xs
xsm
sm
md
lg

กะรัตรัก – Diamond Lover ตอนที่ 14

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


กะรัตรัก - Diamond Lover ตอนที่ 14

นอกจากจะคอยอยู่เป็นเพื่อน หลินจื่อเหลียงยังถามซือหยวนด้วยความห่วงใย

“เป็นไงดีขึ้นมั้ย ซื้อยาแก้เมาให้เอามั้ย”
ซือหยวนหันมามองอย่างแปลกใจ “ท่านรองหลิน ไม่ต้องสนใจฉันหรอก ถ้าอยากให้ช่วยงานก็บอกได้”
“เฮอะ เห็นผมเป็นคนยังไง” จื่อเหลียงไม่พอใจ
“ฉันเข้าใจดี”
“ผมยอมรับนะ ว่าคุณมีประโยชน์แต่มันไม่คุ้ม ที่ผมจะทำแบบนั้น”
“สงสารฉันเหรอ”
“ผมเห็นใจ”
“ฉันไม่ต้องการความเห็นใจ”
จื่อเหลียงพูดตรงๆ “คุณเป็นคนฉลาด คุณน่าจะรู้ว่าคุณเก่งกว่าใครๆ เสียอย่างเดียว มีแฟนที่คอยมาเป็นตัวถ่วง”
ซือหยวนอึ้ง ไม่พอใจ “ฉันไม่คิดว่าแฟนฉันเป็นตัวถ่วง กรุณาให้เกียรติเราด้วย”
“ยอมรับความจริงเถอะ ควรเข้าใจตัวเอง ความรักและกระเป๋าแบรนด์เนม มันช่วยอะไรคุณไม่ได้หรอกนะ” จื่อเหลียงพูดจี้ใจดำ
“บอกแล้วไงว่าฉันไม่มีสิทธิ์เลือก”
“ไม่ คุณมี จำไว้ เรากลุ่มเดียวกัน ผมทำให้คุณเลือกชีวิตในแบบที่คุณชอบได้”
“ขอโทษนะคะ ฉันกลับล่ะ”
ซือหยวนเดินโผเผประคองตัวเองออกไป จื่อเหลียงได้แต่ยืนมอง

สภาพบ้านเกาเหวิน โดยเฉพาะห้องโถงรับรองแขกอันหรูหราเละเทะกว่าที่ผ่านๆ มา ขวดเหล้ายี่ห้อโปรดวางเกลื่อนกล่น ซุปตาร์ดวงแตกเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน ดื่มเหล้าเมาหลับไป ตั้งแต่บ่ายวันวานจนกระทั่งเช้าวันนี้ มีเสียงทุบประตูบ้านโครมครามดังเรียกร้องความสนใจขึ้น
“ใคร” เกาเหวินอยู่ในชุดเดิมตั้งแต่เมื่อวานนี้สวมสูทเหลยอี้หมิง นอนหงายหมดสภาพอยู่กับพื้นพรมในห้องรับแขก สะลึมสะลือ ส่งเสียงถามออกไป
อี้หมิงทุบประตูไป ตะโกนเรียกไป “เกาเหวิน”
“ใคร” เกาเหวินตะโกนถามไปแต่ยังไม่ยอมลืมตาตื่น
“เกาเหวิน...ผมเองเปิดประตู”
เกาเหวินร้องตะโกนบอกไปด้วยความรำคาญสุดขีด
“เข้ามาเองสิ เก้าหกตัว”
อี้หมิงกดรหัส เปิดประตูเข้ามาเห็นสภาพบ้านแล้วอึ้งเลย บ้านทั้งหลังปิดม่านทึบมีแสงลอดเข้ามาเพียงรำไร จนหมอเหลยเดินชนของบนพื้น
“โทร.หาก็ไม่รับ เมาเหรอเนี่ย โอ้โห นี่มันเกิดอะไรขึ้นน่ะ คุณเป็นอะไร”
อี้หมิงเดินไปเปิดผ้าม่านบ่นบ้าขึ้นมา “เฮ่อ อ้ะ เห็นมั้ย นี่ดวงอาทิตย์ของวันนี้ เมื่อวานผ่านไปแล้ว ใครจะเหมือนคุณ ปิดม่านไว้ทั้งวัน จะมีแสงสว่างได้ยังไง บ้านยังเป็นแบบนี้อย่าว่าแต่คนเลย”
เกาเหวินยกมือบังแสง แต่ไม่ยอมลืมตา “เป็นหมอสูติไม่ใช่เหรอ ทำไมรู้มากอย่างนี้”
“คุณพูดถูกแล้ว ผมต้องทำคลอดทุกวัน รับผิดชอบชีวิตคน” เปิดม่านเสร็จ หมอเหลยเดินมาเก็บข้าวของ ปลุกให้เกาเหวินไปอาบน้ำ “มา ลุกขึ้นลุกไปอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าไปข้างนอกกัน เร็ว”
“ไปทำไม”
“ก็ออกไปสูดอากาศไงเล่า” อี้หมิงจึ๊ปากขัดใจที่อีกฝ่ายไม่ยอมขยับ จึงประคองหัวขึ้น “ดูตัวเองสิ เร็วลุกขึ้น”
“ทำไมถึงเป็นห่วงฉัน”
“ก็ผมเบื่อ ผมอยากหาเพื่อนเที่ยว”
“เบื่อเพราะเรื่องฉันใช่มั้ย ก็ได้ รอฉันเปลี่ยนชุดแป๊บ”
เกาเหวินลุกเดินโซเซขึ้นบ้านไป
“เดี๋ยวก็เหยียบโดนฝาเบียร์หรอก”
อี้หมิงร้องบอกแล้วหันมามองข้าวของเกลื่อนกล่นระเกะระกะแล้วถอนใจเฮือกใหญ่

สองคนเดินเข้ามาในร้านอาหารบนตึกสูงระฟ้า บรรยากาศหรูหรา โอ่โถง มีลูกค้าทั้งคนจีนและฝรั่งต่างชาตินั่งทานกันอยู่
“ต้องแพงมากแน่” อี้หมิงว่า
“นี่เป็นหนึ่งในร้านที่ฉันชอบมาก คนในวงการชอบมาสังสรรค์กันที่ร้านนี้ ฉันชอบนั่งตรง...”
เกาเหวินชี้ให้ดูโต๊ะตรงสุดทางเดิน แต่ต้องชะงัก หยุดเดินเพราะโต๊ะประจำของเธอมีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งทอดสายตามองผ่านกระจกดื่มด่ำบรรยากาศอยู่
“ทำไมมีคนนั่งล่ะ”
“จบประถมหรือไง หา จองไว้เหรอ”
“ที่นั่งตรงนั้นดีมากจะมองเห็นท้องฟ้า ซึ่งมันให้ความรู้สึกเหมือนกับว่า มีนางฟ้าลงมาจุติเป็นมนุษย์ภาพออกมาสวยมากเลยนะ” เกาเหวินสาธยาย
“ไม่นะ ไกลขนาดนั้นมันจะเห็นได้ยังไง”
“ตึกตรงข้ามมีดาดฟ้า”
อี้หมิงเซ็ง “เป็นบ้าอะไรของคุณ”
เกาเหวินเรียกพนักงานหญิงคนหนึ่งมาถาม
“นี่คุณ คุณมานี่”
ผู้หญิงตรงโต๊ะตัวนั้นหันมามอง ที่แท้เป็น ปิงปิง นักแสดงรุ่นพี่ที่ไม่ค่อยกินเส้นกับเกาเหวินนั่นเอง
“อ้อ ที่ตรงนั้นเป็นที่ของฉัน บอกให้เธอเปลี่ยนที่ที”
“อ้อ ขอโทษนะคะ ไม่ใช่ที่ของคุณแล้วล่ะค่ะ ต้องขอโทษด้วย”
เกาเหวินแปลกใจพอๆ กับตกใจ “หะ ทำไมไม่ใช่ เอ่อ เรียกเจ้านายคุณมาหน่อยฉันรู้จักเขา”
“ขอโทษค่ะ นี่คือคำสั่งของเขาค่ะ” พนักงานบอก
“อ๋อ ต้องมีเรื่องเข้าใจผิดแน่ เขาชอบเอาภาพถ่ายของฉันติดโฆษณาเอาไว้ในร้านน่ะ” เกาเหวินชี้บอกแต่พอมองไป ปรากฏว่าภาพเธอถูกเก็บออกจากผนังร้านจนหมด “เฮ้อ ภาพก็หายไปด้วย เรียกเขาออกมาเถอะ”
ระหว่างนี้ปิงปิงหันมามอง ฟังที่เกาเหวินโวยวายแล้วยิ้มเยาะออกมา พนักงานอึดอัดเต็มที่
“เอ่อ ขอโทษค่ะ คือว่าเราลำบากใจ”
“ทำไมต้องลำบากใจด้วย ฉันรู้จักเจ้านายของคุณดี”
เห็นเกาเหวินเริ่มโวยวายเสียงดังมากขึ้น อี้หมิงเห็นท่าไม่ดีรีบแทรกขึ้น บอกพนักงานหญิงให้ไปทำงาน
“เอ่อๆ คุณครับ ขอโทษด้วยไม่เป็นไร ไปทำงานเถอะ”
“อ้อ ค่ะ”
“เดี๋ยว คุณทำงานก็ต้องดูแลลูกค้าไม่ใช่เหรอ ทำงานไม่ได้เรื่อง” เกาเหวินด่าตามหลังไป

