xs
xsm
sm
md
lg

ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เดอะซีรีส์ "ภาคองค์ประกันหงสา" ตอนที่ 2

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เดอะซีรีส์ "ภาคองค์ประกันหงสา" ตอนที่ 2

ต่อมา ... ขบวนเสด็จของมังกยอชวา กลับจากสนามฝึกซ้อม
ขบวนประกอบด้วยลักไวทำมูนำหน้า พระสหายเดินตามเป็นแถว ส่วนมังกยอชวานั่งเสลี่ยงที่ยกโดยพนักงานวังหน้า มาตามทางเดินแคบๆที่ผ่านระหว่างอาคารในพระราชวัง ทำให้ชาววังชายหญิงจำนวนหนึ่งที่เดินสวนมาต้องรีบหลบลงนั่งหมอบกราบข้างทางกันทั้งสองฟากฝั่ง ขบวนเดินมาหยุดชะงักเมื่อเห็นองค์ดำและไอ้ทิ้งยืนอยู่บนทางเดินเบื้องหน้า ท่าทางไม่ยำเกรง
ลักไวทำมูตวาด
"เฮ้ย นั่นเจ้ามาจากเมืองไหนวะ ยืนโง่อยู่ได้ ทำไมไม่รีบหมอบกราบพระเจ้าหลานมังกยอชวา ราชบุตรวังหน้าอีกล่ะโว้ย"
"ข้าไม่กราบ" พระองค์ดำบอก
"อะไรวะ เด็กตัวแค่นี้จะวอนหัวขาดซะแล้ว คุกเข่าลง ข้าบอกให้คุกเข่าลง ถวายบังคม"
พระองค์ดำยังคงยืนเชิดหน้านิ่งเฉย ลักไวทำมูโมโหจนเสียงสั่น
"หนอย จะลองดีกับข้ารึไง เอาสิวะ ข้าจะกดหัวเอ็งให้จมดิน เดี๋ยวนี้"
ลักไวทำมูปราดเข้ามาหาพระองค์ดำหมายจะทำร้ายด้วยกําลัง บุญทิ้งถลันเข้าขวางแต่ก็ถูกตบกระเด็นไป แต่พอลักไวทำมูจะคว้าคอพระองค์ดำ บุญทิ้งก็กระโจนเข้ากัดข้อมือไม่ยอมปล่อย
"เฮ้ย ไอ้เด็กเวร ปล่อย ปล่อยสิโว้ย ไม่งั้นมึงตาย"
"หยุด หยุดเดี๋ยวนี้ ลักไวทำมู เกิดอะไรขึ้น" เสียงอุปราชมังชัยสิงห์ดังเข้ามา
ทุกคนหันตามเสียงตะโกน ก็เห็นขบวนของพระมหาอุปราชที่กําลังจะไปเข้าเฝ้าพระเจ้าบุเรงนอง ผ่านมาพอดี ลักไวทำมูรีบเข้าไปคุกเข่ากราบทูลถึงสาเหตุ ทำให้พระอุปราชซึ่งมองมาทางองค์ดำ สั่งให้พนักงานยกเสลี่ยงเดินเข้ามาใกล้ แล้วกล่าวด้วยนํ้าเสียงเยาะหยัน
"นึกว่าใคร ที่แท้ก็พระนเรศ ราชบุตรแห่งเมืองสองแควนั่นเอง ทำไม ที่เมืองไทยเขาไม่สอนเรื่องการเคารพนบไหว้เจ้าเหนือหัวบ้างหรอกหรือ"
พระองค์ดำตอบฉาดฉาน
"สอน สอนว่าคนต้องกราบไหว้กันตามลำดับ ยศศักดิ์ที่สูงตํ่าต่างกัน"
"แล้วทำไมเจ้าไม่ทำ"
" หม่อมฉันเป็นราชโอรสกษัตริย์ไทยฝ่ายเหนือ ส่วนมังกยอชวาเป็นพระราชนัดดากษัตริย์หงสาวดี ตามศักดิ์แล้ว ใครควรจะกราบใครก่อน"
พระมหาอุปราชมังชัยสิงห์นิ่งอึ้งจนด้วยเหตุผล ขณะที่ชาววังทั้งหลายต่างพยักหน้าให้กันอย่างเห็นด้วย
"ถูกของเจ้า เจ้ามียศเหนือลูกข้า" อุปราชตะโกนสั่ง "มังกยอชวา เจ้ารีบมากราบพระนเรศเดี๋ยวนี้ เร็วซี่"
มังกยอชวาจำต้องเดินมาคุกเข่ากราบต่อหน้าองค์ดำทั้งๆที่ไม่พอใจ พระองค์ดำแกล้งอวยพร
"ขยันเรียนเข้านะ พระเจ้าพี่ โตขึ้นจะได้รุ่งเรืองเฟื่องฟู" พระอุปราชรู้สึกเจ็บปวดในใจ เหมือนพ่ายแพ้แล้วถูกเย้ยหยัน
" วันนี้ข้าไม่ว่างให้ใครมากดหัวเสียแล้ว วันหน้าค่อยพบกันใหม่ก็แล้วกัน"
พระองค์ดำและบุญทิ้งเดินไป ลักไวทำมูกัดกรามแน่น
"ไอ้เด็กนี่มันหยิ่งเกินไป ไม่รู้จักอ่อนน้อม นานไปจะยิ่งแข็งข้อต่อเรามากขึ้น ต้องหาทางให้มันยอมลงให้แก่เราเสียแต่ต้นมือ ไม่งั้น มันจะเป็นแบบอย่างให้ราชบุตรอื่นๆหมดความยำเกรงพวกเรา"
พระมหาอุปราชาสีหน้าแค้นเคือง และมุ่งมั่นกําจัดองค์ดำ

ถาดทองและถ้วยทองซึ่งมีอาหารหลายอย่างใส่อยู่เต็ม จัดวางบนตั่งเล็กลวดลายแบบพม่าสำหรับตั้งเครื่องเสวย พระราเมศวรยืนมองออกไปนอกหน้าต่างตำหนักที่หงสาวดีโดยไม่สนใจอาหาร พระชายาศิริเทวีและท้าวแจ่ม กับสาววังสองคนเดินออกมาจากห้องใน
"ท้าวแจ่มบอกว่า เสด็จพี่ไม่เสวยอาหารที่ทางวังเขาจัดถวาย ไม่โปรดอะไรหรือเพคะ"
"ไม่มีอะไรหรอก เพียงแต่วันนี้พี่ไม่อยากกินอะไรเลย มันเบื่อไปหมดทุกอย่าง"
"แต่เขาใส่ถาดทองคำมาถวายเชียวนะเพคะ" แจ่มบอก
ราเมศวรไม่หันมา
"จะใส่ถาดทองคำหรือทองอะไร ก็ไม่ทำให้ข้าอยากกินมาก ขึ้นหรอก เจ้าเก็บเอาไปให้พวกข้างล่างมันกินกันเถอะ"
"เพคะ" แจ่มสั่งสาววัง "เอ้า ลาภปากของพวกเอ็งแล้ว รีบมายกออกไปเร็ว เร็วซี่"
สาววังทั้งสองมายกตั่งสำรับอาหารออกไป
"เดี๋ยว ๆ ข้าไปด้วย ขอชิมด้วยคน"
ท้าวแจ่มตามออกไปด้วย เหลือแต่พระชายายืนมองพระสวามีที่หันกลับแล้วเดินมานั่งที่ตั่งด้วยสีหน้าหม่นหมอง
"คิดถึงอยุธยาหรือเพคะ"
"ใช่ อยุธยาเขาอยู่กันสบายแล้ว คนที่นั่นเขามีบุญ เราต่างหากที่มีกรรม พวกหงสาเขาถือว่าอยุธยาเป็นเมืองขึ้นของเขา เขาถึงได้ เอาเรามาเป็นตัวประกัน เพื่อไม่ให้อยุธยาแข็งข้อ แต่คนอยุธยากลับไม่สำนึก ยังหันไปอยู่กับความสุขเดิมๆ แล้ววันหนึ่งเขาก็คงลืมเรา"
"ทรงปลอบหม่อมฉันไม่ให้น้อยใจ แต่เสด็จพี่เองก็ยังอดน้อยพระทัยไม่ได้"
ราเมศวรถอนใจ
"เมื่อกี้ท่านเจ้ากรมวังแวะมาบอกว่า ทางอยุธยาเขาสถาปนารัชทายาทองค์ใหม่แทนเสด็จพี่แล้ว พระมหินทร์น้องเราจะได้เป็นกษัตริย์ ครองอยุธยาองค์ต่อไป"
ราเมศวรประชด
"ดี เราจะได้ถูกลืมเร็วขึ้นอีกหน่อย"
" ถึงกลับไปวันนี้ เราก็หมดโอกาสได้ครองบัลลังก์แล้ว ถ้าคนอยุธยาลืมเราได้ เราก็ลืมอยุธยาเสียเถอะนะเพคะ"
" เสด็จแม่สุริโยไทเคยตรัสไว้ว่า อยุธยาเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของเรา เมื่อเมืองมีภัย เราก็ต้องสู้ สู้เพื่อรักษาเมือง แม้สู้แล้วตายก็ต้องสู้ แต่เดี๋ยวนี้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว คนกลับไม่สู้เพราะกลัวเจ็บกลัว
ตาย ถ้าคนลืมเสด็จแม่เมื่อไหร่ อยุธยาก็คงอยู่ได้ไม่นาน"

