xs
xsm
sm
md
lg

เลือดมังกร : สิงห์ ตอนที่ 3

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


เลือดมังกร : สิงห์ ตอนที่ 3

ตงนิ่งทบทวนปัญหาของสมาคมเลือดมังกรอย่างหนักใจ พลางหันไปมองปอที่กำลังคุยโทรศัพท์อยู่
 
"ได้ แล้วจะบอกนายใหญ่ให้ ขอบใจ"
ปอวางโทรศัพท์ลงแล้วหันมามองตง
"เถ้าแก่สุงให้เลื่อนการประชุมออกไปก่อนครับ"
"เฮียสุงไม่มีใจคิดเรื่องสมาคมของเราแล้ว" ตงบอก
"เห็นว่าโรงงิ้วกำลังมีปัญหาน่ะครับ นายใหญ่ เถ้าแก่สุงสะสางปัญหาได้เมื่อไหร่ ก็คงกลับมาทำหน้าที่นายกสมาคมฯเหมือนเดิม"
ตงส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วยและหนักใจ
"ประชุมครั้งหน้าเฮียสุงต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งแน่" ตงบอก
"แล้วนายใหญ่พร้อมแล้วหรือครับ"
"อั๊วจะไม่ขึ้นเป็นนายกฯแทนเฮียสุง ถึงเวลาของคนรุ่นใหม่แล้ว อาปอ"
"คุณหมงยังไม่พร้อมที่จะรับตำแหน่งสำคัญขนาดนี้ เรื่องที่นายใหญ่จะให้คุณหมงขึ้นเป็นหัวหน้าแก๊งเขี้ยวสิงห์ ผมก็ยังไม่แน่ใจว่า คนอื่นๆในแก๊งจะเห็นด้วยมั้ย"
เหมยลี่เดินถือถ้วยน้ำชาเข้ามาอย่างถือวิสาสะเพื่อมาหยั่งเชิงตง
"น้ำชาค่ะ นายใหญ่"
"ออกไป"
ตงดุใส่เหมยลี่ที่เข้ามาอย่างไม่รู้กาลเทศะ
"คราวหลังอั๊วไม่ได้เรียก ไม่ต้องเข้ามา"
"นายใหญ่"
"ออกไป"
ตงไม่ไยดีเหมยลี่แม้แต่น้อย เหมยลี่ถอยออกไปอย่างหวาดหวั่นยิ่งขึ้น ตงมีปัญหาให้ขบคิดที่สำคัญเกินกว่าจะมาสนใจเหมยลี่

เง็กเดินหนีออกมาอย่างโกรธจัด อาจูกับเว่ยรีบตามมา อาจูเข้าไปขวางทางเง็กไว้
"ม้า...หนูขอโทษ"
เง็กสีหน้าเคร่งเครียดเดินหลีกไปจากอาจูโดยไม่มองหน้าแม้แต่น้อย อาจูโผเข้ากอดแม่ไว้อย่างเสียใจมาก
"หนูขอโทษ"
"กลับบ้าน!"
อาจูหันไปมองทรงกลดกับอันที่เดินตามหลังมาอย่างพะว้าพะวง
เง็กเสียงเข้ม
"ม้าบอกให้กลับบ้าน"
เว่ยบอกเสียงอ่อย
"แจ้จูเค้ายังไม่เลิกงานนะ ม้า"
"อั๊วไม่ให้ทำงานนี้แล้ว"
"เราต้องใช้เงินนะ ม้า" อาจูบอก
"ถึงเราจะต้องอดตาย เราก็จะไม่ใช้เงินของคนพวกนี้"
เง็กมองทรงกลดกับอันอย่างรังเกียจเหลือทน
"คุณน้าครับ ผมเป็นเจ้านายของอาจู ผมขอรับรองว่า บริษัทเราทำการค้าถูกกฎหมาย"
เง็กขัดทันที
"ยังไงอั๊วก็ไม่ให้อาจูทำงานกับลื้อ ไงพ่อลูกก็ไม่ต่างกัน"
เง็กดึงอาจูเดินออกไปทันที เว่ยทำอะไรไม่ได้ ได้แต่รีบตามไป
"ไม่ธรรมดาเลย" อันบอก
"ไปสืบมาว่า แม่อาจูเป็นใคร"
ทั้งทรงกลดและอันต่างสงสัยที่เง็กพูด ทรงกลดกังวลใจที่อาจูจะไม่กลับมาทำงานอีก

