xs
xsm
sm
md
lg

นี่หรือ...คือผู้ทรงเกียรติ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


การเป็นนักการเมืองอาจไม่ใช่เรื่องยากเย็น แต่การเป็น ‘นักการเมืองผู้ทรงเกียรติ’ ออกจะเป็นเรื่องยากเย็นสำหรับนักการเมืองไทยจำนวนมาก (แต่ไม่ใช่ทั้งหมด)

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2552 ที่ผ่านมา มีข่าวปรากฏตามสื่อเรื่องหนังสือเวียนที่ออกโดยผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง กลุ่มงานบริหารงานบุคคล สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ไปยังหน่วยงานต่างๆ ของรัฐสภา โดยมีเนื้อหาส่วนหนึ่งระบุว่าให้ข้าราชการสภาผู้แทนราษฎร ‘ทำความเคารพท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อพบเห็น’

และคนที่ผู้จุดประเด็นดังกล่าว ก็คือ นายซูการ์โน มะทา ส.ส.ยะลา พรรคเพื่อไทย น้องชายของ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา โดยให้เหตุผลว่า ที่ผ่านมาข้าราชการบางส่วนประพฤติตัวไม่เหมาะสม และไม่ให้เกียรติ ส.ส.โดยเฉพาะ ส.ส.หน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง ทั้งนี้การเสนอเรื่องดังกล่าวไม่ได้มีวัตถุประสงค์อะไรแอบแฝงแต่เห็นว่าข้าราชการจะต้องมีจิตใจให้บริการไม่ใช่แค่ ส.ส. แต่ให้บริการประชาชนทั่วไปที่มาติดต่อด้วยเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีต่อไป

แน่นอน เมื่อหนังสือออกมา ก็เล่นเอาข้าราชการโวยวายกันลั่นสภาฯ เพราะนี่มันเท่ากับเป็นการบังคับให้ข้าราชการต้องยกมือไหว้นักการเมืองทุกคน โดยไม่ต้องสนใจว่า ที่ผ่านมานักการเมืองผู้นั้นจะประพฤติตัวอย่างไร

และหากพลิกพจนานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2542 แล้วหาคำว่า ‘เกียรติ’ ความหมายที่ได้ ก็คือ ความยกย่องนับถือ, ความมีหน้ามีตา

ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้รวบรวม พฤติกรรมต่างๆ ของบรรดาท่านสมาชิกรัฐสภาว่า มีความสมควรที่ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้มีเกียรติเพียงไหน

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2539 ในช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่มี นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกฯ นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ชูหลักฐานเท็จใส่ความนายบรรหารว่า บิดาปลอมสัญชาติจากจีนเป็นไทย และนายบรรหารก็ไม่สิทธิสมัครเป็น ส.ส. เมื่อมีการพิสูจน์ ผลที่ออกมาก็คือหลักฐานที่มาแสดงนั้นไม่เป็นความจริง และทำมาเพื่อหวังดิสเครดิตนายบรรหารเท่านั้น แสดงสุดท้ายก็ไม่มีการแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองแต่อย่างใด

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2548 ก็มีเรื่องลือลั่นไปทั่วสภาสูง เมื่อ ส.ว.กรุงเทพฯ อดีตอธิบดีกรมตำรวจอย่าง พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ เขวี้ยงหมัดใส่ ส.ว.แม่ฮ่องสอน นายอดุลย์ วันไชยธนวงศ์ หลังฝ่ายแรกพูดพาดพิงว่า มี ส.ว. บางคนเกี่ยวกับข้องกับขุนส่า ทำให้ฝ่ายหลังไม่พอใจเดินตรงปรี่เข้าไปหา พล.ต.อ.ประทิน ด้วยความที่เห็นว่าฝ่ายหลังจะเข้ามาทำร้าย อดีต อ.ตร. เลยสอยหมัดเข้าไปที่ปากนายอดุลย์ ก่อนที่สมาชิกจะแยกทั้งสองคนออกจากกัน สุดท้ายหลังจากเหตุการณ์ผ่านไปได้เดือนหนึ่ง ส.ว.ประทิน จึงประกาศลาออกจากตำแหน่งเพื่อเป็นการรับผิดชอบ โดยกล่าวว่าที่ไม่ออกทันที ก็เพราะไม่ต้องการให้ กกต. ต้องเสียเงินค่าเลือกตั้งซ่อม

