ดูเหมือนจะเริ่มมีความหวัง หลังกระทรวงไอซีที ประกาศลั่น ผลักดันให้รัฐบาล หันมาใช้สมาร์ทการ์ด และระบบสแกนนิ้วมือในการเลือกตั้งแทนระบบกากบาทลงกระดาษแบบเดิมๆ โดยให้เหตุผลว่า “แนวคิดนี้จะสามารถแก้โกงทุจริตในการลงคะแนนเสียงได้ 100%” แต่คำถามคือจะ “ชัวร์” หรือ “มั่วนิ่ม” กันแน่ เรื่องนี้มีคำตอบ
ไม้ตายไอซีที แก้โกง 100%
"ผมมั่นใจว่าการเลือกตั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ จะช่วยลดคอร์รัปชันการเลือกตั้งได้ 100%” คำกล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจนี้ เป็นของ สุรชัย ศรีสารคาม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ผู้สนับสนุนระบบการเลือกตั้งแบบอิเล็กทรอนิกส์ ด้วยเห็นว่าที่ผ่านมา ระบบการเลือกตั้งในบ้านเราไม่สามารถลบคำครหาการโกงได้
“ที่แล้วมา เราไม่รู้ว่ามีการพิมพ์บัตรเลือกตั้งจำนวนเท่าไหร่ การอ่านบัตรเลือกตั้งผิดถูกก็ไม่มีใครรู้ ไม่มีการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง การใช้งบประมาณจัดการปีละ 3,800 ล้านบาท ก็ยังถือว่าเป็นวงเงินที่สูง หากนำเงินส่วนนี้มาปรับปรุงและเปลี่ยนระบบการเลือกตั้งได้ จะเป็นประโยชน์มาก เป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งบัตรประชาชนสมาร์ทการ์ดและโครงข่ายอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศ ขณะเดียวกันก็จะปรับปรุงศูนย์การเรียนรู้ไอซีทีเป็นศูนย์บริการข้อมูลเลือกตั้งและเศรษฐกิจ และอาจเป็นจุดขายสินค้าโอทอปและเอสเอ็มอีในอนาคตด้วย”
ส่วนสาเหตุที่ทำให้ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเชื่อมั่นนักว่าแนวคิดเขาจะสามารถสยบปัญหาการทุจริตได้ นั่นก็คือ
“เพราะประชาชนที่มาเลือกตั้ง ต้องมาสแกนลายนิ้วมือ แล้วตามด้วยการเสียบบัตรสมาร์ทการ์ดซึ่งแสดงตัวตนชัดเจน ไม่มีใครมาสแกนแทนใครได้ แต่หากไม่วางระบบหรือเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ ก็จะไม่สามารถเลือกตั้งด้วยอิเล็กทรอนิกส์ได้ เพราะเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาเตรียมการ หรือจะนำไปใช้ระบบการเลือกตั้งระดับจังหวัด ตำบล เช่น เลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) องค์การส่วนบริหารส่วนตำบล(อบต.) นำร่องการดำเนินการ เพื่อสร้างความคุ้นเคยให้กับประชาชนในท้องถิ่นก่อน”
ความคิดนี้สอดคล้องกับผลวิเคราะห์ของ ผศ.ดร.ทวี สุรฤทธิกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ที่ลงความเห็นว่า
“การเลือกตั้งโดยวิธีนี้ ผมเห็นด้วยนะ เพราะการใช้เครื่องตามที่เขาสาธิตให้ดู มีทั้งการฝังชิป ซึ่งมันก็จะมีการระบุรายละเอียดตัวตนต่างๆ ของคนคนนั้นไว้ชัดแจ้ง อีกอย่าง การใช้เครื่องนี้พร้อมกับระบบสแกนนิ้วมือ มันจะยิ่งช่วยรักษาระบบความปลอดภัย ซึ่งทั้งการระบุตัวบุคคลและการรักษาความปลอดภัย มันจะเป็นสองปัจจัยที่จะทำให้การลงคะแนนมีความน่าเชื่อถือ
แล้วก็ผลที่เราคิดว่าได้แน่ๆ คือความแม่นยำ รวดเร็ว เพราะมันเป็นสมองกล เป็นคอมพิวเตอร์ ก็จะทำให้เราสามารถที่จะบริหารจัดการการลงคะแนนในทุกระดับได้อย่างดีมากๆ” ทั้งยังเปรียบเทียบให้เห็นชัดๆ อีกว่า ระบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่ใช้กันในยุโรปและอเมริกามาแล้ว
ยิ่งไฮเทค ยิ่งอันตราย?
