xs
xsm
sm
md
lg

สวยออร่าปิ๊ง! “ดิ๊งค์ กมลชนก” เลือดใหม่ “สมบัติเจริญ”

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


เป็นที่ฮือฮาออกข่าวครึกโครมเมื่อนักร้องลูกทุ่ง สุรชัย สมบัติเจริญ กระชากวัยทำการผ่าตัด Fafe off เปลี่ยนใบหน้าให้อ่อนกว่าวัย จึงทำให้ครอบครัว “สมบัติเจริญ” ถูกพูดถึงอีกครั้ง ทว่า หลายคนอาจจะไม่รู้มาก่อน ว่าเขามีลูกสาวสวยระดับนางงาม เข้าขั้นนางเอกได้สบาย ทีมข่าว M-Lite จึงขอฉกตัว ดิ๊งค์ - กมลชนก สมบัติเจริญ ออกมาจากห้องเฝ้าอาการหลังผ่าตัดใบหน้าของคุณพ่อสุรชัย เพราะมั่นใจว่าหลายคนอยากทำความรู้จักแน่นอน

เธอคือน้องคนสุดท้องของตระกูล “สมบัติเจริญ” นั่นเอง
ครอบครัว สมบัติเจริญ (ดิ๊งค์-ลูกสาวคนเล็กสุดใส่เสื้อสีขาว)
"ดิ๊งค์เป็นคนเล็กสุด จะมีพี่ชายคนโต คือ พี่ร็อคกี้ สุรบดินทร์ และพี่สาวอีก 2 คน” ดิ๊ง ลำดับพี่น้องให้ฟัง ทว่า ก่อนหน้านี้ถ้าใครยังจำได้ในปี 2556 เธอเคยเข้าประกวดนางสาวไทย ในวัยเพียง 18 ปี มาแล้วด้วย

คว้าตำแหน่ง “ขวัญใจมหาชน” จากเวทีนางสาวไทย

"เริ่มเข้าวงการจากการประกวดนางสาวไทยปี 2556 จากการชักชวนของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ที่กำลังศึกษาอยู่ ปี 1 และเป็นความตั้งใจของเราด้วย กระทั่งรอบสุดท้าย ก็ได้รางวัลขวัญใจมหาชน โดยการโหวตจาก SMS ทั่วประเทศ"

เธอเล่าด้วยว่า ที่ได้ตำแหน่งนี้อาจจะเป็นเพราะฐานเสียงของคุณพ่อ และจากคนที่รักครอบครัวของเราด้วย ทว่า น้องดิ๊งค์ ยังแอบบอกด้วยว่า แม้คนจะโหวตให้ท่วมท้นแต่คุณพ่อไม่เคยโหวตส่ง sms ให้ลูกสาวเลยแม้แต่ครั้งเดียว โดยให้เหตุผลว่า ถ้าจะได้ก็ได้เองแหล่ะ
ครอบครัว สมบัติเจริญ
"ตอนนั้นในการประกวด เราเด็กสุดเลยค่ะ ได้ประสบการณ์จากการเวทีประกวดนางสาวไทยมาก เพราะเราต้องไปเก็บตัวอยู่ 1 เดือน ได้ทั้งเรื่องบุคลิกภาพ การเข้าสังคม การตอบคำถาม การวางตัว การแต่งหน้า แต่งตัว จากที่เราไม่เคยได้สัมผัสแม้แต่นิดเดียว"

หลังจากได้รางวัลขวัญใจมหาชน เพราะคนโหวตท่วมท้น ก็เริ่มมีคนรู้จักมากขึ้น งานเบื้องหน้าจึงเริ่มเข้ามา

"ส่วนมากจะเป็นโฆษณาภาพนิ่ง และพิธีกร เพราะด้วยความที่คุณพ่อคุณแม่เป็นคนตัวสูง ตัวใหญ่ จึงทำให้เราโครงใหญ่ หน้าเด็กตัวใหญ่ เวลาเข้ากล้องอาจจะทำให้ไม่ค่อยโอเค จึงอาจจะไม่ค่อยมีผลงานทางละครเข้ามามาก”

คุณพ่อลุคโหด แต่ใจดี น่ารัก...