วันที่ 2 เมษายน 2551 ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชาชน นายการุณ โหสกุล สร้างวีรกรรมกระโดดถีบ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน จากพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมกับตะโกนด่าทอ อย่างรุนแรงว่า “ไอ้เหี้ย แม่งเอ๊ย” กลางห้องรับรองของ ส.ว. เพราะไม่พอใจที่นายสมเกียรติไปท้ากลางห้องประชุมให้สมาชิกเข้าชื่อถอดถอนตัวเอง หากเห็นว่าการไปขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ของเขานั้นขัดรัฐธรรมนูญ สุดท้าย มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน ก่อนที่สรุปออกมา นายการุณผิดจริง และให้ลงโทษด้วยการว่ากล่าวตักเตือนนิดหน่อยพอเป็นพิธี

เดือนมิถุนายนปีเดียวกัน มีการท้าทายกันระหว่าง ส.ส. 2 รุ่น คือ พ.อ.วินัย สมพงษ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กับ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.น้องใหม่ไฟแดง เพราะ พ.อ.วินัย ไปกล่าวหา นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในขณะนั้นว่าปลอมแปลงวุฒิการศึกษา สมัยที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยรามคำแหง นายจตุพรจึงรีบลุกแก้ต่างว่า หาก พ.อ.วินัยมีเอกสารมายืนยันจริงพร้อมลาออก แต่หากไม่มี พ.อ.วินัย ต้องลาออก ซึ่ง พ.อ.วินัยก็รับคำท้า และแสดงเอกสารออกมาทันที พร้อมกับเรียกหาความรับผิดชอบจากนายจตุพร แต่นายจตุพรแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ว่า คำท้านั้นไม่มีผล เพราะหนึ่งในทีมตรวจสอบของ พ.อ.วินัย มีชื่อของ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ส.ส.นครนายก ซึ่งเคยมีปัญหาเรื่องวุฒิการศึกษา ตั้งแต่ปี 2539 เพราะฉะนั้นแสดงถึงความไร้มาตรฐานของพรรคประชาธิปัตย์ และตัวเองก็ไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบ

วันที่ 7 ตุลาคม 2551 เมื่อ ส.ว.กรุงเทพมหานคร อย่าง น.ส.รสนา โตสิตระกูล ได้ลุกขึ้นประท้วง โดยกล่าวว่า รัฐบาลอย่าใช้เวทีสภา เป็นตรายาง เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ตัวเอง ทันใดนั้นเอง นายนิสิต สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคพลังประชาชน ก็ตะโกนขึ้นมาว่า “พันธมิตรฯ ออกจากห้องประชุมได้แล้ว” และ ส.ส.ชายอีกประมาณ 10 คนก็กรูกันขึ้นไปชีหน้าด่า น.ส.รสนา สามีของ น.ส.รสนา ซึ่งอยู่นอกห้องประชุมเห็นท่าไม่ดี จึงรีบวิ่งเข้ามาช่วยภรรยา แต่ถูก ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ด่าว่าเอาคนนอกเข้ามาในที่ประชุม หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ส.ส.พรรคพลังประชาชนก็ยื่นเรื่องถอดถอน น.ส.รสนา ในข้อหาทำผิดวินัยร้ายแรง ส่วน ส.ส.ที่เข้ามารุมนั้น ไม่เป็นไร เป็นการกระทำที่ถูกต้องแล้ว ยังดีที่ประธานวุฒสภายังพอมีวิจารณญาณจึงยกคำร้องทิ้งไป

เดือนมีนาคม 2552 บรรดาสมาชิกก็มีการแจกกล้วยกันกลางสภาฯ คราวนี้เป็นศึกระหว่างอดีตดารารุ่นเก๋า นายรณฤทธิชัย คานเขต จากพรรคเพื่อแผ่นดิน กับ นายสุรเชษฐ์ ชัยโกศล ส.ส.พระนครศรีอยุธยา จากพรรคเพื่อไทย โดยตอนนั้นนายรณฤทธิชัยกำลังอภิปรายปกป้องภรรยาของหัวหน้ากลุ่ม ซึ่งถูกฝ่ายค้านถล่มอยู่ นายสุรเชษฐ์ก็ลุกขึ้นสวนขึ้นมาทันทีว่า “หากอยากเป็นรัฐมนตรีให้รอปรับ ครม. รอบหน้าก่อน” ทำให้นายรณฤทธิชัยโต้กลับทันทีว่า “สมัยนี้แหละ” เมื่อได้ยินดังนั้นนายสุรเชษฐ์ก็ตะโกนกลับว่า “_วย” ลั่นห้องประชุม นายรณฤทธิชัยจึงรีบปรี่เข้าหา แต่บรรดาเพื่อนสมาชิกรีบวิ่งเข้าไปห้ามทั้งสองฝ่ายได้ทัน

