“มะเร็ง”... คำคำนี้อาจเป็นได้เพียงสัญลักษณ์แห่งลมหายใจสุดท้าย เป็นโรคร้ายน่ากลัวที่หลายๆ คนไม่อยากเฉียดใกล้ แต่สำหรับเธอคนนี้ คำคำเดียวกันกลับกลายเป็นแสงสว่างในชีวิต เปิดโอกาสให้ได้ใกล้ชิดกับเพื่อนสนิทคนใหม่ที่เรียกว่า “ความตาย”
“จะเลือกใช้ หงุ่ยตระกูล หรือ ทรัพย์ธนะอุดม ก็ได้ค่ะ เหมือนๆ กันแหละ ไม่ซีเรียสอะไร (ยิ้ม)” คำตอบของเจ้าของทั้งสองนามสกุลอย่าง “แจง-วราพรรณ” ช่วยยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าเธอปล่อยวางจากความวุ่นวายทางโลกได้มากขนาดไหน เพราะแม้แต่นามสกุลที่ M-Lite จะใช้เรียกแทนตัวในวันนี้ หญิงสาวอารมณ์ดียังอนุญาตให้เราเลือกได้เองตามใจชอบ ไม่ยึดติดว่าจะต้องเรียกตามนามสกุลดั้งเดิมหรือนามสกุลหลังสมรสเพื่อบ่งบอกความเป็นเธอ
อาจเป็นเพราะวิกฤตที่ถาโถมเข้ามาในชีวิตระลอกใหญ่ในครั้งนั้น จึงทำให้คอมเมดีตัวแม่อย่างแจงดูสุขุม เยือกเย็น และปล่อยวางได้มากขนาดนี้ ผู้สัมภาษณ์ได้แต่คาดคะเนเอาเองอยู่ในใจก่อนปล่อยให้เจ้าตัวเผยเบื้องลึกความทรงจำให้ฟัง
วิกฤตที่พลิกเป็นโอกาสไม่ได้
“คนส่วนใหญ่ที่รู้ว่าเราเคยเป็นมะเร็งเต้านมและเป็นคนเข้าวัดปฏิบัติธรรม จะชอบคิดว่าเป็นเพราะเราป่วย เราเลยหันหน้าเข้าหาธรรมะ ซึ่งมันไม่ใช่อย่างนั้นเสียทีเดียวค่ะ จริงๆ แล้วพี่เริ่มมาได้สัก 6-7 ปีแล้ว ตั้งแต่ก่อนป่วยประมาณ 3 ปี แต่พอป่วยก็ยิ่งทำให้จริงจังกับเรื่องนี้มากขึ้น เหมือนกับยิ่งศึกษา ยิ่งช่วยให้เข้าใจอะไรๆ ได้มากขึ้นไปอีก” เธอแก้ข้อกังขาก่อนใส่เกียร์ถอยหลัง ย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นที่แท้จริงซึ่งไกลกว่าที่เราคาดคิดไว้เยอะ
“จำได้ว่าตอนประถมเคยนั่งนึกถึงเรื่องความตายอยู่บ่อยๆ คิดว่าอีกหน่อยพ่อแม่เราคงต้องแก่ และท่านคงต้องจากเราไปวันหนึ่ง เคยซ้อมกับตัวเองด้วยว่าถ้าพ่อแม่ตายไปจริงๆ เราจะรู้สึกยังไง อาจจะเพราะมีวิญญาณนักแสดงตั้งแต่เด็ก (หัวเราะ) ตอนแรกก็คิดว่าตัวเองเพ้อเจ้ออยู่เหมือนกัน จนทุกวันนี้ พอนึกย้อนกลับไปถึงได้รู้ตัวว่าสิ่งที่เราเคยทำมันคือแนวคิดทางพุทธศาสนาอย่างหนึ่งที่เขาเรียกกันว่า “มรณานุสติ” หรือการมองเรื่องความตายให้เป็นเรื่องปกติของชีวิตนั่นแหละค่ะ”
คำถามที่เกิดวนเวียนอยู่ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหล่านี้นี่เอง จึงเป็นที่มาของการค้นหาคำตอบ และนำเธอไปสู่เส้นทางสว่าง จนกลายเป็นเกราะป้องกันชั้นดีต่อวิกฤตครั้งใหญ่ในชีวิตที่ถาโถมเข้ามา
