xs
xsm
sm
md
lg

มารู้จัก “ไวรัสตับอักเสบ” ชนิดต่าง ๆ กัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



หลายคนคงรู้จักหรือเคยได้ยินถึงโรคไวรัสตับอักเสบอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย ซึ่งอาจจะรับทราบข้อมูลคร่าว ๆ ว่าเป็นอย่างไร แต่ก็เชื่อได้เลยว่า โรคดังกล่าวนี้ ก็มีการแบ่งแยกปลีกย่อยไปด้วยเช่นเดียวกัน แถมแต่ละประเภทนั้นก็มีความแตกต่างกันออกไปด้วย ฉะนั้นแล้ว เพื่อความเข้าใจ เรามาดูคำอธิบายถึง ‘โรคไวรัสตับอักเสบ’ แต่ละชนิดกัน


ไวรัสตับอักเสบแบ่งออกเป็น 5 ชนิด

1. ไวรัสตับอักเสบ เอ

ไวรัสชนิดแรกนั้น ถือได้ว่ามีการพบบ่อยชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดจากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค ซึ่งตัวเชื้อโรคนี้จะมีการผ่านกระเพาะไปยังลำไส้ในเบื้องต้น แล้วเชื้อจะฝังอยู่ในลำไส้ หลังจากนั้นก็จะเคลื่อนไปสู่ตับ โดยหลังจากที่รับเชื้อประมาณ 2 สัปดาห์ ก็จะเกิดอาการตับอักเสบเฉียบพลัน อันนำไปสู่อาการ คือ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หรือ เกิดอาการดีซ่าน

2. ไวรัสตับอักเสบ บี


สำหรับไวรัสตับอักเสบชนิดบีนั้น สาเหตุก็มักเกิดจากการติดเชื้อ จากแม่สู่ลูก โดยแม่ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี จะทำให้เด็กเหล่านั้นส่วนใหญ่ เกิดการติดเชื้อระหว่างการคลอด ซึ่งการติดเชื้อจากสาเหตุนี้มักจะทำให้เกิดการแฝงตัวเป็นไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง

ขณะเดียวกัน ไวรัสประเภทนี้ก็มีจากเพศสัมพันธ์ผ่านทาง น้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด น้ำลาย น้ำตา และ น้ำนม ก็เข้าข่ายด้วย โดยผลที่เกิดในระยะยาวของการติดเชื้อไวรัสบีนั้นคือ ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะตับแข็ง และมะเร็งตับได้ในระยะยาว หากไม่ได้รับการติดตามรักษาที่เหมาะสม

3. ไวรัสตับอักเสบ ซี

ส่วนการติดเชื้อของประเภทซี มักเกิดมาจากการรับเลือดหรือการใช้ของมีคมร่วมกับผู้อื่น เช่น การสัก หรือการใช้เข็มฉีดยาที่ไม่สะอาด โดยเฉพาะในผู้ที่ใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น ซึ่งไวรัสชนิดนี้มักไม่ทำให้เกิดอาการผิดปกติใด ๆ จากภาวะตับอักเสบฉับพลัน แต่จะทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของตับ เมื่อมีการอักเสบไปนาน ๆ ก็จะเกิดพังผืดสะสมในตับจนกลายเป็นตับแข็งในที่สุด

4. ไวรัสตับอักเสบ ดี

เป็นไวรัสที่แฝงมากับไวรัสตับอักเสบ บี แต่ไวรัสประเภทนี้ เป็นไวรัสที่ไม่สมบูรณ์ในตัวเอง หรือเป็นไวรัสพิการ ซึ่งต้องอาศัยส่วนประกอบของไวรัสตับอักเสบ บี ในการแบ่งตัว

ดังนั้นการติดเชื้อจะเกิดขึ้นพร้อมกับไวรัสตับอักเสบ บี หรือ เกิดในผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีแฝงอยู่ในร่างกาย โดยอาการจะทำให้เกิดตับอักเสบซ้ำซ้อนขึ้นมาในผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบี การรักษาเป็นการรักษาร่วมกันไปกับไวรัสตับอักเสบบี

5. ไวรัสตับอักเสบ อี


ไวรัสนี้เป็นไวรัสตับอักเสบแบบล่าสุด โดยการเกิดโรคจะทำให้เกิดตับอักเสบเฉียบพลัน ตัวเหลือง ตาเหลือง ผู้ป่วยหลาย ๆ ราย อาจมีอาการเหลืองนานเป็นสัปดาห์ หรือ 2-3 เดือนได้ โดยเชื้อนี้มีการพบได้ทั้งในสัตว์ เช่น หมู กวาง และสัตว์อื่น ๆ อีกหลายชนิด โดยสาเหตุในการเกิดโรคในคนนั้น ผู้ป่วยจะมีประวัติสัมผัสหรือรับประทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ ซึ่งเป็นเหตุของการติดเชื้อได้

สำหรับอาการของโรคไวรัสตับอักเสบเฉียบพลัน นั้น สามารถแบ่งได้ 3 ระยะ คือ


1.ระยะอาการนำ
จะมีอาการอ่อนเพลีย มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามลำตัว ปวดกล้ามเนื้อ บางรายมีอาการคล้ายไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ เบื่ออาหารมาก คลื่นไส้ อาเจียน อาจปวดท้องบริเวณชายโครงขวามีท้องเสียได้ ปัสสาวะสีเหลือง เข็มผิดปกติ ฯลฯ อาการนำเป็นอยู่ 4-5 วัน จนถึง 1-2 สัปดาห์

2.ระยะอาการเหลือง “ดีซ่าน” ผู้ป่วยมีตาเหลือง ตัวเหลือง อาการทั่วไปดีขึ้น แต่ยังอ่อนเพลียอยู่อาการข้างต้นหายไป หายเหลือง โดยทั่วไประยะเวลาของการป่วย นาน 2-4 สัปดาห์ จนถึง 8-12 สัปดาห์

3.ระยะฟื้นตัว อาจใช้เวลา 2-24 สัปดาห์ (เฉลี่ย 8 สัปดาห์)

หากถามว่า การรักษาภาวะโรคตับอักเสบชนิดต่าง ๆ นั้น ทำอย่างไรบ้าง ในปัจจุบันนี้ ถือว่ายังไม่มียาที่รักษาโรคโดยตรง แต่จะเป็นการรักษาตามอาการ ดังนี้

-พักผ่อนให้เต็มที่ ในระยะต้นจะทำให้อ่อนเพลียลดลง

-งดการออกกำลังกาย

-งดการดื่มสุรา รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย น้ำหวาน น้ำผลไม้ ควรหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูงในระยะที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนมาก

-ในรายที่อาการมากอาจให้สารน้ำเข้าเส้นเลือดดำ ให้ยาแก้คลี่นไส้ ยาวิตามิน


วิธีป้องกันการติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบ

-การมีความอนามัยในส่วนบุคคล ได้แก่ การล้างมือให้สะอาด ก่อนทำสิ่งใดหลังการขับถ่าย การประกอบอาหารถูกหลักอนามัยเลือกรับประทานอาหารที่สุก น้ำดื่มที่สะอาด เป็นต้น

-หลีกเลี่ยงการรับ การสัมผัสเลือด น้ำเหลือง สิ่งคัดหลั่งของผู้อื่น ไม่ใช้เข็มหรือของมีคม ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น

-ไม่สำส่อนทางเพศ ใช้ถุงยางอนามัย

-การฉีดวัคซีนป้องกัน ทั้งไวรัสตับอักเสบเอ และ บี เพื่อป้องกันโรคดังกล่าว

ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลวิภาวดี, โรงพยาบาลศิขรินทร์, โรงพยาบาลศิริราช และ คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล