xs
xsm
sm
md
lg

ก้องเกียรติ โขมศิริ : “ขุนพันธ์” คือการพิสูจน์ศรัทธาของเรากับทีมงาน

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ใกล้จะได้ชมกันกับภาพยนตร์เรื่อง “ขุนพันธ์” ตำนานมือปราบ 108 ปีจะกลับมามีชีวิต สู่ภาพยนตร์ระดับมาสเตอร์พีซที่สุดในชีวิตของ ก้องเกียรติ โขมศิริ วันนี้จะได้พูดคุยกับผู้กำกับเรื่องนี้กัน

แรงบันดาลใจ และที่มาที่ไปทำให้เกิดเป็นโปรเจกต์ “ขุนพันธ์” ภาพยนตร์แอ็คชั่นฟอร์มยักษ์ที่กำลังอยู่ในความสนใจ และเป็นที่กล่าวถึงมากที่สุดอยู่ในขณะนี้
“ตอนนี้มีผลงานเรื่องล่าสุด “ขุนพันธ์” รับหน้าที่ผู้เขียนบท และผู้กำกับครับ สำหรับแรงบันดาลใจ คือตั้งแต่สมัยที่ยุคจตุคามเฟื่องฟู หรือด้วยชื่อเสียงของท่านขุนพันธ์ ทำให้ผมชอบ รู้สึกอยากทำเรื่องนี้ เหมือนว่าการเป็นฮีโร่ในแบบไทยแบบนี้มันเท่จังเลย ตอนนั้นภาพแรกที่เห็น เราเห็นผู้ชายคนหนึ่งใส่ยักรั้ง ใส่เสื้อราชปะแตน สะพายดาบ ขี่ช้างถือปืนไล่ล่าโจรอะไรอย่างนี้ ภาพแรกที่ปรากฎขึ้นนะครับ จนวันหนึ่งเสี่ยเจียง คุณสมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ ก็เรียกเข้าไปบอกว่ามีโปรเจกต์ให้ดู แล้วก็พอพูดชื่อเรื่องขุนพันธ์ออกมา เราก็แบบ เฮ้ย เขาเลือกให้เราทำ ท่านเลือกให้เราทำมั้ง คือได้ยินว่ามีการผ่านมือหลายคนมากที่จะทำโปรเจกต์นี้ อาจจะถอดใจไปแล้ว แต่เสี่ยเลือกให้เราที่จะทำโปรเจกต์นี้ คือเรารู้สึกว่าเราอยากทำไอคอนคนๆหนึ่งที่มีตัวตนจริงๆและเป็นคนดี คือในยุคที่เราต้องพูดตรงๆว่าบ้านเมืองเราเจอสถานการณ์เยอะมาก โลกไปเร็วมากจนบางทีเราก็ตั้งคำถามเกี่ยวกับความดีกับความเลวไว้เยอะ เราตั้งคำถามเกี่ยวกับศรัทธาในชีวิต เรายังเชื่อเรื่องความดีได้อยู่ไหม เรายังหลงเชื่อเรื่องฮีโร่อยู่หรือเปล่า ก็ได้สืบ อ่าน ค้นคว้าเรื่องราวของท่านขุนพันธรักษ์ราชเดชอย่างจริงจัง ยิ่งอ่านก็ยิ่งสนุก เป็นความสนุกแบบเดียวกับที่เราอ่านล่องไพร หลายเรื่องที่มันมีอยู่จริง การจับไอ้เสือ บุคคลคนนี้มีอยู่จริง ไม่ว่าบ้านเมืองจะเกิดอะไรขึ้น ชาวบ้านเดือดร้อน เราเป็นตำรวจ เราต้องปราบปราม ด้วยเรื่องราว ในยุคที่ก่อนจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 บ้านเมืองแร้นแค้น ทุกข์ยากแสนเข็ญสุดๆ ข้าราชการพึ่งพาไม่ได้ โกงกินทุกอย่าง รอบทิศรอบทางมีแต่ศัตรู คนๆหนึ่งลุกขึ้นต่อสู้ เครื่องมือคือ ใจกับคาถาอาคม บางคนอาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องโบราณคร่ำครึหรือเปล่า แต่สำหรับเราเรารู้สึกว่ามันเมจิกมากเลยนะ มันเป็นสิ่งที่ฝรั่งเก็ทนะ พออ่านเรื่องขุนพันธ์เสร็จ เราเรียกมันว่าเมจิคอลเรียลลิส บนความรู้สึกของหนังที่เราไม่ได้เห็นหนังรสชาดแบบนี้ เรื่องของฮีโร่คนหนึ่งที่ไปเจอกับผู้ร้ายคนหนึ่งซึ่งมีวิชาอาคมไม่แพ้กัน แล้วมันคือการที่คนที่ยิงไม่ตาย 2 คนต่อยกันนะ หนังเหนียว 2 คนอัดกัน มันเป็นเรื่องชิงไหวชิงพริบ หรือการที่ตัวละครตำรวจถูกท้าทายโดยโจรว่า มึงกับกูมันต่างกันแค่เสื้อผ้า หนังเรื่องนี้พยายามจะพูดในทัศนะเรื่องความดีความเลว หรือการเลือกศรัทธาด้านสว่างหรือด้านมืด เพราะฉะนั้นเราเชื่อว่าแรงบันดาลใจสำหรับเรื่องนี้ก็คือการสร้างไอคอนแห่งความดีที่จริงที่สุด โดยเรามีภาพที่เราใช้เป็นแรงบันดาลใจตั้งแต่เริ่มต้นเขียนบทเรื่องนี้ก็คือ เป็นภาพที่ขุนพันธ์นั่งลงแล้วก็ต่อเทียนจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ นะครับ เหมือนอัศวินฝรั่งที่แบบว่ากษัตริย์กำลังเอาดาบแปะที่ไหล่แล้วก็บอกว่าจงรับภารกิจนี้นะ จงทำภารกิจของเจ้าต่อไป มันคือการต่อเทียน ขุนพันธ์ก็เหมือนเทียนเล่มหนึ่งที่ผมในฐานะคนทำงาน ผมรู้สึกว่าการทำหนังเรื่องนี้เหมือนว่าพวกเราก็เหมือนกันที่เรากำลังต่อเทียนเล่มนั้นต่อมา โดยมีหัวใจของเรื่องมันก็คือการไล่ล่ากันของคน 2 ฝั่งที่เรียกว่าเจ็บไม่ได้ตายไม่เป็นกันทั้งคู่ครับ”