“ไม่เป็นไรหรอกน่าเปลี่ยนร้านก็ได้ ไปเถอะ”

อี้หมิงพยายามปลอบ พาเกาเหวินไปร้านอื่น แต่มีเสียงดังขึ้น ทำให้สองคนหยุดหันกลับมา

“นี่ โอ้โห ใครน่ะ” ปิงปิงเดินนวยนาดเข้ามาหา “ดาราดังของเรา เกาเหวินนี่”
เกาเหวินยืนประจันหน้ากับรุ่นพี่ “พี่ปิงปิงไม่เจอกันตั้งนาน หนึ่งเดือนที่ฉันอยู่บ้าน ฉันเห็นพี่ฮ็อตมากเลย”
“ไม่หรอก ฉันยังอีกไกล ไม่เหมือนเธอ ในวงการแย่งรูปถ่ายเธอกันใหญ่เลย” ปิงปิงเหน็บแนม
เกาเหวินหัวเราะอย่างรู้เท่าทัน “มันเป็นเรื่องเข้าใจผิด ฉันก็ปวดหัวกับมันเหมือนกัน”
“แต่ว่าฉันนับถือเธอมากนะ เกิดเรื่องใหญ่ยังมีอารมณ์ลั้นลา” ปิงปิงยิ้มหยันมองสำรวจเกาเหวินหัวจรดเท้าด้วยสายตาดูแคลน “แล้วยังใส่ชุดที่เอาท์แล้วด้วย ถามหน่อย สปอนเซอร์ชุด พวกเขาไม่สนับสนุนแล้วเหรอ”
อี้หมิงทนฟังไม่ไหว รีบกู้สถานการณ์เกาเหวินให้ทันที “เอ๋ คุ้นหน้าคุณจัง”
“ใช่ ฉันก็คือ...”
อี้หมิงไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้โอ้อวด สวนออกไปว่า
“ผมจำได้แล้ว ผมดูละครเรื่องนึงคุณแสดงเป็นใคร ชื่อว่าอะไรนะ”
หมอเหลยแกล้งหันมาถามเกาเหวิน “คนที่ยืนข้างคุณหน้าเหมือนซาลาเปาที่แสดงเป็นคนใช้น่ะ”
แล้วหันกลับมาชี้หน้าถามปิงปิงพร้อมกับเดินเข้าไปใกล้ๆ ดันเกาเหวินห่างออกมา
“คุณใช่มั้ย ต้องขอโทษด้วย หน้าตาคุณเหมือนผู้หญิงทั่วไปที่เดินอยู่แถวตลาด จำไม่ได้ หน้าโหลเกินไปน่ะ ขอโทษจริงๆ ผมชอบละครที่คุณแสดงมากดูสิ เอ๊ะ ตัวจริง ตัวจริง สวยเหมือนกันนะ สวยกว่าในทีวีเยอะไม่เหมือนอายุสี่สิบเลย”
เกาเหวินชอบใจมุกเหลยอี้หมิง หัวเราะขำคิกคัก ลูกค้าโต๊ะใกล้ๆ หันมามองยิ้มขำตามไปด้วย
ปิงปิงกอดอกหน้าตึงเปรี๊ยะ “พูดจบรึยัง”
“ผมๆ ผมแค่…”
“พูดจบรึยัง” ปิงปิงแหวใส่
“พูดจบแล้ว จริงๆ”
ปิงปิงหันมาพูดกับเกาเหวิน แต่สายตามองอี้หมิงอย่างหยามหยัน
“เกาเหวิน ไม่ได้ว่านะ รสนิยมของเธอแย่มากจริงๆ แต่ว่า ดูจากสถานการณ์ เธอก็ เหมาะกับคน ไร้รสนิยม ไร้การศึกษา”
เกาเหวินโกรธที่ปิงปิงมาด่าว่าอี้หมิง จะเอาเรื่อง “นี่เธอว่าใครเนี่ย”
“ว่าเขาน่ะสิ”
“รีบขอโทษเพื่อนฉันเดี๋ยวนี้”
ปิงปิงเหยียดยิ้ม “โห ยังปกป้องกันด้วย นี่ คุณได้ถ่ายรูปกับเขาหรือถ่ายคลิปด้วยกันมั้ยล่ะ เอามาให้ทุกคนดูหน่อยสิ ฉันยังไม่เคยดูเลย”
โดนไม่มีใครคาดคิดเกาเหวินผลักอี้หมิงออก ถลาเข้าไปตบหน้าปิงปิงเปรี้ยง จนอีกฝ่ายหน้าหันเซไปพิงเก้าอี้ลูกค้าใกล้ๆ
อี้หมิงตกใจ “นี่”
เกาเหวินตวาดซ้ำ “หน้าไม่อาย”
ปิงปิงเหลียวขวับมามอง “กล้าตบฉันเหรอ”
“ใช่ ฉันตบเธออย่าคิดว่าเธออายุมากกว่าฉันแล้วฉันจะไม่กล้าสั่งสอนเธอนะ ฉันตบเธอแล้วไง ทำไม”
“แกกล้าตบฉัน ฉันจะเอาคืน ฉันไม่ยอมแกหรอก ฉันจะตบแก นังเกาเหวิน ฉันจะตบแก”
สองดาราสาวทะยานเข้าหากัน อี้หมิงต้องเข้าไปกอดกันปิงปิงไว้ เกาเหวินไม่ยอมยังโผนเข้าใส่ไม่หยุด
“นี่ๆ หยุดได้แล้ว มีอะไรค่อยพูดค่อยจากัน อายคนเค้า คนมองใหญ่แล้ว”

