แม้เวลาจะล่วงเลยเที่ยงคืนมาแล้ว 5 นาที แต่สรรพชีวิตบนหมู่เกาะสฟาลบาร์ (Svalbard) ยังคงส่งเสียงอื้ออึง ฝูงนกทะเลอาร์กติกทะยานสู่ท้องฟ้าและบินวนอาบแสงแห่งวันอันยาวนานราวกับชั่วกาลนาน ขณะที่นกนางนวลผู้ล่าบินอ้อมผ่านฝูงนกทะเลและวนเป็นวงกลมเข้าสู่แผ่นดิน ผ่านเป็ดไอเดอร์คู่หนึ่งที่ทำรังบนพื้นดิน กระท่อมสุนัขลากเลื่อน และฝูงกวางเรนเดียร์ที่หากินอยู่ในทุ่งทุนดรา ทั้งหมดนี้คือภาพชินตาของค่ำคืนฤดูร้อนแห่งสฟาลบาร์ แหล่งพักพิงของสรรพชีวิตท่ามกลางแดนน้ำแข็งอันเหน็บหนาวแห่งอาร์กติก
คงมีสถานที่เพียงไม่กี่แห่งในบริเวณรอบขั้วฟ้า (circumpolar) หรืออาร์กติกเซอร์เคิลที่จะมีความหนาแน่นทางชีวภาพ (biodensity) ทัดเทียมที่แห่งนี้ ดินแดนที่หมีขั้วโลกขยายเผ่าพันธุ์ ประมาณกึ่งหนึ่งของประชากรหมี ราว 3,000 ตัว ในแถบทะเลแบเร็นตส์ฟูมฟักลูกน้อยบนเกาะน้อยใหญ่ที่กระจัดกระจายของหมู่เกาะแห่งนี้ ฝูงนกทะเลนับล้านอพยพมายังหมู่เกาะสฟาลบาร์ ขณะที่แมวน้ำ 5 สายพันธุ์และวาฬ 12 ชนิดหากินในท้องน้ำนอกชายฝั่ง วอลรัสแอตแลนติกได้อาศัยก้นทะเลอันอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลแบเร็นตส์เป็นแหล่งอาหาร ขณะที่ฝูงกวางเรนเดียร์และเล็มต้นไม้ใบหญ้า และจิ้งจอกอาร์กติกไล่ล่าเหยื่อโดยไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นฝ่ายถูกล่า ในทุ่งทุนดราอันโล่งกว้างบนที่ราบสูงและหุบเขาของสฟาลบาร์
ทว่าในสายตามนุษย์ ดินแดนแห่งนี้ช่างอัตคัด หนาวเหน็บ และไร้ความปรานี เนื่องจากมวลแผ่นดินกว่าครึ่ง ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งจากธารน้ำแข็งและมีพื้นที่ที่มีแสงสว่างและพื้นดินที่เหมาะแก่การเจริญเติบโตของพืชพันธุ์ไม่ถึง ร้อยละสิบ ตลอดประวัติศาสตร์ของสฟาลบาร์ อารยธรรมมนุษย์แทบไม่เคยย่างกรายมาถึงที่นี่ กระทั่งทุกวันนี้ แม้จะมีนักท่องเที่ยวบินตรงมาจากกรุงออสโลทุกวัน หมู่เกาะแห่งนี้คงมีประชากรอยู่อาศัยตลอดทั้งปีเพียง 2,500 คน โดยส่วนมากทำงานในเหมืองถ่านหิน เมื่อฤดูหนาวมาเยือนระหว่างเดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์รัตติกาลจะยาวนานราวนิรันดร์
