xs
xsm
sm
md
lg

MUSASHI-มิยาโมโตะ มุซาชิภาค 3 ไฟ ตอน แม่เฒ่าสารพัดพิษ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

นวนิยายอิงประวัติศาสตร์
ตำนานนักดาบผู้ก่อกำเนิดสำนักนิเท็นอิจิริว และ คัมภีร์ห้าห่วง
บทประพันธ์ของ โยชิกาวะ เออิจิ (1892-1962)
-แปลและเรียบเรียงโดย ฉวีวงศ์ อัศวเสนา


1
วันปีใหม่ยังไม่รุ่งสาง เจ้าหนุ่มนักดาบหลุบหมวกหลบลมก้มหน้าเดินดุ่มไปตามทางเข้านครหลวงที่เปลี่ยวเปล่าและหนาวเหน็บ รู้สึกราวกับว่าร่างกายทุกส่วนที่อยู่นอกเสื้อผ้าตั้งแต่ปลายเส้นผมไปจนถึงปลายเล็บเท้ากลายเป็นน้ำแข็งไปแล้ว ไอลมหายใจที่ขาวโพลนอยู่ในความมืดแทบจะกลั่นตัวเป็นเกล็ดโปรยปรายลงมาที่ไรหนวดบาง ๆ เหนือริมฝีปาก
หนาว
มูซาชิหลุดปากบ่นออกมา คิดว่าคงไม่เท่ากับความหนาวในนรกขุมที่แปด แต่ทำไมยามดึกก่อนรุ่งเช้าวันปีใหม่นี้จึงได้หนาวนัก
คงเพราะหนาวใจ
เจ้าหนุ่มตอบตัวเอง และคิดต่อไปว่า
ข้าเป็นคนที่ใจไม่เจริญวัยตามกายที่เติบใหญ่บึกบึน ใจข้ายังแสวงหาความอบอุ่นเหมือนเด็กทารกที่ถวิลหากลิ่นน้ำนมในอ้อมอกแม่ และหวั่นไหวด้วยความว้าเหว่ทุกครั้งที่เห็นแสงไฟจากบ้านเรือนทั้งนึกอิจฉาความอบอุ่นเมื่อคนในครอบครัวอยู่พร้อมหน้ากันรอบเตาผิง
คิดแล้วช่างน่าเวทนาใจนัก อยากถามว่าทำไมไม่ขอบใจสวรรค์ที่ประทานความโดดเดี่ยวเดียวดายมาให้เจ้า ทำไมไม่แสวงหาหลักธรรมจากการร่อนเร่พเนจรอยู่คนเดียวตามป่าเขา และทำไมไม่ภาคภูมิกับสิ่งที่ฟ้าประทานให้
แสงแห่งธรรมบ่มใจให้อบอุ่นและแผ่ซ่านไปทั่วทั้งตัวจนถึงปลายเท้าทั้งคู่ อบไอลมหายใจที่ขาวโพลนอยู่ในความมืดมิดให้อุ่นจัดขึ้นมาขับความหนาวเย็นให้พ้นไป
การร่อนเร่พเนจรไปโดยไม่มีหลักธรรมอยู่ในใจ ไม่สำนึกถึงคุณค่าของความโดดเดี่ยวนั้นคือชีวิตของขอทาน ความแตกต่างของพระศาสดาไซเงียวกับขอทานต่างกันตรงที่ว่า มีหรือไม่มีสิ่งนั้นอยู่ในใจเท่านั้นเอง
ระหว่างที่ใจกำลังถามตอบข้อปุจฉากันอยู่นั้น เสียงดังกรอบแกรบเบา ๆ ปลุกเจ้าหนุ่มนักดาบให้ตื่นจากภวังค์มองลงไปที่เท้า ก็พบว่ากำลังย่ำอยู่บนน้ำแข็งแผ่นบาง ๆ และรู้ว่าตนได้เดินลงจากทุ่งหญ้ามาจนสุดเนินโดยไม่รู้ตัวและกำลังเดินอยู่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำคาโมะ
แม่น้ำและท้องฟ้ายังมืดสนิทอยู่ในยามดึกสงัด พอรู้ตัวว่าเดินมาถึงแม่น้ำแล้วมูซาชิก็ก้าวขาไม่ออกขึ้นมาทันที ไม่น่าจะเนื่องมาจากการเดินทางยามดึก เพราะตลอดทางที่เดินหามรุ่งหามค่ำลงมาจากภูเขาโยชิดะก็ไม่ได้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยอะไร
รู้แล้ว หาฟืนมาก่อไฟดีกว่า
คิดได้ดังนั้นเจ้าหนุ่มจึงเก็บกิ่งไม้เปลือกไม้แห้งรวมทั้งอะไรที่คิดว่าไหม้ไฟได้มากองรวมที่เชิงเขื่อนริมน้ำ และเริ่มตอกหินเหล็กไฟซึ่งกว่าจะได้ลูกไฟกระเด็นออกมาติดหญ้าแห้งลุกโชนขึ้นก็ต้องใช้เวลาและความพยายามมากอยู่
เจ้าหนุ่มเอากิ่งไม้มาก่ายประสานกันสูงขึ้นไปเพื่อให้เป็นกองไฟใหญ่ แต่พอไฟติดแรงและเปลวไฟพลุ่งสูงขึ้นลมก็พัดไฟเข้าใส่คนจุดจนหน้าแทบไหม้ มูซาชิร้องลั่นและผงะหนีพร้อมกับหยิบก้อนโมจิจากห่อที่พกไว้ในอกเสื้อโยนลงไปสยบเปลวไฟ
ก้อนโมจิแห้ง ๆ ที่น้าให้มาพอได้รับความร้อนก็เริ่มคืนตัวและพองนูนขึ้นมาแสดงว่าเนื้อนิ่มพร้อมกิน มูซาชิเห็นแล้วนึกถึงปีใหม่สมัยเด็ก ความว้าเหว่ของเด็กไร้บ้านแวบผ่านใจแล้วแตกสลายเหมือนฟองน้ำ
โมจิจืดสนิทไม่มีรสเค็มหรือหวานเลยสักนิด แต่ขณะเคี้ยวมูซาชิรู้สึกได้ถึงรสชาติของโลกและชีวิต
ใช่...วันปีใหม่ งานฉลองปีใหม่ของข้าคนเดียว
ใบหน้าคมสันที่อาบแสงจากกองไฟกระจ่างใสขึ้นด้วยความสุข มูซาชิหยุดเคี้ยวโมจิและยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้มสองข้างแก้ม
ฤกษ์งามยามดีขึ้นปีใหม่ สวรรค์ต้องประทานความสุขให้ถ้วนทั่วทุกตัวคนแน่นอน เพราะแม้แต่คนเดียวดายอย่างข้ายังได้โมจิถึงห้าก้อนมาฉลองปีใหม่ มีแม่น้ำคาโมะทั้งสายเป็นเหล้าสาเกสำหรับดื่มเป็นพิธี และมีสามสิบหกยอดของภูเขา ฮิงาชิยามะเป็นต้นสนประดับซุ้มประตู แล้วไงล่ะ...ก็ต้องชำระล้างร่างกายให้สะอาดรอรับอรุณรุ่งวันปีใหม่น่ะซี
มูซาชิเดินไปที่ริมแม่น้ำ คลายปมผ้าคาดกิโมโนออกแล้วถอดเสื้อผ้าทุกชิ้นเหวี่ยงไปทางหนึ่ง พร้อมกับทิ้งตัวลงไปในแม่น้ำและเริ่มดำผุดดำว่ายล้างเนื้อล้างตัวด้วยกำลังแรงจนน้ำกระเซ็นสาดไปทั่วราวกับฝูงนกน้ำยกพวกตีกัน พอเนื้อตัวและผมเผ้าสะอาดจนเป็นที่พอใจแล้วจึงขึ้นจากน้ำ
ขณะที่ยืนเช็ดถูผิวแรง ๆ อยู่ข้างกองไฟ นั้นเองอรุณรุ่งลำแสงแรกแห่งปีก็เรื่อเรืองขึ้นที่หมู่เมฆเหนือทิวไม้
ใครคนหนึ่งยืนอยู่ในความสลัวบนคันเขื่อนมองลงมาที่กองไฟที่ยังคุอยู่
นักเดินทางผู้มีพละกำลังเกินวัยและสังขารจนอาจเรียกได้ว่าแม่เฒ่าสารพัดพิษผู้นี้คือ โอซูงิ นายแม่บ้านใหญ่แห่งตระกูลฮนอิเด็น
