xs
xsm
sm
md
lg

บัลลังก์เมฆ ตอนที่ 9

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


บัลลังก์เมฆ ตอนที่ 9

เสียงรายงานข่าวเหตุการณ์จลาจลในเดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ. 2535 ซึ่งมีประชาชน คนทำงานออฟฟิศ รวมตัวประท้วงขับไล่นายกรัฐมนตรี สุจินดา คราประยูร โดยยึดถนนราชดำเนินนอก เป็นที่ประท้วง ดังขึ้นตลอดเวลา

ปานรุ้งยืนมองรูปภาพการเดินทางของชีวิตเธอที่ประดับบนผนังด้านหนึ่งภายในห้องโถงบ้านสมุทรเทวา เริ่มจากรูปปานรุ้งอุ้มท้องถ่ายคู่กับเกื้อ ปานรุ้งยังแต่งตัวดูซอมซ่อ ส่วนเกื้อยังใส่เสื้อเชิ้ตแขนสั้นกับกางเกงสแลคราคาถูก
ถัดมาเป็นรูปปานเทพตอนอายุ 5 ขวบ เรียนอยู่ชั้นอนุบาล 2 ส่วนปรก ลูกชายที่เกิดจากเกื้อ อายุ 3 ขวบแล้ว ปานเทพได้รางวัลเรียนดี มีปานรุ้งกับเกื้อยืนยิ้มภูมิใจอยู่ข้างๆ ปานรุ้งเซ็ตผมดูดีขึ้น เช่นเดียวกับเกื้อที่ใส่เสื้อผ้าที่ดูดีขึ้นและผูกไทด์ บ่งบอกถึงความเจริญก้าวหน้าทางหน้าที่การงาน
รูปสุดท้ายเป็นภาพครอบครัวปัจจุบัน ทั้ง 4 คนถ่ายรูปกับป้ายแสดงความยินดีที่เกื้อได้เลื่อน ตำแหน่งเป็น ผู้จัดการฝ่าย ป้ายเขียนว่า “ยินดีกับผู้จัดการแผนกสวัสดิการคนใหม่” โดยมีปานรุ้งที่แต่งตัวสวยขึ้น ส่วนเกื้อใส่สูท ผูกไทด์ ดูราศีจับ เป็นเจ้าคนนายคน ปานเทพอายุ 8 ขวบ และปรกอายุ 6 ขวบ ยืนกอดเกื้ออย่างมีความสุข

จอทีวีสีรุ่นใหม่ล่าสุด รายงานภาพข่าวเหตุการณ์ประท้วงต่อสักครู่หนึ่ง จนกระทั่งปานรุ้งเดินไปปิดทีวี
เวลาผ่านไปนานถึง 8 ปี แล้ว ใบหน้าสวยของปานรุ้งตอนนี้ไว้ผมหยิกยาวร่วมสมัย แต่งตัวสวยงามดูมีฐานะอีกครั้ง ตะโกนออกไปทางหน้าตึก
“น้อย ยกกล่องผ้าม่านผืนใหม่เข้ามารึยัง”
น้อยยกกล่องใส่ของเข้ามาวางซ้อนกับกล่องใส่ของอื่นๆ ที่วางระเกะระกะเต็มห้องโถงบ้าน ที่เพิ่งย้ายเข้ามา
“มาแล้วค่ะคุณหนู” น้อยกุลีกุจอช่วยเหลืออย่างเบิกบาน “คุณหนูให้น้อยเอาผ้าม่านติดหน้าต่างเลยไหมคะ”
“เดี๋ยวสิน้อย เอาไปซักก่อน”
น้อยหันไปรื้อกล่องใบอื่น “งั้นเอาแจกันนี่ไปวางตรงโน้นเลยไหมคะ”
ปานรุ้งเอ็ดเอา “ถือเบาๆ สิน้อย แจกันใบนั้นของเจ้านายเกื้อซื้อมาฝากจากเมืองจีนนะ”
น้อยรีบวางแจกันใส่กล่องอย่างทะนุถนอมทันที
“ขอโทษค่ะคุณหนู ก็น้อยตื่นเต้นที่คุณหนูย้ายกลับมา” สาวใช้คู่ใจเข้าไปนั่งข้างๆ แล้วกอดเอวปานรุ้งอย่างดีใจ “น้อยดีใจจริงๆ ที่คุณหนูกลับมาอยู่ บ้านสมุทรเทวาอีกครั้ง”
ปานรุ้งมองรอบๆ บ้านสมุทรเทวาด้วยความคิดถึง แววตาเจิดจ้ามีความสุข
“ฉันก็ดีใจ 8 ปีแล้วสินะ ที่ฉันจากบ้านนี้ไป มันนานเหลือเกิน นานจนฉันคิดว่า ชาตินี้ฉันคงไม่มีปัญญาได้บ้านคืนมา”
“แต่วันนี้คุณหนูก็ได้กลับมา”
“ใช่ และฉันคงไม่มีวันนี้ ถ้าไม่มีเขา ผู้ชายที่ทำเพื่อฉันกับลูกทุกอย่าง”
ได้ยินเสียงเรียกของเกื้อดังมาจากทางบันได “คุณหนูครับ”
ปานรุ้งหันไปมองตามเสียง เห็นเกื้อในชุดทำงานดูหล่อเหลา สมตำแหน่งผู้จัดการแผนก สวัสดิการประจำโรงงาน เดินลงบันไดมาหาปานรุ้ง
“ผมบอกแล้วไงครับว่าคุณหนูไม่ต้องลงมาจัดของเอง ผมจ้างคนงานที่โรงงานมาช่วยจัดการแล้ว คุณหนูขึ้นไปอยู่บนห้องกับลูกๆ เถอะครับ ปานเทพกับปรกสนุกกับวิดีโอเกมเครื่องใหม่กันอยู่เลย”
ปานรุ้งยิ้มให้เกื้อ “ไม่เป็นไร ฉันอยากจัดของทุกชิ้นด้วยตัวเอง ฉันอยากดู ทุกซอกทุกมุมของบ้านให้หายคิดถึง”
เกื้อมองอย่างเป็นห่วง “งั้นคุณหนูยกแต่พวกของเล็กๆ นะครับ ส่วนของใหญ่ๆ เอาไว้ให้คนงานยก แต่ถ้าคุณหนูไม่ไว้ใจคนงาน เดี๋ยวผมกลับจากทำงาน ผมมาจัดการให้เอง”
ปานรุ้งมองซาบซึ้งเกื้อเหลือเกิน ที่เขามีแต่ความห่วงใยให้เธอไม่เคยเปลี่ยน
“ขอบคุณนะเกื้อที่เธอทำให้ฉันกับลูกมีชีวิตเหมือนอย่างที่ฉันหวัง ขอบคุณที่ทำให้ฉันรู้ว่าฉันเลือกคนไม่ผิด”
ปานรุ้งโผเข้าไปกอดเกื้อด้วยความขอบคุณ เกื้อกอดตอบด้วยสีหน้าเบิกบานมีความสุข
ปานรุ้งจดสายตามองบ้านสมุทรเทวา ด้วยแววตาสุขสมหวัง

จู่ๆ ได้ยินเสียงจานตกแตกดังเปรื่องปร่าง เหมือนความฝันแตกสลาย

เสียงข่าวเหตุการณ์ประท้วงพฤษภาทมิฬดังจากวิทยุที่ยายปิ่นเปิดอยู่ชั้นล่าง ปานรุ้งสะดุ้งตื่นขึ้นภายในห้องนอนซอมซ่อ และทรุดโทรมของเกื้อ ที่ผนังด้านหนึ่งมีรูปปานรุ้งท้องโย้ถ่ายคู่กับเกื้อ โดยปานรุ้งไม่ได้ยิ้มแต่เกื้อยิ้มมีความสุขมาก เกื้อใส่เสื้อเชิ้ตเก่าทำงานเป็นคนงานโรงงาน รูปถัดมาเป็นปานรุ้งอุ้มปานเทพ อายุ 2 ขวบ ไว้ โดยให้เกื้ออุ้มปรกที่มีอายุ 1 เดือน เห็นได้ชัดว่าปานเทพเป็นลูกรักของปานรุ้ง ปรกลูกที่เกื้อภูมิใจ เกื้อยังใส่เสื้อเชิ้ตเก่า เป็นคนงานโรงงานเหมือนเดิม หน้าที่การงานไม่พัฒนาขึ้น สูงขึ้นไปเป็นรูปคมขวัญที่แขวนอยู่บนหิ้งกับโกศอัฐิ
ถัดลงมามีป้ายประกาศนียบัตรเรียนดี กีฬาดีหรือเหรียญรางวัลที่เขียนชื่อ “ปานเทพ สมุทรเทวา” ติดผนัง กับรูปถ่ายปานเทพยืนโชว์ประกาศนียบัตร มีปานรุ้งยืนกอดปานเทพ อย่างภาคภูมิใจ
ถัดมาอีก มีรูปวาดบนกระดาษวาดเขียนที่วาดรูปเกื้อด้วยลายมือเด็กอายุ 6 ขวบ พร้อมมีข้อความบรรยายว่า “พ่อเกื้อคือซุปเปอร์ไซย่าของผม” มีติดโบว์รางวัลชมเชย เขียนตรงชื่อที่มุมว่า “ด.ช. ปรก รุประมาณ” ซึ่งใช้ตามนามสกุลเกื้อ รูปถ่ายปรกถือรูปภาพที่ได้รางวัล มีเกื้อยืนยิ้มภูมิใจอยู่ข้างๆ เกื้อยังใส่เสื้อเก่า เป็นคนงานเหมือนเดิม
บนชั้นวางของในห้อง มีหนังสือพิมพ์วางอยู่ ซึ่งพาดหัวข่าวรายงานเหตุการณ์ประท้วงในเดือนพฤษภาคมทั้งสิ้น

“เหนื่อยเว้ย ตื่นมาทำกับข้าว ซักผ้า ถูบ้าน ล้างถ้วย ชาม กะละมัง หม้อ ไห ทำมันอยู่คนเดียว สาธุ เกิดชาติหน้าขอให้สวย จะได้นั่งๆ นอนๆ รอแบมือขอเงินผัวอย่างคนอื่นบ้าง”
เสียงบ่นบ้าของยายปิ่นดังขึ้นมาถึงชั้นสอง ปานรุ้งลุกขึ้นนั่ง มองรอบๆ ห้อง เห็นสภาพทุกอย่างช่างตรงกันข้ามกับภาพความฝันเมื่อครู่นี้ แล้วทอดถอนใจว่าชีวิตที่มีความสุข เมื่อกี้ เป็นแค่ความฝัน แล้วมองนาฬิกาที่บอกเวลา 13.00 น.
ปานรุ้งตกใจ “ตายละ ลูก” รีบลุกจากเตียงเตรียมไปรับลูกทันที

ปิ่นกำลังขายข้าวแกง มีลูกค้านั่งกินอยู่ 2 - 3 คนที่โต๊ะหน้าร้าน ปานรุ้งเดินลงมาจากชั้นบนเพื่อจะออกไปรับลูกจากโรงเรียน ปิ่นหันไปเห็นปานรุ้งที่เดินลงมาใส่รองเท้าจะออกไปข้างนอก
ก็พูดเหน็บขึ้นมาลอยๆ
“วันๆ ดีแต่แต่งตัวสวยเดินโฉบไปโฉบมา” แล้วหันไปพูดกับลูกค้าหญิง 1 “ยายพิณ ได้ข่าวว่าลูกชายแกจะแต่งงานเหรอ แกดูดีๆนะว่ามันมา อยู่เป็นลูกสะใภ้ หรือเป็นเทวดา ไม่อย่างนั้นเอ็งต้องซักเสื้อผ้าลูกชาย แถมยังต้องมาซักกางเกงในให้ลูกสะใภ้อย่างข้า”
หญิง 1 “ยายปิ่น แกไปว่าเค้า เดี๋ยวก็โดนไอ้เกื้อมันเอ็ดอีกหรอก”
“มันจะเอ็ดอะไรข้า ในเมื่อข้าพูดความจริง คนทั้งบ้านทำงานหาเงิน กันงกๆๆๆๆ ไอ้กอบแก่จะลงโลงยังต้องออกไปเฝ้ายามเช้าเย็น ข้าตื่นตี 3 ไปซื้อของมาทำขายทุกวัน มีอยู่คนเดียวที่ไม่ต้องทำอะไร อยากรู้จริงๆ ไม่กระดากใจบ้างรึไง”
ปานรุ้งใส่รองเท้าเสร็จ เดินพูดหน้านิ่งออกมาว่า “ไม่กระดาก”
ปิ่นชะงัก เหลียวขวับมามองหน้าปานรุ้งอย่างเอาเรื่อง
“เฮอะ ตอบได้เต็มปากเต็มคำเลยนะ”
“ใช่ เพราะที่ฉันไม่ทำงาน ไม่ใช่ฉันไม่อยากทำ ฉันหางานทำแล้ว แต่ลูกชายแม่ปิ่นเองต่างหากที่ไม่ให้ฉันทำ เพราะฉะนั้น ถ้าจะด่าไปด่าลูกชายยายปิ่นโน้น ไม่ใช่มายืนสาวไส้ให้ชาวบ้านฟังผิดๆ”
ปิ่นกับพวกลูกค้าอึ้งที่ถูกลูกสะใภ้ด่า ปานรุ้งด่าเสร็จก็เดินออกจากบ้านโดยไม่สนใจใคร
ปิ่นสุดจะทนมองตามอย่างเข่นเขี้ยว
“อื้อหืม...ทัพพีอยู่ไหนวะ ขอลืมบุญคุณคุณนายฟาดปากคนสักที”
หญิง 1 รีบเข้าไปห้าม

“ยายปิ่นใจเย็นๆ ใจเย็นๆ”

ไม่นานต่อมา ปานรุ้งเดินจูงมือเด็กชายปานเทพวัย 8 ขวบ ในชุดนักเรียน ที่เข่ามีผ้าก็อซปิดแผล เด็กชาย ปรก วัย 5 ขวบ ในชุดนักเรียนถือกิ่งไม้วิ่งเล่นตามมา ทั้งหมดเดินเข้ามาในสลัม คนในสลัมมองปานรุ้งกับลูกแล้วซุบซิบนินทากัน
 
ปานรุ้งรับรู้อย่างเคยชิน แต่ไม่สนใจ ก้มลงถามลูกชาย
“เจ็บมากไหมปานเทพ”
ปรกพูดกับปานเทพด้วยความเป็นห่วงและหวังดีกับพี่ชาย “ถ้าไอ้ก้องมันแกล้งพี่ปานเทพอีก เรียกฉันนะ ฉันจะจัดการมันเอง”
ปานรุ้งดุ “ปรก แม่ส่งให้ไปเรียนนะ ไม่ใช่ให้ไปเป็นนักเลงหัวไม้ ถ้าแม่ได้ยินปรกพูดแบบนี้อีก แม่จะตีให้ดู”
ปรกจ๋อย “ขอโทษครับคุณแม่ ผมก็แค่ไม่อยากเห็นไอ้ก้องแกล้งพี่ปานเทพอีก”
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง แม่จัดการเอง”
“นายเอาเวลาหาเรื่องให้คุณแม่ ไปตั้งใจเรียนเถอะ คุณแม่จะได้ไม่เครียดกับเกรดนายอีก”
ปรกยักไหล่ไม่คิดมาก ชาชินกับการทำดีแล้วไม่ได้ดี
“วันนี้ปานเทพเรียนวิชาภาษาอังกฤษใช่ไหมลูก ครูสอนคำศัพท์อะไรบ้าง ไหนท่องให้แม่ฟังสิ”
“วันนี้คุณครูสอนชื่อสัตว์ครับ cat...c-a-t = cat แปลว่าแมว dog…d-o-g = dog แปลว่าหมา lion…l-i-o-n=lion แปลว่าสิงโต tiger..t-i…” เด็กชายจำไม่ได้ “...เอ่อ t-i…”
ปรกพูดด้วยสีหน้าปกติ ไม่ได้อวดรู้ แต่ตั้งใจช่วยพี่ชายให้จำได้ “t-i-g-e-r = tiger แปลว่าเสือใช่ไหม คุณแม่สอนพี่ท่องเมื่อคืนวาน ฉันจำได้”
ปานเทพทำหน้าเซ็งปนหมั่นไส้
“ไม่เป็นไร งั้นมาท่องใหม่พร้อมกัน”
ปานรุ้งส่งมือให้ ปรกทิ้งไม้แล้ววิ่งมาจับมือปานรุ้งหมับ แม่ลูกเดินไปด้วยกัน
“tiger...t-i-g-e-r” ปานรุ้งสอนลูกไปตามทาง

ระหว่างนั้นเอง มีหญิงวัยกลางคนเข็นรถขายของเข้ามาทางด้านหลัง 3 คน แม่ลูก
“เอ้า หลบหน่อยค่ะคุณนาย รถเข็นทั้งคันไม่เห็นเหรอ”
ปานรุ้งจูงลูกๆ หลบข้างทาง แต่ปานเทพไม่ทันระวังหลบไปชนกองของที่เจ้าของบ้านวางไว้หน้าบ้านล้ม หญิง 2 เจ้าของบ้านออกมาโวยวายใส่ทันที
“พังหมด ผู้ดีตีนแดงเดินถนนไม่เป็นรึไง”
“ก็คนไม่เห็น เดี๋ยวฉันช่วยเก็บให้ก็ได้” ปานรุ้งบอก
หญิง 2 ฉุน “ไม่ต้อง เดี๋ยวก็ทำของฉันพังอีก”
“เค้าไม่ให้ช่วยก็ดีแล้วครับคุณแม่ ดูสิ ของตกพื้น สกปรกจะตาย” ปานเทพบอก
หญิง 2 โมโห พูดเหน็บแนมปานเทพ “จ้า พ่อเทวดา รักสะอาดนัก ก็ไม่ต้องมาอยู่สลัม ไปอยู่ที่อื่นโน้น”
ปานรุ้งดึงปานเทพหลบ “นี่ ไม่พอใจฉัน ก็พูดกับฉัน ไม่ใช่พาลใส่ลูกฉัน”
“แตะต้องลูกไม่ได้เลยนะ ทูนลูกเหนือหัวอย่างนี้ ระวังเห๊อะ ลูกมันจะเหยียบหัว”
ปานรุ้งพยายามอดกลั้น หันไปจูงปรกกับปานเทพเดินหนีไป ชาวบ้านแถวนั้นมองตามปานรุ้งอย่างไม่ถูกชะตา บ้างก็ซุบซิบนินทา บ้างก็ส่ายหน้าไม่ชอบขี้หน้าเอาเลย
ปานรุ้งจูงปานเทพกับปรกเดินอยู่ในสลัม ช่างเป็นภาพที่ดูแปลกแยกและไม่เข้ากันเอาเลย

เย็นนั้น เกื้อ กอบและปรกกำลังช่วยกันจัดโต๊ะกินข้าว ปานรุ้งกำลังประคองปานเทพเดินลงบันได มา ส่วนปิ่นเพิ่งเก็บร้านเสร็จ
เด็กชายปรกหันมายิ้มเรียกปิ่น “ย่า กินข้าวกัน”
“เอ้อ กินอยู่แล้ว หิวไส้จะขาดอยู่แล้ว! วันนี้ลูกค้าเยอะจนข้าไม่มีเวลากินข้าว ไอ้คนที่อยู่แทนที่จะลงมาช่วยกันก็ไม่มี ไอ้เกื้อ เอ็งมีเมียเป็นง่อยรึเปล่าวะ”
เกื้อเห็นว่าปานรุ้งลงมาแล้วรีบปราม “แม่...”
กอบเอื้อมเหลือเกิน “แกนี่น่าไปเป็นยามเฝ้าโรงงานแทนฉันนะ ปากคอเลาะร้ายไม่มีตก
โจรมา คงโดนขย้ำคอหอยขาด”
ปิ่นตีผัว “ฉันไม่ใช่หมา”
ปานรุ้งเดินหน้าเครียดพาปานเทพลงนั่งที่โต๊ะกินข้าว ปรกเข้ามานั่งติดปานรุ้งอีกด้าน ถัดจากปรกเป็นเกื้อ ยายปิ่น และกอบ ซึ่งนั่งติดปานเทพ

บนโต๊ะมีกับข้าว 3-4 อย่าง เกื้อตักข้าวให้ปานรุ้งกับลูก ปิ่นที่หิวยื่นจานให้แล้วเคาะจานใส่เกื้อ
เกื้อถอนใจหันมาตักข้าวให้ปิ่น ปิ่นรีบตักกับข้าวกินไม่สนใจใคร
“วันนี้ผมซื้อเป็ดพะโล้ที่คุณหนูชอบมาด้วย กินเยอะๆ นะครับ” เกื้อยิ้ม
ปิ่นเบะปากใส่ ปานรุ้งพยายามไม่มอง จะตักน่องเป็ดแต่ถูกปิ่นแย่งตักตัดหน้า โดยทำไม่รู้ไม่ชี้ ปานรุ้งเลยตักน่องอีกชิ้นเอาใส่จานปานเทพ
“ลูกบ่นอยากทานอยู่นี่ปานเทพ”
“ผมตักไม่ถึงครับคุณแม่” ปรกบอก
ปานรุ้งหันไปดูในจานเป็ด ไม่มีน่องแล้ว เลยตักปีกให้ปรก “นี่จ้ะ”
“ลำเอียง” คำพูดลอยๆ ของปิ่น ทำเอาทั้งหมดชะงัก “เป็นแม่ประสาอะไรวะ รักลูกไม่เท่ากัน”
“ทำไมพูดแบบนั้นล่ะแม่ เดี๋ยวเด็กก็เชื่อว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ” เกื้อไม่พอใจ

“ก็มันจริง มีอย่างที่ไหนตักน่องชิ้นเบ้อเร่อให้คนนึง แล้วตักแค่ปีกเล็กๆ ให้อีกคน” ปิ่นตักน่องในจานตัวเองใส่จานปรก “เอ้านี่ ไอ้ปรก เอาของย่าไป เอ็งมันหลานย่า ไม่ใช่ไอ้ลูกเทวดาเหมือนคนอื่น”
ปานรุ้งเริ่มรำคาญ “ที่ฉันตักน่องให้ปานเทพ เพราะวันนี้เค้าโดนเพื่อนแกล้งจนเจ็บตัว ฉันก็เลยอยากปลอบใจเค้า ส่วนที่ฉันต้องตักปีกให้ปรก ก็เพราะแม่ปิ่นนั่นแหละแย่งน่องอีกชิ้นไป”
“แย่งอะไร ไอ้กับข้าวที่ตั้งอยู่ตรงนี้มันก็เงินฉัน เงินลูก เงินผัวฉันทั้งนั้น”
“พอๆๆๆ ยายปิ่น คนจะกินข้าวอร่อยๆโวยวายอยู่ได้” กอบปรามเมียก่อนจะหันมาทางปานรุ้ง “ทานเถอะครับคุณหนู อย่าไปใส่ใจยายปิ่นเลย”
ทั้งหมดนั่งกินข้าวกันต่อเงียบๆ ปานรุ้งคิดบางอย่างในใจ ในที่สุดก็ตัดสินใจพูดออกมากลางวง
“เกื้อ ฉันตัดสินใจแล้ว ฉันจะย้ายปานเทพออกจากโรงเรียนเก่า” สามคน เกื้อ กอบ และปิ่น อึ้งทั้งแถบ “ฉันทนเห็นปานเทพโดนเด็กคนอื่นทำร้ายแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว”
ปิ่นยัวะ “กะอีแค่เด็กแกล้งกันมันจะอะไรกันนักกันหนา” กอบหันมามองดุเอาจริง ปิ่นเลยต้องเงียบ
“แต่นี่มันกลางภาคนะครับ จะมีโรงเรียนไหนเค้ารับเหรอครับคุณหนู”
“ฉันไปถามที่ใหม่มาแล้ว เค้าบอกว่าถ้าฉันพาปานเทพไปสมัครภายใน 3 วัน เค้าจะรับปานเทพเข้าเรียน”
“แล้วคุณหนูจะย้ายปานเทพไปเรียนที่ไหนเหรอครับ”
ปานรุ้งมองหน้าเกื้อ แล้วหันไปมองหน้าปิ่นกับกอบที่รอคำตอบอยู่ แล้วอึ้ง นิ่งงันไป พูดไม่ออกเหมือนกัน เพราะที่ใหม่ที่อยากย้ายไปเรียนค่าเทอมแพงมาก

ปานรุ้งนั่งคุยกับเกื้ออยู่ในห้อง เกื้อนั้นมีสีหน้าลำบากใจมาก เพราะเพิ่งทะเลาะกับปิ่นเรื่องโรงเรียนใหม่ปานเทพมาอย่างรุนแรง
“โรงเรียนบ้าอะไรค่าเทอมตั้ง 7,000 แล้วยังต้องเสียเงินยัดอีก 5,000 ทั้งหมดล่อไป 12,000 แม่เจ้าประคุณทูนหัว ไม่ลืมหูลืมตากันบ้าง เงินขนาดนั้นเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้กี่มื้อ ลูกชาวบ้านร้านตลาดเค้าไม่เห็นต้องเรียนโรงเรียนเทวดาพรรค์นั้นยังโตเป็นเจ้าคนนายคนกันพรึบๆ นี่ใจคอจะให้อดตายกันทั้งบ้านเลยเหรอ”
“พอแล้วยายปิ่น จะไปเล่นไพ่บ้านยายเพ็ญก็ไป ปรก ปานเทพนั่งทำการบ้านแล้วปิดประตูบ้านด้วยนะลูก เดี๋ยวตามา” กอบปรามเมีย
เสียงปิ่นยังโวยวายไม่เลิก แต่เสียงค่อยๆ เบาลงๆ จนเงียบไป
“เกื้อเข้าใจฉันไหม โรงเรียนใหม่นั่นมันจำเป็นกับอนาคตของปานเทพ เค้าไม่เหมาะกับโรงเรียนวัด ปานเทพเค้าต้องการที่เรียนที่มีสังคมที่ดีกว่า มีครูที่เก่งพอที่จะสอนเค้าให้เก่งได้กว่านี้”
เกื้อทักท้วงด้วยเหตุผล ท่าทีเกรงใจ “แต่...เงินค่าเข้าเรียนมันก็...เยอะจริงๆ นะครับคุณหนู ลำพังเงินเดือนเสมียนของผม 6,500 รวมโอทีอย่างเก่งก็ไม่ถึง 8,000”
“ถ้างั้นฉันจะออกไปหางานทำ จะได้ช่วยหาเงินอีกแรง” ปานรุ้งบอก
เกื้อหรือจะยอม “ไม่ได้นะครับคุณหนู คุณหนูต้องเลี้ยงลูกตั้งสองคนก็เหนื่อยจะแย่แล้ว หน้าที่หาเงินปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผมเถอะครับ”
“แล้วเธอทำได้เหรอเกื้อ ที่ผ่านมาเธอเอาแต่บอกฉันว่าจะทำให้ฉันกับลูกมีความสุข ไหนล่ะความสุข ไหนล่ะบ้านหลังใหม่ ไหนล่ะของเล่นที่ ลูกอยากได้ เธอเลี้ยงฉันด้วยความหวังลมๆแล้งๆ ของเธอมา 8 ปี แล้วนะ เกื้อ” ปานรุ้งระบดระบาย
เกื้ออึ้ง จับมือปานรุ้งมากุม อ้อนวอน “ผมจำคำสัญญาของผมได้ทุกคำ และผมพยายามทำมันอยู่ คุณหนูใจเย็นๆ อย่าเพิ่งโกรธผมนะครับ”
“ฉันทนให้คนด่าว่าฉันยังไง ฉันทนได้ แต่ถ้าลูกจะต้องโดนแบบที่ฉันเจอฉันทนไม่ได้”
“เรื่องลูก คุณหนูไม่ต้องห่วงครับ ผมจะหาเงินมาจ่ายค่าเข้าเรียนลูกเอง

ปานรุ้งมองเกื้อนิ่งๆ ไม่มั่นใจนัก เกื้อกระชับมือเป็นเชิงบอกย้ำว่าเขาทำได้แน่

พ่อลูกเดินคุยกันมา กอบอยู่ในเครื่องแบบยามโรงงานมองหน้าเกื้อด้วยสีหน้าตกใจ

“ต้องหาเงิน 12,000 ภายใน 3 วัน เอ็งจะไปหาที่ไหนไอ้เกื้อ”
เกื้อหน้าเครียด
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน จะขอยืมแม่ แม่คงไม่มีให้ แถมจะโวยวายพาลไปถึงคุณหนูด้วย ฉันไม่อยากให้บ้านมันร้อนไปกว่านี้แล้ว”
กอบช่วยคิด “แล้วเงินโบนัสเอ็งล่ะ เดือนที่แล้ว เงินโบนัสเพิ่งออกนี่”
“ฉันเอาไปซื้อชุดนักเรียนกับกระเป๋านักเรียนใหม่ให้ลูก ที่เหลือก็เอาไปใช้หนี้แม่หมดแล้วล่ะพ่อ”
“อ้าว” กอบเดินคิดหน้าเครียด “งั้นเอาเงินที่พ่อ”
เกื้อตื่นเต้น มองกอบอย่างมีความหวัง “พ่อมีเหรอ”
“มี แต่ไม่ถึง 12,000 หรอกนะ เป็นเงินค่าโอทีเฝ้ายามที่ข้าไม่ได้บอกแม่เอ็ง ข้าแอบเก็บไว้ในธนาคาร 4,000 เดี๋ยวข้าไปเบิกให้”
เกื้อยกมือไหว้ขอบคุณกอบ “ขอบคุณมากนะพ่อ ถ้าฉันมีเงินฉันจะเอามาใช้คืน”
“ไม่เป็นไร ถือว่าให้ลูกให้หลาน ว่าแต่แกจะไปหาเงินที่เหลืออีกตั้งแปดพันที่ไหน”
เกื้อคิดหนัก มองพ่อด้วยสีหน้าเครียด

ช่วงพักเที่ยง พูนกับวิสิษฐ์กำลังเล่นหมากรุกกันอยู่ที่ห้องฝ่ายธุรการโรงงาน สมชายยืนเชียร์อยู่ข้างๆ ส่วนเกื้อเดินไป เดินมา ด้วยสีหน้าครุ่นคิด
สมชายบอก “เฮ้ย หมดกระดานนี้แล้ว ตาผมนะ ขอชิงกับแชมป์เกื้อสักหน่อย ได้ข่าวว่าเป็นเจ้าพ่อรุกฆาตใช่ไหม ผมจะล้มแชมป์ให้ดู”
“รุกฆาตครับ คุณประดิษฐ์” พูนยิ้ม
“เล่นทีเผลอนี่หว่า เฮ้ย เกื้อมาตรงนี้ก่อน ช่วยหน่อยเหอะ เสียเรือแล้ว” วิสิษฐ์ว่า
เกื้อโพล่งขึ้น “ใครมีงานพิเศษอะไรที่หาเงิน 8,000 ภายใน 3 วันไหม”
วิสิษฐ์หันมามองแวบหนึ่ง “อื้อหือ...พูดแบบนี้ รุกฆาตตั้งแต่ยังไม่ได้เล่นเลย”
ทุกคนมองเกื้อว่าจะรีบร้อนหาเงินไปทำอะไร

ฝ่ายปานรุ้งกำลังเจรจากับผกาเจ้าของร้านตัดเสื้ออยู่
ผกาหน้าตาตื่น “อะไรนะ จะเอาชุดมาฝากขาย”
“ใช่ ชุดพวกนี้ฉันเป็นคนออกแบบและเย็บเอง ฝากขายที่ร้านหน่อยได้ไหม ฉันไม่ได้ฝากขายฟรีๆนะ ฉันให้ค่าฝากขาย 20 %”
“แล้วจะขายชุดละเท่าไรล่ะ”
“ชุดละ 1,000”
ผกาโวยลั่น “โอ้โห! ราคาแพงขนาดนั้น ไม่มีใครซื้อหรอก ชุดแบบนี้ราคา 500 ไม่รู้จะมีคนซื้อรึเปล่าเลย”
ปานรุ้งเครียดเลย “งั้น 800 แล้วกัน ฉันเย็บเองกับมือ งานละเอียด แบบก็เป็นแบบใหม่ ฉันจำแบบมาจากตอนที่ฉันไปเรียนเมืองนอก รับรองว่าเก๋ไม่เหมือนใคร”
ผกาขำปานรุ้ง “เธอเนี่ยนะไปเรียนเมืองนอก หูย...นักเรียนนอกเขาไม่มาอยู่สลัมแบบนี้หร้อก ขี้โม้โก่งราคาค่าชุดน่ะสิ เอาเถอะ ฉันจะพยายามช่วยขายแล้วกัน”
“ขอบใจมากๆ นะ ว่าแต่.. เธอมีงานเย็บเสื้ออะไรให้ฉันรับจ้างทำไม”
“มี แต่เป็นเย็บเสื้อโหล” ผกาหมั่นไส้ขอเหน็บนิด “นักเรียนนอกอย่างเธอจะทำเร้อ...ได้ข่าวว่าวันๆ อยู่บ้านเป็นคุณนาย งานการอะไรก็ไม่ทำอยู่แล้วนี่”
“ถ้ามีงาน ฉันก็ทำ ถ้าไม่เชื่อ ลองให้เสื้อฉันไปเย็บดูก่อนก็ได้อย่างน้อย 10 ตัว พรุ่งนี้ฉันเอามาส่ง”
ผกาทึ่ง “เสื้อ 10 ตัว เธอจะเย็บเสร็จภายในพรุ่งนี้เลยเหรอ”
“แล้วเธอให้ค่าเสื้อตัวละเท่าไรล่ะ”
“ตัวละ 50”
ปานรุ้งคำนวณจำนวนเงินในใจ บอกผกาด้วยสีหน้ามุ่งมั่น
“งั้นฉันขอ 20 ตัว คืนพรุ่งนี้ฉันจะเอาเสื้อมาส่ง”