เรียกได้ว่าทั้งยาก และเต็มไปด้วยความท้าทายของทีมงานในทุกๆ ฝ่ายตลอดจนนักแสดงจนถึงผู้กำกับ เป็นเหมือนโปรเจกต์ที่พิสูจน์สิ่งที่เรียกว่า “ศรัทธา” ของคนทำหนังเรื่องนี้ทุกคน
“เราว่ามันพิสูจน์อะไรหลายๆอย่างในตัวเราและก็ทีมงานเยอะมากคือ มันพิสูจน์ศรัทธา โปรเจกต์นี้มันใหญ่โตมโหฬาร และมันยาวนานมาก เขียนบทอีกเป็นปี ถ่ายทำ มีกระบวนการขั้นตอนที่กินเวลายาวนานมาก มันคือความท้าทาย เหมือนขุนพันธ์นะครับที่ท่านตะลุย ท่านบุกขนาดไหนในชีวิต กว่าจะปราบโจรสักคนหนึ่ง เราลงไปที่บ้านท่านแล้วก็ไปไหว้ท่าน ไปขอหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างว่า ดลบันดาลใจให้เราทำสิ่งนี้ให้ดีที่สุด และไม่เลิกที่จะทำ ไม่ว่าจะเกิดอุปสรรคอะไรก็แล้วแต่ เราจะมีรูปขุนพันธ์อยู่ข้างโต๊ะทำงาน มีดาบแดงอันหนึ่ง เราก็จะหันไปมองตลอด ถ้ายังมีเวลาเราจะทำให้มันดีที่สุด ไม่มีนักแสดงหรือทีมงานคนไหนถอดใจกับภาพยนตร์เรื่องนี้เลย อันนี้ก็น่าประหลาดเหมือนกันครับผม”

“ขุนพันธ์” คือใคร ภาพของนายตำรวจมือปราบคนนี้เป็นอย่างไร
“ขุนพันธ์เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ ซึ่งทุกคนรู้จักกันในนามมือปราบหนวดเขี้ยว เขามีหลายฉายามากนะครับ มือปราบหนวดเขี้ยว นายพลหนังเหนียว มือปราบหนังเหนียว มือปราบดาบแดง เพราะว่าในชีวิตจะใช้ดาบอันหนึ่ง ซึ่งหลายคนเชื่อว่าเป็นดาบของพระยาพิชัย เป็นดาบสีแดงเวลาออกรบก็จะใช้ เวลาออกปราบโจรก็จะมีดาบไขว้หลังอยู่ตลอดเวลา ทางมาเลเซียตั้งฉายาไว้ให้ว่า ระยอจี แปลว่าผู้ที่มีลักษณะตัวเล็กแต่ว่ามีอิทธิฤทธิ์ เล็กพริกขี้หนู ท่านเป็นชาวใต้จังหวัดนครศรีธรรมราช ท่านจบการศึกษานักเรียนนายร้อยตำรวจ ท่านเป็นลูกศิษย์เขาอ้อนะครับ ถ้าเราค้นคว้าเราจะรู้ว่า เป็นสำนักตักศิลา ที่เรียกว่าวัดเขาอ้อ เป็นสำนักที่ฝึกสิ่งที่เป็นไสยศาสตร์ วิชาอาคม การสัก เหมือนเส้าหลินนะครับที่นอกจากเป็นวัดแล้วยังมีการฝึกเรื่องว่าน เป็นเหมือนมหาวิทยาลัยที่สอนเรื่องนี้โดยเฉพาะ ขุนพันธ์เป็นลูกศิษย์ของที่นี่ แล้วก็มีวิชาอาคมเก่งกล้ามาก”

ในด้านชื่อเสียง และได้รับการยอมรับนั่นคือการเป็นนายตำรวจคนเดียวในประวัติศาสตร์ ที่ปราบเสือดังๆ ที่ยังไม่เคยมีใครปราบได้มาก่อนเพราะมีของดีวิชาดี
“ท่านปราบเสือดังๆในประเทศทั้งนั้น เสือไบ เสือมเหศวร เสือดำอะไรอย่างนี้ มีการยืนยันจากการที่เขาขนานนามว่าเป็นตำรวจที่โจรทั้งกลัวทั้งนับถือ คือได้ยินว่าเมื่อไหร่ขุนพันธ์ย้ายมาปราบประจำที่ไหน โจรที่นั่นจะหยุดนิ่ง ไม่เคลื่อนไหว ไม่ก่อการกันพักใหญ่ๆ อะไรอย่างนี้เลย แล้วก็เลือกที่จะเป็นตำรวจสายทำงานมากกว่าสายนั่งโต๊ะ เลือกที่จะใช้ความดี ความอดทนมากกว่าการใช้เส้นสายในการทำงานนะครับ เพราะว่าถ้าตามประวัติจริงๆ แล้ว ความดีความชอบของสิ่งที่ขุนพันธ์ทำที่ออกไปปราบโจรหลายๆ ครั้ง บางครั้งก็มีตำรวจหรือข้าราชการด้วยกันก็อิจฉา ไม่ชอบหน้า แล้วก็มีการเขียนใบสนเท่ห์ร้องเรียนว่าทำเกินกว่าเหตุ โหดร้าย มีวิชาอาคม เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี ท่านเลือกที่จะเป็นตำรวจเล็กๆ คนหนึ่งที่ยังคงออกทำงานตลอดเวลา ปราบกับโจรแบบมึงฟันมากูฟันไป มึงหายตัวได้กูก็หายตัวได้ มึงเหนียวกูก็เหนียว นี่มันเป็นเรื่องของแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน พอเราศึกษาพวกรายละเอียดข้อมูลต่างๆ เยอะ ถ้าคนที่มีจิตที่ดีจิตที่สะอาดจริงๆ มันก็เหมือนวิชาอาคม ยิ่งเสริมให้มันแกร่ง เหมือนพระเกจิดังๆ ที่เก่งๆ จิตดีสมาธิดี เขาก็จะมีญาณบางอย่างที่วิเศษกว่าคนปกติทั่วไป มันเป็นหลักธรรมชาตินะ เพราะฉะนั้นขุนพันธ์น่าจะเป็นคนจิตดี จึงฝึกวิชาพวกนี้เพื่อเอาไว้ใช้ปราบปราม ปกป้อง วิชาอาคมพวกนี้มันมี 2 มุม