สุดท้ายเหลยอี้หมิงลากแขนพาเกาเหวินกลับออกมาที่รถ ซุปตาร์ดวงตกท้าเหยงๆ ขืนตัว ดึงดันจะกลับไปตบให้หายแค้น
“แน่จริงก็มาตบฉันสิ คุณลากฉันกลับมาทำไม ฉันยังตบไม่พอเลย”
อี้หมิงเปิดประตูยัดเกาเหวินขึ้นรถแล้วปิดประตู “ขึ้นรถ”
“ทำอะไรเนี่ย” เกาเหวินฮึดฮัดขัดใจเปิดกระจกออกมาโวยลั่น “ไม่เห็นเหรอเขาว่าคุณ ไม่โกรธบ้างเหรอ”
สองคนทะเลาะกันลั่นลานจอดรถ
“ลงไม้ลงมือแบบนั้นได้ไง” อี้หมิงตำหนิ
“คิดว่าฉันอยากทำเหรอ”
“ผมส่งซิกให้คุณ คุณไม่เข้าใจหรือไง”
“คุณบอกให้ฉันลุยเลย”
“ผมบอกให้กลับ”
“กลับไปตอนนี้ยังทัน”
เกาเหวินเปิดประตูออกมา อี้หมิงดันกลับ
“ห้ามขยับ ผมทนไม่ไหวกับอารมณ์รุนแรงของผู้หญิง”
เกาเหวินเกาะขอบประตูอ้อน “แต่ฉันยังไม่ได้กินข้าวเลยนะ”
“กินข้าว กินที่อื่นก็ได้ ที่นี่แพงจะตาย กินข้างทาง”
เกาเหวินไม่ยอมจะเปิดออกมาแต่ถูกดันปิดกลับอย่างแรง ร้องคราง
“ไม่ได้ กินข้างทางคนจะดูถูก ไป เอาเงินฟาดหัวมัน ฮือ”
“คิดดีแล้วเหรอ จะฟาดหัวพวกเขาใช่มั้ย ไม่สนอะไรใช่มั้ย ได้ ผมไปด้วย”
เหลยอี้หมิงโมโห เปิดประตูเข้าไปลากแขนเกาเหวินแต่อีกฝ่ายขืนตัวไม่ยอม แต่ก็ถูกลากออกมาจนได้
“ไปฆ่าพวกเขา มาๆๆ มาๆๆ มาๆๆ ห้ามขยับ ไม่เลวนี่ ตบกับคนในวงการเดียวกัน มีเรื่องกันที่ร้านอาหาร ฟังผมนะ ผมไม่สนนิสัยคุณหนู”
เกาเหวินเห็นท่าทางจริงจังของอี้หมิงก็ชักขยาด ยืนกอดกระเป๋าจ๋อยสนิท อี้หมิงเดินบ่นไปเปิดประตูอีกฝั่ง
“ตอนนี้คุณมีสองทางเลือก ไปกับผม กลับบ้านดีๆ หรือจะยืนอยู่ตรงนี้ ไม่ไปเหรอ นับหนึ่งถึงสาม หนึ่ง...สาม”
เกาเหวินเปิดประตูผลุบเข้ารถไปโดยเร็ว ไวกว่าอี้หมิงอีก หมอหนุ่มเดินมาหยุดยืนตรงกระโปรงหน้ารถทุบเรียก
“นี่ ฮัลโหล เร็วมากเลยนะ ฝึกมาเหรอ”
เกาเหวินชะโงกหน้าจากหน้าต่างรถมาเถียง “ไม่ได้ยินเหรอ ชุดฉันเอาท์แล้ว”

อี้หมิงหัวเราะ ทั้งขำ ทั้งเหนื่อยใจ ขึ้นรถไป

ในรถที่ขับแล่นออกมาได้ยินเสียงเกาเหวินบ่นบ้าดังขึ้น

“เป็นหมอแต่นับเลขไม่เป็น นับหนึ่งก็สามเลย”
อี้หมิงหยุดรถถาม “คุณว่าใครนับไม่เป็น”
เกาเหวินเร่งให้ออกรถ “เร็วๆหน่อยสิ”

หลังทานอาหารเสร็จ เกาเหวินช็อปปิ้งกระจายกะให้หายแค้น พนักงานรับเสื้อผ้าและข้าวของราคาแพงยับที่เธอยื่นให้แทบไม่ทัน อี้หมิงโวยวายก็ไม่ฟัง
“นี่ๆ ซื้อเยอะจัง ซื้อกันอย่างนี้เลยเหรอเยอะเกินไปแล้ว”
เกาเหวินสั่ง “ใส่ถุงให้หมดเลยนะคะ”
“ค่ะ”
“เอ่อ อะไรของคุณ เอาหมดเลยเหรอบ้าไปแล้ว”
“ก็นี่มันเงินฉัน”
พนักงานขายยิ้มเอาใจผายมือมาทางตู้โชว์กลางร้าน
“คุณเกา นี่เป็นรุ่นใหม่ค่ะ เลือกได้ค่ะ”
อี้หมิงคอยทัดทาน “ของพวกนี้ใช้ไม่นานก็เก่าแล้ว ไม่จำเป็น”
เกาเหวินจึ๊ปากอย่างขัดใจ
อี้หมิงขอร้อง “นะ”
เกาเหวินกลับบอกว่า “ใส่ถุงให้หมด”
“ได้ค่ะ”
อี้หมิงตาเหลือก “หา”

กระเป๋าใส่ของที่เกาเหวินช็อปกระหน่ำ วางเรียงรายอยู่ร่วม 10 ใบ สองคนยืนจ่ายเงินอยู่ตรงเคาน์เตอร์
แคชเชียร์สาวบอกขึ้นอย่างเกรงใจหลังรูดบัตรเครดิตไม่ผ่าน
“เอ่อ คุณเกา ดูเหมือนจะเกินวงเงินนะคะ”
“อ๋อ คงจะเยอะเกินไปน่ะ”
“อ้อ”
เกาเหวินรับบัตรคืน ยื่นใบใหม่ให้ “งั้นก็เอา ใบนี้น่าจะพอ”
“เอ่อ คุณเกา รูดไม่ได้ค่ะ โทร.ถามแบงก์ดีมั้ยคะ ว่าบัญชียังมีเงินอยู่มั้ย” แคชเชียร์ว่า
“เอ่อ ต้องมีอยู่แล้ว รอเดี๋ยว” เกาเหวินหน้าเสีย เดินออกไปกดเบอร์โทร.ออก ถามปลายสายเสียงเบา
“ฮัลโหล เกิดอะไรขึ้นทำไมบัตรฉันรูดไม่ผ่าน อ๋อ...ก็ได้”
“คุณเกาคะ ทั้งหมด 234,800 หยวนค่ะ” แคชเชียร์บอก
อี้หมิงยืนอยู่ตรงเคาน์เตอร์ถึงกับทรุด หันมาถามตาเหลือกโวยลั่น “เท่าเท่าไหร่นะ สองแสนกว่า อะไรกัน ทำไมแพงอย่างงี้ล่ะ”
หมอเหลยเหลียวขวับมาถลึงตาใส่เกาเหวิน อีกฝ่ายรีบหันหน้าหนี สางผมมาปิดใบหน้าซะงั้น

อี้หมิงเดินไปหาเปิดผมเกาเหวินขึ้น อีกฝ่ายทำเป็นเพิ่งเห็น คว้าแขนหมับ อ้อนให้ช่วยจ่ายให้
“ว้าว คุณก็มาช็อปปิ้งเหรอ มานี่เลย เอางี้ให้โอกาสไปจ่ายตังค์”
“ไม่มี มองทำไม ผมไม่มี ถึงมีก็ไม่จ่าย”
เกาเหวินกระซิบเสียงเบาหวิว “ฉันไม่มีเงินเลย”
อี้หมิงไม่สนชี้ถุงใส่ของ “ดีเลย ก็คืนของไป”
“พูดเบาๆ หน่อย ไม่คืน”
“ผมเป็นคนพูดเสียงดังอยู่แล้ว”
เกาเหวินหน้าเสีย “พูดเบาๆ หน่อยสิ ฉันเป็นดาราดัง ถ้าคืนของคนอื่นจะมองยังไง”
อี้หมิงไม่สน “ใครจะมองยังไงมันก็เรื่องของเขา”
“ภาพลักษณ์ฉันล่ะ ไปคืนให้หน่อย ไป” เกาเหวินดันอี้หมิงไปที่เคาน์เตอร์
“ผมเป็นเพื่อนคุณ ไม่ใช่ผู้ช่วยสักหน่อย บอกว่าอย่าซื้อก็ไม่ฟังจัดการเองสิ ปล่อย”
อี้หมิงไม่ยอม สลัดแขนอีกฝ่ายออก
“ระวังภาพลักษณ์ด้วย ปล่อย ภาพลักษณ์ คุณพูดเองภาพลักษณ์ ปล่อยผม”
เกาเหวินถอนใจเฮือกๆ จำใจเดินไป แต่ยังคงวางฟอร์ม คว้ากระเป๋าตังค์แล้วยืนหันหลังให้พนักงานตรงเคาน์เตอร์บอกไปว่า
“สินค้าไม่น่าสนใจ ฉันขอคืนทั้งหมดเลย”
ซุปตาร์ดวงแตกเดินกัดกระเป๋าด้วยความอับอายขายขี้หน้าออกไปโดยไว

