xs
xsm
sm
md
lg

จากเชฟกระทะเหล็กมาสู่เชฟกระทะแหลก/ต่อพงษ์

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


รายการ "เชฟกระทะเหล็ก ไทยแลนด์" ออกอากาศมาได้พักหนึ่งแล้ว ท่ามกลางเสียงก่นด่าจากผู้ชมที่เคยชมรายการนี้ผ่านทางโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมหรือเคเบิ้ลทีวีอย่างชนิดไม่ได้ผุดได้เกิดกัน ผิดความคาดหมายที่ผู้ที่ตั้งใจซื้อรายการนี้มาทำในเวอร์ชั่นไทยไปเยอะทีเดียว

ผมเองนั่งดูตั้งแต่เทปแรกก็อดจะคิดไม่ได้ว่า คนที่เขาไปซื้อมาคงลืมจิตวิญญาณที่ทำให้รายการนี้มันฮิตและประทับใจคนไปทั่วโลกไปทั้งหมด พูดง่ายๆ กะว่าจะเอาชื่อมาอย่างเดียวมาเรียกสปอนเซอร์ผู้สนับสนุนรายการ ส่วนจะออกลูกมาเป็นวัว เป็นม้า หรือเป็นควายก็ตามเรื่องกันไป

จริงๆ นะครับ สำหรับแฟนๆ ของรายการต้นฉบับคงผิดหวังกันอย่างกู่ไม่กลับ ไล่มาจากสีสันที่พยายามใส่เข้ามาในฉากที่ดูราคาถูกเป็นบ้า ตามมาด้วยวัตถุดิบที่วางๆ กันไว้แบบไร้ราคา(แม้จะพยายามมีเสียงบรรยายว่ามันสดมากเลย แต่สีที่ออกมาในจอมันแห้งแล้งเสียนี่กระไร) สีสันของอาหารที่หามุมถ่ายดีๆไม่ได้เลย ไปจนกระทั่งมุกตลกที่บรรดา “เชฟกระทะแหลก” ใส่เข้ามา พริตตี้สาวที่คอยยกเครื่องปรุงต่างๆ ป้ายสปอนเซอร์อย่างมอเตอร์ไซค์ที่ฉายแล้วฉายอีกแบบจงใจ เสียงกรี๊ดของคนดูที่กรี๊ดราวกับดูรายการสามช่าอยู่ การโฟกัสไปที่เครื่องหมายการค้าของเครื่องปรุงรส อุปกรณ์หม้อและกระทะ โดยตกโฟกัสอาหารในจาน ไปจนกระทั่งเงื่อนไขแปลกๆ ประเภทที่ผู้จัดหวงหรือ “งก” วัตุดิบในการปรุง อย่างการให้โจทย์เป็นไข่ปลาคาเวียร์ แต่มีเงื่อนไขคือ ให้ใช้ได้แค่ 1 ช้อนเท่านั้น เพราะมันแพง!!

หรือแม้กระทั่งประโยคเด็ดและภาพเด็ดของรายการนี้ที่ท่านประธานคากะซึ่งเป็นเจ้าของผู้สร้างสังเวียนของการประลองทำอาหารที่เรียกว่า Kitchen Stadium แล้วต้องกัดพริกหวาน แต่พอมาเป็น “แม่ช้อย สันติ” ที่มารับบทท่านประธานเมืองไทยมากัดอะไรซักอย่างมันก็ดูไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่…ทำไมไม่ให้แกกัดพริกหนุ่มหรือพริกชี้ฟ้าก็ไม่รู้? แถมบทบาทของท่านประธานดูจะน้อยกว่าบทบาทของท่านชาคริตที่คอยบรรยายเสียอีก

สิ่งที่แย่ที่สุดในรายการนี้ก็คือ ความห่างชั้นของเชฟกระทะเหล็กกับผู้ท้าชิง

จริงๆ การปรับอารมณ์ขัน (ตลก-ผี-กระเทย)ให้มีในรายการตามสไตล์บันเทิงไทยที่ควรจะต้องมี อย่างเอาเชฟกระทะแหลกมา ก็พอจะรับได้อยู่ถ้าเผื่อว่ามันไม่ไปทำลายจิตวิญญาณของรายการนี้ นั่นคือ ความจริงจังในการแข่งขันทำอาหาร หรือการนำเชฟมาแข่งรอบคัดเลือกโดยมีนักชิมปริศนามาก็ทำให้รายการนี้เสียเชฟที่จะทำให้อรรถรสของการประลองอาหารลดลงไปอีก…(รายการอย่าง Master Chef มันยังรู้ก่อนเลยว่าจะทำอาหารให้กรรมการพวกไหนชิม)