ในสมัยก่อนที่เล่าเรื่องเขาอ้อ คือสอนไปแล้วนี่ ใครจะไปเป็นโจรใครจะไปเป็นตำรวจ ไม่รู้ล่ะ แต่มีวิชาอาคมติดตัวกันไปหมด อยู่ที่ฝึกดีไม่ดีอะไรอย่างนี้ก็ว่ากันไป ขุนพันธ์ก็เหมือนกันก็ต้องใช้สิ่งที่โจรมี ตำรวจมีปืนโจรก็มีปืนสมัยก่อน โจรมีคาถาอาคม ยิงไม่เข้า ตำรวจคนอื่นกลัว แต่ขุนพันธ์เหนียวพออะไรอย่างนี้ มันเป็นเรื่องของการบลัฟกันด้วย เหมือนคิดว่าตัวเองเหนียวก็เลยเหิมเกริม พอตำรวจคนนี้มาเหนียวเหมือนกันนี่หว่า ในสายคนที่เขาเล่นของพวกนี้เขารู้กันอยู่ว่านี่ของจริง แต่ก็คือเราต้องบอกก่อนว่าเราศรัทธาในฐานะท่านเป็นมนุษย์ที่มีอยู่จริง ในภาพยนตร์มีบทที่ขุนพันธ์พูดว่า ผมก็ไม่รู้หรอกว่ามันถูกหรือผิด แต่ผมแค่รู้ว่าเราต้องทำอะไรสักอย่าง สิ่งที่ขุนพันธ์เคยทำมาตลอดทั้งชีวิต คือการทำอะไรสักอย่าง การลงมือทำสิ่งที่ดีสิ่งที่เชื่ออยู่แล้วตั้งแต่แรก แค่อย่าแกว่งแค่นั้นเอง”

“ขุนพันธ์” ในฉบับภาพยนตร์ผ่านการเขียนบท และกำกับภาพยนตร์ โดยก้องเกียรติ โขมศิริ จะออกมาเป็นอย่างไร
“มันเป็นโปรเจกต์ที่เราภูมิใจนำเสนอ เราทำสิ่งที่ยากเกือบทุกสิ่งเลย มันถึงกินเวลามาหลายปีมาก สิ่งที่หนังไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของฉาก เรื่องของเอฟเฟกต์ เรื่องของการดีไซน์คิวแอ็กชัน บทมัน แก่นหลักของเรื่องเมจิคอลเรียลลิสเนี่ยแหละ เราต้องอาศัยการทำงานที่ประชุมแล้วประชุมอีก และบางทีเราถ่ายได้น้อยมาก ฉากแอ็กชันมันยากอยู่แล้ว เราต้องแข่งกับหลายๆอย่างแล้วโชคดีมากที่เราได้ทีมนักแสดง ทีมงาน ฝ่าฟันกันผมว่าโปรเจกต์นี้มันเหมือนหน่วยทหารที่พอเสร็จแล้วก็คงรักกันไปอีกนาน ถ่าย 24 ชั่วโมง พี่น้อยกับอนันดาเนี่ย ต่อยกันตั้งแต่ 6 โมงเช้าวันนี้จนไปถึง 6 โมงเช้าอีกวันหนึ่ง แอคชั่นทั้งวัน 2 คน ก็ลุยกัน นับถือสปิริตมาก เรามีดีไซน์ที่ฉูดฉาด เรามีประเด็นในสไตล์ของหนังแบบโขมที่รุนแรงพอที่จะกระทบความรู้สึกคนในทุกๆ ด้านนะครับ ผมว่ามันก็น่าจะเป็นเวอร์ชั่นเข้มข้น แล้วก็น่าจะเป็นหนังที่เราอาจจะเคยเจอกับความรู้สึกแบบนี้ตั้งแต่สมัย 2499 หนังก็ยังมีกลิ่นอายแบบนั้นอยู่ เราอยากให้ความรู้สึกของหนังไทยแบบนั้นน่ะ ทำการบ้านกันสูงมากสำหรับเรื่องนี้ครับ”

ขีดระดับความท้าทายในการทำโปรเจกต์มหากาพย์ขนาดนี้
“มันเป็นโปรเจกต์ที่ใหญ่แล้วก็ตัวบุคคลที่เลือกทำเป็นบุคคลจริงมีตัวตนจริง มีประวัติศาสตร์รองรับมีหลักฐานยืนยันเราก็เลือกการถ่วงดุลระหว่างความจริงแค่ไหน กับความเป็นภาพยนตร์ แน่นอนละ เราไม่ได้ทำสารคดี มันคงไม่ใช่เรื่องราวตรงไปซะ 100% ทั้งหมด เพียงแต่ว่าใดๆ เรารักษาหัวใจของความเป็นขุนพันธ์ไว้ได้ให้ได้เยอะที่สุด เรื่องแอ็กชันกับเมจิค การผสมกัน แล้วมันมีดราม่าเข้าไปอยู่ในนี้ด้วย การรักษาบาลานซ์สมดุลของสิ่งเหล่านี้มันเป็นงานที่ท้าทายนะครับ มันต้องยกย้อนกลับไป คือธีมของเรื่องเลยก็คือศรัทธานะครับ งานที่มันยากก็ต้องยิ่งอาศัยศรัทธาที่สูง ทีมงานเองก็ใช้วิธีนี้กับชีวิตเหมือนกัน เราเรียนรู้จากหนังตัวเองเหมือนกันว่า เฮ้ย! อย่าหยุด อย่าหยุดศรัทธาลงมือทำอะไรสักอย่าง โดยคาแรกเตอร์หลักๆ เรายังจับหัวใจความเป็นขุนพันธ์อยู่ในเรื่องนี้แต่ว่าเนื่องจากมันเป็นภาพยนตร์ ในฐานะคนที่เลือกที่จะทำ เป็นเมจิคอลเรียลลิสซึ่ม สัจนิยมมหัศจรรย์ถ้ามาแปลตามภาษาแล้วเนี่ย เราจะต้องขยายความหรือว่าเพิ่มบางอย่างที่เป็นเรื่องของภาพยนตร์ลงไป แต่ทั้งหมดในนั้นน่ะ เราไม่ได้หักข้อมูลเก่าทิ้ง ไม่ได้โกหก ข้อมูล เรื่อง คาแรกเตอร์ หนวดเขี้ยว การไปปราบโจรที่นู่นที่นี่ หรือแม้กระทั่งเวิร์ดดิ้งที่ท่านขุนพันธ์พูด โจรจะพูดกันหมดเสมอว่าก่อนแกจะปราบแกจะพูดว่า เฮ้ย ถ้ามึงบวชแล้วเลิกเป็นโจรซะ กูจะจับเป็นมึง แต่ถ้ามึงไม่บวช กูก็ยิงกัน เราก็จับหัวใจ สิ่งนี้ยังมีอยู่แบบนักเลง คนที่เป็นนักเลงแบบนี้ยังมีอยู่ ยังอยู่ในเรื่องทั้งหมด นี่ไม่ใช่หนังอัตชีวประวัติ อันนี้เป็นหนังที่ถูกสร้างเพื่อความบันเทิง โดยได้ตัวละครขุนพันธ์เป็นต้นแบบ ให้เป็นไอคอนมากกว่าเป็นแค่หนังสือประวัติศาสตร์เรื่องหนึ่ง”

เรื่องราวของขุนพันธ์ในภาพยนตร์
“เนื่องจากเรื่องราวของท่านขุนพันธ์มีหลายสเต็ปมีหลายภาคมาก แต่เราเลือกที่จะทำภาคแรกที่เหตุการณ์ซึ่งเป็นภารกิจแรกในชีวิตคือการปราบปรามโจรใต้ ตั้งแต่เป็นนายร้อยจบมาใหม่ๆ แล้วก็ได้รับภารกิจ เสนอตัวที่ไม่มีใครทำเลยก็คือการปราบโจรร้ายที่โด่งดังที่สุดที่ชื่อว่า อัลฮาวียะลู ซึ่งเขาเรียกว่าเป็นผีแห่งหุบเขาบูโด คือเป็นโจรที่มีวิชาอาคมมาก ฆ่าคน ด้วยกริชอันหนึ่ง โหดร้าย ได้ยินว่าพอชาวบ้านคนไหนไม่ร่วมด้วยก็จะเอากริชผ่าปากคนพวกนั้น ชื่อเสียงโด่งดังมาก จึงไม่มีตำรวจคนไหนอาสา และนอกนั้นก็ยังมีสมุนเก่งๆ อย่างพวก เสือกลับ คำทอง หรือเสือสัง ซึ่งเล่นโดยเดี่ยว ชูพงษ์นะครับ ก็มีเหล่าลูกสมุนอีกหลายคนซึ่งเป็นมือซ้ายขวา จนขุนพันธ์ได้รับภารกิจให้ปลอมตัวเข้าไปจัดการกับโจรคนนี้ ในดินแดนที่โจรคนนี้ปกครองอยู่ทั้งหมด แล้วคนทั้งภูเขาแห่งนั้นถูกเรียกว่าเป็นโจรชาวบ้านชาวช่องเป็นโจรหมด คราวนี้มันก็เกิดกระบวนการว่า ตำรวจอย่างขุนพันธ์จะต้องเรียนรู้ว่า การปราบอัลฮาวียะลู การปราบโจรหุบเขาแห่งนี้ รวมทั้งทำไมคนทั้งหมดถึงลุกขึ้นมาเป็นโจร ทำไม ผู้ร้ายตัวจริงมันคืออะไรกันแน่ หรือขุนพันธ์แทนที่จะไปไล่ล่าเขา กลับถูกไล่ล่าเสียเอง มันก็คือการเผชิญหน้ากันของยอดฝีมือ 2 ทาง ขุนพันธ์เจอจอมโจรที่เก่งทั้งวิชาอาคมทั้งบู๊ไม่แพ้ตัวเอง เพราะอัลฮาวียะลูนี่โดนขุนพันธ์เอาปืนยิงใส่หน้าระยะเมตรหนึ่ง ยิงๆๆ เสร็จ อมลูกกระสุนไว้ในปากหมดเลย ทำอะไรไม่ได้ ก็เสร็จแล้วพอเข้าไปแฝงตัวอยู่ในหุบเขาแห่งนี้ขุนพันธ์ก็ได้เรียนรู้ว่าจริงๆ แล้วมันก็เต็มไปด้วยนักการเมืองท้องถิ่นที่เลวๆ ทั้งถือรัฐเอาเปรียบประชาชนเสมออะไรอย่างนี้”
สิ่งที่สำคัญและน่าสนใจคือการคัดเลือกนักแสดงที่จะมาสวมชีวิต และจิตวิญญาณถ่ายทอดคาแรคเตอร์ต่างๆในภาพยนตร์ให้โลดแล่นอย่างสมจริง

“อย่างขุนพันธ์นะครับ ก็ได้อนันดามาเล่น ซึ่งอย่างที่บอกเราต้องการไอคอน เราต้องการคนที่มีลักษณะของการถูกจำได้ เป็นต้นแบบ การแสดงที่ดี ดราม่าที่ดี ก็ลองติดกับหนวดเขี้ยวเข้าไปวันแรกที่เราทำงานกัน เรารู้สึกว่า เฮ้ย มันใช่เลย พอติดหนวดเขี้ยวเข้าไป หน้านี้ถูกต้องเลย มันมีความแข็งบางอย่างอยู่ ความสู้คน เอาจริงเอาจัง นี่คือสิ่งที่ท่านขุนพันธ์มีดูแววตา เขาบอกนายพลตาเสือ ถามว่าตาอนันดาเป็นตาเสือไหม ก็เป็นตาเสือ เมื่อติดหนวดเขี้ยวเข้าไปเรารู้สึกถึงความดุที่อยู่ในตัวคน แล้วอนันดาเองเป็นนักแสดงมืออาชีพเขาเต็มร้อย เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้มันก็ไม่ได้แอคชั่นธรรมดา จ่อยไม่เคยหยุดการขี่ม้า พยายามจะขอขี่ม้าตลอดเวลา ตกม้าไปรอบหนึ่ง สปิริตรุนแรงทั้งคู่ครับ เหมือนหนัง 2 คาแรคเตอร์ นอกจากในเรื่องที่มันจะพูดว่าการฉะกันในแง่ของแอคชั่น และไสยศาสตร์แล้ว การเจอกันในแง่ของการแสดง เหมือนโรเบิร์ต เดอนีโร เจอกับอัล ปาชิโนในหนังเรื่อง HEAT อะไรอย่างนี้ เราก็ตั้งใจว่าการเผชิญหน้าระหว่างขุนพันธ์ กับอัลฮาวียะลู มันก็คือการเผชิญหน้าของตัวแทนของ 2 ฝั่งซึ่งมันไม่ได้มีมิติเดียวนะครับ ขุนพันธ์ก็มีแผล อัลฮาวีก็มีแผล คน 2 คนใส่เสื้อคนละแบบกัน แต่ว่ามันต้องถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับความดีด้วยกัน ความดีความเลวด้วยกันทั้งคู่ว่าอะไรกันแน่ที่ถูกนะครับ”

