.
ASTVผู้จัดการออนไลน์ - ทางการเวียดนามจะให้การสนับสนุนทางด้านการเงินแก่ครอบครัวที่มีบุตรสาวตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป รวมทั้งให้สิทธิประโยชน์อื่นๆ แก่เพศหญิงเมื่อเติบโตขึ้นมา อันเป็นมาตรการที่จะช่วยแก้ปัญหาความเบี่ยงเบนด้านเพศของประชากรซึ่งหลายปีมานี้ การเลือกเพศทำให้การเกิดของทารกเพศชายกับเพศหญิงแตกต่างกันมากออกไปทุกปีๆ
นายเลแก่งหญัก (Le Canh Nhac) รองอธิบดีกรมใหญ่ประชากรและวางแผนครอบครัว กระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยเรื่องนี้ในวันอังคาร 29 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยจะเริ่มดำเนินการระหว่างปี 2556-2560 นี้ สื่อของทางการรายงาน
ครอบครัวมี่มีแต่ลูกสาวจะได้รับการสนับสนุนเป็นเงินจากรัฐบาล เมื่อเติบโตขึ้นมาบุตรสาวจะได้รับหลักประกันที่จำเป็นต่างๆ รวมทั้งการประกันชีวิต เรียนฟรีทุกระดับ รวมทั้งสิทธิในการเข้าถึงเงินทุนจากธนาคารเพื่อประกอบอาชีพเมื่อสำเร็จการศึกษา ฯลฯ เจ้าหน้าที่คนเดียวกันกล่าว
ความไม่สมดุลด้านเพศของประชากรเป็นปัญหาที่น่าวิตกอย่างยิ่งในเวียดนาม ระหว่างปี 2542-2548 อัตราทารกแรกเกิด จะเป็นเพศชาย 104-109 คน ต่อเพศหญิงทุกๆ 100 คน และระหว่างปี 2549-2555 ที่ผ่านมา อัตราได้เพิ่มขึ้นเป็น 109.8-112.3 ต่อทารกเพศหญิงทุก 100 คน ทั้งในเขตเมือง และในชนบท
การสำรวจพบว่า ประชาชนที่อาศัยในเมืองจะเลือกเพศของทายาทขณะที่ฝ่ายหญิงตั้งครรภ์ และหากตรวจพบเป็นเพศหญิงก็มักจะนำไปสู่การทำแท้ง
ส่วนประชากรที่อาศัยอยู่ในชนบทที่ไม่สามารถเข้าถึงวิธีการตรวจเพื่อเลือกเพศทารก ก็จะใช้วิธีรอคอย และใช้การตั้งครรภ์ 2-3 ครั้ง ซึ่งสถิติก็ได้พบว่า ครอบครัวต่างๆ มักจะให้ฝ่ายภรรยาตั้งครรภ์ 3 ครั้งเพื่อให้ได้ลูกชาย 2 ต่อลูกสาว 1 คนอันเป็นความปราถนา
แต่สถิติที่เก็บจากทั่วประเทศก็ได้พบว่า ทารกที่เกิดจากการตั้งครรภ์ครั้งที่ 3 ของมารดาจะเป็นเพศชาย 120 คนต่อทารกเพศหญิงทุกๆ 100 คนอยู่ดี
สถิติยังแสดงให้เห็นอีกว่า ประชากรที่อาศัยในเขตเมืองถึง 85% ใช้วิธีเลือกทารก และ 75% ของประชากรในชนบทรู้เพศของทารกก่อนกำเนิด ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะสั่งห้ามคลินิกกับโรงพยาบาลต่างๆ ทั้งของรัฐ และเอกชนทั่วประเทศ เลิกการใช้เครื่องอัลตราซาวนด์ หรือเครื่องมือใดๆ ในการตรวจดูเพศทารกก่อนคลอดก็ตาม
กฎหมายเวียดนามสนับสนุนให้ประชากรมีลูกไม่เกิน 2 คน หากมีมากกว่านั้นจะถูกตัดสิทธิประโยชน์ทางสังคม แต่ในทางปฏิบัติจริงมักจะไม่มีการลงโทษรุนแรงใดๆ
ระหว่างปี 2552-2555 การศึกษาวิจัยได้พบว่า ความไม่สมดุลเกี่ยวกับเพศของทารกเพิ่มขึ้นในอัตรา 0.6% ซึ่งแม้ว่าจะลดลงจาก 1.15% ระหว่างปี 2548-2551 แต่ก็ยังเป็นอัตราสูงอย่างน่าเป็นห่วงเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น
“ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ภายในปี 2590 เวียดนามจะขาดประชากรเพศหญิงระหว่าง 2.3-4.3 ล้านคน ซึ่งหมายความว่า ประชากรชายจะต้องเลื่อนการแต่งงานออกไป หรืออาจจะไม่สามารถหาคู่ครองได้ ต้องอยู่เดียวดายตลอดชีวิต ขณะที่ประชากรหญิงมีความเสี่ยงต่อการถูกลักพาตัว ตกเป็นเหยื่อการะค้ามนุษย์ หรือเหยื่อการข่มขืนชำเรา” สำนักข่าวเวียดนามเอ็กซ์เพรสรายงานในเว็บไซต์ข่าวภาษาเวียดนามอ้างคำพูดของนายหญัก
นายซเวืองก๊วกจ่มง์ (Duong Quoc Trong) อธิบดีกรมประชากรและวางแผนครอบครัวกล่าวว่า มีความจำเป็นที่จะต้องสนับสนุนครอบครัวต่างๆ ที่เลือกมีลูกสาว นอกจากนั้น จะต้องฟื้นฟูมาตรการลงโทษพ่อแม่ที่ฝ่าฝืนเลือกเพศทารกก่อนคลอด
นายจ่มง์กล่าวอีกว่า ความไม่สมดุลทางเพศของทารกมิใช่ปัญหาเดียว หากยังมีปัญหาค่านิยมที่ต้องการมีลูกชายมากกว่าลูกสาวอีกด้วย ชาวเวียดนามส่วนใหญ่อยากจะมีลูกชายเอาไว้สืบสกุล เป็นหลักของครอบครัวสืบไป ในขณะเดียวกัน ก็ถือว่าลูกสาวเป็นภาระ เนื่องจากไม่สามารถดูแลตัวเองได้
การสำรวจได้พบว่า 59% ของชาวเวียดนามต้องการมีลูกชาย เพื่อเอาไว้ดูแลในยามแก่ชรา มีเพียง 11% ที่กล่าวว่า ต้องการมีลูกสาว อีก 13% กล่าวว่า ลูกสาวทำให้ครอบครัวมีภาระทางการเงินมากกว่าลูกชาย
เจ้าหน้าที่ผู้นี้กล่าวว่า แผนการส่งเสริมการมีลูกสาวนี้จะต้องใช้เวลา 15-20 ปีจึงจะเห็นผล และจะต้องรีบดำเนินการตั้งแต่บัดนี้
การเปลี่ยนทัศนคติต่อลูกสาวของครอบครัวต่างๆ รวมทั้งการชักชวนให้ชาวเวียดนามมีครอบครัวที่เล็กลง แทนความปรารถนาที่จะทำให้ครอบครัวใหญ่ขึ้นก็เป็นเรื่องที่ยากพอๆ กัน และอาจจะต้องใช้เวลาถึง 50 ปี.