แต่สำหรับสายพันธุ์ที่ผ่านการคัดสรรแล้วนั้น หมู่เกาะสฟาลบาร์เปรียบเสมือนแหล่งพักพิงอันแสนวิเศษ และความลับของดินแดนแห่งนี้หาได้ฝังอยู่ในพื้นดินเท่านั้นหากอยู่ในความโอบอุ้มของผืนน้ำ แสงสว่าง และอุณหภูมิด้วยเช่นกัน กลไกของระบบนิเวศได้รับการหล่อเลี้ยงจากกระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีมที่ไหลเลียบอีสต์โคสต์ของสหรัฐฯ หากแล่นเรืออขึ้นเหนือมากับกระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีมสายหลักที่เรียกกันว่ากระแสน้ำแอตแลนติกเหนือ คุณจะมาบรรจบกับกระแสน้ำ สปิตส์เบอร์เกนตะวันตกที่ชายฝั่งของสฟาลบาร์ ณ จุดนั้นกระแสน้ำอุ่นที่เค็มจัด (อุณหภูมิ 5.5 องศาเซลเซียสถือว่าอุ่น เมื่อเทียบกับอุณหภูมิปกติของที่นี่) ทำให้น้ำทะเลในบริเวณดังกล่าวเกือบปราศจากน้ำแข็ง และหล่อเลี้ยงแพลงก์ตอนจำนวนมหาศาลในฤดูใบไม้ผลิ แพลงก์ตอนจะเป็นตัวล่อวาฬและฝูงปลาเคปลินและปลาค้อดขั้วโลก ดึงดูดนกทะเลและแมวน้ำให้มาหากินอีกทอดหนึ่ง ในขณะเดียวกัน แมวน้ำที่มีอยู่อย่างชุกชุมก็จะกลายเป็นอาหารของหมีขั้วโลก โดยหมีตัวเต็มวัยได้อาศัยไขมันปริมาณมากจากแมวน้ำ โดยหลักๆจะได้จากแมวน้ำริงด์และแมวน้ำเบียร์ด เป็นแหล่งพลังงานหล่อเลี้ยงร่างกายอันใหญ่โต
นอกจากนี้ ท้องน้ำนอกชายฝั่งอันอุดมไปด้วยแหล่งอาหารยังดึงดูดฝูงนกทะเลให้มาหากินและขยายพันธุ์ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นนกฟุลมาร์ นกกิลลิมอตปากหนา และนกคิตติเวกขาดำ ที่ยึดครองเชิงผาเป็นที่สร้างรวงรังตลอดฤดูกาลและ หากินตลอด 24 ชั่วโมงในฤดูร้อนที่ปราศจากค่ำคืน ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายนของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงที่น้ำแข็งทะเลหดตัวและทุ่งทุนดราไร้หิมะ ฝูงนกร่วมสามล้านตัวหรือมากกว่าจะอพยพมายังหมู่เกาะสฟาลบาร์ โดยมีเพียง 28 ชนิดที่อพยพเป็นฝูงใหญ่มาที่นี่เป็นประจำ และมีเพียงนกทาร์มิแกนขาสูงชนิดเดียวที่สามารถดำรงชีพอยู่ได้ตลอดทั้งปีโดยไม่ต้องอพยพระหว่างฤดูกาล นกเหล่านี้อพยพขึ้นเหนือมาเพื่อหาแหล่งวางไข่ที่ปลอดภัยและมีอาหารกินไม่ขาดปาก และหมู่เกาะสฟาลบาร์ก็หยิบยื่นให้ได้อย่างครบครันเพราะความลงตัวทางธรณีวิทยา แนวชายฝั่งหลายช่วงของหมู่เกาะ ยกตัวสูงจากพื้นทะเลในลักษณะหน้าผาที่เกือบจะตัดตรง และหน้าผาเหล่านี้ก็เต็มไปด้วยหินโผล่นับล้านๆก้อนที่กว้างพอให้นกสร้างรวงรัง แต่ล่อแหลมเกินกว่าที่จิ้งจอกอาร์กติกผู้ล่าจะขึ้นมาหากิน