เธอเล่าว่า การเลี้ยงดูของคุณพ่อกับคุณแม่นั้น จะไม่ตามใจ แต่จะให้ข้อมูล และเปิดโอกาสให้ได้คิด

"ไม่เคยคาดหวัง ว่าเราจะต้องสอบได้ที่ 1 ต้องเรียนหมอ เขาแค่บอกว่า "อะไรก็ได้ลูกขอแค่ไม่มีปัญหาก็พอ" มันจึงทำให้เรารู้สึก ว่าเรากล้าที่จะเรียนรู้ กล้าที่จะมีจินตนาการ เขาจะไม่กดดันเรา ไม่ทำให้เราเครียด อะไรที่เรารักเราทำมันดีอยู่แล้ว มันจะทำให้เรามีความสุข

ตอนเรียนก็จะเหมือนเป็นประชาสัมพันธ์ของโรงเรียน พูดออกไมค์ สมัครประธานสี ประธานนักเรียน เราจึงได้ระบบของการวางแผน ได้คุยกับคนเยอะ เราจะชอบทำกิจกรรมมาตั้งแต่เด็ก คุณพ่อก็เห็นมาตลอด จึงไม่บังคับให้เราต้องตั้งใจเรียนให้เก่งๆ เอาที่สายๆ ไม่มีปัญหาก็พอ

คุณพ่อไม่เคยบังคับว่า ต้องร้องเพลงเก่ง ถ้าเราอยากจะเรียนรู้เขาก็พร้อมจะให้ความรู้ แต่ต้องอยู่ที่ใจด้วย ถ้าใจเรารักจริง เขาก็ยินดี มาดของคุณพ่ออาจจะดูโหด มีหนวด แต่จริงๆแล้วใจดี น่ารักมาก”

ทว่า หากเป็นปัญหาเรื่องสาวๆ เธอมักจะคุยกับคุณแม่มากกว่าคุณพ่อ

“อย่างหนูกับคุณแม่มีอะไรก็จะพูดกันตรงๆ เหมือนเพื่อน เช่น หนูมีแฟนนะเครียดมากเลย ร้องไห้ ยิ่งเราพูด ไม่เก็บ เขาก็จะยิ่งแสดงความคิดเห็น แนะนำเราได้ อย่างหนูอยากไปทองหล่อ คุณแม่ก็พาไป รอจนตีสองก็ขับรถกลับบ้าน

จำได้ว่า ตอนเด็กๆ คุณพ่อไปร้องเพลง คุณแม่ก็จะเป็นผู้จัดการส่วนตัว หิ้วกระเป๋า เปิดเพลง ไปงานวัด งานแต่ง พอเราเริ่มโต เริ่มเข้าประถมเราก็ไปด้วย คุณแม่ก็จะสอนว่าเปิดเพลงยังไง พอโตขึ้น ก็จะเริ่มไปแทนได้ จะฝึกเราตั้งแต่เด็ก
แต่ตอนหลังคุณพ่อเริ่มมาทางละคร เราก็จะไปกองละครกับคุณพ่อด้วย ช่วยคุณพ่อขับรถ ดังนั้นเพลงของคุณพ่อร้องได้หมดทุกเพลง จำเพลงคุณปู่ได้ทุกเพลง”

ซึบซับความเป็นผู้ใหญ่ตั้งแต่เด็ก

เนื่องจากอยู่ในครอบครัวศิลปิน เธอจึงเรียนรู้การเข้าสังคม การพูดจา จึงทำให้ซึมซับความเป็นผู้ใหญ่มาตั้งแต่เด็ก ไม่รู้สึกตื่นเต้นเมื่อขึ้นเวที เพราะเป็นเด็กกิจกรรมมาตั้งแต่เรียน และคุณพ่อมักพาเดินสายร้องเพลง ออกกองละครตลอด
ถ่ายรูปกับคุณพ่อและคุณแม่
"ไปไหนกับคุณพ่อคุณแม่บ่อย ได้ยินเวลาคุณพ่อคุณแม่คุย ก็จะนั่งฟังตลอด เหมือนเป็นการซึมซับ ทำให้เราดูโต ทั้งที่อายุเรายังน้อย คุณพ่อไปร้องเพลงดิ๊งค์ก็ไปเดินสายร้องเพลงกับคุณพ่อด้วย ร้องเพลงคุณปู่ ร้องเพลงแก้

