“เครื่องจักรในโลกนี้จะไม่มาพร้อมชิ้นส่วนที่เป็นส่วนเกิน มันมักจะมีกลไกและชิ้นส่วนที่พอดีๆที่ทำให้มันทำงานได้ดีที่สุด ฉันถึงคิดว่าถ้าโลกนี้เป็นเครื่องจักรที่ว่า ฉันก็จะไม่ยอมเป็นกลไกที่เป็นส่วนเกิน เพราะฉันถูกส่งมาเกิดด้วยจุดประสงค์เพื่อประโยชน์สำหรับเหตุผลบางอย่าง และฉันต้องไปให้ถึงจุดนั้นให้ได้ และนั่นหมายถึงเธอเองก็เช่นกันที่ถูกส่งมาอยู่ที่นี่ด้วยเหตุผลบางอย่างเช่นกัน”
ประโยคดังกล่าวออกมาจากปากของเด็กชาย ฮิวโก้ ลาเบรต์ ในภาพยนตร์เรื่อง Hugo ที่คว้ารางวัลออสการ์ล่าสุดไปได้ 5 ตัว จากทั้งหมด 11 สาขาที่เข้าชิง และเป็นหนังที่เชียร์ให้ไปหามาดู เพราะตอนนี้ดีวีดีฉบับลิขสิทธิ์วางจำหน่ายกันทั่วไปแล้ว
แต่เรื่องน่าสนใจก็คือ ตัวละครเด็กตัวนี้พูดออกมาโดยมีแรงบันดาลใจจากหุ่นยนตร์ไขลานตัวหนึ่ง ซึ่งเขาใช้เวลาตลอดมาในการที่จะซ่อมแซมมันและทำให้มันทำงานได้ใหม่อีกครั้ง คือสามารถวาดรูปสวยๆ แทนเจ้าของได้เลย ทำคนดูหลายคนถึงกับงงว่า ไอ้เจ้าหุ่นยนต์ไขลานหรือที่เรียกว่า Automaton นันมันมีจริงด้วยหรือ และยิ่งไปกว่านั้นคนที่ประดิษฐ์มันขึ้นมาอย่าง ปาป้าจอร์จ เมลิเยส์ (Georges-Jean Méliès) เป็นสุดยอดฝีมืออย่างที่ในหนังของเขาจริงหรือไม่…วันนี้เราลองไปตามหาปริศนาตรงนี้กันดูครับ
ความจริงกลจักรไขลานนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนโบราณ ใครเคยอ่านสามก๊กตอนที่ก๊กของเล่าปี่เคยแก้ปัญหาเรื่องการขนเสบียงขึ้นภูเขาสูงด้วยการใช้โคยนต์เป็นตัวลากจูงและบรรทุกเสียงกรังและอาวุธขึ้นแทนที่จะใช้แรงงานสัตว์หรือแรงงานคนปกติ หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้ก็อดจะนึกไม่ได้อีกเช่นกันว่าโคยนต์ที่ว่าอาจจะเป็นจินตนาการของหลอกวนจงซึ่งเป็นคนแต่งบทงิ้วเรื่องสามก๊กนี้ขึ้นมา
เอาเข้าจริงเรื่องราวของโคยนต์ที่ใช้กลไกการขับเคลื่อนด้วยระบบไขลานที่ซับซ้อนนั้นกลับกลายเป็นเรื่องจริงไม่กี่เรื่องที่เกิดขึ้นในสมัยราชวงศ์ฮั่นล่มสลาย การใช้หุ่นยนต์รูปสัตว์หรือแม้แต่รูปคนเพื่อใช้ประโยชน์ต่างๆ นั้นมีมาตั้งนานแล้วนะครับ มีบันทึกอย่างเป็นทางการตั้งแต่สมัยพระเจ้าโจวมู่ แห่งราชวงศ์โจว ซึ่งอยู่ระหว่างปี 976–922 ก่อนคริสต์กาล บันทึกนี้เขียนโดย เล้ยจี้ อารักษ์ในวังหลวง พูดถึงนักประดิษฐ์คนหนึ่งที่ชื่อว่า เอียนฉี (Yanshi) ได้นำหุ่นยนต์มาถวาย หุ่นยนต์นี้สามารถที่จะร้องเพลงได้ ขยับหู ตา ปาก สามมารถร้องเพลงได้ถูกคีย์ รำก็ได้ไปจนกระทั่งถวายความเคารพต่อหน้ากษัตริย์ได้ เล่นเอาพระเจ้าโจวมู่ถึงกับต้องสั่งให้เอี้ยนฉีฉีกเครื่องในออกมาให้ดูว่ามันทำขึ้นมาได้อย่างไร ซึ่งก็พบว่ามันสร้างจากหนังสัตว์ ไม้ กาว แลคเคอร์ ส่วนสีสันที่ปรากฏก็เกิดจากการผสมสี แต่ที่น่าที่งกว่าก็นั้นก็คือ ลานต่างๆ ที่ถูกบรรจุไว้เข้าในนั้นลงตัวแหมือนในอวัยะต่างๆ ของมนุษย์ทีเดียว เรียกว่าพระองค์ลองดึงตรงไหนออก หุ่นก็ไม่สามารถทำอะไรที่เคยทำได้ ทำเอากษัตริย์ทรงสำราญสุดๆ