2
อยู่นี่เอง ไอ้เด็กเหลือขอ
แม่เฒ่าโอซูงิร้องลั่นอยู่ในใจด้วยความดีใจระคนโกรธแค้น
เดี๋ยวเถอะ จะได้เห็นดีกัน
ความรู้สึกพลุ่งพล่านสับสนทำให้เรี่ยวแรงที่เกร็งเอาไว้หย่อนลงจนเสียศูนย์เสียหลัก ซวนเซไปล้มแปะลงใต้ต้นสนขนคันเขื่อนนั้นเอง
ดีใจนักที่ตามหามาจนพบเจ้าตัวดี ขอบใจวิญญาณของอากงมากนะ แม้จะจากข้าไปในทะเลที่ซูมิโยชิ แต่ก็ยังอุตส่าห์ดลบันดาลให้ข้าได้พบมันดังใจหมาย
แม่เฒ่ารำพันพลางลูบห่อสัมภาระที่นางเอากระดูกชิ้นหนึ่งกับปอยผมของอากงญาติสนิทใส่เอาไว้และนำติดตัวไปตลอด
อากงเอ๋ย แม้เจ้าจะตายจากไป แต่ข้าก็รู้สึกว่าเจ้ายังเดินเคียงข้างอยู่ตลอด ก็เพราะเราสองคนสัญญากันไว้ยังไงเล่าว่า จะไปกลับไปเหยียบแผ่นดินเกิดอีกจนกว่าจะล้างแค้นเจ้าทาเกโซกับนางโอซือคนทรยศได้สำเร็จ ถึงเจ้าจะตายแต่ข้าก็รู้สึกว่าดวงวิญญาณของเจ้าไม่เคยห่างกายข้า แม่เฒ่าคนนี้เดินไปไหนอากงก็เดินอยู่ข้างกายให้ข้าพูดคุยด้วยไปตลอดทาง และวันที่ข้าลงดาบสังหารเจ้าทาเกโซ ก็ขอให้เจ้ามองมาจากสุมทุมพุ่มไม้ อย่าได้คลาดสายตา นะอากง”
ไม่ใช่เฉพาะวันนี้ แม่เฒ่าโอซูงิรำพึงรำพันอยู่อย่างนั้นมาตลอดทุกเช้าเย็น ตั้งแต่พ่อเฒ่าฟูจิกาวะ กงโรกุหรือที่คนในหมู่บ้านเรียกกันติดปากตามรุ่นหลานว่าอากง จมน้ำตายเมื่อเจ็ดวันก่อน และตั้งปณิธานไว้ว่าจะเชื่อเช่นนั้นไปจนวันตาย หลายวันมานี้ แม่เฒ่าเพิ่มพลังตามหาศัตรูของนางเป็นสองเท่า ราวกับสวมวิญญาณของนางยักษ์ช่วงก่อนที่จะได้เป็นเทวีคิชิโมจิน จนกระทั่งพบตัวมูซาชิอย่างไม่คาดฝันในวันปีใหม่ ประหลาดจนทำให้คิดว่าดวงวิญญาณของอากงชักนำมา
อันที่จริงแม่เฒ่าก็ได้เบาะแสมาบ้างเหมือนกัน คือนางได้ยินชาวบ้านลือกันว่าอีกไม่กี่วันจะมีการประลองฝีมือดาบกันระหว่างโยชิโอกะ เซจูโรกับมิยาโมโตะมูซาชิ และเมื่อเย็นวานนี้เอง นางเห็นศิษย์สำนักดาบโยชิโอกะสามสี่คนเอาป้ายมาตอกที่เชิงสะพานโกโจที่ผู้คนผ่านไปมาคับคั่งเนื่องจากเป็นวันสุดท้ายของปี แม่เฒ่าโอซูงิเดินตามไปเบียดดูกับเขาด้วย และพออ่านข้อความก็ต้องเบิกตาโพลงด้วยความตื่นเต้น ย้อนกลับไปอ่านทวนอีกเพื่อความแน่ใจไม่รู้ว่ากี่รอบ