เย็นนั้น ปานรุ้งนั่งกับพื้นท่ามกลางกองผ้าที่ตัดเป็นโครงเสื้อเรียบร้อย รอเย็บประกอบเป็นตัว จากแบบและสีพอดูออกว่าเป็นเสื้อฟอร์มหนุ่มสาวฉันทนา ปานเทพกับปรกยังใส่ชุดนักเรียน เด็กชายผู้พี่นั่งมองกองผ้าอึ้งๆ
“เสื้อตั้ง 20 ตัว คุณแม่จะเย็บไหวเหรอครับ”
ส่วนผู้น้องจะหยิบผ้ามาช่วยเย็บ “ผมช่วยเย็บนะครับคุณแม่”
ปานรุ้งห้ามปรก “ไม่ต้องหรอกปรก งานพวกนี้แม่ทำได้ หน้าที่ของลูกคือตั้งใจเรียน ไปทำการบ้านซะ”
“ทำไมคุณแม่ต้องเอาเสื้อมาเย็บด้วย เมื่อเช้าพ่อเกื้อบอกแล้วว่าพ่อเกื้อหาเงินได้”
ปานรุ้งไม่กล้าบอกลูกว่าเพราะตัวเองไม่เชื่อว่าเกื้อจะหาได้ ปานรุ้งมองไปทางโกศกระดูกแม่ภาวนาในใจ เหมือนเป็นที่พึ่งสุดท้าย

กอบยืนยามตรวจดูคนงาน เดินเข้า เดินออกอยู่หน้าประตูโรงงานอาหารกระป๋อง จนกระทั่งเย็น เห็นรถแท็กซี่คันหนึ่งแล่นมาจะเข้าประตูโรงงาน กอบรีบเป่านกหวีดห้ามไม่ให้เข้าตามกฏของโรงงาน
“เดี๋ยวๆๆๆ ยังเข้าไม่ได้ครับ ต้องแลกบัตรก่อน”
กอบเดินมายืนข้างประตูคนขับ แต่คนขับยังไม่ยอมเลื่อนกระจกลง กอบจึงเคาะกระจกเรียก
“คุณ ได้ยินไหมว่าต้องแลกบัตรก่อน”
คนขับเลื่อนกระจกลง เผยให้เห็นว่าคนขับรถแท็กซี่คือเกื้อ ที่เกื้อยิ้มเผล่ให้พ่ออยู่
“ฉันเอง พ่อ”
กอบมองเกื้ออย่างแปลกใจ “ไอ้เกื้อ เอ็งเอารถแท็กซี่ที่ไหนมาขับเนี่ย”
เกื้อลงจากรถ พร้อมกับ พูน สมชายและวิสิษฐ์
“คุณพูนเขารู้จักกับอู่แท็กซี่ เลยพาฉันไปเช่า ฉันมีทางหาเงินค่าเทอมให้ลูกแล้วพ่อ”
กอบยิ้มดีใจ “เอ้อ ดีๆ ว่าแต่เอ็งจะขับแท็กซี่ตอนไหน ตอนกลางวันเอ็งก็ต้องทำงาน”
“ฉันจะขับตอนกลางคืน เห็นคุณพูนบอกว่าตอนนี้มีผับเปิดใหม่เยอะ”
“ใช่ครับ พอตอนผับเลิก คนยืนรอรถแท็กซี่เพียบเลย ผมว่าคุณเกื้อหาเงินได้ภายใน 3 วันแน่นอน” พูนบอก
“ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดี” กอบหันมาทางลูก “งั้นเอ็งรีบกลับบ้านไปบอกคุณหนูเลย คุณหนูจะได้สบายใจ”
“พ่อห้ามบอกคุณหนูกับแม่เรื่องนี้นะ”
กอบเง็ง “อ้าว ทำไมวะ”
“ฉันไม่อยากให้คุณหนูรู้ว่าฉันขับแท็กซี่ ฉันกลัวคุณหนูเป็นห่วง” เกื้อว่า
“ถ้าไม่บอก เดี๋ยวเอ็งต้องทำงานทั้งกลางวัน ขับรถตอนกลางคืน แล้วเอ็งจะบอกคุณหนูว่ายังไง” กอบกังวลไม่หาย

คืนนั้น ปานเทพกับปรกกระโดดโลดเต้นดีใจใหญ่ ปานรุ้งมองเกื้ออย่างดีใจเช่นกัน
“เธอได้เลื่อนตำแหน่งเหรอเกื้อ”
เกื้อยิ้ม แต่คอยหลบสายตาปานรุ้ง เพราะโกหก “ครับคุณหนู วันนี้หัวหน้าเรียกผมเข้าไปคุย เงินเดือนผมเพิ่มเป็น 13,000 ด้วย”
ปานเทพ กะ ปรก อุทานลั่น “หมื่นสาม”
“ฉันดีใจจังเลยเกื้อ ในที่สุดเธอก็ได้เลื่อนตำแหน่งสักที” ปานรุ้งชะงักคิดได้ “แต่กว่าเงินเดือนจะออกก็อีกสองอาทิตย์จะทันจ่ายค่าเข้าเรียนให้ปานเทพไหม”
“ไม่ต้องห่วงครับ ผมทำเรื่องขอเบิกเงินล่วงหน้าแล้ว อีก 3 วันเงินก็ออกพอดี”
“จริงเหรอเกื้อ” ปานรุ้งตื่นเต้น
“ครับ ยังไงต่อไปผมอาจจะกลับบ้านดึกหรือเกือบเช้า เพราะหัวหน้าให้ผมดูแลคนงานเช็คสต็อกของ”
“แล้วอย่างนี้เธอจะได้พักเหรอเกื้อ”
“ไม่เป็นไรครับ เพื่อคุณหนูกับลูก ผมทำได้”
ปานรุ้งยิ้มขอบคุณเกื้อ
ปานเทพหันมาถามปานรุ้ง “อย่างนี้คุณแม่ก็ไม่ต้องเย็บเสื้อโหลแล้วน่ะสิครับ”
เกื้อมองปานเทพกับปานรุ้งอย่างงงๆ “เสื้อโหลอะไรครับ”

ปานรุ้งเดินออกจากห้องเกื้อตามมาขอร้อง
“พรุ่งนี้คุณหนูเอาเสื้อไปคืนเขาเถอะนะครับ ผมบอกแล้วไงว่าผมทำงานเอง”
“ขอให้ฉันได้ทำอะไรบ้างเถอะเกื้อ เธอแบกรับฉันกับลูกมานานแล้ว ฉันรู้ว่าเธอเหนื่อย”
“ผมไม่เคยเหนื่อยเลยครับ ผมบอกแล้วว่าผมเต็มใจ ขอแค่คุณหนูกับลูกมีความสุข หนักกว่านี้ เหนื่อยกว่านี้ ผมก็ยอม”
ปานรุ้งมองเกื้อด้วยสายตาเห็นใจกับความพยายามของเขา

หลังเลิกงาน ตลอดทั้งคืนเกื้อขับรถแท็กซี่ไปตามถนนหนทาง โฉบเข้ารับคนข้างทาง พอผู้โดยสารขึ้นเรียบร้อยถึงออกรถไป
ลูกค้าถึงที่หมายลงรถแล้วจ่ายเงินให้ เกื้อนับเงินแฮปปี้เอาใส่กระเป๋าตัวเองเข้าเกียร์ขับต่อไป

ส่วนปานรุ้งนั่งตัดเย็บเสื้อผ้าอย่างมุ่งมั่นตั้งใจ โดยมีปานเทพนั่งอ่านหนังสืออยู่ข้างๆ ส่วนปรกนั้นช่วยร้อยด้ายเข้าเข็มให้แม่ โดนเข็มตำมือหลายที แต่เด็กน้อยไม่ท้อพยายามทุกวิถีทางช่วยแม่

ทางด้านเกื้อรถติดหล่มถูกผู้โดยสารโวยวาย เกื้อต้องลงมาเข็น เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนไปหมด
เกื้อขับรถแท็กซี่ ในวันถัดมาด้วยใจมุ่งมั่น มาถึงตอนค่ำเขานั่งนับเงินอยู่ในรถ มีทั้งแบงค์ 100 และ แบงค์ 20 และเหรียญปนกัน เกื้อนับแบงค์ใบสุดท้าย
“6,590 บาท คืนนี้คืนสุดท้าย ต้องหาเงินให้ได้อีก 1,500” เกื้อยกมือไหว้ขอพรพระ “สาธุขอให้ลูกได้ลูกค้า มีเงินไปจ่ายค่า เทอมลูกด้วยเถอะ”
ผู้ชาย 2 คนเปิดประตูรถเข้ามานั่งข้างคนขับ 1 คน และนั่งด้านหลังเกื้อ 1คน
“สวัสดีครับ เชิญครับ จะให้ผมไปส่งที่ไหนครับ”
ผู้ชาย 1นั่งข้างเกื้อ บอก “ไปมีนบุรี”
“ได้ครับผม”

เกื้อออกรถไป โดยไม่เห็นว่าผู้ชาย 2 คนลอบมองหน้ากันเหมือนส่งสัญญาณบางอย่างให้กัน


อ่านต่อหน้า 2

บัลลังก์เมฆ ตอนที่ 9 (ต่อ)

ค่ำคืนนั้นปานรุ้งนั่งเย็บเสื้ออยู่ในโถงชั้นล่างบ้านเช่า ปานเทพกับปรกนั่งอ่านหนังสืออยู่ข้างๆ ปิ่นเดินเข้ามา ประแป้งตามหน้าตาเนื้อตัวเตรียมจะนอน

“ไอ้ปรก ดึกป่านนี้ พ่อเอ็งยังไม่กลับมาอีกเหรอ”
“ยังเลยจ้ะย่า”
“ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ถ้ามันล้มไป ดูสิ ใครจะรับผิดชอบ”
ปิ่นเดินสะบัดตูดออกไป
ปรกมองตามย่า แล้วหันมาพูดกับแม่ “คุณแม่อย่าไปฟังย่าพูดเลยนะครับ”
ปานเทพบ่น “ย่านาย พูดมากปากเหม็น”
“ก็ย่าพี่เหมือนกันนั่นแหละ พี่ก็กินข้าวของย่าทุกวันนะ” ปรกว่าประสาซื่อ
ปานเทพเถียง “ไม่ใช่ย่าฉัน”
ปานรุ้งอบรมลูก “ปานเทพ อย่าพูดอย่างนี้ ลูกไม่ชอบใครมาพูดไม่ดีกับเรา ก็อย่าพูดไม่ดีกับเขา ไปอ่านหนังสือต่อทั้งสองคนเลย”
ปานเทพ กะ ปรก รับ “ครับ” พร้อมๆ กัน
ปานรุ้งเย็บผ้าต่อไม่สนใจคำพูดปิ่น จู่ๆ ถูกเข็มทิ่มนิ้ว ปานรุ้งสะดุ้งเฮือก
ปานเทพเห็นถามอย่างเป็นห่วง “แม่เป็นอะไรรึเปล่าครับ”
“ไม่เป็นไรลูก”
ปานรุ้งมองนิ้วที่มีเลือดซึมออก แล้วใจก็คิดเป็นห่วงเกื้อขึ้นมาโดยประหลาด

รถแท็กซี่ของเกื้อขับเข้ามาในทางเปลี่ยว มีต้นหญ้าสูงขึ้นรกตลอดข้างทาง ไม่มีไฟตามถนน เกื้อพยายามมองทางข้างหน้า หาบ้านของผู้ชาย 2 คน
“ผมว่ายิ่งขับ ทางยิ่งเล็กลงนะครับ คุณแน่ใจเหรอครับว่ามาไม่ผิดทาง”
“ไม่ผิดทางหรอก ทางนี้แหละ” ชาย 1 บอก แล้วหันไปทางชาย 2 ที่นั่งด้านหลังเกื้อให้สัญญาณกัน “เฮ้ย”
ขาดคำชายทั้งคู่เผยความเป็นโจรชั่วออกมา โจร 2 ยื่นมือมาล็อคคอเกื้อ ดึงรั้งมาติดกับพนักเบาะ โจร 1 นั่งข้างชักมีดออกจากในเสื้อมาจี้คอเกื้อที่กำลังอึ้งตะลึงตะไล แต่พยายามตั้งสติ
“คะ..คุณใจเย็นๆ กันก่อนนะ”
ชาย 1 ตะคอก “มึงมีเงินเท่าไร ส่งมาให้หมด”
“งะ..เงินผมไม่มีหรอก คืนนี้ผมยังขับรถไม่ได้เลย”
ชาย 2 ตวาด “โกหก เมื่อกี้กูยังเห็นมึงนับเงินอยู่เลย” มันบอกชาย 1 ว่า “ค้นเลย”
เกื้อเห็นจังหวะที่โจร 1 ก้มลงจะค้นตัว ปัดมีดในมือโจร 1 ออกห่างตัว แล้วต่อยหน้าโจร 1 เต็มแรง จนมันหน้าหงายไปชนบานประตูรถ
โจร 2 ล็อคคอเกื้อแรงขึ้น เกื้อเอื้อมมือไปข้างหลัง แล้วกระชากดึงผมโจร 2 อย่างแรง จนมันต้องคลายมือที่ล็อคคอเกื้อออก
เกื้อรีบดึงมือโจร 2 ออกจากตัว แล้วเปิดประตูวิ่งหนีไป

เกื้อวิ่งหนีมาโดยไม่คิดชีวิต โจร 2 คน วิ่งตามมาไม่ลดละ
โจร 2 คน วิ่งตามเกื้อจนทัน กระชากตัวเกื้อไว้ได้ โจร 2 ล็อคตัวเกื้อไว้
“คุณอย่าทำอะไรผมเลย ผมต้องเงินไปจ่ายค่าเทอมลูก” เกื้อไหว้ปลกๆ ขอร้อง
“ถ้ามึงไม่อยากตายก่อนเจอหน้าลูกเมียมึง เอาเงินมา”
โจร 1 ขู่ แล้วเข้าไปค้นตัวจนเจอเงินทุกบาท เกื้อใจหายพยายามดิ้นเพื่อจะเอาเงินคืน
“เอาเงินผมคืนมา”
โจร 1 ต่อยเกื้ออย่าหนักหน่วงหลายทีซ้อน เกื้อเลือดกบปาก แต่ยังพยายามจะสู้เอาเงินค่าเทอมปานเทพคืน
“เอาเงินผมคืนมา”
โจร 1 เห็นเกื้อจะสู้ จึงใช้มีดพกแทงเข้าที่ท้องเกื้อทันที แม้เกื้อจะรีบหลบ แต่หลบไม่ทัน มีดเฉียดเข้าที่สีข้าง มีเลือดไหลออกมาเต็มเสื้อ เกื้อเจ็บจนเซล้มลงนั่งคุกเข่ากับพื้น
โจร 1 บอกโจร 2 “ไปเว้ย”
เกื้อเห็นโจร 2 คนจะไป รีบตะเกียกตะกายไปจับขาโจร 1 ไว้
“ผมขอร้อง เอาเงินผมคืนมาเถอะนะ ถ้าพรุ่งนี้ผมไม่มีเงินไปจ่ายค่าเทอมลูก ลูกผมไม่ได้สอบ ผมไหว้ล่ะ อย่าเอาเงินผมไปเลย”
โจร 1 ไม่แยแส “ลูกมึง ไม่ใช่ลูกกู”
ขาดคำโจร 1 เตะเสยเข้าคางเกื้อเต็มแรง จนเกื้อล้มไปนอนกองกับพื้น โจร 2 คนเอาเงินเกื้อวิ่งหนีไป
เกื้อมองตาม 2 โจรชั่วที่วิ่งไป พยายามลุกขึ้นโดยไม่ยอมแพ้ รวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลือคลานกลับไปที่รถ ยันตัวเองขึ้นรถ สตาร์ตเครื่อง โดนต้องคอยเอามือกุมสีข้างที่ถูกแทงและเลือดไหลไม่หยุด ขับรถตามชาย 2 คนไป

เกื้อในสภาพเนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือด เจ็บปวดทั่วสรรพางค์กาย แต่ยังคงพยายามขับรถมองทางข้างหน้าหาโจร 2 คน เกื้อเสียเลือดมาก ร่างกายอ่อนแรงจนสายตาเริ่มพร่ามัว และเบลอ
เกื้อมองทางข้างหน้า ประคองสติตัวเองไว้ บังคับรถที่กำลังส่ายไป ส่ายมา เท่าที่จะมีแรง
จู่ๆ มีรถคันหนึ่งเลี้ยวพรวดออกมาจากซอยข้างหน้า เกื้อเบรกไม่ทันรีบหักหลบอย่างแรง จนรถเสียหลักตกลงข้างทาง หัวเกื้อกระแทกกับพวงมาลัยรถอย่างแรงจนหัวแตก เลือดไหลอาบหน้า เกื้อสลบคาพวงมาลัยไป ก่อนจะเห็นว่ามีคนวิ่งมาเคาะกระจกข้างๆ เรียกเป็นการใหญ่
“คุณ คุณเป็นยังไงบ้าง คุณ”
บังเอิญแท้ เพราะคนที่มาเคาะกระจกเรียกนั้น เป็นคนขับรถของวาสุเทพ
“คนขับเป็นยังไงบ้างพลชิต”
วาสุเทพในชุดนายทหารยศนาวาโทลงรถเดินตามเข้ามามองอย่างเป็นห่วง