อี้หมิงมองตาม ก่อนจะหันมายกมือลาพนักงานที่ยืนทำหน้าไม่ถูกกันอยู่สองนาง

“อยู่ไหน หือ ไปไหนแล้ว อุ๊ย” เกาเหวินอับอายขายขี้หน้า หลบเสารออี้หมิงอยู่หน้าห้างเป็นนานสองนานก็ไม่เห็นเขาออกมามาสักที จนหันมาอีกทางจ๊ะเอ๋กับหมอเหลยจังๆ
สองคนหัวเราะร้องทักขึ้นมาพร้อมๆ กัน “บังเอิญจัง”
“มาด้วยเหรอ ผมมาซื้อของคุณซื้ออะไร หือ” อี้หมิงว่า
เกาเหวินสะท้อนใจ สีหน้าสลดลง “หัวเราะเยาะฉันเหรอ เมื่อก่อนพวกเขาแย่งกันเช็ดรองเท้าให้ฉัน ตอนนี้ไม่มีใครสนเลย แย่มาก”
“อย่าไปว่าเขาเลย บัตรเครดิตคุณทำไมถึงรูดไม่ได้”
เกาเหวินตอบส่งๆ “ธนาคารมีปัญหามั้ง”
อี้หมิงแปลกใจ “เป็นไปได้เหรอ คุณหาเงินปีหนึ่งได้มากกว่าคนทั่วไป บัญชีคุณว่างเปล่าได้ไง”
“ฉันแค่ซื้อเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เครื่องประดับ แค่นั้น อาชีพนี้ต้องให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ยังไงฉันก็ต้องใส่เสื้อผ้าสวยๆ”
“แต่ก็น่าจะมีขอบเขตบ้าง”
“เอ่อ ตอนเด็กๆ ญาติฉันดีกับฉันมาก ฉันก็เลยซื้อบ้านซื้อรถให้พวกเขา ยังไงฉันก็เป็นดารากลับบ้านเก่าก็ต้องโชว์บ้าง ดังนั้นเงินที่หาได้ ไม่เคยเก็บเลย เรื่องรูปถ่ายฉันต้องชดใช้ให้โฆษณาไปไม่น้อย”
เกาเหวินทำท่าจะร้องไห้
“แล้วที่คุณลงทุนล่ะ”
“ก็ตัวฉันนี่ไง”
“เข้าใจแล้ว”
“นี่ บัตรเครดิตทำไงดี”
“ก็ไปถามญาติคุณสิ”
อี้หมิงจะเดินไปขึ้นรถ เกาเหวินจับไว้ จะร้องไห้อีก “ฮือ”
“เฮ้ยหยุด ไม่ต้องห่วง เราเพื่อนกัน ผมจะหาวิธีช่วยคุณ ได้ ผมจะช่วย หาเงิน”
เกาเหวินงง “หายังไง”
อี้หมิงไม่ตอบมองเกาเหวินหัวจรดเท้า แล้วยิ้มเจ้าเล่ห์เดินนำไป
“ไป”
เกาเหวินยืนอึ้งใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง กระชับเสื้อคลุมแล้ววิ่งโวยวายตามไป
“บางเรื่องฉันไม่ทำนะ อย่าแม้แต่จะคิดเลย นี่ รอด้วยๆ นี่ บ้า...บ้าที่สุด คุณคิดอะไรเนี่ย”
“หยุดตีเลย หยุด นี่”
“คุณมองอะไร เมื่อกี้คุณมองตรงไหนบอกมานะ บอกมาเดี๋ยวนี้”

กลายเป็นว่าเหลยอี้หมิงพาเกาเหวินมาที่ศูนย์ซื้อขายรถมือสอง เขากำลังคุยอยู่กับชายชุดดำเจ้าของเต็นท์รถอยู่ ส่วนเกาเหวินสวมแว่นตาทรงโตอยู่ข้างๆ ยังไม่รู้ชะตา
“คุณเหลยช่วงนี้ซบเซามาก อย่างรถคุณเกา ราคานี้สูงที่สุดแล้ว สูงกว่านี้ไม่ได้แล้วครับ”
อี้หมิงพยายามต่อรอง “เอ่อ คือ”
เกาเหวินสะดุดหู สวนขึ้นมา “ขายรถใครนะ รถฉันเหรอ ใครบอกว่าจะขาย”
อี้หมิงจะอธิบาย “เดี๋ยวๆๆๆ”
เกาเหวินไม่ฟัง “ไม่ขาย”
“ซักครู่ครับ” อี้หมิงขอตัวจากเจ้าของเต็นท์ ดึงเกาเหวินออกมาคุยกัน อธิบายกับเธอดีๆ “อย่าโวยวายสิ ผมเป็นคนบอกเองว่าจะขายรถคุณ คุณจะได้เอาเงินไปจ่ายบัตรเครดิตไง”
“หา ถ้าฉันขายจะเอารถไหนใช้”
“เปลี่ยนคัน”
“อ๋อ” เกาเหวินหัวเราะชอบใจ ยิ้มได้ “ช่างเอาใจใส่จริงๆ ฉันก็อยากเปลี่ยนเหมือนกัน ฉันเล็งเฟอรารี่เอาไว้สวยมากเลยนะเหมาะกับฉันที่สุด ไปกันเถอะ”
อี้หมิงดึงรั้งไว้ “หยุด เรื่องเฟอรารี่ค่อยคุยไปดูคันนี้ก่อน ไป”
เกาเหวินจึ๊ปากขัดใจ “ที่นี่จะมีเหรอ”
“รถมือสองดีๆ มีถมเถไป มา”

เกาเหวินหัวเราะแหะๆ ตามไป

สองคนขึ้นลองรถมือสองคันหนึ่ง เกาเหวินนั่งนิ่งหน้าพวงมาลัย

“มา ลองเลย เต็มที่”
“เอ่อ คันนี้เหรอ ที่คุณเลือกให้ฉัน”
“หา ไม่ดีหรอกเหรอ สำหรับคุณแล้วรถคันนี้ ใหม่มาก ว่ามั้ย การใช้งานดีมาก เฟอรารี่มีอะไร มันก็มีทุกอย่าง มีที่นั่งเพิ่มช่วงล่างสูงกว่า เฟอรารี่ไปได้ รถคันนี้ก็ไปได้เหมือนกัน”
เกาเหวินอึ้งๆ กลอกตามองสภาพรถ “อ้อ”
“ไปไหน” อี้หมิงดึงเกาเหวินที่เปิดประตูจะลงรถหนีไป อธิบายให้เธอยอมรับความจริง
“นี่ นี่คุณน่ะไม่มีงานไม่มีอีเว้นท์ แถมเป็นหนี้ธนาคารอีก คุณไม่มีทางเลือกอื่นแล้วนะ”
“ตอนนี้ฉันไม่มีงาน คนดูถูกฉันให้ฉันมาขับรถเก่าๆ ศักดิ์ศรีฉันล่ะ”
อี้หมิงชักฉุน “ศักดิ์ศรีอะไร กินได้มั้ย ขับแทนรถใส่แทนเสื้อได้มั้ย คนอื่นสำคัญมากเหรอ”
“เฮอะ คุณไม่ใช่ดารา ไม่มีวันเข้าใจหรอก”
เกาเหวินหงุดหงิด ยิ้มเยาะออกมาแล้วลงรถไปเลย อี้หมิงลงรถไป แต่ยังไม่เดินตาม ยืนคาประตูพูดเตือนสติอีก
“อะไรคือดาราเหรอ” เกาเหวินชะงักกึก “ห้าร้อยเมตรนี้มีปาปารัซซี่แอบถ่ายคุณมั้ย มีคนมาขอลายเซ็นมั้ย คุณก็คนธรรมดาต้องใช้ชีวิตแบบธรรมดา”
“ฉันไม่ใช่ ฉันคือเกาเหวิน” เกาเหวินเชิดหน้าอย่างทระนง
อี้หมิงปิดประตูเดินไปหา “เกาเหวินแล้วไง หา มันก็เป็นแค่ชื่อ ไม่ได้อยู่หน้ากล้องซะหน่อย”
“คุณดูตัวเองสิ ไม่มีใครสนใจคุณ ไม่มีใครรู้จักคุณ คุณเป็นแค่คนธรรมดา” เกาเหวินระเบิดอารมณ์ใส่
อี้หมิงไม่โกรธ นั่งลงกับกระโปรงหน้ารถอย่างใจเย็น “แล้วไง ผมไม่เป็นที่รู้จักอยู่แล้วแต่ผมก็เหยียบอยู่บนพื้นดิน มีกินมีใช้มีทุกข์มีสุข แล้วคุณล่ะ ทำได้แค่อยู่หน้ากล้อง แต่งตัวสวยๆ แม้แต่ยิ้มยังเป็นการแสดงเลย เกาเหวิน คนเราจะใช้ชีวิตแบบนี้ไม่ได้ คุณได้กลับมาเป็นตัวเองแล้ว ทำไมไม่ใช้ชีวิตเหมือนคนอื่น”
“คุณไม่ต้องมาสั่งสอนฉัน ฉันไม่อยากเห็นหน้า”
เกาเหวินโมโห สวมแว่นทรงโตแล้วเดินฉับๆ ออกไปเลย
อี้หมิงเหนื่อยใจ “เฮ้อ...เฮอะ ดารา เหนื่อยเกินไปมั้ย”

