รายงานข่าวจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา ภายใต้การอำนวยการของผู้บังคับบัญชาระดับสูง ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนสอบสวนเร่งรวบรวมพยานหลักฐานคดีหลอกลงทุนข้ามชาติ ซึ่งมีผู้เสียหายเป็นนักลงทุนชาวต่างชาติ ก่อนนำไปสู่การขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหา 2 ราย คือ นายเบน สมิธ อายุ 47 ปี ตามหมายจับที่ 1155/2569 ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 และนางสาวแคทรียา บีเวอร์ อายุ 40 ปี ตามหมายจับที่ 1156/2569 ลงวันที่เดียวกัน ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง สมคบเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน
.
การดำเนินการครั้งนี้สืบเนื่องจากการตรวจสอบพฤติการณ์ที่ปรากฏในสื่อและข้อมูลเชิงลึกของหน่วยงานด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พบว่า นายเบน สมิธ นักธุรกิจต่างชาติ เคยถูกหน่วยงานในต่างประเทศจัดอยู่ในกลุ่มบุคคลเสี่ยงเกี่ยวข้องเครือข่ายสแกมเมอร์และการฟอกเงิน ขณะที่ภรรยาปรากฏชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียนไทยหลายแห่ง โดยก่อนหน้านี้เมื่อเดือนธันวาคม 2568 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการยึดอายัดทรัพย์สินบางส่วนตามกฎหมายฟอกเงินแล้ว
.
จากการสืบสวนพบว่า คดีมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2559 เมื่อผู้เสียหายซึ่งเป็นนักลงทุนต่างชาติประสงค์ขยายธุรกิจเข้ามาในประเทศไทย และได้รู้จักกับนายเบน สมิธ ซึ่งอ้างตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนในตลาดทุนไทย พร้อมพาเข้าพบเครือข่ายนักธุรกิจและบุคคลที่มีชื่อเสียงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ช่วงแรกมีการลงทุนจริงในบริษัทจดทะเบียนแห่งหนึ่ง ทำให้ผู้เสียหายเกิดความไว้วางใจ
.
ต่อมา ผู้ต้องหาชักชวนให้ลงทุนในโครงการต่าง ๆ ต่อเนื่อง ทั้งหุ้น อสังหาริมทรัพย์ เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว และธุรกิจพลังงานไฟฟ้า โดยมีการทำสัญญากู้ยืม ออกเช็คค้ำประกันผลตอบแทนร้อยละ 7 และ 11 เพื่อสร้างความมั่นใจ รวมวงเงินหลายร้อยล้านบาท ก่อนขยายการลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนความเสียหายรวมกว่า 1,000 ล้านบาท
.
รายงานระบุว่า ในบางช่วงผู้ต้องหาได้ชักชวนให้วางเงินมัดจำซื้อเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวมูลค่า 255 ล้านบาท รวมทั้งเสนอการลงทุนโครงการพลังงานร่วมกับหน่วยงานรัฐ และการซื้อห้องชุดหลายยูนิตอ้างเพื่อนำไปตกแต่งและขายคืนกำไร แต่ท้ายที่สุดผู้เสียหายไม่เคยได้รับทรัพย์สินหรือผลตอบแทนตามที่ตกลง อีกทั้งตรวจสอบพบว่าทรัพย์สินบางส่วนถูกโอนเปลี่ยนมือไปแล้ว
.
ภายหลังรวบรวมพยานหลักฐานครบถ้วน คณะพนักงานสอบสวนจึงขออนุมัติศาลออกหมายจับ พร้อมขอหมายค้น 6 จุดในพื้นที่ภาคกลาง เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นและตรวจยึดของกลางรวม 13 รายการ อาทิ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ โน้ตบุ๊ก แม็คบุ๊ก แท็บเล็ต โทรศัพท์มือถือ แฟลชไดรฟ์ และเอกสารทางการเงินจำนวนมาก เพื่อนำไปตรวจสอบเส้นทางการเงินและความเชื่อมโยงของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง
.
ขณะเดียวกัน CIB ได้ประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อรายงานมูลฐานความผิดฟอกเงินย้อนหลังตั้งแต่ปี 2559 และใช้เป็นหลักฐานประกอบการยึดอายัดทรัพย์ในเครือข่ายต่อไป
.
ตำรวจสอบสวนกลางยังฝากเตือนประชาชนและนักลงทุนให้เพิ่มความระมัดระวังต่อการชักชวนลงทุนที่อ้างผลตอบแทนสูงหรือการันตีกำไรแน่นอน โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ชักชวนอ้างความใกล้ชิดกับบุคคลระดับสูงหรือโครงการขนาดใหญ่ ควรตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานทางการโดยตรง และหลีกเลี่ยงการโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัว หากพบพฤติการณ์ต้องสงสัยควรเก็บหลักฐานและแจ้งเจ้าหน้าที่โดยเร็ว
.
คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการติดตามตัวผู้ต้องหาและขยายผลเส้นทางการเงินเพิ่มเติม โดยเจ้าหน้าที่ยืนยันจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด


