xs
xsm
sm
md
lg

โควิด-19 พร้อมใจกันอยู่แต่ในบ้านเพื่อ “หยุดโรค” แม้เสียหายระยะสั้น ดีกว่าเสียหายยืดเยื้อยาวนาน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

จากสถานการณ์โรคโควิด-19 ที่ระบาดอยู่ในขณะนี้ ได้สร้างปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจให้กับประเทศอย่างรุนแรง เพราะเป็นการระบาดระดับโลกที่ทุกประเทศมีความหวาดวิตกส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและการบริการ โรคดังกล่าวนี้มีผู้ป่วยอีกจำนวนมากที่ป่วยด้วยโควิด-19 แล้วหายเองโดยไม่ไปโรงพยาบาล แต่ก็ได้แพร่กระจายไปมากกว่าจำนวนตัวเลขที่มีการรายงานจำนวนผู้ป่วย “เท่าที่ตรวจ” ในขณะเดียวกันหากมีการแพร่ระบาดมากขึ้น จำนวนเตียงโรงพยาบาลภาครัฐทั้งหมดก็ไม่สามารถจะรับมือได้อย่างแน่นอน

แม้ว่าจะมีข้อมูลจากงานวิจัยว่าประเทศไทยจะโชคดีเพราะ ได้เปรียบในเรื่องสภาพภูมิกาศที่ร้อนชื้นกว่าอีกหลายประเทศที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของเชื้อ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าโรคดังกล่าวนี้ติดต่อผ่านสารคัดหลั่งและการสัมผัสต่อเนื่องจากผู้ป่วย ที่มีระยะเวลาที่เชื้อฟักตัว 14 วัน และระยะเวลาระบาดได้ไม่เกิน 21 วัน อีกทั้งมีประชากรไทยจำนวนมากที่ทำงานหรือต้องอยู่อาศัยในห้องปรับอากาศที่มีอุณหภูมิเย็นกว่าสภาพแวดล้อมภายนอก

ดังนั้น ปัญหาเรื่องโควิด-19 ยังมีโอกาสระบาดได้ต่อเนื่องยาวนานจากผู้ป่วยหรือจะป่วยแต่ยังไม่แสดงอาการจากต่างประเทศ รวมถึงการรวมตัวคนของประชาชนจำนวนมาก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปรากฏตัวเลขว่ามีประชากรที่มาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงโควิด-19 ที่ไม่ได้มีการกักตัว 14 วัน ได้เข้ามาในประเทศไทย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ถึงช่วงต้นมีนาคม 2563 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบาดมากแล้ว กว่า 8 แสนคน แปลว่าเราอาจมีผู้ป่วยที่ติดเชื้อและแพร่กระจายในประเทศตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์แล้วด้วยก็ได้

จากสถานการณ์ข้างต้น ปัจจุบันได้ส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจรุนแรงอยู่แล้ว อยู่ที่ว่ารัฐจะสามารถหยุดการระบาดได้ “เร็ว” เพียงใด หากรัฐยังประนีประนอมระหว่างการระบาดของโรคกับปัญหาเศรษฐกิจแล้ว ประเทศไทยจะมีตัวเลขใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างยาวนานและจะกระทบต่อปัญหาทางเศรษฐกิจและปัญหาการระบาดที่เป็นปัญหาอยู่จริงให้ขณะนี้ให้ทอดเวลายาวออกไปยาวนานขึ้น และอาจจะยาวนานกว่าที่หลายคนจะคาดคิด

การหยุดการระบาดของโรคที่ป่วยน้อยกระจายง่ายจำเป็นต้องใช้มาตรการที่ “เข้มข้น” ที่สุดเท่านั้นจึงจะสามารถหยุดการกระจายได้ ลำพัง “บุรีรัมย์โมเดล” ที่ทำเป็นต้นแบบนั้นไม่เพียงพอ เพราะเรื่องดังกล่าวนี้จะต้องทำกันอย่างพร้อมเพรียงทั้งประเทศเท่านั้นจึงจะมีโอกาสที่จะทำให้เราผ่านวิกฤติโควิด-19 ได้เร็วที่สุด เพราะถ้าต่างคนต่างทำคนที่ไม่ทำก็ยังทำให้เพิ่มความเสี่ยงได้อยู่ดี แถมยังให้คนที่ปิดตัวเองต้องเสียหายยาวนานขึ้นอีกด้วย



จากสถานการณ์ข้างต้นรัฐบาลจึงควรตัดสินใจ “ปิดประเทศระยะสั้นเพื่อเปิดประเทศระยะยาว” เพื่อทำให้สถานการณ์จบลงให้เร็วที่สุดดังต่อไปนี้

เฟสแรก หยุดนำโรคเข้าจากต่างประเทศในภาวะที่ยังมีโอกาสควบคุมได้ ด้วยการปิดการนำเข้าจากชาวต่างชาติทั้งหมด เพราะชาวต่างชาติทั้งที่อ้างว่ามาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงมากหรือเสี่ยงน้อย หรือแม้แต่อ้างว่าไม่เสี่ยงเลยนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นการประนีประนอมที่จะสร้างปัญหาระยะยาว เพราะเราไม่สามารถทราบได้ว่าคนๆนั้นได้เดินทางก่อนหน้านั้นมากี่ประเทศ โดยเฉพาะในปัจจุบันบริเวณด่านชายแดนยังอาจมีโอกาสที่ประชาชนจะมีการเดินทางเข้าออกโดยสะดวกนั้น จะต้องหยุดทั้งหมดโดยทันที อันเป็นการหยุดความเสี่ยงแม้กระทั่งผู้ทำงานในสายการบินที่มีโอกาสสูงที่จะรับเชื้อมาแพร่กระจายโดยที่เราไม่สามารถจะทราบความจริงได้หากยังไม่แสดงอาการ อย่างรก็ตามในเฟสนี้รัฐบาลได้ปิดโดยทางอ้อมระดับหนึ่งอยู่แล้ว

เฟสที่สอง แก้ไขปัญหาภายในประเทศหยุดการเดินทางและการรวมตัวเริ่มต้นจากการควบคุม 21 วัน (เพื่อให้สิ้นสุดระยะฟักตัวและการแพร่กระจาย) ในเฟสที่สองนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยหลายมาตรการ เช่น การหยุดรวมตัวทั้งหมด ปิดสถานที่เพื่อบิ๊กคลีนนิ่งภายในอาคาร และจุดเสี่ยงที่มีการสัมผัสต่อเนื่องนอกอาคาร โดยให้ประชาชนอยู่กับบ้านเพื่อสังเกตอาการ หากเป็นไข้ไม่มากและไม่รุนแรง (ซึ่งส่วนใหญ่จะหายป่วยเอง)ให้กักตัวเองอยู่กับบ้าน ทำงานอยู่กับบ้าน และเดินทางออกเท่าที่จำเป็น และส่งเสริมสมุนไพรในการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน จัดลงทะเบียนออนไลน์หรือทางโทรศัพท์ผู้ป่วยไม่หนักแล้วให้คำปรึกษาและคำแนะนำผ่านโทรทัศน์หรือโซเชียลมีเดียเพื่อติดตามผลและลดจำนวนผู้ป่วยที่มาเสี่ยงแพร่ระบาดมากขึ้นในโรงพยาบาล

ในระหว่างนี้ รัฐควรจัดงบประมาณหรือกองทุนหรือเงินกู้ระยะยาวดอกเบี้ยต่ำ รวมถึงมาตรการการลดหย่อนภาษีในบางภาคธุรกิจ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการภาคธุรกิจที่สายป่านไม่เพียงพอ แทนการจัดตั้งกองทุนพยุงตลาดหุ้น และให้ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงหรือมีอาการว่าจะหนักให้เข้าสู่การรักษาที่โรงพยาบาล

ในเฟสที่สองนี้จำเป็นจะต้องนำไปสู่ความเชื่อมั่นว่าไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศไทย หรือมีข่าวดีกว่านั้นคือมีการรักษาหายเกือบทั้งหมด ซึ่งเชื่อว่าทั้งองค์ความรู้ของการแพทย์แผนปัจจุบัน การแพทย์แผนไทย และธรรมชาติบำบัด ผนวกกับองค์ความรู้จากบทเรียนของอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศไทยจะสามารถผ่านบททดสอบในเฟสที่สองนี้ได้อย่างแน่นอน (ถ้าทำกันอย่างพร้อมเพรียงและเป็นเอกภาพจะทำให้ปัญหานี้สิ้นสุดเร็วที่สุด)

เฟสที่สาม ระยะฟื้นตัวภายในประเทศ ภายหลังจากเฟสสองสิ้นสุดแล้ว จึงใช้มาตรการกระตุ้นทางเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างพร้อมเพรียง โดยให้รัฐประกาศให้ประชาชนได้ออกมาใช้ชีวิตเป็นปกติในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยแล้ว โดยรัฐควรจัดงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มกำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งควรเน้นหนักไปในเรื่องภาคการท่องเที่ยวและการบริการเพื่อทำให้เกิดการใช้จ่ายเกิดขึ้นชดเชยภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ

เฟสที่สี่ การเปิดรับนักท่องเที่ยว โดยเลือกจากต่างประเทศที่ปลอดภัยแล้ว โดยเริ่มต้นจากประเทศที่ใช้มาตรการเข้มข้นในลักษณะเดียวกันและมีความปลอดภัย โดยให้เปิดไปที่ละประเทศ หรือเปิดประเทศอย่างสมบูรณ์เมื่อการระบาดโรคยุติแล้ว

การดำเนินมาตรการทั้ง 4 เฟสนั้น ต้องอาศัยภาวะความเป็นผู้นำที่สูง และต้องบอกกับประชาชนให้ทราบล่วงหน้าทั้ง 4 เฟสตั้งแต่แรก เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนวุ่นวายหรือลดแรงต้านให้น้อยลง และรวมพลังใจคนในชาติให้ฝ่าฟันวิกฤติไปสู่เป้าหมายเดียวกันอย่างมีเอกภาพ

ขอย้ำว่า ถึงแม้ประเทศจะไม่ดำเนินการตามมาตรการข้างต้น ก็เกิดสภาพปัญหาทางเศรษฐกิจรุนแรงอยู่แล้ว และมีโอกาสที่สถานการณ์อาจจะยืดเยื้อยาวนาน อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะมีความกล้าหาญในการตัดสินใจใช้มาตรการแรงเพื่อหยุดโรคนี้ยุติลงเร็วที่สุดหรือไม่เท่านั้น

การหยุดทุกกิจกรรมในระยะสั้น เป็นวิธีคัดกรองคนไข้และหยุดการระบาดได้ และติดตามผลได้ในเวลาเดียวกัน โดยไม่ให้เป็นภาระหนักเกินไปสำหรับบุคคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลภาครัฐที่แออัดและเสี่ยงติดเชื้อง่ายอยู่แล้ว ในขณะเดียวกันก็จะได้มีโอกาสทำความสะอาดในสถานที่และวัสดุเสี่ยงให้ได้อย่างพร้อมเพรียง ซึ่งทั้งหมดนี้หากพร้อมใจกันทำพร้อม ๆ กัน โอกาสที่จะเอาชนะโรคนี้ได้ในระยะเวลาอันสั้นกว่าที่คาดการณ์ก็เป็นไปได้มากขึ้น แต่หากดำเนินการแบบครึ่งๆกลางๆ ปัญหาตัวโรคและปัญหาเศรษฐกิจก็จะทอดเวลายืดเยื้อออกไปนานขึ้นกว่าที่คาดการณ์อย่างแน่นอน เช่นเดียวกัน
ด้วยความปรารถนาดี
ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต


กำลังโหลดความคิดเห็น...