กล่องใสๆ หยอดเหรียญขุ่นๆ ลงไป หวังบริจาคให้น้องๆ ในพื้นที่ห่างไกล ให้คนยากไร้ แต่ผ่านไปกี่ที ผ่านไปกี่ปี ทั้งกล่องทั้งเงินในนั้นก็ยังวางขออยู่เหมือนเดิม สรุปแล้วความปรารถนาดีจากเรา มันเคยส่งถึงปลายทางบ้างหรือเปล่า?
ด้วยความสงสัยแบบนี้แหละ ที่ปลุกให้พวกเขาลุกขึ้นมาสร้างเครื่องบริจาครูปแบบใหม่ โปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกความเคลื่อนไหว มั่นใจเลยว่าทุกบาททุกสตางค์จะวนไปถึงคนปลายทาง อุดช่องโหว่ “วัฒนธรรมการบริจาค” แบบเดิมๆ ให้ไร้การคอร์รัปชันอย่างที่ควรจะเป็น!!
เศษเหรียญในมือคุณ ลงเครื่องเถอะนะ!!
25 สตางค์, 50 สตางค์, 1 บาท, 5 บาท ฯลฯ จะเหรียญน้อยใหญ่ ต่างไซส์ ต่างราคากันขนาดไหน แค่หยอดวัตถุโค้งมนเหล่านั้นลงไป ทุกบาททุกสตางค์ที่เคยเป็นเพียงเศษเงินในสายตาใครต่อใคร จะถูกแปลงให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนขนาดใหญ่ ส่งไปถึงกลุ่มคนเดือดร้อนในสังคมตามคอนเซ็ปต์ "Use your change to make a change.” (ใช้เศษเหรียญของคุณเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง) อย่างที่พวกเขาตั้งเป้าหมายไว้
“วัตถุประสงค์ของเราก็คือ เปลี่ยนจาก ‘กล่องพลาสติกรับบริจาค’ ธรรมดา ให้เป็น ‘เครื่องรับบริจาค’ ที่ทำงานได้อย่างสนุก และมีประสิทธิภาพในการติดตามเส้นทางเงินด้วยค่ะ เราอยากจะสร้างความโปร่งใส ให้ผู้บริจาคได้รับรู้ทุกขั้นตอนว่า เงินที่พวกเขาช่วยหยอดช่วยสนับสนุนมา สรุปแล้วได้เดินทางไปถึงปลายทาง ถึงมูลนิธิหรือองค์กร อย่างที่พวกเขาอยากให้เป็นจริงหรือเปล่า”
เจย์-จัสนาม สัจจเทพ (Jasnam Sachdev) สมาชิกหญิงเดียวในทีม “Coin Back” ตั้งต้นบทสนทนาระหว่างเราด้วยจุดยืนที่ชัดเจนของพวกเขา ผ่านภาษาไทยที่มีสำเนียงตะวันตกปนอยู่ด้วย แต่ถ้าวัดจากเชื้อสายอินเดียที่เกิดมาพร้อมกับเธอแล้ว ต้องถือว่าเจย์เป็นชาวต่างชาติหัวใจไทยที่พูดชัดมากๆ คนหนึ่ง
["เจย์-จัสนาม" NGO สาว ผู้ผลักให้บทสนทนาเดินไปอย่างราบรื่น]
“จุดเริ่มต้นมันมาจาก 'นาโอเอะ' เลยค่ะ เขาชอบเดินทาง ไปต่างประเทศบ่อยมาก ตอนจะกลับประเทศจะเหลือเศษเหรียญจากการใช้ เอาไปซื้อของก็ไม่ได้ เอาไปแลกเป็นเงินสกุลอื่นก็ไม่พอ ก็เลยเกิดไอเดียว่า น่าจะทำเครื่องอะไรสักอย่างที่สามารถช่วยเหลือผู้โดยสารในสนามบินได้ ทำยังไงก็ได้ให้เศษเหรียญที่เหลือจากการท่องเที่ยวแบบนี้ ได้กลับคืนสู่สังคม เลยเริ่มทำกล่องขึ้นมากล่องหนึ่ง ให้คนที่กำลังจะเดินทางไปอีกประเทศ ได้บริจาคเศษเหรียญในกระเป๋าของเขา ให้แก่องค์กรหรือมูลนิธิอะไรสักอย่างก่อนกลับ”