พระราเมศวรเอนตัวพิงหมอนอิงแล้วหลับตา ถอนใจยาวอย่างเหนื่อยใจ

ดวงอาทิตย์ใกล้จะตก
ที่ชานตำหนักริมนํ้าของพระเจ้าบุเรงนอง พระสุรเสียงนำขึ้นมาก่อน
"มีหลายคนชอบเปรียบพระอาทิตย์ขึ้น - พระอาทิตย์ตก กับคนมีอำนาจ เพื่อจะบอกว่า ไม่มีคนมีอำนาจคนไหนอยู่คํ้าฟ้า"
พระเจ้าบุเรงนองยืนพูดอยู่ที่ระเบียงชาน มีพระอุปราชมังชัยสิงห์นั่งอยู่ที่ตั่ง
"เรื่องนี้พ่อรู้ดี เพียงแต่พ่อคิดว่า เมื่อมีอำนาจแล้ว ใครจะรักษา เอาไว้ได้นานกว่ากันนั่นต่างหาก บางทีเจ้าอาจจะเห็นพ่อทำอะไรไม่ตรงตามที่เจ้ามุ่งหวัง แต่พ่อขอบอกว่า พ่อทำไป ก็เพื่อรักษาความเป็นเจ้าเอกราชของพ่อไว้ให้นานกว่าใครๆในทุกแผ่นดิน"
พระเจ้าบุเรงนองเดินมานั่งรินเหล้าดื่มก่อนพูดต่อ
"เจ้ารู้เรื่องเชียงใหม่รึยัง"
อุปราชมังชัยสิงห์บอก
"ก็พอรู้อยู่บ้างพระเจ้าพ่อ รู้ว่าตอนนี้ พระยาเชียงแสน พระยาลำปาง พระยาแพร่ และพระยาน่าน กําลังคบคิดกับพระเจ้าเมกุติเจ้าเมืองเชียงใหม่ จะแข็งข้อต่อหงสาวดี"
" เชียงใหม่กําลังท้าทายอำนาจของพ่อ ถ้ามันทำสำเร็จ ไทยใหญ่กับเมืองอื่นๆก็จะเอาอย่าง แล้วเราก็จะเดือดร้อนวุ่นวาย ไม่สิ้นสุด"
"พระเจ้าพ่อจะให้ทัพไหนไปปราบ"
" พ่อจะไปเอง ไปกันทั้งหมดนี่แหละ ตั้งใจจะไปดูหน้าไอ้เจ้าเมกุติ แล้วจะลากคอมันมาหงสาด้วย เจ็บใจที่มันไม่เต็มใจส่งเสบียงให้เราตอนเราล้อมโยธยา อ้างว่าป่วยมาส่งเสบียงไม่ได้ ชะ"
"มันคงกลัวว่าตอนนั้น ถ้าเราแพ้กลับไป เชียงใหม่จะโดนอโยธยาเล่นงานเอาภายหลัง"
"แปลว่ามันยังไม่รู้ฤทธิ์ของเรา เอาล่ะ รบคราวนี้พ่อตั้งใจจะให้สุธรรมราชายกทัพไทยเหนือไปสมทบ แล้วพ่อก็จะพาพระราเมศวรไปด้วย อยากให้เขาภูมิใจที่ได้แสดงฝีมือ"
อุปราชมังชัยสิงห์แกล้งทำเป็นครุ่นคิด พลางรำพึง
"ราชบุตรเมืองขึ้น"
"เจ้าคิดว่าไงหรือ"
อุปราชมังชัยสิงห์ได้โอกาสพูดเรื่องที่ตั้งใจไว้
"พูดถึงราชบุตรเมืองขึ้น หม่อมฉันอยากได้ราชบุตรเมืองขึ้นสักคนมาเรียนวิชาอาวุธที่สำนักวังหน้าบ้าง"
"เจ้าอยากได้ใคร"
"เจ้านเรศ ลูกเจ้าเมืองสองแคว"
บุเรงนองคิดแล้วพยักหน้าช้าๆ
"อึมม์ ก็ดีนะ จะได้มีฝีมือไม่ น้อยหน้าราชบุตรเมืองอื่นๆ พ่อเห็นด้วย แต่..."
"แต่อะไรหรือ พระเจ้าพ่อ"
"เจ้านเรศยังเด็กเกินไป ยังไม่จำเป็นต้องฝึกหนัก พ่อว่าให้เขา ได้บวชได้เรียนให้มีความรู้พื้นฐานเสียก่อน สึกแล้วเมื่อไรค่อยเข้าไปเรียนในสำนักวังหน้าจะเหมาะกว่า"

มังชัยสิงห์ผิดหวัง
"ให้บวชหรือพระเจ้าพ่อ"
"ใช่ บวชที่วัดพระมหาเถรคันฉ่องนั่นแหละ"

เช้าต่อเนื่องมา เด็กวัดทั้งห้า มีไอ้สมิง และไอ้จันเป็นหัวหน้า นั่งพับเพียบก้มหน้ารวมกันอยู่ที่พื้นชานศาลาใหญ่วัดพระมหาเถรคันฉ่อง พระมหาเถรฯนั่งอยู่บนตั่ง หลังจากฟังเรื่องราวจบลง
" เออ พวกเอ็งนี่มันขยันทำผิดหลายกระทงจริงๆ เล่นตีไก่กันโดยไม่นึกถึงว่า สัตว์มันจะเจ็บ จะทรมาน จะพิการ หรือตาย"
ไอ้จัน หรือ มณีจันทร์บอก
"แต่ชาวรามัญเขาก็ชอบตีไก่กันทั้งนั้นนะหลวงตา"
" ก็เพราะอย่างนั้น เวลาออกศึก พม่าถึงได้เกณฑ์พวกรามัญไปลงสนาม รบ ให้เจ็บ ให้พิการ ให้ตายกันบ่อยๆไงเล่า เออ ป่านนี้ชาวบ้านเขาไม่พูดกันทั่วไปแล้วหรือว่า มหาเถรคันฉ่องเป็นเจ้าวัดทั้งที แต่ลูกวัดกลับ ไม่รู้ศีล รู้บาป"
" รู้ หลวงตา แต่ไอ้มะไฟมันท้าพนัน ใครจะเฉยอยู่ได้"
" แล้วข้าจะเหลืออะไร ถ้าเขาพูดกันว่า วัดของข้าเลี้ยงเด็กผู้หญิง แถมยังเลี้ยงให้เป็นนักเลงเสียอีก เอ็งเห็นจะต้องโดนดัดนิสัยเสียบ้างนะ"
" ข้าจะส่งเอ็งไปอยู่สำนักชีที่เมาะลำเลิงสักพัก นิสัยดีเมื่อไหร่ ค่อยกลับมา"
"โธ่ หลวงตา เมตตาข้าเถอะ ข้าผิดไปแล้ว"
" ไม่ต้องมาโอดครวญ มณีจัน เอ็งก็เหมือนกันไอ้สมิง ข้าสั่งให้เอ็ง ดูแลลูกวัดให้เป็นคนดี เอ็งกลับส่งมันไปรุมซ้อมคนแปลกหน้าซะงั้น ข้าจะส่งเอ็งไปอยู่รับใช้ที่วัดในเมาะตะมะโน่น เผื่อพระที่นั่นจะปราบ
เอ็งได้ หายเกเรเมื่อไหร่ค่อยกลับมาก็แล้วกัน"
"ขอรับ หลวงตา"
นายทหารวังคนหนึ่งเดินมากับทหารวังอีก2คน ขึ้นมาบนชานศาลาแล้วคุกเข่ากราบพระมหาเถร
"มีอะไรหรือ ท่านนายทหาร"
"มีรับสั่งจากพระราชาธิราชเจ้า ให้นิมนต์พระคุณเจ้าไปเข้าเฝ้าที่พระตำหนักตอนสายวันนี้ ขอรับ"
พระมหาเถรสีหน้าแปลกใจ ไม่รู้ว่าบุเรงนองให้เข้าเฝ้าเรื่องอะไร

