xs
xsm
sm
md
lg

อย่าละทิ้งความฝัน!“ปลา – ปรภัสสร” มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2014

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


“ส่วนหนึ่งมันเป็นความฝันและความภาคภูมิใจของคุณพ่อคุณแม่ด้วยที่ทำให้ปลาเดินมาถึงจุดนี้” เธอเอ่ยขึ้นในช่วงหนึ่งของการสัมภาษณ์ มงกุฎและสายสะพายที่บอกตำแหน่ง Miss Grand Thailand 2014 คือความฝันหนึ่งของ “ปลา - ปรภัสสร ดิศย์ดำรง” ทว่าเบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้เธอผ่านการประกวดเวทีระดับประเทศมาแล้วถึง 3 ครั้ง และทุกครั้งจบลงด้วยความผิดหวัง
 
“มีเข้ารอบ 10 คนสุดท้ายก็คือว่าสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่เราก็ยังไม่ได้ตำแหน่งสักที” เธอเอ่ยถึงประสบการณ์จากเวทีประกวดอื่นๆ ที่แม้จะเต็มไปด้วยความผิดหวัง แต่ถึงวันนี้เมื่อมองย้อนกลับไปใบหน้าของเธอยังคงเต็มไปด้วยรอยยิ้มเพราะเธอไม่ยอมล้มเลิกความฝันหากยังคงฝึกฝนและพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา แต่ละปีแต่ละเวทียิ่งทำให้เธอเห็นข้อผิดพลาดของตัวเองมากขึ้น และแก้ไขจนตัวเองสมบูรณ์พร้อมในฐานะนางงามคนหนึ่ง

“อยากให้คุณพ่อคุณแม่เห็นน่ะคะว่าเด็กบ้านๆ ไม่มีอะไรเลยสามารถเป็นที่หนึ่งระดับประเทศได้” เธอเอ่ยอย่างภาคภูมิใจในฐานะสาวโคราชที่สามารถพิสูจน์ตัวเองได้สำเร็จ

ความฝันของแม่

ตั้งแต่จำความได้เธอก็ประกวดนางงามเล็กๆน้อยๆตามหมู่บ้านตามโรงเรียนมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นนางนพมาศ นางสาวต่างๆ นานาที่จะมีจัดขึ้นตามเทศกาลที่บ้านเกิดจังหวัดโคราช เพราะคุณแม่ของเธอชื่นชอบปุ๋ย - ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก นางงามจักรวาลผู้เป็นตำนานระดับประเทศมาก่อน อีกทั้งสมัยสาวๆ แม่ก็ยังเคยประกวดนางงามมาก่อนอีกด้วย บอกได้ว่า ตำแหน่งนางงามถือเป็นความฝันของแม่

“คุณแม่จะชอบให้ลูกไปประกวด ที่โรงเรียนมีกิจกรรมอะไร ให้เราเป็นดรัมเมเยอร์คุณพ่อคุณแม่ก็จะสนับสนุนเต็มที่ ตัดชุดตัดรองเท้าให้ ส่งเสริมอย่างเต็มที่มาตลอด แต่ช่วงประกวดตอนเด็กๆก็ไม่เคยได้ตำแหน่งเลย แต่แม่ชอบให้ลูกไปประกวด ไปอยู่บนเวทีแต่งตัวสวยๆ แม่ชอบ”

แม้จะผ่านมาหลายเวทีแต่เธอก็ไม่ได้ตำแหน่งอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมากนัก จนมีประกวดไทยซูเปอร์โมเดลซึ่งเป็นการประกวดระดับประเทศครั้งแรกของเธอ แม่แอบกระซิบบอกเธอว่า ความสูงที่เธอมีคงเป็นประโยชน์บ้างแน่ๆ

“ตอนนั้นมีพี่ที่เป็นช่างแต่งหน้ามาชวน เพราะเราเป็นคนตัวสูงแต่ครั้งแรกเราก็ไม่เข้ารอบอะไรเลย ตอนนั้นก็แอบอ้วนนิดๆด้วย”