เหมือนกับคุณพ่อเขาอยากจะฝึกเราด้วย เวลาเจอคนเยอะๆ จะได้ไม่ตื่นเต้น อาจจะขึ้นไปพูดคุยบนเวทีเล็กน้อยในช่วงแรก แต่ปัจจุบันนี้เราก็สามารถร้องเพลงบนเวทีแทนคุณพ่อ หรือไปกับพี่ชายได้เลย

เราชอบคุยกับผู้ใหญ่ ชอบนั่งฟังผู้ใหญ่พูด เขาก็จะมีข้อคิดอะไรมากมาย จึงทำให้ดูเหมือนเราโตกว่าอายุจริง ไปงานกับพ่อกับแม่ เจอแต่ผู้ใหญ่ทั้งนั้น ยิ่งเราฟังมากกว่าพูดจะยิ่งทำให้เราโตขึ้น ทำให้เราได้คิด มีข้อมูล”

ส่วนเรื่องการร้องเพลงเจริญรอยตามคุณปู่ และคุณพ่อนั้น เธอบอกว่า ขอพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ ก่อน

"ชอบการร้องเพลง แต่ถ้าให้ไปประกวดคงจะคิดหนัก เพราะความคาดหวังจากหลายๆคนสูง บางคนอาจจะคิดว่าเป็นลูกคุณพ่อน่าจะคิดว่า ทำยังไงก็ได้อยู่แล้ว แต่ดิ๊งค์ว่ามันเป็นโจทย์ที่ยากกว่าคนอื่นตรงที่ว่า เหมือนเรามีต้นแบบที่ดี อย่างคุณปู่ คุณพ่อ พอเรามาถึงจุดนี้ ไม่ดีไม่ได้แล้ว พลาดไม่ได้ ทุกวันนี้จึงพยายามพาประสบการณ์พัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ

ส่วนเรื่องร้องเพลงอาจจะไม่ค่อยมีคนเห็นดิ๊งค์เท่าไหร่ ส่วนมากจะไปต่างจังหวัด เดินสายออกงานไป อย่างคุณแม่ทำงานราชการ เป็นผู้พิพากษา เราก็จะไปกับกลุ่มผู้ใหญ่

สุดภูมิใจคุณปู่ “สุรพล สมบัติเจริญ” ตำนานลูกทุ่ง
คุณปู่ สุรพล สมบัติเจริญ
"เราภูมิใจมากที่เป็นสายเลือดสมบัติเจริญ” เธอ กล่าวพร้อมยิ้มอย่างชื่นชมเมื่อถามถึงคุณปู่

“คุณปู่เขาทำไว้ดีมาก เก่งมาก ชีวิตนี้เราเกิดมาค่อนข้างโชคดีที่ว่า ได้เป็นทั้งหลาน ได้เป็นทั้งลูกของคุณพ่อ เป็นน้องของพี่ร็อกกี้อีก และพี่สาวของคุณแม่ ดวงชีวัน โกมลเสน ซึ่งอดีตเคยเป็นดารา หากเป็นยุคนี้ก็จะคล้ายๆพี่อั้ม - พัชราภา จึงรู้สึกว่า เราภูมิใจมาก

เราจึงรู้สึกว่า หลังจากนี้เราต้องพยายามรักษาชื่อเสียงของคุณปู่ไว้ให้ดีที่สุด อะไรที่เป็นการต่อยอด ก็จะทำให้ดีที่สุด เพราะเราเหมือนเป็นคนสุดท้ายของรุ่นตอนนี้ เหมือนกับเป็นความหวังเล็กๆของครอบครัวสมบัติเจริญ มันก็อยู่ระหว่างรอยต่อ ว่าเราจะเดินไปทางไหน แต่จะทำตรงนี้ให้ดีที่สุด เพื่อเป็นการรักษาชื่อเสียงของคุณปู่ไว้ อะไรที่สามารถบอกต่อรุ่นลูก รุ่นหลานได้ ก็จะทำให้เต็มที่