ห้องในตำหนักพระราเมศวร พระชายาศิริเทวีหันมาพูดอย่างตกใจ
" อะไรนะ ไม่เสวยอีกแล้ว เข้าใจอะไรผิดกันหรือเปล่า เจ้าทูลถามแล้ว"
ท้าวแจ่มนั่งกราบทูลอยู่ในห้องนั้น
"ทูลถามแล้วเพคะ ตรัสว่าประชวรพระเศียร ไม่อยากเสวยอะไรทั้งนั้น หม่อมฉันยังทูลเลยเพคะว่า พระกระยาหารที่จัดถวายล้วนแต่อร่อยเลิศรส ทั้งนั้น แต่ก็ไม่ทรงสนพระทัยเพคะ"
" เอ๊ะ มันยังไงกัน กลางคืนก็บรรทมไม่หลับ เช้ามายังไม่เสวยอีก เห็นจะต้องตามหมอหลวงเสียละมัง ไปดูกันซิ"
ทั้งสองลุกเดินออกจากห้อง

พระชายาเดินนำแจ่มออกมาที่หน้าตำหนัก ขณะนั้น พระราเมศวรพูดอยู่กับเจ้ากรมวังที่มาเฝ้า
"ท่านไปกราบทูลได้เลยว่า เราไม่ขัดข้อง และพร้อมเสมอที่จะโดยเสด็จไปในกองทัพของพระองค์"
"พระพุทธเจ้าข้า เกล้ากระหม่อมจะรีบไปกราบทูล และจัดเตรียมช้างพระที่นั่งเช่นเดียวกับพระราชบุตรจากเมืองอื่นๆด้วยด้วย"
เจ้ากรมวังถวายบังคมและกลับออกไปพร้อมทหารติดตาม ศิริเทวีถามอย่างแปลกใจ
" จะเสด็จไปไหนหรือเพคะ"
" ไปรบกับเชียงใหม่ พระราชาธิราชทรงชวนพี่ไปพร้อมกับราชบุตรเมืองอื่นๆ"
"จะไปได้ยังไงเพคะ พระวรกายไม่แข็งแรง แล้วยังประชวรอยู่ด้วย"
"พี่ไม่ได้เป็นอะไรมาก วันสองวันก็หาย"
" แล้วจะไปรบกับเขาทำไมเพคะ เชียงใหม่ก็เชียงใหม่ไม่ใช่เรื่องของเราสักนิด"
" มันไม่เกี่ยวกับเชียงใหม่หรอก ศิริเทวี มันเกี่ยวกับตัวเราเอง เขาชวน ไปรบแล้วเราไม่ไป เขาก็จะพูดได้ว่า คนไทยขี้ขลาด กลัวเจ็บ กลัวตาย ไร้น้ำยา"

"โธ่ เสด็จพี่"

ต่อมา พระมหาเถรคันฉ่องเดินเข้ามาในพระตำหนัก ส่วนพระเจ้าบุเรงนองลุกจากตั่งมานั่งบนพื้นพรม

"มหาบพิตรมีปัญหาใดจะให้อาตมาช่วยชี้แจงแก้ไขหรือ จึงได้รับสั่งให้ตามอาตมามาเฝ้า"
"ไม่มีปัญหาดอก แต่มีเรื่องจะรบกวนพระคุณเจ้าเป็นพิเศษสักหน่อย"
"การใดที่จะทำให้มหาบพิตรสมพระประสงค์ได้ อาตมายินดีทำถวายด้วยความยินดี ไม่ถือเป็นเรื่องรบกวนเลย"
" คือ โยมอยากจะฝากบวชเณรสักองค์"
" เรื่องแค่นี้ไม่เห็นต้องออกโอษฐ์ด้วยพระองค์เองเลย"
" แต่เณรที่จะให้บวชนี้ ไม่ใช่คนธรรมดา"
" ใครหรือมหาบพิตร"
"พระนเรศ ราชบุตรของเจ้าเมืองพิษณุโลกสองแคว อายุแค่ 9 ขวบปีเท่านั้น โยมไม่อยากปล่อยให้พระนเรศอยู่ในวังตามลำพัง ในขณะที่เราไปเล่นศึกที่เชียงใหม่หลายเดือน ให้ไปอยู่วัดเสีย เขาจะได้มีทั้งวิชา
ความรู้ และปลอดภัยจากใครต่อใครที่คิดร้ายด้วย"
พระมหาเถรแสดงสีหน้าเข้าใจและเห็นชอบ

กลางวันต่อเนื่องมา พระมหาเถรคันฉ่องเดินนำพระองค์ดำเข้ามาในวัด ติดตามด้วยบุญทิ้งที่หอบหิ้วห่อผ้าและหีบของตามมา เมื่อถึงหน้าบันไดขึ้นชานศาลาพระมหาเถรก็หยุดเดินแล้วหันกลับมากล่าวกับพระองค์ดำ
" มหาบพิตรรออยู่ตรงนี้ก่อน อาตมาจะเข้าไปจัดการเรื่องห้องหับให้เรียบร้อย"
พระมหาเถรเดินขึ้นศาลาแล้วเดินลับหายเข้าไปภายใน บุญทิ้งวางของแล้วทรุดลงนั่งที่ขั้นบันได
"ลิเกโรงนี้เปลี่ยนฉากเร็วเป็นบ้า เมื่อเช้ายังอยู่วังสบายๆ ตอนบ่ายย้ายมาอยู่วัดซะแล้ว"
"ก็เราเป็นเชลยเขา เขาจะให้เราอยู่ที่ไหน เราก็ต้องอยู่ตามที่เขาสั่ง"
"วัดนี้ เด็กวัดดุซะยิ่งกว่าผี ไอ้พวกที่ล้อมกรอบเราเมื่อวานก็อยู่วัดนี้ด้วย สงสัยจะมาเจอดีแล้วกระมัง ... นั่นไง พูดถึงก็มาเชียว"
มณีจันทร์เดินนำกลุ่มเด็กวัด ซึ่งไม่ใช่กลุ่มที่มีเรื่องชกต่อย เดินวางก้ามตรงเข้ามาหมายระราน
"เจอกันจนได้นะพี่ชาย ข่าวว่าจะมาอยู่ที่นี่กันหรือ"
"อย่าวางก้ามให้มันมากนัก น้องสาว รู้ไว้ด้วยว่า นี่คือพระองค์ดำ ราชบุตรแห่งเมืองสองแคว มาจากในวังนะโว้ย"
มณีจันทร์เท้าสะเอวหัวเราะ พูดอย่างไม่ยำเกรง
"ฮ่ะๆๆๆ มาจากในวัง ต่อให้มาจากฟ้าข้าก็ไม่กลัว นี่ ฟังนะ ฟังให้ดี พี่ชายจะเป็นเจ้าใหญ่นายโตมาจากไหนไม่สำคัญ แต่ถ้าจะเข้ามาซุกหัวนอนในวัดนี้ ต้องเอายศศักดิ์ทิ้งไว้ข้างนอก แล้วรู้ว่าใครเป็นหัวแม่
มือ-นิ้วก้อยในวัด นั่นแหละ ถึงจะอยู่กันได้"
"มาอยู่วัดนึกว่าจะพ้นปากเหยี่ยวปากกา ยังจะมาเจอปากหมาอีกจนได้"
" นี่แน่ะ ปากหมา"
มณีจันทร์ยกเท้าถีบ บุญทิ้งกระเด็นไปล้มกลิ้งคลุกฝุ่น
"เฮ้ย เล่นทีเผลอนี่หว่า"
"เอ็งยังต้องโดนอีกแยะ ไอ้ทิ้ง ฐานต่อยลูกน้องข้าเมื่อวาน"
พอดีพระมหาเถรโผล่ออกมา ตะโกนเรียกพระองค์ดำขึ้นไปบนศาลา
"เชิญ มหาบพิตรเสด็จขึ้นมาได้แล้ว"
พระองค์ดำพยักหน้าให้บุญทิ้งหอบข้าวของ แล้วพากันเดินขึ้นศาลาไป
มณีจันทร์มองตามด้วยสายตาฝากอาฆาต