หญิงสาวหน้าคมพูดถึงผู้ก่อตั้งทีมนวัตกรรมเพื่อสังคมทีมนี้ขึ้นมา ก่อนส่งไม้ต่อให้ นาโอเอะ มิยาตะ (Naoe Miyata) ช่วยเท้าความให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น ผ่านภาษาอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่นของหนุ่มวัย 32
["นาโอเอะ" หนุ่มลูกครึ่งญี่ปุ่น-ไต้หวัน เจ้าของไอเดียสุดเจ๋ง หัวเรือใหญ่ผู้ควักทุนเพื่อนวัตกรรมแห่งอนาคต]
“ผมลงพื้นที่ไปสำรวจในสุวรรณภูมิมาด้วยครับ ไปคุยกับผู้โดยสารที่กำลังจะกลับประเทศตัวเองทั้งหมด 400 คน ถามเขาว่าคุณมีเหรียญและแบงก์ของประเทศนี้อยู่อีกกี่บาทในกระเป๋าสตางค์ และคุณจะใช้มันไหม ถ้าใช้ คุณอยากจะใช้ไปกับการทำอะไร? ได้คำตอบออกมาว่า ออปชันแรกที่คนเลือกคือ อยากจะใช้เงินที่เหลือตรงนั้นไป ‘บริจาค’ ไอเดียนี้ก็เลยเกิดขึ้นมา”
จริงๆ แล้ว เจ้าเครื่องลักษณะคล้ายๆ กันแบบนี้ เป็นเครื่องหยอดเหรียญที่ตั้งอยู่ตามสนามบินแบบนี้ มีมานานแล้วในต่างประเทศ มีชื่อเรียกว่า ‘Travelor Box’ ทำหน้าที่บริการผู้โดยสารที่แลกเหรียญกลับคืนเป็นสกุลเงินของประเทศตัวเองไม่ได้ ให้สามารถใช้เครื่องนี้ฝากเศษเหรียญเข้าสู่ช่องทางที่จะเป็นประโยชน์กับตัวเอง
“ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเป็นลูกค้าของ Skype (โปรแกรมแชต), E-Bay หรือ Amazon (เว็บไซต์ซื้อขายออนไลน์) ฯลฯ เราสามารถใช้เศษเหรียญส่วนนั้นมาเติมเงินให้แก่ account ของเราในโปรแกรมเหล่านี้ได้ และในตัวเครื่อง ก็จะมีหนึ่งในออปชันนั้น ให้ผู้ใช้สามารถเลือกบริจาคให้องค์กรการกุศลที่อยู่ในการดูแลของเขาได้ด้วย แต่เป็นแค่ออปชันเล็กๆ ในนั้นที่เขาไม่ได้เน้นค่ะ
เทียบกับเครื่อง Coin Back ของเราแล้ว ก็ถือว่าทำงานคล้ายๆ กัน คือมีหน้าที่รับเหรียญเหมือนกัน เพียงแต่วัตถุประสงค์ต่างกัน ของเขาจะใช้เครื่องเพื่อคืนเงินให้ผู้ใช้ ถือเป็นการใช้ประโยชน์จากเหรียญเพื่อตัวคนใช้เอง แต่ของเราจะใช้เครื่องเพื่อคืนกลับสู่สังคม ใช้เหรียญไปเพื่อการบริจาคผ่านระบบตามตัวเลือกที่เซตเอาไว้”
คำอธิบายจากเจย์ช่วยให้ภาพการทำงานของเจ้าเครื่องรับเหรียญที่มีชื่อเรียกว่า “Coin Back” ตัวนี้ มีชีวิตชีวาและเข้าใจได้ง่ายขึ้นมาก อาจเพราะเธอคลุกคลีอยู่ในทุกกระบวนการของมัน ไม่ต่างไปจากเป็นเจ้าของไอเดียเท่าใดนัก ถ้านับจากวันที่สร้างเครื่องรุ่นแรก ถึงวันนี้ก็พัฒนามาถึงรุ่นที่ 4 แล้ว นาโอเอะได้แต่ย้ำกับเราตลอดบทสนทนาว่า เขารู้สึกโชคดีขนาดไหนที่ได้คนแบบนี้มาร่วมทีม ซึ่ง “คนแบบนี้” ที่ว่านั้น หมายรวมถึงบัณฑิตหนุ่มจบหมาดๆ อีกคน ซึ่งนั่งอยู่ในวงสนทนาครั้งนี้ด้วย
["เจเล่-ณัฐกิตติ์" ตัวหมากสำคัญผู้พัฒนาเครื่องมาจนถึงรุ่นปัจจุบัน]