เง็กวางซองเงินเดือนลงตรงหน้าอาจูที่มีเว่ยนั่งให้กำลังใจอยู่ข้างๆ
"เอาเงินไปคืน"
อาจูมองซองเงินเดือนแล้วนิ่งอยู่
"ได้ยินที่อั๊วพูดมั้ย"
"ม้า...หนูลาออกตอนนี้ไม่ได้ ตามสัญญาที่ทำไว้กับบริษัท หนูต้องทำงานให้เค้าอย่างน้อยสามเดือน"
"ไม่ได้! วันเดียวก็ไม่ได้ อย่าว่าแต่สามเดือนเลย"
ซิ่วเอ็งยืนฟังอยู่ห่างๆจับใจความคร่าวๆและคิดไปเองว่าอาจูไปทำงานไม่ดี
"อั๊วนึกแล้ว คนอย่างลื้อไม่มีวันหางานดีๆได้หรอก" ซิ่วเอ็งถามเง็ก "ลื้อไปเจอตัวที่โรง
น้ำชาแถวไหนล่ะ"
เว่ยรีบบอก
"แจ้จูไม่ได้ทำงานอย่างว่านะ ม่า"
"ถ้าอีไม่ได้ไปขายตัว แล้วทำไมม้าลื้อถึงได้โกรธอย่างนี้"
"ก็บริษัทที่แจ้จูไปทำงานเป็นบริษัทของแก๊ง..."
เว่ยพูดได้แค่นั้น เง็กก็รีบขัดขึ้น
"อาเว่ย! ไม่ต้องพูดมาก"
ซิ่วเอ็งคาดคั้น
"แก๊งอะไร อั๊วถามว่า แก๊งอะไร"
"แก๊งไหนก็ช่าง มันก็เลวทุกแก๊ง"
"แก๊งเขี้ยวสิงห์เป็นแก๊งมีคุณธรรมนะ ม้า" เว่ยบอก
ซิ่วเอ็งชะงักกึกแล้วหันขวับไปมองอาจู เก็บงำความตื่นเต้นไว้อย่างยากเย็น
"ลื้อไปทำงานให้แก๊งเขี้ยวสิงห์งั้นเรอะ"
อาจูเสียงอ่อย
"หนูได้งานเป็นผู้ช่วยคุณทรงกลด ลูกชายหัวหน้าแก๊งเขี้ยวสิงห์ แต่งานหนูไม่ได้เกี่ยวข้องกับแก๊งเลยนะ ม่า"
"ลูกชายหัวหน้าแก๊งเขี้ยวสิงห์"
เง็กมองซิ่วเอ็งอย่างกลัวใจว่า จะบันดาลโทสะที่ได้ยินชื่อแก๊งเขี้ยวสิงห์ แต่ซิ่วเอ็งกลับยิ้มอย่างพอใจ
"อาจู พรุ่งนี้กลับไปทำงานเหมือนเดิม"
"ม้า!" เง็กคาดไม่ถึง
"ลืมเรื่องเก่าๆได้แล้ว อาเง็ก ตอนนี้ลื้อต้องคิดถึงอาเว่ยไว้ ให้อาจูกลับไปทำงาน"
"แต่ว่า"
ซิ่วเอ็งดุ
"ทำตามที่อั๊วบอก"
ซิ่วเอ็งคว้าซองเงินเดือนไปเป็นการตัดสินใจอย่างเด็ดขาด อาจูไม่เข้าใจว่าทั้งสองพูดเรื่องอะไรกัน

ภายในห้องนอน ซิ่วเอ็งเดินมาคุกเข่าอยู่หน้ารูปเทพเจ้าเตาไฟ ซิ่วเอ็งยกมือขึ้นพนมมือด้วยสายตาหมายมาด
"ขอบคุณสวรรค์ที่เมตตา"
ซิ่วเอ็งเลื่อนสายตาไปจับจ้องที่รูปถ่ายของอาเหลียง
"อาเหลียง...เวลาของเราใกล้จะมาถึงแล้ว!"

ซิ่วเอ็งยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม คนที่ไม่ลืมเรื่องในอดีตคือซิ่วเอ็ง ไม่ใช่เง็ก!