พระมหาเถรคันฉ่องเดินนำพระองค์ดำและบุญทิ้งไปตามทางเดินบนศาลาเพื่อไปสู่กุฏิพระที่อยู่เรียงรายท้ายศาลา มีพระสงฆ์ในวัดเดินผ่านและนั่งทำงานอยู่
" อย่าไปถือสาไอ้จันมันเลย มันก็พูดไปยังงั้นแหละ"
"ก็แปลว่า เก่งแต่ปาก" 
พระองค์ดำถาม
"ทำไมผู้หญิงถึงมาเป็นเด็กวัดได้ขอครับ"
มหาเถรหยุดยืน หันมาเล่า
"เมื่อสิบปีก่อน มีการประหารชีวิตพวกกบฏรามัญครั้งใหญ่ เป็นการประหารเจ็ดชั่วโคตร แม่ของมณีจันทร์ ก็คงเป็นญาติของกบฏด้วย ความที่รักลูก กลัวลูกจะตาย แม่ก็เลยเอามันมาวางทิ้งไว้ที่วัดนี้ตั้งแต่ยังแบเบาะ ก่อนที่จะถูกจับตัว ไปเผาทั้งเป็น อาตมาสงสารเด็กจึงเลี้ยงมันไว้จนโตนี่แหละ"
พระองค์ดำรู้สึกสะเทือนใจ
"แหม นี่ถ้ามีใครเอาข้ามาทิ้งไว้ที่วัดนี้ซะแต่แรกก็จะดี ข้าจะได้มีที่อยู่ที่กิน ไม่ต้องลำบากจากเล็กมาจนโตเยี่ยงนี้" บุญทิ้งว่า
"แต่ต่อไป เมื่อเอ็งได้พึ่งบารมีพระองค์ดำแล้ว เอ็งจะไม่ลำบาก อีกแน่ ไอ้ทิ้ง"
มหาเถรเดินนำต่อไปอีกหน่อยก็ถึงห้องที่จัดไว้ให้พระองค์ดำ
" อยู่ด้วยกันที่กุฏินี้แหละนะ เดี๋ยววันรุ่งพรุ่งนี้อาตมาจะจัดพิธีบวชเณรให้องค์ดำเสีย"
มหาเถรคันฉ่องเดินกลับไป พระองค์ดำเปิดประตู มองดูในห้อง
"เป็นไง บ้านใหม่ของเรา"
"ดูสงบดีพระพุทธเจ้าข้า น่าอยู่"

" เอา อยู่ก็อยู่ ลองเป็นเณรกับเขาสักทีก็ดีเหมือนกัน"

ท่ามกลางบรรยากาศยามเช้าของหงสาวดี ม่านหมอกจางๆ
พระมหาเถรคันฉ่องนำขบวนพระสงฆ์และสามเณรพระองค์ดำเดินบิณฑบาตเป็นแถว มีชาวบ้านไทยในหมู่บ้านหลายคน เอาข้าวปลาอาหารมาใส่บาตรที่ริมทางเดิน พระมหาเถรและเณรองค์ดำกับพระสงฆ์อื่นๆก็หยุดยืนรับบาตรอย่างสงบครู่หนึ่ง
เศรษฐีท้วมเดินกรายเข้ามาด้วยสีหน้าแสดงความไม่ศรัทธา
"เออ เออ ใส่บาตรกันเข้าไป ใส่กันเข้าไป จะกินเองยังแทบจะไม่มี แล้ว ยังมาแบ่งให้พระอีก คงจะเจริญกันละ"
มหาเถรกล่าวอย่างสำรวม
"ไปว่าเขาไม่ได้หรอกโยม เขาใส่บาตรพระ เพราะ เขาอยากได้บุญ"
"บุญเร๊อะ บุญนี่มันเป็นยังไง หลวงตา"
" บุญ ก็คือ ความสุขกายสุขใจนั่นแหละโยม"
ท้วมหัวเราะ
"งั้นเหรอ แต่ทุกวันนี้ข้าก็สุขกายสุขใจอยู่แล้ว อาศัยบารมีท่านลักไวทำมูซะอย่าง ข้าก็ทำมาค้าขึ้นดี ไม่เห็นจะต้องพึ่งพระพึ่งเจ้าเอา บุญที่ไหนอีก" ท้วมตะโกนบอกชาวบ้าน "เอ้า เฮ้ย ถ้าใครอยากได้บุญก็ใส่ บาตรไปตามสบายเถอะ แต่อย่ามาขอกู้เงินจากเศรษฐีท้วมอีกก็แล้วกัน ข้าไม่สนับสนุนคนมีบุญโว้ย"
ชาวบ้านจึงจำต้องเก็บข้าวของผละลุกหนีไป มหาเถรจึงก้มหน้าเดินนำขบวนพระออกไป
เณรพระองค์ดำมองเศรษฐีท้วมด้วยสายตาเกลียดชัง
ท้วมหันมาเห็น
"อ้าว นั่นมันไอ้ลูกเจ้าลูกนายนี่หว่า เช้านี้ไหงกลายเป็นเณร ไปเสียแล้วล่ะ"
มหาเถรคันฉ่องบอก
"นี่คือพระนเรศ โอรสพระเจ้าสองแคว บวชเป็นเณรอยู่ที่วัดอาตมา"
"อ้อ ลูกพระมหาธรรมราชานี่เอง ชะ ชะ ชะ ไม่ต้องมามองข้าด้วยสายตายังงั้นหรอก เก็บความชังไว้ใช้กับพ่อของเจ้าเถอะ ฮ่ะๆๆๆ สงสัยอะไรเร๊อะ นี่จะบอกให้นะ ว่างๆก็ลองคิดดูสักนิด คิดเปรียบ
ง่ายๆว่า ถ้าข้าฝักใฝ่หงสาแล้วอยู่สบายขึ้นกว่าเดิมอย่างทุกวันนี้ พระมหาธรรมราชาพ่อของเจ้าก็ไม่ต่างจากข้าสักแค่ไหนหร๊อก"
เศรษฐีท้วมหัวเราะกวนๆแล้วเดินผ่านไป
เณรพระองค์ดำ นิ่งคิดถึงคำพูดที่ได้ยิน

ห้องในตำหนัก พระราเมศวรในชุดออกรบยืนสงบอยู่ในห้อง จนกระทั่งศิริเทวีและท้าวแจ่มเดินเข้ามา
" เขามารับแล้วใช่ไหม"
" เพคะ ได้เวลาเคลื่อนทัพหลวงแล้ว"
" งั้นก็ไป"
"จะเดินทางไหวหรือเพคะ ยังประชวรอยู่แท้ๆ"
"แค่นั่งบนหลังช้าง คงไม่ลำบากเท่าไหร่"
"แล้วจะรบไหวหรือเพคะ" แจ่มถาม
"กว่าจะถึงที่รบ ข้าก็คงหายป่วยแล้ว"
พระราเมศวรพยายามออกเดิน แต่แล้วก็ซวนเซ
"โอ๊ะ ระวังเพคะ"
พระชายาปราดเข้าประคองไว้ทัน
"ประชวรขนาดนี้ อย่าเสด็จเลยนะเพคะ"
พระราเมศวรพูดเสียงเด็ดขาดทั้งๆที่อ่อนเพลีย
"พี่ต้องไป มิฉะนั้นพวกทหารหงสาจะพากันพูดได้ว่า เจ้านายอยุธยามีแต่คนชอบหลบเลี่ยงเรื่องสู้รบ พี่จะไม่ยอมให้ใครๆคิดว่าคนไทยขี้ ขลาด พี่ไม่ยอม"