คุณพ่อเคยเล่าเรื่องคุณปู่ให้ฟัง ว่า คุณปู่เวลาแต่งเพลง แต่งอย่างไร คือสมัยก่อนเขาจะมีกระดาษมวนบุหรี่ คุณปู่ก็จะใช้ดินสอเขียนเพลง อย่างไปตามสี่แยกเห็นอะไรก็เขียนไว้ เพราะเพลงของคุณปู่จะเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สื่อมาเป็นเพลงได้ เช่น เพลงฝนตกรถติด ไม่ใช่เรื่องความรักอกหักเสียใจเพียงอย่างเดียว เป็นเรื่องรอบๆตัวเรา คุณปู่ก็สามารถนำถ่ายทอดเป็นเพลงได้" เธอกล่าวอย่างภูมิใจในตัวคุณปู่

หักดิบ! เลิก บุหรี่ - เหล้า เพื่อลูก


ส่วนเรื่องราวความประทับในตัวคุณพ่อ นั้น เธอเล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า

"ตอนที่หนูเพิ่งเกิดมาได้ 3 ขวบ คือช่วงนั้นคุณพ่อก็จะสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ตอนนั้นหนูก็เด็กมาก เดินไปร้องไห้กับเขา แล้วบอกว่า "พ่อ..หนูหายใจไม่ออก" คือหนูเป็นภูมิแพ้ พอคุณพ่อได้ยินปุ้บ เขาทิ้งบุหรี่เลย และเลิกดื่มเหล้าสูบบุหรี่เด็ดขาดตั้งแต่วันนั้น จนวันนี้ก็ 18 ปีแล้ว

ทุกวันนี้คุณพ่อยังพูดอยู่เลยว่า พ่อหักดิบเพื่อหนูเลยนะ เป็นความประทับใจมาก เขาทำให้หนูรู้สึกว่า เขาก็รักหนูมากจริงๆ

บางคนอาจจะคิดว่าคุณพ่อต้องยุ่งมาก ไม่มีเวลาให้ลูก จริงๆแล้วไม่ใช่เลย เสาร์อาทิตย์ คุณพ่อก็จะพาครอบครัวไปทานข้าว มีเวลาให้ตลอด”

ลูกสาวสวยขนาดนี้มีหรือคุณพ่อจะไม่หวง แต่เธอกลับบอกว่า คุณพ่อวัยรุ่น ฝึกให้ใช้ชีวิต

"คุณพ่อก็มีแซวบ้าง อย่างคุยโทรศัพท์ ก็จะแซวว่าคุยกับใคร แต่ถามว่าห้ามไหม ก็ไม่ได้ห้าม คือคุณพ่อจะค่อนข้างวัยรุ่น ก็จะบอกว่า ค่อยๆคิดค่อยๆดูไปนะ เพราะว่าคนที่ต้องอยู่ดูแลหนูไม่ใช่พ่อ พ่อไม่สามารถกำหนดได้ หนูต้องเป็นคนกำหนด และเลือกเอง หนูอยู่ตรงไหนแล้วสบายใจก็อยู่ เขาค่อนข้างจะดูแลจิตใจเรา พอเขาไม่บังคับมันก็ยิ่งเป็นการที่ทำให้เราไม่อยากจะออกซ้าย ออกขวา เขาสอนให้เราแกร่ง

เวลาโตขึ้นมีสังคม ต้องเป็นปกติที่ต้องมีกิน ดื่มบ้าง คุณพ่อก็ไม่ได้ห้าม ก็จะบอกว่า เดี๋ยวพ่อซื้อมาให้ดื่มที่บ้านเลย กินให้กลับไปเลย คือพ่อจะฝึกให้เราใช้ชีวิตมากกว่า แต่เขาก็จะบอกกรอบไว้ให้ จึงทำให้เรารู้สึกว่า หากเราเดินออกนอกกรอบจากทางที่ไม่ควร มันไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะต้องทำแบบนั้นเลย เพราะเขาไม่เคยบังคับเรา อยู่กันด้วยใจ

