้นเลย”

เราจะเห็นว่าด้วยยุคสมัยของวงการเพลงที่เปลี่ยนไป การเข้ามามีบทบาทของโซเชียลฯ ที่แจ้งเกิดให้กับใครหลายคนได้ง่ายดายมากขึ้น เราจึงอดถามไม่ได้ว่ามุมมองของวงการเพลงของน้อยในฐานะศิลปินผู้คลุกคลีวงการนี้มานาน มีความเห็นในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง ซึ่งแน่นอนว่า “การปรับตัว” คือสิ่งสำคัญ

“ผมเข้าใจนะครับว่าวงการมันเปลี่ยนไปแล้ว เราต้องอย่าคาดหวังอะไรมากเกินไป ไม่ใช่แค่น้อยคนเดียว แต่น้อยเป็นตัวแทนของศิลปิน-นักดนตรีทุกคน เราต้องยอมรับว่ามันไม่เหมือนสมัยก่อน สมัยก่อนเรามีไอดอลนักร้องเยอะ แต่เดี๋ยวนี้ไอดอลเราเป็นใครก็ได้ ผมว่าไอดอลนักแสดงก็มากกว่านักร้อง มันไม่เหมือนสมัยก่อนแล้ว

 
แต่มันไม่ได้แปลว่ามันแย่นะครับ มันแปลว่าเราต้องปรับตัวและต้องคิดเสมอว่า เพลงเราดีหรือไม่ดี ถ้าเพลงเราดี คนก็จะฟัง ถ้าเพลงเราสามารถคอนเน็กกับใครๆ ได้ เขาก็จะชอบ ผมคิดเสมอว่าการที่ผมจะปล่อยอัลบั้มนี้ เราต้องอย่าไปคิดว่าเราเป็น น้อย วงพรู ที่อยู่ในวงการนี้มาสักพักแล้ว เราต้องคิดว่าเป็นศิลปินใหม่ที่กลับมานับหนึ่งอีกที”

สิ่งที่สะท้อนให้เราเห็นคือ การทำงานเพลงในครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ง่ายดายสักเท่าไหร่ และการยึดติดกับความสำเร็จเก่าๆ ที่เคยมี อาจทำให้ใครบางคนไม่ได้พยายามที่จะทำทุกอย่างให้ออกมาดีอย่างที่ควร เขาเองบอกกับเราเช่นกันว่าจะยึดติดกับความสำเร็จเก่าๆ คงไม่ดีแน่

“ถ้าเรายังยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ มันจะทำให้เราไม่อยากพัฒนา เราอาจจะรู้สึกประหม่าและนึกว่าไม่จำเป็นต้องพยายาม ผมเข้าใจว่าโลกมันเปลี่ยนไป และผมก็ต้องปรับตัวเองด้วย ผมคงไม่สามารถที่จะติสหรือจะทำอะไรก็ได้ ผมต้องปรับตัว ไม่ใช่เพื่อผม แต่เพื่อเพลงของผม”







“Say No ทางเลียบแม่น้ำ” บทบาทสังคมที่โตขึ้น “น้อย-กฤษดา”

“ผมเข้าใจว่าวัฒนธรรมบ้านเรา ศิลปินต้องอยู่จุดกลางเสมอ แต่ถ้าเราสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ประเทศชาติหรือสังคมได้ ผมว่ามันเป็นเรื่องที่ดี”
น้อย - กฤษดา สุโกศล แคลปป์ ศิลปินไทยที่เข้ามามีบทบาทในประเด็นที่สังคมกำลังพูดถึงมากที่สุด “การสร้างทางเลียบเจ้าพระยา” แน่นอนว่า นอกเหนือจากอาชีพศิลปินที่เป็นอยู่ เขาคือลูกเจ้าพระยาคนหนึ่งที่หวังอยากจะรักษาวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำที่ตกทอดมาจากอดีตให้อยู่คู่คนไทยอย่างที่ควรจะเป็น
เราได้พูดคุยถึงเรื่องนี้และแน่นอนว่ามีศิลปินไทยไม่กี่คน ที่กล้าออกมาแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา “เราก็โตขึ้นนะครับ เรามีบทบาทกับสังคมที่มากขึ้นในระดับหนึ่ง ผมรู้ว่าในวงการบันเทิงไทยคนส่วนมากไม่ค่อยอยากเข้ามายุ่ง มันไม่เหมือนกับในอเมริกาหรือในอังกฤษว่า คนกล้าพูด-กล้าแสดงออกในเรื่องการเมือง หรืออะไรก็ตาม
วัฒนธรรมบ้านเรา ศิลปินต้องอยู่จุดกลางเสมอ สำหรับผม ผมว่าเรามีพื้นที่ที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ สามารถพัฒนาบ้านเราได้ในหลายๆ รูปแบบ แต่ผมก็เข้าใจว่ามันเสี่ยงเกินไปที่จะพูดถึง แต่อย่างน้อยถ้าได้มีส่วนร่วม ผมว่าเราสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับบางอย่างได้”
 

