xs
xsm
sm
md
lg

"คอลัมน์หมายเลข 7" แบบนี้สิถึงเรียกว่า(ทำ)ข่าว/ไก่ อำนาจ

เผยแพร่:   โดย: อำนาจ เกิดเทพ

ต้องยอมรับจริงๆ ครับว่าการมาของโลกโซเชียลรวมกับการก่อเกิดขึ้นของ "สมาร์ทโฟน" นั้นได้เปลี่ยนพฤติกรรมของคนในสังคมปัจจุบันไปอย่างเห็นได้ชัดทีเดียว

ที่เห็นได้เด่นชัดที่สุดนอกจากอากัปกิริยาอาการติดเกม ติดแชท ติดไลน์ ติดเฟซฯ แล้วก็เห็นจะเป็นเรื่องของการรับรู้ ข้อมูล-ข่าวสารนั่นเอง

จริงๆ ก็ไม่ทราบเหมือนกันครับว่า ระหว่างความสะดวกรวดเร็วและง่ายดายเพียงแค่ปลายนิ้วสไลด์ของคนรับสาร กับ "เนื้อหา - สาระ" ที่ถูกปรับเปลี่ยนเพราะคนส่งสารเองเห็นว่า "เหมาะสม" กับ "ช่องทาง" การนำเสนอนั้น อะไรกันแน่ที่เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป

กล่าวคือไม่สนใจที่จะอ่านอะไรที่มันยาวๆ ไม่ชอบไม่อยากจะดูอะไรที่มันเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความเข้าใจ หากแต่เลือกที่จะเสพข่าวสั้นๆ เรื่องที่มันฮือฮา หวือหวา โดยเฉพาะที่การันตีจากการที่คนอื่นแชร์ๆ กัน ส่งผลให้การรับรู้นั้นเป็นเสมือนกับการตามกระแสมากกว่าจะมาสนใจว่าจริงๆ ตนเองต้องการข่าวในลักษณะที่ว่านั้นจริงหรือไม่ หรือตนเองจะได้คุณค่าหรือได้อะไรจากการเสพนั้นๆ หรือเปล่า

หลายๆ คนอาจจะมีโอกาสได้ชมคลิปเด็กชายคนหนึ่งที่ล้างจานพลางร้องเพลงบ่นคุณแม่ไปด้วยแล้วเกิดความชอบอกชอบใจ แต่จะมีสักกี่คนกันที่จะสนใจว่าเด็กน้อยคนนั้นมีชื่ออย่างสุดเท่ว่าน้อง "เหนือฟ้า"???

ไม่ใช่ความผิดแต่อย่างไรเลยครับกับการที่ผู้บริโภคทั่วไปจะพึงพอใจในการเลือกที่จะรับจะเสพข้อมูลข่าวสารในรูปแบบลักษณะที่มันหวือหวา ฮือฮา โดยไม่ต้องการสาระอะไรมากมาย (จนถึงขนาดที่ว่าบางครั้งก็ไม่สนด้วยว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริงไม่รู้) แต่ที่มันน่ากลัวก็คือนับวันดูเหมือนคนป้อน "สื่อ" เองจะมีแนวคิดที่ไม่ต่างกันเพราะมองว่าข่าวประเภทนี้ เรื่องลักษณะนี้ "ขายได้" "คนสนใจ"

ไม่เพียงแต่ในโลกออนไลน์เท่านั้นครับ หากกรณีนี้ยังรวมไปถึงข่าวและรายการข่าวทางทีวีทั้งหลาย ส่งผลให้ในจอทีวีบ้านเราทุกวันนี้นอกจากจะอุดมไปด้วยรายการประเภทเอาข่าวมานั่งเล่าด้วยอารมณ์-ความเห็นส่วนตัว(ที่ไม่ใช่การวิเคราะห์)ของผู้ดำเนินรายการแล้ว ที่ขาดไม่ได้ก็เห็นจะเป็นการนำเสนอประเด็นหรือคลิปประเภทที่ระบุว่ามาจากการแชร์, กำลังเป็นที่ฮือฮาในโลกโซเชียล

บางรายการดีหน่อยก็มีการต่อยอด เสาะหาข้อมูลเพิ่มขึ้น แตกประเด็นออกไป แต่ส่วนใหญ่เท่าที่เห็นนั้นแทบจะไม่ได้ทำอะไรเพิ่มเติม บางทีไม่มีรายละเอียดแม้กระทั่งว่าเหตุการณ์ในคลิปเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร ฯ แต่ที่เอามาเสนอเพราะมันเสียวดี มันสยอง มันเแปลก มันกำลังฮือฮาและมันกำลังแชร์กันอย่างที่บอก

ด้วยเหตุที่หลายช่อง หลายหลายการ ต่างก็หันมาให้ความสนใจกับข่าวประเภทนั่นเองที่ส่งผลให้พื้นที่ๆ น่าจะเป็นสิ่งที่เรียกว่า "ข่าว" จริงๆ โดยเฉพาะข่าวเจาะ ข่าวขุดข่าวคุ้ย ข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของคนส่วนรวมในสังคมซึ่งปกติก็มีน้อยอยู่แล้วปัจจุบันดูเหมือนจะยิ่งลดบทบาท ลดคุณค่าความสำคัญลงไปเยอะทีเดียว

แต่ในจำนวนน้อยก็ใช่ว่าจะไม่มีเอาเสียเลยครับ หนึ่งในนั้นที่ผมมองว่าเป็นพระเอกเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งทั้งในเชิงของคนทำข่าวเองรวมถึงคนเสพข่าวก็คือ "คอลัมน์หลายเลข 7" ของสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 ที่ออกอากาศทุกๆ วันจันทร์-วันศุกร์ เวลาประมาณ 8.35-8.45 น.

เนื้อหาสาระของรายการจริงๆ ก็ไม่มีอะไรครับ หลักๆ เป็นการลงไปตรวจสอบในประเด็นต่างๆ ที่มีผู้แจ้งเบาะแสเข้ามา ซึ่งในการตรวจสอบนั้นทางทีมงานจะมีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) หรือจะเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัด ส่วนตำบอล ตามแต่ละท้องที่ต่างๆ ให้ร่วมเข้ามาตรวจสอบด้วย

ดังนั้นรายการนี้จึงมีทั้งภาพ ทั้งเสียง รวมถึงเอกสาร ใบรับรอง ตัวเลขต่างๆ ปรากฏเป็นหลักฐานในการนำเสนออย่างชัดเจน ไม่มีการมโนหรือคิดไปเองตามความคิดเห็นของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

อย่างที่รู้กันครับว่างบประมาณแผ่นดินของบ้านเราล้วนหมดไปกับการจัดซื้อ-จัดสร้างเสียเป็นส่วนใหญ่ดังนั้นหลายประเด็นที่ถูกแจ้งเข้ามาจึงเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินแผ่นดินผ่านโครงการต่างๆ ซึ่งแม้จะเป็นที่รู้ทั้งรู้กันอยู่แต่ก็ทำใจให้ยอมรับได้ยากจริงๆ ครับ

เช่น เรื่องเตาเผาขยะของเทศบาลเมืองเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งใช้งบก่อสร้างไปกว่า 199 ล้านบาท ด้วยโครงงานเลิศหรูว่าถ้าสร้างเสร็จจะสามารถรับเผาขยะได้วันละ 60 ตัน แต่พอรับมอบงานเสร็จเรียบร้อย เตาเผาดังกล่าวกลับไม่มีการใช้งานเลยสักครั้งเดียว ก่อนถูกปล่อยทิ้งร้างเป็นเวลานานกว่า 1 ปี จนสุดท้ายเทศบาลก็ต้องไปจ้างบริษัทเอกชนเข้ามาดูแล แถมยังใช้งานได้ไม่เต็มที่โดยเผาได้เพียงวันละไม่ถึง 20 ตัน ขณะที่ปัญหาเรื่องขยะก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิม

หรือจะเป็นกรณีอาคารร้าง 6 หลังริมแม่น้ำเจ้าพระยา ย่านสนามบินน้ำ จังหวัดนนนทบุรี ซึ่งจากการลงพื้นที่ตรวจสอบของทางรายการก็พบว่าอาคารดังกล่าวกรมสรรพสามิตผู้เป็นเจ้าของโครงการใช้เงินแผ่นดิน ปีงบประมาณ 2539-2541 ก่อสร้างไปกว่า 226,460,000 บาท เริ่มดำเนินงานปี 2539 ใช้เวลาก่อสร้าง 270 วัน สิ้นสุดสัญญาวันที่ 17 พฤศจิกายน 2541 แต่ได้รับการต่อสัญญาเนื่องจากผลกระทบทางเศรษฐกิจปี 2540 ก่อนจะมีการส่งมอบงานและตรวจรับกันในเดือนมกราคมปี 2546

หลังรับมอบอาคารดังกล่าวตามแผนงานจะต้องใช้งบประมาณตกแต่งภายในอีกกว่า 265,098,500 บาท แต่สุดท้ายเรื่องนี้ก็ต้องชะลอไว้ก่อน เนื่องจากต้องใช้งบประมาณไปในการฟื้นฟูประเทศ และนั่นเองที่เป็นเหตุให้อาคารดังกล่าวทิ้งร้างมาเป็นเวลา 10 กว่าปีจนเป็นที่ชินตาของคนแถวนั้น

ล่าสุดก็เป็นกรมสรรพากรที่เข้าไปรับโอนทรัพย์สินดังกล่าวมาจากกรมสรรพสามิตร พร้อมหวังที่จะนำอาคารร้างดังกล่าวมาปรับปรุงใช้งาน ซึ่งก็จะต้องมีการใช้งบประมาณอีกถึง 458 ล้านบาทกันเลยทีเดียว

นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องของศูนย์สินค้า OTOP จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ 50 ไร่ ริมทางหลวงเชิงเขากระต่ายที่ใช้งบประมาณก่สร้างไปกว่า 8 ล้านบาท แต่กลับถูกปล่อยทิ้งร้างไว้เป็นบ้านของนก-หนูนับตั้งแต่สร้างเสร็จในปี 2550 อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องที่น่ายินดีครับว่า หลังจากที่รายการลงไปตรวจสอบเรื่องนี้เมื่อปี 2555 ถึงตอนนี้มีข่าวว่าศูนย์ดังกล่าวมีแผนจะกลับมาใช้งานอีกครั้งในเดือนเมษายนปีนี้แล้วถึงแม้จะต้องใช้งบในการปรับปรุงอีกกว่า 8 ล้านบาทก็ตาม ฯ

ยังมีอีกหลายเรื่องหลายประเด็นเลยครับที่ทางคอลัมน์หมายเลข 7 นำมานำเสนอ ซึ่งสารภาพตรงๆ ว่าเวลาดูทีไรมันเกิดอารมณ์ความรู้สึกประมาณว่า...เป็นเวรเป็นกรรมของบ้านเราจริงๆ ที่แม่_เสือ_มีนักการเมือง ข้าราชการ ที่ทั้งชั่ว ทั้ง(แกล้ง)โง่ ได้ขนาดนี้...ทุกครั้งไปสิน่า

ท้ายสุด จะกดไลค์ข่าวไฮโซทะเลาะตบตีหมอเพราะเรื่องผู้ชาย หรือจะถูกใจคลิปหมากัดงู ฯ ก็ว่ากันไปครับ แต่เจียดเวลาสักนิดมาสนใจเรื่องในทำนองนี้บ้างจะดีมากๆ เลย

ไม่ต้องมีพลังวิเศษ ไม่ต้องเหาะหรือไต่กำแพงได้ ขอแค่ช่วยกันสังเกตสอดส่องเพื่อดูแลรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม แค่นี้ก็เป็นฮีโร่ของประเทศชาติได้ครับ
...
คอลัมน์หมายเลข 7 เฟซบุ๊ค
https://www.facebook.com/columnnumber7
กำลังโหลดความคิดเห็น...