xs
xsm
sm
md
lg

ฮึดสู้ปาฎิหาริย์ “ปอ-ทฤษฎี”

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


พ่อจ๋า, มีคนบอกว่า พ่อไม่มีเท้าซ้าย
เขาห่วง พ่อจะพาหนูเดินได้อย่างไร เขาห่วง ทางยังไกล เกินประคอง .........
แต่แม่บอกว่า ลูกจ๋า...มันไม่เกี่ยวกับเท้าทั้งสอง
ดูสิลูก..ที่พื้นดิน..ลูกลองมอง หนูจึงนั่งยองๆ ...แล้วมองดู ...............
เห็นไหม? แม่บอกว่า นั่นไง รอยเท้าพ่อยังอยู่
รอยความดีที่พ่อสร้างยังพร่างพรู ดั่งถนนให้หนูได้เดินตาม .............
แม่จะเป็นเท้าซ้ายให้กับพ่อ ให้พ่อนำเราเดินต่อมิครั่นคร้าม
พ่อจ๋า แม่บอกว่า รอยเท้าพ่องดงาม ต่อให้ไกลสุดฟ้าคราม...เราจะจูงกันไป ...........
ไม่เกี่ยวกับเท้าซ้ายหรอก แม่บอก ไม่เกี่ยวกับเท้าข้างไหน
พ่อจ๋า พ่อจ๋า อย่ากังวลใจ รอยเท้าพ่อสว่างไสว...กลางใจหนูแล้ว

บทกวีจากปลายปากกาของนักเขียน “พึงเนตร อติแพทย์” ถูกนำมาแชร์ต่ออย่างแพร่พลายในโลกออนไลน์ ภายหลังที่โรงพยาบาลรามาธิบดีออกจดหมายชี้แจงอาการของพระเอก “ปอ-ทฤษฎี สหวงษ์” ฉบับที่ 14 แจงเหตุว่าผู้ป่วยมีความดันเลือดที่ควบคุมได้ยากจากภาวะติดเชื้อที่เท้าซ้าย จำเป็นต้องตัดขาซ้ายระดับเหนือข้อเท้าเพื่อควบคุมการติดเชื้อที่รุนแรง
คำถามที่ตามมาแทบจะทันทีที่ทุกคนทราบข่าว ก็คืออาการ “ไข้เลือดออก” ที่พระเอกปอเป็นอยู่นั้น รุนแรงขนาดที่จะต้องตัดขากันเลยเชียวหรือ ? และการใช้เครื่องพยุงการทำงานของปอดและหัวใจ มีส่วนทำให้เกิดภาวะขาดเลือดไปเลี้ยงที่เท้าหรือไม่ ?
ก่อนที่จะได้รับคำชี้แจง จาก นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ที่เผยว่า
“ไข้เลือดออกไม่ได้มีผลโดยตรงที่ทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ไม่เพียงพอ แต่ผู้ป่วยไข้เลือดออกบางรายที่มีอาการรุนแรงถึงขั้นช็อก ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างอื่นได้ อาทิ อวัยวะต่างๆ ทำงานผิดปกติ ความดันต่ำ ทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะได้น้อยและไม่เพียงพอ ทำให้เนื้อเยื่อตาย เกิดการติดเชื้อที่บริเวณดังกล่าวได้ง่าย หากรุนแรง แพทย์จำเป็นต้องตัดอวัยวะส่วนนั้นออกเพื่อควบคุมการติดเชื้อไม่ให้แพร่กระจายและป้องกันภาวะช็อกจากการติดเชื้อ ซึ่งอาจจะทำให้เสียชีวิตได้”
ด้าน นพ.นรเทพ อัศวพัชระ นายแพทย์เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกัน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ระนอง ก็กล่าวถึงการใช้เครื่องพยุงการทำงานของปอดและหัวใจ (ECMO) ว่าเป็นเครื่องที่ช่วยการทำงานของหัวใจโดยจะช่วยสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย และช่วยการทำงานของปอดในการแลกเปลี่ยนออกซิเจน ไม่ได้มีส่วนทำให้เลือดไม่ไปเลี้ยงที่เท้า จนต้องตัดขา

อย่างไรก็ตามแฟนเพจเฟซบุ๊ก Spartan Doctor ของแพทยศาสตร์บัณฑิต ก็ได้โพสต์ข้อความอธิบายเพิ่มเติมว่า กรณี
นี้เป็นหลักการรักษาทางการแพทย์ ที่ต้องยอมตัดส่วนที่ติดเชื้อ เพื่อรักษาอวัยวะสำคัญส่วนอื่นๆ
“หลักการนี้คือ "Save life before Save limb" ยอมตัดส่วนน้อยคือขาที่เป็นส่วนติดเชื้อทิ้งออกไป เพื่อรักษาอวัยวะสำคัญที่เหลือ ไม่ว่าจะเป็น สมอง หัวใจ ปอด ไต และรักษาชีวิตไว้ น่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด และผ่านการพิจารณาไตร่ตรองมาอย่าง ถี่ถ้วน”

จากนั้นแฟนเพจ นศพ.ลูกเป็ด ก็ได้ทำภาพการ์ตูนแบบอ่านง่ายๆ ออกมาให้ความรู้ ความเข้าใจถึงเหตุและผลของการรักษาของวิธีการดังกล่าวเพิ่มเติมด้วย แต่แม้จะเข้าใจได้ว่าเป็นเหตุผลทางการแพทย์ แต่ทุกคนที่ติดตาม และให้กำลังใจพระเอกปอมาโดยตลอด โดยเฉพาะเพื่อนฝูงในวงการบันเทิง ก็คงอดที่จะใจหายไม่ได้อยู่ดี ไม่ต้องถามถึงความรู้สึกของคนทั้งครอบครัว โดยเฉพาะภรรยา “โบว์-แวนดา” และลูกสาววัยเพียง 2 ขวบ “น้องมะลิ-พาขวัญ สหวงษ์” ที่กำลังน่ารักน่าชัง

แต่ก็นับเป็นเรื่องที่น่ายินดี และทำให้หลายคนถึงกับน้ำตาซึม เมื่อมีข่าวว่าอาการของปอเริ่มส่งสัญญาณว่าค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ ภายหลังที่ทีมแพทย์จากโรงพยาบาลรามาธิบดีได้แจ้งอาการล่าสุดว่าเริ่มขยับตัว ลืมตา และหายใจเองได้แล้ว พร้อมทั้งถอดเครื่องพยุงการทำงานของปอดและหัวใจออก แต่ยังใช้เครื่องช่วยหายใจประคับประคอง ส่วนลำไส้ใหญ่ยังคงมีเลือดไหล ต้องให้เลือดแดงวันละ 10 หน่วย แต่แพทย์สามารถทำการผ่าตัดห้ามเลือดได้ โดยไม่จำเป็นต้องให้เลือดอีก ส่วนข้อเท้าซ้ายที่ตัดไป ก็ดีขึ้น ขณะที่เท้าข้างขวา ยังมีเลือดไหลหล่อเลี้ยง แต่ยังไม่จำเป็นที่จะต้องตัดเท้าตามที่เกิดข่าวลือออกมา ส่วนปอด ตับ ดีขึ้น สมองไม่มีผลกระทบ สิ่งที่ยังคงต้องเฝ้าระวัง มีเพียงเรื่องของไตที่ยังต้องมีฟอกอยู่เท่านั้น

เรียกว่าหลังจากที่ทุกคนภาวนาและเอาใจช่วยกันแบบวินาทีต่อวินาที ตอนนี้ก็เริ่มมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ อาจจะมองว่าเป็นเรื่องของปาฏิหาริย์ ที่เกิดขึ้นจริง ที่แม้กระทั่งพ่อของปอเองก็เชื่อเช่นนั้น แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าอาการของเขาที่ดีขึ้นตามลำดับนั้น เป็นเพราะได้รับกำลังใจที่ดีจากคนในครอบครัวที่จับมือ และอยู่เคียงข้างกันในภาวะวิกฤต โดยเฉพาะเสียงเพรียกแบบไร้เดียงสาจากลูกสาวตัวน้อย ที่เฝ้ารอวันที่พ่อปอจะลืมตาตื่นขึ้นมา

และที่จะไม่พูดถึงไม่ได้อีกเช่นกัน ก็คือการที่ปอได้รับการดูแลอย่างดีจากทีมแพทย์ของโรงพยาบาลรามาธิบดี ที่ทุ่มเท กับการรักษา เพื่อจะต่อลมหายใจของพระเอกทั้งในจอ และนอกจอคนนี้อย่างเต็มที่ อย่างสุดกำลังความสามารถ เห็นได้ชัดการการแถลงอาการครั้งล่าสุด ที่ระดมสรรพกำลังแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางแทบจะทุกแขนงมาชี้แจงอาการ และผลการรักษาเป็นขั้นเป็นตอนอย่างละเอียดลออ

จะเพราะปาฏิหาริย์ กำลังใจจากครอบครัว หรือการรักษาอย่างทุ่มเทของทีมแพทย์ก็แล้วแต่ ที่ทำให้ปอเดินทางผ่านพ้นจุดวิกฤตที่แทบจะต้องแลกด้วยชีวิตมาได้ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ก็คือจิตใจที่เข้มแข็งของเขาเอง ที่ต้องฮึดสู้กับความเจ็บปวด และบาดแผลจากการที่ต้องผ่าตัดซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึง 4 ครั้ง ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 1 สัปดาห์เศษ

อย่างไรก็ตาม ก็ยังเชื่อมั่นว่า “ฟ้าหลังฝน” จะยังคงงดงามเสมอ สำหรับพระเอกขวัญใจคนไทยทั้งประเทศคนนี้

“ปอ-ทฤษฎี สหวงษ์”

ที่มานิตยสาร ASTV สุดสัปดาห์ ฉบับที่ 316 28 พฤศจิกายน- 4 ธันวาคม 2558























กำลังโหลดความคิดเห็น...