“การปฏิบัติธรรมช่วยได้เยอะมาก พอรู้ว่าตัวเองป่วยเป็นมะเร็งมันเลยไม่ทำให้เรารู้สึกเป็นทุกข์อะไรมากมาย แค่มองว่ามันเป็นโรคที่เกิดขึ้นกับใครก็ได้ แต่บังเอิญมันมาเกิดกับเราแค่นั้นเอง ฟังดูเหมือนชิลเนอะ แต่ก็ไม่ได้ชิลขนาดนั้นหรอก มีบ้างเหมือนกันที่คิดว่าทำไมเราซวยอย่างนี้วะ งานเข้าแล้วไง (หัวเราะ) แต่ไม่ถึงขั้นคิดว่าตัวเองโชคร้ายอะไรมากมาย"
"พยายามตั้งสติ ลองทบทวนตัวเองก็พบว่าในหนึ่งชีวิตที่เราเกิดมา มันต้องเจออะไรแบบนี้อยู่แล้ว โรคทุกอย่างมันเหมือนๆ กันนั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็งหรือโรคหวัด หวัดเราก็เคยเป็น เพราะฉะนั้นมันมีโอกาสที่เราจะเป็นโรคอะไรอีกก็ได้ ถ้าเราดูแลตัวเองมาไม่ดีพอ”
“อยากจะบอกว่าตัวเองโชคดีมากที่ได้เข้าหาธรรมะมาตั้งแต่ตอนนั้น เลยทำให้เราพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ทำความเข้าใจกับความตายได้ และถ้าเป็นไปได้พี่ภาวนาว่าขออย่าให้เกิดอะไรที่มันวิกฤตขึ้น ถึงขนาดที่จะต้องผลักให้ใครเข้ามาศึกษาธรรมะดีกว่า เพราะคนบางคนก็ไม่พร้อมที่จะรับวิกฤตนั้น สำหรับบางคนไม่มีวิกฤตเป็นโอกาส มีแต่วิกฤตที่เป็นวิกฤต ถ้าคุณไม่เคยศึกษาวิธีฝึกกายฝึกใจ ถึงวันที่คุณเจอวิกฤต คุณอาจจะรับมันไม่ได้ แต่คนที่เขาพูดๆ กันว่าเจอวิกฤตแล้วเห็นทางสว่าง ส่วนตัวคิดว่าคงเป็นเพราะเขามีต้นทุนมาดีอยู่แล้ว เคยศึกษามาแล้วมากกว่า”
มะเร็งช่วยรักษาโรค
คำบอกเล่าของเธอคนนี้คล้ายกับกำลังจะบอกว่า “โชคดีที่เป็นมะเร็ง” อย่างไรอย่างนั้น แจงหัวเราะออกมาเบาๆ เมื่อได้ยินอีกฝ่ายตีความ “ถ้าพูดแบบนั้นคนเขาจะหาว่าพี่เพี้ยนน่ะสิ เอาเป็นว่าพี่คิดว่าตัวเองโชคดีที่มีวิกฤตเข้ามาทดสอบในชีวิตและมันช่วยผลักเราไปสู่สิ่งที่ดี ทำให้คิดไปในทางที่ดีขึ้น และปล่อยวางกับอะไรหลายๆ อย่างได้มากขึ้นจะดีกว่า” ที่สำคัญคือโรคมะเร็งที่เป็นอยู่ขณะนั้นกลับกลายเป็นยารักษาโรคชั้นดีต่อโรคที่เธอเป็นมานานแล้ว โรคติดตัวที่เรียกว่า “Perfectionist”
“เราเปิดบริษัทออร์แกไนซ์ มีอยู่งานหนึ่งเวลามีจำกัดมาก มองภาพรวมทุกอย่างผ่าน แต่มันยังไม่ถึงเปอร์เซ็นต์ที่เราตั้งไว้ ทำให้แอบขัดใจอยู่ลึกๆ แต่ก็ส่งลูกค้าไป พอหลังจากนั้น ผ่านไปสามวัน จู่ๆ ก็ตื่นมานั่งร้องไห้กลางดึก เสียใจกับโปรเจกต์นั้นทั้งๆ ที่มันจบไปแล้ว พอร้องไปสักพักก็เริ่มตกใจตัวเอง คิดว่าไม่ได้ละ อาการแบบนี้ไม่ดีแน่ๆ คงต้องเลิกเป็น Perfectionist แล้วล่ะ เพราะมันหนักถึงขั้นที่เราทำร้ายจิตใจตัวเองแล้ว เลยลองเปลี่ยนตัวเองดู แต่มันก็ยังไม่สำเร็จ ยังเป็นอยู่แบบเดิม จนกระทั่งเป็นมะเร็งถึงได้ทำให้ปล่อยวางได้จริงๆ”
“พอคิดได้ก็เริ่มปรับตัว จากแต่ก่อนที่ทุกอย่างต้องเป๊ะ อดไม่ได้ที่จะต้องมานั่งคิดว่า ทำไมคนนี้เขาทำไม่ได้นะ เรายังทำได้ เขาต้องทำได้สิ จนทุกวันนี้ปล่อยได้แล้ว คิดได้ว่าจะให้เขาทำได้อย่างเราได้ยังไงล่ะ มันคนละคนกันนี่นา เพราะฉะนั้น อย่าเอาตัวเองไปตัดสินคนอื่นดีกว่า ถ้าอยากจะให้ได้อย่างใจก็ต้องลงไปทำเอง แต่ถ้าให้ไปทำแทนคนนั้นคนนี้ทุกคน ทำทุกอย่างหมดมันเหนื่อยไหมล่ะ ถ้าเหนื่อยเกินไปก็ถอยออกมาดีกว่า”
ให้คิดเสียว่าเรื่องผิดพลาดสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ถ้ารู้จักให้อภัยคนอื่น ลดลิมิตของตัวเองลง แค่นี้ชีวิตก็มีความสุขได้แล้ว
“ต่อให้ทำทุกอย่างได้สำเร็จดังใจ เดี๋ยววันรุ่งขึ้นมันก็หายไป มันไม่ได้มีใครสำเร็จได้ตลอด ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างการถ่ายละคร ถ้าเป็นเมื่อก่อนเวลาฝนมา เราคงคิดว่า อะไรวะ! แล้วงานจะเสร็จได้ยังไง จะหงุดหงิด กังวลไปเรื่อย ทั้งที่จริงๆ แล้วเราก็ต้องยอมรับว่าเราดันเลือกถ่ายละครหน้าฝนเอง ถ้าไม่อยากเจอฝน ก็ไม่ต้องถ่าย outdoor หรือไม่ก็ถ่ายหน้าร้อน หน้าหนาวแทนสิ พอเริ่มปล่อยวางกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ได้ ไม่เอาตัวเองเข้าไปวัดทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ความเครียด ความวิตก ความ perfectionist ของเราจะลดลงมา แล้วความสุขก็จะเข้ามาหาเราเองโดยอัตโนมัติ”
ขาดสติมาทั้งชีวิต
คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าเราใช้ชีวิตแบบไร้สติมาทั้งชีวิต! ฟังเหมือนพูดเกินจริง แต่มันคือข้อเท็จจริงที่ทุกคนควรหันมาพิจารณาตัวเองกันได้แล้วว่าทุกวันนี้เรา “หลง” กันแค่ไหน
“พอได้ไปเข้าอบรมครั้งแรก ลองไปไหว้พระ สวดมนต์ เดินจงกรมอยู่ 7 คืน 8 วัน ถึงได้พบว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมา 30 กว่าปี เราแทบไม่เคยรู้เลยว่าเรากำลังคิดอยู่ เรารู้แค่เรื่องที่เราคิด เราลืมอาการขณะนั้นว่ากำลังคิด กำลังพูด หรือกำลังฟัง เท่ากับว่าเราใช้ชีวิตไปวันๆ หนึ่งด้วยอาการหลงลืมตัวเอง ไม่มีสติในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ พอได้รู้แบบนี้เลยทำให้ฉุกคิดได้ว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องกลับมามีสติอยู่กับตัวเองบ้าง”