เง็กหยิบชุดกระโปรงเก่ามาสอยตะเข็บออกเพื่อจะเย็บเข้ารูปใหม่ อาจูกับเว่ยเดินมาใกล้ๆอย่างเกรงๆ เง็กสีหน้าเรียบเฉย
 
"ม้า..หนูกลับไปทำงานได้ใช่มั้ย"
เง็กหมางเมิน
"อาม่าให้ไปทำแล้วนี่"
อาจูนั่งลงกอดเง็กอย่างเอาใจ
"หนูขอโทษที่ไม่ได้บอกความจริง ถ้าไม่จำเป็นจริงๆหนูก็ไม่รับงานนี้หรอก แต่หนูต้องส่งอาเว่ยให้เรียนสูงๆ หนูรับปากอาม่าแล้ว หนูต้องทำให้ได้"
"ถ้ามีปัญหามากนัก งั้นผมไม่เรียนต่อ แจ้จูจะได้ไม่ต้องไปทำงานที่ม้าไม่ชอบ" เว่ยบอก
เง็กท่าทีอ่อนลง
"ไม่ได้ ยังไงลื้อก็ต้องเรียนต่อ เอาเถอะ อาจู ม้ายอมให้ลื้อกลับไปทำงาน แต่ถ้าม้ารู้ว่าลื้อไปยุ่งกับพวกแก๊งเขี้ยวสิงห์ ม้าจะให้ลื้อออกจากงานทันที"
อาจูไม่เต็มปากนัก
"งานหนูไม่เกี่ยวอะไรกับแก๊งเขี้ยวสิงห์เลย ม้า"
"ว่าแต่ที่ม่าพูดน่ะ หมายความว่าไงเหรอ ที่ว่าให้ม้าลืมเรื่องเก่าๆ ม้ามีปัญหาอะไรกับแก๊งเขี้ยวสิงห์มาก่อนเหรอ" เว่ยถาม
"ไม่ใช่เรื่องของเด็ก"
"งั้นแจ้จูถามม้าให้หน่อยสิ แจ้จูไม่ใช่เด็กแล้ว ถามได้ใช่มั้ย"
อาจูปราม
"อาเว่ย อย่าต่อปากต่อคำกับผู้ใหญ่"
"แก๊งเขี้ยวสิงห์ใหญ่คับฟ้ามานานแล้ว ใหญ่ซะจนไม่เคยเห็นคนอื่นอยู่ในสายตาแก๊งมีคุณธรรม...ฮึ ที่จริงก็ไม่ได้ดีไปกว่าแก๊งเลวๆแก๊งอื่นหรอก"
อาจูไม่เข้าใจที่แม่พูด รู้แต่ว่าแม่ไม่ชอบแก๊งเจ้าพ่อและไม่ชอบแก๊งเขี้ยวสิงห์เอามากๆ

ตึกสมาคมเลือดมังกร ตงกับปอเดินเข้ามาถึงทางเข้าสู่ห้องแปดเหลี่ยม ซึ่งห้องประชุมยุคก่อตั้งสมาคมฯ ตงมองไปรอบๆห้องประชุมแปดเหลี่ยมแล้วนึกถึงคำพูดของเคี้ยง
"อั๊วแค่อยากให้พวกเฮียตาสว่างต่างหาก นี่ไม่ใช่ยุคของแก๊งห้องแปดเหลี่ยมแล้ว ตอนนี้สมาคมเรามียี่สิบแก๊ง แค่ห้าเสียงของพวกเฮียไม่มีความหมาย แก๊งคุณธรรมสูงส่งไม่ทำธุรกิจผิดกฎหมาย พวกเฮียลืมตากว้างๆ มองไปรอบๆ แก๊งไหนมีมากกว่ากัน สมัยนี้เงินคืออำนาจ"
ตงนึกถึงยุคที่อำนาจยังอยู่ในมือของฝ่ายธรรมะ

