xs
xsm
sm
md
lg

มันคือ ซีไอเอ (1)/ต่อพงษ์

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ใครที่ชื่นชอบหนังโดยเฉพาะแอ็กชันสืบสวนสอบสวนจากฮอลลีวูดต้องคุ้นชินกับองค์กรหนึ่งของสหรัฐอเมริกาที่บางครั้งตัวละครที่ว่าก็เป็นพระเอกของเรื่องที่น่าทึ่ง เช่นเดียวกับที่หลายครั้งองค์กรที่ว่าก็เป็นไอ้ตัวโคตรแสบและโคตรเลวร้ายสุดๆ ของเรื่อง พูดง่ายๆ ว่าเป็นองค์กรที่โคตรสุดโต่งทางด้านความดีและความชั่วอย่างเหลือเชื่อ

องค์กรที่ว่าก็คือ ซีไอเอ หรือหน่วยข่าวกรองกลางของสหรัฐฯ (แปลตามตัวจาก The Central Intelligence Agency) เพราะมันรวบรวมข่าวกรองและข่าวไม่กรองทุกอย่างที่จะเป็นภัยต่ออเมริกาทั้ง โดยไม่สนว่าเหตุอันควรที่จะเกิดภัยนั้นอยู่ในอเมริกาหรือภายนอกสหรัฐอเมริกา

หลายคนอาจจะมองว่าไอ้การข่าวที่ว่านี้มันต้องสะสมทั้งความดีและความชั่วแบบสุดโต่งแบบนั้นเชียวหรือ คำตอบก็คือ ใช่ครับ เพราะข่าวดีๆ นั้นมันไม่ได้มาแบบง่ายๆ มันต้องไปเอาถึงแหล่งข่าว ต้องมีกระบวนการพิเศษที่จะได้ข่าวมา จะซื้อ จะติดสินบน จะใช้เทคโนโลยีต่างๆ จะแอบลอบดักฟัง จะใช้กำลังบังคับขู่เข็ญเพื่อให้ได้ข้อมูลอันมีค่ามา ก็ล้วนแล้วแต่จะต้องทำเพื่อให้ได้ข้อมูลหรือข่าวอันจะทำให้สหรัฐปลอดภัยมากที่สุด

องค์กรนี้พัฒนามาจากหน่วย OSS ซึ่งเป็นหน่วยข่าวสืบราชการลับของกองทัพสหรัฐฯในสงครามโลกครั้งที่สองแต่เมื่อสงครามยุติลง การคาดคะเนว่าสหรัฐฯจะต้องโดนปองร้ายมันก็มี OSS จึงถูกยกเลิกและเปลี่ยนแปลงให้มาเป็น CIA อย่างที่เห็น โดยเพิ่มอำนาจและขอบเขตในการปฏิบัติการ แถมยังเป็นหน่วยงานลับที่มีงบประมาณลับๆ และขึ้นตรงต่อคณะกรรมาธิการของสภาสหรัฐฯที่จะต้องรายงานสรุปไปจนกระทั่งเสนอโปรเจกต์หรือ “แผนพัฒนาต่างๆ” หรือ “โครงการต่างๆ” ในทุกๆ ปี

ไอ้เรื่องงบประมาณนี่แหละครับที่เป็นตัวสำคัญ เพราะแต่ละหน่วยจะอยู่ได้ หลายครั้งก็ขึ้นอยู่กับโปรเจกต์ต่างๆที่จะนำเสนอ เพราะถ้าโปรเจกต์ดีมีอนาคต งบประมาณสนับสนุนก็จะมีมาก และอาจจะมีไหลเข้าไปสู่กระเป๋าของผู้ที่คุมงบประมาณในการปฏิบัติงานของโครงการกันอยู่

