xs
xsm
sm
md
lg

เสน่ห์นางครวญ ตอนที่ 13

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เสน่ห์นางครวญ ตอนที่ 13

บทประพันธ์ : หงส์หยก บทโทรทัศน์ : พิชฌสินี

ที่เรือนบ่าวรังรัก งามตารับฟังข่าวเรื่องรำเพยจากก้อนด้วยความดีใจ

“แน่ใจใช่ไหมว่ามันตายแน่ๆ”
“ถูกแทง แล้วจมน้ำไปแบบนั้น ไม่ตายก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว”
“ดีมาก ต่อไปจะได้ไม่มีใครขัดขวางฉันอีก หมดบุญไปเสียทีนะเอ็ง นังรำเพย”
งามตาหัวเราะด้วยความสะใจ
“ข้ากำจัดเสี้ยนหนามให้เอ็งเช่นนี้ แล้วรางวัลของข้าล่ะ”
ก้อนมองตาเชื่อม โอบกอดงามตาอย่างหลงใหล งามตาแสร้งทำเป็นสะเทิ้นขวยเขินเมินหน้าหนี
“พี่จะเอาอัฐทำไหร่ล่ะ”
“เอ็งก็รู้ว่าข้าไม่อยากได้แค่อัฐ”
งามตาหันมาหาลูบหน้าก้อนด้วยท่าทียั่วยวน “งั้นข้าก็จะให้รางวัลที่พี่ต้องการ อย่างงามเชียวล่ะ
ก้อนซุกไซ้ซอกคองามตาเลื่อนต่ำลงไปอย่างหื่นกระหาย งามตายิ้มสมใจ

เช้าวันต่อมา กล่ำกับแถนเดินตามหารำเพยมาตามริมแม่น้ำทั้งสองคนช่วยกันมองหาอย่างละเอียดทุกจุด กล่ำนั้นจะร้องไห้ออกมาให้ได้ เมื่อนึกถึงคุณรำเพยของมัน
“เอ็งไหวแน่นะ”
“ฉันไม่เป็นไรห่วงตัวเองก่อนเถ่อะพี่น่ะ ป่านนี้คุณรำเพย จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่รู้ คุณรำเพย...คุณรำเพยเจ้าคะ”
กล่ำตะโกนร้องเรียก แถนต้องจุ๊ปากห้าม “เอ็งเสียงดังอย่างนี้ เดี๋ยวคนร้ายมันก็ได้ยินกันหมดพอดี”
“ไม่ให้ฉันตะโกนแล้วจะให้ทำเยี่ยงไรเล่า”
“ลองมองดูรอบๆ อาจจะเจอรอยเท้าอะไรก็ได้ ช่วยข้าดูที”
สองคนเดินดูทั่วบริเวณ เดินมาอีกหน่อยแถนสังเกตเห็นรอยเลือดตามพื้นก็ยิ่งกังวล
“กล่ำ มาดูนี่เร็ว”
กล่ำรีบมาสมทบ เห็นรอยเลือดแห้งกรังติดใบไม้ แต่พยายามปฏิเสธ
“อาจจะไม่ใช่เลือดคุณรำเพยก็ได้นะพี่”
แถนจดสายตาสำรวจดูตามพื้นใกล้ๆ เจอรองเท้าข้างหนึ่งตกอยู่จึงหยิบขึ้นมา
กล่ำเห็นแล้วจำได้ “รองเท้าคุณรำเพย”
ทั้งสองมองหน้ากันอย่างเป็นกังวล

แถนตามรอยเลือดมา จนมาหยุดที่ริมน้ำ กล่ำตามมาติดๆ
“รอยเลือดหยุดที่ตรงนี้”
แถนกวาดตาไปรอบๆ เจอสร้อยจี้หยกของรำเพยตกอยู่หยิบมาดู กล่ำคว้ามาดูเอง ใจคอไม่ดีหนักขึ้น
“หมายความว่าคุณรำเพยตกน้ำไปหรือพี่”
แถนพยักหน้า กล่ำปล่อยโฮ
“คุณรำเพย คุณรำเพยของกล่ำ กล่ำไม่มีบุญได้รับใช้อีกแล้ว ฮือๆๆ”
เสียงอันอ่อนระโหยโรยแรงของรำเพยเรียกดังขึ้น “กะ...กล่ำ”
แถนได้ยิน สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย
กล่ำเอาแต่ร้องไห้ไม่ได้สนใจฟัง “ฮือๆๆ”
คราวนี้รำเพยเรียกแถน “แถน...”
“กล่ำ ได้ยินอะไร”
กล่ำเอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่อย่างนั้น “ฮือๆๆ ... คุณรำเพย”
“กล่ำ...แถน”
“เงียบก่อน ฟังสิ”
“กล่ำ...”
แถนกะกล่ำมองหน้ากันด้วยสีหน้าตื่นตกใจ แถนมองหา และตามเสียงนั้นไป จนมาเจอรำเพยนอนอ่อนแรงอยู่ในพุ่มไม้ริมน้ำ
“คุณรำเพย”
สองคนพุ่งเข้าไปช่วยรำเพยออกมา
“คุณรำเพยทำใจดีๆไว้นะเจ้าคะ”
รำเพยเป็นลมหมดสติไปในอ้อมแขนบ่าวผู้ภักดีสองคน
“คุณรำเพย”

รำเพยนอนอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ มีแม่หมอยามาช่วยรักษา กล่ำจับมืออยู่ข้างๆ แถนยืนมองอยู่ห่างๆ แม่หมอบดยาสมุนไพรโปะใส่แผลจนเสร็จเรียบร้อย
“เอ้า ทำแผลเสร็จดีที่แผลไม่ลึกมาก หมั่นต้มยา ทายา ไม่นานก็หาย”
แม่หมอจับชีพจรที่ข้อมือรำเพย ขมวดคิ้วสงสัย จับย้ำอีกครั้งแล้วก็ทำหน้ามั่นใจ
กล่ำมองฉงน “ไม่มีอะไรร้ายแรงใช่ไหมจ๊ะ”
“ต่อไปเอ็งต้องดูแลแม่หนูนี่ให้ดีอย่าไปโลดโผนเช่นนี้อีก ครั้งนี้บุญยังมีทำให้รอดทั้งแม่ทั้งลูก”
รำเพยอึ้ง มองหน้าหมอสีหน้าตกใจคาดไม่ถึง
“หมายความว่าฉัน...”
“เอ็งท้องอ่อนๆ อยู่อีหนูเอ๊ย”
กล่ำกะแถนมองหน้าคุณรำเพย ทั้งตกใจระคนดีใจ
“เดี๋ยวข้าจะจัดสมุนไพรบำรุงร่างกายไว้ให้ ลูกจะได้แข็งแรง”
“ขอบใจจ้ะ”
“ไม่เป็นไร มีอะไรก็ตามข้าได้ แถนกับกล่ำก็เหมือนญาติข้า ข้ารู้จักมันมาตั้งแต่เล็ก ไม่มีอะไรแล้ว ข้าไปก่อนนะ”
“ขอบใจนะจ๊ะป้าหมอ”
ทั้งสามยกมือไหว้ แม่หมอหิ้วตะกร้ายาเดินกลับออกไป
กล่ำจับมือรำเพยอย่างตื่นเต้นดีใจ
“คุณรำเพยต้องกลับไปบอกไต้ก๋งนะเจ้าคะ ไต้ก๋งต้องดีใจแน่ๆ”
“ฉันไม่มีวันกลับไปที่นั่นอีกแล้ว”
“ทำไมล่ะขอรับ”
“ฉันจะไม่ยอมให้เขาฆ่าลูกของฉันได้หรอก”
แถนและกล่ำมองรำเพยอย่างตกใจ
“พวกคนร้ายเมื่อคืนที่มันคิดจะฆ่าฉันเป็นคนของไต้ก๋งชาง ฉันได้ยินกับหูว่าว่าไต้ก๋งชางจะตบรางวัลมันอย่างงามถ้ามันฆ่าฉันได้” รำเพยพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
แถนไม่เชื่อ “เป็นไปไม่ได้หรอกขอรับ ไต้ก๋งชางไม่ใช่คนโหดร้ายเยี่ยงนั้น”
“ใครจะรู้เล่าแถน ฉันเคยคิดว่าคุณพี่ไม่ใช่คนที่จะนอกใจฉันได้ แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหมด คุณพี่เหมือนคนที่ฉันไม่รู้จัก เขาอาจจะทำอะไรก็ได้ที่เรานึกไม่ถึง”
แถนพยายามอโน้มน้าวแต่ไม่เป็นผล “แต่...”
“ฉันตัดสินใจแล้ว ฉันจะไม่กลับไปอีก พ่อของลูกฉันตายไปแล้ว ต่อจากนี้ไป ฉันจะเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง คนเดียว”
กล่ำยิ้มให้ “ใครว่าคนเดียวเล่าเจ้าคะ กล่ำก็จะช่วยด้วย”
“กระผมด้วยขอรับ”
“ขอบใจมากนะจ๊ะ”
รำเพยยิ้มให้สองบ่าวเชิงขอบคุณ ลูบท้องเบาๆ ด้วยสีหน้าเป็นกังวล

ทางฝ่ายไต้ก๋งชางนอนป่วยหน้าตาซีดเซียวอยู่ลำพัง เสียใจเรื่องขับไล่รำเพยไป ถึงขั้นเพ้อหนักและเห็นเห็นอบเชยเป็นรำเพย
“รำเพย...อย่าทิ้งพี่ไป”
“คุณพี่ คุณพี่คะ น้องอยู่นี่แล้ว ไม่เป็นไรแล้วค่ะ”
รำเพยเช็ดเนื้อตัวให้อย่างรักใคร่ ไต้ก๋งชางดีใจ มองอย่างไม่เชื่อสายตา จับมือมาแนบอก
“รำเพย น้องกลับมาแล้ว”
ไต้ก๋งชางลูบหน้ารำเพยด้วยความดีใจ แต่แล้วพอดูชัดๆ รู้ว่าเป็นอบเชยก็ผละออกอย่างผิดหวัง
“เจ้าเองหรอกรึ”
อบเชยเองก็ผิดหวังเช่นกัน
“อบเชยเองเจ้าค่ะ เห็นไต้ก๋งไม่สบาย จึงเข้ามาเช็ดตัวให้เจ้าค่ะ”
“รำเพยไปไหน ตามรำเพยให้ข้าที”
ไต้ก๋งชางเวลานี้ เริ่มสติไม่อยู่กับร่องกับรอย และหลงๆ ลืมๆ
“เจ้าค่ะ ไต้ก๋งพักผ่อนนะเจ้าค่ะ เดี๋ยวอบเชยจะไปตามมาให้”
ไต้ก๋งชางหลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า อบเชยลุกเดินออกไปด้วยสีหน้าเศร้า

งามตาในชุดโจงกระเบนสวยงามมาดดูมีสง่าราศี บัดนี้คุณนายแห่งเรือนลำพระพายท้องโย้ใกล้คลอดเต็มทนเดินมาดูสำรับอาหาร ที่นางสน แม่ครัวคนใหม่ซึ่งคอยดูแลเรื่องอาหารการกินแทนนมขาม ทว่าเมนูมากมีบนโต๊ะกลับไม่ถูกใจท้าวเธอสักอย่าง
“พวกเอ็งทำอะไรมาให้ข้ากิน ทำไมมีแต่ของชั้นไพร่”
“เห็นเมื่อวานคุณนายบอกว่าอยากกินนี่เจ้าคะ” สนว่า
“ก็ข้าไม่อยากกินแล้ว ไปทำมาใหม่”
สนตาเหลือก “ใหม่หมดเลยหรือเจ้าคะ”
“ใช่ วันนี้ข้าไม่อยากกินกับข้าวพวกนี้ ข้าอยากกินอาหารชาววัง อย่างที่นังรำเพยมันเคยกิน ไปทำมาเดี๋ยวนี้”
สนพยายามต่อรอง “เป็นมื้อเย็นได้ไหมเจ้าคะ บ่าวกลัวคุณนายจะรอนาน”
“ข้าอยากกินเดี๋ยวนี้ ไปทำมา”
งามตาตะโกนด่าด้วยความโมโห อยู่ๆ ก็เกิดปวดท้องกะทันหัน กุมท้อง ร้องโอดโอย
“โอ๊ย ปวดท้อง โอย”
“คุณนาย เอ้าพวกเอ็ง มาช่วยกันพาคุณนายไปนอนในห้องก่อน”
พวกบ่าวแถวนั้น รีบมาช่วยประคองงามตาไป สนรีบวิ่งลงเรือนไปตามคน อบเชยได้ยินเสียงเอะอะ เดินออกมาดูเห็นงามตาใกล้คลอดมองด้วยสีหน้าเรียบเฉย

ดอกรำเพยร่วงหล่นลงพื้น นมขามเดินมาหยุดมองดอกรำเพยดอกนั้น พลางถอนหายใจด้วยความคิดถึงคุณรำเพยของแม่นมชรา
“คุณหนูของนม”
จู่ๆ สนก็วิ่งหน้าตาตื่นร้องเอ็ดตะโรเข้ามาหานมขาม
“นมขาม! นมขามจ๊ะ! คุณนาย...คุณนาย”
“คุณนายจะกินอะไรอีกเล่า”
“ไม่ใช่จ้ะ คุณนายจะคลอดแล้ว”
“งั้นรึ แล้วเอ็งไปตามหมอตำแยมาหรือยัง”
“ยังจ้ะ ฉันรีบวิ่งมาบอกนมก่อนนี่แหละ”
“เอ้า งั้นก็ไปสิวะ”
นมขามรีบตามสนไปที่เรือนใหญ่

เวลาผ่านไป ยินเสียงเด็กร้องอุแว้ๆ ดังไปทั่วเรือนใหญ่ ทารกน้อยนามว่า ก้องภพ ร้องจ้าอยู่ในเปล งามตาซึ่งเผลอหลับไป ถึงกับสะดุ้งตื่นขึ้นมาบ่นบ้าอย่างหัวเสีย
“จะร้องอะไรนักหนาวะ จะไม่ให้ข้าได้นอนเลยหรือไง”
งามตาอุดหู หงุดหงิดเหลือแสน สุดท้ายทนไม่ไว้ต้องลุกขึ้นมาดู
“ถ้ารู้ว่ามีลูกมันจะลำบากขนาดนี้นะ”
อยู่ๆ ก้อนก็โผล่พรวดเข้ามาในห้อง งามตาตกใจ
“พี่ก้อน มาทำไม เดี๋ยวคนอื่นก็เห็นเข้าหรอก”
“ไม่มีใครหรอกน่ะ ข้าดูอย่างดีแล้ว ข้าแค่อยากมาดูลูก”
งามตามองรำคาญ
“ดูเสร็จก็รีบไปเสีย”
ก้อนชะโงกหน้าลงไปดู ทารกก้องภพยังคงร้องไห้จ้า
“หน้าเหมือนข้าอยู่นะ ขอข้าอุ้มหน่อยได้ไหม”
งามตาแหวใส่ “ไม่ได้...ไม่ได้ เดี๋ยวใครเห็นเข้าจะว่าอย่างไร”
“อยู่ในห้องใครจะมาเห็น” ก้อนจะช้อนอุ้มลูกในเปลให้ได้ “มาหาพ่อมา”
งามตาร้องเสียงหลง “พี่ก้อน อย่า”
นมขามเปิดประตูเข้ามาในจังหวะนี้ ทั้งงามตาและก้อนหันมามองอย่างตกใจ ก้อนถอยห่างออกจากเปลทันที
นมขามมองจ้องจับผิด “ไอ้ก้อนเอ็งมาทำอะไรที่นี่”
“ฉันแค่อยากมาชื่นชมบารมีคุณหนูก้องเท่านั้น”
“เอ็งไม่รู้หรือว่ามันไม่เหมาะสมที่บ่าวชายจะเข้ามาในห้องคุณนายสองต่อสอง” นมขามตำหนิ
งามตาบอกกับก้อนเสียงเรียบ “ดูเสร็จแล้วก็รีบไปเสีย เดี๋ยวลูกข้าจะเปื้อนดินจากตัวเอ็ง”
“ขอรับ”
ก้อนรับเอาคำเสียงขุ่นแล้วรีบออกไป นมขามมองตามอย่างสงสัย
งามตารีบเปลี่ยนเรื่อง “นมมาก็ดีแล้ว ช่วยทำให้มันหยุดร้องที ข้าปวดหัวไปหมดแล้ว”
นมขามอุ้มทารกขึ้นมาอย่างทะนุถนอม “คุณหนูแค่หิวน่ะเจ้าค่ะ คุณนายให้กินนมก็น่าจะเงียบ”
“โอ๊ย ทำไมกินจุนักนัก ข้าจะนอนแล้ว เอ็งเอาออกไปก่อน”
นมขามเครียด มองก้องภพน้อยด้วยสีหน้าลำบากใจ

นมขามลงเรือนมา อุ้มก้องภพที่ยังร้องจ้าตรงไปทางเรือนบ่าว ไต้ก๋งชางเดินมาจากทางหนึ่งมองเห็นรีบเดินมาหา
“พ่อก้องเป็นอะไรทำไมร้องไห้ไม่หยุดล่ะลูก”
ไต้ก๋งรับทารกน้อยมาอุ้ม ทว่าก้องภพยังร้องไม่หยุด
“แกหิวนมเจ้าค่ะ”
“แล้วงามตาทำอะไรทำไมไม่ให้ลูกกินนม”
“คุณนายบอกว่าเธอไม่ค่อยมีน้ำนม เลยให้อิฉันไปหาแม่นมมาให้คุณก้องอีกคน พอดีมีบ่าวเพิ่งคลอดลูก น่าจะมีน้ำนมพอให้คุณก้องด้วยเจ้าค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นรีบไปเถิด”
“เจ้าค่ะ”
นมขามรับก้องภพมาอุ้มแล้วรีบออกไป ไต้ก๋งชางมองขึ้นไปบนเรือนอย่างไม่พอใจ

ถัดมา นมขามอุ้มก้องภพเข้ามาในครัว ทารกน้อยหลับปุ๋ยอยู่ในอ้อมแขนคุณนม สน รื่น และโรยเข้ามามุงดู ก้อนมองอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ
สนกระซิบถามเบาๆ “หลับแล้วหรือเจ้าคะ”
นมขามพยักหน้ารับมองก้องภพน้อยอย่างเอ็นดู “พอกินอิ่ม ก็หลับปุ๋ย เลี้ยงง่ายเชียว”
สนเข้ามาดูใกล้ๆ “หน้าตาน่าเกลียดน่าชัง”
“หน้าเหมือนแม่” รื่นบอก
“แต่ดูไม่ค่อยเหมือนพ่อ” โรยว่า
ทั้งสามคนมองหน้ากัน เห็นตรงกัน แต่ไม่กล้าพูดออกมา
“เอ็งอย่าปากพล่อยพูดไป” นมขามเอ็ด
“ก็จริงนี่ ดูไม่มีเค้าไต้ก๋งสักนิด” โรยบอก
“ถ้าไม่เหมือนพ่อ แล้วจะให้เหมือนใครเล่านังโรย เหมือนข้ารึ” ก้อนเอ่ยขึ้นทีเล่นทีจริงพร้อมกับหัวเราะร่า
นมขามมองก้อนอย่างสงสัย
รื่นด่าทันที “โอ๊ย ไอ้ก้อน อย่างเอ็งจะไปหน้าเหมือนคุณก้องได้อย่างไร พูดพล่อยๆ เดี๋ยวก็โดนไต้ก๋งเฆี่ยนหลังแหกหรอก”
ก้อนหัวเราะ “ข้าก็แค่พูดเล่นเท่านั้นนังรื่น เด็กเพิ่งคลอดจะไปมองออกได้อย่างไรว่าหน้าเหมือนใคร ต้องรอตอนโตนู่นถึงจะรู้”
“ก็จริงอย่างที่ไอ้ก้อนมันว่า” สนหันมาเตือนโรย “นี่นังโรย อย่าไปเที่ยวพูดให้คุณนายได้ยินเชียวไม่เช่นนั้นคนที่โดนเฆี่ยนหลังลายจะเป็นเอ็ง”
นมขามมองหน้าทารกก้องภพ แล้วมองหน้าก้อนอย่างสงสัย
“จะว่าไปถ้าคุณนายท้องกับไต้ก๋งก่อนช่วงที่คืนดีกับคุณรำเพย นับไปนับมา กว่าจะคลอดมันก็ตั้ง 11 เดือนเลยนะ” คุณนมว่า
สนแปลกใจ “คนอะไรจะตั้งท้องตั้ง 11 เดือนเจ้าคะ”
“นั่นนะสิ”
นมขามมองหน้าก้อนจ้องจับผิด ก้อนเหน็บแนมกลับ
“นมขามไปแอบอยู่ในมุ้งของคุณนายเธอหรืออย่างไร จึงได้คิดเองเออเองว่าเธอท้องตอนไหน ฉันไปผ่าฟืนต่อดีกว่า ไม่อยากร่วมวงนินทาเจ้านาย”
“แหมไอ้ก้อน พ่อคนดี” สนด่าส่ง
ก้อนลุกเดินออกไปทันที นมขามมองตามด้วยสีหน้าสงสัยสุดจะประมาณ

งามตาหลับเป็นตาย ขณะที่ไต้ก๋งชางเปิดประตูเข้ามาเห็น ส่ายหน้าอย่างเอือมระอา ไต้ก๋งชางเดินมาข้างเตียง เขย่าปลุกงามตา

“ตื่นได้แล้ว งามตา”
งามตาตื่นขึ้นมา หงุดหงิดใส่ผัว
“อะไรกันคุณพี่”
“เอ็งไม่คิดจะดูแลลูกบ้างหรืออย่างไร ทำไมปล่อยให้นมขามดูแลอยู่คนเดียว”
“แล้วเราจะมีแม่นมไว้ทำไมเล่าคะ ถ้าไม่ใช้ให้ดูแลเด็ก”
“แต่เอ็งเป็นแม่ ก็ควรดูแลลูกบ้าง”
“แล้วคุณพี่ที่เป็นพ่อได้ไปดูแลบ้างหรือเปล่าเล่าคะ”
“งามตา ข้าพยายามดูแลลูกเท่าที่ข้าไหว เอ็งก็รู้ว่าช่วงนี้ข้าไม่ค่อย...”
งามตารำคาญพูดสวนออกไปว่า “คุณพี่ไม่สบาย น้องรู้ค่ะ น้องก็ไม่สบายเหมือนกัน น้องต้องอุ้มท้องลูกของคุณพี่ตั้ง 9 เดือน เวลาคลอดก็เจ็บแทบขาดใจ จะให้น้องพักบ้างไม่ได้หรือคะน้องเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว”
งามตาล้มตัวลงนอนโดยไม่สนใจ ไต้ก๋งชางรำพึงออกมาอย่างเหลืออด
“ถ้าเป็นรำเพยคงทำไม่เช่นนี้”
“คุณพี่ ทำไมต้องพูดถึงแม่นั่นด้วย มันมีลูกให้คุณพี่ได้เหมือนน้องหรือ แล้วอีรำเพยไม่ใช่หรือที่คบชู้สู่ชายจนคุณพี่ไล่ออกจากเรือน เพราะความร่านของมัน”
“อย่าพูดถึงรำเพยอย่างนั้นนะ”
“ทำไมน้องจะพูดไม่ได้ ตอนนี้มันคงสุขสมอยู่กับชายชู้ คุณพี่ยังจะพูดดีๆ ถึงมันอีกหรือคะ”
งามตาโมโหลุกพรวดขึ้นมา
เมื่อคิดถึงรำเพยไต้ก๋งชางก็ปวดหัวขึ้นมาอย่างรุนแรง กุมหัวอย่างทุกข์ทรมาน
“ไม่...รำเพยไม่ได้”
“อย่าพูดชื่อนี้ให้น้องได้ยินอีก น้องไม่อยากฟัง
งามตามองอย่างเฉยชาแล้วเดินออกไป ทิ้งไต้ก๋งชางทรุดลงอย่างทนทรมาน
หลังจากงามตาออกไป อบเชยเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่แรก รีบเข้ามาดูแล
“ไต้ก๋ง เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”
อบเชยมองตามงามตาไปอย่างไม่พอใจ

งามตาเดินลงเรือนมาอย่างหงุดหงิด มองซ้าย แลขวาท่าทีมีพิรุธ เมื่อไม่เห็นมีใครก็รีบจ้ำไปทางป่าหลังเรือน โดยไม่รู้ว่าอบเชยแอบตามลงมา และเดินตามงามตาไปห่างๆ ด้วยสีหน้าสงสัย

สองคนอยู่ในเรือนบ่าวรังรัก ก้อนได้ฟังถึงกับอุทานอย่างแปลกใจ
“เอ็งจะทำเสน่ห์นางครวญไปทำไมอีก”
“ฉันจะทำครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย”
“ครั้งสุดท้ายงั้นรึ”
“ไต้ก๋งมันใกล้ตายเต็มที ถ้าเจอยาเสน่ห์อีกครั้ง สังขารคงทนไม่ไหว พอมันตายทุกอย่างก็ต้องเป็นของฉันกับลูก...และพี่ด้วย”
“ข้าอยากให้ถึงวันนั้นเสียที”
“งั้นพี่ก็ต้องช่วยฉัน”
“แล้วเอ็งอยากได้เลือดใครมาทำพิธีเล่า”
ก้อนโอบงามตาอย่างหลงไหล งามตายิ้มอย่างพอใจ อบเชยแอบฟังอยู่ข้างนอกตาโต หน้าซีดอย่างตกใจ/รีบวิ่งไป

ในเรือนครัว นมขามดูแลบ่าวเก็บของอยู่ที่เรือนครัว คุณนมมองออกไปยังด้านนอก เห็นท้องฟ้ากำลังขมุกขมัวกลายเป็นสีแดงน่ากลัว ลมพัดแรงคล้ายพายุเข้า สนตามมาดูเห็นก็บ่นออกมา
“ลมแรงเช่นนี้พายุจะเข้ากระมังเจ้าคะคุณนม”
“เร่งเก็บของเร็วเข้าเถิด ประเดี๋ยวกลับเรือนไม่ทันกันพอดี”
นมขามรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ พวกบ่าวเร่งเก็บข้าวของมือเป็นระวิง

