อาการใจสั่น หน้ามืด เหนื่อยง่าย หัวใจเต้นแรงหรือเต้นเร็วผิดปกติ เป็นอาการที่หลายคนเคยเจอ ซึ่งอาจเกิดจากความเครียด พักผ่อนน้อย ดื่มกาแฟ/แอลกอฮอล์มากเกินไป หรือออกกำลังกายหนัก แต่บางครั้งอาการนี้อาจเป็นสัญญาณของ “โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ” ที่ควรตรวจเช็ก
พญ.ภัทราณี ลีละพัฒนะ อายุรแพทย์โรคหัวใจ อนุสาขาสรีระไฟฟ้าหัวใจ ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลหัวเฉียว อธิบายว่า หัวใจของเรามีระบบไฟฟ้าควบคุมการเต้น หากระบบนี้ทำงานผิดปกติ หัวใจอาจเต้นช้ากว่าปกติ (ต่ำกว่า 60 ครั้งต่อนาที) เต้นเร็วเกินไป (มากกว่า 100 ครั้งต่อนาที) เต้นสะดุด หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ ซึ่งอาจทำให้เวียนหัว หน้ามืด หมดสติ เหนื่อยง่าย หรือในบางรายอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้
สาเหตุที่พบบ่อยของหัวใจเต้นผิดจังหวะ
1. ความเครียด พักผ่อนน้อย
2. ดื่มกาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง หรือแอลกอฮอล์มาก
3. ไทรอยด์ทำงานเกิน
4. โรคหัวใจ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง ลิ้นหัวใจรั่ว
5. ความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจตั้งแต่กำเนิด
หากมีอาการใจสั่นร่วมกับหน้ามืด เป็นลม เจ็บหน้าอก หอบเหนื่อย หรืออาการเกิดบ่อยครั้ง ควรเข้ารับการตรวจโดยแพทย์เฉพาะทาง
รักษาอย่างไร ?
การรักษาขึ้นกับชนิดของความผิดปกติ บางรายอาจไม่ต้องใช้ยา หากแก้ไขพฤติกรรมแล้วอาการดีขึ้น เช่น ลดคาเฟอีน พักผ่อนให้พอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะแบบมีความเสี่ยง แพทย์อาจพิจารณา
1. ให้ยา เพื่อควบคุมการเต้นของหัวใจ
2. การใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker) ในผู้ที่หัวใจเต้นช้า
3. การจี้ไฟฟ้าหัวใจ (RF ablation) เพื่อรักษาต้นกำเนิดของจุดที่ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งเป็นการรักษาที่ได้ผลสูงและปลอดภัย หลังรักษาส่วนใหญ่ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปติ
ป้องกันการเกิดซ้ำได้อย่างไร ?
แม้ป้องกันไม่ให้เกิด 100% ไม่ได้ แต่เราลดโอกาสเกิดได้ เช่น นอนให้เพียงพอ เลี่ยงคาเฟอีน แอลกอฮอล์ เครื่องดื่มชูกำลัง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ตรวจสุขภาพและติดตามอาการกับแพทย์ หลีกเลี่ยงความเครียดสะสม
ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลหัวเฉียว มีทีมแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจและหัวใจไฟฟ้า พร้อมเครื่องมือทันสมัย และบริการ Mobile ICU ตลอด 24 ชั่วโมง