อีกฟากหนึ่ง ที่เทซีโร่ เซี่ยวเลี่ยงเรียกประชุมแผนกออกแบบ เพื่อเลือกผลงานสำหรับเครื่องประดับคอลเล็คชั่นใหม่ หยิบกระดาษผลงานมาหนึ่งแผ่น แบบดังกล่าวถูกฉายขึ้นจอโพรเจกเตอร์ขนาดใหญ่ให้ทุกคนเห็น
“งานแรกของใคร”
ซือหยวนลุกยืน “ของฉันค่ะ กำลังได้รับความนิยม”
“อื้อ ไม่เลว เชิญนั่ง นี่ของใคร”
ยิวยิวลุกยืน “คุณเซี่ยว ของฉันค่ะ”
เซี่ยวเลี่ยงพยักหน้า ดูอีกแผ่น “ดี เชิญนั่ง งานที่สามของใคร” เจ้าของผลงานยกมือแสดงตัว “อื้อไม่เลว นี่ล่ะ ไม่เลว” ซีอีโอหนุ่มเห็นชื่อดีไซเนอร์ผลงานชิ้นต่อมาถึงกับอึ้ง นิ่งงันไปเลย
ทุกคนเหลียวมามองเขาเป็นตาเดียว ซือหยวนมองสบตากับจื่อเหลียง
ในที่สุดเหม่ยลี่ลุกขึ้นแสดงตัว “เอ่อ ของฉันค่ะ”
จื่อเหลียงแทรกขึ้น “คุณเซี่ยว นี่ก็ไม่เลวใช่มั้ย ถึงเธอจะมาใหม่ แต่มีความสามารถถ้าให้เธอออกแบบครั้งนี้ คุณคิดว่าไง”
“แบบนี้ นายว่าจะออกแบบได้เหรอ ไม่มีความละเอียดเลย ไม่มีแม้แต่พื้นฐาน จะปกป้องมากไปมั้ย” เซี่ยวเลี่ยงจ้องหน้าจื่อเหลียง แล้วหันมามองหน้าเหม่ยลี่ “เอากลับไปแก้ ถ้าพรุ่งนี้ไม่เอามาส่ง ออกจากกลุ่มได้เลย เข้าใจมั้ย”
เซี่ยวเลี่ยงเดินออกจากห้องประชุมไป หยุดมองแว่บเดียวเมื่อเดินผ่านเหม่ยลี่ ฉีหยูเดินตามไปติดๆ
สาวๆ แผนกออกแบบยิ้มเยาะเหม่ยลี่ที่โดนเซี่ยวเลี่ยงด่าในที่ประชุม แล้วพากันเดินออกไปจนหมด เหลือเพียงจื่อเหลียงที่เดินมาหาทำเป็นปลอบโยน
“มี่โตะ ผมยอมให้คุณเข้ากลุ่ม คงไม่ออกไปง่ายๆ นะ”
เหม่ยลี่อึกอัก “ท่านรองหลิน ฉัน...”
จื่อเหลียงสวนออกมาว่า “ถึงงานของคุณจะไม่ละเอียดพอ แต่ก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น”
“เขาพูดถูก งานฉันมีปัญหาหลายอย่าง ฉันต้องแก้ให้มันดี”
“ผมชอบที่คุณเป็นคนสู้ เอางี้ ไปกินข้าวกัน ผมจะช่วยคุณแก้ไข”
“ฉันแก้ไขเองขอบคุณค่ะ” เหม่ยลี่ปฏิเสธอย่างสุภาพแล้วเดินออกไป
จื่อเหลียงเหลียวมองตามด้วยสีหน้าเคียดขึ้งร้ายกาจ

คำพูดตำหนิของเซี่ยวเลี่ยงดังก้องในหูเหม่ยลี่ ที่กำลังนั่งหน้าเครียดแก้แบบอยู่ที่โต๊ะทำงานในห้องนอนบ้านอี้หมิง กระดาษแก้ถูกขยำเกลื่อนพื้นห้องนอน
“แบบนี้ นายว่าจะออกแบบได้เหรอ เอากลับไปแก้ถ้าพรุ่งนี้ไม่เอามาส่ง ออกจากกลุ่มได้เลยเข้าใจมั้ย”
อี้หมิงในชุดเตรียมเข้านอนโผล่หน้าขึ้นมาเห็นก็แปลกใจ เดินมานั่งข้างๆ โต๊ะ
“โห ยัยอ้วน พรุ่งนี้จะสอบหรือไงเนี่ย”
“เฮ้อ คุณเซี่ยว ให้ฉันเอางานกลับมาแก้”
“หา แก้งานเหรอ”
“เขาบอกว่าให้เอากลับมาแก้ ถ้าทำได้ไม่ดี ก็ไม่ต้องกลับไปทำงานอีก ดังนั้น ที่ผ่านมาเสียเปล่าหมดเลย”
“นี่เขาจะไล่เธอออกเหรอ” แววตาอี้หมิงลิงโลดปิดไม่มิด
“แต่ว่า นี่เป็นโอกาสครั้งเดียวในชีวิตของฉันที่จะได้เป็นนักออกแบบ ฉันไม่อยากยอมแพ้ เอ๊ะ นายรู้จักผู้หญิงหลายรูปแบบนี่ งั้นบอกฉันได้มั้ย ผู้หญิงชอบเครื่องประดับแบบไหนบ้าง”
“จะไปรู้ได้ไง ฉันล้างมือจากเรื่องพวกนั้นมานานแล้ว”
“จบกัน แม้แต่นายก็ช่วยฉันไม่ได้ เฮ้อ คราวนี้ฉันจบแน่”
“มันก็ไม่ยากหรอก ผู้หญิงไม่ได้ซื้อเครื่องประดับเอง แต่มีคนซื้อให้ต่างหาก”
เหม่ยลี่จึ๊ปากขัดใจ “ให้ออกแบบที่ผู้ชายชอบ แล้วซื้อให้ผู้หญิงที่ตัวเองชอบอ่ะนะ”
“ฉันไม่ได้หมายถึงคน แต่เป็นน้ำใจต่างหากล่ะ ลองคิดดูเธอชอบอะไร ทำไมถึงชอบ เธอชอบการออกแบบ แต่ไม่จำเป็นต้องออกแบบให้ทุกคนชอบเหมือนกันหมด”
เหม่ยลี่คิดตาม ปิ๊งไอเดียก้มหน้าแก้แบบใหม่ “หา ถูกต้อง รู้แล้ว เข้าใจแล้ว”
“โง่จริงๆ เอ่อ ยัยอ้วน แล้วคืนนี้ เธอจะไปนอนกับฉันมั้ย”
“ไม่ล่ะ ฉันมีน้องหมีแล้ว” อี้หมิงนั่งอิดออดอ้อยสร้อยไม่ยอมย้ายตูดลงไป “ยังไม่ไปอีก”
“เอ่อ ให้ฉันอยู่ช่วยออกแบบไม่ใช่เหรอ”
เหม่ยลี่ยิ้มให้ “เรื่องบางเรื่องเราก็ควรช่วยเหลือตัวเองบ้าง นายไปนอนเถอะ นะ”
“เอ่อ...” อี้หมิงอึกอักไม่อยากไป เท้าคางนั่งมองต่อ จนถูกเหม่ยลี่ทำมือไล่ให้ออกไป
“อ้อ เซี่ยวเลี่ยงจะไล่เธอออกจริงๆ เหรอ เฮ้อ เศร้าใจจัง”
อี้หมิงเดินออกไป หยุดยกมือทำท่าเยสอย่างดีใจ

“สิ่งที่ฉันชอบที่สุดงั้นเหรอ น่องไก่” เหม่ยลี่นิ่งนึกวาดรูปน่องไก่ “แต่จะออกแบบเครื่องประดับรูปน่องไก่คงไม่ได้”
ยัยอ้วนของอี้หมิงมองดูตุ๊กตารูปเหมือนของเรนตรงหน้า ตัวที่เซี่ยวเลี่ยงซื้อให้ตอนไปเกาหลี
“คุณซื้อมันมาด้วยเหรอ”
“ไหนบอกเหมือนผมไง” เซี่ยวเลี่ยงยิ้มบอก
“มีดวงตาที่เหมือนกับ ดาว” เหม่ยลี่มองจ้องตุ๊กตา “ดาว ฮ้า ใช่ ดวงดาว รู้แล้ว”
เหม่ยลี่วาดรูปใบหน้าเซี่ยวเลี่ยง “ดวงตาที่เหมือนกับ ดาว จมูกโด่งๆ แล้ว ก็ปาก” แล้วสเกตช์แก้แบบแหวนใหม่อย่างไหลลื่น