บ่ายวันถัดมา ทั้ง ปานรุ้ง กอบ และปิ่นวิ่งเข้ามามองหาห้องฉุกเฉินด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
ปิ่นหันไปตวาดถามกอบ “ตากอบ คนงานที่มาบอกข่าวไอ้เกื้อ มันบอกว่าไอ้เกื้ออยู่ห้องไหน”
กอบเองก็ร้อนใจเหลือที่ “เดี๋ยวนะๆๆ ขอข้าคิดก่อน ไอ้ศักดิ์มันบอกว่าพยาบาลเจอ
บัตรพนักงานของไอ้เกื้อ เลยโทร.ไปที่โรงงาน บอกว่าไอ้เกื้อเกิดอุบัติเหตุ ให้มาที่โรงพยาบาลนี้ ไอ้เกื้อมันอยู่ห้อง...”
ปิ่นตวาดอย่างร้อนใจ “โฮ้ย...ตกลงมันอยู่ห้องไหน”
“มันไม่ได้บอกว่าอยู่ห้องไหน”
ปิ่นห่วงลูกชาย โวยวายใหญ่ “โฮ้ย...”
“งั้นไปถามเจ้าหน้าที่แล้วกัน”
ปานรุ้งบอกแล้วรีบเดินนำปิ่นกับกอบไปทางเคาน์เตอร์เจ้าหน้าที่ตรงโถงโรงพยาบาล
จู่ๆ ได้ยินเสียงวาสุเทพดังมาจากข้างหลัง
“รุ้ง”
ปานรุ้งชะงัก หันไปมองวาสุเทพด้วยสีหน้าอึ้งๆ อย่างคาดไม่ถึง

“พี่เทพ”

ถัดมา ปานรุ้งคุยอยู่กับวาสุเทพตรงหน้าห้องพักฟื้นของเกื้อ กอบกับปิ่นดูลูกอยู่ในห้อง

“หมอบอกว่าเกื้อมีอาการช้ำใน มีแผลใหญ่ๆ ที่หัวกับตรงสีข้างแผลที่หัวเกิดจากกระแทกตอนที่รถตกข้างทาง แต่แผลที่สีข้างหมอบอกว่าเกิดจากของมีคม พี่เห็นรอยฟกช้ำตามตัวเกื้อ ถ้าพี่เดาไม่ผิด เกื้อน่าจะมีเรื่องกับใครมาก่อนที่จะขับรถแท็กซี่มาชนกับรถพี่”
ปานรุ้งยืนฟังอย่างอึ้งๆ งงๆ เพิ่งรู้ว่าเกื้อแอบไปขับรถแท็กซี่หาเงินให้ลูก ทั้งยังอึ้งกับอาการบาดเจ็บของเกื้อ และหนักใจกับเรื่องเงินที่ต้องจ่ายให้ปานเทพพรุ่งนี้ จนปานรุ้งพูดอะไรไม่ออก
วาสุเทพมองปานรุ้งด้วยสีหน้าเป็นห่วง เข้าใจว่าปานรุ้งเป็นห่วงเกื้อในฐานะเจ้านายกับคนใช้ ยังไม่รู้ว่าเกื้อกับปานรุ้งเป็นผัวเมียกันแล้ว
“รุ้ง”
ปานรุ้งยังนิ่งเงียบจมอยู่กับความคิดตัวเอง
วาสุเทพค่อยๆ ยื่นมือมาแต่มีท่าทีลังเลนิดๆ ว่าควรจะแตะต้องตัวปานรุ้งดีไหม สุดท้ายตัดสินใจแตะที่แขนเบาๆ ปานรุ้งได้สติ สะดุ้งนิดๆ
“คะพี่เทพ”
“ไม่ต้องห่วงเกื้อหรอกนะ หมอยืนยันว่าเกื้อปลอดภัย ส่วนค่ารักษาพยาบาล คนขับรถของพี่เป็นคนผิด พี่จะออกค่ารักษาให้เอง”
“ขอบคุณค่ะพี่เทพ”
วาสุเทพมองสำรวจปานรุ้ง พบว่าบัดนี้อดีตคุณหนูไฮโซนักเรียนนอกแต่งตัวไม่เลิศหรู ไม่ทำผม ไม่แต่งหน้า ต่างจากปานรุ้งคนเดิม นั่นทำให้วาสุเทพพอเดาออกว่าฐานะของปานรุ้งตอนนี้ไม่ได้ดีอย่างแต่ก่อนแน่นอน วาสุเทพมองปานรุ้งด้วยสายตาห่วงใย
“พี่เพิ่งกลับกรุงเทพฯมาเมื่อสองวันก่อน กระทรวงเรียกมารายงานตัว พี่ถึงได้รู้ข่าวเรื่องบ้านสมุทรเทวาถูกขาย”
ปานรุ้งกับวาสุเทพสบตากัน
“พี่เสียใจด้วย”
ปานรุ้งยิ้มเศร้า “มันผ่านไปแล้วล่ะค่ะ”
“แต่พี่ก็ยังดีใจ ที่อย่างน้อย รุ้งไม่ได้อยู่ลำพัง ยังมีเกื้อ กอบกับยายปิ่นตามดูแลรุ้งด้วย พี่นับถือน้ำใจ พวกเขาเป็นบ่าวที่รักนายด้วยใจจริง”
ปานรุ้งชะงัก ที่วาสุเทพคิดอย่างนั้น และเริ่มกระอึกกระอักว่าควรจะบอกความจริงกับวาสุเทพดีไหม ใจหนึ่งก็อับอายนักหากวาสุเทพจะรู้ว่าเธอตกต่ำจนมีลูกกับคนขับรถ แต่อีกใจก็ไม่อยากปิดบัง
“เอ่อ พี่เทพคะ คือรุ้งกับเกื้อ...”
ปานรุ้งตัดสินใจจะบอกความจริง แต่กอบเดินปรี่เข้ามาหาปานรุ้งด้วยท่าทางร้อนใจ
“คุณหนูครับ เกื้อฟื้นแล้ว มันบอกว่าเงินที่จะจ่ายค่าเทอมปานเทพถูกปล้นไปหมด พรุ่งนี้ต้องจ่ายเขาแล้ว เราจะทำยังไงดีครับ”
ปานรุ้งเครียดเหลือเกิน วาสุเทพมองปานรุ้งกับกอบ

เกื้อฟื้นขึ้นมาตอนเช้า ยันตัวลุกขึ้นนั่ง แล้วพยายามจะเดินลงจากเตียงทั้งๆ ที่ยังมีสายน้ำเกลืออยู่ ปิ่นเปิดประตูห้องเข้ามาเห็นรีบพุ่งเข้ามาตวาดเกื้อ
“เอ็งจะไปไหนไอ้เกื้อ”
“ฉันจะไปโรงเรียนของปานเทพ จะไปขอร้องเค้าให้รับปานเทพเข้าเรียนก่อน เดี๋ยวฉันจะรีบหาค่าเทอมไปจ่ายให้”
“ไม่ต้องไปแล้ว แม่เขาหาเงินจ่ายให้ลูกเขาได้แล้ว”
เกื้อชะงัก “จริงเหรอแม่ แล้วคุณหนูมีเงินพอเหรอ ฉันจะไปดู”
ปิ่นดันตัวลูกให้นั่งบนเตียงระบายอย่างคับแค้นใจ “ไอ้เกื้อ หัดห่วงตัวเองบ้างได้ไหม ที่เอ็งต้องเป็นอย่างนี้ เพราะใคร กี่ครั้งแล้วที่แกต้องแอบไปทำโน่นทำนี่ เพื่อหาเงินไปให้เขากับลูก เขามีสมอง มีมือมีเท้า ปล่อยให้เขาดูแลตัวเองบ้าง”
“แต่ฉันเป็นห่วง เงินตั้งมากมาย คุณหนูไปหาจากที่ไหน”

ปานรุ้งเดินกลับเข้าบ้านมาด้วยสีหน้ากังวล คิดถึงเงินที่วาสุเทพให้มา เธอไม่อยากให้เกื้อรู้
กอบกำลังนั่งดูข่าวอยู่ในบ้าน ในทีวีกำลังรายงานข่าวเหตุการณ์ช่วงหลังพฤษภาทมิฬ ที่มีการแต่งตั้งนายกฯ พระราชทาน นายอานันท์ ปันยารชุน กอบหันไปเห็นปานรุ้งเดินเข้ามาจึงพูดทัก
“จ่ายค่าเทอมเรียบร้อยแล้วเหรอครับ”
ปานรุ้งมองกอบด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“วันนี้ไม่ไปทำงานเหรอนายกอบ”
“ผมเข้ากะดึกครับ”
ปานรุ้งเดินเข้ามานั่งถัดจากกอบ แล้วพูดกับกอบด้วยสีหน้าจริงจัง
“เมื่อคืนนายกอบบอกยายปิ่นรึเปล่า เรื่องที่พี่เทพให้เงินค่าเทอมปานเทพมา”
“เปล่าครับ ผมยังไม่ได้บอกใคร”
ปานรุ้งพยักหน้ารับรู้ แล้วมองกอบขอร้องว่า “ดีแล้ว อย่าบอกเรื่องนี้กับใครโดยเฉพาะเกื้อ ฉันไม่อยากให้เกื้อรู้ว่าพี่เทพให้เงินฉัน”
“ทำไมล่ะครับ” กอบแปลกใจ
“เพราะฉันรู้ว่าถ้าเกื้อรู้ เกื้อต้องหาเงินไปใช้คืนพี่เทพเอง อย่าให้เกื้อต้องแบกรับปัญหาอะไรไปมากกว่านี้เลย ถ้าเธอไม่พูด ฉันไม่พูด เกื้อก็ไม่รู้ส่วนพี่เทพ ฉันกับเขามันอยู่กันคนละโลกแล้ว เราคงไม่มีอะไรต้องเกี่ยวข้องกันอีก”

ไม่เพียงแต่บังเอิญสำหรับวาสุเทพ ที่ได้เจอกับปานรุ้งเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องบังเอิญอย่างเหลือเชื่อ เมื่อกติยาเป็นเพื่อนกับครูมลทิพย์ ครูที่สอนอยู่ในโรงเรียนที่ปานเทพเพิ่งย้ายมาเรียน และในเวลาที่โรงเรียนเพิ่งเลิกนี้ เธอเดินคุยมากับครูมลทิพย์ หลังออกจากทางห้องทำงานผู้อำนวยการโรงเรียน
“เห็นไหม ฉันบอกแล้วว่า ผอ. ต้องดีใจที่รู้ว่าเธอกับสามีไม่ได้ย้ายกลับสัตหีบแล้ว”
“พี่เทพเพิ่งรู้คำสั่งเมื่อเช้านี้เองว่าต้องประจำที่กระทรวง ตอนนี้ฉันก็ฉุกละหุกไปหมด ต้องย้ายทุกอย่างกลับมาที่กรุงเทพฯ”
“แหม...ไหนๆ เธอก็ลาออกจากโรงเรียนที่สัตหีบแล้ว เธอมาช่วยสอนหนังสือที่นี่นะยา เมื่อวานครูวิชาภาษาไทยเพิ่งคลอดลูก เธอมาเป็นครูพิเศษสอนแทนชั่วคราวก็ได้ นะๆๆๆ” มลทิพย์อ้อน
กติยาสนใจแกล้งเล่นตัว “ก็ถ้ามีข้อเสนอดีๆ ฉันก็อาจสนใจ”
“ข้อเสนออะไรล่ะ”
“ก็อย่างเช่น...”
ทันใดนั้นเอง มีเสียงเรียกชื่อ ปานเทพ ดังมาจากข้างหลังกติยา
“ปานเทพ แม่อยู่ทางนี้”
กติยาชะงัก เพราะจำเสียงนี้ เสียงของปานรุ้งได้ขึ้นใจ รวมทั้งชื่อ “ปานเทพ” ชื่อที่ปานรุ้งขอใช้ชื่อวาสุเทพมาตั้ง กติยาค่อยๆ หันไปมองตามเสียง เธอเห็นปานเทพวิ่งเข้าไปหาปานรุ้ง กติยามองแม่ลูกด้วยสีหน้านิ่ง โดยที่ปานรุ้งไม่เห็น

ทางด้านวาสุเทพเดินเข้าบ้านมา โดยมีพลทหารเรือชิต คนขับรถถือกระเป๋าและแฟ้มเอกสารงานตามหลัง
“เรื่องเกื้อเป็นยังไงบ้าง”
“นายเกื้อจะออกจากโรงพยาบาลพรุ่งนี้ครับ”
“แล้วที่ฉันสั่งให้นายไปทำ”
“พรุ่งนี้ตอนนายเกื้อกลับบ้าน ผมจะขับรถตามไปครับว่าบ้านนายเกื้ออยู่ไหน” พลฯชิตบอก

วาสุเทพพยักหน้ารับรู้ สีหน้าครุ่นคิด ด้วยเป็นห่วงว่าปานรุ้งว่าจะกินอยู่อย่างไร

คืนเดียวกันนั้นดรุณีถือจานคุกกี้มานั่งคุยกับกติยาที่แวะมาเยี่ยม ตรงโซฟาห้องรับแขกบ้าน

“หลังจากบ้านสมุทรเทวาถูกขายต่อ แม่ก็ไม่ได้ข่าวหนูรุ้งอีกเลย ยาเจอหนูรุ้ง ทำไมไม่เข้าไปถามสารทุกข์สุขดิบล่ะลูก อย่างน้อยก็เคยเป็นเพื่อนกัน”
“ยาก็อยากจะเข้าไปถามนะคะ แต่สิ่งที่รุ้งทำกับยา มันลืมไม่ได้ง่ายๆ”
“แม่เข้าใจ แต่เรื่องมันก็ผ่านมาตั้งนานแล้ว ต่างคนต่างแยกย้ายไปมีชีวิตของตัวเอง อโหสิต่อกันได้ มันก็ดีกับตัวลูกเอง ดีไม่ดี ป่านนี้หนูรุ้งอาจจะมีครอบครัวใหม่แล้วก็ได้”
กติยาฟังคำพูดมารดาด้วยสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด

เช้านี้ ปานรุ้งกับกอบช่วยกันพยุงเกื้อขึ้นรถแท็กซี่เพื่อกลับบ้าน โดยไม่รู้ว่าที่มุมหนึ่ง พลชิตคนขับรถของวาสุเทพแอบยืนมองอยู่ และขับรถตามแท็กซี่ไป

พอปานรุ้งกับกอบพยุงเกื้อเข้ามานั่งในบ้าน ปิ่นถือขันน้ำมนต์มาพรมใส่หัวเกื้อทันที
“ขอให้หมดเคราะห์ หมดโศกทีเถิด เพี้ยง” พลางยื่นขันน้ำมนต์ให้เกื้อ “เอ้า ดื่มซะ น้ำมนต์หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์มากนะ ข้าต้องไปต่อคิวลูกศิษย์คนอื่นตั้งนาน กว่าจะได้น้ำมนต์มา”
เกื้อดื่มน้ำมนต์
กอบขอมั่ง “มาให้ข้าดื่มมั่ง”
“เอ็งมีเคราะห์อะไรกับเขาตากอบ”
“ไม่ได้มีเคราะห์ แต่หิวน้ำ”
“เดี๋ยวปั้ดฟาดด้วยขัน เล่นไม่รู้จักของต่ำของสูง” ปิ่นหันไปพูดเหน็บปานรุ้งจนได้ “ไอ้เกื้อมันต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อใคร คนนั้นก็ดูแลมันด้วยแล้วกัน”
กอบระอาเมีย ดึงขันน้ำมนต์จากมือมา “พูดมากนัก ขโมยน้ำมนต์ไปกินให้หมดเลย”
จากนั้นกอบก็เดินถือขันน้ำมนต์หนีเข้าไปหลังบ้าน
ปิ่นรีบเดินตาม “ตากอบ เอาน้ำมนต์ข้าคืนมาเดี๋ยวนี้นะ”
เกื้อมองตามพ่อกับแม่ แล้วหันกลับมามองปานรุ้งด้วยสายตารู้สึกผิด
ปานรุ้งมองเกื้อชิงพูดเป็นเชิงตำหนิขึ้นก่อนว่า
“อย่าโกหกฉันอีกนะเกื้อ”
“ผมขอโทษครับคุณหนู”
“ฉันรู้ว่าที่เกื้อทำ เพื่อฉันกับลูก แต่ถ้าเกื้อเป็นอะไรเพราะฉันกับลูก แล้วฉันกับลูกจะรู้สึกยังไง”
เกื้อหน้าเสียหนัก “ผมไม่คิดว่ามันจะเกิดเรื่องอย่างนี้ ผมสัญญาครับว่าคราวหน้า จะระวังตัวให้มากกว่านี้”
ปานรุ้งชะงัก “คราวหน้า หมายความเธอยังคิดจะขับแท็กซี่ต่อไปเหรอ”
“ถึงมันจะเสี่ยง แต่มันก็ได้เงินดีนะครับคุณหนู อย่างน้อยผมก็มีรายได้เสริมมีเงินเก็บให้ลูก เพื่อเก็บเงินก้อนได้ เราจะได้ซื้อบ้านเป็นของเราอย่างที่คุณหนูหวังไงครับ”
ปานรุ้งฟังเกื้อพูดถึงบ้านที่ตัวเองวาดหวังไว้ ก็ชะงักนิดๆ สะท้อนใจกับความรักและความหวังดีของเกื้อ
“ฉันคิดว่าเธอลืมเรื่องนี้ไปแล้ว”
“อะไรที่เป็นความสุขของคุณหนู ผมไม่เคยลืมหรอกครับ” เกื้อเอื้อมมือไปจับมือปานรุ้งมากุม “ผมจะสร้างบ้านของเราให้ได้ คุณหนูรออีกนิดนะครับ”
ปานรุ้งมองเกื้อพูดอะไรไม่ออก มีแต่ความรู้สึกตื้นตันกับความความรักของเกื้อ และเจ็บปวดกับความพยายามของเกื้อที่มีให้กับตัวเองมากเหลือเกิน
หากสองคนสังเกต และมองออกไปนอกหน้าต่าง จะเห็นว่าพลฯชิตแอบซุ่มมองอยู่หน้าบ้านนั่นเอง

