xs
xsm
sm
md
lg

Revolutionary Road ไอ้ขี้ขลาด

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


Revolutionary Road ไอ้ขี้ขลาด

"ความฝันถ้าอัดอั้น มันจะมีคุณสมบัติเหมือนระเบิด"

แฟรงก์ นอกจากจะหนุ่มหน้าตาดีมากความสามารถ เมื่อเทียบกับอายุ-อานาม เขาค่อนข้างจะประสบความสำเร็จแล้ว

แฟรงก์ยังถือว่าเป็นสามีที่รักและเทกแคร์ ลูก-ภรรยาได้ดี แฟรงก์เป็นได้ในสิ่งที่หลายๆ คนริษยา

แฟรงก์ วีลเลอร์ คือ ตัวแทนของคนกระแสหลักที่เป็น “ผู้ชนะ” แต่นั่งอยู่บนความ“ขลาดกลัว” เอพริล คือภรรยาที่ย้ายตามแฟรงก์มาเริ่มชีวิตอยู่ที่ ถ. Revolutionary Road ดูเผินๆ ก็เธอเป็นแม่บ้านธรรมดา แต่ภายใต้ “ฉาก” ที่ “ฉาบ” ด้านหน้า ทว่าในก้นบึ้งภายใน เมื่อมีอะไรกระทบจิตใจ ความฝันและสิ่งที่ “อัดอั้น” ก็ “พร้อมพรั่ง” จะทลาย และทำลายกรอบของสังคมได้ทุกเมื่อ

เอพริล เป็น “ระเบิดเวลา”

ไม่แปลกหรอกครับที่หลายคนดูหนังเรื่องนี้จบ ภาพของ “American Beauty” จะวิ่งสาระวน เข้ามาวอแว วูบไหวภายในจิตใจ เพราะหนังทั้ง 2 เรื่องมันมีอะไรคล้ายกันบางอย่าง โดยเฉพาะกับการสร้างครอบครัวในอุดมคติของหนุ่ม-สาวชาวอเมริกันในยุค 50s

Revolutionary Road หนังที่ แซม แมนเดส ผกก.ดัดแปลงจากนิยายเรื่องเด่นของ “ริชาร์ด เย็ทส์” กับการพูดถึงสังคมอเมริกันในปี 1950 ซึ่งนอกจากหนังเรื่องนี้จะใช้ฉากหลังและบรรยากาศในยุคนั้นเป็น Background แล้ว

ยังจูงเอาทัศนะคติกับการที่ผู้หญิงเรียกร้องให้พวกเธอมีสิทธิ-เสียงเท่าเทียมกัน และก็เป็นยุคการหย่าร้างในสมัยนั้นเป็นเรื่องที่ถือว่าน่าอับอายขายขี้หน้าในสังคมกระแสหลักมากที่สุด โดยผ่าน 2 ตัวละครหลักข้างต้น นำมาเป็นเส้นเดินเรื่อง
 
กล่าวโดยสรุป หลักๆ แล้วแก่นของหนังเรื่องนี้พยายามเล่นกับการตั้ง 20 เรื่องราว 1 คำถามอย่าง “ท้าทาย” ถึงความ “ฝัน” ความ “หาญกล้า” ของมนุษย์ขี้เหม็นที่ผ่านช่วงหนึ่งชีวิตหนึ่งๆ ก็มักจะเซฟตัวให้อยู่ในกรอบที่สังคมส่วนใหญ่ได้กำหนดเอาไว้

โดย Revolutionary Road ใช้ “ความรัก” เป็นตัวแทนเพื่อมาตีกำลังตีแสกหน้าผู้ชมว่า เมื่อคุณก้าวผ่าน ช่วงเวลาแห่งความฝันของตัวเอง และมายืนอยู่ในมุมของคนกระแสหลัก มีการงานที่มั่งคงทำ มีครอบครัวที่จะต้องดูแล คุณจะยังมีพละพลังกำลังกล้าหาญลุกขึ้นมาจับพวงมาลัยเลี้ยวซ้าย-ขวา ชนิดที่ว่า “ซื่อสัตย์” กับความรู้สึกตัวเองได้มากแค่ไหน และ “กล้าพอไหม” ที่จะทำ 

      ก็ต้องชมองค์ประกอบของภาพ เสื้อผ้า รถ นาฬิกา และของประกอบฉาก ซึ่งอยู่ในยุค 50s เนียนแทบไม่ต้องพูดถึง ภาพรวมดีไม่แตกต่างจากการแสดงของตัวละครหลัก
 
ซึ่งแปลกและตลกดีนะครับ…! หลายฉากเรากลับไม่รู้สึกว่า นี่คือ “ลีโอนาโด” นี่เป็นเคส วินสเล็ต” เพราะนักแสดงทั้ง 2 คนทำให้เรารู้สึกว่า เป็นเรื่องราวครอบครัว “วีลเลอร์” ที่จับต้องได้จริงๆ 
        