ช่วงเมษาทมิฬ 2552 นายสมคิด บาลไธสง ส.ส.สมัยแรกจากจังหวัดหนองคาย พรรคเพื่อไทย อภิปรายพาดพิง พ.ท.เกรียงศักดิ์ นันทโพธิ์เดช ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ว่า ร่วมทำร้ายคนแดงในช่วงการปราบปราม พร้อมกับชี้รูปให้บรรดาสมาชิกดูกันจะจะ ว่านี่แหละ พ.ท.เกรียงศักดิ์ แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลจะรู้ทัน ก็เลยเตรียมรูป พ.ท.เกรียงศักดิ์ตัวจริงมาแสดง หักล้างจนนายสมคิดหน้าแตก แต่แทนที่นายสมคิดจะสำนึกว่าเตรียมข้อมูลมาผิดกลับโทษรัฐบาลและชาวเน็ต ในฐานะที่เอาข้อมูลไม่ถูกต้องมาปล่อย เพราะหวังจะทำให้ฝ่ายค้านเชื่อ ซึ่งตัวเองก็เป็นแค่เหยื่อตัวหนึ่งของรัฐบาลก็เท่านั้น

และล่าสุด เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมา อดีตรัฐมนตรีสากกระบืออย่าง ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ก็พูดจาหมิ่น นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.กรุงเทพฯ จากพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากนายบุญยอดลุกขึ้นประท้วง ร.ต.ท.เชาวรินว่าอภิปรายวกวน แถมยังพูดจาไม่เหมาะสม ด่า นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศว่า “คนแบบนี้ถ้าฆ่าทิ้งได้ต้องฆ่าทิ้งปล่อยไว้ก็เสียหาย” ด้วยเหตุนี้เองทำให้ ร.ต.ท.เชาวริน ไม่พอใจพร้อมพูดออกมาว่า “เฮ้ย! ใครตบหัวไอ้นี่ได้จะให้เงิน 5 พันบาท” หลังจากนั้นก็ชูธนบัตรใบละ 1,000 บาท 5 ใบแล้วก็หัวเราะอย่างสะใจสมกับเป็นผู้ทรงเกียรติจริงๆ

นี่คือส่วนหนึ่งของพฤติกรรมของบรรดาสมาชิกเท่านั้น เพราะนอกจากนี้ยังมีเรื่องการพูดคำหยาบอีกนับครั้งไม่ถ้วน การผลาญเงินไปเที่ยวต่างประเทศโดยอ้างไปดูงาน การโดดประชุมจนทำให้สภาล่มหลายคน การขอขึ้นเงินเดือนตัวเอง การคอร์รัปชัน ฯลฯ ถามว่าพฤติกรรมเช่นนี้หรือที่ควรจะได้รับเกียรติจากประชาชน รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐสภาด้วย ในฐานะที่เป็นผู้จ่ายเงินให้แก่บรรดาผู้ทรงเกียรติเหล่านี้?

***********

ศ.สุกัญญา สุดบรรทัด ส.ว.สรรหา

“เรื่องนี้มันมีอยู่ 2 ด้าน ด้านหนึ่งก็คืออาจจะมี ส.ส. หรือ ส.ว. ที่เคยมีประสบการณ์ที่ไม่ดี อีกด้านหนึ่งก็คือต้องมี ส.ส.-ส.ว. ที่พบประสบการณ์ที่ดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐสภา ดิฉันอยู่ในประเภทหลังค่ะ เพราะฉะนั้น ก็จะไม่ได้มีความรู้สึกว่าจะต้องให้เขามาเคารพเราหรืออะไร เพราะปกติเขานอบน้อมเรามากอยู่แล้ว ดิฉันเองก็อยู่กันเหมือนพี่เหมือนน้อง ที่นี่เขาจะนอบน้อม ไม่โต้แย้ง ซึ่งก็อาจจะเป็นประเพณีของที่นี่