คนที่ไม่เคยปฏิบัติอาจไม่เข้าใจว่าจะต้องฝึกเดิน ยืน นั่ง และปรับเปลี่ยนอิริยาบถอย่างช้าๆ ไปเพื่ออะไร ในฐานะผู้มีประสบการณ์ แจงขอยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ แต่มันคือเรื่องธรรมดาของชีวิต
“ตอนแรกๆ เขาก็จะสอนให้คิดช้าๆ ยกมือช้าๆ และให้รู้ตัว คนที่ไม่เคยปฏิบัติอาจจะสงสัยว่าทำสิ่งเหล่านี้ไปทำไม เพราะจริงๆ แล้วเวลาเอามาใช้ในชีวิตประจำวัน เราคงไม่ได้มานั่งยกมือช้าๆ อย่างที่เขาบอกหรอก แต่การฝึกแบบนี้จะช่วยให้มีสติรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ และถ้ารู้ตัวอยู่เสมอ เรื่องผิดพลาดในชีวิตจะเกิดขึ้นน้อยลงไปเอง อย่างเรื่องระบบร่างกายของเรา ถ้าเรากินแบบไม่มีสติ เคี้ยวๆ แค่ 2-3 คำก็กลืน กระเพาะของเราก็ทำงานหนัก แต่ถ้าค่อยๆ เคี้ยว จะทำให้ไม่ไปติดกับรสที่อยู่ในปาก พอไม่ใส่ใจว่าต้องปรุงนั่นเพิ่มนี่เพื่อให้อร่อย ใจก็จะไม่เป็นทุกข์”
แอดวานซ์ขึ้นมาอีกนิด ทุกคนสามารถเอามาใช้ควบคุมอารมณ์โกรธของตัวเองไม่ให้พุ่งปรี๊ดกันได้ง่ายๆ อีกด้วย แค่มี “สติ” เธอบอกว่า “คำเดียวเอาอยู่”
“ตอนอยู่ในอารมณ์โกรธ ถ้าเป็นแต่ก่อนก็จะโพล่งออกไปเลยตามอารมณ์ แต่พอเริ่มได้ฝึกตัวเองก็รู้สึกว่าอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ มันน้อยลงจนเห็นได้ชัด จังหวะทุกอย่างจะช้าลงไป เราจะชั่งใจคิดได้ก่อนว่าอารมณ์โกรธมันก็เป็นแค่อารมณ์หนึ่งที่พุ่งเข้ามาในใจเรา แล้วค่อยๆ พิจารณาดูว่าสิ่งที่เขาพูดมันจริงหรือเปล่า ถ้าใช่เราก็รับเอามาปรับปรุง ถ้าไม่ใช่ก็ไม่ต้องไปสนใจ เพราะต่อให้เขาด่ายังไง แต่เราไม่รับ ของเหล่านั้นก็อยู่ที่ตัวคนที่ด่า เหมือนคนเอาขยะมาให้เรา แต่เราไม่รับ ขยะมันก็อยู่ที่คนให้นั่นแหละค่ะ เพราะฉะนั้นก็ไม่มีอะไรอีกแล้วที่เราต้องไปโกรธ”
“พอใจเย็นขึ้น เราก็จะมองทุกอย่างอย่างเข้าใจ ไม่เอาแต่คอยเพ่งโทษคนอื่น แม้ว่าเขาจะมาทำกิริยาไม่ดีต่อเรา ก็จะคิดไปว่าเขาคงมีเหตุผลของเขา เราเองก็ไปบังคับไม่ได้ กลับมาดูแลตัวเองดีกว่า ดูว่าต้นเหตุมันเกิดที่เราหรือเปล่า พอคิดได้อย่างนี้ก็จะทำให้เข้าใจคนอื่นๆ ขึ้นอีกเยอะเลย พอเข้าใจปุ๊บ เราจะมีเมตตา ให้อภัย รู้สึกว่าไม่เป็นไรๆ และยิ้มให้แก่ทุกสิ่งทุกอย่างได้ตลอด ถ้าเกิดอารมณ์โกรธขึ้นมาก็ให้กลับมาพิจารณาตัวเอง มองให้เห็นอารมณ์ร้อนรนและอุณหภูมิที่กำลังพุ่งปรี๊ดอยู่ในตัว แล้วสักพักจะเห็นว่าเดี๋ยวมันก็หาย มันไม่มีอะไรอยู่กับเรานานหรอกบนโลกใบนี้”