“ผมเป็น developer ดูแลด้านซอฟต์แวร์-ฮาร์ดแวร์บนเว็บไซต์ครับ พอดีช่วงนั้นจะเปลี่ยนงาน เห็นทางนี้โพสต์รับสมัครคนก็เลยลองส่งมาสมัคร ก็เลยถูกเรียกมาสัมภาษณ์แล้วก็ได้มาทำกับเขา เริ่มเข้ามาพัฒนาตั้งแต่เครื่องรุ่นที่ 2 ตอนนี้ถึงรุ่นที่ 4 แล้วครับ มีทั้งหมด 7 เครื่อง” เจเล่-ณัฐกิตติ์ ทั่งทอง ฝ่ายไอทีวัย 23 ผู้รับหน้าที่เซตระบบเครื่องเพียงหนึ่งเดียวในทีม ย้อนกลับไปในวันแรกพบระหว่างเขากับนาโอเอะ ก่อนปล่อยให้ผู้มาก่อนอย่างเจย์ ย้อนกลับไปเมื่อครั้งแรกพบของตัวเองบ้าง
“ตอนนั้นที่ HUBBA จัดอีเวนต์เกี่ยวกับเครือข่าย Startup ค่ะ ให้คนที่มาลงทะเบียนมาช่วยกันแชร์ไอเดีย คิดโปรเจกต์อะไรสักอย่างขึ้นมาแล้วส่งประกวด ซึ่งโปรเจกต์ Coin Back ของนาโอเอะเป็นโครงการที่ชนะครั้งนั้น ด้วยความที่เจย์เป็นคนทำงานด้าน NGO มาทั้งชีวิต ช่วยเรื่องชุมชนและการศึกษา พอมาเห็นไอเดียนี้ของนาโอเอะ เจอกันครั้งแรกก็เหมือนเราคลิกกันทันที และเขาก็ทำคนเดียว ยังไม่มีทีม ก็เลยได้มา join กับเขา”
[วันแรกๆ สมัย "นาโอเอะ" ยังตระเวนลุยเดี่ยว ประกวดไอเดียชนะเพื่อค้นหาทีม]
พูดได้เต็มปากว่าสมาชิกที่อยู่ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กันตรงนี้ ต้องอยู่ด้วยใจที่อึดมากๆ เท่านั้น เพราะตลอดระยะเวลา 1 ปีกับอีก 5 เดือนนับตั้งแต่เริ่มทำมา ยังไม่มีใครได้ค่าตอบแทนจากเครื่องสานฝันตรงนี้เลยสักคน ยิ่งเจ้าของโปรเจกต์อย่างนาโอเอะ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เขาต้องควักสตางค์ของตัวเองเพื่อผลิตเจ้าเครื่องนี้ถึงเครื่องละ 30,000 บาท ตอนนี้ลงทุนไป 7 เครื่อง รวมเป็นเงินหลักแสน แต่กลับยังไม่ได้ผลกำไรใดๆ คืนมาแม้เพียงหลักสิบ
จากไอเดียแรกที่เคยคิดว่าจะวางเครื่องไว้ที่สนามบิน แต่ผลการเจรจากับผู้ประสานงานยังไปไม่ถึงไหน ทางทีมจึงลองมองมุมใหม่ เดินหมากเกมใหม่ แล้วหันมาเปิดกว้างเรื่องสถานที่ตั้ง เพื่อขยายโอกาสให้ตัวเองและสังคม
“ณ ปัจจุบันนี้ เราออกนอกกรอบการบริจาคในสนามบินไปแล้วค่ะ เพราะเห็นว่าวัฒนธรรมไทยของเราคือ ‘วัฒนธรรมคนชอบให้’ เราเลยเห็นว่าตรงนี้มันมีประโยชน์ ไม่ใช่แค่ในสนามบินอย่างเดียว แต่ทั่วไทย ทั่วประเทศ ตามที่สาธารณะต่างๆ ที่มีคนไปเดิน ไปเที่ยว คนก็ไปบริจาคกันเรื่อยๆ ในกล่องพลาสติกต่างๆ ที่วางไว้ให้คนบริจาค แต่กล่องพวกนั้น ไม่มีการติดตามกระบวนการต่อ คนตรวจสอบไม่ได้ว่าเงินที่ได้เอาไปใช้ที่ไหน แต่ของเรามี
เครื่องของเราตอนนี้มีวางประจำอยู่ 4 ที่ คือดุสิตธานี, Coco House สาขาสุรวงศ์, ปันกัน สาขา Paradise Park และ SuperRich สาขาสีลม ถามว่าทำไมต้องเป็น 4 ที่นี้? จริงๆ แล้วเราไม่ได้จุกจิกเลยค่ะว่าต้องวางที่ไหน คิดว่าวางที่ไหนก็ได้ที่เขายอม ตอนนี้เราแค่อยากมีชื่อติดตลาด ให้คนเข้าใจว่า ‘Coin Back’ คืออะไรและทำอะไรอยู่เท่านั้นเอง”
“บริจาค” แบบผิดๆ วัฒนธรรมที่ต้องแก้ไข!!
กว่า 30 มูลนิธิที่หมุนเวียนเข้ามาอยู่ในตัวเลือกบนเครื่อง Coin Back รุ่นแล้วรุ่นเล่า พูดได้เต็มปากว่าไม่ได้คัดแบบส่งๆ แต่พยายามให้แต่ละตัวเลือกช่วยแก้ปัญหาสังคมที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา, ชุมชน, สุขภาพ, คุณภาพชีวิต, สิ่งแวดล้อม, สัตว์ ฯลฯ เพื่อให้ได้ผลออกมาแบบฝนตกทั่วฟ้า ไม่มีคำว่า “ไม่ยุติธรรม”
“แต่ไม่ได้หมายความว่า มูลนิธิที่จะได้รับเงินจากการบริจาค จะต้องอยู่แค่ใน 30 มูลนิธินี้ตลอดไปนะ เราตั้งใจเอาว่าจะหมุนเวียนรายชื่อมูลนิธิไปเรื่อยๆ ตอนนี้เวลาไปวางเครื่องที่ไหน ก็จะเซตเครื่องให้เหลือตัวเลือกแค่ 4 มูลนิธิหมุนกันไป ที่สำคัญคือทุกโครงการที่อยู่ในเครื่องเราจะเป็นโครงการระยะสั้น ไม่เกิน 3 เดือน นี่คือวิธีป้องกันตัวเองของ Coin Back เลย ให้ผู้บริจาคเช็กได้ว่าเงินที่บริจาค มันไปถึงปลายทางตามจริงหรือเปล่า
สมมติว่าถ้ามีมูลนิธิปลูกต้นไม้มาเข้าร่วมกับเรา เขาต้องให้ข้อมูลมาว่าเป้าหมายในระยะ 3 เดือนนี้คือจำนวนเงินเท่าไหร่ และจะใช้เงินไปทำอะไร ถ้าชี้แจงมาว่าเป้าหมายคือเงิน 50,000 บาท เพื่อปลูกต้นไม้ 500 ต้น ก็แสดงว่าต้นไม้1 ต้นเท่ากับ 100 บาท เพราะฉะนั้น ถ้าภายใน 3 เดือนนี้ มียอดบริจาคไม่ถึง 50,000 บาท อาจจะแค่ 30,000 เราก็จะรู้ได้ทันทีจากยอดตรงนี้ว่า จำนวนต้นไม้ที่จะได้จากเงินบริจาคครั้งนี้ จะลดลงเหลือ 300 ต้น นี่แหละค่ะคือตัวอย่างของการตรวจสอบความโปร่งใสที่เราสามารถทำได้ แค่เข้าไปกระตุ้นให้เขากำหนดรายละเอียดทุกอย่างให้ชัดเจน
[แค่หยอด หน้าจอก็แสดงผลให้เห็นทันทีว่า เศษเหรียญในมือเรา ถูกผันไปเปลี่ยนแปลงสังคมได้อย่าง "มีค่า" แค่ไหน]
มูลนิธิที่จะอยู่ในลิสต์ของเราได้ ต้องสื่อสารกับผู้บริจาคได้ตลอด ตั้งแต่ขอบคุณที่ช่วยบริจาค ตอนนี้โครงการดำเนินไปถึงไหน และจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ ฯลฯ ถ้ามูลนิธิไหนทำไม่ได้ เราก็จะไม่อนุญาตให้มูลนิธินั้นผ่านเข้ามา เพราะทางเราก็ต้องป้องกันตัวเองด้วยเหมือนกัน เพราะถ้าต้องการให้ผู้บริจาคไว้ใจ เราก็จำเป็นต้องคอยอัปเดตยอดบริจาคทั้งหมดให้เขารับรู้ด้วย ไม่งั้นความโปร่งใสมันก็ไม่มี
มันจะต่างจากกล่องบริจาคที่วางอยู่ทั่วๆ ไป ที่วางไว้ให้คนหยอดๆๆ เข้าไป แต่ไม่รู้ว่าเป้าหมายคืออะไร และเงินตรงนั้นได้เดินทางไปถึงปลายทางหรือยัง พูดได้เต็มปากเลยค่ะว่าระบบของเราตรวจสอบได้ อย่างโปรเจกต์ปลูกต้นไม้ ถ้าใส่ไป 10 บาท หน้าจอแสดงผลบนเครื่องมันจะขึ้นเลยว่า คุณได้บริจาคเพื่อปลูกต้นไม้เป็นจำนวน 10 เปอร์เซ็นต์ใน 1 ต้นแล้ว (100 บาท = 1 ต้น) ทำให้คนให้เงินวาดภาพออกว่า ส่วนเล็กๆ จากความช่วยเหลือของเขา มันสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้