แต่อย่าเพิ่งด่ากันกระจายกับเชฟกระทะเหล็ก ไทยแลนด์ เรื่องจริงก็คือ เมื่อ Iron Chef ได้ขายลิขสิทธิให้กับโทรทัศน์ต่างๆ ทั่วโลก หลายต่อหลายที่ก็เอาไปปรับเพื่อให้เหมาะกับคนในประเทศของเขาเหมือนกันนะครับ อย่างฉบับอเมริกาที่ได้ตอนแรกได้ วิลเลี่ยม แชตเนอร์ มาเป็นท่านประธาน ในการออกอาการแบบทดลอง ก็ปรากฏว่าทำไปได้แค่ 2 ตอนก็ต้องมารื้อกันใหม่ เพราะไม่ประสบความนิยมเหมือนรายการต้นฉบับเหมือนกัน เนื่องจาก ฉบับอเมริกาผลิตนั้น ถ่ายอาหารไม่สวยเลย แถมช่วงที่จะต้องสู้กันในการทำอาหารก็ดูไม่ค่อยเน้นเท่าที่ควร กว่าจะกลายมาเป็นรายการ Iron Chef America ซึ่งมี Mark Dacascos มาเป็นพิธีกรและรับบทประธานเหมือนคากะ (แต่ในตอนเริ่มต้นบอกว่าเป็นหลานของคากะนะครับ) ก็ออกอากาศตอนแรกอีกครั้งในปี 2005 โน่น แต่กระนั้นเมื่อเอามาออกอากาศแทนรายการเชฟกระทะเหล็กญี่ปุ่น คนดูที่เคยดูก็ด่ากันหูไหม้เหมือนกันว่า มันเทียบชั้นกันไม่ได้ นั่นแสดงให้เห็นว่าการปรับรายการเชฟกระทะเหล็กให้เป็นของท้องถิ่นนั้นไม่ใช่เรื่องหมูๆ ทีเดียว

แต่สำหรับคนที่ไม่เคยเจอรายการเชฟกะทะเหล็กของจริง หรือ Iron Chef นั้นผลิตโดย ฟูจิ เทเลบิ ของญี่ปุ่นครับ ออกอากาศครั้งแรกเมื่อเดือน ตุลาคม 1993 และออกอากาศตอนสุดท้ายเมื่อวันที่ 24 กันยายน 1999 รวมทั้งสิ้น 302 ตอนถึงจะเลิกกันไป (แต่กระนั้นก็ยังฉายรีรันในหลายๆ ช่องและหลายประเทศ) ปัจจัยหลักก็คือ เพราะ เชน เคนอิชิ ตำนานเชฟกระทะเหล็กจีนกับ เชฟ ฮิโรยูกิ ซาไก เชฟกระทะเหล็กอาหารฝรั่งเศสแกเบื่อและเครียดกับการแข่งขันและต้องการกลับไปดูแลกิจการของตัวเองอย่างจริงจัง

รายการนี้เคยได้ชื่อว่าเป็นรายการทำอาหารที่มีต้นทุนผลิตที่แพงที่สุด (แต่เข้าใจว่าตอนหลังจะโดน Master Chef หรือ Hell Kitchen ของเชฟแรมซี่ย์แซงนี่แหล่ะ) เพราะเขาต้องการสะท้อนและนำเสนอมหัศจรรย์แห่งจานอาหารมาให้แก่ผู้ชม โดยเริ่มจากการสร้างสนามประลองหรือ Kitchen Stadium ขึ้นมา พร้อมด้วยการยัดเครื่องปรุงชนิดท็อปสุดๆ ลงไปในรายการโดยไม่มีกั๊กไว้ โดยงบของเครื่องปรุงไม่ว่าจะเป็นฟัวกราส์ หูฉลาม เห็ดทรัฟเฟิล เห็ดมัตสึทาเกะ คาเวียร์ รังนก ทำเอาบิลค่าใช้จ่ายเฉพาะเครื่องปรุงในบางซีซั่นเคยพุ่งไปถึง 7 ล้านดอลล่าร์เลยก็มี สถิติที่เคยบันทึกไว้เกี่ยวกับเครื่องปรุงก็คือ ในศึกรังนก ค่าใช้จ่ายในการซื้อรังนกปาเข้าไปที่ 4 หมื่นดอลล่าร์ หรือล้านบาทเศษๆ ในตอนเดียว