ย้อนหลังกลับไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ในราวปี 2480 สุงนั่งสง่าน่าเกรงขามเป็นประธานในห้องประชุมแปดเหลี่ยม ของสมาคมเลือดมังกร
ตง เซี๊ยะ เช็ง เส็ง นั่งขนาบข้างสุง ดูเป็นฝ่ายเดียวกันและมีอำนาจคุมเกมอย่างเห็นได้ชัด
เล้ง เต็กและไช้นั่งห่างออกไป
สุง แก๊งหงส์ดำบอก
"ตอนนี้มีคนเปิดโรงน้ำชาแทบทุกหัวมุมเมือง พวกเราก็รู้กันอยู่ว่า โรงน้ำชาก็คือซ่องดีๆนี่เอง เราจะทำยังไงถึงจะหยุดคนพวกนี้ได้"
"โรงฝิ่นด้วย เฮียสุง" เซี๊ยะ แก๊งเสือบอก
เช็ง แก๊งกระทิงบอก
"บ่อนการพนันก็มีมากขึ้น"
"โรงน้ำชา โรงฝิ่น บ่อนพนัน เราควรจะปิดมันให้หมด ไม่งั้นต่อไปจะเป็นพิษ เป็นภัยกับลูกหลานของเรา" ตงแก๊งเขี้ยวสิงห์บอก
"อั๊วเห็นด้วย เราต้องหาทางควบคุมแหล่งอบายมุขพวกนี้ไว้ก่อนที่จะสายเกินไป" เส็งพูดทีเล่นทีจริงว่า "แต่อั๊วขอเก็บโรงน้ำชาที่ประจำไว้ได้หรือเปล่า"
ตงติงเส็ง แก๊งเหยี่ยวแดงเบาๆ
"อาเส็ง"
"อั๊วล้อเล่น"
เล้ง แก๊งมังกรดำขยับตัวอย่างอึดอัดใจเพราะมีธุรกิจผิดกฎหมายทุกอย่าง
"แต่อั๊วว่า ปล่อยๆไปเถอะ คนเราก็ต้องหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ใช่ว่าทุกคนจะทำการค้าร่ำรวยได้อย่างพวกเรา อั๊วว่าแค่ควบคุมไม่ให้เยอะไปกว่านี้ อย่าถึงกับปิดช่องทางทำมาหากินกันเลย"
สุงบอก
"อาเล้ง...ที่ทุกวันนี้เราอยู่กันอย่างสุขสบายก็เพราะได้อาศัยทำมาหากินบนผืนแผ่นดินไทย ใครทำงานผิดกฎหมายก็เท่ากับเนรคุณบ้านเมือง ถ้าเราอยู่เฉยๆ เราก็เป็นคนเนรคุณไม่ต่างกับคนชั่วพวกนั้น"
ตงบอก
"งั้นเราต้องปิดให้หมดทั้งโรงน้ำชา โรงฝิ่น บ่อนการพนัน ใครเห็นด้วยกับเฮียสุงบ้าง"
ตงยกมือขึ้น เซี๊ยะ เช็งและเส็งยกมือตามไล่เลี่ยกันโดยไม่ลังเล เต็ก แก๊งกระเรียนและไช้ จากแก๊งไก่ฟ้ายกมือตามเพราะนับถือและอยู่ฝ่ายสุงอยู่แล้ว เมื่อเหลือเล้งเพียงคนเดียว เล้งต้องฝืนใจยิ้มแล้วยกมือขึ้นเพราะยังไงก็แพ้เสียงโหวต
สุง ตง เซี๊ยะ เช็งและเส็งที่เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างทรงอำนาจ