พูดถึงการเชือดเฉือนบทบาท แอ็กชัน และการแสดงอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนของ 2 ซูเปอร์สตาร์ชายอย่าง อนันดากับ น้อย กฤษดา
A. คือตัวละคร 2 ตัวนี้ถูกดีไซน์ให้เป็นคู่เหมือนที่แตกต่าง ตัวอนันดากับพี่น้อย แน่นอนคือพาวเวอร์ของนักแสดงทั้งคู่มีการปล่อยพลังใส่กันแน่ๆ อยู่แล้ว การดีไซน์ภาพลักษณ์เราอยากให้พี่น้อยเท่ แต่เปลี่ยนแบบ ปกติตัวจริงๆพี่น้อยจะเป็นคนคูลๆ สุภาพ เพราะฉะนั้นเราจะใส่วิญญาณของปีศาจร้ายลงไปในเขาได้ยังไง เราเชื่อว่าเขาพร้อมที่จะเป็นอะไรก็ได้นะ อินเนอร์ของพี่น้อยเขามากมายอยู่แล้ว เราเริ่มจากการใส่ฟอร์มลงไป ใส่เสื้อผ้า หน้าผม เครา เราไม่เคยเห็นพี่น้อยในลุคนี้เลย หรืออนันดาที่อยู่ในลุคหนวดเขี้ยว ซึ่งมันเข้มเหลือเกิน ผมเชื่อว่าพระเอกก็เจ๋ง ผู้ร้ายก็เจ๋ง แน่นอนมันก็จะทำให้เป็นคู่ที่ผมเชื่อว่ายิ่งใหญ่ แสดงว่าเป็นมวยถูกคู่ เป็นมวยที่ทุกคนรอดูว่า เมื่อ 2 คนปะทะกันในแง่ของทุกสิ่งทุกอย่างแล้วเป็นเคมีที่ดีที่คนดูได้ดู 2 นักแสดง สปิริตดีๆ เล่นด้วยกันนะครับ”

นอกจากนั้นยังมีเหล่านักแสดงหลักๆอีกอย่างน้อย 5 ชีวิตที่พร้อมใจกัน มาร่วมถ่ายทอดการแสดงได้อย่างเกินร้อย
“ใช่ครับ อย่างการดีไซน์คาแรกเตอร์ตัว หลวงโอฬาร คุณแฟรงค์ (ภคชนก์ โวอ่อนศรี) ก็จะเป็นตัวแทนของระบบข้าราชการที่ อาศัยความที่รู้มากกว่าเอาเปรียบคน การกะล่อนปลิ้นปล้อนตอแหล การฉ้อราษฎร์บังหลวง การสร้างภาพ ว่าเรื่องราวมันเกิดขึ้นพยายามจะบอกว่า เราต้องใส่หมวก เราจงแต่งตัวแบบนี้ เพราะเราจะเป็นอารยประเทศ เราจะเป็นประเทศที่ฝรั่งเห็นแล้วชื่นชม แต่จริงๆแล้ว เราไม่ได้ทำสิ่งนั้นอยู่ มันเป็นคนมีความรู้แหละ ต้องจบนอกสมัยก่อน แต่ทำไมถึงถูกมาอยู่ในที่แบบนี้ แสดงว่ามันอาจไม่ได้เป็นคนดีหรอกนะ เราจะดีไซน์ยังไงให้ดูแบบ รวย เจ้าเล่ห์ สุภาพ แสนดี เห็นจังหวะที่จะเอาเปรียบคนได้ตลอดเวลา คือแฟรงค์ทำงานกับเรามาหลายเรื่องละ หลายคนถ้าเคยเข้าฉากกับแฟรงค์จะรู้ว่า ถ้านักแสดงคนนั้นไม่มีสมาธิพออาจจะโดนจู่โจมจากการแสดงของแฟรงค์ เขาสามารถสร้างคาแรคเตอร์ที่เขารับบทบาทได้ เกลียดเราก็จะเกลียดมันจนแบบว่า หรือไอ้นี่น่าหมั่นไส้ อาจจะเพราะว่าเราเป็นเพื่อนกันด้วย เรารู้ แฟรงค์มุมนี้ดีกว่าลองเล่นแบบนี้ดู นักแสดงทุกคนเหมือนกันหมด เป็นหนังที่ผมตอบคำถามนักแสดงเยอะมาก เพราะนักแสดงช่างถามมาก โห เขาทำการบ้านกันละเอียดมาก พี่น้อยนี่ในวันฟิตติ้งเขาบอกกับผมว่าตัวละครตัวนี้มันทุกข์ว่ะ เหมือนมันแบกของหนักอยู่ตลอดเวลา เข่ามันไม่ดี หลังมันเหมือนคนพิการ พี่น้อยตีความบอกว่าเราว่ามันเหมือนคนพิการ พิการจากในจิต แล้วมันออกมาด้วยรูปทรงการข้างนอก การเดินการเหินมันเหมือนคนที่เก็บอะไรเอาไว้ตลอดเวลา หรือแม้กระทั่งอนันดาที่ในความดุ ก็มีเมตตา คือคนที่พูดกับโจรว่ามึงไปบวชซะ แล้วกูก็จะจับเป็นมึง แล้ว 3 วินาทีหลังจากนั้น ถ้าโจรไม่ไปบวชหรือไปคุยดีๆ กัน ตาเปลี่ยนเป็นเสืออีกคนหนึ่งที่พร้อมจะจับกูหรือยิงสวนกูทันทีนี่วินาทีแบบนี้ มันก็เป็นการประชันกันของนักแสดงมากบทบาทหลายคนนะครับ เราได้อย่างนางเอกของเรื่อง น้องอ้อม (กานต์พิสชา เกตุมณี)นะครับ ตอนนี้มีสาวๆ 2 คน กับน้องกบ (พิมลรัตน์ พิศลยบุตร) จริงๆอ้อมก็เป็นลูกศิษย์หม่อมน้อยนะครับได้เล่นในแม่เบี้ยมา ผ่านประสบการณ์หลายสิ่งหลายอย่างมาแหละ คือชุมชนเขาบูโดทั้งหมดที่บอกว่าเป็นโจร ทุกคนมีเหตุผลในการลุกขึ้นมาเป็นโจร และเหตุผลของทุกคนน่าฟังทั้งนั้น ทำไมตัวบุหงา (กบ พิมลรัตน์) ผู้หญิงแสนสวยที่ซ่อนตัวเองเอาไว้ในร่างของความเป็นชาย หรือว่าความเป็นแม่เสือสาวเขาต้องเอาความเป็นโจรนี่มาปิดบังตัวเขาไว้ หรือตัวมาลัย (อ้อม กานต์พิสชา) เอง ซึ่งเหมือนกับดอกไม้ที่มันสวยงามในถิ่นนี้ ดอกไม้ป่าซึ่งเธอเป็นนักร้อง แต่ชีวิตจริงๆ เธอเป็นอะไร เธอเป็นนกต่อ เธอเป็นเครื่องมือฆ่าคน เธอเป็นดอกไม้ซึ่งเธอมีพิษ หรือแม้กระทั่งตัว ไข่โถ (สน สนธยา ชิดมณี) เป็นตัวแทนของประชาชนที่บอกว่า ทำไมเราจะไม่เป็นโจรละเป็นหนี้ขนาดนี้ เราไปไหนไม่ได้ บทอันนึงที่ตัวละครไข่โถพูดว่า เมื่อก่อนเราหิวเราก็ลงทะเลหาปลา เดี๋ยวนี้เราหิวเราก็ต้องไปกู้เงินมัน นี่ก็เป็นเหตุผลที่แต่ละตัวละครมันก็มีมิติที่สะท้อนเหตุผล คือการตั้งคำถามว่า แล้วโจรเกิดขึ้นด้วยอะไร ตัวละครพวกนี้มันก็จะถูกดีไซน์มาเพื่อรองรับประเด็นเหล่านี้ไว้ครับ