บริเวณลานหน้าตำหนักพระราเมศวร เจ้ากรมวังกําลังยืนคิดอะไรเพลินๆ พอรู้สึกว่าทหารทุกคนขยับยืนระวังตรง ก็หันไปมองที่ประตูตำหนัก
"อ้อ เสด็จแล้ว"
พระราเมศวรก้าวออกมาจากในตำหนัก โดยมีพระชายาศิริเทวีประคองอยู่ เมื่อเห็นนายทัพนาย กองหงสาเข้าแถวรอรับอยู่ พระราเมศวรก็ดึงมือพระชายาออกจากตัว แล้วยืดหลังไหล่เดินอย่างสง่า ไม่ยอมให้ใครรู้ว่ากำลังประชวร
"กองทัพพร้อมแล้วใช่ไหม"
"พระพุทธเจ้าข้า ขอเชิญเสด็จได้"
"พี่ไปละ ศิริเทวี"
" รักษาตัวด้วยนะเพคะ เสด็จพี่"
พระราเมศวรเดินไปกับขบวนทหารอย่างองอาจ ศิริเทวีและท้าวแจ่มยืนมองตามอยู่บนชานตำหนักด้วยความห่วงใย
แจ่มบอก
"อย่าทรงวิตกไปเลยเพคะ ถึงยังไงในกองทัพก็ต้องมีหมอหลวงไปด้วย"
ศิริเทวีสีหน้าดีขึ้น
"ขอบใจมากนะแจ่มที่ช่วยปลอบใจ"

พระชายาศิริเทวีเดินกลับเข้าตำหนัก เหลือแต่ท้าวแจ่มยืนรำพึงอยู่คนเดียว

ต่อมา กองทัพหงสาวดีกําลังเดินทางผ่านป่าไปสู่เมืองเชียงใหม่
พระเจ้าบุเรงนองประทับบนที่นั่งบนหลังช้างอย่างสง่างามในฐานะจอมทัพผู้ยิ่งใหญ่ แต่พระราเมศวรซึ่งประทับบนช้างในขบวนที่ตามหลังมา มีอาการโงนเงนเหมือนจะหมดสติ พระราเมศวรเห็นภาพช้างและขบวนทหารที่เดินอยู่ข้างหน้าเป็นภาพมัวสลับชัด แล้วในที่สุดก็พระราเมศวรก็หมดสติล่วงหล่นลงมาจากหลังช้าง เหล่าทหารที่เดินเท้าต่างตกใจเอะอะโวยวาย พระเจ้าบุเรงนองหันมาดูด้วยความตกใจ เมื่อเห็นพระราเมศวรนอนแน่นิ่งอยู่ที่พื้นดิน

บริเวณช่องทางเดินแคบๆระหว่างตัวอาคารในพระราชวังอยุธยา มีโคมไฟตามไว้เป็นระยะๆ พระมหินทร์เดินมาจากปลายทางด้วยความร้อนใจ ตามมาห่างๆด้วยทหารองค์รักษ์สองคนเดินคู่กัน เสียงฝีเท้าที่เดินดังก้องอย่างหนักแน่น พระมหินทร์เดินผ่านไป

ณ อุทยานข้างตำหนัก เวลาค่ำต่อมา มหาจักรพรรดินั่งนิ่งหน้าขรึม ริ้วรอยบนใบหน้าแสดงถึงวัยชราและความทุกข์ใจ
" จริงหรือเสด็จพ่อ ที่มีข่าวว่าพี่รามสิ้นพระชนม์แล้ว"
"ใช่ สิ้นแล้ว สิ้นระหว่างทาง ขณะเดินทัพกับพระเจ้าหงสาวดีไปตีเชียงใหม่ เห็นว่ากําลังป่วยอยู่"
พระมหินทร์ทั้งโกรธทั้งเสียใจ
" โธ่เว้ย นี่ นี่อะไรกัน ป่วยไข้ก็ไม่รักษา ปล่อยให้ตายได้กลางป่ากลางดง คิดแล้วเหมือนเราส่งเขาไปตายแท้ๆ เรื่องนี้เทวดาฟ้าดินต้องรู้ดี บาปกรรมที่พวกมันทำแก่เรา มันต้องชดใช้ไม่มีวันหมดสิ้น"
"พวกหงสาไม่เคยคิดหรอกว่าทำสงครามเป็นบาปกรรม ที่พวกเขาทำสงคราม ขยายขอบฟ้าขอบดินออกไปทุกทิศ ก็เพื่อให้กษัตริย์ของเขาได้เป็นราชาอยู่เหนือราชาทั้งหลายในทุกแผ่นดิน"
"มีแต่พวกยักษ์พวกมารน่ะแหละที่คิดอย่างนั้น"
"ยังดีที่คราวนี้เขามีเมตตา ไม่ขนเอาทรัพย์สมบัติและผู้คนพลเมืองเรา ไปเป็นของเขา"
"แต่ที่เขาเอาไปจากเราแน่ๆก็คืออำนาจ เสด็จพ่อก็รู้ เดี๋ยวนี้เราหมดอำนาจควบคุมพิษณุโลกและหัวเมืองเหนือทั้งหมดแล้ว น่าเจ็บใจพระมหาธรรมราชา ทั้งๆที่มีพ่อตาครองอยุธยาอยู่แท้ๆ
ยังหันไปเคารพนบนอบพวกยักษ์พวกมาร เพื่อฉกฉวยอำนาจจากพระญาติพระวงศ์ มาเป็นของตัวเองอย่างไร้ศักดิ์ศรีที่สุด"
พระมหินทร์พูดด้วยความเจ็บแค้น
พระมหาจักรพรรดิรู้สึกเจ็บชํ้าใจ

บริเวณบันไดหน้าศาลาวัด พระสุนทรสงครามในชุดชาวบ้านนั่งคุยกับเณรพระองค์ดำ
"กระหม่อมดีใจที่รู้ว่า พระองค์บวชเณรอยู่ที่วัดนี้ วันนี้ จึงแวะมาเยี่ยม เผื่อว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง พระพุทธเจ้าข้า"
" คงไม่มีใครช่วยเณรได้แน่ๆ"
"มีเรื่องอะไรหรือพระพุทธเจ้าข้า"
" ไม่ใช่เรื่องของเณรหรอก แต่เป็นเรื่องบ้านเมืองกับพ่อของเณร เณรเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า หลังจากที่พ่อหันมาสวามิภักดิ์ต่อหงสาแล้ว คนอยุธยาก็เกลียดพ่อกันทั้งเมือง"
"ทรงเอาเรื่องนี้มาจากไหน ใครบอกพระองค์"
" เศรษฐีท้วมพูดถูก ทุกคนคงจะเกลียดพ่อมาก ที่พ่อได้ดีเพราะทรยศต่อราชธานีของพ่อเอง ที่พ่อบอกว่าทำดีที่สุดแล้วนั้น ความจริงอาจจะดีเฉพาะตัวพ่อเองก็ได้ จริงไหม"
"แต่ว่า.......คือ"
" คุณพระก็คงคิดอย่างนั้นเหมือนกัน แต่ไม่กล้าพูด เพราะเห็นว่าเณร เป็นลูก ไม่ควรรู้เรื่องที่พ่อทรยศกบฏแผ่นดิน"
"อย่าเพิ่งด่วนสรุปอะไรเลย พระพุทธเจ้าข้า จนกว่าเณรจะได้พบและพูดกับพระบิดาด้วยพระองค์เองก่อน"
เณรพระองค์ดำ มีสีหน้าไม่สบายใจ

ตอนเย็น เณรพระองค์ดำกําลังใช้ไม้กวาดด้ามยาวกวาดใบไม้แห้งบนลานกว้างในวัดอยู่อย่างสงบคนเดียว ดูโดดเดี่ยวเดียวดาย มณีจันทร์ซึ่งกําลังขนถังซักเดินผ่านมาเห็นเข้า จึงหยุดแอบมองดูพระนเรศเงียบๆ

เณรพระองค์ดำยังคงกวาดลานอยู่ บุญทิ้งเดินเข้ามา พระองค์ดำไม่ได้เฉลียวใจจนกระทั่งบุญทิ้งเดินไปประชิดตัวแล้ว
"อ้าว ไอ้ทิ้งมาอยู่ตรงนี้เสียแต่เมื่อไหร่"
"หากเป็นงูก็คงฉกพระองค์ตายเสียแล้ว"
"ข้าเองก็ไม่ทันได้มอง มัวคิดอะไรเพลินๆอยู่"
"คิดอะไรอยู่หรือพระพุทธเจ้าข้า"
" คิดถึงบ้าน ที่พิษณุโลก"
เณรพระองค์ดำ มีสีหน้าคิดถึงทุกคนที่วังจันทน์

ในตำหนักวังจันทน์ เมืองพิษณุโลก พระองค์ขาววิ่งตะโกนด้วยความดีใจมาจากทางเดินภายนอกตำหนัก ขึ้นบันไดตำหนักมาบนชาน และวิ่งเข้ามาในตำหนักตามลำดับ
พระองค์ขาววิ่งตะโกนมา
"มาแล้ว ๆ มาแล้ว พ่อกลับมาแล้ว พ่อกลับมาถึง แล้ว มาแล้ว"
ภายในตำหนัก พระวิสุทธิกษัตรีย์และสุวรรณเทวี กําลังนั่งทำงานฝีมืออยู่กับสาววังสองคน
ทุกคนหันมา
"เอะอะอะไรกัน ชายเล็ก"
" พ่อ พ่อกลับมาจากเชียงใหม่แล้ว"
สุวรรณเทวีดีใจ
"จริงเหรอ"
"จริงซี่พี่หญิง พ่อกับกองทหารมาถึงหน้าวังแล้ว"
"มีใครเป็นอะไรบ้างหรือเปล่า"
"เสด็จพ่อเป็นไงบ้าง"
"ทุกอย่างเหมือนเดิม พ่อบอกว่า ไม่ได้รบกันเลย"

พระวิสุทธิกษัตรีย์ดีใจ

เวลาต่อเนื่องมา พระมหาธรรมราชานั่งบนตั่งที่ชานหน้าตำหนัก พระองค์กําลังดื่มนํ้า
พระวิสุทธิกษัตรีย์นั่งอยู่บนตั่งอีกตัว พระองค์ขาวนั่งร่วมตั่งเดียวกับพระบิดา ส่วนพระสุวรรณเทวีนั่งที่พื้นหน้าตั่งพระบิดา สาววังจันทน์สองคนนั่งอยู่งานรับใช้ ทุกคนมีสีหน้ายิ้มแย้มแช่มชื่น
"เล่าสิเพคะ เสด็จพ่อ ที่เชียงใหม่เป็นยังไงบ้าง"
"พอทุกกองทัพไปถึงเชียงใหม่ เชียงใหม่ก็วางอาวุธไม่ต่อสู้ เจ้าเมกุติ ยอมสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าบุเรงนองแต่โดยดี พระเจ้าบุเรงนองลงโทษ ปลดเจ้าเมกุติออก แล้วตั้งพระนางวิสุทธิเทวีขึ้นเป็นเจ้าหลวงแทน ส่วนพระยาหัวเมืองทั้งสี่หลบหนีไปก่อน ทหารตามไปจับได้แค่พระยาเชียงแสนคนเดียว ที่เหลือนอกนั้นหนีไปพึ่งพระไชยเชษฐาที่เมืองเวียงจันทน์" พระมหาธรรมราชาเล่ารายละเอียด
"แล้วยังไงต่อไปเพคะ"
"ก็พอดีมีข่าวจากหงสาวดีว่า พญาจันคำ ได้รวมพวกเชลยไทยใหญ่ก่อการกบฏปิดล้อมเมืองหงสา ทำท่าจะบุกเข้าปล้นเมือง พระเจ้าบุเรงนองก็เลยส่งแค่กองทัพของพระมหาอุปราชบุกเข้าล้านช้าง แล้วยกทัพหลวงกลับ ส่วนทัพอื่นๆก็ให้กลับเมืองของตัวเองไป"
วิสุทธิกษัตรีย์บอก
"กองทัพของพิษณุโลกก็เลยได้กลับมาเร็วเกินคาด"
"ใช่ ก็นับว่าโชคดีที่ศึกนี้ ไม่มีใครล้มตาย"
"ไม่มีใครล้มตาย นอกจากเจ้าราม น้องชายของหม่อมฉันคนเดียว ที่ป่วยตายกลางทาง น่าเวทนาจริงๆ"
พระมหาธรรมราชาถอนใจด้วยความสงสารเช่นกัน

บริเวณห้องโถงในพระตำหนักวังหน้า พระมหาอุปราชมังชัยสิงห์กําลังยืนให้มหาดเล็กถอดเสื้อเกราะออกทีละชิ้น พระชายาเมงพยูนั่งอยู่บนตั่งใหญ่ที่ประทับ
"หม่อมฉันใจคอไม่ดีเลย ตอนที่ได้ข่าวว่า พระเจ้าพี่ต้องค้างกองทัพอยู่ที่เวียงจันทน์ตลอดหน้าฝน"
"ก็ไอ้ไชยเชษฐาน่ะสิ มันร้ายจริงๆ ทีแรกนึกว่ามันเป็นเนื้อ ที่เราจะ เถือเล่นได้ง่ายๆ ชะ มันกลับกลายเป็นกระดูกชิ้นใหญ่ไปซะได้"
"มันเป็นยังไงหรือเพคะ"
"มันไม่ยอมสู้รบแบบเผชิญหน้า พอเรายกทัพไปถึง มันก็หลบหนีเข้า ไปซ่อนในป่า แล้วดักซุ่มโจมตีเราเวลาเผลอ โดยเฉพาะขบวนขนส่ง เสบียงของเรา ไม่มีโอกาสลำเลียงเข้าถึงเวียงจันทน์ได้ง่ายๆเลย โดนพวกมันตีตัดเส้นทางหมด เล่นเอาพวกทหารเราอดอยาก ลำบาก ล้มตายกันหลายร้อยคน"
"พอหมดฝน พระเจ้าพี่ก็เลยรีบยกทัพกลับ"
"ใช่ แต่พอจะพ้นเขตแดน พวกมันก็ยกทัพตามมาตีไล่หลัง แถมยังประกาศว่า กองทัพหงสาทำอะไรล้านช้างไม่ได้"
"แหม ไอ้พวกหมาลอบกัดแบบนี้ มันน่าสั่งสอนเสียให้เข็ด"
"ข้าก็แก้เผ็ดมันได้ ตอนยกทัพกลับนี่ ข้าจับเอาตัว แม่ ลูกเมีย นางสนมกํานัล และชาววังของมันมาหมดจนเหลือแต่วังร้าง"
"ก็ดีนี่เพคะ ถึงไม่ได้ตัวพระเจ้าล้านช้าง แต่ได้ลูกเมียกับบริวารของมันมาหมดอย่างนี้ ก็เท่ากับมันไม่เหลืออะไรแล้ว"
พระมหาอุปราชมังชัยสิงห์และพระชายาเมงพยูหัวเราะอย่างสะใจ

ภายในท้องพระโรงกรุงศรีอยุธยา พระมหาจักรพรรดินั่งบัลลังก์ พระมหินทร์นั่งบนแท่นทางด้านหนึ่ง มีพระยาธรรมา พระยากลาโหม และเสนาข้าราชการ นั่งประจำตำแหน่ง ตรงช่องกลาง มีคณะทูตจากล้านช้าง 3 คนเข้าเฝ้า ราชทูตเป็นผู้อ่านสาส์น
“...พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ขอถวายอภิวาทวันทนามายังสมเด็จพระปิตุราธิราช ผู้ผ่านพิภพกรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา ด้วยข้าพระองค์ยังไป่มีเอกอัครราชกัลยาณี ที่จะสืบศรีสุริยวงศ์ในกรุงศรีสัตนาคนหุตต่อไป จึงขอพระราชทานพระราชธิดาอันทรงพระนามพระเทพกษัตรีย์ พระราชธิดาพระสุริโยไท อันเสียพระชนม์แทนพระราชสามีกับคอช้าง นับเป็นตระกูลวงศ์กตัญญูประเสริฐ ไปเป็นศรีสุรางค์
แห่งมหานคเรศปราจีนทิศ เป็นทางพระราชสัมพันธมิตรไมตรี สุวรรณปฐพีแผ่นเดียวกันชั่วกัลปาวสาน.....”
ราชทูตอ่านสาส์นจบก็ถวายบังคม
พระมหาจักรพรรดิตรัส
"พระไชยเชษฐาแห่งล้านช้าง ส่งสาส์นมาขอลูกสาวเราไปเป็นมเหสี เพื่อสมานไมตรีระหว่างสองนคร พวกท่านมีความเห็นว่าอย่างไรกัน"
"ขอเดชะ เมื่อพระเจ้าล้านช้างมีพระราชสาส์นแสดงความนอบน้อมมาเช่นนี้ ก็ควรที่จะพระราชทานพระราชธิดาให้ เราจะได้มีไมตรีกัน ภายหน้าหากมีสงคราม เราก็จะได้กําลังจากล้านช้างมาช่วยเหลือพระพุทธเจ้าข้า" ฝ่ายกลาโหมบอก
เหล่าเสนาข้าราชการทั้งหลายล้วนพากันเห็นด้วย ไม่มีใครคัดค้าน
"เอาละ ท่านราชทูต เมื่อพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต มีพระทัยจะร่วมราชวงศ์กับเราแล้ว เราก็เห็นชอบด้วย ขอให้แต่งขบวนมารับลูกสาวเราไปเถิด"
ราชทูตทั้งสามถวายบังคมพร้อมกันด้วยความยินดี
"พระพุทธเจ้าข้า"

