โรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke อาจฟังดูเหมือนเรื่องไกลตัวหรือเรื่องของคนวัยเกษียณ แต่รู้หรือไม่ว่าปัจจุบันคนวัยทำงานช่วงอายุ 30–40 ปี ป่วยเป็น Stroke เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
แต่ข่าวดีก็คือ แพทย์ยืนยันว่ากว่า 90% ของโรคหลอดเลือดสมองสามารถป้องกันได้ หากเราเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันก่อนที่หลอดเลือดจะเสียหายอย่างถาวร
...............................................................
ปรับ “อาหารการกิน” ปกป้องหลอดเลือด
การกินคือหัวใจสำคัญที่สุดในการปกป้องหลอดเลือด เพราะอาหารทุกมื้อส่งผลโดยตรงต่อ 3 ตัวการร้าย อย่างความดันสูง ไขมันสูง และเบาหวาน ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่นำไปสู่อาการสโตรก
เริ่มจาก “ลดความเค็มและโซเดียม” ตัวการอันดับหนึ่งที่ทำให้ความดันโลหิตพุ่งสูงจนหลอดเลือดเปราะแตกได้ง่าย พยายามคุมปริมาณโซเดียมให้อยู่ในระดับไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบเท่าเกลือประมาณ 1 ช้อนชา โดยเริ่มง่ายๆ จากการไม่ปรุงน้ำปลาเพิ่ม เลี่ยงการซดน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวจนหมดชาม และลดการกินอาหารแปรรูปหรือขนมกรุบกรอบ
ควบคู่ไปกับ การเลือกกินอาหาร โดยเน้นรับประทานผักผลไม้สดที่ไม่หวานจัดให้ได้หลากหลายในทุกมื้อ เลือกรักษาสภาพหลอดเลือดด้วยโปรตีนคุณภาพดีจากเนื้อปลา เต้าหู้ และถั่วชนิดต่าง ๆ พร้อมเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตจากข้าวขาวหรือแป้งแปรรูป มาเป็นข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ หรือธัญพืชไม่ขัดสีที่มีกากใยสูง ซึ่งช่วยดักจับไขมันและลดการสะสมของน้ำตาลในเลือด
สุดท้ายคือ การเลี่ยงไขมันเลวและน้ำตาลส่วนเกิน พยายามเลี่ยงอาหารกลุ่มของทอด ของผัดน้ำมันเยิ้ม กะทิ และเนื้อสัตว์ติดมัน รวมถึงตัดไขมันทรานส์จากเบเกอรี่และครีมเทียมออกไป ที่สำคัญควรงดเว้นเครื่องดื่มหวานจัดอย่างชานมไข่มุกหรือน้ำอัดลม เพื่อป้องกันภาวะดื้ออินซูลินและการเกิดคราบไขมันอุดตันตามผนังหลอดเลือดสมอง
ปรับ “พฤติกรรมชีวิต” เติมความแข็งแรงให้ระบบเลือด
พฤติกรรมในแต่ละวันส่งผลโดยตรงต่อความยืดหยุ่นและการไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ลองเริ่มปรับทีละจุดดังนี้
ขยับร่างกายสม่ำเสมอ: เน้นการออกกำลังกายแบบแอโรบิกความเหนื่อยระดับปานกลาง (เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ) อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ (เฉลี่ยวันละ 30 นาที, 5 วันต่อสัปดาห์) ช่วยให้หัวใจแข็งแรงและหลอดเลือดมีความยืดหยุ่นดีขึ้น
เลี่ยงการนั่งนานต่อเนื่อง: พฤติกรรมนั่งแช่ทำงานตลอดวัน ทำให้การไหลเวียนเลือดช้าลง ควรตั้งเตือนให้ตัวเองลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายหรือเดินขยับร่างกายทุกๆ 1 ชั่วโมง
ให้ความสำคัญกับการนอนหลับ: นอนหลับพักผ่อนให้ได้ 7–8 ชั่วโมงต่อคืน และควรสังเกตตัวเองหากมีอาการกรนหนักหรือสงสัยว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เพราะภาวะนี้จะทำให้ความดันโลหิตสวิงสูงขึ้นโดยไม่รู้ตัวขณะนอน
งดบุหรี่และจำกัดแอลกอฮอล์: งดสูบบุหรี่เด็ดขาด เพราะสารนิโคตินและสารเคมีในบุหรี่ทำให้หลอดเลือดหดตัว เร่งการเกาะตัวของไขมัน และทำให้หลอดเลือดแข็งตัวเร็วขึ้น ส่วนแอลกอฮอล์ควรกินแต่พอดีหรือไม่ดื่มเลยจะดีที่สุด เพื่อไม่ให้ความดันพุ่งสูง
จัดการความเครียดสะสม: ความเครียดเรื้อรังจะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วและหลอดเลือดหดตัว ลองแบ่งเวลาทำกิจกรรมผ่อนคลาย ฝึกลมหายใจ หรือนั่งสมาธิสั้นๆ เพื่อปล่อยวางความเครียดในแต่ละวัน
........................................................
ควรรู้จักสัญญาณเตือน B.E.F.A.S.T.
แม้จะป้องกันดีแล้ว แต่การรู้เท่าทันอาการเตือนจะช่วยเซฟชีวิตได้ทันท่วงทีภายใน 3.5 – 4.5 ชั่วโมง
B - Balance: เสียการทรงตัว เดินเซ มึนศีรษะเฉียบพลัน
E - Eyes: ตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อน หรือมองไม่เห็นเฉียบพลัน
F - Face: หน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว ยิ้มแล้วมุมปากตก
A - Arms: แขนขาอ่อนแรง ยกไม่ขึ้น หรือชาครึ่งซีก
S - Speech: พูดไม่ชัด พูดลำบาก นึกคำพูดไม่ออก
หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่ง ให้รีบไปโรงพยาบาลหรือให้คนใกล้ตัวนำส่งโรงพยาบาลทันที