ไต้ชางนอนหลับอยู่บนเตียง ท่าทางอ่อนเพลีย อบเชยปลุกเบาๆ
“ไต้ก๋ง ไต้ก๋งเจ้าคะ ตื่นเถิดเจ้าค่ะ”
ไต้ก๋งชางไอโขลกๆ “มีอะไรหรืออบเชย”
“ไต้ก๋งต้องไปดูด้วยตัวเองเจ้าค่ะ”
“ดูอะไร”
“ที่เรือนบ่าว...รีบไปเถิดเจ้าค่ะ”
ไต้ก๋งลุกขึ้นอย่างโงนแงน

อบเชยพยุงไต้ก๋งชางมาที่เรือนบ่าวอย่างช้าๆ ด้านในก้อนและงามตากำลังซุกไซ้กัน
ไต้ก๋งเดินมาถึงหน้าห้อง
“อบเชยขอตัวก่อนนะเจ้าคะ เรื่องนี้ไต้ก๋งต้องเห็นด้วยตัวเอง”
อบเชยชิ่งหลบไป ไต้ก๋งชางมองประตูตรงหน้าอย่างกังวล
ก้อนถอดเสื้อกดงามตาลงบนเตียง จูบซอกคออย่างเข้าด้ายเข้าเข็ม

นมขามเดินออกมาจากด้านนอกโรงครัว เดินผ่านสวนไปเรื่อยๆ บรรยากาศรอบข้างมืดสนิท ฟ้าเริ่มร้องดังขึ้นเรื่อยๆ นมขามรีบเดินกลับให้ไวที่สุด
“คุณนม รออิฉันด้วย”
นมขามรีบเดินอีก ในใจรู้สึกวูบโหวงอย่างประหลาด
ลมพัดมาอย่างแรงวูบหนึ่ง ทันใดนั้นเอง ฟ้าก็ผ่าเปรี้ยงลงมาเสียงดัง
สนกรีดร้องด้วยความตกใจ หลังจากนั้นแค่เสี้ยววินาทีก็มีเสียงเหมือนสิ่งของขนาดใหญ่หักล้มลงมาจนสะเทือนไปทั่วบริเวณ
นมขามมองไปรอบๆ อย่างหวาดระแวง พลันสายตาก็เห็นโรงต่อเรืออยู่ตรงหน้า
ฝนเริ่มเทสายลงมาอย่างหนัก นมขามรีบวิ่งไปที่โรงต่อเรือทันที

ประตูเรือนเปิดออก ไต้ก๋งชางมองเข้าไปในนั้นอย่างรังเกียจ ก้อนกับงามตาหันมาเห็นรีบผละออกจากกันโดยเร็ว
“คุณพี่”
ไวเท่าความคิด งามตารีบทำเป็นดึงมือก้อนมาเหมือนกำลังยื้อยุดกัน
“คุณพี่ช่วยน้องด้วย ไอ้ก้อนมันจะปล้ำน้อง”
ไต้ก๋งชางส่ายหน้า มองงามตาด้วยแววตาเย้ยหยัน
“ข้าเห็นสักพักแล้ว เมื่อครู่เอ็งยินยอมพร้อมใจ ไม่มีใครปลุกปล้ำเอ็งเลย นังหญิงแพศยา”
งามตาคว้าสไบมาห่มร่าง
“คุณพี่ ไม่ใช่อย่างที่คุณพี่คิดนะคะ”
“ข้าไม่ต้องคิดอะไรหรอก ในเมื่อภาพที่เห็นมันฟ้องทุกอย่าง”
งามตาคุกเข่าจับมือไต้ก๋งมองด้วยสายตาเว้าวอน
“คุณพี่! ฟังน้องก่อนค่ะ”
ไต้ก๋งชางสะบัดออกด้วยความรังเกียจ
ไต้ก๋งพูดแทบเป็นตวาด “เอ็งทำตั้งแต่เมื่อไหร่”
“คุณพี่ น้องไม่ได้...”
“ข้าถามว่าเมื่อไหร่” ไต้ก๋งคาดคั้น
งามตาชักโกรธ “คุณพี่ไม่เชื่อน้องหรือคะ”
“ข้าเชื่อตาตัวเองมากกว่า! ที่เอ็งหายไปหลายต่อหลายคืนเพราะมาอยู่กับไอ้ก้อนใช่ไหม ก้องภพเป็นลูกของข้าหรือของมันกันแน่”
“ตาก้องต้องเป็นลูกคุณพี่สิคะ น้องเป็นเมียของคุณพี่นะคะ”
ไต้ก๋งยิ้มเยาะ “เอ็งยังจะให้ข้าเชื่อเอ็งอีกรึ ทั้งๆที่ข้าเห็นอยู่คาตา เอ็งต่างหากงามตาที่คบชู้สู่ชายเอ็งทำทุกอย่างที่เอ็งว่ารำเพยไว้”
“คุณพี่ไม่เชื่อน้อง อยากไปลงนรกกับมันก็ตามใจ”
“งามตา” ไต้ก๋งมองก้อนและงามตา โมโหสุดขีด “พวกเอ็งสองคนต้องออกไปจากเรือนข้า แต่ก่อนจะออกไป ข้าจะเอาความจริงจากปากเอ็งให้ได้”
ไต้ก๋งชางเดินหุนหันออกไป ก้อนรีบตามโดยเร็ว งามตาขึงมองตามไต้ก๋งด้วยแววตาอาฆาตมาดร้าย

ด้านนอกฝนยังคงตกหนักไม่หยุดหย่อน ฟ้าร้องฟ้าคำรณดังกึกก้อง นมขามเปิดประตูพรวดเข้ามาในโรงต่อเรือ สนตามมาด้วยถึงกับหยุดหอบหายใจ
“คุณนมเรือของไต้ก๋ง...”
นมขามมองภาพตรงหน้า แล้วถึงกับอึ้งไป ใจหล่นวูบ
“หรือจะมีเหตุอันใดเกิดขึ้น”
สนชะงักมองตามนมขาม ปรากฏว่าหัวเรือที่ไต้ก๋งชางต่อไว้ได้หักโค่นลงมา
นมขามใจคอไม่ดี กลัวว่าจะเป็นลางร้าย สนอึ้งหนัก

ไต้ก๋งชางโมโหสุดขีด เดินออกมาตะโกนเรียกบ่าว แข่งกับเสียงฟ้าร้องคำราม เหมือนฝนจะตก
“ใครก็ได้ช่วยข้าจับนังงามตากับชู้ที มีใครได้ยิน...”
บรรยากาศมืดฟ้ามัวดิน ลมพัดแรง ไต้ก๋งเดินโซเซไปทางเรือนบ่าว
ก้อนกระโจนตามมาปิดปากไว้ ไต้ก๋งชางสะบัดหลุดแต่ถูกก้อนต่อยคว่ำ
ก้อนจะเข้ามาซ้ำ ไต้ก๋งใช้มวยจีนต่อยเข้าที่ท้องก้อน ก้อนจุกจนทรุด
ไต้ก๋งชางไอโขลกๆ ก้อนอาศัยจังหวะเตะตัดขาจนเขาล้มลง แล้วจะต่อยแต่ชางกลิ้งหลบ
ทั้งสองลุกขึ้นมาตั้งหลัก ก้อนพุ่งเข้าไปใหม่ ไต้ก๋งรวบรวมกำลังใช้เพลงมวยจีนซัดหมัดเข้าท้อง พร้อมเตะหลังขา ก้อนล้มลง แต่ดึงขาชางให้ล้มลงด้วย
ก้อนต่อยซ้ายขวาจนชางเลือดออกปาก งามตาวิ่งตามมาถึงในมือถือมีดร้องเรียกก้อนสีหน้าถมึงทึง
“พี่ก้อน”
ฟ้าคำรามเสียงดังกึกก้อง ก้อนหันมารับมีดจากงามตา ไต้ก๋งชางได้โอกาสถีบก้อนออก มีดกระเด็นไปอีกทาง ก้อนพยายามตะกายไปให้ถึงมีด แต่ไต้ก๋งชางพุ่งมาบีบคอไว้ งามตาตกใจ ผงะถอยไปก้อนร้องลั่น
“ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย”
ไต้ก๋งชางบีบคอก้อนด้วยความแค้น งามตายืนมองเลิกลั่กทำอะไรไม่ถูก
“มึงสองคนไม่มีวันได้อะไรจากกูไปทั้งนั้น ไม่มีวัน”
ไต้ก๋งออกแรงบีบเค้น ก้อนตาเหลือกลานใกล้จะขาดใจรอมร่อ งามตานึกถึงสิ่งที่ตัวเองพยายามทำมาทั้งหมด ไต้ก๋งชางเอื้อมมือไปหยิบมีดที่หล่นอยู่ แต่กลับมีคนเข้ามาคว้ามันได้ก่อน เมื่อหันหน้าไปมองก็เห็นงามตายืนถือมีดจ้องอยู่ งามตาค่อยๆ เงื้อแขนขึ้น แทงไต้ก๋งชางเข้าที่ด้านหลังอย่างแรงจนจมคมมีด
ทุกอย่างในห้วงคิดไต้ก๋งชางวูบดับลง ทุกอย่างมืดสนิท

26 ปีต่อมา สยามประเทศล่วงเข้าสู่ ปี พุทธศักราช ๒๔๗๖
เสียงประทัดแตกดังปังๆๆ ติดๆ กันยาวนาน พอควันประทัดจางลง เห็นเป็นพิธีจีนที่บริเวณสุสานฝังศพมีรูปของไต้ก๋งชางติดอยู่หน้าหลุม พร้อมตัวอักษรจีนกับไทย ชื่อ “นายชาง ลำพระพาย”
ก้องภพเติบโตเป็นหนุ่มแน่น รูปร่างสันทันทัดรับกับใบหน้างดงาม พนมมือมีธูปอยู่ในมือ เขามองหลุมฝังศพอย่างอาลัย
“ผมกลับมาแล้วนะครับเตี่ย ต่อไปนี้ผมจะดูแลบ้านดูแลแม่ให้ดีที่สุดอย่างที่เตี่ยเคยทำ ขอให้ดวงวิญญาณของเตี่ยช่วยปกปักรักษาให้บ้านของเราร่มเย็นเป็นสุขด้วยนะครับ”
ก้องภพยกมือไหว้แล้วปักธูปลงในกระถาง
แววตาของไต้ก๋งชางในรูปที่หน้าหลุมฝังศพ เหมือนพยายามจะบอกอะไรบางอย่าง

บ้านเมืองสยามอยู่ในห้วงปลายแผ่นดินรัชกาลที่ 7
“ขนมหวานแม่เอ๊ย”
หญิงสาวแสนสวย เฟื่องฟ้า ร้องขายของด้วยเสียงสูงและลากเสียงยาวแบบลิเก ดังขึ้นที่ตลาดริมน้ำยามบ่ายในจังหวัดสมุทรสาคร ผู้คนพลุกพล่านจอแจ ต่างมาเลือกซื้อของสดที่วางขายอยู่ เสียงนั้นยังคงเจื้อยแจ้วต่อเนื่อง
“ขนมเทียน ขนมต้ม ขนมกล้วย สูตรชาววังจ้า...”
บรรดาพ่อค้าแม่ค้าเหลือบมองต้นเสียง บางคนก็มองอย่างเอ็นดู บางคนก็มองอย่างหมั่นไส้
“แหม...ดูมันสิ ขายของช่างไม่อายฟ้าดิน ร้องดังอย่างกับอยู่โรงยี่เก” เลียบ แม่ค้าร้านข้างๆ กันมองหมั่นไส้
“ตลาดเราก็เงียบๆ เหงา ๆ มานานแล้วนานังเลียบ ตั้งแต่สองแม่ลูกนี่มาขายก็ช่วยให้คึกคักขึ้นมาบ้าง” แม้นว่า
เลียบเบะปาก เหลือบมองอย่างไม่ค่อยยอมถูกชะตานัก
กลุ่มคนมุงซื้ออยู่ที่แผงขายของแบกับดิน
“ฉันขอขนมต้ม 5 ลูก ขนมกล้วย 5 ขนมเทียน 10 จ้ะแม่ค้าคนสวย”
“ได้สิจ๊ะ รอประเดี๋ยวนะ”
เฟื่องฟ้าบรรจงใช้ไม้เสียบขนมต้มขึ้นใส่กระทงใบตองแล้วห่ออย่างเรียบร้อย พร้อมส่งยิ้มหวานให้ขณะส่งขนมให้ชาย 1 รำเพยมองลูกสาวอย่างไม่สบายใจ
ชาย 1 ฉวยโอกาสจับมือเฟื่องฟ้าหมับ เฟื่องฟ้าจึงแก้ลำโดยแอบหยิกมือที่อยู่ใต้ห่อใบตองของชายคนนั้นจนหน้าเบี้ยว
“สองเฟื้องจ้ะพ่อ”
“จ้ะๆ”
ชาย 1 หน้าเหยเกจะส่งเงินให้เฟื่องฟ้า แต่รำเพยรับมาแทน เฟื่องฟ้าหันไปถามลูกค้าคนอื่นๆ
“น้าแกว เอาอะไรบ้างจ๊ะ”
เลียบซึ่งนั่งปัดแมลงวันไปมาบ่นบ้าเสียงดังขึ้น
“เบื่อจริงโว้ย”
จวงงง “เบื่ออะไรวะนังเลียบ”
“ก็นั่งปัดแมงวันจนเบื่อสิวะ เอ็งไม่เห็นรึ”
“คืนสิบห้าค่ำมีงานเทกระจาดที่เรือนไต้ก๋งชาง รับลูกชายกลับมาจากเมืองฝรั่ง” แม้นว่า
เลียบตาโต “หา...จริงหรือวะนังแม้น งานใหญ่เลยสิวะ...”
เฟื่องฟ้าขายของไปเงี่ยหูฟังไปด้วยอย่างสนใจ
จู่ๆ รำเพยก็เก็บข้าวของใส่ตะกร้าทันที
“เก็บของกลับบ้านเถอะเฟื่องฟ้า”
ทั้งเฟื่องฟ้าและลูกค้าต่างงงเป็นไก่ตาแตก
“อ้าว...แม่ ทำไมรีบเก็บล่ะจ๊ะ ของยังไม่หมด ลูกค้าก็ยังรออยู่เลย”
“แม่ไม่ค่อยสบาย เวียนหัว ขอโทษนะจ๊ะ ไปซื้อร้านอื่นก่อนจ้ะ”
ลูกค้ากระเจิงกันไปอย่างงุนงง รำเพยฉวยตะกร้าใบหนึ่งเดินจ้ำออกไป
“แม่จ๋า เดี๋ยวก่อนจ้ะแม่ รอฉันด้วย”
เฟื่องฟ้ารีบเก็บของที่เหลือแล้ววิ่งตามไป พ่อค้าแม่ค้าและลูกค้าแถวนั้นมองตามอย่างไม่เข้าใจ