พระมหาจักรพรรดิและพระมหินทร์รู้สึกพอใจ

ในตำหนักพระราชวังจันทน์ เมืองสองแคว พิษณุโลก
พระมหาธรรมราชากําลังนั่งเล่นหมากรุกอยู่กับขุนศรีนายทหารคนสนิทบนแท่นในตำหนัก ขุนศรีเดินหมากกินหมากของพระมหาธรรมราชาได้ตัวหนึ่ง พระวิสุทธิกษัตรีย์เดินเข้ามายังประตูตำหนัก อย่างร้อนใจ
"เสด็จพี่ อยุธยาทำเหตุอีกแล้ว"
"เหตุอะไรหรือ"
"นางข้าหลวงที่ไปเยี่ยมกรุง กลับมาเล่าว่า เสด็จพ่อยกน้องเทพกษัตรีย์ให้ไปอภิเษกกับพระไชยเชษฐาแล้ว"
พระมหาธรรมราชาสีหน้าเครียดขึ้น
"ท่านรู้ข่าวนี้หรือเปล่า ขุนศรี"
" ไม่ได้ข่าวพระพุทธเจ้าข้า สงสัยว่าทางโน้นจะปิดความนี้ไว้"
"ล้านช้างเป็นศัตรูกับหงสาวดี เมื่อพ่อของเจ้าทำเช่นนี้ก็เหมือนประกาศตัวเป็นศัตรูกับหงสาด้วย"
"ที่หม่อมฉันกลัวก็คือ ถ้าหงสายกทัพไปตีเวียงจันทน์อีก มีหรือที่ไชยเชษฐาจะไม่หนีเข้าป่า แล้วทิ้งเมียให้รับเคราะห์อีกเช่นเคย เสด็จพี่ช่วยห้ามพ่อทีเถอะเพคะ"
"อยุธยากําลังไม่ไว้ใจเรา เขาคงไม่เชื่อคำพี่หรอก"
"แล้วเราจะทำยังไงกันดี เสด็จพี่ หม่อมฉันเป็นห่วงน้อง"
"ขุนศรี ท่านต้องสืบความนี้มาให้ละเอียด ว่าขบวนส่งตัวพระธิดา เขาจะเดินทางเส้นไหน และเมื่อไหร่"
"พระพุทธเจ้าข้า"
"เสด็จพี่มีความคิดอย่างไรหรือเพคะ"
พระมหาธรรมราชามีสีหน้าครุ่นคิดวางแผน แล้วเดินหมากรุกบนกระดานอย่างมั่นใจ
"รุกฆาต"

พระยาทะละ เสนาธิการทหารแห่งหงสาวดีเดินมากับทหารติดตาม 4 คน แล้วหันไปสั่งให้ทหารหยุดยืนรออยู่ห่างๆ จากนั้นก็เดินขึ้นสู่บนชานตำหนักริมนํ้า ลงนั่งถวายบังคมพระเจ้าบุเรงนองซึ่งยืนหันหลังให้ ในมือถือม้วนสารอยู่ด้วย
"ขอเดชะ พระราชาธิราชเจ้าทรงมีกิจอันใดหรือพระพุทธเจ้าข้า"
พระเจ้าบุเรงนองหันกลับมา
"สุธรรมราชาส่งสารลับมาแจ้งแก่ข้าว่า พระเจ้ากรุงโยเดีย ยกลูกสาวให้อภิเษกกับพระไชยเชษฐาแล้ว"
"ทำเช่นนั้น ก็เท่ากับผูกมิตรกับศัตรูของเรานะพระพุทธเจ้าข้า"
"ใช่ ในสารนี้บอกกําหนดการเดินทางของพระราชธิดาไว้หมดแล้ว เราจะปล่อยให้ขบวนส่งตัวไปถึงล้านช้างไม่ได้ การผูกไมตรีทางหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ของโยเดียกับล้านช้างจะเกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด
...พระยาทะละ"
" พระพุทธเจ้าข้า"
"ส่งกองทหารไปชิงตัวพระเทพกษัตรีย์มาที่นี่ ก่อนที่ขบวนจะข้ามแดนไทยไปล้านช้าง"
พระยาทะละยกมือไหว้รับคำสั่ง
พระเจ้าบุเรงนองมองไปเบื้องหน้าอย่างหมายมั่นในความสำเร็จ

เวลาเดียวกัน ห้องโถงในพระตำหนักวังหน้า พระอุปราชมังชัยสิงห์นั่งดื่มเหล้าอยู่กับลักไวทำมู และกําลังหัวเราะอย่างสุขสำราญที่คุยกันถูกคอ มีจานใส่กับแกล้มสองสามอย่างวางไว้แล้ว
"ฮ่ะๆๆๆๆ เอ้าดื่ม ดื่มอีก ดื่มให้เต็มที่ ลักไวทำมู ดื่ม ๆ"
" พระพุทธเจ้าข้า"
ทั้งสองดื่มพร้อมกัน
"ต้องยกให้เป็นฝีมือของไอ้สมิงพัตตะบะมันนะ ที่มันไปชิงตัวลูกสาวพระเฑียรราชามาได้ทันเวลา ก่อนขบวนจะพ้นด่านสมอสอพอดี แต่ก็อย่างว่า มันเป็นถึงทหารเอกของพระยาทะละนี่นะ ป่านนี้คงจะเดินทางมาใกล้จะถึงหน้าเมืองแล้วละมัง"
" แต่ถ้าทูลตามตรง เกล้าไม่ค่อยชอบพวกนายทหารรามัญเท่าไหร่"
"ทำไมล่ะ"
"ระยะนี้มีนายทหารรามัญเก่งๆ ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งสำคัญๆกันหลายคน เกล้าเกรงว่าสักวันพวกมันจะรวมหัวกันกบฏพวกเรา"
"เฮ่ย คิดมากไปได้น่า พวกมันไม่กล้าหรอก"
"แต่พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ ก็ถูกนายทหารคนสนิทที่เป็นรามัญปลงพระชนม์นะ พระพุทธเจ้าข้า"
"เอา เอา ที่เจ้าพูดมาก็น่าวิตกอยู่ แต่ไม่ต้องห่วง เมื่อใดที่ข้าได้ครองบัลลังก์หงสาวดี รับรองได้ว่า ข้าจะไม่เก็บไอ้รามัญเก่งๆ พวกนี้ไว้หรอก"
" เกล้าก็หวังเช่นนั้นเหมือนกันพระพุทธเจ้าข้า"
พอดีสาววังหน้าสี่นางเดินถือถาดกับแกล้มชุดใหม่ เดินเรียงแถวกันเข้ามาวาง
"เอ้า กับแกล้มมาอีกแล้ว กินให้เต็มที่เลยนะ"
ขณะสาววังยังจัดเรียงถาดอาหาร ก็มีเสียงฝีเท้าหมู่ม้าควบดังใกล้เข้ามา พระอุปราชหันไปมองทางหน้าเมือง
"เสียงขบวนม้า เจ้าสาวพระเจ้าล้านช้างท่าจะมาถึงแล้ว"