10 ปีต่อมา ในปี 2490 ในยุคขยายสมาคมเลือดมังกร จาก 8 แก๊งเดิมได้ขยายเพิ่มอีก 12 แก๊งเป็น 20 แก๊ง ทุกแก๊งมาร่วมประชุมร่วมกันอย่างคับคั่ง
ตง เซี๊ยะ เช็งและเส็งยืนขนาบข้างสุงที่ยืนอยู่ทางด้านหัวโต๊ะประชุม เต็กกับไช้เดินมารวมกลุ่มกับพวกสุง
เล้งเดินนำเคี้ยง จากแก๊งเต่ามังกรและเกา จากแก๊งค้างคาวเข้ามาพร้อมกับแก๊งอื่นๆอีก 10 แก๊ง อันได้แก่ แก๊งหนูไฟ, แก๊งจิ้งจอกขาว, แก๊งมังกรทอง,แก๊งหมีขาว, แก๊งม้าป่า,แก๊งกวางสวรรค์, แก๊งพังพอน, แก๊งกระต่ายป่า, แก๊งกระเรียน และแก๊งหมูป่า
สมาคมเลือดมังกร จึงกลายเป็นแหล่งที่แก๊งธรรมะและแก๊งอธรรมประจันหน้ากัน แค่มองปราดก็เห็นว่า แก๊งอธรรมมีมากกว่า 7 ต่อ 13
เล้ง แห่งแก๊งมังกรดำยิ้มตีหน้าซื่อ
"เฮียสุง นี่สมาชิกใหม่ของเรา เฮียเคี้ยง หัวหน้าแก๊งเต่ามังกร แล้วนี่ก็เฮียเกา หัวหน้าแก๊งค้างคาว ตอนนี้เราก็มี 20 แก๊ง 20 เสียงแล้วนะครับ เฮียสุง"
เคี้ยงถามทั้งที่รู้อยู่แล้
“สมาชิกใหม่เก่าก็มีสิทธิ์มีเสียงเท่ากันใช่มั้ย”
เกาบอก
“ก็ต้องเป็นอย่างนั้น อำนาจของสมาคมเลือดมังกรอยู่ในมือเราทุกคน ไม่ใช่อยู่ในมือของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง”
เกาปราดตามองกลุ่มของสุงอย่างกร่างแม้จะเป็นแก๊งมาใหม่แก๊งสุดท้ายก็ตาม
“ต่อไปนี้เราก็เชื่อได้ว่า การตัดสินใจของสมาคมเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม เราเริ่มประชุมกันเลยดีมั้ยครับ เฮียสุง ตอนนี้ปัญหาเรื่องโรงฝิ่น เราจะเอายังไงเราปิดไป พวกมันก็เปิดใหม่อยู่ดี สู้เราเปิดโรงฝิ่นเอง แล้วควบคุมให้อยู่ในกฎของเราไม่ดีกว่าหรือครับ พวกเราเห็นว่าไง”
เล้ง แก๊งมังกรดำโยนหินถามทางไปที่กลุ่มแก๊งใหม่ที่พากันพึมพำปรึกษา

ตง สุง เซี๊ยะ เช็งและเส็งต่างนิ่งขึงเมื่อเห็นว่าอำนาจกำลังจะเปลี่ยนมือ

ตงยืนมองห้องประชุมที่ว่างเปล่าอยู่ ปอยืนอยู่เยื้องหลัง
 
“คนเราไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี เอาผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง ความดีที่สมาคมเลือดมังกรสั่งสมกันมาเป็นสิบๆปีคงจะพังพินาศในอีกไม่ช้า”
“เราแพ้คะแนนเสียงก็แค่ครั้งนั้นแค่ครั้งเดียว เพราะแก๊งใหม่หลายแก๊งหากินกับโรงฝิ่นอยู่ แต่แก๊งที่อยู่ฝ่ายเดียวกับเราก็มีไม่น้อยนะครับ นายใหญ่” ปอบอก
“แก๊งที่อยู่ฝ่ายเดียวกับเราก็เพราะนับถือเฮียสุง ถ้าเฮียสุงวางมือจากตำแหน่งนายกสมาคมฯ อั๊วก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป”
“ถ้าอย่างนั้นนายใหญ่อย่าเพิ่งแต่งตั้งคุณหมงเป็นหัวหน้าแก๊งเขี้ยวสิงห์ในตอนนี้”
หมงเดินเข้ามาแล้วหยุดชะงักแอบฟังอย่างอยากรู้เผื่อว่าจะได้ข้อมูลใหม่
“อั๊วคิดเรื่องนี้อยู่ทุกวัน” ตงบอก
หมงเริ่มไม่พอใจ
“คิดจะเปลี่ยนใจหรือวะ”
ปอตัดสินใจที่จะบอกเรื่องหมง
“นายใหญ่ครับ ผมมีเรื่องเกี่ยวกับคุณหมงที่จะบอก”
ปอขยับไปใกล้ตงเพื่อบอกเรื่องที่อันสงสัยหมงที่อาจทำให้รถเบรกแตกเอง
ปอพูดเสียงเบา
“วันที่รถนายน้อยเบรกแตก...”
ตงรับฟังด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
หมงร้อนรน แต่ไม่กล้าขยับไปใกล้กว่านี้เลยไม่ได้ยินว่าปอพูดอะไรกับตง
“ไอ้แก่..มันฟ้องอะไร หรือว่าเรื่องเหมยลี่”
หมงเหงื่อแตกพลั่กอย่างเกรงกลัว