เจ้าทาเกโซ ข้ามาถึงนี่แล้วต้องได้เห็นดีกันแน่ รู้ไว้เถอะว่าวันนี้คือวันที่เงาหัวของเจ้าจะสิ้น แต่ต้องไม่ใช่ด้วยน้ำมือของโยชิโอกะ ข้าไม่มีวันปล่อยให้ใครมาชิงตัดหน้าไปและกลับบ้านเกิดมือเปล่าแน่นอน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แม่เฒ่าคนนี้ต้องได้หัวของทาเคโซก่อนที่โยชิโอกะจะลงมือ และข้าจิกผมมันชูหัวที่ตัดมาได้ประจานให้ญาติพี่น้องที่บ้านเกิดเห็นทั่วกันให้สมแค้น
แม่เฒ่าโอซูงิเลี่ยงออกไปยืนกำหมัดแน่นเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่คนเดียว และพอสงบจิตใจลงได้บ้างก็พนมมือภาวนาขอพรพระโพธิสัตว์ เทวดาฟ้าดิน บรรพบุรุษรวมทั้งกระดูกองกงในห่อผ้า
ขอให้พบเจ้าทาเกโซทีเถิด แม้จะต้องค้นหาทุกสุมทุมพุ่มไม้ก็ยอม
สิ่งแรกที่นางทำหลังอ่านป้ายคือแล่นไปทุบประตูบ้านของมัตสึโอะ คานาเมะ ทั้งคาดคั้นและซักไซ้ พูดดีด้วยก็แล้วก่นด่าข่มขู่ก็แล้วแต่ก็ไม่ได้เรื่องจนอ่อนใจต้องถอยออกมา และขณะเดินเลียบคันเขื่อนแม่น้ำคาโมะระหว่างทางกลับนครหลวงนั้นเองแม่เฒ่าก็มองลงไปเห็นกองไฟริบหรี่อยู่ในความมืดสลัวยามรุ่งสางจึงหยุดดู
แต่แรกคิดว่าเป็นกองไฟของพวกขอทาน ครั้นเขม้นมองไปก็เห็นชายร่างใหญ่ยืนเปลือยกายเช็ดเนื้อเช็ดตัวที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม เหมือนไม่รู้จักหนาวอยู่ห่างออกไปที่ริมแม่น้ำ
ทาเกโซ
พอแน่ใจว่าเป็นเหยื่อที่ตนตามล่าแทบพลิกแผ่นดิน แม่เฒ่าก็ถึงกับตื่นตะลึงและเซไปทรุดอยู่ใต้ต้นสนลุกไม่ขึ้นอยู่ครู่หนึ่ง ถ้าจะลงมือก็ต้องฉวยโอกาสในจังหวะที่เหยื่ออยู่ในสภาพเปลือยกายไร้เขี้ยวเล็บเช่นนี้ เล็งจุดสังหารแล้ววิ่งเข้าไปฟันดาบเดียวจบ แต่ในยามนั้นใจของแม่เฒ่าซึ่งแม้จะไร้ความปรานีต่อเหยื่อความแค้นตรงหน้า กลับปั่นป่วนสับสนไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนขึ้นตามวัย
เทวดาฟ้าดินเจ้าขา ดีใจเหลือเกินที่ดลบันดาลให้ข้าได้พบกับเจ้าทาเกโซที่นี่ และให้โอกาสข้าล้างแค้นมันอย่างไม่คาดฝัน ความเชื่อถือศรัทธาที่มีต่อสิ่งศักดิสิทธิ์ช่วยให้พาคู่แค้นมาสังเวยคมดาบข้าถึงมือโดยแท้
แม่เฒ่าโอซูงิพนมมือมองขึ้นไปเบื้องบนพร้อมพร่ำคำภาวนาซ้ำแล้วซ้ำอีก ราวกับได้ลงดาบสังหารศัตรูสิ้นแค้นต่อกันไปแล้ว
3
หยดน้ำบนโขดหินสะท้อนแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณเป็นประกายตามแนวชายน้ำ
มูซาชิเช็ดตัวที่อาบน้ำมาสะอาดเอี่ยมจนแห้งสนิท แล้วจึงสวมกิโมโนคาดแถบผ้ารัดเอวจนแน่นรัดกุม พกดาบใหญ่เล็กเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงคุกเข่าก้มหน้าลงทำความเคารพฟ้าดิน