เขาจะไม่ห้ามว่าต้องกลับกี่โมง พอเขาไม่ห้าม ก็ทำให้เรารู้สึกว่า เราก็ไม่ควรกลับบ้านดึกหรือเปล่า ถึงเขาไม่ห้ามก็จริง แต่คนที่เขายังรออยู่ที่บ้าน และยังไม่หลับ นั่นแปลว่าเขารอ ยิ่งเรากลับดึกเท่าไหร่ พ่อเราก็จะได้นอนดึกเท่านั้น”

จากเด็กอ้วน 80 กิโลฯ สู่สาวสวยออร่าจับ!
ช่วงน้ำหนัก 80 กิโลกรัม
จากเด็กอ้วนเทอะทะ ไม่เคยมีผู้ชายมาจีบ ลุคแมนๆ จนมีผู้หญิงมาชอบ ไม่นานนักเธอเริ่มดูแลตัวเองจนสวยสะพรึง

"ส่วนตัวหนูไม่เคยทำศัลยกรรมเลย ไม่เคยเสริมเติมแต่งเลย ถ้าใครสนใจอยากทำจริงๆก็ควรหาข้อมูลให้ชัดเจน เพราะเดี๋ยวนี้วัยรุ่นส่วนใหญ่ที่อยากศัลยกรรมมักจะดูแต่ตัวเลขก่อน ว่าที่ไหนราคาถูก แต่ไม่คำนึงถึงความปลอดภัย วัสดุที่ใช้ การหาข้อมูลจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

แต่คนไหนที่คิดว่าเราโอเคแล้ว อยากมีคนเคยแนะนำให้หนูไปเติมตรงนี้นิดตรงนั้นหน่อย เราก็บอกว่า ไม่อ่ะ เรารู้สึกว่า พอใจแล้ว เราเป็นเราดีกว่า

แต่ก่อนที่เราจะไปถึงมีดหมอ อยากแนะนำให้ดูแลตัวเองเบื้องต้นก่อน เช่น ทาครีมบำรุงให้ผิวพรรณ เรื่องกินก็สำคัญ บางคนอยากขาวไปฉีดกลูตาไธโอน แต่เราควรจะเริ่มดูแลตัวเอง การกินก่อนที่จะไปถึงขั้นนั้น เช่น อยากจะไปดู ไขมันที่ต้นแขน ต้นขา แต่คุณยังไม่ปรับนิสัยการกิน ยังกินเยอะอยู่ หากเราไปดูดไขมัน มันก็กลับมาอีกเหมือนเดิม ดังนั้นเริ่มจากตัวเราเองก่อนดีกว่า”

เธอย้ำว่า การออกกำลังกายสำคัญ ที่เห็นสูงแบบนี้ เพราะตอนเด็กชอบเล่นบาส แชร์บอล ชักเย่อ

“เป็นเด็กกิจกรรม เคยไปฟิตเนสหนักๆเหมือนกัน แต่ด้วยความที่โครงสร้างใหญ่จึงดูว่าน้ำหนักไม่ได้ค่อยลดลง
หากย้อนไปสมัยวัยรุ่นประมาณมัธยมปลายน้ำหนักเยอะกว่านี้อีก เคยหนักมากสุด 80 กิโลกรัม ดูแล้วไม่น่าจะหน้าตาเหมือนอย่างทุกวันนี้ เพราะเป็นเด็กอ้วนๆคนหนึ่ง"

เธอยืนยันว่าหน้าตามาไกล...ไม่เคยมีหนุ่มใครมาจีบเลยช่วงมัธยม

"บางทีหนูก็อยากจะไปโพสต์ลงพันทิปเหมือนกันนะ ว่าการดัดฟัน ปรับนิสัยการกิน ดูแลตัวเอง ทำให้เราเปลี่ยนแปลงดูดีขึ้นได้ ไม่เคยมีใครมาจีบเลยสมัยมัธยม อ้วนเทอะทะ เราดูแมน เล่นกีฬา ใส่ชุดพละทุกวัน มันสบาย จนมีผู้หญิงที่
เป็นดาวโรงเรียนมาแอบชอบ จากนั้นน้ำหนักก็เริ่มลดลงมา หน้าเริ่มเป็นสาวขึ้นเรื่อยๆ

เรื่องการแต่งตัวจะค่อนข้างเรียบร้อย เพราะไปไหนกับคุณพ่อคุณแม่ เจอผู้ใหญ่ตลอด ไม่เคยมีโอกาสได้ใส่กางเกงขาสั้นเลย เพราะไม่เรียบร้อย ทั้งที่พ่อแม่ก็ไม่เคยห้าม แต่หนูก็ไม่เคยอยากจะใส่ เพื่อนมักจะสงสัยว่าที่บ้านไม่มี

รองเท้าแตะเหรอ คือไม่มีโอกาสได้ใส่รองเท้าแตะเลย เรารู้สึกว่า ไม่เรียบร้อย เราต้องให้เกียรติคนที่เราไปเจอ จึงชอบใส่รองเท้ามิดชิด ปิดหน้าปิดหลัง

เพราะเราไม่รู้ว่าเช้านี้เราแต่งตัวออกจากบ้าน แล้วเราจะต้องเจอใครบ้าง เราจะต้องไปไหน เช่น เราไปห้าง บางทีเราอาจจะเจอผู้ใหญ่ เราต้องมีการวางแผน”

ส่วนเรื่องอนาคตเธอ บอกว่า คงจะวนเวียนอยู่ในวงการบันเทิง เพราะรักมาตั้งแต่เด็ก

“แต่ไม่ใช่ว่าเราจะต้องทำแต่เบื้องหน้าอย่างเดียว ต้องเล่นละคร เบื้องหลังเราก็สามารถทำได้ อย่างเรื่องการติดต่อประสานงาน เราก็ชอบ แต่ในส่วนของการเรียนตอนนี้ก็เรียนรัฐศาสตร์ พอเรียนจบปริญญาตรีก็จะไปเรียนต่อโทรัฐประศาสนศาสตร์ เดินตามรอยคุณแม่ เผื่อวันหนึ่งอาจจะอยากเป็นปลัด เราก็ยังมีทางเลือกอีก

บางคนถามว่า ทำไมไม่เรียนนิเทศ แต่เราลงสนามจริงมาแล้วไง เพราะที่บ้านก็มีทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง เราก็เคยฝึกของจริงไปแล้ว เรามีสนามให้ลงอยู่แล้ว

สุดท้ายแอบถามความคืบหน้าการศัลยกรรมย้อนวัยของคุณพ่อ

"หล่อขึ้นนะ ย้อนวัยเหมือนอายุประมาณ 40 เลย ก็นอนเฝ้าคุณพ่อทุกวันเลย เฝ้าตลอด 24 ชั่วโมง สาเหตุที่คุณพ่อตัดสินใจทำ เพราะช่วงหลังจะมีมาปรึกษาว่า พ่อหน้าเหี่ยว ทำไงดี ก็หาข้อมูลมา 5-6 ปี พอเริ่มเข้าเลข 5 จนเลข 6 ก็เริ่มโรย บางทีเห็นเราไปนวดหน้า ขัดตัว กับแม่ พ่อก็จะให้เราช่วยแนะนำเขาหน่อย จึงศึกษาข้อมูลกันมาตลอดจนเจอที่โอเคตอนนี้ผ่าตัดเสร็จแล้ว ไม่นานคงจะได้เห็นหน้าคุณพ่อออกสื่อค่ะ” ดิ๊งค์ กล่าวถึงคุณพ่อปิดท้าย





ประวัติ

ชื่อ: กมลชนก สมบัติเจริญ
ชื่อเล่น: ดิ๊งค์
อายุ : 21 ปี
เกิด : 22 ส.ค. 2537
น้ำหนัก : 68 กิโลกรัม
สูง : 174 เซนติเมตร
การศึกษา : มัธยมศึกษาโรงเรียนศรีอยุธยาในพระอุปถัมภ์ฯ,ปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

โดย ผู้จัดการ Lite

เรื่อง : สวิชญา ชมพูพัชร
ภาพ : ปวริศร์ แพงราช และขอบคุณภาพบางส่วนจาก IG : dinkkamonchanok



มาตามติด Facebook Fanpage และ Instagram

"MGR Online Live" และ "@manager_live" กันได้ที่นี่!!


และสามารถส่งข่าวสารมาได้ที่: manageronlinelive@gmail.com
หรือ Fax 0-2629-4754



กำลังโหลดความคิดเห็น...