แต่หลังจากนั้นเธอก็ลดน้ำหนักลงก่อนใช้ประสบการณ์ที่เรียนรู้มาจากปีก่อนพัฒนาจนปีต่อมาเธอเข้ารอบ 10 คนสุดท้ายได้สำเร็จ และจากเวทีนั้นก็ทำให้เธอได้รับงานเดินแบบอยู่เรื่อยๆ กลายเป็นสิ่งหนึ่งที่บ่มเพาะประสบการณ์ในฐานะนางแบบอาชีพอีกด้วย

“หลังจากเวทีไทยแลนด์ซูเปอร์โมเดล 2009 ที่เข้ารอบ 10 คนก็ไปประกวดมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สแต่ไม่เข้ารอบอะไรเลย แล้วก็ไปประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2011 ได้เข้ารอบ 10 คนสุดท้าย จากนั้นก็ประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2013 อีกครั้งแต่เข้ารอบได้ไม่ลึก”

แต่ละเวทีที่ผ่านมาแม้จะผิดหวังแต่ก็สั่งสมเป็นประสบการณ์ให้กับเธอ การได้เรียนรู้ถึงข้อผิดพลาดจากการประกวด และเก็บเกี่ยวความรู้จากการทำงานผ่านวันเวลากลายเป็นประสบการณ์ชีวิตที่เธอมองว่าเป็นสิ่งสำคัญ

“ประสบการณ์การใช้ชีวิตเป็นสิ่งสำคัญมาก เราได้รู้ว่าความผิดพลาดของเรา ณ ตรงนั้นมีอะไรบ้าง เราจะได้กลับมาแก้ไข อย่างเมื่อก่อนที่ปลารู้สึกว่าทำไมเราถึงไม่เข้ารอบลึกเป็นเพราะด้วยอายุยังน้อยแล้วความอดทนเราก็ยังน้อยอยู่ ความคิดความรู้ก็ยังไม่ค่อยมากแต่พอครั้งนี้ก็คิดกับตัวเอง ถ้าเราอยากจะเอาชนะจริงๆ เราต้องมีความอดทน เราต้องใส่ใจและตั้งใจทำทุกอย่างให้เต็มที่”

ประสบการณ์ชีวิตบนเส้นทางสายประกวดเหล่านั้นเองที่ทำให้เธอเข้าใจคำว่า “นางงาม” มากขึ้น แต่วันเวลาที่ผ่านเลยของชีวิตนางงามดูจะไปไวกว่าอาชีพอื่น ท้ายที่สุดการเลิกล้มและตัดใจเกิดขึ้นกับนางงามหลายคนที่ยังไปไม่ถึงฝั่งฝัน ทว่าเธอกลับเลือกที่จะเดินหน้าต่อ

“อยากให้คุณพ่อคุณแม่เห็นน่ะคะว่าเด็กบ้านๆ ไม่มีอะไรเลยสามารถเป็นที่หนึ่งระดับประเทศได้” เธอเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ “ก่อนนี้ที่บ้านมีลูกเป็นนางแบบท่านก็ดีอกดีใจอยู่แล้ว ยิ่งมาเป็นมีตำแหน่งด้วยท่านก็ยิ่งหายเหนื่อยยิ้มแก้มปริเลย”

เด็กสาวร่างสูงโย่ง

หลังจากพบว่าตัวเองต้องมายืนอยู่ท้ายสุดของแถวที่เรียงตามลำดับความสูงในช่วงเรียนอยู่ประถมศึกษาปีที่ 2 เธอก็เลิกดื่มนมนับแต่นั้นมาเพราะกลัวว่าตัวเองจะสูงเกินไป และเธอก็ยังคงดูสูงกว่าเพื่อนร่วมชั้นเรียนอยู่เสมอ

“ปลาตัวสูงมาตั้งแต่อนุบาลแล้วค่ะ จะใส่กางเกงลอยๆ แม่บอกว่าไม่ต้องซื้อใหม่ก็ได้ ใส่แค่ 3 ปีก็ใส่สั้นๆ ลอยๆ อย่างนั้นมาเลย”

และด้วยส่วนสูงที่มากกว่าเพื่อนนี้เอง ทำให้เธอได้เป็นนักกีฬาของโรงเรียน วอลเล่ย์บอล บาสเก็ตบอล และในบางครั้งเธอก็เล่นฟุตบอลด้วย อีกสิ่งที่เธอมักจะทำในเวลาว่างก็คือเล่นแต่งตัวกับเพื่อนๆ “เพราะว่าตอนนั้นได้เป็นดรัมเมเยอร์โรงเรียน เราก็จะมีส้นสูงก็เอามาใส่เล่นกับเพื่อนเดินกันสนุกๆ”