กติยานั่งอ่านเอกสารเตรียมสอนวิชาภาษาไทยอยู่ที่โต๊ะทำงานวาสุเทพ พร้อมกับคิดถึงเหตุการณ์ที่โรงเรียน และคำพูดของมลทิพย์ที่พูดถึงปานรุ้งและปานเทพ
“นั่นแม่ของปานเทพ เพิ่งย้ายมาเรียนที่นี่ตอนกลางเทอม ปานเทพเป็นเด็กเรียนดีมากนะ แต่เสียดายที่ฐานะทางบ้านไม่ค่อยดี ผอ.อาจจะเชิญผู้ปกครองมาคุยว่าจะช่วยปานเทพยังไง”
กติยานิ่งคิด แม้ใจยังโกรธอยู่ไม่จางหาย แต่พอเห็นสภาพปานรุ้งที่ดูลำบากและขัดสนมาก ในใจลึกๆ ก็อดสงสารไม่ได้ ระหว่างนี้วาสุเทพเปิดประตูเข้ามา
“อ้าว ยา”
“พี่เทพกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ ยาไม่เห็นได้ยินเสียงรถเลย”
“เพิ่งมาถึงจ้ะ พอดีให้เพื่อนมาส่ง”
“อ้าว แล้วรถพี่เทพล่ะคะ”
“พี่ให้วิชาญเอาไปทำธุระให้น่ะจ้ะ” วาสุเทพชะงัก ตัดสินใจโกหก และไม่อยากโดนซักมาก
จึงเปลี่ยนเรื่อง “ยาอ่านอะไรน่ะจ๊ะ”
“แบบการสอนวิชาภาษาไทยน่ะค่ะ”
วาสุเทพแปลกใจ “นี่ยาจะกลับไปสอนหนังสือเหรอจ๊ะ โรงเรียนไหน โรงเรียนเดิมที่ยาเคยสอนรึเปล่า”
“ไม่ใช่ค่ะ เป็นโรงเรียนใหม่ ยายังไม่ได้รับปากว่าจะไปสอนไหม ยาไม่มั่นใจว่าถ้ายาเข้าไปยุ่ง ชีวิตยาจะมีความสุขหรือยุ่งยากกว่าเดิม”
กติกาหมายไปถึงการเข้าไปยุ่งกับชีวิตปานรุ้งอีก แต่วาสุเทพไม่รู้ คิดเพียงว่ากติยาพูดเรื่องกลับไปสอนหนังสือ
“แล้วแต่ยา อย่างไหนที่ยาทำ แล้วมีความสุข ก็เลือกทำอันนั้น พี่อยู่ข้างยาเสมอ”
กติยามองวาสุเทพยิ้มอย่างมีความสุข “ขอบคุณค่ะพี่เทพ”
“พี่ไปอาบน้ำก่อนนะ เดี๋ยวทานข้าวกัน”
วาสุเทพเดินออกไป กติยามองตาม แล้วก้มลงอ่านแบบเตรียมสอนภาษาไทยด้วยสีหน้าลังเล คิดถึงคำพูดดรุณีขึ้นมาอีก
“แม่เข้าใจ แต่เรื่องมันก็ผ่านมาตั้งนานแล้ว ต่างคนต่างแยกย้ายไปมีชีวิตของตัวเอง อโหสิต่อกันได้ มันก็ดีกับตัวลูกเอง”
กติยาพึมพำอย่างลังเล “อโหสิกรรม”

เย็นนั้น พลฯชิตเดินเข้ามาในบ้าน เจอสาวใช้ที่เดินออกมาจากหลังบ้าน
“ท่านผู้การล่ะ”
สาวใช้ทำท่าคิดคล้ายลังเล แล้วบอกว่า “เห็นเดินไปที่ห้องทำงานน่ะ”
พลฯชิตเดินดุ่มไปทางห้องทำงานวาสุเทพ

พลฯชิตเคาะประตูห้องแล้วเปิดประตูเข้ามาเลย โดยที่โต๊ะทำงานวาสุเทพ เก้าอี้หมุนพนักพิงหันมาทางหน้าโต๊ะ ทำให้พลฯชิตคิดว่า วาสุเทพนั่งหันหลังให้อยู่
“วันนี้ผมตามไปบ้านคุณปานรุ้งมาแล้วครับท่าน”
แต่แล้วเมื่อเก้าอี้เก้าอี้หมุนมา เผยให้เห็นว่าเป็นกติยาที่นั่งเก้าอี้อ่านทบทวนตำราการสอน อยู่ พลฯชิตถึงกับชะงัก นิ่งงันไป
กติยาจดสายตามองพลทหารคนขับรถของสามีด้วยสีหน้าคาดคั้นว่า เล่าเรื่องราวมาทั้งหมดเดี๋ยวนี้!!

เช้าวันนี้ เกื้อทุเลาจากอาการป่วย แต่ก็เริ่มมาทำงานวันแรกแล้ว และกำลังยกมือไหว้พูน โดยมีวิสิษฐ์ และสมชายมานั่งคุยด้วยพูนนั้นรีบยกมือห้ามเกื้อ
“ไม่ต้องไหว้ผมขนาดนั้นหรอกคุณเกื้อ ผมไม่ได้ออกเงินค่าซ่อมรถให้คุณคนเดียว คุณวิสิษฐ์ กับ คุณสมชายก็ช่วยกันออกด้วย”
“งั้นผมก็ต้องขอขอบ...” เกื้อหันมาหาจะไหว้สองคน วิสิษฐ์ รีบห้าม
“พอๆๆๆ ไม่ต้องไหว้พวกผมแล้ว แค่คุณรับปากพวกผมว่าจะพยายามหาเงินมาทยอยใช้ก็พอ”
สมชายบอกว่า “แล้วเงินมันก็ไม่ได้มากมายอะไรด้วย ที่พวกผมช่วยก็เพราะสงสาร คนดีดี
อย่างคุณ สักวันต้องประสบความสำเร็จ อย่าท้อซะก่อนล่ะ”
“ผมท้อไม่ได้หรอกครับ ผมต้องสู้เพื่อลูก เพื่อลูกของผม”
เกื้อหน้าตามุ่งมั่นมาก

หลังเลิกงาน เกื้อยังคงตระเวนขับรถแท็กซี่ทั่วกรุงเทพฯ อย่างขยันขันแข็ง
เกื้อดูเวลาขับไปจอดรถรอคนที่หน้าโรงหนัง พอคนเดินออกจากโรง เกื้อรีบลงจากรถไปเรียกลูกค้า พาลูกค้าเดินมายังรถ เปิดประตูให้อย่างนอบน้อม แล้วรีบขึ้นรถขับออกไป
เกื้อไปส่งผู้โดยสารที่ริมถนนหน้าสถานีรถไฟหัวลำโพง เขาลงรถไปช่วยขนกระเป๋าลง ลูกค้าให้ทิป เกื้อไหว้ขอบคุณยิ้มดีใจ
ขับรถหลายเที่ยวถึงตอนดึกดื่น จนเกื้อเริ่มสัปหงก แต่พยายามสะบัดหน้าให้หายง่วงแล้วขับต่อไป
เกื้อแวะจอดรถที่ปั้มน้ำมัน ล้างหน้าล้างตาให้หายง่วง มองหน้าตัวเองในกระจก แล้วฮึดสู้วิ่งรถต่อ

กลางดึก เกื้อเดินอ่อนเปลี้ยเพลียแรงเข้าห้องนอนมา อาการบาดเจ็บยังไม่หายสนิท เขาหยุดมองปานรุ้ง ปานเทพและปรกนอนบนที่นอนเบียดๆ กันอยู่ มองสภาพห้องที่ทั้งรกและคับแคบ แล้วสะท้อนใจ ก่อนจะเหลียวมองไปยังหิ้งโกศกระดูกคมขวัญ
“คุณนายไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจะทำให้คุณหนูและลูกมีชีวิตที่ดีกว่านี้ให้ได้”

ปานรุ้งลืมตาในความมืด ได้ยินที่เกื้อพูดกับโกศกระดูกคมขวัญทุกคำ

อ่านต่อหน้า 3

บัลลังก์เมฆ ตอนที่ 9 (ต่อ)

เช้านี้ กติยามาสอนเป็นวันแรก กำลังเดินคุยมากับมลทิพย์ตามทางในโรงเรียน

“ขอบใจมากนะยาที่เธอมาช่วยสอน เดี๋ยวฉันพาเธอไปเดินดูห้องเรียน และเอาตารางสอนให้นะ”
“เดี๋ยวทิพย์ ก่อนจะสอน ฉันขอศึกษาประวัตินักเรียนก่อนได้ไหม”
“อ๋อ ได้สิ งั้นเดี๋ยวฉันพาเธอไปฝ่ายทะเบียนก่อนแล้วกัน จะได้ยกแฟ้มประวัตินักเรียนชั้นที่เธอจะสอนให้ดู”
“ฉันไม่ได้อยากรู้หมดหรอก แค่บางคน เธอรู้จัก เด็กชายปานเทพ สมุทรเทวา ไหม”
“อ๋อ รู้จักสิ ปานเทพเพิ่งจะย้ายเข้ามาเรียนได้ไม่กี่วันนี่เอง เธอรู้จัก เด็กคนนั้นเหรอ”
“แค่เคยได้ยินชื่อ เลยอยากรู้ว่าแม่ชื่ออะไร ตอนนี้มีพ่อชื่ออะไร”

เวลานั้น ปานเทพนั่งอยู่ที่โต๊ะหน้าห้อง สมกับเป็นเด็กเรียน ส่วนดิเรกและแก๊งนั่งหลังห้อง เด็กคนอื่นๆ ในห้อง ต่างนั่งและคุยกันสบายๆ เพื่อรอเรียนวิชาต่อไป
มลทิพย์เดินนำกติยาเข้ามาในห้อง ปานเทพและเพื่อนๆ ในห้องต่างรีบนั่งเรียบร้อย
กติยาไล่สายตามองนักเรียนทั่วห้องจนมาหยุดที่ปานเทพ มองปานเทพด้วยสายตาเย็นชา ความเจ็บปวดที่ปานรุ้งทำกับตัวเอง มันไม่จางหาย และกำลังเริ่มเจ็บขึ้นอีกครั้ง!
“สวัสดีค่ะนักเรียน ครูมีข่าวดีจะมาแจ้ง ครูมีคุณครูคนใหม่มาสอนวิชาภาษาไทยแทนคุณครูนงลักษณ์ชั่วคราว” มลทิพย์ผายมือไปทางกติยา “ครูขอแนะนำคุณครูกติยา”
ปานเทพตะโกนบอกเพื่อนในห้องอย่างรู้หน้าที่หัวหน้าห้อง “ทุกคน...กราบ”
นักเรียนในห้องยกมือไหว้กติยาพร้อมกับพูดพร้อมกัน
“สวัสดีครับ คุณครูกติยา” / “สวัสดีค่ะ คุณครูกติยา”
“สวัสดีค่ะ และในฐานะที่เราเพิ่งได้รู้จักกัน วันนี้ครูจะยังไม่สอนเราจะทำความรู้จักกันก่อน”
นักเรียนต่างส่งเสียงดีใจ
กติยาพูดต่อ “ด้วยวิธีทำข้อสอบทดสอบพื้นฐานว่า ใครรู้อะไรมากน้อยแค่ไหน”
คราวนี้เสียงนักเรียนในห้องต่างร้องครวญครางกันระงม ออกอากาศขัดใจทั้งห้อง
มลทิพย์มองขำนักเรียน “ขอให้โชคดีนะทุกคน” แล้วเดินออกจากห้องไป

ถัดจากนั้นกติยาเดินมายื่นปึกข้อสอบให้ปานเทพ
“ชื่อปานเทพใช่ไหม”
“ครับ”
“เป็นหัวหน้าเหรอ”
“ครับ”
“เอาข้อสอบไปแจกเพื่อนให้ครูทีนะ”
“ครับ”
ปานเทพถือปึกข้อสอบเดินแจกตามโต๊ะเพื่อนๆ จนกระทั่งถึงโต๊ะดิเรกกับแก๊งที่นั่งหลังห้อง
ปานเทพแจกข้อสอบให้ดิเรกเสร็จ แล้วจะเดินต่อ แต่โดนดิเรกแกล้งขัดขาปานเทพกะให้ล้ม
ปานเทพสะดุดนิดเดียว แต่ไม่ล้ม ดิเรกและแก๊งหัวเราะขำ
กติยามองปานเทพกับดิเรกอย่างพอเดาออกว่าคงไม่กินเส้นกัน
ปานเทพไม่สนใจเอาความกับดิเรก เดินหน้านิ่งแจกข้อสอบต่อเหมือนดิเรกเป็นตัวไร้สาระ ไม่มีค่าให้แยแส ดิเรกมองปานเทพอย่างหมั่นไส้
“เอาละ ทุกคนได้ข้อสอบครับแล้ว งั้นเริ่มทำได้เลย ที่สำคัญ ห้ามลอกกันเด็ดขาด”
ปานเทพตั้งใจทำข้อสอบด้วยท่าทางสบายๆ ตอบได้แทบทุกข้อ
ส่วนดิเรกกับแก๊งหลังห้องอ่านข้อสอบไม่รู้เรื่อง ดิเรกคอยชะเง้อมองคนอื่น และเห็นว่าปานเทพก้มหน้าก้มตาเหมือทำข้อสอบได้
กติยาดูท่าทีของดิเรกออก จึงแสร้งเดินหันหลังให้
พอครูหันหลัง ดิเรกจึงรีบวิ่งไปผลักเพื่อนที่นั่งหลังปานเทพให้ลุกไปนั่งที่ตัวเอง ส่วนเจ้าตัวมานั่งโต๊ะหลังปานเทพแทนเพื่อขอลอกข้อสอบ
ปานเทพได้ยินเสียงกึกกักด้านหลังจึงหันไปดู เห็นดิเรกนั่งอยู่ ก็รู้ทันว่าจะมาลอกข้อสอบจึงใช้ตัวบังข้อสอบไว้
ดิเรกพยายามชะเง้อหน้ามองคำตอบ แต่ไม่เห็นเพราะปานเทพบังจนมิด ดิเรกใช้เท้าถีบเก้าอี้ปานเทพ พลางกระซิบบอกว่า
“เอียงหน่อยสิ”
ปานเทพหันมามองดิเรกอย่างไม่พอใจ แล้วยกมือขึ้นเพื่อเรียกครู
“คุณครูครับ ดิเรกลอกข้อสอบผมครับ”
กติยาหันมามองดิเรกและปานเทพด้วยสีหน้ายิ้มๆ มีแผนบางอย่างในใจแล้ว

ไม่นานต่อมากติยานั่งอยู่ที่โต๊ะในห้องพักครู มองหน้าปานเทพที่ยืนเครียดอยู่ตรงหน้า ข้างๆ คือดิเรก
“ผมไม่ผิดนะครับคุณครู ดิเรกลอกผม ทำไมครูถึงต้องเรียกผมมา”
“ครูก็ไม่ได้บอกว่าเธอผิด ที่เรียกมาเพื่อชมเชยกับความกล้าหาญของเธอ”
กติยายื่นซองจดหมายให้ปานเทพและดิเรก
“จดหมายเชิญผู้ปกครอง ครูต้องการพบพ่อของเธอ”
“ครูอยากพบพ่อผม” ปานเทพแปลกใจ
กติยาอธิบายว่า “ครูรู้มาว่าเธอเรียนดี แต่มีปัญหาทางครอบครัว ครูเลยอยากคุยกับพ่อของเธอ เผื่อครูจะช่วยอะไรได้”
“แล้วคุณแม่ผมล่ะครับ ต้องมาด้วยไหม” เด็กชายถาม
“ไม่ต้องจ้ะ ครูอยากคุยเฉพาะกับพ่อเธอ บอกเรื่องนี้เฉพาะกับพ่อเธอเท่านั้นนะปานเทพ”
ปานเทพรับคำด้วยสีหน้าสงสัย “ครับคุณครู”
“หลังเลิกเรียนพรุ่งนี้ ครูจะรอพ่อของเธอจ้ะ”

หลังจากนั้น ร่างปานเทพถูกผลักติดกำแพงอาคารเรียนอย่างแรง ดิเรกเข้ามายืนจ้องหน้าปานเทพอย่างเอาเรื่อง มีเพื่อน 2 คนช่วยยืนขนาบปานเทพไม่ให้หนี
“กล้าฟ้องคุณครูเหรอไอ้เด็กใหม่ รู้ไหมว่าฉันเป็นลูกใคร”
ปานเทพกวนตีน “ก็คงเป็นลูกคนขี้โกง ลูกถึงได้ขี้โกง ลอกข้อสอบคนอื่น”
ดิเรกโมโหผลักเต็มแรงแรง จนปานเทพล้มลงกับพื้น
“เก่งนักเหรอวะ ระวังจะอยู่โรงเรียนนี้ไม่ได้ พ่อฉันจ่ายเงินสร้างโรงเรียนแทบทุกตึก กระจอกอย่างแก อย่ามามี เรื่องกับฉัน”
ปานเทพลุกขึ้นมาอย่างโมโห
“ใครกระจอก แม่ฉันเป็นนักเรียนนอก พ่อฉันทำงานโรงงาน เงินเดือนเป็นหมื่นๆ พ่อแกก็แค่คนจีนมาอาศัยประเทศไทยอยู่ ชิ”