เมื่อถึงออฟฟิศในตอนเช้าวันต่อมา เหม่ยลี่รีบเอาแบบไปให้เซี่ยวเลี่ยงดูทันที
“ฉันไปแก้มาแล้วค่ะ”
เซี่ยวเลี่ยงกระแอมกระไอ ทำงานไป โดยไม่สนใจมอง “ส่งกับหัวหน้าไม่ใช่ผม”
เหม่ยลี่อึ้งนิดๆ “คุณเป็นคนให้ฉันแก้ ฉันแก้ตามความต้องการของคุณแล้ว ครั้งนี้คุณต้องพอใจแน่”
“คุณเข้าใจผิดแล้ว ผมให้คุณแก้เพราะผลงานคุณแย่มาก ไม่เกี่ยวกับผม ต้องเอาไปส่งกับหัวหน้านู่น” เซี่ยวเลี่ยงเลื่อนแบบคืนไป
“ฉันแค่อยากให้คุณ เห็นงานออกแบบของฉันก็แค่นั้น หัวข้อคือ…”
เซี่ยวเลี่ยงสวนออกไปทันที “ผมไม่มีเวลาขนาดนั้น เอากลับไป”
เหม่ยลี่น้อยใจ “คุณไม่เคยคิดถึงความรู้สึกของฉันเลย พยายามแค่ไหน คุณก็ไม่เคยสนใจ”
เซี่ยวเลี่ยงขัดใจ “เฮ้อ คุณเคยนึกถึงผมมั้ย หา หวังว่าจะลาออกไปได้”
“ฉัน” เหม่ยลี่เถียงเสียงดัง แล้วนึกได้ลดเสียงลง “ฉันก็...บอกคุณอย่างละเอียดแล้ว”
“ไม่มีอะไรต้องคุย”

เซี่ยวเลี่ยงมองตามเหม่ยลี่ที่เดินคอตกออกไปแล้วถอนใจเฮือก

ทางด้าน เปิดดูโทรศัพท์เดินไปเดินมาอยู่ในบ้าน เพียงลำพัง

“ไม่มีใครมาหาไม่มีใครโทร.มา”
จากนั้นก็แสดงเป็นอี้หมิง และเล่นเป็นตัวเองตอบโต้กันไปมา
“หะ ไม่ได้โกรธฉันนะ”
“ผมจะโกรธคุณได้ไงเหวินเหวิน หือ”
“คุณอย่าโกรธฉันเลย ได้มั้ย”
“ผมไม่ได้โกรธคุณ มาจุ๊บๆ หน่อย อ่ะ หือ”
“หึๆ ไร้สาระ ไม่มาก็ดี ฉันอยู่คนเดียวก็ได้”
เกาเหวินเดินมานั่งที่เปียโนพรมนิ้วลงไปอย่างพลิ้วไหว “อ้อ สวัสดีค่ะ ขอบคุณค่ะ เริ่มเลยนะคะ ขอโทษค่ะ”
“ฟัง ฉันร้องจากจิตวิญญาณ ฉันยังเป็นคนเก่งเสมอ ชนแก้ว ชนแก้ว ทุกคนขอบคุณค่ะ”
เกาเหวินโค้งให้ผู้ชมอย่างสวยงาม
“เฮ้อ ฉันผ่านมันมาได้ยังไงตึ๊ง ตึ๊ง อ้า อื้อ ฉันเอง ฉันเกาเหวิน ด้านหลัง สวัสดีค่ะ มาร้องด้วยกัน โยกไป โยกมา โยกไป โยกมา มาเต้นด้วยกัน โยกเลย อ้า โยกๆ”
ซุปตาร์ดวงตกขยับเต้นลืมตายสารพัดท่า สุดท้ายหมดแรงกอดเสากลมในบ้านแหกปากร้องดังลั่น
“เหลยอี้หมิงน่าเบื่อจังเลย เหลยอี้หมิง”

ในที่สุดเกาเหวินก็ตัดสินใจขายรถคันหรู แล้วเอาเงินมาซื้อรถมือสองที่อี้หมิงเลือกให้ ขับออกมาจากเต็นท์รถร้องเพลงมาตามทางอย่างอารมณ์ดี
“ฉันยังคงความสวยงามเสมอ ช่วยไม่ได้”
ด้วยความเคยชินเธอขับผ่านมาที่หน้าโรงถ่ายโดยบังเอิญ
“มานี่ได้ไงทางผ่าน ทางผ่าน บังเอิญ”
เกาเหวินเปิดกระจกเรียกสติตัวเอง ขับวนกลับมาดูอีกครั้งบอกตัวเองอย่างมาดหมาย
“ฉันเกาเหวินไม่เคยพ่ายแพ้”

สุดท้ายเกาเหวินพาตัวเองมาหยุดยืนโพสท่าอยู่ข้างรถมือสองที่ประตูทางเข้าโรงพยาบาลที่อี้หมิงทำงานอยู่ จนหมอเหลยออกมาเห็น
“นี่มันท่าอะไรของคุณเนี่ย เหนื่อยมั้ย หา”
“นิดหน่อย นิดหน่อย เราดีกันแล้วรึยัง” เกาเหวินลุกยืนคลายเส้น
อี้หมิงมองรถแล้วยิ้มให้อย่างพอใจ “ไม่เลวเลยนี่ รู้จักชีวิตแล้ว”
“แล้วก็” เกาเหวินโพสท่าหมุนตัวไปมาอย่างทุลักทุเล “เฮ้อ เสื้อผ้าเป็นไง”
อี้หมิงชี้นิ้วไปที่พุง “จะลอยไปไหนเนี่ยดึงมันลงมาหน่อย เสื้อผ้าทำไม”
“ก็มันเอาท์แล้วน่ะสิ ฮึ”
“ยังทำปากจู๋อีก น่าเกลียด” อี้หมิงเอามือหนีบปาก
เกาเหวินดึงมือเขาออกอย่างขัดใจ “อื้อ”
“เฮอะ ยินดีด้วย เป็นคนธรรมดาซะที”
“ยังไงภาพลักษณ์ดาราของฉันก็ยังอยู่ อ้า น่าปวดหัว”
“อะไรนะ” อี้หมิงกลอกตาขาวมองหา
สองคนอุทานออกมาพร้อมกันเบาๆ ว่า “ภาพลักษณ์ดารา”
“เอ๊ะ อยู่ไหน ภาพลักษณ์ดารา หา” อี้หมิงแกล้งมองหาเดินไปขึ้นรถ
เกาเหวินฮัมเพลงถาม “ไปมั้ย”
“ไปๆๆ เอ๊ะ ผมรู้สึกว่า วันนี้คุณสวยมาก”
“ขอบคุณ”
เกาเหวินหัวเราะชอบอกชอบใจ