       “นักแสดงและ การแสดงที่ดีต้องทำเหมือนกับคุณไม่แสดงอะไร” อยู่ดีๆ ผมก็นึกถึงคำนี้ขึ้นมา

หลายฉากเหมือนจะง่าย แต่ขณะที่แสดงมันไม่ง่ายเลยไม่ว่าจะเป็นฉากทะเลาะกันครั้งแรกที่รถของทั้งคู่ โดยอารมณ์ที่ส่งผ่าน สายตาสมเพสของ“เอพริล” ที่แดกสามีเธอมันก็แค่“ไอ้ตัวถ่วง” หรือฉากแววตาลิงโลดของทั้งคู่ราวกับวัยกำลังค้นหาเมื่อตัดสินใจไป “ฝรั่งเศส” เมืองที่ว่ากันว่าวิเศษหนักหนา ฯลฯ ทั้งคู่เข้าขากันและเล่นมาจากภายในเหมือนกัน พวกเขาเชื่อว่าเป็นตัวละครเป็นคู่รักอย่างนั้นจริงๆ และไอ้ความเป็นธรรมชาติก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของหนังเรื่องนี้

“แฟรงก์ผมขอพูด สิ่งที่พ่อพูดกับผมสักหน่อย คนๆ เดียวมีเพียงโอกาสมีเพียง 2 โอกาสเท่านั้น ถ้าเขาไม่ฉวยโอกาสนี้ไว้ มันก็จะไม่บังเกิด เขาคนนั้นก็ได้แต่ทั้งสงสัย ว่าโอกาสที่ 2 เป็นยังไง”

ถ้าถามผมนอกจากตัวเรื่องแล้ว ผมชอบประโยคข้างต้นนี้มากจริงๆ ครับ เพราะนอกจากสะท้อนและไม่จำกัดแก่นหลักของหนังให้แจ่มชัด ทำให้ประเด็นในหนังที่มักจะวนเวียนกับการตั้งคำถามในการเลือกของคู่รัก
         เพราะประโยคที่ว่ามันยัง "ยกระดับ" เนื้อหาของหนังให้หนักแน่นกินใจ ไม่จำกัดอยู่แค่การตั้งคำถามกับแค่ความรัก (และคู่รัก) ยิ่งขึ้นไปอีก...! 

     ครับ...ที่ผ่านมาผมมีทริกง่ายๆ และมักจะใช้มันเมื่อเจอหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต ซี่งมันก็ทำให้ผมอยู่รอดเมื่อมีภัยเข้ามา ทฤษฏีนี้เรียกว่า “Occam’s razor”  (อ่านว่า "ออคคัม" เขาคือนักปราญช์ในศตวรรษที่ 14) หรือ ทฤษฏีการเฉือน กฎง่ายๆ ที่ว่าด้วยเมื่อเราพบทางเลือกสิ่งยากมากๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหัวเลี้ยวหัวต่อเรื่องเรียน หัวเลี้ยวหัวต่อเรื่องงาน หัวเลี้ยวหัวต่อเรื่องเพื่อน เรื่องการวางแผนชีวิตครอบครัว แม้กระทั่งหัวเลี้ยวหัวต่อเรื่องรัก ให้เรา “เฉือน” คำอธิบายที่ยุ่งยากออกและเลือกทฤษฏีที่เรียบและง่ายกว่าก็เท่านั้นเอง ครับ

     แม้ตอนสุดท้าย เอพริลจะหายไปเหลือแต่แฟรงก์เพียงคนเดียว แต่จะสำคัญอะไร ถ้ามีเธอแต่กลับขาดซึ่ง “ความฝัน” ที่ไม่ได้ลงมือทำ มีชีวิตก็เปล่าประโยชน์

อย่างที่ “วอลแตร์” บอกไว้ละถูกที่สุดละครับ “มนุษย์เป็นอิสระได้ทุกเมื่อ เท่าที่เขาต้องการ”รวมทั้งอิสระจะฝัน อยู่ที่คุณจะ “กล้าหาญ” พอหรือเปล่า ถึงแม้ทำแล้วทำ "ไม่ได้" ทำ "ไม่สำเร็จ" แต่ก็ถือว่า “ได้ทำ” หรือคุณจะแค่ “หงอๆ” ใช้ชีวิตตามน้ำ แม้จะมีชีวิตอยู่ได้ ทว่าถ้าหากคุณขึ้นชื่อวา“ทรยศ” ความฝันสิ่งที่อยู่ภายในของตัวเอง ผมว่าซื้อยาล้างห้องน้ำกรอกปากตายดีกว่าครับ หรือคุณคิดว่าไง?