รำเพยเดินจ้ำออกมา เฟื่องฟ้าหอบของกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามมา
“แม่จ๋า...แม่...ทำไมรีบร้อนเดินนักล่ะ เดี๋ยวจะเป็นลมไปนะจ๊ะ”
“แม่อยากกลับไปพักที่บ้าน”
เฟื่องฟ้าวิ่งมาจนทันรำเพย แล้วใช้อีกมือที่ไม่ได้ถือของช่วยประคอง
“เรือนไต้ก๋งชางอยู่ที่พระนครหรือจ๊ะแม่”
รำเพยหยุดกึก หันขวับมาถามเสียงขุ่น “ถามทำไม”
“เอ้อ...เปล่าจ้ะ เห็นที่พวกป้าๆ เขาคุยกัน ท่าทางจะใหญ่โตมากเลยนะจ๊ะแม่ เราไปรอโปรยทานกันบ้างไหมจ๊ะ”
รำเพยตวาดเสียงดังลั่น
“ไปไม่ได้! ห้ามไปที่นั่นเด็ดขาด”
เฟื่องฟ้าตกใจพอๆ กับแปลกใจ
“ทำไมจ๊ะแม่”
รำเพยได้สติ พยายามข่มอารมณ์ แต่น้ำเสียงยังเครียดๆ
“หญิงสาวอย่างลูกไม่ควรไปที่นั่นคนเดียว ที่นั่นคนมาก เดี๋ยวจะโดนเบียดโดนชนเสียเปล่าๆ”
เฟื่องฟ้าอ้าปากจะถามอะไรอีก แต่รำเพยตัดบท แล้วรีบเดินนำลิ่วไปก่อน
“เร็วเข้า เฟื่องฟ้า”
เฟื่องฟ้ามองตามแม่ด้วยความสงสัย

อีกฟากหนึ่ง ที่เรือนใหญ่ บ้านไต๋ก๋งชาง
บุหลันลูกนางสนสาวใช้คนสนิทของงามตา เดินออกมา ท่าทางลับๆ ล่อๆ พอเห็นใครบางคนก็หลบที่มุมเสา ยิ้มด้วยนัยน์ตาฝัน พึมพำกับตัวเองเหมือนคนละเมอ
“หล่อ คมเข้ม ถูกใจอีบุหลันแท้ สมแล้วที่จบมาจากเมืองนอกเมืองนาช่างน่ารักน่าชังเสียจริง”
ก้องภพเดินหันหลังชมสวนอยู่ เขาสวมเชิ้ตแขนสั้นสีครีมแบบสบายๆ ดูคล่องตัว ที่ศีรษะสวมหมวกเปเล่รับกับใบหน้า ดูสมาร์ทเหลือแสน บุหลันยืนมองตามอยู่สักครู่ก็เหมือนคิดอะไรขึ้นมาได้ แล้วหัวเราะกับตัวเอง ก่อนจะเยื้องย่างออกไป

บุหลันทำทีเดินผ่านไปทางที่ก้องภพยืนอยู่ แกล้งสะดุดขาตัวเองล้มลงตรงหน้า
“โอ๊ย”
ก้องภพหันมาช้าๆ บนคอของเขาสวมสร้อยห้อยจี้หยกชิ้นหนึ่ง สีหน้าเขาตกใจเล็กน้อย
มือชายคนหนึ่งเข้ามารับบุหลันเอาไว้ได้ทัน
“เดินระวังหน่อยสิบุหลัน”
บุหลันหลับตายิ้มพริ้มพราย มั่นใจว่าเป็นก้องภพ จึงออดออเซาะโดยไม่ได้มองหน้า
“เจ็บขา เจ็บมาก สงสัยจะเดินไม่ไหวแล้วเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นให้ข้าอุ้มกลับเรือนนะ”
น้ำเสียงพูดคุ้นหูขึ้นกว่าเดิม ทำให้บุหลันเบิกตาโพลง เมื่อรู้ว่าเป็นใคร ถึงกับตกใจแผดเสียงใส่
“ไอ้คฑา ปล่อยข้า”
บุหลันสะบัดตัวออกอย่างขัดใจ
คฑาผละออกห่าง บ่อยครั้งที่บุหลันมักแสดงกิริยารังเกียจเขา เพราะรู้ว่าเขามีใจให้
ก้องภพเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เดินเข้ามาทักคฑา จำได้ว่าคือลูกบ่าวในเรือน ที่เป็นเพื่อนเล่นกับตนมาตั้งแต่เป็นเด็ก
“คฑา..ใช่นายจริงๆ ด้วย”
คฑาก้มหน้าก้มตา วางท่าทีนอบน้อม
“ขอรับคุณภพ”
ก้องภพเดินเข้ามากอดคฑาท่าทางดีใจ
“ไม่คิดว่าโตขึ้นมาจะหล่อเหลาไม่เบา”
“คุณก้องภพชมเกินไปแล้วขอรับ”
“ฉันไม่ได้ชม ดูสิ ตอนนี้นายตัวใหญ่กว่าฉันด้วย”
ทั้งสองคนยิ้มแย้มทบทวนความหลังอย่างมีมิตรไมตรี ก้องภพเหลียวมองไปทางบุหลัน เห็นยังยืนหน้าบึ้งตึง ก็ทำท่าแปลกใจ คฑารีบไขความกระจ่าง
“นี่บุหลัน ลูกสาวป้าสนในครัวขอรับคุณภพ”
บุหลันยิ้มเอียงอายอย่างมีจริต ยกมือไหว้อ่อนช้อยสวยงาม
“บุหลันฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะเจ้าคะคุณภพ”
ก้องภพยิ้มนิดๆ ให้ ไม่ได้ใส่ใจนัก หันไปคุยกับคฑาต่อ
“เดี๋ยวเดินเป็นเพื่อนฉัน ดูรอบๆ หน่อยนะคฑา เราจะได้ระลึกความหลังกันมากกว่านี้”
“ได้ครับ”
สองหนุ่มเดินออกไปด้วยกัน ทิ้งบุหลันให้ยืนเพ้อมองตามก้องภพอยู่เพียงลำพัง
“พ่อเนื้อนาบุญของอีบุหลัน นอกจากรูปงามแล้ว เสียงยังหวานจับใจเหลือเกิน”

ที่เรือนครัว นมขามกำลังนั่งบรรจงใช้ปลายมีดแหลมแกะเม็ดมะขามออกจากฝักอยู่มุมหนึ่ง พวกบ่าวไพร่เตรียมอาหารวุ่นอยู่หน้าเตา
จนเมื่อมองเห็นก้องภพเดินเข้ามา คุณนมจึงค่อยวางงานในมือลง ยิ้มกว้างให้คุณหนูรูปงาม
“นมจ๋า”
ก้องภพเข้ามากอดนมขามอย่างรักใคร่ เหมือนเด็กชายอ้อนแม่กระนั้น ท่าทีสนิทสนม เต็มไปด้วยสายใยแห่งความผูกพัน
กอดจนอิ่มใจแล้ว ชายหนุ่มจึงค่อยคลายวงกอดออกช้าๆ ถามเสียงนุ่มนวลเชิงสัพยอกว่า
“นี่ยังตาดีนั่งแกะมะขามเปียกได้อีกรึ”
นมขามค้อนขวับ “กำลังจะว่านมแก่แล้วสายตาฝ้าฟางสินะ”
“ไม่ใช่นะจ๊ะนม นมน่ะยังแข็งแรง สายตาก็ยังดี ยังไม่แก่ง่ายๆหรอก”
นมขามยิ้มเอ็นดู “ปากหวานไปเถอะคุณ”
ก้องภพหัวเราะ ลงไปนอนหนุนตักนมขามเอาดื้อๆ
“ตักยังอุ่นเหมือนเดิม อยากอยู่เช่นนี้ทั้งวัน”
หญิงชรายิ้มน้อยๆ อย่างเอื้อเอ็นดู
“เป็นถึงผู้พิพากษา มานอนตักบ่าวเช่นนี้ ไม่เหมาะนะเจ้าคะ”
“นมขามเป็นแม่อีกคนของผม ผมจะทำแบบนี้ ใครลองมาว่าสิ จะเอาเรื่องให้เข็ด”
นมขามหัวเราะ “แล้วนี่คุณไปไหนมาเจ้าคะ แต่งตัวเสียเต็มยศ”
“ไปไหว้สุสานเตี่ยมาจ้ะนม ไม่ได้กลับมาเสียนาน เรียนสำเร็จทั้งทีก็ควรบอกกล่าวให้ท่านทราบ”
“จริงด้วยสิเจ้าคะ...ถ้าท่านยังอยู่เห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นในเรือนนี้คงจะดี”
แววตานมขามหม่นเศร้าลง สีหน้าครุ่นคิด
“น่าเสียดายที่ผมมีความทรงจำเกี่ยวกับเตี่ยเพียงน้อยนิดเท่านั้น”
ก้องภพมองเหม่อ ซึมลง นมขามลูบผมก้องภพเชิงปลอบ แต่แววตาว่างเปล่า
“ความทรงจำจะมีหรือไม่นั้นไม่สำคัญหรอกเจ้าค่ะ แค่คุณก้องเติบโตมาเป็นคนดี มีหน้าที่การงานที่ดีเท่านั้นท่านก็ภูมิใจแล้ว”
นมขามยิ้มให้ก้องภพแต่ซ่อนความรู้สึกคลางแคลงใจไว้ลึกๆ
“แต่ผมจำได้อยู่เรื่องหนึ่งนะนม”

นมขามนึกถึงอดีตแล้วหน้าเศร้าลง
“จริงด้วยเจ้าค่ะ ไต้ก๋งท่านชอบดูงิ้วมาก ถึงขนาดว่าจ้างคณะงิ้วมาเล่นในโอกาสสำคัญๆ ตอนนั้นเรือนลำพระพายมีความสุขมากที่สุดช่วงหนึ่ง ก่อนที่...”
จู่ๆ นมขามก็เงียบไป น้ำตาซึม เจ็บปวดลึกๆ ในใจเมื่อนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับรำเพยและไต้ก๋งชาง
“ก่อนอะไรหรือจ๊ะนม”
นมขามปาดน้ำตาทิ้ง
“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ แค่นึกวันเก่าๆ แล้วคิดถึงเท่านั้น”
“โธ่ นมของผม...”
ก้องภพลุกขึ้นมาลูบหลังปลอบใจหญิงชรา
“เรื่องที่ไต้ก๋งชอบที่สุดคือ ‘ลิขิตเลือดมังกร’ เป็นเรื่องสวยงามแต่ก็น่าเศร้าในคราวเดียวกัน”
นมขามเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มทันที
“อย่าสนใจสิ่งที่นมพูดเลยเจ้าค่ะ นมแก่แล้วก็ชอบพูดแต่เรื่องอดีต ที่นี่ไม่มีใครอยากดูงิ้วอีกแล้ว จะรื้อฟื้นขึ้นมาคงไม่ได้อะไรอยู่ดี”
ก้องภพฟังแล้วนึกอะไรได้ขึ้นมา บอกกับนมขามว่า
“แล้วถ้าผมทำให้อดีตอันสวยงามนั้นกลับมาได้อีกล่ะจ๊ะนม”
นมขามมองฉงน เห็นแววตาก้องภพเป็นประกายเจิดจ้า