สำหรับทั้ง 3 คนนะครับ ทั้งสน,น้องกบ,น้องอ้อม ต้องแบบว่าเป็นเกียรติมากที่ได้ทำงานกันมาเสมอ กับสนนี่เราไม่รู้ เราว่ามันเป็นซิกเนเจอร์ดี คืออาจจะเพราะว่าเรื่องที่มันเป็นบริบทที่ภาคใต้ด้วยแหละ เราชอบดูสนสำหรับบทดราม่าหรือบทที่ว่าเขาต้องเข้ามารองรับความกดดันหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างนี่เราว่าสนทำได้ดี แล้วเขาก็เป็นคนใต้จริงๆ ด้วย เขาอินกับขุนพันธ์จริงๆ ด้วยอะไรอย่างนี้โดยเลือดแล้วนี่ อ้อมเป็นเรื่องแรกแต่เราก็บอกว่า อ้อม พี่ไม่สามารถประนีประนอมได้ ถ้าอ้อมถูกล้อมไว้ด้วยคนเหล่านี้ ถ้าอ้อมเบาหรือดรอป ตัวน้องก็รู้เขาพยายามแล้วก็ทุ่มเทมากๆ ที่จะไม่ยอมให้ตัวเองเป็นปัญหา อ้อมก็ตามได้ทันนะครับ ส่วนกบผ่านงานมาเยอะ เล่นหนังมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วก็จะเหมือนกับนักแสดงมืออาชีพทุกคน ก็คือกบหาความหมายในการกระทำทุกอย่าง ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุและผล คือเราทำงานกันเหมือนแบบนั่งคุยกันเหมือนว่าเราจะสร้างตัวละครนี้ด้วยกัน กบก็จะถาม เฮ้ยมันดูดบุหรี่ไหม แบคกราวน์คืออะไร ตัวละครนี้เป็นยังไง ทำไมมันจะต้องแต่งตัวแบบนี้ มันสูบบุหรี่ไหม มันมีไฟแช็ค มันชอบเล่นอะไรเกี่ยวกับไฟแช็คไหม การดีไซน์คาแรคเตอร์ซึ่งสนุกมากเวลาทำงานครับ

มาจนถึงเดี่ยวคือในบ้านเราผมว่า นักแสดงสายแอคชั่น เรามีกันไม่กี่คน เรามีจาพนม เรามีพี่พันนา แล้วก็มีเดี่ยว-ชูพงษ์ เมื่อก่อนเราจะเห็นเป็นพระเอกแอคชั่นเล่นเป็นคนดี เรารู้สึกว่า เฮ้ย จริงๆ แล้วตัวร้ายซึ่งแบบ เก่งสุดๆ เลย บู๊เก่งสุดๆ เลย แล้วมึงร้ายแบบน่ากลัว เรารู้สึกว่าเดี่ยวมันมีมุมแบบนี้ แล้วมันจะทำได้ดี เราก็ไปบอกเดี่ยว ลองเล่นแบบนี้ดูไหม ก็ดีไซน์เต็มเหนี่ยวเลย มันมีลักษณะเหมือนเผ่าของสัตว์ป่าบางอย่างอยู่ ในเรื่อง ชื่อว่าเสือสัง มีอาคมเป็นพวกลิงลม เป็นพวกเคลื่อนไหวเร็วเรียกว่าเป็นคู่ปรับสำคัญ ไฮไลต์เลยของเดี่ยวก็คือการเผชิญหน้ากับขุนพันธ์ แล้วก็สู้กันด้วยคารัมบิต ซึ่งเป็นอาวุธประจำตัวของเขา กับขุนพันธ์ใช้มีด ดวลกันแบบบนรถไฟอะไรอย่างนี้ ถือว่าเป็นซีนที่ยากอยู่ครับ”