อี้หมิงเดินเลือกของอยู่ในซุปเปอร์มาร์เก็ต ใจลอยไปถึงเหม่ยลี่
“ยัยอ้วน จะผ่านมั้ยนะ ไม่ส่งข่าวมาเลย” ในที่สุดหมอเหลยกดโทร.หาฝากข้อความเสียงถึงเหม่ยลี่ “สรุปว่าผ่านรึเปล่า ทำไมไม่โทร.มารายงานฉัน ยัยอ้วน อ้วนๆๆๆๆๆ”
เกาเหวินหยิบของมาเต็มแขนเดินมาถึง “อ๊ายคุณว่าใครอ้วน”
“เปล่า ผมๆ พูดว่าอ้วนเหรอ คุณเพิ่งขายรถไปซื้อของเยอะแยะอีกทำไม”
“เพราะขายรถไง ถึงได้ซื้อของเยอะ นี่เป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ต้องทำอาหารเยอะๆ”
“นี่คุณเตรียมจะกลับบ้านทำอาหารเหรอ”
“ใช่”
“บอกก่อนนะ ผมน่ะไม่ขยับมือเรื่องทำกับข้าว ผมทำไม่เป็นหรอก”
“โธ่เอ๊ย ไม่ได้ให้คุณทำ ฉันเหมือนแจกันดอกไม้มีเสน่ห์ปลายจวักด้วย คุณต้องมองนางฟ้าอย่างฉันใหม่”
“โอ้ๆๆ นางฟ้าต้องให้คนอื่นเรียกสิ ไม่ใช่เรียกตัวเองแบบนี้”
“แล้วคุณว่าฉันเป็นนางฟ้ารึเปล่า”
“ดูสายตาผมใกล้ๆ ใกล้อีก ใช่ ฮึ นางฟ้า”
“เฮอะ”
“ผมไม่เข้าใจเลยจริงๆ คนอย่างคุณก็เป็นดาราได้ด้วยเหรอ น่าตลกจริงๆ”
มีเสียงประกาศในซุปเปอร์มาร์เก็ตดังขัดขึ้น “ท่านผู้มีอุปการะคุณทุกท่าน เรามีสินค้าพิเศษ”
อี้หมิงชะงักฟัง “เอ่อ อย่าพูด”
“ไม่ได้พูด”
“มีสินค้าใหม่ลดราคาพิเศษ ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง” เสียงประกาศดังขึ้นอีก
อี้หมิงจุ๊ปาก “ชู่ว์ ได้ยินมั้ย”
“เนื้อสเต็กนำเข้า มีเวลาจำกัด ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง”
“เวลาจำกัดด้วย”
“เวลาจำกัด”
อี้หมิงขัดใจ “แกล้งโง่หรือไงเนี่ย ถ้าซื้อของในเวลาที่กำหนด เขาจะให้ส่วนลดพิเศษ”
“อ๋อ คุณรู้ได้ไง คุณ”
“ฟังนะ พอได้ยินคำว่าส่วนลดมือก็สั่นเป็นเจ้าเข้าเลย” อี้หมิงชี้ไปทางหนึ่ง “นี่ทางโน้น เร็ว”
“ตามมาเร็ว”
“เดี๋ยว รอผมด้วย”
“หาๆ สเต็กเนื้อ” เกาเหวินหอบเหนื่อย “หา สเต็กเนื้อ สเต็กเนื้อของฉัน”
เกาเหวินเข้าไปแย่งกล่องเนื้อกับบรรดาป้าๆ อย่างไม่คิดชีวิต แต่ละคนยื้อแย่งกันอุตลุด
ป้าชุดดำโวยวาย “ของฉัน ฉันมาก่อน”
เกาเหวินเถียง “ไม่นะป้า ฉันหยิบก่อน”
“ก็เห็นๆ อยู่ว่าฉันมาก่อน เธอมาทีหลังตั้งนานน่ะ”
เกาเหวินไม่ยอม “ฉันหยิบก่อน เอามาให้ฉันทำแบบนี้ได้ไง”
ป้าชุดดำนึกออก “เอ๊ะ เธอคือเกาเหวินใช่มั้ย หา”
อี้หมิงมองตะลึง คอยดูว่าเกาเหวินจะแก้สถานการณ์อย่างไร
ทุกคนหันมามองเป็นตาเดียวกัน ป้าชุดชมพูมองจ้อง
“เอ๊ะ เอ๊ะ เกาเหวินเหรอเนี่ย”
“โอ้ๆๆ” ป้าดำร้องใหญ่
“ดารานี่ ซื้อของส่วนลดด้วย” ป้าชุดชมพูยิ้มเยาะดูถูก
“นั่นสิ รวยขนาดนี้ซื้อของส่วนลดทำไมกัน แปลกจัง” อีกคนว่า
“เฮ้ย มีข่าวฉาว แถมไม่มียางอายด้วย” ป้าชุดดำบอก
“ฉันคือเกาเหวินแล้วไง” เกาเหวินปล่อยโฮออกมา เหลียวมองไปยังทุกๆ คน อี้หมิงมองตะลึง
“ฉันซื้อเนื้อสเต็กลดราคาแล้วยังไง ก็เป็นเพราะข่าวนินทาของพวกคุณนั่นแหละ ทำให้ฉันไม่มีงานทำหนึ่งเดือน ฉันอยู่บ้านกินบะหมี่เต็มๆ มาหนึ่งเดือนแล้ว ไม่ได้กินเนื้อแม้แต่คำเดียว,ฉันทำอะไรให้ทำไมถึงทำกับฉันแบบนี้ รู้มั้ยฤดูหนาวฉันทำงานยังไง ฉันใส่เสื้อกันหนาวตัวเดียว ใส่วิ่งอยู่บนถนนแค่ตัวเดียวพวกคุณพอจะนึกภาพออกมั้ย ทุกครั้งที่แม่ฉันโทร.มาถามถ้าฉันไม่สบาย ฉันคิดถึงพวกเขามากแค่ไหนรู้มั้ย ฉันบอกว่าไม่เป็นไร”
เกาเหวินร้องไห้ออกมา “ฉันกลัวว่าพวกเขาจะรู้ว่าฉันป่วย พวกคุณเข้าใจฉันมั้ย พวกคุณไม่มีลูกบ้างหรือไง ดาราแล้วยังไง ดาราก็เป็นแค่คนธรรมดา เป็นแค่งานธรรมดาทำไมพวกคุณต้องทำแบบนี้กับฉัน”
ซุปตาร์ดวงแตกร้องไห้ไปพูดไป “ฉันเป็นแค่เด็กสาวอายุยี่สิบต้นๆ ทำไมถึงทำแบบนี้กับฉัน ฉันไม่เอาแล้ว ไม่เอาอะไรแล้ว ฉันให้พวกคุณหมดเลย ฉันไม่เอาแล้ว”
ป้าดำสงสารจับใจ “ไม่ๆๆคุณเอาไปเถอะ คุณต้องการมัน นะ ไม่ต้องเกรงใจ”
ป้าชุดชมพูก็ไม่เอา “ใช่ๆฉันมีลูกสาวทำงานไกลบ้าน เธอคงลำบากมากไม่ร้องๆ ไม่ต้องร้องนะ”
ชายใส่หมวกยกเนื้อให้ “ผมให้คุณหมดเลย”
“ฉันก็ให้เธอ” หญิงอีกคนยกเนื้อให้
ป้าชุดชมพูปลอบ “ไม่ต้องร้อง”
“ไม่มีอะไรแล้ว ไปซื้อของเถอะ ไปๆๆๆ” ป้าชุดดำบอกทุกคน
ป้าชุดชมพูมองเกาเหวินอย่างเวทนา “ไม่มีอะไรแล้วนะ ไปๆ ไม่ต้องร้อง”
เกาเหวินร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่อย่างนั้น เป็นที่น่าเวทนา
พอทุกคนไปแล้วอี้หมิงจึงรีบเข็นรถเดินมาหา “คุณ ไม่เป็นไรนะ”
“อ้ะ ไม่เป็นไร” เกาเหวินวางของเต็มแขนใส่รถ สูดจมูก เลิกร้องไห้ในบัดดล
อี้หมิงอึ้งทึ่งหยิบรองเท้าจากรถเข็นยื่นให้
“หยุดร้องได้แล้ว ใส่รองเท้าเร็ว จะได้เป็นนางฟ้าไง”
“อ้ะๆ” เกาเหวินสูดน้ำมูกชี้ให้ดูขี้มูก “เห็นมั้ยมันคือการแสดง น้ำมูกฉันไหลไม่หยุดเลย”
อี้หมิงตาเหลือก “นี่คุณแสดงเหรอเนี่ย”
“ชู่ว์ เบาๆ รีบไปเถอะ”
“สมจริงมากเลย หา”

“ไปเร็ว”

กลับถึงบ้านเกาเหวินลงมือทำครัวอย่างคล่องแคล่ว วางจานชามที่ทำเสร็จลงบนโต๊ะ ทุกอย่างล้วนหน้าตาดีจัด น่าทานมาก