การสร้างทางเลียบเจ้าพระยาที่ว่า คือเมกะโปรเจกต์ที่มีมูลค่าถึง 14,000 ล้านของรัฐบาลตลอดแนว 14 กม.ยาวจนสุดทาง ซึ่งเป็นการชูโมเดลในเชิงท่องเที่ยว ความสวยงามและความศิวิไลซ์ แต่กลับส่งผลกระทบมหาศาลและคาดว่าไม่มีที่สิ้นสุด กับคำถามที่สังคมต่างวิพากษ์กันว่า “สิ่งเหล่านี้..มันจำเป็นสำหรับใคร”
แม้จะมีธุรกิจส่วนตัวอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้มองในจุดที่จะเสียผลประโยชน์หรือไม่ แต่สำหรับเขา ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีความเป็นอยู่ดั้งเดิม นี่ตางหากคือเสน่ห์ที่ไม่อยากให้หายไป
"ผมไม่อยากให้คนเข้าใจผิดว่า การลุกขึ้นมาสู้ตรงนี้เพราะกลัวจะเสียผลประโยชน์ทางธุรกิจด้านโรงแรม แม้จริงๆ มันจะกระทบจนเจ็บอยู่แล้ว แต่ผมก็ไม่ได้แคร์ว่าเราจะลำบากยังไง สิ่งที่ผมแคร์มากกว่าก็คือ วัฒนธรรม และวิถีชุมชนดั้งเดิมที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งยังมีคนอื่นลำบากมากกว่าผมเยอะ
แม้คุณจะสามารถย้ายเขาไปอยู่ในตึก หรือพื้นที่แห่งใหม่ แต่สำหรับพวกเขา ผมเชื่อว่าคงไม่อยากย้ายไปไหนหรอก นอกจากนั้น ยังไม่นับรวมถึงผลกระทบเกี่ยวกับผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมบริเวณนั้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือการคมนาคม”
อาจพูดได้ว่านี่คือเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่-วัฒนธรรม-ศิลปะ ที่กำลังจะหายวับไปในไม่ช้า หากเสียงทุกเสียงในวันนี้ยังส่งไปไม่ถึงและไม่ได้รับการรับฟังอย่างเปิดใจ คำถามก็คือทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาที่ว่าคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตริมแม่น้ำเจ้าพระยามีลมหายใจได้จริงๆ น่ะหรือ?


"พูดตรงๆ เลยนะ ผมไม่เห็นด้วยกับโครงการสร้างทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา ผมว่าบ้านเรายังมีปัญหาอีกเยอะที่สามารถนำเงินก้อนนี้ไปใช้แก้ปัญหา หรือนำไปใช้ในจุดใหญ่ๆ ที่คนไทยในประเทศต้องการได้
โดยเฉพาะคนในต่างจังหวัด ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าคนที่อยู่ใจกลางเมืองจะเอาจักรยานมาปั่นทุกวันหรือเปล่า ผมว่าเงินมันก้อนใหญ่มโหฬารเหลือเกิน ควรนำไปใช้ตรงอื่นที่มันจำเป็นและได้ประโยชน์ดีกว่า
นอกจากนั้น ผมเชื่อว่าหลายๆ คนไม่ได้เรียกร้องให้เกิดโครงการนี้ขึ้นมา อยู่ดีๆ มันก็มีขึ้นมาโดยอ้างถึงความสุขที่คนไทยจะได้รับ เป็นการคืนแม่น้ำให้คนไทย ส่วนตัวผมก็ยังไม่เข้าใจร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะทุกวันนี้พวกเราก็ยังสัมผัสแม่น้ำได้ผ่านเรือ และเราก็ยังได้เห็นวัฒนธรรมไทยด้วย"
อย่างไรก็ดี เขายังกล่าวทิ้งท้ายไว้อีกด้วยว่า อยากให้ลองทบทวนโครงการนี้ดูเสียใหม่ ว่าจริงๆ แล้วสังคมไทยต้องการสิ่งใดกันแน่ และท้ายที่สุด คนต่างชาติที่เดินทางมายังประเทศไทย เพราะต้องการเห็นความเป็นไทยในอดีตที่ยังมีชีวิตอยู่ หนึ่งในนั้นคือ “วัฒนธรรมริมน้ำ” ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันยาวนาน
"ตอนนี้เรากำลังสู้กับเวลาด้วย ทำอย่างไรให้คนเข้าใจกับเรา มีหลายคนพูดว่า ไทยเราจะกลายเป็นสิงคโปร์ ซึ่งผมไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้น ผมอยากเก็บความเป็นไทยของเราเอาไว้ ซึ่งผมรู้ว่าทางรัฐบาล กทม.หวังดี อยากสร้างแลนด์มาร์กใหม่ขึ้นมา
แต่สำหรับผมการที่จะมีโครงการนี้ ผมรู้สึกว่าเขากำลังเอาประวัติศาสตร์ ความเป็นวัฒนธรรม และวิถีความเป็นอยู่ของเราไป ซึ่งถ้าเราพูดถึงการท่องเที่ยว ผมค่อนข้างเชื่อมั่นว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเขาอยากมาดูตรงนี้ ไม่ได้อยากมาเห็นทางเลียบแม่น้ำที่แม้ดูจะสวยงามในความคิดของใครหลายคน"
 

เรื่อง พิมพรรณ มีชัยศรี
ภาพ ธัชกร กิจไชยภณ




มาตามติด Facebook Fanpage และ Instagram

"MGR Online Live" และ "@manager_live" กันได้ที่นี่!!


และสามารถส่งข่าวสารมาได้ที่: manageronlinelive@gmail.com
หรือ Fax 0-2629-4754



กำลังโหลดความคิดเห็น...