โดย วรวิช ทรัพย์ทวีแสง
ถือเป็นความอุกอาจของผู้เขียนอย่างยิ่งที่ประกาศว่า หนังสือที่ตนเขียนขึ้นเล่มนี้เหมาะสำหรับนักอ่านอายุ 8-80 ปี
เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าบรรดาหนังสือที่วางเรียงรายอยู่ในร้านหนังสือไม่ว่าจะเป็นหนังสือความรู้วิชาการหรือเรื่องแต่งนิยายหรือวรรณกรรม ส่วนใหญ่จะเหมาะสมกับผู้อ่านในช่วงวัยใดเพียงวัยหนึ่งหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ไม่ว่าจะด้วยข้อจำกัดทางภาษาที่ใช้หรือเรื่องเนื้อหาก็ตาม จะว่าไปแล้วประเภทหนังสือที่เหมาะสำหรับนักอ่านทุกเพศทุกวัยแล้วเห็นจะมีแต่หนังสือจำพวก ‘วรรณกรรม’ เท่านั้น
‘นางนวลกับมวลแมวผู้สอนให้นกบิน’ ผลงานของ ‘หลุยส๎ เซปุล๎เบดา’ (สำนักพิมพ์ผีเสื้อ, สถาพร ทิพยศักดิ์ แปลจากภาษาสเปนเรื่อง Historia de una gaviota y del gato que le enseñó a volar) เป็นเรื่องราวของแม่นกนางนวลที่โดนคราบน้ำมันจากมหาสมุทรตัวหนึ่งที่กำลังจะตาย ซึ่งได้ฝากฝังสั่งเสียไข่ใบน้อยๆไว้กับแมวดำตัวใหญ่และอ้วนพีนามว่า ‘ซอร์บาส’ โดยมีข้อแม้ว่าจะต้องไม่เขมือบไข่ใบนี้ ต้องดูแลรักษาไข่จนฟักออกเป็นตัว และสุดท้ายต้องสอนให้นกนางนวลตัวน้อยนั้นบินได้
วรรณกรรมเรื่องนี้มีองค์ประกอบที่เอื้อต่อการอ่านของผู้อ่านทุกเพศทุกวัยอย่างที่ผู้เขียนได้ประกาศไว้ ใช้ภาษาในระดับธรรมดาเด็กๆก็อ่านเข้าใจได้ ความสัมพันธ์ระหว่างแมวกับนกนางนวลและเรื่องราวที่ดำเนินไป กระตุ้นจินตนาการและความอยากรู้อยากเห็น สร้างความฉงนสงสัยด้วยเรื่องราวที่ขัดแย้งจากความเป็นจริงที่พบเห็นทั่วไป เป็นการปลูกความคิดด้านที่แตกต่างอย่างสร้างสรรค์ให้กับเด็ก ฯลฯ
เช่นที่เด็กๆเชื่อว่าแมวกับหนูเป็นศัตรูก็เพราะเห็น ‘ทอมและเจอร์รี่’ วิ่งไล่กันจนชินตาก่อนที่จะเห็นภาพแมวแถวบ้านไล่ตะปบหรือคาบหนูอยู่จริงๆ เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้จะแสดงให้เห็นความสัมพันธ์และมิตรภาพระหว่างสัตว์ที่อาศัยอยู่ละแวกเดียวกันแบบสร้างสรรค์ ไม่ผิวเผิน และเสนอมุมมองที่เป็นทางบวกมากกว่า
ตัวละครบางตัวอาจมีนิสัยเทียบเคียงได้กับเพื่อนบางคนในชั้นเรียนของผู้อ่านก็ได้ จากนั้นแล้วก็เป็นการตัดสินใจของผู้อ่านแต่ละคนเองว่า จะปฏิบัติตนต่อคนประเภทนั้นๆอย่างในเรื่องหรือจะปฏิบัติอย่างไรจึงจะเหมาะสม หรืออย่างน้อยก่อนที่จะทำอะไรลงไปอาจได้ฉุกคิดและพยายามทำความเข้าใจกันและกันมากขึ้น
ขณะเดียวกันผู้อ่านที่เป็นผู้ใหญ่จะเห็นนัยที่ซับซ้อนกว่า ความสัมพันธ์ของแมวกับนกนางนวลและเรื่องราวที่ดำเนินไปแสดงให้ผู้อ่านได้เห็นเด่นชัดที่สุดก็คือ เรื่องความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นชาติกำเนิด ประสบการณ์ ความคิดหรืออะไรก็แล้วแต่ที่มนุษย์เรากำหนดขึ้นมาแบ่งแยกเราให้ออกจากกัน เกิดคำว่า ‘เขา’ และ ‘เรา’ ขึ้น ถ้าสิ่งที่อยู่ระหว่างกลางของสองคำนี้คือ ความเข้าอกเข้าใจ ความรัก ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันแล้ว ทุกคนก็จะอยู่ได้อย่างเป็นสุข
นอกจากนั้นในเหตุการณ์เล็กๆในเรื่อง การตัดสินใจบางอย่างของตัวละคร บทสนทนาที่ตัวละครพูดกันหรือแม้กระทั่งลักษณะของตัวละครและบรรยากาศแวดล้อมต่างๆ เมื่อเรื่องราวดำเนินไป แล้วนำทุกสิ่งมาร้อยรัดเกี่ยวโยงกันด้วยความรู้และประสบการณ์ส่วนตัวของผู้อ่านที่ช่างคิดช่างตีความ จะทำให้เห็นภาพของอุดมคติ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของตัวตนหรือสังคมในประเด็นต่างๆ ได้กว้างขวาง
อาทิ เรื่องการให้คำมั่นสัญญา ความเชื่อมั่นในตัวเองและเปิดใจเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ที่ตนไม่เคยศึกษาหรือปฏิบัติมาก่อน ความมุ่งมั่นและตั้งใจ การมอบความรักอย่างบริสุทธิ์ใจกับใครก็ตามที่แตกต่างจากเราโดยสิ้นเชิง ความสามัคคี ร่วมมือร่วมใจ พิษภัยที่มนุษย์กระทำต่อความเป็นอยู่ของสัตว์และสิ่งแวดล้อม ในขณะเดียวกันก็สื่อถึงคุณงามความดีที่มนุษย์บางพวกบางคนมีต่อโลกและสิ่งมีชีวิตอื่นๆที่อาศัยอยู่ร่วมกัน ฯลฯ
ก็เพราะความเรียบง่ายของเรื่องนั่นเองที่ทำให้ผู้อ่านที่ยิ่งคิดซับซ้อนเท่าไหร่ก็จะยิ่งค้นหาความหมายในเรื่องนี้ได้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น