ห้องโถงในหอหลวงว่างเปล่าผู้คน มีพระเจ้าบุเรงนองนั่งบนแท่นประธานอยู่เพียงลำพังพระองค์เดียว ทรงรอจนพระยาทะละเข้ามาถวายบังคม
" ขอเดชะ บัดนี้ กองทหารของข้าพระพุทธเจ้า ได้นำตัวพระเทพกษัตรีย์มาถวายแล้ว พระพุทธเจ้าข้า"
" ให้พระนางเข้ามา ข้าจะพูดด้วยตามลำพัง"
" พระพุทธเจ้าข้า"
พระยาทะละกลับออกไป ครู่หนึ่งทหารรามัญ 4 คน ก็เดินคุมตัวพระเทพกษัตรีย์ เดินเข้าประตูมา แล้วทหารทั้งสี่ก็กลับออกไป ทิ้งให้พระขัตติยนารีวัย 20 เศษยืนเด่นอยู่กลางห้องเพียงองค์เดียว
บุเรงนองมองชื่นชม
"นี่หรือ ธิดาองค์เล็กของพระเฑียรราชา สิริโฉมช่างโสภาเกินกว่าที่ข้าคาดไว้จริงๆ"
ฝ่ายพระเทพกษัตรีย์มองเกลียดชัง
"นี่หรือ พระราชาธิราชเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ แต่หัวใจไม่ผิดมหาโจร เห็นคนเป็นข้าวของที่จะช่วงชิงกันไปมาได้ตามใจชอบ เกิดมาข้าไม่เคยเห็นโจรที่ไหนใช้อำนาจบาทใหญ่ ไม่กลัวบาปกลัวกรรม เช่นนี้มาก่อนเลย"
" อย่าได้คิดเช่นนั้นเลยพระน้อง ที่ข้าทำเช่นนั้น เพราะเจ้ามิใช่สตรีสามัญ ค่าของเจ้าสูงเกินกว่าจะควรคู่กับกษัตริย์สามัญองค์ใดทั้งสิ้น"
"แล้วพระองค์มีสิทธิ์แล้วหรือ ที่จะมาบัญชาว่า ใครควรคู่กับใคร"
"เจ้าน่าจะไตร่ตรองดูให้ดีๆนะว่า เป็นทุกข์เป็นร้อนนักหรือที่เจ้าได้พ้นจากเป็นราชินีเมืองเถื่อนอย่างล้านช้าง แล้วได้มาเป็นมเหสีของพระเจ้าบุเรงนอง เจ้าแห่งอาณาจักรหงสาวดีอันยิ่งใหญ่นี้"

พระเทพกษัตรีย์ยืนนิ่ง เชิดหน้าสง่างาม แต่แววตาเต็มไปด้วยความเจ็บชํ้านํ้าใจ

วันต่อมา เณรพระองค์ดำและบุญทิ้งเดินคุยกันมาตามทางเดินอันร่มรื่นในวัด

" ได้ยินเขาพูดกันว่า พวกทหารรามัญนำตัวน้าเทพกษัตรีย์มาถวาย สงสัยจะได้อยู่ในวังหลวง ข้าอยากพบจริงๆ ไม่รู้ ท่านจะเป็นตายร้ายดียังไง"
"ข้าว่าคงอยู่ดีมากกว่า เพราะข่าวว่ามีนางข้าหลวงติดตามมาด้วยหลายคน แต่เรื่องจะพบท่านคงยาก เพราะเราอยู่ในวัด แต่ท่านอยู่ ในวัง แถมอยู่ฝ่ายในซะด้วย"
" ข้าคิดถึงน้าหญิงเสมอ ไม่เคยลืมท่าน จำได้ว่ามาเยี่ยมวังจันทน์ทีไร น้าหญิงจะทำขนมฝอยของโปรตุเกสมาให้กินเสมอ ขนมฝอยฝีมือของน้าเทพกษัตรีย์อร่อยจริงๆนะไอ้ทิ้ง ข้าจะบอกให้"

ต่อมา เณรพระองค์ดำและบุญทิ้งเดินมาถึงลานหน้าศาลา ก็ชะงักยืนมองด้วยความแปลกใจ เมื่อเห็นราชยานคานหามระดับเจ้านายชั้นสูงวางตั้งอยู่หน้าบันไดขึ้นศาลา ทั้งยังมีนางข้าหลวงไทย ทหารหลวงหงสา และมหาดเล็กหงสารักษาการอยู่เต็ม องค์ดำยิ้มออกเมื่อนึกได้
"น้า น้าหญิง"
แล้วเณรพระองค์ดำวิ่งก็ขึ้นศาลาไปอย่างเร็ว

บนศาลาโถงใหญ่ พระมหาเถรคันฉ่องและพระสงฆ์มอญอีก5รูป นั่งบนยกพื้นกําลังฉันภัตตาหาร พระเทพกษัตรีย์ซึ่งนั่งอยู่ที่พื้นพรมเบื้องหน้านำมาถวาย แวดล้อมด้วยสาววังไทยทั้งหลายนั่งเรียบร้อยคอยรับใช้
" โยมน้ามาอยู่ที่นี่ เป็นสุขดีไหม" เณรพระองค์ดำถาม
"ตั้งแต่มาอยู่ น้าอยากจะฆ่าตัวตายเสียตั้งหลายคราหลายหน แต่มาคิดว่าหลานตัวเล็กๆอย่างองค์ดำ ยังทนอยู่ได้ น้าก็ต้องอยู่ได้"
" โยมพ่อเคยสอนไว้ว่า คนฆ่าตัวตายคือคนมิกล้าสู้ปัญหา ย่อมไม่มีวันจะเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้ แต่คนที่อยู่จนเห็นความพินาศของศัตรูหมู่ปัญหาต่างหากคือผู้ชนะ ขอโยมน้าจงทนอยู่ รอดูวันชนะของเราบ้างเถิด"
"หลานแน่ใจหรือว่า วันชนะของเราจะมีจริง"

บริเวณบันไดหลังศาลา เวลาต่อมา เณรพระองค์ดำกับบุญทิ้งกําลังนั่งกินขนมกันอย่างเอร็ดอร่อย
"อร่อยไม๊ ไอ้ทิ้ง"
บุญทิ้งพูดไปพร้อมเคี้ยวไป
"อร่อยพระพุทธเจ้าข้า โอย เกิดมาข้าไม่เคยกินของอร่อย แบบนี้เลย ไม่เคยเห็นด้วย"
"นี่ละ ขนมฝีมือน้าหญิงของข้าละ"
ขณะนั้นมณีจันทร์ก็มายืนเรียบๆเคียงๆเมียงมองด้วยความอยากกินบ้าง
"กินอะไรกันน่ะ"
" ขนม มากินด้วยกันไหม"
มณีจันทร์พยักหน้า
"แบ่งมาหน่อยก็ดี"
เณรพระองค์ดำยื่นชามของตัวเองให้มณีจันทร์ทั้งหมด
"เอานี่ไปเลย"
มณีจันทร์รับชามไป หยิบขนมใส่ปากแล้วก้มหน้าก้มตากินอย่างอร่อย เณรพระองค์ดำมองดูกริยานั้นด้วยความเอ็นดูแกมเวทนา
" อร่อยไหมล่ะ"
มณีจันทร์พยักหน้า
มณีจันทร์กินหมดชามแล้วยังแถมเลียนิ้วมือ
"ต่อไปนี้เราคงจะได้กินขนมแบบนี้กันบ่อยๆละ เพราะน้าหญิงมาอยู่ที่วังหงสานี่แล้ว"

บนศาลา พิธีเลี้ยงเพลเสร็จสิ้นลงแล้ว เหลือแต่พระเทพกษัตรีย์นั่งคุยอยู่กับพระมหาเถรคันฉ่อง มีสาววังไทย 4 คนนั่งรออยู่ห่างๆ
"อย่านึกว่าโยมไม่รู้นะ โยมรู้ดีหรอกว่าพระมหาธรรมราชานั่นแหละ ที่เป็นตัวการให้โยมมาอยู่ที่นี่ คงจะช่วยหาตัวประกันคนใหม่ให้หงสา แทนพี่ราเมศวรละมัง มันน่าแค้นใจพี่เขยคนนี้นัก"
" แต่อาตมาอยากจะให้องค์หญิงมองลึกซึ้งกว่านี้อีกสักหน่อย"
" ยังจะมีอะไรลึกกว่านี้อีกหรือ พระคุณเจ้า"
" พระมหาธรรมราชาอาจจะคิดไกลไปถึงว่า ที่พระไชยเชษฐาต้องการอภิเษกกับองค์หญิงก็เพราะ หากวันหน้าทรงมีพระโอรส พระไชยเชษฐาก็อาจจะอ้างสิทธิ์ในราชบัลลังก์อยุธยาได้ ด้วยพระโอรสก็มีสายเลือดราชวงศ์สุวรรณภูมิเช่นเดียวกัน"
พระเทพกษัตรีย์นิ่งงัน เพราะนึกไม่ถึงมาก่อน
"การที่องค์หญิงมาอยู่ที่นี่ อาจจะเป็นคุณแก่อยุธยามากกว่าอยู่ล้านช้างก็ได้"
พระเทพกษัตรีย์สงบอารมณ์ลง และเริ่มเข้าใจอะไรดีขึ้น

อ่านต่อตอนที่ 3
กำลังโหลดความคิดเห็น...