ในบรรดาสัตว์น้อยใหญ่ที่ยึดสฟาลบาร์เป็นแหล่งพักพิง เรานับถือสัตว์เจ้าถิ่นที่อาศัยอยู่ที่นี่ชั่วนาตาปีเป็นพิเศษ โดยแต่ละชนิดจะงัดกลยุทธ์หนึ่งในสองแบบเพื่อเอาตัวรอดให้ผ่านพ้นฤดูหนาวอันทารุณของขั้วโลกเหนือ กล่าวคือถ้าไม่ขยันหาอาหาร ก็ต้องรู้จักกักตุนพลังงานส่วนเกินเอาไว้ ตัวอย่างเจ้ากลยุทธ์แรกได้แก่ กวางเรนเดียร์และนกทาร์มิแกนที่ต่างหันหลังให้จังหวะชีวิตยามค่ำคืนที่บงการพฤติกรรมสัตว์ส่วนใหญ่ในที่อื่นๆ และหันมากินชนิดไม่ลืมหูลืมตา ก่อนจะหยุดพักเพียงชั่วครู่ แล้วกลับมากินต่อได้อีก กวางเรนเดียร์ขุนร่างกายเพื่อสร้างชั้นไขมันที่อาจหนาถึง 10 เซนติเมตร เมื่อถึงฤดูหนาวที่อาหารขาดแคลน ไขมันเหล่านี้จะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานสำรองเพื่อให้พวกมันเอาชีวิตรอดผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้
ที่ผ่านมา บรรดาสัตว์นักเอาตัวรอดแห่งสฟาลบาร์ต่างเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้สอดคล้องกับความมืดมนของอาร์กติก ความหนาวเหน็บเข้ากระดูกดำ และพืชพรรณที่อัตคัดขัดสน แม้กระนั้นก็มีปัจจัยหนึ่งที่คุกคามสัตว์เหล่านี้อย่างรวดเร็วเกินกว่ากระบวนการวิวัฒนาการจะปรับตัวได้ทัน ปัจจัยที่ว่านี้คือมนุษย์นั่นเอง
ในช่วงศตวรรษที่สิบเจ็ดถึงสิบเก้า นักล่าวาฬแล่นเรือสู่สฟาลบาร์ เพราะชั้นไขมันหนาของวาฬนั้นจะถูกเปลี่ยนเป็นไขวาฬซึ่งทำกำไรได้มหาศาล ครั้นล่วงถึงปลายศตวรรษที่สิบแปด ความต้องการไขวาฬทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นจนไม่อาจหยุดยั้ง ส่งผลให้ประชากรวาฬเจียนสูญพันธุ์อยู่รอมร่อ ลำพังเรือล่าวาฬสัญชาติเนเธอร์แลนด์เพียงชาติเดียวก็กวาดล้างวาฬโบว์เฮด ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีอายุยืนยาวที่สุดในโลกไปถึง 50,000 ตัว การไล่ล่าเพื่อการค้าทำให้พวกมันแทบสิ้นชื่อไปจากโลก (ปัจจุบันมีวาฬโบว์เฮดหลงเหลืออยู่มากกว่า 10,000 ตัว โดยมากอยู่ในน่านน้ำทะเลเบริง ทะเลชุคชี และทะเลโบฟอร์ต) หลังจากกวาดล้างวาฬจนเกือบหมดสิ้นแล้ว มนุษย์นักล่าก็เบนความสนใจมาที่วอลรัสเพื่อหมายเอางาและเกือบทำให้พวกมันสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ด้วยเช่นกัน
เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดลง สนธิสัญญาสฟาลบาร์ให้อำนาจอธิปไตยเหนือกลุ่มเกาะตกเป็นของนอร์เวย์ ขณะที่สวีเดนและรัสเซียต่างจับตามองทรัพยากรของกลุ่มเกาะแห่งนี้เช่นกัน สนธิสัญญาดังกล่าวกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เพราะตลอดช่วงศตวรรษที่ยี่สิบ รัฐบาลนอร์เวย์ได้ยกเลิกนโยบายการล่าเสรีและเปลี่ยนสนามล่าสัตว์ป่าที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ให้กลายเป็นหนึ่งในเขตสงวนพันธุ์สัตว์ที่ได้รับการปกป้องมากที่สุด ทุกวันนี้ พื้นที่ร้อยละ 65 ของ หมู่เกาะสฟาลบาร์และร้อยละ 75 ของท้องทะเลได้รับการผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งอุทยานแห่งชาติหรือเขตอนุรักษ์ธรรมชาติ ดังนั้นเมื่อมนุษย์คืนถิ่นที่อยู่และความสงบสุขให้สรรพสัตว์แล้ว กระบวนการแพร่เผ่าพันธุ์จึงกลับคืนดังเดิม
แต่ปัญหาหนึ่งที่ยังคั่งค้าง นั่นคือสารพิษนานาชนิด เช่น พอลิคลอริเนตไบฟีนิล (พีซีบีเอส) และสารประกอบ เพอร์ฟลูออริเนตต่างๆ ที่ล่องลอยปนเปื้อนเข้าสู่สฟาลบาร์ทางอากาศและกระแสน้ำมหาสมุทร ได้ตกค้างสะสมในชั้นไขมันของนกนางนวลหลังเทาใหญ่ นกสกัวใหญ่ จิ้งจอกอาร์กติก และแมวน้ำริงด์ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของสัตว์เหล่านี้อ่อนแอลง ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจากภาวะโลกร้อนทำให้กลุ่มก้อนน้ำแข็งละลายและหดตัวมากขึ้นใน ฤดูร้อน ส่งผลให้หมีขั้วโลกตกอยู่ในสถานการณ์ล่อแหลม
ที่ผ่านมา สัตว์ป่าที่พำนักพักพิงและแพร่เผ่าพันธุ์อยู่ที่นี่ได้ปรับตัวให้เข้ากับถิ่นอาศัยอันสุดแสนหฤโหดแห่งหนึ่งของโลก เมื่อโลกร้อนขึ้น บรรดานก ปลา และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเหล่านี้ จะถูกบีบคั้นให้ยิ่งต้องปรับตัวมากขึ้นไปอีก
บางทีความหวังอาจมาจากวิถีทางที่เราไม่คาดคิด เฉกเช่นที่สรรพสัตว์แห่งสฟาลบาร์ได้ปรับตัวให้เข้ากับวิถี แห่งมวลมนุษย์ นักล่าที่กลับตัวกลับใจกลายมาเป็นผู้พิทักษ์ ในชุมชนเหมืองถ่านหินอันห่างไกลอย่างแบเร็นตส์สเบิร์ก นกคิตติเวกขาดำหลายสิบตัวได้เปลี่ยนตึกร้างให้เป็นหน้าผาเฉพาะกิจเพื่อสร้างรวงรังตามขอบหน้าต่าง และไม่ว่าจะเป็นเวลาเที่ยงวันหรือเที่ยงคืน พ่อแม่นกยังคงโผจาก “ขอบผา” เพื่อลงไปจับฝูงปลาที่แหวกว่ายอยู่ในอ่าวเบื้องล่าง นกคิตติเวก ขาดำเหล่านี้ช่วยกันขยาย “ชายขอบของความเป็นไปได้” จากขอบหน้าต่างหนึ่งไปสู่ขอบหน้าต่างหนึ่งด้วยวิถีทางเล็กๆ ของตนเอง
สำหรับสฟาลบาร์แล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือพิสดารอะไร เพราะ ณ สถานที่แห่งนี้ โอกาสและความหลากหลายมักเกิดขึ้นในที่ที่ไม่น่าเป็นไปได้ที่สุดอยู่แล้ว
เรื่อง บรูซ บาร์คอตต์ • ภาพ พอล นิกเคลน
ขอบคุณข้อมูลจาก : National Geographic




