“ไขมันพอกตับ” ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในภัยเงียบที่น่ากลัวที่สุดทางการแพทย์ เหตุผลสำคัญเพราะในระยะเริ่มต้น โรคนี้มักไม่มีอาการใดๆ แสดงออกมาเลย
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเนื้อตับของคนเราไม่มีเส้นประสาทรับความรู้สึกเจ็บปวด ตราบใดที่ตับยังไม่เกิดการอักเสบหนักหรือขยายตัวจนไปรั้งเปลือกหุ้มตับ เราจะไม่รู้สึกเจ็บหรือปวดเลยแม้แต่น้อย คนส่วนใหญ่จึงมักรู้ตัวว่ามีไขมันพอกตับจากการตรวจสุขภาพประจำปี ตรวจเลือดเจอค่าตับสูง หรือทำอัลตราซาวนด์โดยบังเอิญ
แล้วเราจะสังเกตตัวเองอย่างไร? มีสัญญาณเตือนอะไรบ้างที่ไม่ควรมองข้าม? มาเจาะลึกประเด็นนี้กัน
1. สัญญาณเตือนเงียบๆ ในระยะเริ่มต้น (อย่ามองข้ามความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ)
แม้ในระยะแรกจะไม่มีอาการชี้ชัด แต่หากตับเริ่มมีไขมันสะสมเกิน 5-10% ของน้ำหนักตับ ร่างกายอาจเริ่มส่งสัญญาณเล็กๆ น้อยๆ ที่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามไป
อ่อนเพลียเรื้อรัง ไม่มีสาเหตุ: รู้สึกเหนื่อยง่าย ร่างกายลาล้า สมองง่วงซึมตลอดเวลา ทั้งที่นอนหลับพักผ่อนเพียงพอ เกิดจากประสิทธิภาพการทำงานของตับในการแปลงพลังงานและขจัดสารพิษลดลง
แน่น ตึง หรืออึดอัดบริเวณใต้ชายโครงขวา: อาจไม่ถึงกับปวดแหลมๆ แต่จะรู้สึกแน่นๆ จุกๆ คล้ายมีอะไรดันอยู่ เนื่องจากตับเริ่มขยายขนาดใหญ่ขึ้นจากการสะสมของไขมัน
รอบเอวขยาย (อ้วนลงพุง): ผู้ที่มีไขมันสะสมบริเวณหน้าท้องมาก มีความเสี่ยงสูงมากที่จะมีไขมันสะสมที่ตับด้วยเช่นกัน
รอยคล้ำหนาคล้ายรอยไคลที่หลังคอหรือรักแร้: มีลักษณะเป็นผิวหนังสีคล้ำ หนา และมีนูนเป็นสัน สัมพันธ์โดยตรงกับภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดไขมันพอกตับ
2. สัญญาณเตือนอันตราย เมื่อตับเริ่มอักเสบหนัก (ระยะรุนแรง)
หากปล่อยให้ไขมันพอกตับอยู่นานโดยไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ไขมันจะเริ่มกัดกร่อนจนตับเกิดการอักเสบ และเกิดพังผืด ซึ่งจะเริ่มแสดงอาการชัดเจนมากขึ้น ดังนี้
ตัวเหลือง ตาเหลือง (ภาวะดีซ่าน): ตับไม่สามารถขับสารบิลิรูบิน (Bilirubin) ออกจากร่างกายได้ตามปกติ
ท้องอืด ท้องโตขึ้นผิดปกติ (ท้องมาน) หรือขาบวม: เกิดจากการไหลเวียนของเลือดในตับติดขัด จนแรงดันในระบบเลือดสูงขึ้นและมีน้ำรั่วซึมออกมาอยู่ในช่องท้องและเนื้อเยื่อ
เบื่ออาหาร คลื่นไส้ น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว: ร่างกายสูญเสียความสามารถในการย่อยและดูดซึมไขมัน รวมถึงสารอาหารต่างๆ
คันตามผิวหนังโดยไม่มีผื่น: เกิดจากการสะสมของเกลือน้ำดีในกระแสเลือด
รอยเขียวช้ำง่าย หรือเลือดหยุดยาก: เนื่องจากตับสร้างโปรตีนที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือดได้ลดลง
วิธีการตรวจเช็กให้แน่ชัดที่สุด
เนื่องจากอาการเริ่มต้นมีความคล้ายคลึงกับความเหนื่อยล้าทั่วไป หากคุณมีปัจจัยเสี่ยง เช่น มีภาวะอ้วนลงพุง เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ไม่ควรรอให้มีอาการแสดงก่อน แต่ควรเข้าได้รับการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ ดังนี้
ตรวจเลือด: เช็กค่าความผิดปกติของตับ เช่น ALT, AST และ GGT
อัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนบน (Upper Abdomen Ultrasound): สแกนดูเงาของไขมันที่สะสมในเนื้อตับ
ตรวจด้วยเครื่อง FibroScan: วิธีประเมินที่แม่นยำสูง สามารถบอกได้ทั้งปริมาณไขมันสะสม และระดับความแข็งของพังผืดในตับโดยไม่ต้องเจาะเนื้อตับ
ไขมันพอกตับเป็นเรื่องที่ “รู้ไว รักษาทัน” หากพบตั้งแต่ระยะแรก การปรับอาหาร ลดน้ำหนัก และออกกำลังกาย สามารถย้อนกระบวนการให้ตับกลับมาสมบูรณ์แข็งแรงดังเดิมได้ แต่หากปล่อยไว้จนมีอาการชัดเจน ตับอาจกลายเป็นพังผืดจนยากแก่การฟื้นฟู