โดยช่วงเด็กๆเธอไม่ค่อยได้ออกไปเที่ยวเพราะที่บ้านจะห่วงเรื่องอุบัติเหตุ จากช่วงประถม 4 เธอเคยถูกรถตู้ขับตามด้วยเพราะตัวโตเร็ว โชคดีที่เธอรู้ตัวก่อนขับจักรยานเลี่ยงไปในทางที่รถเข้าไม่ถึง

“วันนั้นกลัวมากคือเราเห็นรถตู้ตามมาจริงๆ ก็รีบขับจักรยานไปทางลัดที่รถเข้าไม่ได้ พอกลับถึงบ้านก็รีบเข้าไปกอดยายเลย วันต่อมาต้องหยุดเพราะยังรู้สึกกลัวอยู่”

จนเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาพ่อของเธอตัดสินใจส่งเธอให้มาอยู่กับญาติในตัวเมืองของจังหวัดนครราชสีมา

“พอมาอยู่กับญาติเหมือนเราก็ต้องใช้ชีวิตเอง ดูแลตัวเอง เราก็เลยมีประสบการณ์แล้วก็จะดูโตกว่าคนอื่น คือหลายคนจะชอบทักว่าดูเหมือนอายุเยอะแล้ว ดูโตแล้วและเหมือนมีความเป็นผู้นำดูเป็นพี่คนอื่นเขา”

การอยู่ห่างบ้านทำให้เธอต้องจัดการทุกอย่างในชีวิตด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นตื่นนอนด้วยตัวเอง ทำกับข้าว บริหารเวลาไป - กลับโรงเรียนจนถึงซักผ้า อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาดังกล่าวเธอยังคงเป็นเด็กบ้านนอกคนหนึ่งที่ไม่ได้สนใจดูแลตัวเองมากนัก

“ช่วงเด็กๆ ไม่ได้ดูแลตัวเองเท่าไหร่เพราะไม่คิดว่าต้องมาประกวดอยู่ในเมือง ต้องผิวสวยหน้าสวย ตอนเด็กก็ตากแดดเล่นคลุกกับดินตามปกติเด็กบ้านนอกเลยคะ แต่พอโตขึ้น 13 - 14 ก็เริ่มดูแลตัวเอง เข้ามาในเมืองเริ่มควบคุมอาหาร เหมือนเป็นไปตามช่วงวัยรุ่นด้วยก็ต้องเริ่มดูแลผิวพรรณ ทาครีมบ้างแล้ว”

พอเข้าช่วงมัธยมที่ต้องอยู่ห่างบ้านก็ทำให้เธอเป็นเด็กที่ติดจะกลับบ้านเร็วในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ทำให้เธอไม่ได้ทำกิจกรรมอะไร เธอเผยว่าวันศุกร์ของทุกอาทิตย์ 4 โมงเย็นเธอจะมายืนรอที่หน้าประตูเพื่อรีบขึ้นรถกลับบ้านที่อยู่นอกเมือง


ในส่วนของผลการเรียนเธอถือเป็นเด็กเรียนเก่งคนหนึ่ง ช่วงประถมเธอได้เกรด 4 แทบจะทุกวิชา

“แต่พอเข้าช่วงมหาวิทยาลัยหลังจากประกวดไทยแลนด์ซูเปอร์โมเดล ปลาก็ทำงานด้วยเรียนไปด้วยทำให้ผลการเรียนตกลงมา ตอนแรกเรียนศิลปศาสตร์ที่ขาดเรียนไม่ค่อยได้แล้วต้องอ่านหนังสือสอบ ต้องจำเยอะเขียนเยอะ เรารู้สึกว่า มันไม่ไหว พอย้ายมานิเทศฯแล้วมันมีการปฏิบัติเยอะกว่า ในเรื่องของความจำมันก็เหมือนเราได้ทำงานในด้านนี้ด้วย มันเลยไม่ต้องอ่านมาก จำในทฤษฎีแล้วไปปฏิบัติเอาผลการเรียนก็เลยโอเคกว่า”