ภาพยนตร์เรื่องขุนพันธ์มีวิชวลทางด้านภาพที่ค่อนข้างแตกต่างจากภาพยนตร์แอ็กชัน หรือพีเรียดทั่วๆไปที่ผ่านมา ในการทำงานมีฉากไหนที่ยิ่งใหญ่ ท้าทาย หวือหวา แปลกใหม่ ที่อยากพูดถึง
“โปรเจกต์นี้มันเต็มไปด้วยฉากใหญ่ๆ หลายฉากมาก มันถูกดีไซน์มาตั้งแต่ตัวหนังสือ จริงๆ 4 ฉากที่เราจดจำมันนะครับ ที่เรากว่าจะผ่านมันไปได้มันยากเหลือเกิน มันคือ ฉากแรกในเรื่องเลย เป็นฉากที่เมื่อขุนพันธ์ออกเริ่มปฏิบัติการแล้วถูกเสือกลับ คำทอง 1 ในสมุนของอัลฮาวี ล้อมเอาไว้ ก็คือที่ผ่านมาเราเคยแต่เห็นตำรวจล้อมโจร แต่นี่โจรล้อมตำรวจอยู่ในตรอกแห่งหนึ่ง แล้วก็เกิดการถูกปิดล้อมแล้วก็สู้กัน การเซตฉากขึ้นมาแล้วก็ระเบิดระเบ้อกัน บู๊กันในนั้น อีกอันก็คือ ฉากการสู้กันบนรถไฟ ที่มีการขี่ม้าไล่ล่ากันตั้งแต่ข้างล่างขึ้นไปบนรถไฟ เอาม้าเทียบรถไฟ ปีนขึ้นรถไฟ ขึ้นไปอัดกันใน ก็ต้องเซตรถไฟกันขึ้นมาแล้วก็ทำงานร่วมกับกราฟฟิคในหลายๆ ส่วน อันนี้ก็ยาก เพราะว่าทุกอย่างมันเคลื่อนไหวหมด ทั้งม้าทั้งสตั้นท์ทั้งคิวรถไฟวิ่ง พวกนี้มันผิดคิวนิดเดียวมันก็ทั้งอันตรายและอาจไม่ได้ในสิ่งที่เราอยากได้ ถ่ายกันหลายวันครับ 3. ซีนตัวอัลฮาวียะลูล้อมฆ่าตำรวจที่ถูกส่งมาทางใต้ ก็เป็นการปิดป่าแล้วก็ยิงกันนะครับ และฉากไฮไลต์ของเรื่อง ก็คือการถล่มกันเขาเรียกว่าเป็นบ่อนงาช้าง ซึ่งมันเหมือนคลับเฮาส์ของหลวงโอฬารนะครับ แล้วก็เกิดการถล่มกันในนั้น อันนี้ก็เรียกว่าอนันดาจมฝุ่น ทั้งพี่น้อย 24 ชม. ระเบิดกันทั้งวัน เหมือนอยู่ในสงครามจริงๆ อะไรอย่างนี้ ทั้ง 4 ฉาก จริงๆ แล้วฉากที่เหลือมันก็ไม่ได้ง่ายไปกว่านี้ มันก็เต็มไปด้วยความยากต่างกันไป”

จากสัญญาลูกผู้ชายระหว่างผกก. กับนักแสดงนำไปสู่ความบ้าพลัง ในการถ่ายทำฉากแอ็กชันแห่งปรากฎการณ์ของอนันดา ที่ต้องบู๊กับสตั๊นท์มากกว่า 20 คนในแบบ One long Take
“เราคุยกันตั้งแต่เริ่มต้นเลยว่าอนันดา เนื่องจากยูไม่ใช่จา-พนม เพราะฉะนั้นยูจะไปแอ็กชันสู้เขาไม่ได้หรอก สมมติว่ามันมี one take จะพูดว่ามี One Take เลย แล้วปล่อยให้คุณโชว์คิวบู๊ยาวๆ ลุยกับคน 20-30 คน ด้วยมีดเล่มหนึ่งได้ แล้วคุณทำให้คนดูเห็นว่าเป็นคุณจริงๆ เล่น มันจะเจ๋งแค่ไหน โชคดีที่อนันดามันก็บ้าจี้เอาด้วย ก็ซ้อมคิว เหนื่อยนะเรียกว่าพอถ่ายอันนี้เสร็จอนันดาลงไปนอนแผ่กับพื้นหมดแรง คือทีมงานต้องมีถังออกซิเจนไว้ข้างๆ พอถ่ายเสร็จปุ๊บออกซิเจนเข้าทันที ซึ่งมันก็ได้ภาพที่ถูกใจออกมาครับ แล้วคือวันนั้นมัน 9 เทคทั้งหมด แล้วก็มันเป็นสปิริตสัญญาของลูกผู้ชายว่ามันจะเอาให้ได้ ผ่านไป 4-5 เทค เราเห็นแบบอัดออกซิเจนก็แล้ว มันก็เหนื่อยจนแบบ เราก็เลยพอไหม แต่มันก็แบบว่ามานั่งดูเทปด้วยกัน แล้วเช็คฟุตเทจด้วยกัน อนันดาเป็นคนบอกเองว่าขออีก จนกว่ามันจะดีที่สุด

เราเชื่อว่าสำหรับอนันดาอันนี้น่าจะเป็นหนังแอคชั่นที่สุด ที่อนันดาเคยเล่นมาละในชีวิต ปกติแล้วเราจะรู้จักอนันดาจากความหล่อ แต่อันนี้เขาขายการแสดงขายแอคชั่นที่เต็มเหนี่ยวขึ้น เราจะได้เห็นการแอคชั่นแทบจะทุกรูปแบบของอนันดาบนรถไฟ การแอ็กชันกลางสายฝน หรือการสู้ด้วยมีด ดาบ ปืน อาคม เมื่อไหร่ที่คนดูเห็นอนันดากับพี่น้อยประชันบทบาทกันนะ เราเชื่อว่าคนดูจะจับได้ถึงเคมีของคน 2 คนซึ่งมอบการแสดงที่ดีมากๆ ไว้”