ท่ามกลางบรรยากาศบริษัทตงวานิชในตอนเช้า ทรงกลดเดินงุ่นง่านไปมาอยู่หน้าโต๊ะทำงานของอาจู อันเดินสบายๆ เข้ามา ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ทำไม่เห็นความร้อนใจของทรงกลด
"ว่าไง"
"โครงการยังไม่ผ่านครับ นายใหญ่ติงมาว่า เงินลงทุนสูงเกินไป"
"อาอัน!"
"ครับ"
"ฉันรู้ว่า แกเข้าใจคำถามของฉัน"
อันแกล้งกวน
"นายน้อยไม่ได้ถามเรื่องงานหรอกหรือครับ"
ทรงกลดต้องยอมเสียฟอร์มถามตรงๆ
"อาจูมาหรือยัง"
"ยังไม่มาครับ"
"ปกติเค้ามาเช้าไม่ใช่เหรอ"
"ไม่รู้เหมือนกันว่าปกติคุณจูมากี่โมง เพราะเค้าเพิ่งมาทำงานได้สองวันเอง"
"นี่คิดจะกวนกันใช่มั้ย"
ทรงกลดฮึดฮัดใส่อันที่ยังคงยิ้มให้อย่างใจเย็น ทรงกลดเดินออกไปอย่างนั่งไม่ติดแล้ว
อันแกล้งถามไล่หลัง
"แล้วเรื่องที่ให้ผมไปสืบมา ไม่อยากรู้แล้วหรือครับ นายน้อย"
ทรงกลดเดินลิ่วๆออกไปโดยไม่ฟัง อันได้แต่เดินตามไปอย่างใจเย็น

ทรงกลดเดินเร็วๆออกมาเพื่อดักรออาจูที่หน้าบริษัท แต่พอเห็นพนักงานชายเดินสวนมาก็รีบเก็บอาการร้อนใจทำนิ่งขรึมขึ้นมาทันที พนักงานชายค้อมหัวให้ทรงกลดแล้วเดินเข้าบริษัท
อันเดินตามหลังมาอย่างช้าๆ
"นายน้อยครับ เรื่องแม่ของคุณจู"
"ก็ว่ามาสิ"
ทรงกลดชะเง้อมองหาอาจูโดยไม่หันไปสนใจฟังอันอย่างจริงจัง
อันแกล้งบ่น
"รู้อย่างนี้ไม่ไปสืบให้เหนื่อยเปล่า"
"รู้อะไรก็ว่ามา"
"แม่ของคุณจูชื่อ อาเง็ก เป็นแม่ม่ายผัวตาย แต่งงานมาสองครั้ง คุณจูกับอาเว่ยเป็นพี่น้องคนละพ่อกัน"
"เรื่องนั้นฉันรู้แล้ว"
"แต่เรื่องนี้นายน้อยคงยังไม่รู้ พ่อคุณจูชื่อ นายก๊ก เป็นคนของแก๊งเต่ามังกร"
ทรงกลดเริ่มหันมามองอันอย่างเริ่มสนใจมากขึ้น
"ส่วนพ่อของอาเว่ยชื่อนายเหลียง ทำงานคุมบ่อนให้แก๊งหนูไฟ"
"แก๊งสวะทั้งนั้น มิน่า...(เง็กถึงได้รังเกียจพวกแก๊งเจ้าพ่อ)"
อันมองไปทางด้านหลัง ทรงกลดหันไปมองตามสายตาของอัน
อาจูยืนอยู่ และมาทันได้ยินที่ทรงกลดกับอันคุยเรื่องประวัติของเธอโดยเฉพาะคำว่า”แก๊งสวะ!?”
ทรงกลดดีใจมาก
"อาจู แม่เธอยอมให้เธอกลับมาทำงานแล้วเหรอ"
"ค่ะ แต่ฉันคิดว่า ฉันเปลี่ยนใจแล้ว"
อาจูเดินออกไปอย่างไม่พอใจ ทรงกลดรีบเดินตามไป
"เดี๋ยวก่อนสิ!"
อันมองตามไม่เคยเห็นทรงกลดสนใจผู้หญิงคนไหนแบบนี้มาก่อน