จากสาวบ้านนอกสู่นางแบบในเมืองหลวง

หลังจากเข้ารอบไทยแลนด์ซูเปอร์โมเดล โอกาสบนเวทีนี้เปิดทางชีวิตสู่หนทางนางแบบ จากเด็กบ้านนอกที่เพิ่งเข้ามาเรียนต่อในกรุงเทพฯ เธอตัดสินใจเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเอกชนเพื่อให้มีเวลาในการทำงานในวงการนางแบบควบคู่ไปด้วย

“ตอนแรกเราก็คิดว่าจะเรียนที่มหาวิทยาลัยเกษตรฯเพราะค่าเทอมของมหาวิทยาลัยรังสิตมันแพงอยู่ แต่พอเราติดที่นี่ก็คิดว่าเรียนดูก็ดีเพราะเราเห็นว่ามหาวิทยาลัยเอกชนน่าจะให้อิสระทางการเรียน ให้เราทำงานไปด้วยได้มากกว่า ตอนนั้นเราก็เริ่มมีงานแล้ว เริ่มแบ่งเบาภาระคุณพ่อคุณแม่ได้แล้ว”

แม้ช่วงปี 1 - 2 พ่อแม่ของเธอจะยังคงจ่ายค่าเล่าเรียนให้ แต่หลังจากชีวิตเข้าที่เข้าทางในกรุงเทพฯ เธอก็เริ่มทำงานหาค่าเทอมส่งตัวเองเรียนด้วยการเป็นนางแบบ

“หลังๆ เราเริ่มหาได้เยอะขึ้นก็เลยเริ่มคิดว่า เออ งั้นเราหาเองก็ได้นี่ไม่ต้องไปเบียดเบียนท่าน มีน้องอีกคนที่ต้องใช้จ่าย ก็เลยออกค่าเทอมเอง คิดว่า ไม่เป็นไรเราพี่คนโตอดทนนิดนึง ถ้าไม่รู้จักคำว่าลำบากแล้วจะรู้จักคำว่าสบายได้อย่างไร”

แต่ช่วงแรกที่เธอเริ่มรับงานนั้น การทำงานได้วันหนึ่ง 3,000 - 4,000 บาท สำหรับเด็กวัย 19 กลายเป็นการหาเงินที่ได้มาง่าย สิ่งนี้ทำให้เธอใช้เงินเก่งแต่หลังจากจ่ายค่าเทอมเอง เธอก็พบว่าเงินนั้นมีค่ามากขึ้น และเก็บเงินได้มากกว่าเดิม

ในช่วง 2 ปีกับชีวิตบนรันเวย์สร้างรายได้ให้กับเธอเยอะพอสมควร แต่เธอก็ยอมรับว่า ช่วงปีหลังๆ เด็กรุ่นใหม่ที่มาจากโมเดลลิ่งก็เริ่มขึ้นมาจับจองพื้นที่บทรันเวย์แทนจนระยะหลังเธอก็มารับงานตามอีเวนต์ทั่วไปด้วย

“ปัจจุบันนี้ส่วนมากเขาจะเรียกเด็กโมเดลลิ่งมากกว่า เพราะเขาเรียกเด็กในสังกัดได้เลย เราเป็นฟรีแลนซ์ไม่มีสังกัดเขาก็อาจจะรู้สึกไม่ไว้ใจเรา แต่ถ้าเรียกตรงมาที่เรา ก็เพราะเขารู้ว่าเราทำงานมีมาตรฐานยังไง คือเราไม่มีสังกัดใครเรียกเราก็ไปหมด”

ในช่วงชีวิตที่ได้เข้ามาทำงานนางแบบในเมืองหลวง หากกลับไปที่บ้านหลายคนก็คาดไม่ถึง นึกภาพไม่ออกว่า เธอจะได้อยู่บนเวที และสวยได้ถึงขนาดนี้

“ตอนนั้นจะมีพี่สาวลูกป้าเป็นพี่คนโตจะสวยที่สุดในบ้าน พี่เขาจะดูสวยและมีหนุ่มๆมาจีบ ส่วนเราก็ไม่มีเลย (หัวเราะ) เพราะเราจะดูตัวใหญ่ ส่วนน้องเราก็ดูผอมๆ แห้งๆ ก็ไม่มีใครสนใจ แต่ถามว่าดูแลตัวเองมั้ยก็ดูแลนะคะ”