ประมาณศตวรรษที่ 5 ม้อจื้อนักพรต ศาสดาและนักปราชญ์อีกคนก็เคยบันทึกเอาไว้ว่า เขากับหลู่ปัง ลูกศิษย์ร่วมกันประดิษฐ์นกกลไกที่สามารถบินได้มาแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องของหุ่นกลไกนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างไร
ในฝั่งตะวันตกตั้งแต่สมัยกรีกโบราณก็มีสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่า Automaton กันมาแล้ว แต่ส่วนใหญ่ใช้ในเรื่องของตุ๊กตุ่นและหุ่นเพื่อการบูชาในศาสนามากกว่า แถมที่ใช้ในศาสนายังสามารถเปล่งเสียงได้ด้วย นัยว่าเอาไว้ทำให้คนเชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองร้องขอนั้นเทพเจ้าได้รับรู้กันเรียบร้อยแล้ว
ในประวัติศาตร์ของพวกยิว พระเจ้าโซโลมอน ก็อาศัยกลไกที่ว่าแอบติดตั้งไว้ที่บัลลังก์ของพระองค์เพื่อแสดงให้ประชาชนเห็นว่า พระองค์ได้รับการเห็นชอบจากเทพเจ้าที่จะมาดำรงตำแหน่งนี้ เพราะทุกกครั้งที่ออกท้องพระโรงเสียงสัตว์ป่าจะคำรามอย่างกึกก้องพร้อมเสียงฟ้าร้อง นกพิราบก็บินเอาผ้าคลุมมาคลุมให้ ซึ่งเสียงสัตว์และฟ้าร้องที่ว่าก็เกิดขึ้นมาได้ก็เพราะกลไกที่ว่าเช่นเดียวกันครับ
ทางตะวันออกกลางในศตวรรษที่ 8 ที่กรุงแบกแดด ประเทศอิรักในปัจจุบัน พูดถึงวังของกาหลิบ อัลมามุน ที่สร้างต้นไม้ทองคำที่สามารถออกดอกออกผลโชว์ได้ด้วย แถมวังนี้ยังมีกังหันดูดลมให้ไหลเวียนในวังให้เย็นสบาย ไม่นับหุ่นสัตว์ทั้งหลายที่ขยับและเคลื่อนตัวทั้งหู ตา ปาก ได้กันทั้งวัง กาหลิบท่านนี้ยังมีโรงงานสร้างหุ่นของตัวเองอีกด้วยนะครับ ขณะที่ในศตวรรษที่ 12 ถือว่าเป็นยุคทองของหุ่นยนตร์ในแถบนี้ เพราะมีนักประดิษฐ์ชั้นเซียนคนหนึ่งที่มีชื่อว่า อัล จาซารี แกเขียนหนังสือ The Book of Knowledge of Ingenious Mechanical Devices ยอดนักประดิษฐ์ผู้นี้สามารถทำหุ่นมนุษย์ที่บรรเลงดนตรีกันทั้งวงสำหรับงานปาร์ตี้ได้เลย ไม่นับพวกเครื่องปั๊มน้ำ ระบบกังหันที่ซับซ้อน เครื่องล้างมือ ไปจนกระทั่งระบบชักโครกในส้วม และนาฬิการูปร่างประหลาดของแกอีกมากมาย
สิ่งประดิษฐ์ของอัลจาซารีนี้ยังไปเจออยู่ในวังของพวกมองโกล ที่เคยยกทัพไปตีกรุงแบกแดดได้ด้วย แต่ที่จูหยวนจางผู้ล้มล้างราชวงศ์แมนจูได้เจอและยึดเอาไว้เป็นของเล่นส่วนตัวนั้นเป็นหุ่นเสือคำรามนะครับ
ในยุโรปนั้นความตื่นตัวในเรื่องที่ว่าน้อยกว่าที่อื่น ส่วนหนึ่งก็เพราะต้องผ่านยุคมืดทางศาสนามาเสียก่อน กว่าจะมาสนใจเรื่องนี้ก็คือในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ความรู้เรื่องของกลไกนั้น อยู่กับช่างทำนาฬิกาเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ที่ทำได้ซับซ้อนจนน่าทึ่งก็ไม่ใช่ใครอื่น “ลีโอนาโด ดาวินชี่” ซึ่งประดิษฐ์หุ่นกลไกไขลานเอาไว้หลายอย่างและหลายรูปแบบ หนึ่งในแบบร่างที่เขาเขียนไว้และเพิ่งค้นพบกันเมื่อราวๆ ปี 1950 นั้นบอกว่า หุ่นของเขาสามารถเคลื่อนตัว ขยับแขน และเดินไปที่เก้าอี้และนั่งได้เองด้วย แรงบันดาลใจจากหุ่นไขลานพวกนี้นำมาสู่การออกแบบเครื่องไม้เครื่องมือของการปฏิวัติอุตสาหกรรมกันในที่สุด