แม้จะเห็นด้วยกับระบบการเลือกตั้งไฮเทค ทว่า ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์การปกครองอย่าง ดร. ทวี กลับมีเรื่องหนึ่งตะหงิดๆ ใจอยู่ลึกๆ
“เครื่องนี้ก็น่ากังวลอยู่บ้าง โดยเฉพาะคนที่ไม่มั่นใจในเทคโนโลยี แล้วอีกอย่างประเทศของเราก็มีคนที่ขี้โกงเยอะ ซึ่งอาจจะเข้าไปแก้ไขโปรแกรม ด้วยการตั้งผลไว้ล่วงหน้า แล้วให้คะแนนออกมาตามที่เขาต้องการ อันนี้มันอันตรายมากครับ
แต่ถ้ามันเกิดขึ้นจริงๆ ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งก็ต้องเข้ามาดูแล โดยจัดตั้งฝ่ายช่างเทคนิคเข้ามาตรวจสอบอย่างเคร่งครัด แล้วอีกอย่างก็คงจะต้องเปิดกว้างให้ทั้งภาคเอกชน ประชาชน และสื่อมวลชนเหล่านี้ เข้ามาเป็นบอร์ดตรงนี้ เพื่อกำกับช่างเทคนิค”
ถึงจะยังให้เหตุผลไม่ได้ว่า ระบบการเลือกตั้งใหม่นี้ จะสามารถช่วยปรับแก้ทุจริตการโกงได้จริงหรือไม่ แต่อาจารย์ก็ยืนยันว่าต้องลอง!
“ปัญหาที่เราคิดอยู่ตอนนี้มันอาจจะเป็นแค่ความหวาดหวั่น จินตนาการจนกลัวไปก่อน แต่ถ้ามันเกิดขึ้นมันก็จะต้องแก้ไขได้ อย่างทางอเมริกาตอนเลือกตั้งสมัยจอร์ช ดับเบิลยูบุช มันมีเกิดปัญหาขึ้นที่ฟลอริดา คือตอนนั้นไฟดับ เขาก็ใช้การเลือกตั้งโดยมือเข้ามาแทนที่ ซึ่งก็สามารถแก้ไขปัญหากันไปได้ โดยให้มีวิธีการสำรองไว้ อันนี้มันต้องทดสอบ ไม่งั้น เราก็ต้องอยู่ในระบบเลือกตั้งทุจริตอย่างนี้เหมือนเดิม ”
ย้ายมาฟังเสียงทางฟากประชาชนกันบ้าง รมย์ธีรา พฤทธิ์ชนม์ พนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง ออกความเห็นเอาไว้ว่า “ก็ดีนะ สแกนนิ้วมือน่าจะทำให้มันรัดกุมมากขึ้น อ้างสิทธิสวมรอยมาเขียนชื่อแทนกันได้ยากขึ้น” ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับ ความคิดของ ทรงยศ สุทธิปริญญานนท์ เจ้าของธุรกิจส่วนตัว ที่บอกว่า “มันก็ต้องดีอยู่แล้ว จะได้ไม่โดนแอบแฝง อ้างตัวไปเลือกตั้ง”
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าระบบการเลือกตั้งชนิดใหม่นี้จะมีผู้เห็นด้วยจำนวนมาก ว่าสามารถแก้ปัญหาการทุจริตระหว่างลงคะแนนเสียงได้จริง แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ประชาชนผู้มีสิทธิ์มาเลือกตั้ง ส่วนหนึ่งเป็นคนสูงอายุที่ไม่คุ้นชินกับเทคโนโลยีล้ำยุครวมอยู่ด้วย ซึ่งตรงนี้อาจเป็นช่องโหว่ให้เกิดการโกงแบบใหม่หรือมีบัตรเสียเพิ่มขึ้น
อีกอย่าง ทางผู้การันตีอย่างกระทรวงไอซีทีที่ออกมาประกาศหนักแน่นว่า ดับโกงได้ 100% เมื่อไม่นานมานี้ เว็บไซต์ของกระทรวงที่ว่าแน่ๆ ก็ยังถูกมือดีเจาะข้อมูลเข้าไปป่วนได้อยู่เลย
ข่าวโดย ASTV ผู้จัดการ Live
ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต



