xs
xsm
sm
md
lg

โต้กระแส “งดใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วในห้าง” ผ่าน 1 เดือนผู้บริโภคโวยไม่เลิก

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เตรียมถุงผ้าไปเอง ยังต้องใช้เวลาปรับพฤติกรรม
ภาพรวมผลจากมาตรการงดแจกถุงพลาสติกหูหิ้วของห้างค้าปลีกและร้านสะดวกซื้อ ในรอบ 1 เดือน นับตั้งแต่ดีเดย์งดแจกถุง 1 ม.ค.2563 จนเกิดกระแสพกถุงผ้ากันทั่วเมือง (แม้ไม่มีข้อบังคับทางกฎหมาย) แต่ก็ยังพบกระแสคัดค้านจากผู้บริโภคบางคนที่มีข้อวิพากษ์ยอดฮิต อย่างที่แอดมินของเพจ Waste War Thailand ได้ตอบโจทย์กังขาไว้อย่างนี้
1. ทำให้ร้านค้ายอดขายตก: จริงๆ มันมีหลายปัจจัย โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจ PM 2.5 ไวรัสโคโรนา ฯลฯ แต่กลับมาโทษมาตรการงดแจกถุงอย่างเดียว และการซื้อน้อยลงก็เป็นเรื่องปกติในช่วงการปรับตัวของผู้บริโภค ประเทศอื่นๆ เค้ายังทำกันมาได้เลย อย่าเอามาเป็นข้ออ้างในการยกเลิกมาตรการนี้
2. การเก็บเงินค่าถุงเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค: ถามจริง มีใครซื้อถุงจากห้างบ้าง? เค้างดแจกฟรี ก็เพื่อให้เราปรับพฤติกรรม เอาถุงผ้าที่เก็บไว้ที่บ้านออกมาใช้ ใช้ถุงพลาสติกที่มีก็ได้ อาจจะยอมเสียเงินซื้อถุงครั้งแรก แต่แอดมินขอท้าว่าจะไม่มีคนที่ยอมซื้อถุงทุกครั้งที่ไปซื้อของแน่นอน การเก็บเงินจะให้ผลทางจิตวิทยา ทำให้คนปรับพฤติกรรมพกถุงมากขึ้น
3. ต้องไปซื้อถุงขยะอยู่ดี: ถามจริง จะมีกี่คนที่ควักเงินซื้อถุงขยะ ในเมื่อร้านค้าข้างทางยังแจกถุงอยู่และทุกบ้านมีสต๊อคถุงเต็มบ้าน และหากต้องซื้อถุงขยะจริงๆ ก็จะไม่ใช้ฟุ่มเฟือยเหมือนแต่ก่อนแล้ว เพราะเสียตังค์ซื้อ ก็จะลดการใช้ถุงพลาสติกไปได้อยู่ดี แถมต่างประเทศ เค้าบังคับให้ประชาชนซื้อถุงขยะเฉพาะด้วยซ้ำ (แถมอีกนิด ถ้าแยกเศษอาหารมาทำปุ๋ยหมัก ก็จะไม่ต้องใช้ถุงขยะมากนัก)
จากข้อวิพากษ์ต่างๆ สรุปได้ว่า คนไทยเรามองแต่ผลกระทบในจุดเล็กๆ แต่ไม่ได้มองภาพรวมของประโยชน์ที่ได้จากการงดแจกถุงพลาสติก (ซึ่งมันมองไม่ชัดเท่ายอดขาย) ที่ได้จากปริมาณถุงพลาสติกที่ลดลงไปทันที เดือนละ 750 ล้านใบหรือ 9,000 ล้านใบต่อปี (จากยอดการใช้ของห้างค้าปลีก 13,500 ล้านใบต่อปี) (อ้างถึงข้อมูลของสมาคมค้าปลีกไทยและถ้าทุกเจ้างดแจกถุงจริงจัง)

ชอปในห้าง ไม่จำเป็นต้องใช้ถุงพลาสติกหูหิ้ว เพราะสามารถเข็นสินค้าไปใส่รถได้เลย

ในรถเข็นที่มีถุงพลาสติกหูหิ้ว น่าจะหมดไป เว้นแต่ผู้บริโภคเตรียมไปเอง
หากเทียบกับมาตรการรณรงค์อย่างเข้มข้นของภาครัฐในช่วงปีก่อนๆ ลดไปได้เต็มที่ 2,000 ล้านใบต่อปีหรือประมาณ 166 ล้านใบต่อเดือน มาตรการงดแจกถุงฟรีของห้างก็ได้ผลมากกว่าหลายเท่าอยู่นะ (750 เทียบ 166 ล้านใบต่อเดือน)
แล้วเราได้อะไรจากปริมาณถุงพลาสติกที่ลดลง 9,000 ล้านใบต่อปี?
1. เราได้ช่วยชีวิตสัตว์ป่า สัตว์ทะเล แม้จะไม่รู้จำนวนที่แน่ชัด แต่เรารู้แน่ๆ ว่า เราลดความเสี่ยงที่สัตว์จะต้องตายจากการกลืนกินถุงพลาสติก ทำไมคนไทยถึงลืมง่ายนักกับเหตุการณ์วาฬตาย ปี 61 เต่าทะเล พะยูนมาเรียม กวางป่าที่ตายในปี 62? ตอนทราบข่าวการตายของสัตว์ต่างๆ เราเศร้าและคิดจะลดพลาสติก แต่พอห้างเอาจริง งดแจก ก็มาโวยวาย ถามว่า งดแจกถุงแล้ว เราตายหรือไม่? (ไม่) แล้วถ้าห้างยังแจกถุงเหมือนแต่ก่อน สัตว์ตายต่อเนื่องหรือไม่ (ใช่) หลายคนบอกว่า สัตว์ตายแล้วงัย? มันกระทบระบบนิเวศ สุดท้ายมันก็มากระทบเรา ง่ายๆ นึกถึงเต่าทะเล ตายไปเยอะๆ แมงกระพรุนพิษก็เต็มทะเลงัย
2. ลดความเสี่ยงจากน้ำท่วม ตอนนี้ ฝนไม่ตกเลยยังไม่รู้สึก แต่หากระลึกถึงเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ในอดีตได้ สาเหตุหนึ่งที่ทำให้มันท่วมเร็ว ท่วมมากก็คือขยะถุงพลาสติกที่ไปอุดตัน ท่อระบายน้ำ หลายคนอ้างว่า ชั้นเอาถุงมาเป็นถุงขยะ ไม่ได้ทิ้งลงท่อ แต่อย่าลืมว่า 1) มีคนที่ใช้ถุงอย่างฟุ่มเฟือย ได้มาแล้วทิ้งเลยเยอะมาก แถมทิ้งไม่เป็นที่ด้วย 2) ถุงที่ใส่ขยะ ทิ้งลงถังก็จริง แต่ถ้าถังขยะล้น จัดเก็บไม่ดี สุดท้ายก็ตกค้างในสิ่งแวดล้อมอยู่ดี
สมมติว่า การลดถุงพลาสติก 9,000 ล้านใบแล้วมันช่วยลดความเสี่ยงจากการที่บ้านท่าน บริษัทของท่านไม่ต้องถูกน้ำท่วมไปได้ 10% ถามว่า คุ้มกันไหม?
3. ลดความเสี่ยงจากไมโครพลาสติกปนเปื้อนในแหล่งอาหาร หลายคนบ่นเรื่องความไม่สะดวกในการหิ้วของ แต่หากเรายังคงปล่อยให้มีการแจกถุงอย่างฟุ่มเฟือย ในอนาคต อาหารและน้ำที่เราทานจะเต็มไปด้วยไมโครพลาสติก เรายอมแลกความสะดวกสบายกับความเสี่ยงทางสุขภาพของเราและลูกหลานของเรา? ตอนนี้ ก็พบไมโครพลาสติกในทุกที่แล้ว แม้แต่ในอุจจาระของมนุษย์ เราอยากให้การปนเปื้อนไมโครพลาสติกมากกว่านี้อีกหรือการทำอะไรเพื่อสิ่งแวดล้อม มันก็มี trade-off ทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว แต่ถ้าผลประโยชน์ของสังคมมันมากกว่าผลเสีย ก็น่าจะคุ้มหรือไม่ ส่วนภาคธุรกิจก็ต้องมีการปรับตัวกันไป ประเทศอื่นๆ เค้ามีมาตรการที่เข้มข้นกว่านี้อีก ยังผ่านมาได้เลย เราจะทำไม่ได้เลยหรือ??
ข้อมูลอ้างอิง เพจ Waste War Thailand


กำลังโหลดความคิดเห็น...