งานคือศัตรูตัวฉกาจ
ท่ามกลางสังคมที่วุ่นวาย งานที่ต้องแก่งแย่งแข่งขัน หลายครั้งหน้าที่ที่อยู่ในมืออาจทำให้ไม่สามารถเป็นนักบุญได้อย่างเต็มคราบ โดยเฉพาะอาชีพนักแสดงที่มักถูกชักชวนให้หลงไปกับอารมณ์ได้ง่ายๆ และหากไม่รู้จักสมดุลให้ดี สิ่งที่ทำอยู่อาจกลายเป็นศัตรูบนเส้นทางสายธรรมะก็ได้
“การเป็นนักแสดงเหมือนเราต้องทำงานอยู่ในอีกโลกหนึ่ง อีกมิติหนึ่ง ต้องทำนู่นนี่อยู่ตลอดที่ไม่ใช่ตัวเอง หลายคนเอาอารมณ์ที่แสดงหอบกลับบ้านไปด้วย ทำให้ไม่ค่อยมีสติ เลยอาจทำให้บางคนเริ่มหันหน้ามาปฏิบัติธรรม ทำแล้วเขาจะรู้สึกว่ามันมีสเปซที่จะกลับมาอยู่กับตัวเอง พี่เองและเพื่อนนักแสดงหลายๆ คน พอมีเวลาว่างจากการถ่ายทำก็จะไปวัด ไปศูนย์ปฏิบัติ เหมือนได้ลาหยุดจากความวุ่นวายไปพักร้อน”
แม้แต่งานครีเอทีฟที่ทำอยู่ก็มีบางบทบาทที่ทำให้แจงรู้สึกฟุ้งซ่านจนควบคุมตัวเองไม่ได้ เธอจึงเลือกทำงานให้น้อยลงและให้เวลาแก่ตัวเองมากขึ้นแทน
“งานครีเอทีฟทำให้เราต้องคิดฟุ้งๆ อยู่ตลอดเวลา แต่ในเมื่อมันคืองาน เราก็ต้องปล่อยตัวเองให้เป็นไปตามหน้าที่ แต่จะใช้วิธีเลือกงานมากขึ้น รับงานน้อยลงแทนค่ะ อย่างงานโฆษณา ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผิดศีล เช่น เหล้า บุหรี่ เราก็ออกตัวชัดเจนไปเลยว่าจะไม่รับ ส่วนตัวแล้วก็ไม่ได้แอนตี้คนที่ดื่มไวน์ เหล้า สูบบุหรี่นะ ถ้าเขาสามารถรักษาตัวเองให้พ้นภัยได้ มันก็ไม่มีปัญหา แต่เราแค่ไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สินค้าเหล่านี้เป็นที่นิยมเท่านั้นเองค่ะ เรารู้ว่ามันเป็นสาเหตุให้ขาดสติ พอขาดสติปุ๊บก็ทำให้ผิดศีลข้ออื่นๆ ได้ง่ายเหมือนกัน ก็เลยไม่อยากสนับสนุน”
ในฐานะที่เป็นเจ้าของบริษัท แจงสามารถเลือกที่จะทำหรือไม่ทำงานที่ขัดต่อเส้นทางธรรมะได้ แต่สำหรับคนทั่วไปที่ยังต้องเป็นลูกน้อง ยังต้องรับเงินเดือน รับผิดชอบจุนเจือครอบครัวอยู่ แนะนำว่าไม่ต้องถึงขั้นปฏิเสธงานอย่างที่เธอทำ ใจเย็นๆ แล้วรอให้ถึงเวลาที่เหมาะสมก่อนจะดีกว่า
“มันไม่ใช่ว่าถ้าฉันจะปฏิบัติธรรม ฉันต้องมาด้านนี้อย่างเดียว แล้วทิ้งทุกอย่างทางโลก ทิ้งงานไปเลย ทุกคนคงทำไม่ได้หรอกค่ะ อย่างตัวพี่เอง ทุกวันนี้ก็ยังทำงานบริษัท ยังเล่นละคร ยังรับงานอยู่ เพียงแค่เรารู้ว่าทำเท่าไหร่จึงจะพอ เราคงไม่ต้องรับงานทุกวันเพื่อ Make Money ไม่ต้องพยายามสร้างบ้านที่ใหญ่กว่าเดิม หรือซื้อรถที่ยี่ห้อดีขึ้น แค่รู้จักพอ รับงานให้น้อยลง เราก็เลือกงานได้ แต่สำหรับคนที่ยังเลือกไม่ได้ ยังต้องเลี้ยงดูพ่อแม่พี่น้อง คงยังหลีกไม่ได้ที่ต้องดิ้นรนไขว่คว้า ก็ทำไปเถอะค่ะ แต่เมื่อไหร่ที่เครียดหรือหลงกับการทำงานมากๆ อย่างน้อยให้รู้ว่าจะทำให้ตัวเองสบายใจ สบายตัวได้ยังไงก็พอ”
หลายคนที่ยังมองว่าธรรมะคือเรื่องไกลตัว เธอมีเคล็ดลับเล็กๆ ฝากบอกมาว่า “ต้องอย่ารอให้ธรรมะเดินเข้าไปหาค่ะ เราต้องลองเดินเข้าไปหาธรรมะดู แล้วมันจะใกล้ตัวเราเอง แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เรายังรักษาระยะอยู่ เราก็จะยังรู้สึกว่ามันไกลตัวอยู่ตลอดแบบนี้แหละ”
---ล้อมกรอบ---
เป็นเพื่อนกับความตาย
ไม่ได้โม้จริงๆ แต่แจงเคยสนิทกับความตายอย่างมากมาแล้วช่วงที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งขั้นที่สอง ต้องรับการรักษาด้วยคีโม ผมหลุดร่วงให้เห็นคามือ จนเธอเคยคิดถามตัวเองในใจว่า “โรคนี้มันจะทำให้เราตายได้ไหมนะ”
“แต่ถามไปก็ไม่มีใครตอบได้ ก็เลยเลิกคิด ทำใจ และลองรักษาให้ดีที่สุด คิดกับตัวเองว่าต้องทำทุกวันให้ดีที่สุด ไม่ใช่แค่คิดว่าถ้าพรุ่งนี้เราตาย ต้องคิดถึงวินาทีนี้ วินาทีข้างหน้าเลยด้วยซ้ำว่ามันอาจเกิดขึ้นได้ ตอนนั้นเราก็สู้เต็มที่นะ มีแพ้ยาแล้วอ้วกเหมือนกัน แต่ไม่มากเท่าไหร่ แต่จะไม่มานั่งทดท้อว่าป่วย กินข้าวไม่ได้ กินไม่ได้ก็กินอาหารเสริมแทนสิ (ยิ้ม)”
“ตอนนั้นผมร่วงด้วย หยิบแล้วติดมือมาเลย ผู้หญิงส่วนมากถึงสเตทนี้แล้วจะใจเสีย กลัวว่าหัวจะเหม่ง จะไม่สวย แต่เรามองว่าก็ไม่เห็นเป็นไรนี่ หัวจะโกร๋นก็โกร๋นไปสิ มันเป็นไปตามธรรมชาติ ร่างกายเราอ่อนแอ เราก็ต้องเข้าใจ พี่เองก็อยู่บ้าน 4 เดือน โกนหัวเป็นเอเลี่ยนเหมือนกัน (หัวเราะ) เพื่อนที่เป็นหมอก็บอกว่าแกไปซื้อวิกไว้เลย ยังไงมันร่วงอยู่แล้ว เราก็โอเค เตรียมเอาไว้เลย”
ฟังๆ ดูเหมือนเธอชิลมากๆ อย่างกับไม่ใช่คนป่วย แต่ความจริงแล้วเวลานั้นแจงก็ตกใจเหมือนกัน แค่ต้องทำใจยอมรับ แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง
“คนเราชอบยึดติดกับชื่อโรคมากเกินไป พอได้ยินว่ามะเร็งก็กลัวตัวสั่นกันแล้ว นั่นแหละที่จะทำให้ไม่หาย แต่ในทางกลับกัน ถึงร่างกายจะไม่หาย แต่ใจรักษาได้ ถึงแม้กำลังจะตายภายในไม่กี่เดือน เราก็จะไม่ทุกข์มาก”
ขอบคุณสถานที่ : At Thirty Fourth (ซ.นวลจันทร์ 34)
ข่าวโดย Manager Lite/ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์
เรื่องโดย... อิสสริยา อาชวานันทกุล
ภาพโดย... พงศ์ศักดิ์ ขวัญเนตร