พิธีกรหลักของรายการก็คือท่านประธานคากะ ซึ่งรับบทโดยนักแสดงรุ่นใหญ่ของญี่ปุ่นที่ชื่อว่า ทาเคชิ คากะ แต่ละตอนของเชฟกะทะเหล็กก็ไม่มีเงื่อนไขอะไรมากครับ เขาจะเปิดเรื่องด้วยการให้ท่านประธานคากะรำลึกถึงวัตถุดิบหรืออาหารบางอย่างที่เคยเป็นที่ประทับใจของแก แล้วไอ้สิ่งที่ประทับใจก็จะกลายเป็นวัตุดิบที่เป็นหัวข้อของการประลอง โดยที่จะมีเชฟสุดยอดฝีมือจากทั้งในญี่ปุ่นเองและจากหลายชาติมาประลองโดยชี้หน้าไปที่เชฟกระทะเหล็กแต่ละคนว่าเขาจะเลือกใครมาเป็นคู่มือ เชฟกระทะเหล็กจีนอาจจะถูกเลือกโดยคู่แข่งที่เป็นเชฟฝรั่งเศสก็ได้ แต่ประเด็นก็คือ การสร้างสรรค์อาหารให้ได้ภายในเวลาจำกัดก็คือ 1 ชั่วโมงโดยประมาณเพื่อจะทำให้คณะกรรมการที่เป็นพวกคลั่งไคล้การชิมและเป็นคอระดับไฮคลาสด้านอาหารได้ตัดสินลงคะแนนและร้องครางในความอร่อยที่ระเบิดในปากของพวกเขาเหล่านั้น

เพราะฉะนั้นบรรดากรรมการที่เชิญมาตัดสินก็เลยจะต้องเน้นพวกคลั่งไคล้และบูชาอาหารชั้นเลิศเป็นหลัก มิใช่ใครก็ได้มาเทสต์ กรรมการที่เคยผ่านรายการนี้บางคนก็กลายเป็นนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นก็มีนะครับอย่าง ริวทาโร่ ฮาชิโมโต้, โยชิโร่ โมริ หรือ ยูกิโอะ ฮาโตยาม่า ซึ่งสามคนนี้เคยดำรงตำแหน่งนายกฯญี่ปุ่นทั้งสิ้น ไม่นับบรรดาเชฟที่มีชื่อเสียง นักเบสบอลดัง นักซูโม่อย่างโยโกซุนะ และนักชิมและนักวิจารณ์อย่าง อาซาโกะ คิชิ

แต่ความน่าทึ่งของรายการไม่ใช่แค่เรื่องของเครื่องปรุงราคาแพงที่อนุญาตให้ใช้ชนิดไม่มีอั้น แต่เพราะ ความสรร้างสรรค์ของเชฟและความเหนือชั้นของผู้ท้าชิงต่างหากที่เข้ามาและพร้อมจะทำให้การแข่งขันมันสูสี ดูสนุก และน่าทึ่งกับการสร้างสรรค์อาหารใหม่ๆ หรืออาหารคลาสสิกที่ปรับเปลี่ยนไปตามโจทย์ของวัตถุดิบ ไปจนกระทั่งการถ่ายทำที่ทำให้อาหารจากโทรทัศน์นั้นส่งกลิ่นและเรียกน้ำย่อยให้แก่คนดูได้เลยละครับ

ความจริงเบื้องหลังของการถ่ายทำฉบับญี่ปุ่นนั้น ผู้ที่เข้าแข่งขันจะได้รับการบอกโจทย์วัตถุดิบก่อนประมาณ 4 วัตถุดิบเผื่อเวลาให้ทั้งเชฟกระทะเหล็กและผู้ท้าชิงได้มีโอกาสได้คิดก่อน แต่เมื่อถึงเวลาถ่ายทำจริงๆเขาถึงจะประกาศวัตถุดิบที่เป็นโจทย์ที่ประธานคากะเลือก แต่ก็ยังคงวนๆ อยู่ใน 4 วัตถุดิบที่แจ้งไว้ล่วงหน้านะครับ นอกจากนั้นในการแข่งขันเชฟและผู้ท้าชิงจะต้องทำอาหารไว้สองชุด ชุดแรกเมื่อทำเสร็จแล้วก็จะยกไปให้ช่างภาพที่ถ่ายอาหารเป็นอาชีพเขาได้ถ่ายก่อน เพื่อเก็บความงามของอาหารจานนั้น ขณะที่จานที่ยกให้บรรดากรรมการชิมนั้นก็เป็นอีกเซ็ตหนึ่ง

ผมถึงบอกว่าจิตวิญญาณของรายการนี้มันอยู่ที่ 1.ความจริงจัง 2.ความงดงาม 3.ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของอาหาร การใช้งานวัตถุดิบต่างๆ ให้ดีที่สุด และ 4.ความเก่งกาจของผู้เข้าแข่ง โจทย์ที่เชฟกระทะเหล็กประเทศไทยจะต้องคิด (กรณีที่ถ้ายังดันทุรังทำต่อไป)ก็คือจะทำให้ทั้งสี่สิ่งนี้ไปปรากฏอยู่ในรายการได้อย่างไร

แต่ถ้ายังดันทุรังเลือกที่จะใช้การนำเสนอแบบนี้อยู่ ผมว่าลองปรับชื่อรายการเป็น “ เชฟกระทะแหลก” ก็อาจจะเหมาะสมมากกว่า

กำลังโหลดความคิดเห็น