นายแพทย์เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ หรือ “หมอเจด” รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หมอเจด แชร์คำแนะนำสำหรับคนที่มีปัญหาท้องผูก ถ่ายยาก โดยเน้นย้ำว่า ลำไส้อาจไม่ได้ต้องการยาระบายเสมอไป แต่อาจกำลังเรียกร้องให้เรา “ลุกขึ้นมาขยับตัว” เพราะพฤติกรรมนั่งนาน เคลื่อนไหวน้อย คือหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ลำไส้บีบตัวช้าลง
หากใครไม่อยากพึ่งยาระบาย ลองทำตาม 5 เคล็ดลับขยับร่างกายกระตุ้นลำไส้ นี้ได้เลย!
1. หลังอาหารเช้า ลองเดินเบาๆ 10–15 นาที
หลังมื้อเช้า ร่างกายจะมีกลไกธรรมชาติที่เรียกว่า Gastrocolic reflex ซึ่งกระเพาะอาหารจะส่งสัญญาณบอกลำไส้ใหญ่ให้เริ่มบีบตัว การเดินเบาๆ รอบบ้าน เดินขึ้นลง หรือเดินในออฟฟิศช่วงเวลานี้ จะช่วยเสริมจังหวะการทำงานของลำไส้ ให้ขยับเคลื่อนตัวได้ดียิ่งขึ้น
2. นั่งทำงานนาน ๆ ให้ลุกเปลี่ยนอิริยาบถทุก 30–60 นาที
แม้ช่วงเย็นคุณจะออกกำลังกาย แต่การนั่งติดเก้าอี้รวดเดียว 8 ชั่วโมง ก็ทำให้ลำไส้ทำงานเฉื่อยชาได้ ลองตั้งนาฬิกาเตือนให้ลุกขึ้นยืดสายตา เดินไปตักน้ำ หรือแกว่งแขนเบา ๆ ทุก ๆ 1 ชั่วโมง เพื่อให้ลำไส้ได้เคลื่อนไหวตลอดวัน
3. ฝึกเข้าห้องน้ำให้เป็นเวลา ไม่รีบร้อน
ช่วงเช้าเป็นเวลาทองของลำไส้ ลองเผื่อเวลาหลังตื่นนอนสัก 10–15 นาที ดื่มน้ำอุ่นสักแก้ว แล้วไปนั่งเข้าห้องน้ำเวลาเดิมทุกวัน นั่งผ่อนคลายประมาณ 5–10 นาที (ไม่ควรเล่นมือถือ หรือเบ่งแรงๆ) เพื่อฝึกให้ร่างกายจดจำนาฬิกาชีวิตและสร้างนิสัยการขับถ่ายที่เป็นระบบ
4. ดื่มน้ำให้เพียงพอ ควบคู่การขยับร่างกาย
การกินไฟเบอร์หรือผักผลไม้เยอะๆ แต่ดื่มน้ำน้อย จะยิ่งทำให้อุจจาระแห้งและแข็ง ขับถ่ายยากกว่าเดิม ควรจิบน้ำเปล่าสม่ำเสมอตลอดวัน เพื่อให้น้ำเข้าไปช่วยให้อุจจาระอ่อนตัวลง และเคลื่อนที่ผ่านลำไส้ได้สะดวกขึ้น
5. ห้ามกลั้นอุจจาระเด็ดขาด
เมื่อรู้สึกปวดถ่าย ควรรีบไปเข้าห้องน้ำทันที การกลั้นไว้บ่อย ๆ จะทำให้ลำไส้ใหญ่ดูดน้ำกลับเข้าสู่ร่างกายมากขึ้น อุจจาระจึงยิ่งแข็งและถ่ายยาก นอกจากนี้ สัญญาณตอบสนองการปวดถ่ายจะลดลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคริดสีดวงทวารอีกด้วย
สุขภาพลำไส้ที่ดีเริ่มต้นได้ง่าย ๆ เพียงแค่เปลี่ยนจากการนั่งแช่ มาเป็นการขยับร่างกายเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวัน เพียงเท่านี้ก็ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่ายให้ทำงานได้สะดวก ไม่ต้องง้อยาระบายอีกต่อไป