เห็นได้ชัดเลยว่าพอคนบริจาคเขาเห็นอะไรแบบนี้ เขาก็จะตื่นเต้น รู้สึกสนุกไปกับการหยอดเหรียญลงไปในกล่อง เทียบกับที่เคยหยอดลงกล่องพลาสติกทั่วๆ ไป เขาไม่เคยรู้เลยว่าจำนวนเงินเท่านี้ที่หยอดไป จะไปช่วยอะไรได้บ้าง หรือเงินจะถึงปลายทางไหม แต่พอมาหยอดลงไปในเครื่องของเรา แม้แต่เงิน 1 บาท ก็คิดเป็น 1 เปอร์เซ็นต์ให้ชื่นใจได้แล้ว คนบริจาคเขาก็ดีใจค่ะ เพราะไม่เคยคิดว่า 1 บาทจะมีประโยชน์ขนาดนั้น”
หรือจะเป็นเพราะวิธีบริจาคแบบเดิมๆ ที่ทำให้เราคุ้นชินในวิถีแบบผิดๆ? คำบอกเล่าจากเจย์กระตุกต่อมคิดให้ผู้สัมภาษณ์เกิดคำถามขึ้นเช่นนั้น ในเมื่อเส้นทางทำบุญตรวจสอบไม่ได้ ทำได้เพียงหยอดเหรียญหยอดแบงก์ลงไปในกล่องที่วางตั้งไว้ โดยไม่เคยรู้เลยว่าความปรารถนาดีของเราถูกผันไปเป็นความหวังแก่คนปลายทางได้จริงหรือเปล่า จึงยากที่จะปฏิเสธว่าการบริจาคด้วยวิถีทางนี้ ส่งผลทางอ้อมให้มองเห็นค่าของเงินน้อยลงไปทุกทีๆ ว่าแล้วหนุ่มน้อยผู้ชำนาญด้านเทคโนโลยี ก็ขอแลกเปลี่ยนผ่านมุมมองของตัวเองบ้าง
“ผมว่าสังคมไทยกับการบริจาคนี่ชัดเจนมากนะครับ อย่างคุณแม่ผม เขาเป็นอาจารย์สอนด้านสมาธิที่สถาบันพลังจิตตานุภาพ วัดธรรมมงคล และเป็นคนดูแลสาขาด้วย ผมเห็นเลยว่าเงินที่บริจาคมันได้เข้าไปในโครงการ ไปถึงมือคนที่เขามีปัญหาจริงๆ เงินของเราสามารถช่วยเหลือเด็กยากไร้ตามต่างจังหวัดได้จริงๆ ผมเห็นมากับตาจนทำให้ผมรู้สึกว่า การบริจาคที่ส่งถึงปลายทางได้จริงๆ มันดีขนาดไหน สำหรับคนที่พอมี การให้มันคือสิ่งดีๆ ครับ ‘ยิ่งให้ก็ยิ่งได้’ มันได้ความสบายใจไปด้วย
ในทางกลับกัน อย่างบางวัด มีการเอาตู้บริจาคต่างๆ นานามาวางตั้ง แต่ไม่รู้ว่าเงินเอาไปใช้ในด้านไหนบ้าง แต่ถ้าให้คิดภาพเอากล่อง Coin Back ไปตั้งในวัด ก็อาจจะเป็นกระบวนการที่ยากมากอยู่เหมือนกัน (ยิ้ม) เพราะวัดส่วนใหญ่เขาไม่ค่อยอยากให้มีกิจการจากภายนอกเข้าไปข้องเกี่ยวอะไรมาก เพราะฉะนั้น ด้วยวัฒนธรรมของเราก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ในหลายๆ ที่ บางที่อาจจะไม่ได้ต้องการ แต่ในบางที่เขาก็ยินดี
[หลากหลายมูลนิธิ ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงเรื่อง "วัฒนธรรมการบริจาค"]
อย่างบางมูลนิธิที่เขาเล็กมาก ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก แต่เขาอยากเปิดตัวเองให้คนมาเห็นมากขึ้น การที่ได้มามีรายชื่ออยู่ในกล่องของเราหรืออยู่ร่วมกับมูลนิธิมีชื่ออื่นๆ แม้แต่ตัวผมเอง ที่เป็นคนโปรแกรมตัวกล่อง เลือกชื่อมูลนิธิขึ้นมาบนจอแสดงผล ผมยังรู้สึกเลยว่ามีชื่อมูลนิธิอีกเยอะแยะที่เราไม่เคยรู้จัก แต่ก็เพิ่งมารู้จักจากโปรเจกต์นี้แหละ ก็ถือเป็นการช่วยเปิดโอกาสให้เขาไปด้วยส่วนหนึ่ง ผมเลยมองว่าตัว Coin Back ของเรา เป็นเหมือนสื่อกลางระหว่างมูลนิธิกับผู้บริจาค ที่ทำให้ทั้งมูลนิธิ ทั้งคนบริจาค และทางเราเอง ได้ผลดีไปพร้อมๆ กัน”
ซีอีโอกลุ่มนวัตกรรมเพื่อสังคมกลุ่มนี้พยักหน้ารับความคิดเห็นเพื่อนด้วยแววตาแห่งความเชื่อมั่น “มันจะเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้ผู้บริจาคมองเห็นว่า เงินที่พวกเขาหยอดลงไป มันถึงจุดหมายปลายทางจริงๆ มันน่าจะช่วยให้คนไทยรู้จักมูลนิธิในประเทศไทยมากขึ้นไปเรื่อยๆ และในอีกแง่นึง ทางเราก็ยังสามารถมีส่วนช่วยเข้าไปวางระบบให้ทางมูลนิธิด้วย ให้เขากำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนของตัวเองลงไปในแต่ละโปรเจกต์ว่าต้องการใช้เงินไปกับอะไร”
วิเคราะห์ผ่านสายตาชาวต่างชาติแล้ว บอกตรงๆ ว่ายังมองเห็นช่องโหว่ขนาดใหญ่เรื่อง “วัฒนธรรมการบริจาค” ในบ้านเมืองเราอย่างชัดเจน
“เป็นที่รู้กันว่าประเทศไทยนิยมการบริจาคกันมากขนาดไหน ดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนไปแล้วด้วยซ้ำ แต่ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้ผมมองเห็นว่า มีเงินจำนวนมากที่ไหลเวียนอยู่ในวงจรนี้ และไม่ได้ถูกส่งต่อไปยังที่ที่ควรจะเป็น มีหลายครั้งหลายคราวที่เกิดข่าวคราวเรื่องการฉ้อโกงเงินในส่วนนี้ ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยขาดความเชื่อถือในระบบการบริจาคไปแล้วด้วยซ้ำ
ช่องโหว่สำคัญก็คือผู้คนที่บริจาคไม่เคยรู้เลยว่า เงินของเขาเดินทางไปถึงไหนแล้ว ถึงจุดหมายบ้างหรือเปล่า มันเหมือนเป็นการทุจริตบนความหวังดีของผู้คน เราก็เลยอยากเข้ามาจัดการตรงนี้ ให้คนได้มั่นใจว่าความหวังดีของพวกเขาจะส่งถึงที่ที่เหมาะสมอย่างแน่นอน”
อะไรคือ “ที่ที่เหมาะสม (The Right Place)” สำหรับเม็ดเงินจากความปรารถนาดี ตามที่ได้ให้คำจำกัดความเอาไว้? ลูกครึ่งญี่ปุ่น-ไต้หวันมอบสีหน้าจริงจังกลับมาเป็นคำตอบทางภาษากาย ตามมาด้วยภาษาพูดผ่านความรู้สึกจากใจว่า มันขึ้นอยู่กับปลายทาง...