เปลวเทียนซึ่งสะบัดไหวอยู่ในความมืด หยอกล้อกับหยกชิ้นนั้นในมือของรำเพย
รำเพยนั่งมองหยกในมือชิ้นนั้นนานแล้ว ประหวัดถึงใครบางคน เจ็บปวดลึกๆ ในใจ
เฟื่องฟ้าแอบมองอย่างสงสัย เพราะเคยเห็นแม่เอาหยกชิ้นนี้มาดูหลายครั้งแล้ว แต่พอถามก็ไม่เคยเล่าอะไรให้ฟัง นอกจากว่าเป็นหยกของพ่อ
สักพักหนึ่งรำเพยก็เก็บหยกลงในกล่อง เก็บไว้ตู้มุมห้อง ลุกไปเปิดมุ้ง เห็นเฟื่องฟ้าหลับแล้ว จึงล้มตัวลงนอนข้างๆ รำเพยหลับตาลงอย่างยากเย็น
เฟื่องฟ้าขยับตัว ดูว่าแม่หลับหรือยัง ลองเอามือโบกหน้าแม่ก็ไม่เห็นไหวติง จึงพลิกตัวทำท่าจะลุก แต่ถูกทักถามขึ้น
“เป็นอะไรไปเฟื่องฟ้า”
เฟื่องฟ้าสะดุ้งนิดๆ
“เปล่าจ้ะแม่ แค่รู้สึกวันนี้อากาศอ้าวๆ เลยนอนไม่ค่อยหลับ”
“รีบหลับเสีย พรุ่งนี้จะได้ตื่นมาทำขนมแต่เช้ามืด”
“จ้ะแม่”
เฟื่องฟ้าพลิกตัวหันไป พยายามข่มตาหลับ แต่ในใจครุ่นคิดถึงเรื่องที่ได้ยินมาวันนี้

รุ่งเช้าวันใหม่ เฟื่องฟ้าช่วยแม่เช็ดใบตองเตรียมทำขนม รำเพยอุทานอย่างแปลกใจ
“อะไรนะ ลูกจะไปสมัครครู”
“จ้ะแม่ พรุ่งนี้ฉันจะไปสมัครครูในเมืองนะจ๊ะ”
สีหน้ารำเพยมีแววกังวลลึกๆ
“แล้วทำไมต้องเป็นครูในเมืองด้วย”
“ก็โรงเรียนสอนรำเปิดแต่ในเมืองนี่จ๊ะ ฟ้าจบครูมาก็อยากมุ่งไปสอนเด็กโดยตรง”
รำเพยพยักหน้ารับเอาคำลูกสาว
“ถ้าอยากเป็นครูก็แล้วแต่ลูกเถอะ ปล่อยเวลาผ่านไปจะเสียเปล่าๆ เป็นแม่ค้ามันลำบาก”
“ฟ้ารู้แม่..แล้วถ้าฟ้าได้งานครู แม่เลิกทำขนมขายเถอะนะ”
“เลิกแล้วจะให้แม่อยู่เฉยๆ น่ะเหรอ ไม่เอาหรอก”
“แต่ฟ้าไม่อยากให้แม่ลำบาก”
“ไม่ลำบากหรอก แม่ยังทำได้ เราจะได้มีสตางค์ไว้เผื่อเหลือเผื่อขาดไงลูก”
“งั้นก็ตามใจแม่จ้ะ แต่อย่าทำเกินกำลังนะจ๊ะ แล้วถ้าฉันว่างจากงาน ก็จะกลับมาช่วยแม่อีกแรง”
เฟื่องฟ้ากอดแม่อย่างรักใคร่ รำเพยลูบผมลูก น้ำตาซึม

ที่ห้องพักครูใหญ่ โรงเรียนนาฏศิลป์ ครูวารี ครูใหญ่ของโรงเรียนกำลังสัมภาษณ์เฟื่องฟ้าอยู่ในนั้น
“เรียนจบนาฏศิลป์มารึ”
“ใช่เจ้าค่ะ ดิฉันรำได้ทุกอย่าง ลีลาศก็ได้ แม้แต่งิ้วก็ได้นะเจ้าคะ”
“ทำไมถึงเล่นงิ้วได้ล่ะ”
“ดิฉันชอบไปดูงิ้วตามงานวัด ใช้ครูพักลักจำเอาเจ้าค่ะ”
“เธอมีความรู้หลายด้านจริง แต่ที่นี่มีสอนแต่รำไทย ไม่มีงิ้วหรอกนะ เมื่อก่อนที่เรือนดอกเหมยก็เคยมีงิ้วเล่นให้ดูบ่อยๆ”
“เรือนดอกเหมย”
“บ้านลำพระพาย อยู่ในเมืองโน่น แต่เสียดายตั้งแต่ท่านไต้ก๋งเสียไปก็ไม่มีงิ้วเล่นอีกเลย ไม่อย่างนั้นงิ้วที่เรือนไต้ก๋งชางจะสวยที่สุดใหญ่ที่สุดในแถบนั้นเลยทีเดียว”
เฟื่องฟ้านึกถึงคำพูดของแม่ค้าที่คุยกันในตลาดริมน้ำ
“คืนสิบห้าค่ำมีงานเทกระจาดที่เรือนไต้ก๋งชาง รับลูกชายกลับมาจากเมืองฝรั่ง...”
เสียงวารีปลุกให้เฟื่องฟ้าตื่นจากภวังค์
“ฉันไม่เคยเห็นคนไทยที่ไหนเล่นงิ้วได้เลย ไหนเธอลองเล่นงิ้วให้ฉันดูหน่อยซิ”
“ได้เจ้าค่ะ”
เฟื่องฟ้าเริ่มร้องงิ้วให้วารีดู วารีมองตะลึงอย่างไม่เชื่อสายตาว่าสาวสวยจะเล่นได้ดีถึงเพียงนี้

นายเอิบภารโรงของโรงเรียน เดินนำเจียงมาตามทางจนถึงหน้าห้องครูใหญ่
“เชิญนั่งรอสักครู่หัวหน้าเจียง ครูใหญ่กำลังสอบถามครูที่มาสมัครใหม่น่ะขอรับ”
“ไม่เป็นไร อั๊วรอได้”
เอิบเดินออกไป เจียงชะงักไปเมื่อได้ยินเสียงร้องเพลงงิ้วของเฟื่องฟ้าดังแว่วมา เจียงลังเล ในที่สุดก็ยอมเสียมารยาทแง้มประตูแอบดู เห็นเฟื่องฟ้าร้องรำงิ้วอย่างสวยงาม เจียงมองอย่างชื่มพอใจในฝีมือ
พอเฟื่องฟ้าร้องจบ วารีพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“แหม...เสียดายจริง ถึงฉันจะไม่มีความรู้เรื่องงิ้วสักเท่าไหร่ แต่ก็รู้สึกว่าเธอเล่นได้ดีมากจนฉันอยากจะเปิดสอนงิ้วบ้างแล้วล่ะสิ”
“ท่านชมเกินไปแล้วล่ะค่ะ”
“คงไม่เกินไปหรอก เพราะเธอเล่นได้เหมือนพวกคณะงิ้วจริงๆ”
เฟื่องฟ้ายกมือไหว้ “ขอบพระคุณเจ้าค่ะ”
“เอาละ...วันนี้เธอกลับไปก่อน แล้วสัปดาห์หน้าจะส่งจดหมายไปแจ้งผล”
“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ”
เฟื่องฟ้ายกมือไหว้วารี แล้วเดินออกไป

เฟื่องฟ้าเดินมาตามทาง แล้วต้องแปลกใจเมื่อเห็นเจียงมาดักไว้
“ลื้อสนใจเล่นงิ้วจริงจังหรือไม่”
“ต้องขอโทษด้วยค่ะ ดิฉันอยากเป็นครูมากกว่า”
“ไม่เป็นไร ๆ”
เฟื่องฟ้ายกมือไหว้ลาแล้วเดินออกไปเลย เจียงได้แต่มองตามอย่างเสียดาย

งานเลี้ยงต้อนรับก้องภพจัดขึ้นที่ลานหน้าเรือนใหญ่ ผู้คนยังมานั่งรอการโปรยทานอย่างมีความหวัง ก้องภพยืนข้างงามตาซึ่งแต่งตัวโก้หรูทันสมัย มือข้างหนึ่งถือแก้วสุรารสเลิศ กำลังคุยกับแขกในงานอย่างออกรสชาติ ก้องภพคอยดูแลแม่ และยกมือไหว้ต้อนรับแขกผู้ใหญ่ไปด้วย
“ตาก้องได้ทุนหลวงไปเรียนค่ะ กลับมาก็จะได้รับราชการเป็นผู้พิพากษาทันที”
“แหม คุณงามตาเลี้ยงลูกเก่งจริงนะคะ ทั้งที่ท่านไต้ก๋งสิ้นบุญไปแล้วก็ยังสอนลูกได้ดีขนาดนี้” คุณสุดจิตชมเปาะ
งามตาตีหน้าเศร้า น้ำตาคลอ สมบทบาทเมียผู้แสนดี
“ดิฉันสัญญากับดวงวิญญาณของท่าน ว่าจะเลี้ยงลูกให้ดีที่สุด ท่านจะได้หมดห่วงและไปสู่สุคติ แต่เชื่อไหมคะ จนถึงวันนี้ดิฉันยังลืมท่านไม่ได้เลย”
“โถ...คุณงามตาซื่อสัตย์กับไต้ก๋งชางเหลือเกิน ท่านจากไปยี่สิบปีแล้วก็ยังครองตัวเป็นหม้าย ถ้าไต้ก๋งชางมองลงมา ก็ต้องภูมิใจในตัวคุณงามตากับลูกชายมากนะคะ” คุณปรานีประจบ
“ขอบพระคุณเจ้าค่ะคุณหญิง” งามตายิ้มแย้ม หน้าตาเบิกบานภาคภูมิใจ
“แม่พิมพ์พรรณ ลูกสาวฉันก็เพิ่งจบจากปีนังมา เป็นน้องพ่อภพสองปีละมัง เอาไว้ฉันจะพาแกมาคุยด้วยประสานักเรียนนอก จะได้แลกเปลี่ยนทัศนะกันนะจ๊ะ”
“ยินดีค่ะคุณจำเรียง”
“แหม...เสียดายฉันมีแต่ลูกชาย ไม่อย่างนั้นจะพามาแนะนำด้วย” สุดจิตบอก
ปรานีสัพยอกว่า “ลูกชายก็แนะนำเป็นเพื่อนกันได้นี่คะคุณหญิง”
เหล่าแม่ๆ หัวเราะกันอย่างสนุก แต่ก้องภพรู้สึกอึดอัด จึงกระซิบกับงามตา
“ผมว่าได้เวลาโปรยทานแล้วนะครับแม่ พวกชาวบ้านจะได้กลับไปนอนหลับพักผ่อน”
“อย่าเพิ่งสิ พวกนั้นรอมาตั้งแต่เช้า รออีกหน่อยจะเป็นไรไป มีเวลาถมเถ”
ก้องภพมองอย่างไม่สบายใจ งามตาหันไปคุยกับเหล่าคุณหญิงคุณนายต่อไปอย่างสนุกสนาน

กลุ่มชาวบ้านที่มารอโปรยทานเริ่มเหนื่อยล้า ในนั้นมีแม้น เลียบ จวงรวมอยู่ด้วย ทั้งสามนั่งเคี้ยวหมากรออย่างเบื่อหน่าย
“โอ๊ย...เมื่อไรจะโปรยทานซักทีวะ ข้าทั้งหิวทั้งง่วงแล้วนะโว้ย” เลียบบ่น
แต่แล้วจวงก็ชี้ให้เพื่อนๆ หันไปดูอะไรบางอย่าง
“นั่นๆ เอ็งเห็นไหมใครมา ข้าตาฝาดไปหรือเปล่าวะ”
เฟื่องฟ้าเบียดแทรกผู้คนที่แออัดยัดเยียดเพื่อเข้ามาให้ถึงบริเวณโปรยทานให้มากที่สุด
“เออ...จริงด้วย แล้วทำไมนังหนูมันมาคนเดียว ไม่มากะแม่วะ” แมนแปลกใจ
“สงกะสัยนังแม่ผู้ดีมันจะอายละมั้ง เลยส่งนางเอกยี่เกมาแทน” เลียบกระแนะกระแหน
เฟื่องฟ้าได้ยินเต็มสองหู แต่ก็ยกมือไหว้ทั้งสามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“อ้าว...ป้าเลียบ น้าแม้น น้าจวง ก็มาด้วยเหรอจ๊ะ”
“มาด้วยกันนั่นแหละ” แม้นว่า
“เขายังไม่โปรยทานกันเหรอจ๊ะ”
“ยัง พวกเราก็ยังไม่รู้ว่าเมื่อไรกันแน่” จวงบอก
“เฮ้อ...นึกว่าเขาจะโปรยทานกันไปแล้วเสียอีก โชคดีที่มาทัน”
เฟื่องฟ้าชะเง้อมองเข้าไปในงาน เห็นบ้านเรือนหลังใหญ่โตก็ยิ่งตื่นตาตื่นใจ
“ท่าทางจะงานใหญ่มากจริงๆ ไม่เคยเห็นงานต้อนรับใครใหญ่โตเท่านี้มาก่อนเลย คนในบ้านจะเป็นยังไงน้อ...”
“ก็คงอยู่กันสุขสบายน่ะซี้ ถึงได้ส่งลูกไปเรียนเมืองนอกเมืองนา ไต้ก๋งชางน่ะทิ้งสมบัติไว้มหาศาล”
“จริงเหรอจ๊ะ”
“จริงสิวะ ไอ้ที่มาโปรยทานเนี่ย มันแค่เศษสตางค์ของเขาเท่านั้น” เลียบว่า
จวงเสริม “ถ้านังงามตามันไม่โลภเกินไป ชาตินี้ใช้ยังไงก็ไม่หมดหร้อก”
เลียบปราม “จุ๊ๆๆ อย่าไปเรียกอย่างนั้นให้อีงามตาได้ยินเข้านะ เดี๋ยวนี้ต้องเรียกมันว่าคุณนายงามตา”
“โธ่เอ๊ย...เทือกเถาก็แค่อีลูกหมอผีนั่นละว้า” แม้นบอก
เฟื่องฟ้ารับฟังพลางมองเข้าไปในบ้านอย่างรู้สึกสงสัยอะไรบางอย่าง