ปานเทพเดินชนไหล่ดิเรกออกไป อีกฝ่ายมองตามอย่างเคืองแค้น

เกื้อเลิกงานรีบกลับบ้านมาเพื่อจะเปลี่ยนเสื้อผ้าไปขับแท็กซี่ต่อ ปานเทพที่นั่งดักรออยู่หน้าบ้านนานแล้ว พอเห็นเกื้อก็รีบเข้าไปหา

“พ่อเกื้อครับ”
“อ้าว มานั่งทำอะไรตรงนี้ลูก”
ปานเทพมองเข้าไปทางบ้าน เพื่อให้แน่ใจว่าปานรุ้งไม่เห็น แล้วหยิบจดหมายที่พับเก็บใน กระเป๋ากางเกงยื่นให้เกื้อ
“พรุ่งนี้ตอนเย็น พ่อเกื้อว่างไหมครับ คุณครูผมอยากพบพ่อ”
เกื้อมองปานเทพด้วยสีหน้าแปลกใจ “พบพ่อเหรอ”
เกื้อเปิดจดหมายดูด้วยสีหน้าประหลาดใจมากเอาการ

รุ่งเช้า วาสุเทพเดินออกมาขึ้นรถจะไปทำงาน กติยาเดินตามมาส่งด้วยท่าทางสงบนิ่ง ทำตัวเหมือนไม่เคยรู้ว่าวาสุเทพแอบสืบเรื่องปานรุ้งทันทีที่เข้ากรุงเทพฯ
“พี่ไปก่อนนะจ๊ะ”
กติยาเรียกไว้ “พี่เทพคะ”
วาสุเทพหันมามองกติยา
“เย็นนี้พี่เทพว่างไหมคะ ยาอยากให้พี่เทพแวะรับยาที่โรงเรียนน่ะค่ะ”
“เย็นนี้เหรอ ได้สิ พี่เลิกงาน แล้วพี่จะไปรับ”
กติยายิ้มพอใจ “ขอบคุณค่ะพี่เทพ”
“พี่ไปนะ”
วาสุเทพเดินออกไป กติยามองตามอย่างสมใจ

ตกตอนบ่ายวันนั้น พลฯชิตเดินนำวาสุเทพในชุดลำลองภูมิฐานเข้ามาในสลัม ผู้คนตามรายทางมองวาสุเทพด้วยสีหน้าแปลกใจว่ามาหาใคร วาสุเทพมองสภาพรอบๆ ที่ทรุดโทรมซอมซ่อแล้วอึ้งไปถนัดตา
“เดี๋ยวพลชิต แน่ใจเหรอว่ารุ้งอยู่ที่นี่”
“ครับ ร้านขายข้าวตรงสามแยกข้างหน้านี่ละครับ”
วาสุเทพมองไปข้างหน้า พบว่าเป็นร้านขายข้าวตามสั่งมีคนนั่งทานอยู่ประปราย

วาสุเทพเดินไปหลบมุมแอบมองเข้าไปในบ้าน เห็นยายปิ่นกำลังผัดข้าวขาย ส่งเสียงโหวกเหวกโวยวายลูกค้าตามประสา
“เอ้อ ได้ยินแล้ว ผัดกระเพรารอกระทะต่อไปสิเว๊ย นี่ข้าผัดข้าวผัดอยู่ หรือถ้าหิวมาก เดี๋ยวข้าก็ผัดรวมกันเลยดีไหม”
วาสุเทพพยายามมองหาปานรุ้ง
สักครู่จึงเห็นปานรุ้งเดินหิ้วถุงเสื้อที่ไปรับมาเย็บกลับเข้ามา และจะเดินเข้าไปในบ้าน
“อ้าว!! คุณหนูเจ้าคะ กลับมาไม่คิดจะช่วยหยิบจับอะไรเลยรึไง” ปิ่นประชดตามประสา
“ฉันรับผ้าเค้ามาเย็บ ฉันต้องรีบเย็บไปส่งเค้า”
ปานรุ้งเดินเข้าไปด้านใน แล้วลงนั่ง หยิบอุปกรณ์เย็บผ้าออกมาตั้งใจเย็บไป ปิ่นมองอย่างหมั่นไส้ แล้วหันไปผัดข้าวเสียงดังปึงปัง ปากบ่นบ้าไปเรื่อย
“เป็นอีปิ่นที่ไม่รู้จักจำ พูดจนปากจะฉีกถึงรูหู เขาไม่เคยช่วยก็ยังสาระแนไปเรียกเขาอยู่ได้ จำไว้อีปิ่น อย่างเอ็งต้องทำคนเดียว ไปจนตาย”
“ตอนที่ผมตามมาดูคืนก่อนก็เห็นนั่งเย็บผ้าอยู่จนดึกครับ คนชื่อปิ่นที่ท่านบอกว่าเป็นบ่าว ก็บ่นคุณปานรุ้งแทบไม่เกรงใจ ผมไม่เข้าใจจริงๆ สามีเค้าไปไหน ถึงปล่อยบ่าวลามปามคุณปานรุ้ง อย่างนั้น” พลฯชิต รายงาน
“ติดคุกอยู่น่ะ คงอีกนานกว่าชูนามจะออกมาช่วยรุ้งดูแลลูกได้”
วาสุเทพมองปานรุ้งที่นั่งฟังปิ่นพูดกระทบกระเทียบด้วยความสงสาร เข้าใจว่าปานรุ้งคงต้องพึ่งพาปิ่นให้ดูแล จึงไม่พูดโต้ตอบอะไร
“รุ้งไม่เหลือใคร นอกจากพวกกอบ ยายปิ่นและเกื้อ เขาคงลำบากมาก...” วาสุเทพนึกได้หันมา “พลชิต นายไม่ได้บอกใครใช่ไหมที่ฉันให้นายตามสืบ เรื่องของรุ้ง”
คนขับรถเสียงหลังวาบ รีบหลบตาวูบ “ครับท่าน”
วาสุเทพโล่งอก “ขอบใจ ฉันไม่อยากให้ใครรู้ เพราะมันคงยากที่จะให้เข้าใจว่า
ห่วงรุ้งตามประสาคนรู้จัก ไม่มีอะไรมากกว่านั้น โดยเฉพาะยา”
“เอ่อ...ท่านครับ ใกล้จะได้เวลาไปรับคุณกติยาแล้วครับ”
“อืม” วาสุเทพตัดใจ หันกลับเดินออกไป
พอวาสุเทพเดินออกไปไม่นาน ปานรุ้งเย็บผ้าจนเมื่อยเงยหน้าขึ้นมาบิดคอ สายตาแลเห็นด้านหลังวาสุเทพไกลๆ ปานรุ้งชะงักเขม้นมองตาม แต่วาสุเทพเดินเลี้ยวหัวมุมไปแล้ว
“พี่เทพจะมาที่อย่างนี้ได้ยังไง”
ปานรุ้งถอนใจ คิดว่าตัวเองตาฝาด ก้มลงเย็บผ้าต่อ

ฝ่ายปานเทพมานั่งรอเกื้อหน้าประตูทางเข้าโรงเรียนอย่างใจจดใจจ่อ
สักครู่จึงเห็นเกื้อเดินรีบร้อนเข้ามา
“พ่อเกื้อครับ ทำไมมาช้าจัง”
“พ่อขอโทษ พอดีรถเมล์มันเต็มแทบทุกคันเลยน่ะลูก คุณครูยังรอพ่ออยู่ไหมลูก”
“ยังรออยู่ครับ รีบไปหาคุณครูเถอะครับ”
ปานเทพรีบเดินนำเกื้อไปทางห้องพักครู

กติยานั่งรอเกื้ออยู่ในห้องพักครูแล้ว หันไปมองเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้น นึกว่าเป็นเกื้อ แต่เป็นวาสุเทพเปิดประตูเข้ามา
“ขอโทษนะจ๊ะที่พี่มาช้าไปหน่อย”
“ไม่ช้าหรอกค่ะ วันนี้ยามีนัดกับพ่อของเด็กนักเรียนไว้ เขายังไม่มาเลย”
“อ้าวเหรอ งั้นเดี๋ยวพี่ไปรอข้างนอกแล้วกันนะ ยาเสร็จเมื่อไหร่ ค่อยกลับบ้านกัน” วาสุเทพจะเดินออกไป กติยาเรียกไว้
“พี่เทพรอในนี้ก็ได้ค่ะ พ่อของเด็กคนนี้ พี่เทพก็รู้จัก”
วาสุเทพมองกติยาด้วยสีหน้าสงสัย
“ใครเหรอยา”
“พ่อของปานเทพ ลูกชายของรุ้งไงคะ”
วาสุเทพชะงัก คิดว่ากติยาหมายถึงชูนาม
“นี่ชูนามพ้นโทษแล้วเหรอ”
“ไม่ใช่คุณชูนามค่ะ”
วาสุเทพยิ่งสงสัยกว่าเก่า “อะไรนะ”
ได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้น กติยากับวาสุเทพมองไปทางประตู
“คงมาแล้วล่ะค่ะ” กติยาพูดไปทางประตู “เข้ามาได้ค่ะ”
ปานเทพเปิดประตูเข้ามา กติยาจงใจเน้นคำให้วาสุเทพได้ยินชัดๆ
“คุณพ่อเธอมาแล้วใช่ไหม ปานเทพ”
วาสุเทพมองกติยาแล้วมองที่ปานเทพ
“พ่อผมมาแล้วครับ” เด็กชายหันไปเรียก “เข้ามาในห้องสิครับพ่อเกื้อ”
วาสุเทพชะงักเมื่อได้ยินปานเทพเรียก “พ่อเกื้อ” เมื่อหันไปมองทางประตู เห็นเกื้อเดินเข้าห้องมาก็ยิ่งอึ้งๆ คาดไม่ถึงว่าเกื้อจะมีฐานะเป็นพ่อของปานเทพ
ส่วนเกื้อเห็นวาสุเทพกับกติยาแล้วยิ่งอึ้งหนักกว่า ถึงกับนิ่งงันไปเลย
กติยาแกล้งถามวาสุเทพว่า “พี่เทพจำเกื้อได้ไหมคะ ตอนนี้เกื้อเป็นพ่อของปานเทพค่ะ”

เกื้อ กับ วาสุเทพ ตะลึงตะไล ต่างคนต่างมองกันอึ้งๆ อยู่อย่างนั้น ไม่ต้องบอกก็รู้กติยาสาสมใจมากเพียงใด

สองคนออกมาคุยกันข้างอาคารเรียน วาสุเทพมองอย่างห่วงใยเกื้อที่ได้รับอุบัติเหตุ ส่วนเกื้อเอาแต่ยืนก้มหน้าอย่างเจียมตน

“คุณวาสุเทพสบายดีไหมครับ”
“สบายดี แล้วเธอล่ะ ตอนนี้อาการเจ็บดีขึ้นรึยัง แล้วรถแท็กซี่ยังขับได้อยู่รึเปล่า โดนชนไม่เบาเหมือนกันนะ”
เกื้อมองอย่างแปลกใจ เพราะยังไม่รู้ว่าคนที่พาเขาส่งโรงพยาบาลคือวาสุเทพ
“คุณวาสุเทพทราบเรื่องนี้ได้ยังไงครับ”
วาสุเทพแปลกใจ “ก็รถที่ชนเธอ คือรถของฉัน ฉันเป็นคนส่งเธอไปโรงพยาบาล ไม่มีใครบอกเธอเหรอ”
เกื้อชะงัก “เอ่อ มีแต่พ่อบอกว่ารถคู่กรณีช่วยออกค่ารักษาให้แต่ไม่ได้บอก ว่าใคร” เกื้อมองวาสุเทพด้วยท่าทีลังเล “งั้นคุณวาสุเทพคงเจอคุณหนูแล้ว”
วาสุเทพชะงักนิดๆ หวนคิดถึงเหตุการณ์ตอนเจอปานรุ้งที่โรงพยาบาล เพิ่งนึกออกถึงเหตุผลที่ปานรุ้งมีอาการเป็นห่วงเกื้อมาก
“ใช่ รุ้งเขาเป็นห่วงเธอมาก”
เกื้อนิ่งไป แม้ปานรุ้งจะเป็นเมีย แต่เขาก็ยังเจียมตนเสมอ และกระอึกกระอักด้วยรู้อยู่เต็มอกว่า วาสุเทพรักปานรุ้งมากเพียงใด
วาสุเทพเห็นท่าทีเกื้อก็เข้าใจ
“พอฉันรู้ข่าวรุ้ง ฉันยอมรับว่าฉันห่วง พะวงว่ารุ้งจะเป็นอยู่ยังไง”
เกื้อเหลือบมองวาสุเทพอย่างเกรงๆ
“แต่พอฉันรู้ว่ารุ้งมีเธอดูแล ฉันก็ดีใจ”
เกื้อชะงัก ไม่คิดว่าวาสุเทพจะพูดแบบนี้
“เอ่อ...ผม”
“ฉันรู้ว่าเธอรักรุ้งมากไม่น้อยไปกว่าใคร ถ้ารุ้งอยู่กับเกื้อ ฉันเชื่อว่าเกื้อ ทำให้รุ้งมีความสุขได้”
เกื้อหน้าสลดลง เพราะรู้แก่ใจว่าตอนนี้ตัวเองไม่ได้ทำให้ปานรุ้งมีความสุขดั่งหวังนัก ตอบรับอย่างไม่เต็มเสียงนักว่า
“ครับ”
“มีอะไรให้ฉันช่วยก็บอก อย่าเกรงใจ เธอกับรุ้ง คือเพื่อนของฉัน” วาสุเทพย้ำให้เกื้อสบายใจ

เกื้อมองวาสุเทพอย่างซาบซึ้งในน้ำใจ
กติยาแอบยืนมองสองคนคุยกันอยู่ที่มุมหนึ่ง

เย็นแล้ว ขณะวาสุเทพกับกติยาเดินกลับเข้ามาในบ้าน กติยาพยายามพูดย้ำเรื่องความสัมพันธ์ของปานรุ้งกับเกื้อ
“ยายังไม่อยากจะเชื่อเลยนะคะ ว่ารุ้งรักกับเกื้อ”
วาสุเทพเก็บซ่อนความรู้สึกปวดร้าวไว้ในใจ เพราะเขาเองก็คาดไม่ถึงเช่นกัน วาสุเทพปั้นหน้านิ่ง เหมือนไม่รู้สึกอะไร และจะเดินขึ้นห้อง
“เกื้อเป็นคนดี โชคดีของรุ้งแล้วที่มีเกื้อดูแล”
“นั่นสินะคะ ยาคุยกับปานเทพ เห็นเขาบอกว่าเกื้อดูแลทุกอย่าง ไม่ให้รุ้งทำงานเลย ฟังแล้วก็สบายใจ รุ้งเจอคนรักจริงแบบนี้ รุ้งคงมีความสุขกับครอบครัวของเข”
วาสุเทพนิ่งฟังที่กติยาพูด ก่อนจะขอตัว
“พี่ไปอาบน้ำก่อนนะ”
วาสุเทพเดินขึ้นบันไดไป กติยามองตามอย่างสาสมใจว่าวาสุเทพจะเลิกยุ่งกับปานรุ้งสักที
“คงเลิกยุ่งกับรุ้งได้แล้วนะคะ”

วาสุเทพเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าครุ่นคิด เดินไปนั่งที่เตียง แล้วหวนคิดถึงคำพูดกติยา
“นั่นสินะคะ ยาคุยกับปานเทพ เห็นเขาบอกว่าเกื้อดูแลทุกอย่าง ไม่ให้รุ้งทำงานเลย ฟังแล้วก็สบายใจ รุ้งเจอคนรักจริงแบบนี้ รุ้งคงมีความสุขกับครอบครัวของเขา”
วาสุเทพคิดไปถึงภาพที่เขาแอบเห็นปานรุ้งอยู่บ้านเกื้อ แล้วโดนยายปิ่นพูดจาดูถูก
โดยในตอนนั้นวาสุเทพเดินไปซุ่มแอบมองเข้าไปในบ้าน เห็นปิ่นกำลังผัดข้าวขายเสียงดังโหวกเหวกโวยวายกับลูกค้าตามประสา
“เอ้อ ได้ยินแล้ว ผัดกระเพรารอกระทะต่อไปสิเว้ย นี่ข้าผัดข้าวผัดอยู่ หรือถ้าหิวมาก เดี๋ยวข้าก็ผัดรวมกันเลยดีไหม”
วาสุเทพพยายามมองหาปานรุ้ง รอสักครู่จึงเห็นปานรุ้งเดินหิ้วถุงเสื้อที่รับมาเย็บกลับเข้ามา ปานรุ้งจะเดินเข้าไปในบ้าน ถูกปิ่นแขวะเอา
“อ้าว คุณหนูเจ้าคะ กลับมาไม่คิดจะช่วยหยิบจับอะไรเลยรึไง”
“ฉันรับผ้าเค้ามาเย็บ ฉันต้องรีบเย็บไปส่งเค้า”
ปานรุ้งเดินเข้าไปด้านใน ลงนั่งหยิบอุปกรณ์ออกมาตั้งใจเย็บผ้าไป ส่วนปิ่นมองค้อน แล้วหันไปผัดข้าวเสียงดังปึงปัง บ่นบ้า
“เป็นอีปิ่นที่ไม่รู้จักจำ พูดจนปากจะฉีกถึงรูหู เขาไม่เคยช่วย ก็ยังสาระแหนไปเรียกเขาอยู่ได้ จำไว้อีปิ่น อย่างเอ็งต้องทำคนเดียว ไปจนตาย”
“ตอนที่ผมตามมาดูคืนก่อนก็เห็นนั่งเย็บผ้าอยู่จนดึกครับ คนชื่อปิ่นที่ท่านบอกว่าเป็นบ่าว ก็บ่นคุณปานรุ้งแทบไม่เกรงใจ ผมไม่เข้าใจจริงๆ สามีเค้าไปไหน ถึงปล่อยบ่าวลามปามคุณปานรุ้ง อย่างนั้น” พลฯชิต รายงาน