เป็นการกลับมาร่วมกันครั้งที่ 2 กับน้อย-กฤษดา อยากพูดอะไรถึงนักแสดงที่พร้อมทุ่มทุกสิ่งทุกอย่างให้คนดูบ้าง
“สำหรับพี่น้อยเรายกย่องแล้วก็ขอบคุณพี่เสมอมา ว่าพี่ให้การแสดงที่ดีที่สุดสำหรับคนดู พี่ทุ่มเทอินเนอร์ของพี่ทุกอย่าง การเปิดตัวคาแรกเตอร์ตัวนี้ ที่พี่น้อยกำลังนั่งให้พระองค์หนึ่งสักอยู่ แล้วก็ของขึ้น ผมจำได้ว่าพี่เคยมาถามผมว่าของขึ้นคืออะไร เขาเป็นฝรั่งนะ ก็อธิบายให้เขาฟัง ในสปิริตนักแสดงของเขา เขาก็ถ่ายทอดออกมาได้ ความบ้าคลั่งของตัวละครอัลฮาวียะลู ได้อย่างน่ากลัวที่สุดก็คือ อัลฮาวียะลูชื่อนี้มันมีความหมายนะ มันแปลว่าหลุมที่ไร้ก้นบึ้ง เหมือนหุบเหวที่ไร้จุดที่สิ้นสุด มันลึกมาก เป็นตัวละครที่กดดันแล้วก็นักแสดงคนไหนที่รับบทลักษณะนี่มันมืด มันเหนื่อย เพราะว่ามันแบกชะตากรรมที่หนักมากของตัวละครเอาไว้ ซึ่งพี่น้อยทำได้ดีทั้งหมด แม้กระทั่งการเผชิญหน้ากันกับตำรวจ กับขุนพันธ์ซึ่งทุกๆ ไดอะล็อกมันมีการปะทะการเชือดเฉือนกันอยู่ตลอดเวลา แทบทั้งเรื่องที่ตัวละคร 2 คนนี้ที่ต้องปะทะกัน”

ในทุกๆ ดราม่าล้วนมีแอ็คชั่น และในทุกๆ แอ็กชันก็มีความลุ่มลึกในมิติความรู้สึกของตัวละคร ที่ว่ากันว่าเป็นลายเซนต์ของผู้กำกับมือเขียนบทอย่างก้องเกียรติ โขมศิริ
“คือเราพยายามให้ตัวละครทุกตัวละครมันมีมิติ ไม่ได้เป็นตัวละครชั้นเดียว มีเหตุมีผลมีที่มาที่ไปว่าทำไมเขาถึงเป็นสิ่งนี้ อย่างแต่ละฉากก็จะมีเรื่องราวในตัวมันเอง ยกตัวอย่างตัวบุหงา (กบ พิมลรัตน์) เล่นอย่างที่บอกคือเราได้เห็นในด้านที่เขาเป็นผู้หญิงที่สวยงามมาก แต่เขาเคลือบตัวเองไว้ด้วยเสื้อผ้าที่ มันดูเป็นผู้ชายมากๆ หรือการเป็นการเป็นโจรในเรื่อง มันก็มีเหตุผลในเรื่องว่าทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงเลือกที่จะเป็นอย่างนั้น และการเป็นโจรของเขามีเหตุผล แต่สิ่งที่เขาได้เจอกับขุนพันธ์ และทำให้ขุนพันธ์รับรู้เรื่องของเขาเนี่ย การเลือกฝั่งดีมันก็มีเหตุผลของมันอยู่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นบางทีกบอาจจะเป็นตัวละครที่ยืนอยู่ 2 ฝั่งว่าฉันเป็นตัวละครที่ฉันจะเลือกฝั่งเลวหรือเลือกฝั่งดีหนอ ตัวละครทุกตัวมันจะสะท้อนมิติพวกนี้ออกมาไว้เกือบทุกอันครับ”

ท้ายนี้อยากฝากอะไรกับผู้ชมและสิ่งที่คนดูจะได้รับจากภาพยนตร์เรื่องขุนพันธ์อย่างแน่นอน
“ผมเชื่อว่านี่คือหนังที่คนไทยรอคอย มันมีความสนุก มันเป็นการประชันบทบาทของดารายอดฝีมือ ที่เวลาบทในการปะฉะดะกันอย่างเมามันส์แน่นอนนะครับ ความเป็นแฟนตาซีแอ็กชันของมัน มันยังมีความจริงอยู่ว่านี่เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ แต่เราจะทำยังไงให้มีสีสันขึ้นมา ก็คือแม้กระทั่งตัวขุนพันธ์เอง เรายังมีดีไซน์ถึง 4 ดีไซน์ด้วยกัน คือตัวละครเราจะเห็นตั้งแต่เป็นตำรวจเริ่มต้น ยังไม่มีหนวดเขี้ยวเลย จนเริ่มทำงานเข้าไปฝังตัวเป็นสปาย กลายเป็นคนจรหมอนหมิ่น จนกลับเริ่มมีหนวดเขี้ยวจนออกปราบปราม จนสุดท้ายเป็นที่มาของภาพขุนพันธ์ที่แบบนายพลหนวดเขี้ยว เขาทำหน้าที่อธิบายพาร์ตของหนังแต่ละพาร์ตๆ และนอกจากความสนุกแล้ว ผมเชื่อว่าหนังเรื่องนี้มีประเด็นตามสไตล์หนังของผมนะครับว่าเราไม่แค่ตีต่อยกันแล้วก็จบ มันมีประเด็นให้เราขบคิดในหนังด้วยว่า บางทีหนังอาจจะสะท้อนว่าบ้านเมืองเราเกิดอะไรขึ้น และคนดีมีอยู่จริงไหม หนังเรื่องนี้อาจจะตั้งคำถามกับศรัทธาของเราในปัจจุบันได้ เราเดินออกจากโรงเรารู้สึกว่า เฮ้ย คนไทยมีฮีโร่ 1 คน ก็ขอชวนมาดูกันครับ ฝากหนังเรื่องขุนพันธ์ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ”

และในวันที่ 5 กรกฏาคมที่จะถึงนี้ ก็จะใกล้ๆครบรอบวันเสียชีวิตของท่านขุนพันธ์ อยากให้เป็นตัวแทนของภาพยนตร์กล่าวอะไรสักนิด
“5 กรกฎานี้นะครับก็จะครบรอบ 10 ปีของการเสียชีวิตไปของท่านขุนพันธรักษ์ราชเดชนะครับ ก็รับปากไว้กับรูปเคารพของท่านนะครับว่าเมื่อทำภาพยนตร์เรื่องนี้เสร็จ ก็จะขอให้ดลบันดาลใจเกิดสิ่งดีๆ ให้ประสบความสำเร็จ ตัวผมเองจะบวชเพื่อถวายท่านนะครับ หมายถึงบวชเพื่อเพราะผมรู้สึกว่าโปรเจกต์นี้ อย่างที่บอกไม่รู้อะไรดลใจกันให้เราได้ทำนะครับ เพราะฉะนั้นก็อยากจะทำให้ทุกอย่างมันสัมฤทธิ์ผล แล้วก็ขอบพระคุณท่านนะครับที่ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ขอบคุณครับ”








กำลังโหลดความคิดเห็น...