บุหลันคอยเสิร์ฟอาหารและน้ำ คอยแอบมองก้องภพไปด้วย พอไม่มีใครเห็นก็แกล้งอู้งาน หยิบๆ จับๆ อะไรที่โต๊ะ แต่ตามองก้องภพฝันๆ
“หล่อเหลือเกินพ่อเทพบุตร”
คฑายกถาดจานกับแก้วจะไปทางครัวผ่านมาทัก
“บุหลัน เอาน้ำไปทางนั้นหน่อยสิ แขกร้องหาน้ำกันระงมแล้ว”
“เอ๊ะ...มาสั่งอะไรข้า เอ็งก็ไปเองซิ”
“ข้าจะเอาจานกับแก้วเข้าไปล้าง เอ็งว่างอยู่ไม่ใช่รึ”
“ไม่ว่าง ข้าไม่ว่างโว้ย กำลังมองคุณก้องภพอยู่” บุหลันพูดลอยหน้าลอยตา
“เขาไม่มองเอ็งหรอก เจียมไว้เสียบ้าง”
“เอ็งนั่นแหละที่ต้องเจียม ถึงยังไงข้าก็ไม่มองเอ็งหรอก ข้าจะเป็นอย่างคุณงามตา ถึงตอนนี้เป็นแค่บ่าว แต่ต่อไปก็จะขึ้นเป็นเมียคนโปรดของคุณก้องภพให้ได้
“เฮอะ...ฝันสูงจริงนะเอ็ง”
คฑาส่ายหน้าอย่างคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ก่อนจะเดินออกไป แต่บุหลันสีหน้ามั่นใจ
“ข้าไม่ได้ฝัน ข้าจะทำให้เป็นจริงให้ได้” บุหลันบอกอย่างมุ่งมั่น

งามตาเริ่มเมาได้ที่ หัวเราะร่าอย่างสนุกสนาน
“ฮ่าๆๆๆ งานนี้ฉันจัดให้ใหญ่ที่สุดเพื่อลูกชายคนเดียวของฉัน แถวนี้ไม่มีใครอีกแล้วที่จะร่ำรวยเท่ากับบ้านไต้ก๋งชาง แล้วตอนนี้ ลูกชายคนเดียวของเขาก็กำลังจะเป็นผู้พิพากษาอีกด้วย...”
ทุกคนยิ้มแย้มเหมือนยินดีไปด้วย แต่ลึกๆ แล้วเป็นรอยยิ้มหยัน
ก้องภพเข้ามาดูแม่
“แม่เมาแล้ว ไปนอนพักก่อนดีกว่าครับแม่ เดี๋ยวผมพาไป”
“ไม่มาว ฉันยังไม่มาว ไม่ต้องมายุ่ง”
แต่แล้วงามตาก็เซไปชนกับแขกในงาน จนเครื่องดื่มหกเลอะแขกนางนั้น
“ว้าย...”
งามตาโวยวาย “ใครเนี่ยมายืนขวาง”
ก้องภพรีบเข้าไปขอโทษแขก “ขอโทษด้วยครับ ขอโทษครับ”
งามตาเดินสะเปะสะปะจนชนโต๊ะ ข้าวของล้มระเนระนาดอีก
“แม่ไปพักเถอะครับ เดี๋ยวผมพาไป”
“ไม่ แกยังไม่โปรยทานเลยนี่ก้องภพ”
“งั้นผมโปรยทานก่อนนะครับ เสร็จแล้วแม่จะได้ไปพักผ่อน”
งามตาหันไปประกาศกับทุกคน
“เชิญทุกท่านเลยนะคะ เชิญชมการโปรยทานค่ะ จะได้เห็นว่าพวกชาวบ้านศรัทธาเรามากแค่ไหน”
งามตาดึงก้องภพไปอย่างปลาบปลื้ม

บรรดาชาวบ้านมองไปบนชานบันไดเรือนอย่างตื่นเต้นดีใจ
“มาแล้วโว้ย มากันแล้ว” เลียบตื่นเต้นกว่าใคร
แม้นสอดตามองหา “ไหนคนไหนลูกชายท่านไต้ก๋งน่ะ”
“นั่นไง คนที่ใส่สูทสีดำนั่น” จวงบอก
เฟื่องฟ้าชะเง้อมองตามอย่างสนใจ เธอเห็นก้องภพเดินออกมาตรงชานพักบันได เขายิ้มให้กับทุกคนอย่างสุภาพ ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ขอบคุณทุกคนที่มาในวันนี้นะครับ”
ชาวบ้านซุบซิบกันตามประสา
“แหม...หล่อเข้ม มาดสมกับเป็นลูกผู้ดีจริงๆ”
“ลูกผู้ดีที่ไหนกันวะ มันก็ลูกเจ๊กนั่นแหละ แม่ก็เคยเป็นแค่บ่าว ทำมาเผยอชูคอ”
งามตาโบกมือให้ทุกคน ในขณะที่คฑากับบ่าวชายหลายคนช่วยกันยกข้าวของและถุงเงินที่จะโปรยทานมาให้ งามตากระซิบบอกก้องภพ
“โยนลงไปลูก แล้วจะได้เห็นว่าแร้งลงน่ะเป็นยังไง”
“ทำไมไปเปรียบอย่างนั้นล่ะครับแม่”
“ก็มันจริงนี่ ไอ้อีพวกนี้มันไม่สนใจทำมาหากินหรอก วันๆ ก็หวังเงินทองเศษทานจากเศรษฐีอย่างพวกเรานี่แหละ”
ชาวบ้านต่างยกมือไหว้ปลกๆ ก้องภพหยิบข้าวของโยนออกไป แล้วโยนเหรียญตามไปด้วย ชาวบ้านต่างรุมยื้อแย่งของโปรยทานกันอย่างวุ่นวาย
เฟื่องฟ้าเข้าไปที่ด้านข้าง ก้องภพมองมาเห็นพอดี พอสบตากับเฟื่องฟ้า เขาก็โยนเงินถุงใหญ่ลงมาให้ทันที งามตาตกใจ
“ทำไมไม่แกะออกโปรยล่ะตาก้อง”
“หล่อนแย่งคนอื่นไม่ทันนี่ครับ”
เฟื่องฟ้ายิ้มให้ก้องภพพร้อมกับยกมือไหว้เชิงขอบคุณแล้วรีบออกไป ก้องภพมองตามอย่างต้องชะตา

ก้องภพเดินกึ่งประคองงามตามาส่งที่หน้าเรือนใหญ่
“เดินดีๆ นะครับแม่”
“บอกแล้วว่าไม่เป็นไร ส่งแค่นี้ก็พอ ลูกกลับไปส่งแขกที่งานเถอะ”
“แม่ต้องเข้าไปนอนพักนะครับ”
“รู้แล้วน่า”
ก้องภพเดินกลับไป งามตาจะขึ้นเรือนแต่หางตาเหลือบไปเห็นบางอย่างหลังพุ่มไม้ เมื่อเขม้นมอง สีหน้างามตาก็เปลี่ยนเป็นถมึงทึงไม่พอใจ

เป็นไอ้ก้อนที่มองผ่านพุ่มไม้ ดูก้องภพที่กำลังเดินกลับไปในงานด้วยสายตาปลาบปลื้มชื่นชม แต่แล้วก็มีใครอีกคนมาแตะไหล่กึ่งผลักให้หันกลับไป ก้อนประหลาดใจและดีใจเมื่อเห็นว่าเป็นใคร
“งามตา...”
งามตาหน้าบูดบึ้งไม่สบอารมณ์เต็มที่
“เอ็งมาที่นี่ทำไม”
“ข้าอยากมาดูงาน”
“ข้าบอกแล้วใช่ไหม ว่าอย่ามายุ่มย่ามในงาน เดี๋ยวถ้าใครเห็นเข้ามันจะไม่ดี”
“ข้าไม่ได้เข้าไปสักหน่อย ขอแค่ยืนดูอยู่ห่างๆ”
“อยู่ห่างๆ ก็ไม่ได้ คนในงานมากมาย อาจจะเดินผ่านมาเห็น เอ็งกลับเรือนเอ็งไปได้แล้ว”
“โธ่...งามตา ขอให้ข้าชื่นชม...”
ก้านไม่ทันได้หลุดคำว่าลูกออกมา ถูกงามตาตวาดแว้ด
“ข้าบอกว่าไม่ได้ก็ไม่ได้ไง ถ้าอยากกินอะไรเดี๋ยวข้าให้บ่าวมันเอาไปให้”
ก้อนหน้าเจื่อนไป ได้แต่กลืนน้ำลาย
“ข้าไม่อยากกินอะไรทั้งนั้น”
“งั้นก็กลับไปนอนเสีย แล้วอย่าได้กลับมาวุ่นวายอีก ไม่อย่างนั้นเอ็งจะไม่มีบ้านคุ้มกะลาห้วอีกต่อไป”
ก้อนจำต้องก้มหน้างุดเดินออกไปอย่างเจ็บใจ งามตามองตามจนแน่ใจแล้วจึงกลับเข้าไปในงาน
เฟื่องฟ้าแอบดูเหตุการณ์อยู่แถวนั้น ความสงสัยมีมากขึ้นทบทวี

เฟื่องฟ้าเดินมาถึงหน้าเรือนดอกเหมยที่เงียบสงัด มองอย่างแปลกใจ
“เรือนสวยๆ แบบนี้ ทำไมถึงปล่อยทิ้งร้างไว้นะ เสียดายนัก”
เฟื่องฟ้าเดินสำรวจไปรอบๆ เสียงสุนัขเห่าโหยหวนดังขึ้น เฟื่องฟ้าห่อตัวอย่างรู้สึกถึงบรรยากาศเย็นยะเยือก เสียงสวบสาบดังขึ้น เสียงเหมือนบันไดเรือนดังลั่น เฟื่องฟ้าสะดุ้งตกใจ เธอมองไปรอบด้านอย่างเริ่มหวาดกลัว จนไปสะดุดกับกองไม้ผุๆ กองหนึ่ง หนูวิ่งออกมา เฟื่องฟ้าตกใจ
“ว้าย”
เฟื่องฟ้าวิ่งหนี จนไปชนกับใครบางคนเข้า หญิงสาวผงะออกมา พอเห็นหน้าก็กรีดร้องอย่างตกใจ
เป็นอบเชยในสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง ถลึงตาน่ากลัว สภาพเหมือนผี ยื่นมือมาบีบคอเฟื่องฟ้าเต็มแรง
“ตาย...มึงต้องตาย”
เฟื่องฟ้าดิ้นทุรนทุราย
“ปล่อย...ฉัน... ช่วยด้วย”
ขณะที่เฟื่องฟ้ากำลังจะหมดสติ
เสียงก้องภพก็ดังขึ้น “ใครอยู่แถวนั้นน่ะ”
อบเชยตกใจรีบปล่อยมือออก ร่างเฟื่องฟ้าทรุดลง พอเงยหน้าอีกที อบเชยก็หายไปแล้ว
“เธอเป็นอะไรหรือเปล่า”
ก้องภพเข้ามาพยุงเฟื่องฟ้าให้ลุกขึ้น เธอมองเขาเจ้าของมือที่ประคองอยู่แล้วก็ต้องตกใจ เมื่อเห็นหยกที่ก้องภพสวมอยู่ มันเหมือนกับหยกที่แม่รำเพยหยิบขึ้นมาดูเป๊ะ
เฟื่องฟ้ามองหน้าก้องภพอย่างสงสัยมากยิ่งขึ้น ก้องภพจับตัวเฟื่องฟ้าไว้
“ฉันไม่เป็นไรแล้ว ขอบใจจ้ะ”
ก้องภพยังไม่ยอมปล่อย แถมถามเสียงเข้มอย่างกังขา
“เธอเข้ามาในนี้ทำไม”
“ฉัน...เอ่อ...เดินหลงเข้ามา”
“เป็นไปไม่ได้ ตรงนี้ห่างจากที่โปรยทานมาก เธอจะหลงเข้ามาได้ยังไง”
“ฉันหลงเข้ามาจริงๆ เพิ่งเคยมาที่นี่ครั้งแรก มัวแต่มองบ้านสวยๆ เลยเดินเข้ามาเรื่อยๆ จ้ะ”
“เธอเป็นใครมาจากไหน”
“ฉัน...เป็นแค่สาวใช้บ้านคุณหลวงที่ท้ายตลาดจ้ะ”
ก้องภพมองหน้าเฟื่องฟ้าอย่างไม่เชื่อ
“คุณหลวงไหน”
“คุณหลวง...เอ้อ...หลวงสุรางค์เดชาจ้ะ” เฟื่องฟ้าบอกส่งๆ ไป
“ไม่จริง ฉันไม่เห็นเคยได้ยินชื่อ บอกฉันมาเสียดีๆ นะว่าเธอชื่ออะไรเป็นใครกันแน่”
เฟื่องฟ้าจนมุม จึงต้องใช้วิธียกมือไหว้ขอร้อง เล่นละครให้ดูน่าสงสารสุดชีวิต
“เมตตาฉันเถอะนะจ๊ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจเข้ามาจริงๆ นี่ดูสิ ฉันไม่ได้ขโมยอะไรไปสักอย่าง นอกจากเงินที่คุณโปรยทานให้ ปล่อยฉันไปเถอะ นะจ๊ะ”
ก้องภพใจอ่อน “ปล่อยก็ได้ แต่ว่า...เธอชื่ออะไรรึ”
“ฉันชื่อ...” เฟื่องฟ้าคิดปราดเดียว “ลัดดาจ้ะ”
“ลัดดาเหรอ ชื่อเพราะดีนะ”
“ใช่จ้ะ ใครๆ ก็บอกอย่างนั้น รู้ชื่อก็ปล่อยฉันเถอะนะจ๊ะ”
ก้องภพปล่อยมือ เฟื่องฟ้าฉวยโอกาสนั้นวิ่งหนีไปทันที
“อ้าว นั่นเธอจะรีบไปไหน แม่ลัดดา แม่ลัดดา...”
ก้องภพมองตาม ส่ายหน้าอย่างเจ็บใจ