“ตัวองค์กรต้องรู้ครับว่า จำนวนเงินบริจาคที่ได้มาไว้ในมือ จะต้องเดินทางไปสู่เป้าหมายแบบไหน และเขาก็มีหน้าที่สื่อสารข้อมูลเหล่านี้ออกไป เพื่อให้ผู้ที่อยากสนับสนุนตัดสินใจเดินเข้ามาบริจาค เราต้องทำให้เงินบริจาคทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ได้ไปใช้ประโยชน์ในปลายทางได้จริงๆ
ต่างจากระบบเดิมๆ ที่เงินในการบริจาคอาจจะไม่ได้ถูกส่งไปถึงผู้ประสบปัญหาทั้งหมด อาจจะถูกหักเปอร์เซ็นต์ให้ทางมูลนิธิ ถูกตัดบางส่วนไปเป็นเงินเดือนของพนักงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ครับ ไม่ได้ผิดอะไร เพราะมันจำเป็นต่อความอยู่รอดขององค์กร เพียงแต่คุณต้องมีการจำกัดวงเงินที่แน่นอน คุณไม่สามารถหยิบเงินจากก้อนบริจาคไปใช้ส่วนตัวเพื่อมูลนิธิมากเกินไปได้
ที่ผ่านมา มันไม่มีใครตรวจสอบเรื่องนี้ได้เลย และนี่แหละครับคือที่มาของความคิดของผมที่มองว่า เงินบริจาคควรจะถูกส่งไปยังที่ที่ถูกต้องและเหมาะสมจริงๆ
ผมอยากให้คนที่ได้อ่านบทสัมภาษณ์นี้และได้รู้จักเรา ลองเปิดใจและเปิดรับการบริจาครูปแบบใหม่ผ่านเครื่องและระบบที่ตรวจสอบได้ ผมอยากให้พวกเขาได้ลองมาใช้ ผมอยากให้คนในสังคมรู้ว่าเรากำลังพยายามทำอะไรกันอยู่ และอยากให้ช่วยสนับสนุนพวกเรา
สิ่งที่ผมทำอยู่ตอนนี้ มันคือสิ่งที่ผมรักและผมมี passion กับมัน ผมอยากจะทำให้ไอเดียในหัวของผมมันเกิดขึ้นได้จริง และอยากให้คนได้ใช้ประโยชน์จากมันให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ผมอยากเห็นคนไทยหันมาใช้เครื่องนี้ในการบริจาค เพื่อเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการบริจาคให้สามารถส่งความสุขสู่ปลายทางได้จริงๆ”
ความหวังริบหรี่... Startup เพื่อสังคม เจย์: ตอนนี้ก็ถือว่าชื่อของเราเริ่มติดตลาดแล้ว คนในวงการนี้ส่วนใหญ่เข้าใจแล้วว่า Coin Back คืออะไรและทำอะไรอยู่ แต่สเต็ปต่อไป เราอยากให้คนทั่วไปได้ใช้เครื่องนี้จริงๆ ไม่ใช่ว่าเอาเครื่องไปตั้ง ไปออกงานแล้วคนมาลองใช้ลองหยอดกันคนละบาท แต่อยากให้คนได้ใช้เครื่องนี้จากจุดที่วางตามสถานที่สาธารณะจริงๆ ให้คนเห็นมันแล้วเกิดความรู้สึก ‘อยากใช้’ แต่เราก็รู้ว่าเรื่องการสื่อสารให้เป็นที่รู้จักและเข้าใจ เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาค่ะ ที่สำคัญ มันเป็นโครงการที่ต้อง ‘เปลี่ยนทัศนคติ’ ของคนด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลามากๆ เพราะเราไม่ใช่ startup ทั่วๆ ไปที่หาวิธีแก้ไขทางด้านไอที หรือผลิตแอปฯ เพื่อให้บริการอะไรบางอย่างออนไลน์ แต่เราลงมาเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่แล้ว มันเลยยิ่งยากเข้าไปใหญ่ ถ้าอยากให้อยู่ได้แบบยั่งยืน เราคงต้องหานักลงทุนที่เชื่อใจในสิ่งที่เราทำ ไม่ใช่นักลงทุนที่ควักเงินให้ แล้วคิดว่าแป๊บเดียวจะได้เงินคืน เพราะถ้าเป็นกิจการเพื่อสังคม ต้องเข้าใจว่ากว่าจะได้คืนมา มันต้องอาศัยเวลา เพราะเราต้องดูแลเรื่องสังคมเป็นหลัก แต่ก็ต้องมีรายได้มาเลี้ยงตัวเองให้ทำได้แบบยั่งยืนไปด้วย จริงๆ แล้ว เรายังต้องการความช่วยเหลือในอีกหลายด้านมากเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง wifi เอาไว้เชื่อมต่อระบบเพื่อให้ตรวจสอบการบริจาคได้, เรื่องอะไหล่ของเครื่องที่เราสั่งมาจากต่างประเทศ, เรื่องเงินทุน, เรื่องที่วาง ฯลฯ เราต้องการการสนับสนุนในอีกหลายด้าน ไม่ใช่เรื่องเงินอย่างเดียว เพราะต่อให้ให้เงินมาล้านนึง แล้วให้เราไปทำเอง มันก็อาจจะไม่ตอบโจทย์อยู่ดี ความจริงแล้ว ปีนี้เราไม่ได้คาดหวังว่าจะทำต่อด้วยซ้ำ คือกะจะเคลื่อนตัวน้อยมากด้วยซ้ำค่ะ แต่อยู่ดีๆ หลังจากไปงาน Startup มา ก็มีโอกาสหลายๆ บานเปิดประตูให้เราเข้ามามากมาย มีคนส่งเมลมาว่าอยากให้เราไปเข้าร่วม มีคนบอกว่าจะขอช่วยออกเงินผลิตเครื่อง Coin Back สักเครื่องนึง ให้ทุนมา 30,000 บาท บอกว่าชอบในสิ่งที่เราทำ และคิดว่ามันมีประโยชน์ต่อสังคม นาโอเอะ: ที่น่าชื่นใจมากคือ เวลาที่เราใกล้จะหมดพลัง ก็จะมีกลุ่มคนดีๆ ที่คอยช่วยสนับสนุน ช่วยผลักให้เราพยายามไปต่อแบบนี้เสมอๆ ครับ (ยิ้ม) และนั่นแหละครับคือเหตุผลที่ทำให้เรายังอยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ ถ้าเป็นไปได้ เราก็อยากจะทำให้มันพัฒนาไปได้อย่างยั่งยืน เพียงแต่ในระยะตั้งไข่ช่วงแรกๆ แบบนี้ เราก็จำเป็นต้องโฟกัสกับตรงนี้ก่อน และพยายามทำต่อไปเรื่อยๆ เพราะทั้งหมดที่เราพยายามทำกันอยู่มันคือ ‘ความสุข’ (ยิ้มบางๆ) มันคือรอยยิ้มของคนที่บริจาค แค่นั้นก็เป็นเหตุผลที่ดีเพียงพอแล้วที่จะทำให้เราทำมันต่อไป |
[คลิปตัวอย่าง แสดงการทำงานของเครื่อง "Coin Back" รุ่นแรกๆ]
สัมภาษณ์โดย ผู้จัดการ Lite
เรื่อง: อิสสริยา อาชวานันทกุล
ภาพ: วชิร สายจำปา
ขอบคุณภาพบางส่วน: แฟนเพจ “Coin Back”
ขอบคุณสถานที่: ร้าน Hollys Coffee (ปากซอยสุขุมวิท 15)
มาตามติด Facebook Fanpage และ Instagram
"MGR Online Live" และ "@manager_live" กันได้ที่นี่!!
และสามารถส่งข่าวสารมาได้ที่: manageronlinelive@gmail.com
หรือ Fax 0-2629-4754