“มา ลองชิมดู” เกาเหวินวางจานสุดท้ายลงนั่งด้วย อี้หมิงนั่งนิ่ง ไม่กล้าชิม “ไม่กล้ากินเหรอ”
“อาหารดูดี หน้าตาไม่เลว แต่ผมไม่รู้ว่าจะเหมือนคุณรึเปล่าน่ะสิ สวยแต่ไม่อร่อย”
เกาเหวินหมั่นไส้ “ไม่เคยกินฉัน แล้วรู้ได้ไง”
“แค่เปรียบเปรย”
เกาเหวินค้อน “ชอบฉัน ยังไม่ยอมรับอีก”
“คุณว่าไงนะ”
“มา ไม่อยากจี้ใจดำ อ้าปาก กินเดี๋ยวนี้ อ้าปากอร่อยมั้ย”
อี้หมิงชิมรสแล้วอดทึ่งไม่ได้ “ไม่เลว ทำอาหารเป็นจริงๆ ด้วย”
เกาเหวินยิ้มยืด “หึ แน่นอน ถึงจะเป็นนางฟ้าแต่เรื่องพวกนี้ฉันก็ทำได้ดี แต่ไม่มีโอกาสได้ทำเป็นดาราก็ยุ่งตอนคบกับหานปิงเขาก็…”
อี้หมิงขัดขึ้น “เป็นอะไร คิดถึงไอ้หมอนั่นเหรอ หื๊อ”
“ใครคิดถึงเขา เขาเอารูปไปแฉก็ดีเหมือนกัน ถึงได้ใช้ชีวิตแบบนี้ อยากทำอะไรก็ทำไม่มีปาปารัซซีดีจะตาย”
อี้หมิงขัดใจ “ถูกต้อง มันคือการฝึกฝนเดี๋ยวก็ชิน ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ลืมซะ มา”
“จะว่าไปคุณนี่ก็แปลก คนอื่นเหยียบฉัน ฉันเข้าใจแต่คุณ…”
“ผมทำไม”
“ตอนฉันดังคุณก็ไม่เคยสนใจ พอฉันดับคุณกลับดีกับฉัน มันยังไง อ๋อ...อ๋อ...คิดจะฉวยโอกาสล่ะสิ หา”
“ไม่ใช่ คือๆๆ เรื่องนี้มันเป็นการเข้าใจผิดกันนะ”
“ฉันล้อเล่นจริงจังไปได้” เกาเหวินยกแก้วไวน์มาชน “มาๆ ชนแก้ว ชนแก้วเร็ว”
อี้หมิงชนด้วย “มา”
“ดื่มให้กับฉัน”
“ไม่ ดื่มให้คุณที่เป็นตัวเอง” อี้หมิงบอก
เกาเหวินเสริมว่า “และสนุกมากขึ้น”
“ชนแก้ว” / “ชนแก้ว”
อี้หมิงบอก “หมดแก้วเลยสิ”
“ได้ หมดแก้ว”
“ว้าว กินข้าวเถอะ”
เกาเหวิน “อ้า”
อี้หมิงชิมแล้วทึ่งอีก “นี่ อร่อยมาก แบบนี้ไม่ใช่ใครก็ทำได้นะ คุณกลับทำได้”
“นางฟ้าเท่านั้น”
“เป็นแม่ครัวเหรอ”
“กินไปเหอะน่า”
“อร่อยมาก” อี้หมิงกินใหญ่
“เฮอะ ค่อยๆ กินไม่แย่งหรอก”
“กินข้าวกับนางฟ้าผมรู้สึกตื่นเต้นมากเลย”
“หือ ไวน์หมด”
“โดยเฉพาะนางฟ้าที่กลายเป็นคนธรรมดา”
“ไปเอาไวน์ก่อน” เกาเหวินเดินหายไปทางครัว
“อ้าว อ้าว อ้า” อี้หมิงหัวเราะร่า

ซือหยวนนำผลงานออกแบบมาให้จื่อเหลียงดูในห้องทำงานของเขา ก่อนการประชุมจะเริ่มขึ้น
“นี่งานออกแบบทั้งหมดของแผนกเรา อีก10 นาที จะมีการประชุมค่ะ”
จื่อเหลียงพยักหน้ารับรู้ “อื้อ”
“ท่านรองหลินการออกแบบครั้งนี้”
จื่อเหลียงรู้ทัน “หึ ทำไม เห็นผมดูแลมี่โตะ คุณกลัวเหรอ”
“คุณสนับสนุนใคร คุณคงมีเหตุผล”
“มันมีอยู่สองอย่าง ได้รับความเชื่อใจและเป็นเครื่องมือ รู้มั้ยแตกต่างกันยังไง” ซือหยวนส่ายหน้า จื่อเหลียงหัวเราะหึๆ ลุกเดินมาหา
“เครื่องมือ พอใช้เสร็จก็ถูกทอดทิ้ง ความเชื่อใจ จะอยู่ในใจของเจ้านายในเวลาที่เหมาะสม จะได้รับความไว้วางใจสำหรับผม มี่โตะ เป็นแค่เครื่องมือ แต่คุณ คือคนที่ผมเชื่อใจ ไม่ต้องห่วง ผมจะให้คุณออกแบบงานนี้”

จื่อเหลียงตบไหล่เบาๆ ซือหยวนเยื้อนยิ้มดีใจ

ไม่นานต่อมาทุกคนพร้อมอยู่ในที่ประชุม จื่อเหลียงเริ่มพรีเซนต์ผลงาน เซี่ยวเลี่ยวนั่งเป็นประธานที่หัวโต๊ะ

“เราเตรียมการมาหนึ่งเดือน การออกแบบใหม่เปิดอย่างเป็นทางการ ผมขอเป็นตัวแทน แนะนำให้ทุกคนรู้จักผลงานนี้ หวังว่าทุกฝ่ายจะให้ความคิดเห็นและเป็นมืออาชีพ เพื่อจะเลือกหัวข้อการออกแบบตอนนี้ มาดูผลงานครั้งนี้กัน”
เซี่ยวเลี่ยงยกมือทักท้วง “เดี๋ยวก่อน ผลงานของปีที่ผ่านมาทุกฝ่ายเสนอมาแล้ว แต่ปีนี้ผมจะเปลี่ยนวิธี ฉีหยู” ซีอีโอหนุ่มหันไปทางมือขวา ฉีหยูกดรีโมตเปิดผลงานออกแบบบนจอโพรเจกเตอร์ ผลงานออกแบบโชว์ตามหมายเลข 1-7 “นี่เป็นผลงานที่ได้รับการนำเสนอก่อนหน้านี้ นอกจากท่านรองหลิน ผมและนักออกแบบ ไม่มีใครเห็นผลงานนี้ ผมให้คนลบชื่อนักออกแบบและเขียนชื่อใหม่ เพื่อความยุติธรรม”
จื่อเหลียงท้วงติง “คุณเซี่ยว การเปิดเผยงานมันเป็นกฎ”
“ผมเปลี่ยนแล้ว เตรียมตัวโหวตได้”
ฉีหยูแจ้งต่อที่ประชุม “ทุกคน ตอนนี้เริ่มโหวตได้เลย”
แต่ละคนวิจารณ์เซ็งแซ่ ส่วนใหญ่สะดุดตาและหมายตาผลงานหมายเลข 7 จนเซี่ยวเลี่ยงอดมองไม่ได้
ชายใส่สูทคนที่ 1 คุยกับคนข้างๆ ว่า “หมายเลขหนึ่งไม่เลว งานละเอียดมาก”
ชายใส่สูทคนที่ 2 บอก “ผมโหวตหมายเลข 7 สร้างสรรค์มาก”
ฝ่ายขาย หญิงใส่สูทคนที่ 1 “ความคิดเห็นของฝ่ายขายก็หมายเลขเจ็ดค่ะ ผลงานนี้สะดุดตา ดีไซน์แปลกใหม่ อนาคตต้องได้รับความนิยมแน่”
ชายใส่สูทคนที่ 3 บอกว่า “แผนกเราก็โหวตหมายเลขเจ็ด ถ้าลูกค้าเห็นสินค้านี้ คงเป็นที่น่าจดจำ”
ชายใส่สูทคนที่ 4 หันมาถามเซี่ยวเลี่ยงว่า “คุณเซี่ยวเห็นว่ายังไงครับ”
เซี่ยวเลี่ยงหันมาทางจื่อเหลียง “ท่านรองหลิน คุณเคยเห็นผลงานนี้มั้ย ทำไมผมไม่เคยเห็นเลย”
จื่อเหลียงเอ่ยขึ้นอย่างสะใจ เน้นคำตรงคำว่า ดาว “ประธานเซี่ยว หัวข้อผลงานนี้คือ ดาว”

เซี่ยวเลี่ยงอึ้งไป ยังไม่รู้ว่าเป็นผลงานของ มี่โตะของเขานั่นเอง

อ่านต่อตอนที่ 15
กำลังโหลดความคิดเห็น