เฟื่องฟ้ามาถามซักไซ้เอากับนายแถนเรื่องไต้ก๋งชางด้วยความสงสัย
“ทำไมล่ะจ๊ะลุงแถน ทุกครั้งที่พูดถึงบ้านไต้ก๋งชาง แม่จะต้องโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ หรือไม่ก็ร้องไห้ ห้ามไม่ให้ฉันไปยุ่งกับบ้านนั้นเด็ดขาด”
“เอ็งก็ทำตามที่แม่บอกไปเถอะ อย่าสงสัยให้มากนักเลย”
“แต่ถ้าไม่บอกเหตุผล ฉันก็ไม่มีวันเข้าใจ มันกลับทำให้ฉันอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น”
แถนได้แต่ถอนใจยาว
“ข้าบอกได้เพียงว่า คนที่บ้านนั้นมันอันตราย มันจิตใจชั่วช้าสามานย์เกินกว่าที่เอ็งจะไปสู้ได้
“ฉันก็ไม่ได้จะไปสู้ใครนี่จ๊ะ แล้วที่ว่าชั่วช้า แต่ทำไม เขาโปรยทานให้คนตั้งมากมาย ฉันยังได้มาด้วยเลย”
“เอ็งยังไม่รู้เท่าทันเล่ห์ของผู้ใหญ่บางคน เมื่อเอ็งโตกว่านี้ก็จะเข้าใจเอง”
“ที่ชาวบ้านเขาว่ากันว่าคุณงามตาอะไรนั่นเป็นลูกหมอผี แต่งกับไต้ก๋งชางเพราะเงินน่ะเหรอจ๊ะ”
“มันก็ส่วนนึง” แถนถอนใจอีกเฮือก “เฮ้อ คนเรามันรู้หน้าไม่รู้ใจจริงๆ”
“แต่ฉันก็ไม่ได้ไปเสวนาอะไรกับเขานะจ๊ะ เห็นแววตาเหยียดหยามที่เขาบอกชาวบ้านอย่างพวกเราแล้วก็รู้ว่าเป็นคนยังไง แต่ฉันว่าลูกชายเขาเป็นคนดีพอสมควรนะ”
“ลูกก็ต้องเหมือนแม่ จะต่างกับแม่ได้ยังไง”
“อ้อ มีอย่างนึงที่ฉันสงสัย ทำไมลูกชายไต้ก๋งชางถึงมีหยกแกะสลักที่เหมือนกับของแม่รำเพยด้วยล่ะจ๊ะ”
แถนสะดุ้งนิดๆ คิดหาคำแก้ต่าง
“เอ้อ ไอ้หยกพวกนี้คนที่มาจากเมืองจีนก็มีเหมือนกัน”
“แสดงว่าพ่อฉันเป็นคนจีนหรือจ๊ะ”
“อย่าถามอะไรมากกว่านี้เลย ข้าไม่รู้ละ นอนได้แล้ว พรุ่งนี้จะได้กลับบ้านแต่เช้า เดี๋ยวแม่เอ็งจะเป็นห่วง”
พูดจบนายแถนก็ลุกหนีไป เฟื่องฟ้าได้แต่มองตามเซ็งๆ
“อ้าว ลุง อยู่ให้ฉันซักอีกหน่อยสิ เดินหนีอีกแล้ว ถามเรื่องนี้ทีไรหนีทุกที”
เฟื่องฟ้านั่งเท้าคางใช้ความคิด

เฟื่องฟ้ากลับมาถึงเรือนตอนเช้าอีกวัน หาวหวอดด้วยความง่วงปนเหนื่อยล้า แต่ก็มีสีหน้าโล่งใจมองมองขึ้นไปบนเรือนพบว่า บรรยากาศยังเงียบอยู่
“เฮ้อ...ยังไม่ตื่น”
เฟื่องฟ้าค่อยๆ ย่องไปที่บันได แต่พอจะก้าวขึ้นเรือนก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นรำเพยลงบันไดมา
“ไปไหนมา เฟื่องฟ้า ทำไมถึงกลับมาเอาป่านนี้”
“ฉันไปสมัครงานไงจ๊ะ แต่เห็นว่ามันค่ำแล้วเลยนอนพักที่บ้านลุงแถนรอจนเช้าก่อนค่อยกลับ”
“ไปสมัครงานยังไงถึงมืดค่ำ บอกแม่มาเดี๋ยวนี้ว่าไปไหนมา แล้วนั่นถุงอะไร”
เฟื่องฟ้าอึกอักอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะชูถุงเงินในมือให้แม่ดู
“ฟ้าเห็นว่าเราขายขนมไม่ค่อยพอกิน เลยอยากจะได้เงินโปรยทานมาช่วยแม่จ้ะ”
รำเพยลงมาฉวยถุงเงินจากมือลูก แล้วโยนทิ้งลงพื้น
“เงินสกปรกพวกนี้ไปเอามาทำไม”
“เงินสกปรกตรงไหนจ๊ะแม่ นี่ลูกชายไต้ก๋งกำลังจะเป็นผู้พิพากษาใหญ่โตเขาเป็นคนโยนมาให้จ้ะ”
“แม่บอกแล้วไง ว่าอย่าไปยุ่งกับบ้านนั้นเด็ดขาด จำไม่ได้รึ”
“ทำไมล่ะจ๊ะแม่ แม่ไม่เคยบอกฟ้าเลยสักทีว่าทำไมทุกครั้งที่พูดถึงบ้านไต้ก๋งชาง แม่จะต้องเป็นเดือดเป็นแค้นทุกครั้ง”
รำเพยบันดาลโทสะตบหน้าลูกเปรี้ยง เฟื่องฟ้าตกใจ อึ้งไปเลย
“แม่...”
รำเพยเองก็ตกใจที่ตัวเองทำลงไปอย่างนั้น บอกลูกน้ำตาคลอเบ้า
“เอ็งไม่ต้องรู้อะไรทั้งนั้น รู้แค่ว่านับแต่นี้ไปอย่าไปยุ่งกับคนที่บ้านนั้นอีก ไม่อย่างนั้นเราตัดขาดกัน”
พูดจบรำเพยก็หนีขึ้นเรือนไปเลย เฟื่องฟ้ามองตามแม่ งงเป็นไก่ตาแตก

รำเพยนอนดูหยกที่อยู่ในมือ พลางร้องไห้น้ำตาไหลอยู่คนเดียวอย่างเจ็บปวด ภาพอดีตผุดขึ้นมาหลอกหลอน
ในคืนเข้าหอไต้ก๋งชางถอดหยกที่ห้อยติดตลอด ออกมาสวมให้รำเพย พร้อมให้คำมั่นสัญญา
“หยกชิ้นนี้พ่อให้กระผมติดตัวไว้ตั้งแต่เกิด กระผมขอมอบให้คุณรำเพยเป็นเครื่องหมายแทนคำสัญญา ว่านับแต่นี้กระผมจะดูแลคุณรำเพยให้ดีที่สุด จนชั่วชีวิตของกระผม”
รำเพยหยิบหยกขึ้นมาดู แล้วสบตากับไต้ก๋งชาง ยิ้มมีความสุข
“ข้าฟังคำสัญญาจากไต้ก๋งมาหลายครั้ง แต่สิ่งที่ข้าต้องการให้ไต้ก๋งสัญญามีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น”
“อะไรหรือขอรับ”
“การครองคู่กันไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าความซื่อสัตย์ ไต้ก๋งสัญญากับข้าได้ไหมว่าจะมีข้าแต่เพียงผู้เดียว ไม่มีเมียเล็กเมียบ่าวเหมือนชายอื่น”
“ขอรับ กระผมขอสาบานกับดวงวิญญาณท่านขุนทนงค์ ว่ากระผมจะซื่อสัตย์ต่อคุณรำเพย และหากวันใดกระผมผิดคำสาบานก็ขอให้มีอันเป็นไป”
รำเพยดึงความคิดกลับออกมา มองหยกชิ้นนั้นอย่างร้าวรานใจ แต่พอเฟื่องฟ้าเปิดประตูห้องเข้ามา รำเพยก็รีบเก็บหยกไว้ใต้หมอน ปาดน้ำตาแล้วทำเป็นหลับ
เฟื่องฟ้าเดินซึมมาเปิดมุ้งดูมองแม่ รู้สึกผิดจับใจ หญิงสาวก้มกราบลงที่แขนรำเพย
“ฟ้าขอโทษนะจ๊ะแม่ ที่ทำให้แม่เสียใจ”
รำเพยลืมตาขึ้น หันไปกอดเฟื่องฟ้า
“อย่าไปยุ่งกับบ้านนั้นอีกนะลูก คนพวกนั้นไม่ใช่คนดี แม่เป็นห่วง”
“จ้ะแม่”
รับปากแม่ไปอย่างนั้น แต่สีหน้าเฟื่องฟ้ายังคงสงสัยใคร่รู้ มั่นใจว่าต้องมีอะไรอยู่เบื้องหลังเป็นแน่

ตอนสาย งามตากำลังดื่มน้ำเย็นๆจากขันอยู่บนชานเรือนใหญ่ ถึงกับวางขันลงอย่างแรง เมื่อฟังลูกชายสุดสวาทพูดจบ
“ปรับปรุงเรือนดอกเหมย ไม่ได้เด็ดขาด”
“เรือนนั้นไม่มีคนอยู่ ปล่อยเอาไว้ก็แต่จะทรุดโทรมลงไปทุกวัน สู้เอามาทำประโยชน์ไม่ดีกว่าหรือครับ”
“เรือนนั่นจะพังแหล่มิพังแหล่อยู่แล้ว รอวันรื้อทิ้งเป็นเศษไม้เท่านั้น จะทำประโยชน์อะไรได้อีก”
“ทำได้สิครับ ผมคิดเรื่องนี้ไว้แล้ว”
“ลูกจะทำอะไร”
“ตอนนี้งิ้วกำลังได้รับความนิยม ผมจะใช้เรือนดอกเหมยเป็นโรงแสดงงิ้ว”
“หา โรงแสดงงิ้ว”
“ครับแม่”
“ไม่ได้ ใครๆ จะได้ลือกันไปทั้งบางว่าเมียไต้ก๋งชางตกอับเอาบ้านเป็นโรงแสดงงิ้ว”
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับคุณแม่ ผมแค่อยากปรับปรุงเรือน เพื่อให้เกิดประโยชน์ อีกอย่างผมก็ทราบมาว่าเตี่ยชอบงิ้วมาก ผมอยากฟื้นฟู้งิ้วเรือนดอกเหมยที่โด่งดังในอดีตขึ้นมาอีกครั้ง”
งามตาฟังแล้วถึงกับตกใจ
“ลูกไปรู้เรื่องงิ้วเรือนดอกเหมยมาจากไหน”
“นมขามก็ยังบอกว่าทุกครั้งที่เตี่ยได้ดูงิ้ว เตี่ยจะมีความสุขมาก ผมจึงคิดจะสร้างโรงงิ้วเพื่อระลึกถึงเตี่ยด้วย”
“นมขามบอกลูกอย่างนั้นรึ”
งามตาอึ้ง นิ่งงันไป ไม่พอใจนมขามแต่ต้องเก็บอาการไว้
“ครับ ผมตั้งใจจะให้งิ้วแต่ละคณะผลัดกันมาแสดงแล้วเก็บค่าเข้าชม รายได้เก็บไว้เลี้ยงบ่าวในเรือน ไม่ดีหรือครับ”
งามตาโวยวายเสียงดังใส่ “หยุดพูดไอ้เรื่องโรงงิ้วนี่เสียที”
“คุณแม่”
“งิ้วเรือนดอกเหมยจะไม่มีวันได้กลับมาแสดง เพราะอย่างไรแม่ก็จะไม่ยอมให้ลูกยุ่งกับเรือนนั่นเป็นอันขาด”
งามตาประกาศกร้าวแล้วเดินเร็วรี่หนีไปด้วยความไม่พอใจ ก้องภพมองตามด้วยสีหน้างุนงงว่าแม่เป็นอะไร