ใครเคยดูเรื่อง Bourne ทั้งสามภาคไหมล่ะครับ จะเห็นว่าโครงการแรกเริ่มที่ฝึกนักฆ่าขึ้นมา นั่นคือ “เทรดสโตน โปรเจกต์ (Treadstone Project)” จากปากคำของนายคลองกลินที่ออกมาตามล่า เจสัน บอร์น ในภาคแรกนั้น เขาบอกว่า พระเอกของเราคือทรัพย์สินมูลค่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐที่ใช้การไม่ได้ ต่อมาในภาค 2-3 ถึงจะเริ่มมีแผนงาน “ แบล็กไบรอาห์” ซึ่งเป็นแผนงานใหม่ที่นายแอ็บบอตที่ไปเสนอโครงการนี้ทางคณะกรรมาธิการของสภา แกบอกว่าเป็นโครงการเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสาร แต่เอาเข้าจริงมันก็คือโครงการฝึกนักฆ่าและปฏิบัติการฆ่าศัตรูของสหรัฐเหมือนกัน ซึ่งในภาคสองปรากฏว่านายแอ็บบอตซึ่งแกเป็นคนควบคุมทั้งโครงการเทรดสโตน และโครงการณ์แบล็กไบรอาห์ แกดันไปหาทางเอาเงินของโครงการไปแบ่งกับไอ้รัสเซียจอมโหดจนกระทั่งรวยอู้ฟู่ทั้งคู่ แต่เพื่อจะปิดบังเรื่องดังกล่าวแกก็เลยต้องมาใส่ร้ายพี่ เจสัน บอร์น ของเราว่าไปทำงานให้ต่างชาติ ทั้งๆ ที่บอร์นกำลังสุขอยู่กับเมียในอินเดียโน่น สุดท้ายพี่บอร์นก็เลยต้องกลับมาล้างแค้นตามความเชี่ยวชาญ 30 ล้านเหรียญของแก

นั่นคือปัญหาทางงบประมาณที่ถูกยักยอกไปจนกระทั่งกลายเป็นเรื่องราวสุดมันตามมา

แต่ซีไอเอนั้นไม่ใช่องค์กรที่มีเฉพาะนักฆ่านะครับ เพราะเอาเข้าจริงเรื่องราวข่าวสารนั้นมีค่ายิ่งกว่าอาวุธทั้งมวล ใครดูเรื่อง Hunt For The Red October หรือ The Patriot หรือพูดง่ายๆ ภาพยนตร์ที่มีพระเอกคือ “แจ็ก ไรอัน” (ภาคแรกแสดงโดย อเล็ก บาลด์วิน และภาค 2-3 แสดงโดยแฮริสัน ฟอร์ด) ก็จะเห็นว่าพระเอกของเราคือ แจ็ก นั้นเป็นนักวิเคราะห์ข้อมูลไม่ใช่นักฆ่าแต่อย่างใด แกเป็นถึงศาสตราจารย์เชียวนะครับ

เพราะฉะนั้น หน่วยงานต่างๆ ขององค์กรแห่งนี้จึงหนักไปในเรื่องของการรวบรวมข่าวสารเสียมากกว่า แม้ว่ารายงานลับๆ ของต่างประเทศจะประเมินกันว่าซีไอเอมีองค์กรย่อยอยู่ถึง 16 หน่วยงาน แต่เอาเข้าจริง เขาแยกออกเป็นสี่ส่วนเท่านั้น แต่ใน 4 ส่วนที่ว่านี้จะแยกย่อยออกไปจนครอบคลุมทุกอย่างในโลก

1. หน่วยข่าวกรอง (The Directorate of Intelligence) รับผิดชอบในเรื่องของการรวบรวมข่าว ทำรีเสิร์ช และวิเคราะห์ พวกนี้สั่งการและนั่งทำงานเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่เป็นขาลุย แจ็ก ไรอันก็อยู่ในส่วนนี้แหล่ะครับ

2. หน่วยปฏิบัติการภาคสนาม (The Directorate of Operations) พวกนี้คือขาลุย มีหน้าที่ออกสู่ภาคสนาม ทำงานลับแฝงตัวเข้าสู่พื้นที่ ไปจนกระทั่งตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม ปัจจุบันเข้าใจว่าจะเปลี่ยนชื่อเป็น The National Clandestine Service หรือเป็นหน่วยปฏิบัติการลับแห่งชาติไปเลย

3. หน่วยสนับสนุน (The Directorate of Support) หน่วยนี้ก็มีหน้าที่ในการจัดการหรือให้บริการที่จะให้หน่วยต่างๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ก็คงประเภทยื่นและจัดทำพาสปอร์ต ลักลอบนำอาวุธเข้ามาใช้ หรือการจัดแจงเรื่องงานเงินผ่านวิธีพิเศษ เป็นต้น

4. หน่วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (The Directorate of Science and Technology) พวกนี้มีหน้าที่ในการคิดค้นและค้นหาสารเคมี อุปกรณ์ ระบบคอมพิวเตอร์ เครื่องมือสื่อสารต่างๆ ที่จะทำให้ปฏิบัติการของพวกเขาราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด

แต่ทั้ง 4 หน่วยหลักนี้ต่างก็มีแผนกยิบย่อยเป็นของตัวเองซึ่งนักข่าวต่างประเทศเขาเคยประเมินกันไว้ว่ามันน่าจะมีถึง 16 แผนลับ บางครั้งหนังฮอลลีวูดก็เอาเรื่องของหน่วยลับๆ ที่ว่ามาเติมเข้าไปให้อยู่ภายใต้ปีกของซีไอเอนี่แหละครับ เอาง่ายๆ ใครดูเรื่อง Mission Impossible ภาคหนึ่ง ที่อีธาน ฮันท์ ออกปฏิบัติการที่เช็กแล้วคนในหน่วยที่ออกไปลุยนั้นตายสยองทั้งหมดยกเว้นเมียลูกพี่คนสวย เหตุการณ์ในภาคแรกนี้บอกชัดเจนว่าหน่วย IMF หรือ Impossible Mission Force นั้นอยู่ภายใต้การกำกับของซีไอเออย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าความเจ๋งของหน่วยนี้อยู่ที่เมื่อสายลับของตัวเองในทีมรับงานแล้ว ทางต้นสังกัดคือ สหรัฐฯ จะปฏิเสธความรับผิดชอบของปฏิบัติการทั้งหมด ซึ่งจะนำไปสู่การทำลายเทปคำสั่งในยุค 70 ซึ่งเป็นชุดที่แสดงในโทรทัศน์ไปจนกระทั่งซีดีไหม้ในภาคแรก แว่นตาระเบิดในภาคที่สอง ส่วนภาคสามต้องไปรับมอบคำสั่งในร้านสะดวกซื้อและมาทำลายกันที่ใต้ถุนบ้าน

ภาคล่าสุดนั้นคำสั่งถูกทำลายผ่านโทรศัพท์มือถือในประเทศรัสเซียกันเลย พูดง่ายๆ ว่าซีไอเอนั้นสยายปีกครอบคลุมไปทั่วโลกชนิดที่คุณคาดไม่ถึง

สำนักงานใหญ่ของซีไอเอนั้นอยู่ที่ แลงก์ลีย์ ในรัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา และนับตั้งแต่เขาก่อตั้งสำนักงานนี้ขึ้นมา แลงก์ลีย์ก็ได้ชื่อว่าเป็นตึกที่มีความปลอดภัยและระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มแข็งแน่นหนาจนไม่มีวันจะตีแตก ซึ่งตอนที่บิน ลาดิน วางแผนเอาเครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรดเมื่อครั้งกระโน้น แลงก์ลีย์ก็ถือเป็นเป้าหมายสำคัญที่เครื่องบินบางส่วนที่ถูกจี้จะพุ่งเข้าใส่ให้พังยับ เพียงแต่เรื่องดังกล่าวไม่เกิดขึ้น ผมไม่แน่ใจว่าโดนสอยร่วงเสียก่อนหรือผู้โดยสารช่วยกันทำอะไรบางอย่างจนเครื่องระเบิดก่อนแผนของผู้ก่อการร้ายจะสำเร็จ

แต่อาจจะเป็นเพราะหลังๆ นี่ซีไอเอมีฝีมือห่วยลงมาก โดยเฉพาะการข่าวที่ส่งต่อให้สภากลาโหมและประธานาธิบดีสหรัฐฯทำการตัดสินใจกลับผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัยหลายต่อหลายเรื่อง ฮอลลีวูดก็เลยบุกแลงก์ลีย์เป็นว่าเล่น เรียกว่าการเจาะตึกเพื่อล้วงความลับของสายลับหรือปฏิบัติการต่างๆ นอกสหรัฐเป็นไปได้อย่างง่ายดาย แน่นอน อีธาน ฮันท์ และพรรคพวกทำให้เราเห็นด้วยการห้อยโหนต่องแต่งลงไป ขณะที่สำนักงานอื่นๆ ของซีไอเอในเมืองอื่นๆ ก็โดนบุกเอาง่ายๆ ไม่แพ้กัน อย่างเรื่อง Red ปีที่แล้วที่พระเอก แฟรงก์ โมเซส ซึ่งแสดงโดยบรูซ วิลลิส แถมเป็นซีไอเอที่เกษียนตัวเองแท้ๆ ยังเข้าไปต่อยและหักแขน วิลเลียม คูเปอร์ (แสดงโดย คาร์ เออร์บัน) เจ้าหน้าที่รุ่นน้องที่ตามล่าเขาได้อย่างเหลือเชื่อ

เดี๋ยวคราวหน้ามาว่าด้วยเรื่องของซีไอเอจริงๆ กับซีไอเอบนแผ่นฟิล์มกันต่อครับ
กำลังโหลดความคิดเห็น