แม่เฒ่าโอซูงิเบิกตาโพลง
“เดี๋ยวนี้เลย”
นางร้องอยู่ในใจ แต่ไม่ทันกับการไหวตัวอย่างฉับพลันของเจ้าหนุ่มนักดาบ
มูซาชิลุกขึ้นกระโจนตัวลอยข้ามแอ่งน้ำขึ้นไปที่คันเขื่อนแล้วเดินดุ่ม ๆ ไปข้างหน้า แม่เฒ่าขยับจะตะโกนเรียกแต่ก็ยั้งเอาไว้ได้เพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะรู้ตัวและเร่งฝีเท้าหนีไป จึงได้แต่ตะเกียกตะกายลุกขึ้นและรีบเดินตามไป
แนวหลังคาบ้านเรือนและสะพานในเมืองหลวงเริ่มขาวเรื่อขึ้นมาจากสายหมอกแรกแห่งปี แต่ดวงดาวยังไม่ลับฟ้าและเชิงเขาฮิงาชิยามะยังมืดมิดราวระบายด้วยหมึกดำ
มูซาชิเดินลอดใต้สะพานซันโจไปโผล่ขึ้นที่คันเขื่อนและเดินก้าวยาว ๆ ไปข้างหน้าด้วยท่าทีองอาจ
แม่เฒ่าโอซูงิขยับปากจะเรียกหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้จังหวะทั้งเวลาและระยะทาง จึงได้แต่ลากขากระย่องกระแย่งตามไปโดยรักษาระยะห่างเอาไว้อย่างคงที่
นึกหรือว่ามูซาชิจะไม่รู้
เจ้าหนุ่มสังเกตเห็นมาตั้งแต่ต้นแล้วแค่ทำเป็นไม่เห็นและไม่หันไปมองเท่านั้น เพราะรู้ดีว่าแม่เฒ่าจะทำอะไรทันทีที่หันไปและตาต่อตาสบกัน แม้จะเป็นหญิงชราแต่ถ้าจู่โจมเข้ามาพร้อมคมดาบที่หมายปลิดชีวิต ตนก็ต้องป้องกันตัวโดยพยายามไม่ให้นางต้องบาดเจ็บ แต่อาจยาก
ยายเฒ่าสารพัดพิษ
เจ้าหนุ่มคิดเช่นนั้นจริง ๆ นี่ถ้าเป็นทาเกโซสมัยอยู่ที่หมู่บ้านคงจะหันไปตบให้กลิ้งลงไปกระอักเลือดไปแล้ว แต่มูซาชิไม่ทำเช่นนั้นแน่นอน เจ้าหนุ่มรู้ดีว่าแม่เฒ่าโกรธแค้นตนเรื่องอะไรจนถึงกับต้องออกตามล่าตัวทั่วทุกหัวระแหงเพื่อล้างแค้นเช่นนี้ แต่อารมณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นเพราะความเข้าใจผิดทางแท้ ๆ และทางที่ดีที่สุดคือหาโอกาสปรับความเข้าใจให้ตรงกัน แต่ก็นั่นแหละ ถึงตนจะยกแม่น้ำทั้งห้ามาชี้แจงเพียงใดก็ไม่อาจสลายอคติที่เหมือนก้อนเนื้อร้ายในอกของแม่เฒ่าคนนี้ ให้ละลายเป็นน้ำใสแล้วพยักหน้ารับว่า
อ้อ เรื่องมันเป็นอย่างนี้เองรึ ทาเกโซ
คนเดียวที่จะทำให้แม่โอซูงิเข้าใจเรื่องทั้งหมดได้ก็คือมาตาฮาจิลูกชายสุดสวาทของนาง