งามตาเดินหุนหันออกมากำลังหงุดหงิดถึงขีดสุด ก็มีเสียงนมขามดังขึ้น
“คุณงามตาเจ้าคะ”
งามตาหันไปเจอนมขามยืนอยู่ก็ขึงตาใส่อย่างไม่พอใจ
“อยู่นี่เองงั้นรึ”
“อิฉันมาบอกว่าตั้งสำรับเรียบร้อย เชิญคุณสองคน...”
งามตาสวนขึ้นมาเสียงขุ่น “ฉันรู้ว่าตัวเองต้องทำอะไร ไม่ต้องมาสะเออะบอกทุกเรื่อง”
“เจ้าค่ะ”
“แล้วอะไรที่รู้ตัวว่าไม่ควรพูด ก็ไม่ต้องพูดออกมา เป็นแค่บ่าวก็อยู่ส่วนบ่าว อย่าคิดจะมาตีเสมอฉัน ที่ฉันทนเลี้ยงแกให้อยู่ในเรือนทุกวันนี้ก็ดีถมไปแล้ว”
นมขามยิ้มเยือกเย็น ตอบไปอย่างไม่สะทกสะท้าน
“เรื่องที่อิฉันบอกคุณก้องเกี่ยวกับงิ้วเรือนดอกเหมยน่ะหรือเจ้าคะ”
“นี่แก”
“เหตุใดอิฉันถึงพูดเรื่องในอดีตไม่ได้เจ้าคะ ในเมื่ออิฉันพูด ความจริง ทุกอย่าง”
งามตากลืนน้ำลายฝืดคอ พยายามเก็บอาการไว้
“แกก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่เรือนนั่น แล้วแกยังจะกลับไปพูดถึงให้เจ็บช้ำใจอีกทำไม”
“อดีตมันอาจจะเจ็บปวด แต่สิ่งใดเกิดขึ้นแล้วย่อมไม่มีทางลบไปจากความทรงจำได้ง่ายๆ อิฉันยอมรับความจริงข้อนี้ แล้วคุณล่ะเจ้าคะ ยอมรับมันได้หรือยัง”
งามตาถึงกับสะอึก นมขามเดินเข้ามาใกล้ๆ
“เพราะอะไร คุณถึงไม่ยอมให้คุณก้องปรับปรุงเรือนดอกเหมยเจ้าคะ”
นมขามจ้องหน้างามตาอย่างท้าทาย เหมือนพยายามคาดคั้นเอาคำตอบ
“ฉันแค่ไม่อยากให้ใครพูดถึงเรือนนั่นในทางที่ไม่ดีเท่านั้น”
“ถ้าอย่างนั้นคุณยอมให้คุณก้องทำตามใจเธอเถอะค่ะ ดีเสียอีก ปรับปรุงเรือนเสียใหม่ ใครต่อใครจะได้พูดกันว่าลูกชายเพียงคนเดียวของไต้ก๋งนั้นช่างกตัญญูรู้คุณ”
นมขามพูดอย่างใจเย็น แต่น้ำเสียงเด็ดขาด
“หากไม่มีอะไรต้องกลัว ก็น่าจะให้คุณก้องภพทดแทนบุญคุณของท่านเท่าที่จะทำได้นะเจ้าคะ”
นมขามยิ้มในสีหน้า งามตาจิกมือแน่น เจ็บใจ แต่ทำอะไรหญิงชราไม่ได้

ที่เรือนครัววันถัดมา นมขามเข้าครัวเตรียมกับข้าวในวันนั้น ก้องภพเข้ามาหานมขามในนั้น ท่าทางดีใจเป็นพิเศษ
“ทำอะไรอยู่ครับนม ท่าทางขะมักเขม้นเชียว”
“เตรียมของที่คุณก้องชอบอย่างไรล่ะเจ้าคะ แล้ววันนี้ลมอะไรหอบมาเจ้าคะ ถึงมาหานมได้”
“ลมคิดถึงละมังครับนม”
คุณนมค้อนควัก “วันก่อนคุณก็พูดอย่างนี้ นมไม่เชื่อคุณหรอกเจ้าค่ะ”
ก้องภพหัวเราะ
“โดนจับได้ซะแล้ว จริงๆ ผมมาบอกข่าวดีกับนมน่ะ”
“ข่าวดีอะไรกันเจ้าคะ”
“คุณแม่ยอมให้ปรับปรุงเรือนดอกเหมยแล้วจ้ะนม”
นมขามแปลกใจที่งามตายอมเปลี่ยนใจ หญิงชรายิ้มให้ก้องภพ
“ดีจริงเจ้าค่ะ อย่างนี้วิญญาณไต้ก๋งชางจะต้องดีใจแน่”
“ผมก็อยากให้เตี่ยดีใจที่ผมนำสิ่งที่เตี่ยรักกลับมาที่เรือนนี้ได้อีกครั้ง”
“เจ้าค่ะ ถ้านำทุกสิ่งที่ไต้ก๋งชาง รัก กลับมาได้หมดก็คงดี”
นมขามพูดเป็นนัยยะแปลกๆ จนก้องภพสงสัย
“นมพูดเหมือนว่ามีสิ่งใดที่เตี่ยทำหายไปอีก”
“นมหมายถึงความสวยงามของเรือนดอกเหมย ที่หายไปต่างหากล่ะเจ้าคะ”
“ไม่ต้องห่วงนะครับนม ผมจะตั้งใจซ่อมแซมเรือนดอกเหมยให้ดีที่สุด ให้สวยงามเหมือนที่เคยเป็นในอดีต”
“ถ้าเช่นนั้นนมขอให้เรื่องแรกที่แสดงในโรงงิ้วใหม่เป็นเรื่อง ‘ลิขิตเลือดมังกร’ ที่ไต้ก๋งชอบจะได้ไหมเจ้าคะ”
นมขามจับมือก้องภพเชิงขอร้อง ก้องภพพยักหน้ารับเอาคำโดยยินดี
“ได้สิครับ ถ้าเพื่อเตี่ยแล้ว ผมยินดี”

หลายวันมานี้ คนงานช่างก่อสร้างช่วยกันซ่อมแซมเรือนดอกเหมยอย่างแข็งขัน โดยมีคฑาคอยคุมงานอย่างขะมักเขม้น เช้าวันนี้ ก้องภพเดินมาดูงานด้วยสีหน้าพึงพอใจที่รุดหน้าไปมาก คฑาหันมาเห็น รีบเข้ามาหาด้วยท่าทีนอบน้อม
“คุณก้องอย่าเข้าไปเลยขอรับ ตอนนี้ฝุ่นดินเลอะเทอะไปหมด”
“ไม่เป็นไร ฉันอยากมาเห็นว่าทำไปถึงไหนแล้ว”
“เหลือแค่เทปูนทับพื้นใต้ถุนเรือนขอรับ ที่จริงจะเทปูนมาหลายวันแล้ว แต่พอจะเททีไรฝนก็ตกหนักจนทำไม่ได้สักที”
ก้องภพแหงนหน้ามองท้องฟ้า
“แต่วันนี้ฟ้าแจ้งดี ไม่น่าจะมีฝนแล้วละ”
“ถ้าเทปูนเสร็จแล้ว ทุกอย่างก็จะเสร็จเรียบร้อยขอรับ”
ก้องภพพยักหน้ารับ
“ฉันจำได้ว่าตอนเด็กๆ เคยเห็นเรือนนี้มีคนคึกคักมากมาย ฉันชอบมาวิ่งเล่นที่นี่ เผลอๆ ก็จะได้ขนมหวานอร่อยๆ กลับไปด้วย ถ้าปรับปรุงเสร็จแล้วคงจะเหมือนย้อนความจำไปในตอนนั้น”
“ขอรับ กระผมก็อยากเห็นเรือนดอกเหมยกลับมาสวยงามอีกครั้งครับคุณก้องภพ”
ก้องภพมองหมั่นไส้ “นี่คฑา เมื่อไรนายจะเรียกเราก้องเหมือนตอนเด็กๆ เสียที เรียกอย่างนี้ฉันไม่คุ้นเคย”
“มิได้ดอกขอรับ ถึงแม้เมื่อก่อนเราจะเป็นเพื่อนเล่นกัน แต่เดี๋ยวนี้คุณเป็นถึงผู้พิพากษา กระผมมิอาจเอื้อมตีตนเสมอคุณหรอกขอรับ”
“โธ่ คฑา ฉันไม่ถือหรอกนะ”
“แต่ถ้าคุณงามตาหรือพวกผู้ใหญ่ในที่นี้ได้ยินเข้า กระผมจะถูกเอ็ดน่ะสิขอรับ” คฑาบอก
ก้องภพคร้านจะทะเลาะ “งั้นก็ตามใจ ตามสบายแล้วแต่นายจะเรียกก็แล้วกัน ขอบใจนะที่ปรับปรุงเรือนดอกเหมยได้เร็วและสวยงามขนาดนี้”
ก้องภพตบบ่าคฑาให้กำลังใจ อีกฝ่ายยกมือไหว้ ก้องภพรีบรับไหว้แทบไม่ทัน
แต่แล้วจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเอะอะจากหมู่คนงาน ตามมาด้วยเสียงฟ้าคำรณคำรามดังกึกก้อง แผ่นดินแถวนั้นสะเทือนเลื่อนลั่นปริแยกออกจากกัน
ก้องภพมองเข้าไปด้วยสีหน้าตื่นตกใจ “เกิดอะไรขึ้นคฑา”
“กระผมก็ไม่ทราบเหมือนกันขอรับ”
สองหนุ่มมองไปทางใต้ถุนเรือนจุดที่คนงานกำลังจะเทปูนใหม่ พบว่าแผ่นดินตรงนั้นเหมือนแยกแตกออก ลามมาถึงขาของพวกคนงาน เล่นเอาพากันวิ่งหนีกระเจิง
คฑาหันไปกันก้องภพไว้เมื่อเห็นเขาจะเข้าไปดูเอง
“ระวังขอรับคุณก้องภพ...”
จังหวะนี้มีเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งของหญิงนางหนึ่งดังตามหลังมาติดๆ
“วะ ฮ่าๆๆๆ”
เป็นอบเชยในเสื้อผ้าเก่ามอซอโผล่มาจากใต้ถุนเรือน ชี้หน้าด่ากราด
“พวกมึงต้องตาย พวกมึงทุกคน...ตาย”
อบเชยแสยะยิ้มอย่างน่าเกลียดน่ากลัว ดูไม่ออกว่าเป็นผีหรือคนกันแน่

สองหนุ่มเดินคุยกันขึ้นมาบนเรือนใหญ่ ตรงไปนั่งมุมรับแขกบนชานเรือน ก้องภพวางถ้วยชาลงบนโต๊ะด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม
“แปลกจริง ทำไมจะเทปูนทีไรต้องเกิดอาเพศทุกครั้ง แล้วนี่จะเสร็จทันกำหนดเปิดหรือเปล่า”
“กระผมเกรงว่าน่าจะไม่ทัน กว่าปูนจะแห้งต้องใช้เวลาสามสี่วันขอรับ” คฑาว่า
“หรือว่าเตี่ยไม่อยากให้ไปเปลี่ยนแปลงอะไรในเรือนดอกเหมย”
คฑาไม่กล้าตอบ ได้แต่มองไปรอบๆ อย่างรู้สึกว่าบรรยากาศวังเวงขึ้นมา เสียงสั่นด้วยความกลัว
“ถ้าเช่นนั้น กระผมว่าเราคงต้องเปิดโรงงิ้ว โดยไม่ต้องเทพื้นปูนนะขอรับ”
ก้องภพพยักหน้ารับเอาคำ ด้วยสีหน้าหมกมุ่นครุ่นคิด

อีกฟากหนึ่งรำเพย นั่งอยู่ที่แคร่หน้าเรือนบรรจงห่อขนมด้วยใบตอง เอาไม้กลัดเรียบร้อย นำไปวางบนถาดเตรียมไปขาย เสียงเฟื่องฟ้าดังเข้ามา
“แม่จ๋า...แม่...”
รำเพยเงยหน้าขึ้นมองอย่างแปลกใจ เห็นเฟื่องฟ้าถือจดหมายเดินแกมวิ่งเข้ามาหา
“มีอะไรเฟื่องฟ้า วิ่งเสียหน้าตื่น”
“ฉันได้งานแล้วจ้ะ ที่โรงเรียนสอนนาฏศิลป์”
รำเพยยิ้มกว้าง “จริงรึ แม่ดีใจด้วยนะ”
“มะรืนนี้ฉันจะเข้าไปคุยกับครูใหญ่อีกทีนะจ๊ะแม่”
“ไปเถอะเฟื่องฟ้า”


เฟื่องฟ้ายิ้มปลื้มขึ้นเรือนไป

อ่านต่อ ตอนที่ 14



กำลังโหลดความคิดเห็น