“อีกประการหนึ่ง ดิฉันเห็นว่ามนุษย์เราต่างก็มีศักดิ์ศรีของตัวเอง เจ้าหน้าที่สภาเขาเป็นข้าราชการ บางคนเป็นข้าราชการระดับสูง ฉะนั้น ถ้าเขาจะทำความเคารพใคร หนึ่งก็อาจเป็นธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติกันมา สองคือมีความรู้จักคุ้นเคยกัน แล้วก็ทำความเคารพกันเป็นปกติอยู่แล้ว

“ถึงแม้ว่าจะไม่มีระเบียบให้ใครไหว้ใคร ประเพณีไทยมันเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว บางอย่างไม่ต้องเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรหรอก แต่ว่าตามประเพณีเราก็ต่างเคารพซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นถ้าออกมาเป็นระเบียบ เป็นลายลักษณ์อักษรก็คงจะดูแปลกๆ”

***********

รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีต ส.ว.กรุงเทพมหานคร

“ผมดูว่าข้าราชการรัฐสภารู้สึกว่าจะหงอ กลัว พินอบพิเทา และไม่ค่อยเป็นตัวของตัวเอง ไม่ค่อยแสดงศักยภาพของตัวเอง ถูกกดเป็นบุคคลระดับ 2 และการที่ถูกกดก็อาจจะมีจากหลายสาเหตุ จากกฎเกณฑ์เก่าด้วย และเป็นเพราะบรรดาท่านผู้ทรงเกียรติทั้งหลายก็มีจำนวนหนึ่งที่ชอบแสดงการมีอำนาจบาตรใหญ่ เพราะฉะนั้น เวลาที่ข้าราชการจะเอาของไปให้ ส.ส.-ส.ว. เขาจะต้องคุกเข่า ถ้าบรรดาสมาชิกนั่งอยู่บนเก้าอี้ ซึ่งตอนที่ผมเป็น ส.ว. รู้สึกไม่ค่อยดี และจะบอกว่าอย่าคุกเข่ากับผมได้มั้ย

“ข้าราชการสภาก็ไม่ค่อยมีโอกาสได้แสดงความเห็นอะไรในที่ประชุม อย่าว่าแต่แสดงความเห็นเลย เวลาที่นักการเมืองพูดกัน ตัวข้าราชการจะต้องทำหน้าบ้องแบ๊ว ไม่มีอะไรในหัว เพราะกลัวว่าจะไปแสดงสีหน้าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับฝ่ายใด

“ปกติเขาก็สุภาพอยู่แล้ว เวลาเดินกับนักการเมือง เขาก็มักจะเลี่ยงๆ ให้นักการเมืองเดินนำไปก่อน หรือถ้าเดินสวน เขาก็มักจะหยุดๆ เพื่อให้ทางและแสดงความมีไมตรีอยู่แล้ว หลายๆ คนก็ยกมือไหว้ถ้าเขารู้จักหรือเคารพ แต่การจะไปบังคับให้เขาต้องเคารพทั้งๆ ที่เขาไม่อยากเคารพ ผมว่าอันนี้ไม่ค่อยน่าจะถูก เพราะว่าคนควรไหว้บุคคลที่ควรไหว้ ถ้าบุคคลที่เขาไม่คิดจะไหว้ แล้วคุณจะไปบังคับเขาทำไม

“มันมี 2 ส่วน ที่บอกว่าข้าราชการสภาต้องแสดงความเคารพมีกฎระเบียบอยู่ แต่ไม่ได้บอกให้ยกมือไหว้ อีกเรื่องหนึ่งคือในระบบอุปถัมภ์ นักการเมืองมีอำนาจและดลบันดาลให้คนได้ดิบได้ดี คนที่เป็นข้าราชการก็เกรงกลัวหรือหวังพึ่ง

“ข้าราชการก็มีทั้งดีและไม่ดี ที่ไม่ดีก็หวังความก้าวหน้าจากการสนิทสนมกับนักการเมือง หวังประโยชน์ ได้เดินทางไปต่างจังหวัด ต่างประเทศด้วย ได้เบี้ยเลี้ยง มันก็มีหลายแบบ”

***********

เรื่อง : ทีมข่าว Click
ภาพ : ทีมภาพ Click