ถึงจะดื้อดันทุรังเพียงไรแต่มูซาชิก็มั่นใจว่า นางต้องเชื่อทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นหลังจากที่สองสหายชวนกันออกจากหมู่บ้านไปรบในสงครามที่เซกิงาฮาระ ถ้าคนเล่าคือมาตาฮาจิ และเมื่อเข้าใจแล้วก็จะได้พูดไม่ได้เต็มปากว่าทาเกโซเป็นศัตรูคู่แค้นของตระกุลฮนอิเด็น และจะได้เลิกคิดเสียทีว่าทาเกโซเป็นคนพาเจ้าสาวของลูกชายหนี
ดีแล้วที่ตามมาเจอกันที่นี่
มูซาชิคิดขณะเดินดุ่มไปข้างหน้า
จะได้เจอกับมาตาฮาจิ เจ้าลูกชายสุดสวาทเสียที ถ้าตามไปถึงสะพานโกโจ เช้านี้หมอนั่นอาจมาคอยก่อนแล้วก็ได้
มูซาชิเชื่อว่ามาตาฮาจิต้องได้รับคำขอนัดของตน และถ้าเดินนำแม่เฒ่าไปที่สะพานโกโจแม่ลูกก็จะได้พบหน้ากัน และจากนั้นความเข้าใจผิดกันมานานก็จะได้หมดไป
เจ้าหนุ่มเดินไปจนใกล้จะถึงเชิงสะพานโกโจ ซึ่งมีบ้านเรือนและสถานที่สำคัญหลายแห่งสมัยที่ตระกูลไทระครองความยิ่งใหญ่ตั้งอยู่เรียงราย ทั้งยังมีสวนกุหลาบของคฤหาสน์โคมัตสึอันงดงามเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว ย่านที่คับคั่งไปด้วยผู้คนอยู่เสมอนั้นตอนนี้เงียบสงัดยังไม่มีใครตื่นขึ้นมาเปิดประตูสักบ้านเดียว มีแต่รอยไม้กวาดที่หน้าประตูรั้วที่แต่ละบ้านทำความสะอาดส่งท้ายปีเก่าเท่านั้นที่โดดเด่นขึ้นมารับแสงแดดยามเช้าของวันปีใหม่
แม่เฒ่าโอซูงิมองตามรอยเท้าใหญ่โตของมูซาชิที่ก้าวหนัก ๆ ไปข้างหน้า ด้วยสายตาที่บ่งบอกถึงความเกลียดชัง
แม้รอยเท้าก็ไม่อยากมอง
มูซาชิเดินใกล้เชิงสะพานเข้าไปทุกที จนเกือบจะถึงอีกไม่กี่ก้าว
“ทาเกโซ”
แม่เฒ่าตะโกนสุดเสียงที่แหบพร่า ชูกำปั้นทั้งสอง ยื่นหัวออกไปข้างหน้าตั้งท่าพร้อมกับพุ่งตัวเข้าใส่
4
“ไอ้ชั่ว หยุดเดี๋ยวนี้ หูแตกรึไง”
เจ้าหนุ่มได้ยินแต่ก็ยังทำหูทวนลม รู้สึกได้ถึงฝีเท้าที่เร่งกวดมาอย่างเอาเป็นเอาตายจนลืมความชราภาพ
แต่ก็ยังเดินต่อไปโดยไม่หันมามอง
ทำยังไงดีล่ะ
ระหว่างที่นึกเท่าไรก็นึกไม่ออกว่าจะจัดการกับแม่เฒ่าอย่างไรดีนั้นเอง เจ้าหนุ่มก็ต้องผงะ เพราะจู่ ๆ แม่เฒ่าก็วิ่งแซงขึ้นมาดักหน้าเอาไว้
ไอ้ชั่ว ข้าบอกให้หยุด
ตวาดออกไปได้แค่นั้นก็สิ้นเสียง ยืนหอบซี่โครงบาน หลังที่งุ้มงออยู่แล้วยิ่งงอลงไปอีก พ่นลมหายใจฟี้ ๆ เหมือนคนกำลังหอบหืด ทั้งที่แววตายังแข็งกร้าว
มูซาชิทำตาโต ร้องทักออกไปซื่อ ๆ
“อ้าว นายแม่บ้านใหญ่ฮนอิเด็น ไม่นึกเลยว่าจะมาเจอกันที่นี่ สบายดีหรือขอรับ”
“ไอ้หน้าด้านไร้ยางอาย พูดออกมาได้ ไม่นึกว่าจะเจอข้าที่นี่เรอะ ฮะ ฮ้า คราวนี้คอของเจ้าไม่พ้นคมดาบของข้าแน่ อย่าคิดนะว่าจะรอดไปได้เหมือนเมื่อครั้งที่เนินซันเน็นซากะ วัดคิโยมิซุ วันนี้แหละหัวของเจ้าจะต้องเป็นของแม่เฒ่าคนนี้”
แม่เฒ่าโอซูงิยืดคอยาวเหมือนไก่ชนที่กำลังลำพองเข้ามาที่ร่างสูงกำยำของเจ้าหนุ่มนักดาบ ปากของแกยามแยกเขี้ยวยิงฟันอย่างน่าหวาดเสียวราวกับฟันจะหลุดกระเด็นออกมานั้น น่ากลัวกว่าเสียงเกรี้ยวกราดนั้นเสียอีก
ความกลัวนี้คงจะติดตัวมาตั้งแต่สมัยเด็กวัยแปดเก้าขวบที่ตนกับมาตาฮาจิกำลังซนด้วยกันทั้งคู่ เวลาเข้าไปวุ่นในครัวหรือในไร่ใบหม่อนใครว่าอะไรก็ไม่ฟัง แต่พอแม่เฒ่าดุทีเดียวก็หมดฤทธิ์วิ่งหนีไม่เหลียวหลัง
เสียงดังเหมือนฟ้าผ่าที่ได้ฟังทีไรท้องไส้ปั่นป่วนของแม่เฒ่าคงจะติดตรึงอยู่ที่แกนสมองมาจนทุกวันนี้ แม้จะเป็นผู้อาวุโสในหมู่บ้านแต่เจ้าหนุ่มก็ไม่เคยเคารพรักแม่เฒ่าสารพัดพิษคนนี้มาตั้งแต่เด็ก ยิ่งมาเจอกับความร้ายกาจของนางตอนกลับมาที่หมู่บ้านครั้งนั้นด้วยแล้วก็ยิ่งขยาดและเกลียดจนเข้ากระดูกดำ แต่ไม่ใช่ตอนนี้
ส่วนทางด้านแม่เฒ่าโอซูงิ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงไร ทาเกโซในความคิดของนางก็ยังเป็นเด็กเกมะเหรกเกเรไม่มีอะไรดี อย่างที่นางเห็นมาตั้งแต่เกิด จนกระทั่งเป็นเด็กน้อยร้องไห่ขี้มูกโป่ง และโตขึ้นเป็นวัยรุ่นแขนขายาวเก้งก้างเหมือนเด็กไม่สมประกอบ นางรู้ว่าวันเวลาผ่านไปและนางก็อายุมากขึ้นจนย่างเข้าสู่วัยชรา แต่ทุกครั้งที่เห็นหน้ามูซาชิ นางไม่อาจมองเป็นอย่างอื่นไปได้นอกจากเด็กเกเรตัวป่วนหมู่บ้านที่นางเกลียดขี้หน้าคนนั้น
เมื่อเด็กเกเรสิ้นดีคนนี้ทำให้นางต้องสูญเสียลูกชายสุดสวาทไปในสนามรบ ทั้งยังพาเจ้าสาวของลูกชายหนี นางจึงแค้นใจจนอกแทบจะแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ มันเป็นการกระทำที่นอกจากจะทำให้ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลต้องเสื่อมเสียแล้ว ยังเป็นการหยามน้ำหน้าในส่วนตัวกันด้วย จะให้ตายไปโดยไม่ได้ล้างแค้นอย่างไรได้ แม่เฒ่าตั้งความปรารถนาสูงสุดเอาไว้ว่า ในช่วงชีวิตที่ยังเหลืออยู่ในโลกนี้นางจะต้องได้เห็นศพทาเกโซ
“ไม่ต้องพูดมาก จะยื่นคอออกมารับคมดาบของข้าดี ๆ หรือจะชักดาบออกมาสู้กันก็บอกมา พร้อมหรือยังเจ้าทาเกโซ”
แม่เฒ่ายกมือซ้ายขึ้นแตะริมฝีปากทำท่าคล้ายกับจะถ่มน้ำลายลงไปแบบนักดาบพร้อมสู้ ก่อนเลื่อนลงไปกุมด้ามดาบสั้นพร้อมชักออกมา