แต่แม้ภายนอกจะดูเปลี่ยนแปลง การเข้ามาทำงานเป็นนางแบบทำให้เธอต้องปรับตัวเองให้เข้ากับสังคมการทำงาน ทว่าตัวตนของเธอคนเดิมก็ยังคงอยู่ เมื่อกลับไปบ้านเธอก็ยังคงเป็นตัวเองแบบวัยเด็กที่ยังคงพูดเสียงดังบ้าง ยังคงเป็นเด็กแก่นๆของพ่อแม่เหมือนเดิม

“เรามาอยู่ในสังคมที่ต่างออกไปเราก็ต้องปรับตัวเองให้เข้ากับสังคมมากขึ้น แต่อยู่ที่บ้านเราก็ยังเป็นเหมือนเดิม คือยังหยอกล้อคุยเล่นกับคุณพ่อคุณแม่ เพราะตัวปลาไม่ได้เรียบร้อยเป็นผ้าพับไว้ ยังหยอกเล่นกับพ่อ โดดกอดแม่ ยังแก่นๆอยู่และก็ยังตะโกนคุยกันบ้าง”

“พ่อแม่ไว้ใจหนูนะ”

พ่อของเธอยึดอาชีพชาวนา แต่แม้จะบอกแบบนั้นพ่อก็จ้างคนมาทำนามากกว่า และรายได้หลักก็มาจากการรับเหมาก่อสร้าง ขณะที่แม่ของเธอเป็นแม่บ้านที่ทำงานเย็บผ้าได้เป็นอย่างดี เธออยู่ในครอบครัวชนบทที่บ้านอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ในละแวกเดียวกัน แม้บ้านเธอจะอยู่ห่างจากตัวเมืองแต่พ่อแม่ของเธอก็เป็นที่รู้จักของคนในพื้นที่

“ที่บ้านเลี้ยงง่ายๆค่ะ เพราะเป็นเด็กบ้านๆ ไม่ได้ให้กินอะไรเป็นพิเศษ มีอะไรก็กินอย่างนั้น ทำให้ปัจจุบันยังมีคนทักอยู่ว่า เราเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย กินได้ทุกอย่าง”

สิ่งที่น่าแปลกใจสำหรับตัวเธอเองก็คือ ช่วงที่ต้องแยกมาอยู่กับญาติในเมือง เธอเริ่มปรับปรุงตัวดีขึ้น ไม่ค่อยซน พ่อแม่เธอจึงบอกกับเธอว่า อยู่แบบนี้โอเคแล้ว ทำให้พ่อแม่สบายใจ “พ่อแม่ไว้ใจหนูนะ”

“พ่อแม่ชอบพูดคำเดียวว่า พ่อแม่ไว้ใจหนูนะ มันก็แปลกๆ ปลาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองตีความยังไง แต่มันทำให้เราไม่ออกนอกลู่นอกทาง พูดแค่ไว้ใจหนูนะ มันทำให้เราไม่อยากทำให้เขาเสียใจ เพราะพ่อแม่เรามีหน้ามีตาในสังคม ทำอะไรนิดหน่อยพ่อแม่ก็รู้แล้วเพราะจะมีคนไปเล่าให้ฟังตลอด เราก็เลยต้องดูแลตัวเองให้ดี”

การแยกออกมาอยู่คนเดียวตั้งแต่เด็กทำให้เธอรู้จักดูแลตัวเอง พอย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ ด้วยสังคม สภาพแวดล้อม รวมไปถึงความเป็นอยู่ที่ไม่เคยพบเจอแม้ส่วนหนึ่งจะทำให้พ่อแม่รู้สึกเป็นห่วง แต่พวกเขาก็ยังไว้ใจในตัวเธอ และสิ่งนี้มีความหมายเสมือนคำสอนหนึ่งที่ทำให้เธอนึกถึงพ่อแม่อยู่เสมอ

“ครอบครัวเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน เขาจะเป็นห่วงเรามากโดยเฉพาะพ่อแม่” เธอเอ่ยขึ้น “ดังนั้นเวลาเรามีเรื่องอะไรท้อใจเราจะยังไม่โทร.ไปหาเขาก่อน เราจะอยู่กับตัวเอง คิดให้มากๆ คิดไม่ออกก็นอนไปก่อน แล้วอาจจะออกไปเที่ยวผ่อนคลาย พอเราหายแล้วค่อยโทร.ไปปรึกษาท่าน”

อย่างไรก็ตาม ตารางเวลาชีวิตกับครอบครัวถือเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับคนต่างจังหวัดอย่างเธอ ดังนั้นแทบทุกครั้งที่มีเวลาว่าง วันหยุดตามเทศกาลต่างๆ เธอจะต้องกลับบ้านเพื่อไปรวมตัว ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวโดยมีคุณยายเป็นผู้ใหญ่ของบ้าน

“บ้านปลาเป็นครอบครัวใหญ่ พอถึงช่วงเทศกาลจะต้องหาเวลากลับมาปาร์ตี้ที่บ้าน ก็คือรวมกัน 3 - 4 วันก็จะอยู่ที่บ้านตลอด หาซื้อขนมซื้อโน่นซื้อนี่มาทำกินที่บ้านไม่ค่อยได้ไปไหน แล้วจะเจอกันทุกเทศกาล วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา แล้วคุณยายจะเป็นผู้ใหญ่ของครอบครัว ก็จะตามใจคุณยายอยากไปไหนก็ไป คุณยายก็จะชอบอยู่บ้านหรือไม่ก็เข้าวัด ดังนั้นทุกปีเลยไม่ค่อยอยากออกไปไหน มาหาคุณยายที่บ้านมากกว่า”


มิสแกรนด์ไทยแลนด์

เวทีประกวดนางงามในประเทศไทยนั้นมีอยู่หลากหลายเวทีด้วยกัน เธอมองว่า เวทีประกวดมิสแกรนด์ไทยแลนด์ให้โอกาสกับการเป็นตัวตนของตัวเองมากขึ้น โดยมีส่วนผสมของความเป็นนางแบบเข้ามาในส่วนของโพสท่าต่างๆ จนถึงการใช้สายตา

“ทำให้เรามีความสุขในการเดินน่ะคะ ประกวดพอจบแล้วยังมีคนบอกเลยว่า เออ คนนี้จะต้องได้แน่เลยกล้องตาม แต่ความจริงกล้องไม่ได้ตามเรา เราต่างหากที่ตามกล้อง เพราะว่าในการเดินเขาจะบอกอยู่แล้วว่า กล้องนี้จะขึ้นก่อน พอเดินกลับกล้องด้านขวาจะแพนตาม คือเราเดินไปต้องมองที่กล้องจิกจนถึงที่สุด ครูสอนเลยว่า ให้หันจนปวดคอค่อยหันกลับ”

โดยการเตรียมความพร้อมสำหรับเธอที่ทำงานเดินแบบอยู่แล้ว เธอเผยอย่างมั่นใจว่า ตัวเองนั้นพร้อมทุกปีจากงานที่ทำอยู่ซึ่งได้สั่งสมประสบการณ์และพัฒนาตัวเองมาอย่างต่อเนื่อง อีกเคล็ดลับหนึ่งของเธอคือการเติมเสน่ห์แบบเฉพาะตัวของเธอที่เป็นคนสนุกสนานเข้าไป

“บทเวทีคนอื่นก็เดินสวยหมด หน้าตาก็สวยหมด เราจะเอาอะไรไปสู้เขา เราก็ต้องใช้เสน่ห์ของเรา มันต้องมีอะไรบางอย่างที่คนอื่นมองแล้วเห็นว่า ตำแหน่งนี่ต้องเป็นของเรา ก็ต้องมีลูกเล่นที่เรามีความสุขเราสนุกก็ใส่ความสนุกสนาน”

ทั้งนี้ รายละเอียดของเบื้องหลังการพัฒนาตัวเองอย่างเต็มที่นั้น เธอยกตัวอย่างง่ายๆ แค่การยิ้ม หากมีคนบอกว่า เธอยิ้มไม่สวย เธอก็จะกลับมาฝึกยิ้มหน้ากระจก ทำให้เธอเห็นว่ายิ้มหัวเราะแบบปกติกับยิ้มเวลาถ่ายภาพนิ่งนั้นต่างกัน

“ยิ้มประมาณ 5 - 10 นาทีมันจะยังดูสวยอยู่หรือเปล่า ปากจะเกร็งมั้ย ปากสั่นทำยังไง เราต้องหัวเราะกลบเกลื่อนเพื่อไม่ให้ปากสั่น เราก็ได้เคล็ดลับจากการฝึกตัวเอง”

การเดินการโพสท่าเธอก็ต้องหาจุดที่ดูดีอยู่ตลอดเวลาให้เจอ เธอเผยว่า การฝึกฝนคือการโพสท่าในชุดว่ายน้ำ เธอเคยฝึกทุกวันเพื่อให้เห็นว่าโพสท่าไหนแล้วดูดีเห็นรูปร่างชัดเจน

“ปลาจะลองใส่ชุดแล้วฝึกโพสท่าหน้ากระจกทุกวัน อาจจะเปิดหาดูท่าโพสจากแมกกาซีนจากในเน็ตว่าโพสชุดว่ายน้ำจะต้องเป็นแบบไหนให้ดูสปอร์ต ดูสง่างาม หรือดูเซ็กซี่แล้วให้น้องถ่ายรูปเพื่อจะได้รู้ว่าทำออกมาแล้วดูสวยมั้ย มุมนี้ได้หรือเปล่า คือฝึกเยอะเหมือนกัน”

ทั้งนี้ หลังจากเวทีมิสแกรนด์ไทยแลนด์ผ่านพ้น เธอก็ต้องเป็นตัวแทนประเทศไทยก้าวสู่เวทีมิสแกรนด์อินเตอร์เนชั่นแนลเพื่อแข่งขันกับนางงามจากประเทศอื่นๆ

“ค่อนข้างคาดหวังอยู่เพราะเราก็มีความสูงเทียบเท่ากับระดับสากลได้ คือปกติเราจะโดนล้อมาตลอดเลยว่าเป็นผู้หญิงไซส์ 10 เพราะคนไทยปกติก็จะรูปร่างผอมบางหน่อย แต่ปลาก็ออกแนวคนกระดูกใหญ่ ออกไปทางต่างชาติเลย พอเราไปยืนกับพวกต่างชาติปุ๊บ เราก็ตัวเท่าเขานะ ใส่เสื้อผ้าก็อารมณ์เดียวกันไซส์ 8 - 10 เราก็เลยรู้สึกว่าเราเทียบเท่าได้อยู่ ในด้านรูปร่างหน้าตาบุคลิกภาพ แต่ในเรื่องของหุ่นเราต้องไปฟิตให้มากกว่านี้”

ดรามาวงการขาอ่อน

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา กระแสถกเถียงถึงความเป็นไปในแวดวงนางงามกลายเป็นหัวข้อร้อนแรง ไม่ว่าจะเป็นนิยามความสวยไม่สวย ความเหมาะสมไม่เหมาะสมหลังกรรมการตัดสินผล ตลอดจนถึงเส้นสายในวงการ ในส่วนของตัวเธอเองก็ถูกวิจารณ์อยู่พอสมควร

“ในส่วนของปลาเองก็มีทั้งติทั้งชม แต่ปลาจะชอบมีคนติมากกว่า เพื่อนๆ ก็บอกปลาโรคจิตหรือเปล่าชอบให้คนมาติ เหมือนมันทำให้เราได้รู้ว่าตัวเองควรพัฒนาในด้านไหน เพราะคนเรามันไม่ได้เพอร์เฟกต์ทุกอย่าง เป็นสิ่งดีที่เขาสนใจเรา”

เธอมองว่า ความสวยนั้นถือเป็นเรื่องของมุมมองที่แต่ละคนอาจมองไม่เหมือนกัน เธอจึงไม่คิดมาก และมองว่า การติชมถือเป็นเรื่องปกติ

“มีคำติหนึ่งที่บอกว่า เรายิ้มๆหุบๆ แล้วดูไม่สวย คือตอนนั้นมันเกิดจากประกวดเสร็จแล้วยิ้มจนเหงือกเราแห้งมาก เราเลยต้องยิ้มๆ หุบๆ พอเขามาติเรามันก็ทำให้เรารู้แล้วว่า การยิ้มๆ หุบๆ ของเรามันไม่โอเค เราก็ต้องหาทาง ฝึกยิ้ม 10 นาทีขึ้นไป เหงือกแห้งก็ต้องทำให้ได้”