แต่ทว่ายุคทองของหุ่นไขลานในยุโรปกลับวิ่งกลับมาถึงจุดสูงสุดในยุคใกล้เคียงกับในหนังเรื่อง Hugo นี่แหล่ะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักมายากลที่ชื่อว่า Jean Eugène Robert-Houdin (1805–1871) หลายคนต้องถามว่าหมอนี่เป็นใคร คำตอบก็คือ อย่างเป็นทางการแล้วอูดินคือแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ที่ทำให้ เมลิเยส์ ตัวเอกในเรื่อง Hugo ได้เริ่มต้นชีวิตของการเป็นนักมายากลของแกนั่นเอง ที่สำคัญโรงละครที่เมลิเยส์แกใช้งานในการสร้างสรรค์ผลงานในชีวิตทั้งชีวิตของแก เมลิเยส์นั้นหลงไหลมายากลและหุ่นมากขนาดขายหุ้นโรงงานรองเท้าของตระกูลเพื่อซื้อต่อมาจากอูดินนี่แหล่ะครับ
ว่ากันว่าตอนที่เมลิเยส์ซื้อโรงละครของอูดินต่อนั้นมีหุ่นกลไกไขลานแบบซับซ้อนที่ว่าติดมาหลายตัวด้วย เหตุเพราะอูดินนั้นแกเป็นนักประดิษฐ์หุ่นเหล่านี้เพื่อเอามาใช้ในงานมายากลของแก (ใครอยากรู้เรื่องฮูดินหรือกลเม็ดเด็ดพรายของแกขอให้หาภาพยนตร์เรื่อง The Illusionist ซึ่งมีชื่อไทยประมาณ “นักมายากลถล่มบัลลังค์” มาดูนะครับ เพราะคนสร้างใช้กลเม็ดจากกลของอูดินมาทำซะเยอะเลย)
แต่ปัญหาของอูดินไม่ใช่ความสามารถในการประดิษฐ์หุ่นกลไก แต่เป็นเพราะความสร้างสรรค์มายากลที่จะทำให้คนตื่นเต้นด้วยแนวทางแบบใหม่ ไม่ใช่ซ้ำซากอยู่กับเรื่องเดิมๆ ซึ่งตรงนี้อูดินก้าวข้ามผ่านไม่ได้ ตรงกันข้ามเมื่อเมลิเยร์ซื้อโรงละครของอูดินต่อ เขารับเซ้งหุ่นกลทั้งหลายพร้อมกับเขียนสคริปต์ใหม่ๆ ที่น่าทึ่งขึ้นมาแทนและกลายเป็นดาวโรจน์แห่งวงการมายากลในที่สุด แถมยังได้รับการเลือกให้เป็นประธานสมาคมนักมายากลเสียด้วยซ้ำไปในปี 1895
เหตุที่ได้รับเลือกส่วนหนึ่งก็เนื่องจากเขาสามารถประดิษฐ์หุ่นของตัวเองขึ้นมาเพื่อทำให้คนทึ่งในระหว่างการหยุดพักครึ่งและทำให้คนดูต้องอ้าปากค้างด้วยคุณสมบัติและการแสดงที่ใกล้เคียงมนุษย์ของหุ่นรุ่นใหม่นี้ขึ้นมา แต่สุดท้ายหุ่นที่ชวนให้ทึ่งเหล่านี้ก็ต้องถูกแยกชิ้นส่วนออก เนื่องจากเมลิเยร์ต้องเอากลไกและเฟืองหลายๆ ตัวที่อยู่ในหุ่นเหล่านั้นเพื่อมาประดิษฐ์กล้องถ่ายภาพยนตร์ของเขาเอง ความรู้ในเรื่องกลไกนั้นถูกปรับมาเป็นการจัดการเรื่องฉาก สเปเชี่ยลเอฟเฟคท์ และการตัดต่อและการทำให้เกิดภาพลวงตาบนฟิล์ม จนสร้างชื่อให้เขากลายเป็นยอดนักสร้างภาพยนตร์ในยุคแรกของสื่อแขนงที่ 7 นี้อย่างยิ่งใหญ่ที่สุด
ส่วนเจ้าหุ่นที่เหลือมาอยู่ในเรื่อง Hugo นั้น เท่าที่มีหลักฐานเขาสามารถทำได้เจ๋งอย่างในหนังหนังจริงๆ ครับ เพราะมีหุ่นอีกมากที่ถูกประดิษฐ์อยู่ในช่วงเวลาเดียวกันและปัจจุบันถูกเก็บไว้ในพิพิทธภัณฑ์ก็สามารถวาดรูปได้อย่างในหนังนั่นเองครับ