วาสุเทพนั่งคิดถึงแต่เรื่องปานรุ้ง แม้รู้ว่ามีเกื้อคอยดูแล แต่สภาพชีวิตของปานรุ้งที่เห็น มันทำให้วาสุเทพอดเป็นห่วงไม่ได้

อ่านต่อหน้า 4

บัลลังก์เมฆ ตอนที่ 9 (ต่อ)

ทางด้านเกื้อสภาพใบหน้ายังมีร่องรอยฟกช้ำ และท่าทางเจ็บสีข้างอยู่ ขับรถมาตามท้องถนนไปส่งผู้โดยสาร สายตามองเหม่อออกไปเบื้องหน้า แต่ในใจหวนคิดถึงคำพูดของวาสุเทพเมื่อตอนบ่าย

“ฉันรู้ว่าเธอรักรุ้งมากไม่น้อยไปกว่าใคร ถ้ารุ้งอยู่กับเกื้อ ฉันเชื่อว่าเกื้อทำให้รุ้งมีความสุขได้”
เกื้อทอดถอนใจ อยากทำให้ปานรุ้งมีความสุขได้อย่างที่วาสุเทพพูด
ผู้โดยสารหญิงที่นั่งติดหน้าต่างมองริมหน้าต่าง เห็นว่ารถกำลังจะแล่นเลยบ้านตัวเอง
“คุณ จอดๆๆ เลยบ้านฉันแล้ว”
เกื้อสะดุ้ง มีสติ รีบเบรกจอดทันที
“ขอโทษครับๆ”
หญิงผู้โดยสารยื่นเงินค่ารถให้ แล้วหอบกระเป๋าและกองตำราเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหง ลงจากรถอย่างพะรุงพะรัง เกื้อรีบลงจากรถไปเปิดประตูให้ผู้โดยสาร

หญิงนางนั้นหอบหนังสือตำราลงจากรถอย่างพะรุงพะรัง จนทำให้หนังสือตกพื้น เกื้อช่วยเก็บ แล้วเห็นชื่อหนังสือว่าเป็นตำเรียนคณะรัฐศาสตร์
เกื้อคืนหนังสือให้หญิงคนนั้น “คุณเป็นอาจารย์เหรอครับ”
“เปล่า ฉันเป็นนักศึกษา”
เกื้อยิ้มแหยๆ “ผมนึกว่าคุณทำงานแล้วเสียอีก”
“นี่ว่าฉันหน้าแก่เกินเรียนใช่ไหม”
เกื้อรีบโบกมือปฏิเสธ “ปะ เปล่านะครับ”
“ใช่ ฉันทำงานแล้ว ทำงานด้วย เรียนไปด้วย”
เกื้อสนใจ “ทำอย่างนั้นได้เหรอครับ”
“ทำไมจะไม่ได้ ถ้ามีใบจบ ม.6 ก็ไปสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยนี้ได้ มีคนทำงานมาเรียนเยอะแยะ จะได้เอาปริญญาไปเลื่อนตำแหน่ง ถ้าสนใจ ลองไปดูสิ เห็นเขากำลังเปิดรับนักศึกษาใหม่อยู่”
หญิงคนนั้นเดินเข้าบ้านไป
เกื้อมองตามด้วยสีหน้าครุ่นคิด มองเห็นหนทางจะทำให้ปานรุ้งและลูกสบายขึ้นแล้ว

ปานรุ้งกำลังรื้อเสื้อผ้าที่ตัวเองตัดเย็บเอง ออกมากองๆ ที่พื้นเพื่อคัดเลือกเอาไปขายที่ตลาด ปานเทพเดินถือสมุดวาดเขียนของปรกเข้ามาหา โดยมีปรกวิ่งตามแย่งสมุดคืน
“คุณแม่ครับ ปรกไม่ยอมอ่านหนังสือวิชาภาษาไทยตามที่คุณแม่สั่ง แต่แอบวาดรูปรถยนต์ครับ” ปรกนั้นเป็นคนชอบเครื่องยนต์มาตั้งแต่เด็กแล้ว
“ฉันอ่านจบแล้วต่างหาก”
“โกหก ตั้งแต่กลับจากโรงเรียน เรายังไม่เห็นนายเปิดหนังสืออ่านสักกะตัว เพราะอย่างนี้ไง นายถึงสอบวิชาภาษาไทยไม่ดี”
สองพี่น้องทะเลาะกันไปมา
“แต่ผมสอบเลขได้ดี”
“แต่คุณแม่อยากให้เราเรียนดีทุกวิชา”
“เอาละๆๆ” ปานรุ้งตัดบท หยิบสมุดจากปานเทพมาดูภาพที่ปรกวาด แล้วมองปรกอย่างไม่พอใจ “พี่ปานเทพพูดถูก ถึงปรกจะเรียนเลขดี แต่แม่ต้องการให้ลูกเรียนดีวิชาอื่นด้วย แม่จะยึดสมุดวาดรูปไว้”
ปรกจะอธิบายว่าอ่านหนังสือแล้วจริงๆ “แต่คุณแม่ครับ”
ปานรุ้งไม่ฟัง “คืนนี้อ่านวิชาภาษาไทย 5 บท ถ้าอ่านไม่จบ ก็ไม่ต้องนอน จะหาว่าแม่ใจร้ายก็ได้ แต่ที่แม่ทำ ก็เพื่อตัวลูกเอง เข้าใจไหม”
ปรกนึกน้อยใจ “ครับคุณแม่”
ปานเทพมองกองเสื้อผ้าที่ปานรุ้งรื้อมาวางสุมที่พื้นอย่างสงสัย
“คุณแม่รื้อเสื้อผ้ามาทำไมครับ”
“แม่มานั่งคิดๆ ดู แม่นั่งเย็บผ้าหลังขดหลังแข็ง แต่กลับได้ค่าจ้างไม่ถึงครึ่งของค่าเสื้อ เพราะเจ้าของร้านหักค่าผ้า ค่าหัวคิวไป สู้แม่ตัดเย็บแล้วขายเองดีกว่า ได้กำไรเต็มๆคนเดียว แล้ววันนี้แม่ไปเดินตลาด แม่เห็นมีที่ว่างๆ แม่เลยคิดว่าจะเอาเสื้อผ้าที่แม่ตัดเองไปขาย”
ปานเทพหยิบชุดราตรีผ่าหลังชุดหนึ่งขึ้นมามอง
“คุณแม่จะขายชุดนี้ด้วยเหรอครับ”
“นี่มันชุดที่คุณแม่รักมากนะครับ” ปรกมองจ้อง
“จริงด้วย คุณแม่บอกว่าตัดชุดนี้เก็บไว้ใส่ไปเต้นรำกับพ่อเกื้อนี่ครับ”
ปานรุ้งมองชุดราตรี ด้วยความขมขื่นใจ เคยฝันว่าชีวิตจะดีขึ้น แต่มันเลือนรางเหลือเกิน
แต่พยายามทำสีหน้าให้ปกติ ไม่อยากให้ลูกรู้
“แม่คงไม่ได้ใส่ชุดนี้ หรอกจ้ะ”
ปานรุ้งค่อยๆ บรรจงพับชุดราตรี อย่างหมดอาลัย ความฝัน ความหวัง ไม่เคยเป็นจริง
“ชีวิตเรา เอาแต่หวังรอน้ำบ่อหน้าไม่ได้ ขายหาเงินให้ลูกดีกว่า แม่ไม่อยากให้ชีวิตลูกต้องลำบากเรื่องเงินอีก”
“ไม่ลำบากแล้วล่ะครับ เพราะตอนนี้พ่อเกื้อได้เลื่อนตำแหน่งแล้ว”
“นั่นน่ะสิครับ” ปรกภูมิใจพ่อมาก “เมื่อวานปู่เล่าว่าที่พ่อเกื้อหน้าเขียวเพราะพ่อเกื้อจัดการคนงานที่อู้งาน”
ปานรุ้งเข้าใจทันทีว่ากอบโกหกปานเทพและปรกไม่ให้รู้ว่าเกื้อโดนโจรทำร้าย
“คุณแม่ไม่ต้องขายของหรอกครับ พ่อเกื้อเก่ง พ่อเกื้อดูแลเราได้อยู่แล้ว” ปานเทพหันไปทางปรก “เนอะปรก”
ปรกพยักหน้าเห็นด้วย

ปานรุ้งมองลูกสองคนที่ยังไม่รู้เรื่องที่เกื้อไม่ได้เลื่อนตำแหน่งอย่างสลดหดหู่ใจ

ค่ำคืนนั้นชายจีนวัยกลางคน พ่อของดิเรก ยืนรอเรียกรถแท็กซี่หน้าร้านอาหาร ท่าทางเมานิดๆ

เกื้อขับแท็กมาจอดเทียบหน้าร้าน เปิดกระจกรถถามว่าจะไปไหน
“ไปไหนครับผม”
“เจริญกรุง ไปไหม”
“ไปครับ”
พ่อดิเรกท่าทางกร่างนิดๆ “ถ้าไปก็ลงมาเปิดประตูรถให้ผู้โดยสารสิวะ”
“ครับๆๆ”
เกื้อรีบลงจากรถวิ่งมาเปิดประตูให้
“เชิญครับ”
“เดี๋ยวๆๆ รอลูกชายอั๊วก่อน” พลางหันไปตะโกนเรียกลูกแสบ “ดิเรก ฉี่เสร็จรึยัง”
ดิเรกวิ่งมาจากร้านอาหารมาหาพ่อ
“เสร็จแล้วพ่อ”
“เชิญขึ้นรถเลยครับ”
ดิเรกชะงักมองเกื้อตาค้าง จำได้ว่าเป็นพ่อปานเทพ

เช้าวันนี้ ปานเทพลงรถ จะเดินเข้าโรงเรียน ปรกวิ่งตามหลังเข้ามาหา
“พี่ปานเทพ”
ปานเทพหันไปมองปรกในชุดนักเรียนโรงเรียนวัด รีบมองซ้าย มองขวา กลัวใครจะเห็นและตวาดใส่
“นายมาทำไมเนี่ย เดี๋ยวก็ไปโรงเรียนสายหรอก นายนี่หาเรื่องให้คุณแม่กลุ้มใจได้ตลอดเลยนะ”
“หนังสือพี่ติดกระเป๋าฉันไป ฉันเลยเอามาให้”
ปรกเซ็งยื่นหนังสือให้พี่ ปานเทพรีบรับหนังสือไป
ดิเรกกับแก๊งเพื่อนเดินกร่างเข้ามา
“ว่าไง ไอ้ลูกคนขับแท็กซี่”
ปรกกับปานเทพมองดิเรกด้วยสีหน้างงๆ ว่าดิเรกเรียกใคร
“แกพูดอะไร” ปานเทพถาม สีหน้าไม่พอใจ
“แหม...อวดว่าพ่อทำงานโรงงาน ถุย! ที่แท้ก็เป็นคนขับแท็กซี่ กระจอกว่ะ” ดิเรกตะโกนบอกนักเรียนคนอื่นๆ “พวกเรา ฟังทางนี้ พ่อไอ้ปานเทพเป็นคนขับแท็กซี่ ก้มหัวให้ผู้โดยสารเพื่อขอเงิน”
กลุ่มเพื่อนพูดล้อพร้อมกัน “ไอ้ลูกคนขับแท็กซี่”
ดิเรกหยัน “ไอ้ลูกคนกระจอก” !
พวกกลุ่มเพื่อนล้อต่อ “ไอ้ลูกคนขับแท็กซี่”
“ไอ้ลูกคนกระจอก”
กลุ่มเพื่อนพูดล้อพร้อมกันอีก “ไอ้ลูกคนขับแท็กซี่”
ดิเรกเยาะ “ไอ้ลูกคนกระจอก”
ปานเทพเหลืออด แต่ยังไม่ทันทำอะไร เพราะปรกวิ่งเข้ามากระโดดถีบดิเรกจนล้มกลิ้งลงไปกองคาพื้น เด็กชายปรกขึ้นไปนั่งคร่อมตัว แล้วต่อยหน้าดิเรกรัวๆ ด้วยความโกรธ ต่อยไปด่าไป
“อย่ามาว่าพ่อฉันนะเว้ย”
กลุ่มเพื่อนของดิเรกจะเข้าไปต่อยปรก แต่ปานเทพเข้าไปขวางไว้ ทำให้เกิดการชุลมุน

ปานรุ้งเปิดประตูห้องครูใหญ่พรวดเข้ามา เห็นปานเทพกับปรกในสภาพมอมแมมและมีรอยช้ำตามตัวเพราะชกตีกับดิเรกและก๊วนเพื่อน
ปานเทพนั่งนิ่งเหมือนจมอยู่ในความคิดตัวเอง เครียดที่รู้ว่าเกื้อเป็นแค่คนขับแท็กซี่
ครูใหญ่มองปานรุ้งด้วยสายตาไม่พอใจ
“สวัสดีค่ะคุณปานรุ้ง กรุณาช่วยตักเตือนลูกคุณด้วยนะคะ”
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นคะ ทำไมถึงมามีเรื่องชกต่อยในโรงเรียน พี่ปานเทพได้ ห๊ะ ปรก”
“ก็พวกเพื่อนพี่ปานเทพมาว่าพ่อ ผมทนไม่ได้”
ปานรุ้งดึงแขนปรกเขย่าด้วยความโกรธ “เขาไปว่าอะไร มันร้ายแรงขนาดต้องชกต่อยกันเลยเหรอ รู้ไหมว่าพี่ปานเทพต้องเดือดร้อน บอกแม่สิ เขาว่าอะไร”
ปานเทพทนไม่ไหว ลุกขึ้นยืนแล้วพูดกับปานรุ้ง
“มันบอกว่าพ่อเกื้อเป็นคนขับแท็กซี่”
ปานรุ้งชะงัก ส่วนปานเทพถามแม่อย่างมีความหวัง
“ไม่จริงใช่ไหมครับคุณแม่ พ่อเกื้อไม่ได้ขับแท็กซี่ พ่อเกื้อไม่ได้ก้มหัวขอเงินใคร ใช่ไหมครับคุณแม่”
ปานรุ้งชะงักมองหน้าปานเทพแล้วนิ่งงันไป

ปานรุ้งนั่งขายเสื้อผ้าแบกะดินอยู่ริมทางเท้า ใบหน้าเหม่อคิดถึงเหตุการณ์เมื่อบ่าย

ตอนนั้น ปานรุ้งพาปานเทพกับปรกกลับมาบ้าน ปานเทพเดินเงียบ สีหน้าผิดหวังจะขึ้นบันไดไป
ปานรุ้งมองปานเทพอย่างเข้าใจ “ปานเทพ ฟังแม่นะ ที่พ่อเกื้อต้องขับแท็กซี่ ก็เพื่อให้แม่กับลูกสบาย อย่าโกรธพ่อเกื้อนะลูก”
“ผมไม่โกรธหรอกครับ” เด็กชายผิดหวังจนจะร้องไห้ออกมา “ผมแค่ผิดหวัง”
ปานรุ้งสะท้อนในอก “ปานเทพ”
“ไหนคุณแม่เคยสอนว่าการโกหกไม่ดี ทำไมพ่อเกื้อต้องโกหกเราด้วย” เด็กชายบอก
ปรกปกป้องเกื้อ “พ่อคงไม่ได้ตั้งใจ”
ปานเทพแย้ง “ตั้งใจสิ พ่อเกื้อเคยบอกจะพาเราไปอยู่บ้านใหม่ พ่อเกื้อก็ไม่พาไป พ่อเกื้อบอกว่าจะทำให้คุณแม่สบาย แต่ตอนนี้คุณแม่ต้องตากแดดขายของ พ่อเกื้อบอกว่าจะทำให้เรามีความสุข แต่เราไม่เคยมีความสุข พ่อเกื้อตั้งใจโกหกทุกอย่าง”
ระบายจนหมด ปานเทพเดินขึ้นห้องไปเลย
ปานรุ้งมองปานเทพด้วยความสงสารลูก