ประเด็นเรื่องเส้นสายในเวทีนั้น ตัวเธอเองไม่แน่ใจว่ามีจริงหรือเปล่า แต่ในมุมของเธอที่เป็นผู้แข่งขันก็รู้อยู่แก่ใจว่า ตัวเองทำอะไรบ้างจึงมาถึงจุดนี้ได้

“เรื่องเส้นสายเราไม่ได้กังวลกับสายตาคนอื่นมองว่าเราจะใช้เส้นนะ เพราะเรารู้ตัวเองดีว่าเราทำอะไรบ้าง ก่อนมาคุณพ่อคุณแม่ยังบอกว่า อย่าคาดหวังเพราะเราผ่านมาหลายเวทีและเสียใจมาเยอะยังไม่ประสบความสำเร็จสักที ก็คิดว่าเราอาจจะต้องมีแบ็กกราวด์ที่ดี มีโปรไฟล์ที่ดีด้วยหรือเปล่า เราเป็นเด็กบ้านนอก ใครเขาจะอยากเปิดโอกาสให้เรา”

แต่แล้วท้ายที่สุดเรื่องก็จบลงอย่างมีความสุข และเธอทำตามความฝันของทั้งตัวเธอเองและคุณแม่ได้สำเร็จ สิ่งหนึ่งที่เป็นบทเรียนจากเรื่องราวความพยายามมาโดยตลอดของเธอก็คือ การอย่าละทิ้งความฝัน

ทว่ากับชีวิตที่ต้องก้าวต่อไป ฝันหนึ่งสำเร็จแล้วอนาคตก็ยังคงรออยู่ เธอเผยว่า ชีวิตช่วงนี้คงทำหน้าที่ดำรงตำแหน่งให้ดีที่สุด จากนั้นอาจขยับขยายหาช่องทางทำงานที่เป็นธุรกิจของตัวเอง

“อยากเปิดร้านขายเสื้อผ้าให้แม่ แล้วก็อยากขายกาแฟเปิดแถวๆวัดหลวงพ่อโตที่โคราช อีกความคิดหนึ่งก็คืออยากเปิดเป็นออแกไนเซอร์รับจัดอีเวนต์เพราะเราก็เรียนด้านนี้มา ปลาไม่ชอบทำงานประจำ รู้สึกว่า อยากทำอะไรที่ได้เจอผู้คนเจออะไรใหม่ๆ เจอสังคมใหม่อยู่เรื่อยๆ”

ล้อมกรอบ
ชื่อ ปรภัสสร ดิศย์ดำรง ชื่อเล่น ปลา
อายุ 23 ส่วนสูง 175
งานอดิเรก เล่นกีฬา, ออกกำลังกาย, ท่องเที่ยวต่างจังหวัด
การศึกษา มหาวิทยาลัยรังสิต คณะนิเทศศาสตร์ เอกสื่อสารการตลาด
ผลงาน เข้ารอบ 10 คนสุดท้ายไทยแลนด์ซูเปอร์โมเดล, ชนะเลิศมิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2014

เรื่องโดย อธิเจต มงคลโสฬศ
ภาพโดย พลภัทร วรรณดี
ขอบคุณภาพบางส่วนจาก miss grand thailand ,instagram @para_ple





ตามมา Follow Instagram และ Facebook Fanpage
"ASTV ผู้จัดการ Live" กันได้ที่นี่!!
**สามารถส่งข่าวสารและเรื่องราวร้องทุกข์ในสังคมมาได้: astvmanager.live.lite@gmail.com
หรือ โทร.0-2629-4488 ต่อ 1477, Fax 0-2629-4754



รับงานเดินแบบ
ผ่านการประกวดมาหลายเวที
มาดนางแบบ
ผ่อนคลายเที่ยวต่างจังหวัด
น้องสาว คุณพ่อ คุณแม่ และตัวเธอ
โพสท่าชุดว่ายน้ำในการประกวด

ฝันเป็นจริง
กลับบ้านมารำแพ้บน

กำลังโหลดความคิดเห็น...