ปานรุ้งนั่งเหม่ออยู่ที่แผงเสื้อ คิดถึงความรู้สึกของลูก แล้วสายตาเหลือบไปเห็นรถแท็กซี่ แล่นมาจอดห่างจากที่ปานรุ้งอยู่ไม่ไกลนัก
เกื้อลงจากรถมาเปิดประตูให้ลูกค้า ผู้โดยสารชายก้าวเท้าลงมา แต่ดันเหยียบแอ่งน้ำขังริมถนนพอดี จนรองเท้าเปื้อนน้ำครำ
“โหย รองเท้าฉัน” เขาหันไปต่อว่าเกื้อ “ไอ้น้อง ทำไมจอดไม่ดูเลยเนี่ย แอ่งน้ำเบ้อเร้อ ไม่เห็นเหรอ”
“ขอประทานโทษครับ ผมไม่ทันเห็นจริงๆ”
“งั้นช่วยเช็ดให้หน่อยสิ ฉันก้มลงไปไม่ถนัด เดี๋ยวให้ค่าเช็ด”
“ได้ครับๆๆๆ”
เกื้อรีบก้มลงนั่ง เอาชายเสื้อของตัวเองเช็ดให้
ปานรุ้งมองภาพนั้นอย่างสะเทือนใจ
ลูกค้าล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบแบงค์ออกมา เหมือนจะเอาแบงค์ให้ เกื้อมองอย่างยินดี แต่สุดท้ายลูกค้าล้วงเหรียญ 5 บาทให้
“เอาไปเลยน้อง 5 บาท”
เกื้อชะงักไปนิดหนึ่ง แล้วรีบยกมือไหว้ขอบคุณลูกค้ารับเหรียญ 5 บาทมา
ปานรุ้งมองเกื้อที่รับเงิน 5 บาทอย่างเจ็บแค้นเคืองขุ่น ทนมองต่อไม่ได้แล้ว
เกื้อขึ้นรถ ขับออกไป โดยไม่รู้ว่าปานรุ้งเห็นทุกอย่าง
ปานรุ้งหันไปมองตามรถเกื้อที่ขับออกไปด้วยแววตาเจ็บช้ำ
ได้ยินเทศกิจเป่านกหวีดดัง ปรี๊ด...ปรี๊ด
แม่ค้าตะโกนขึ้นอย่างตกใจ “เฮ้ย พ่อมาเว้ย”
เกิดความโกลาหล อลหม่าน นับจากวินาทีนั้น บรรดา พ่อค้า แม่ค้าที่ขายของตามทางเท้าข้างๆ ปานรุ้ง ต่างเร่งรีบเก็บของเก็บแผงก่อนจะโดนเทศกิจจับ
ปานรุ้งลุกขึ้นมองพ่อค้า แม่ค้า ด้วยความตกใจ เงอะงะ ก้มลงเก็บของๆ ตัวเอง งงๆ เพราะไม่เคยเจออย่างนี้
พวกพ่อค้า แม่ค้า มือโปรทั้งหลาย ต่างเร่งรีบเข็นรถเข็นบ้าง หอบเข่งผลไม้ เข่งผักวิ่งหนีมาเหยียบเสื้อผ้าของปานรุ้งที่วางแบกะดิน โดยไม่มีใครสนใจปานรุ้ง
ปานรุ้งรวบรวมสติ พยายามเก็บเสื้อผ้า แต่โดนพ่อค้า แม่ค้าวิ่งมาชนกระแทกล้มกลิ้งกับพื้น เนื้อตัวเปื้อนดิน เปื้อนน้ำครำตามแอ่งน้ำที่พื้น
ปานรุ้งใจหายใจคว่ำ ตะลึงมองเสื้อผ้าของตัวเองที่ถูกพ่อค้า แม่ค้าเหยียบย่ำ เลอะโคลนไปหมด รีบคลานเข้าไปเก็บเสื้อผ้า พอเห็นรอยเท้าเปื้อนเต็มเสื้อผ้าก็ยิ่งคับแค้น และ เจ็บปวด รอยเท้าตามเสื้อผ้า เหมือนตอกย้ำความตกต่ำของชีวิตตัวเองที่ไม่มีวันดีขึ้น
จู่ๆ วาสุเทพวิ่งถลาเข้ามาช่วยเก็บเสื้อผ้าให้โดยไม่รังเกียจ ปานรุ้งชะงัก นิ่งอึ้งไป ไม่คิดจะเจอวาสุเทพอีก
“พี่เทพ”
วาสุเทพเข้ามาประคองตัวปานรุ้งให้ลุกขึ้น โดยมืออีกข้างหอบเสื้อผ้าของปานรุ้งเท่าที่จะหอบได้ แล้วพาปานรุ้งให้รีบเดิน
“รีบไปที่รถพี่”

วาสุเทพประคองปานรุ้งให้รีบเดินไปกับตัวเอง

ในรถที่แล่นมา ปานรุ้งนั่งข้างๆ วาสุเทพ โดยกอดเสื้อผ้าที่สกปรกไป ก้มหน้ามองสภาพตัวเองที่เปื้อนดิน เลอะน้ำครำ อย่างสมเพชเวทนาตัวเอง

วาสุเทพมองปานรุ้งทั้งเป็นห่วงและสงสาร
“ขอบคุณพี่เทพมากๆ นะคะที่ช่วยรุ้ง เดี๋ยวให้รุ้งลงข้างหน้าก็ได้ค่ะ”
“ไม่เป็นไร พี่ไปส่งรุ้งที่บ้านได้”
วาสุเทพหยิบผ้าเช็ดหน้ามา เอื้อมมือไปจะเช็ดหน้าให้ปานรุ้ง แต่ปานรุ้งขยับตัวออกห่าง ไม่ได้รังเกียจ เพียงแต่กลัวว่าจะทำให้วาสุเทพสกปรกไปด้วย
“อย่าให้รุ้ง ทำพี่เทพเปื้อนไปกว่านี้เลยค่ะ”
ปานรุ้งไม่อยากให้ปานเทพต้องมาลำบากกับตัวเองมากกว่านี้
ปานเทพมองนิ่ง แล้วตัดสินยื่นมือไปเช็ดหน้าให้เพื่อให้ปานรุ้งว่าเขาไม่กลัวว่าจะเปื้อน และไม่กลัวจะลำบากเพราะเธอ
ปานรุ้งสัมผัสฝ่ามือของปานเทพที่เช็ดหน้าตัวเอง ความอบอุ่น ความมั่นคง ส่งมาเป็นริ้วๆ ปานรุ้งก้มหน้า พยายามหักห้ามใจไม่หันไปมอง เพราะกลัวใจตัวเองจะสับสน และหวั่นไหวอีก
วาสุเทพมองปานรุ้งอย่างสงสาร
“รุ้งเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนดีกว่าไหม ถ้ารุ้งกลับบ้านไปแบบนี้ ลูกๆ รุ้งคงเป็นห่วง”
ปานรุ้งมองกองเสื้อผ้าในอ้อมกอดตัวเอง “ไม่เป็นไรค่ะ รุ้งไม่มีเสื้อผ้าใหม่จะเปลี่ยนอยู่แล้ว เสื้อผ้าของรุ้งมีอยู่เท่านี้”
วาสุเทพมองอย่างเห็นใจ แล้วหันไปสั่งคนขับรถ
“พลชิต ถ้าเจอร้านเสื้อผ้า แวะด้วยนะ”
“ครับท่าน”
ปานรุ้งมองวาสุเทพอย่างเกรงใจ อีกฝ่ายยิ้มอบอุ่นอารมณ์ดี บอกเป็นนัยว่าไม่ต้องคิดมาก

วาสุเทพยืนข้างรถหันหน้าออกไปทางถนน รอปานรุ้งที่เข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในร้าน
“พี่เทพคะ”
วาสุเทพหันหลังไปมองตามเสียง เห็นปานรุ้งใส่ชุดใหม่ สวยงาม ดูดี จึงยิ้มชม
“ใส่แบบนี้ ค่อยดูดีหน่อย”
“ขอบคุณพี่เทพนะคะ ค่าชุดนี่ รุ้งจะรีบหาเงินมาใช้คืน”
วาสุเทพยิ้ม “รุ้งก็รู้ ว่าอะไรที่พี่ให้รุ้ง พี่ไม่เคยคิดจะเอาคืน”
ปานรุ้งมองหน้าวาสุเทพนิ่ง ขณะที่วาสุเทพต้องรีบผินหน้าออก เพราะรู้สึกว่าไม่ควรพูดแบบนั้น เลยคุยเรื่องอื่น
“รุ้งหิวไหม จะแวะซื้ออะไรไปฝากลูกๆ ก่อนไหม”
ปานรุ้งอึกอักเพราะไม่มีเงินติดตัวสักบาท “ไม่เป็นไรค่ะ แม่ปิ่นคงทำกับข้าวแล้ว”
วาสุเทพได้ยินชื่อปิ่น แล้วคิดถึงสิ่งที่ยายปิ่นทำกับปานรุ้ง วาสุเทพคิดบางอย่าง

ปานเทพนั่งอ่านหนังสือที่โต๊ะกินข้าว ปรกเก็บจานข้าวที่ตัวเองกับพี่เพิ่งกินเสร็จ จะเอาไปล้าง กับข้าวบนโต๊ะมีแค่ปลาทอด ซึ่งตอนนี้เหลือครึ่งตัว กับถ้วยพริกน้ำปลา
เกื้อเดินกลับเข้าบ้านมาด้วยท่าทางอิดโรย
ปรกเห็นดีใจที่พ่อกลับบ้าน “พ่อ”
“ไง กินข้าวกันรึยัง” เกื้อเข้าไปลูบหัวปานเทพอย่างเอ็นดู “ไงลูก โรงเรียนใหม่ สนุกไหมลูก
ปานเทพชะงัก ความรู้สึกผิดหวังต่อตัวเกื้อ ทำให้ปานเทพเก็บหนังสือ แล้วเดินขึ้นบันได โดยไม่พูดกับเกื้อสักคำ
เกื้อมองตามปานเทพอย่างงงๆ
“ปานเทพ เป็นอะไรรึเปล่าลูก”
ปรกมองตามปานเทพอย่างไม่เห็นด้วยที่พี่ชายทำกับพ่ออย่างนี้ หันมาพูดเอาใจเกื้อ ไม่มีความโกรธ เพราะรู้ว่าพ่อเหนื่อย
“พ่อกินข้าวมารึยังจ๊ะ”
“ยังเลยลูก มีอะไรกินบ้าง”
“เหลือปลาทอดครึ่งตัว พ่อกินให้หมดเลยนะจ๊ะ” ปรกดันจานปลาทอดมาให้
เกื้อมองรอบๆ บ้าน แต่ไม่เจอใคร “แล้วปู่ ย่า คุณแม่ล่ะลูก”
“ปู่พาย่าไปซื้อของไว้ทำกับข้าวขายพรุ่งนี้ ส่วนคุณแม่เอาเสื้อผ้าไปขายที่ตลาด ยังไม่กลับเลยจ้ะ”
เกื้อชะงัก “ขายเสื้อผ้าเหรอ” แล้วถอนใจอย่างกลุ้มใจ เข้าใจว่าปานรุ้งต้องไปขายของเพราะกลัวเขานั่นเองที่หาเงินไม่พอใช้ “งั้นเก็บปลาไว้ให้คุณแม่เถอะลูก พ่อกินข้าวกับพริกน้ำปลาก็พอ เดี๋ยวคุณแม่กลับมาคงหิว”
ปรกพยักหน้ารับคำ เกื้อมองออกไปทางหน้าบ้านอย่างเป็นห่วงปานรุ้ง

ปานรุ้งเดินตามวาสุเทพมาที่หน้าร้านอาหารหรู จำได้ว่าร้านนี้ เป็นร้านโปรดของเธอ
“พี่จำได้ว่ารุ้งชอบแกงเผ็ดเป็ดย่างร้านนี้มาก เดี๋ยวเราซื้อไปฝากคนที่บ้านรุ้งกันนะ”
ปานรุ้งมองวาสุเทพแล้วแลเลยมองเข้าไปในร้าน เห็นเป็นภาพตัวเองใส่ชุดหรูเดินเข้าไปด้านใน พวกผู้ชายหันมามองอย่างชื่นชม ปานรุ้งเชิดหน้าเดินไปที่โต๊ะ พนักงานเลื่อนเก้าอี้ให้นั่ง ปานรุ้งนั่งเฉิดฉายอยู่ท่ามกลางสายตาพวกผู้ชายที่มองมาด้วยแววตาลุ่มหลง และผู้หญิงที่มองด้วยความอิจฉา
ภาพฝันนั้นเลือนไป กลายเป็นภาพความจริงสะท้อนบนกระจกหน้าร้าน ปานรุ้งดูทรุดโทรม ไม่มีความสง่างามดังเก่า
“กลับกันเถอะค่ะพี่เทพ”
ปานรุ้งจะเดินหนี วาสุเทพเดินมายืนดักหน้าไว้
“ทำไมล่ะ หรือว่ารุ้งไม่ชอบแกงเผ็ดร้านนี้แล้ว”
ปานรุ้งมองวาสุเทพด้วยแววตารันทดหดหู่กับชีวิตตัวเอง
“ชอบค่ะ ในอดีตรุ้งชอบอะไร รุ้งก็ยังชอบอย่างนั้น แต่รุ้งทำอะไรไม่ได้ เพราะชีวิตปัจจุบันของรุ้ง มันไม่เหมือนอดีต อย่าว่าแต่แกงเผ็ดเป็ดย่างเลยค่ะ แม้แค่ค่าไข่เจียวของร้านนี้
รุ้งก็ไม่มีปัญญาซื้อให้ลูกได้กิน”
ปานรุ้งจะเดินออกไป วาสุเทพตัดสินใจปราดเดียว เดินตามไปจับมือปานรุ้งไว้จนเธอชะงัก
“พี่จะพารุ้งเข้าไปข้างในเอง”
วาสุเทพบอกความนัยว่า เขาจะพาปานรุ้งกลับมีชีวิตแบบ เมื่อก่อนเอง
ปานรุ้งหันมามองวาสุเทพ

วาสุเทพควงแขนปานรุ้งเข้ามาในร้านอาหารหรู ปานรุ้งมองขอร้องวาสุเทพด้วยสายตาว่าไม่ควรทำแบบนี้ วาสุเทพพูดยิ้มๆ
“พี่หิว คิดเสียว่ามากินข้าวเป็นเพื่อนพี่แล้วกัน”
วาสุเทพจูงแขนปานรุ้งเดินเข้าไปนั่งในร้านโดยไม่แคร์สายตาใคร
ปานรุ้งก้มหน้าเดินตาม เพราะยังรู้สึกอับอายกับชีวิตตัวเอง ยิ่งเห็นสายตาดูแคลนจากบรรดาลูกค้าคนอื่นๆ ในร้านที่ มองมาแล้วซุบซิบกัน ปานรุ้งยิ่งอาย
“พี่เทพคะ เรากลับเถอะค่ะ”
วาสุเทพมองคนอื่นๆ แล้วพูดเสียงดัง
“ทำไมต้องกลับ พี่มากินด้วยเงินของพี่ ไม่ได้ใช้เงินใคร เพื่อนเก่ามากินข้าวกัน ใครเอาไปพูดปรุงแต่งเพิ่มเติม ก็คงต้องเจอกันสักหน่อย”
คนอื่นๆ ได้ยินวาสุเทพพูดเสียงจริงจัง ต่างหุบปากสนิทหยุดการซุบซิบนินทา ไม่มองปานรุ้งกับวาสุเทพอีก วาสุเทพกระซิบบอก
“อย่ากังวลสายตาคนอื่น ถึงรุ้งใส่ชุดราคาไม่ได้แพง แต่คุณค่าในตัวรุ้งแพงกว่าคนพวกนั้น”
ปานรุ้งมองอย่างตื้นตันใจ ผ่านไปนานแค่ไหนวาสุเทพยังคงปกป้องและแสนดีกับเธอเหมือนเคย
วาสุเทพยื่นแขนมา ปานรุ้งมองจ้อง แล้วค่อยๆ ยื่นมือไปคล้องแขนวาสุเทพ ก่อนจะเดินเคียงคู่วาสุเทพไปที่โต๊ะ พนักงานขยับมาเลื่อนเก้าอี้ให้ปานรุ้ง
ปานรุ้งมองพนักงานเลื่อนเก้าอี้ให้ตัวเอง เหมือนที่ตัวเองฝันหา ปานรุ้งนั่งลง
วาสุเทพเปิดเมนูดูด้วยท่วงท่าสง่างาม ปานรุ้งเปิดเมนู แล้วผินหน้ามองเงาตัวเองในกระจกร้าน
สิ่งที่สายตาปานรุ้งเห็น คือเธอนั่งอยู่ในโต๊ะอาหารหรูหรา กับผู้ชายแสนเพอร์เฟคอย่าง วาสุเทพ สายตาเธอแลเลยออกไปนอกร้านเห็นรถแท็กซี่มาจอดคอยรับผู้โดยสาร เมื่อคนขึ้นก็ขับออกไป ปานรุ้งสะท้อนในอกคิดถึงเกื้อขึ้นมาครามครัน
ปานรุ้งหันหน้าหนีจากภาพหน้าร้าน เหมือนไม่อยากเห็นฉากชีวิตจริง หันมามองวาสุเทพและบรรยากาศหรูในร้าน อดคิดฝันไม่ได้ว่า

นี่แหละชีวิตหรูหราที่เธอโหยหามาตลอด นับจากวันที่อาณาจักรสมุทรเทวาล่มสลายไปด้วยน้ำมือเธอ

อ่านต่อตอนที่ 10
กำลังโหลดความคิดเห็น...