อาจูเดินไปทางประตูทางออกของบริษัท ทรงกลดดึงแขนอาจูไว้
"ฉันไม่ให้เธอเปลี่ยนใจ"
"คุณยังอยากให้ฉันทำงานให้อยู่อีกเหรอคะ คุณที พ่อฉันเคยอยู่แก๊งที่เป็นศัตรูของคุณ"
"เรื่องพ่อเธอเคยอยู่แก๊งไหนไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเธอเลย"
"แล้วทำไมต้องให้คุณอันไปสืบประวัติครอบครัวของฉันด้วยล่ะ"
"ฉันอยากรู้จักเธอให้มากขึ้นกว่านี้"
"ฉันเป็นแค่ผู้ช่วยที่คอยเดินตามหลังคุณเพื่อเพิ่มบารมีให้คุณเท่านั้น"
"ฉันไม่ได้เห็นเธอเป็นแค่ผู้ช่วย...เธอเป็นมากกว่านั้น"
ทรงกลดมองอาจูด้วยสายตาเอ็นดู อาจูเริ่มทำตัวไม่ถูกจนต้องรีบดึงตัวเองกลับมา
"ฉัน...ฉันไม่อยากทำให้คุณต้องเสียเกียรติที่มีผู้ช่วยเป็นลูกสาวของแก๊งสวะๆ"
ทรงกลดเริ่มเข้าใจว่าอาจูโกรธเรื่องอะไร
"ฉันพูดแรงไปหน่อย แต่มันก็เป็นความจริง แม่เธอถึงได้พาลเกลียดไปหมดทุกแก๊ง ทั้งๆที่แก๊งเลือดมังกรไม่ได้เหมือนกันทุกแก๊ง ถ้าเธอไม่เชื่อ เธอก็ทำงานกับฉันต่อ ฉันจะพิสูจน์ให้เธอเห็นเอง"
อาจูนิ่งคิดอย่างสงวนท่าทียังไม่ยอมรับคำ
"ไม่ต้องคิดแล้ว ยังไงเธอก็ต้องเป็นผู้ช่วยฉันต่อไป"
ทรงกลดโมเมคว้ามืออาจูแล้วจะพาตัวเข้าไปข้างใน แต่อาจูขืนตัวไว้ไม่ยอมไปด้วยง่ายๆ
"แค่สามเดือนค่ะ ฉันจะทำงานให้คุณแค่สามเดือนเท่านั้น"
"สามเดือนก็สามเดือน"
ทรงกลดไม่ยี่หระตามประสาคนมั่นใจว่า ถึงเวลานั้นก็หาทางให้อาจูอยู่ทำงานต่อได้แน่
"ไปทำงานได้แล้ว ไป"

ทรงกลดลากตัวอาจูตัวปลิวไปตามแรงจนได้

ทรงกลดจับมืออาจูลากมาจนถึงโต๊ะทำงาน เธอบิดมือออกจากทรงกลดจนได้
 
"คุณทีคะ ฉันเดินเองได้"
"ก็เธอชักช้า"
ทรงกลดจับตัวอาจูนั่งลงที่เก้าอี้อย่างบังคับสุดๆ
"เอ้า...นั่งลง"
อันเดินเข้ามาหาทรงกลด
"ไปท่าเรือกันเลยมั้ยครับ นายน้อย"
อาจูกระวีกระวาดลุกขึ้น แต่ทรงกลดกดไหล่ให้นั่งลงตามเดิม
"วันนี้เธอไม่ต้องไปด้วย"
"แล้วคุณจะให้ฉันอยู่ที่นี่ทำอะไรคะ ไม่เห็นมีงานอะไรให้ฉันทำเลย"
อันได้ทีรีบแหย่
"นั่นสิครับ นายน้อย"
"ทำ ทำบัญชีไง ลองไปถามที่แผนกบัญชีดู ไป อาอัน"
ทรงกลดเดินออกไปได้ไม่กี่ก้าวแล้วนึกได้ หันกลับมา
"เลิกงานแล้ว อย่าเพิ่งกลับบ้าน รอฉันก่อน"
"ทำไมเหรอคะ"
"ทำตามที่สั่ง ไม่ต้องถาม เข้าใจมั้ย"
ทรงกลดเดินออกไปพร้อมกับอาอัน
อาจูนั่งเซ็งอย่างทำอะไรไม่ได้ หยิบมีดพับที่ทรงกลดให้ไว้ติดตัวออกมา
"โธ่..อุตส่าห์เตรียมตัวมา"
อาจูลองง้างมีดออกดูแล้วทำท่าซ้อมเอามีดขู่ป้องกันตัว แต่ก็เงอะงะจนทำมีดหลุดจากมือไป

ณ บริเวณศาลเจ้า เหมยลี่ถือธูปสามดอกคุกเข่าอยู่หน้าเทวรูปเจ้าแม่กวนอิม เธอพึมพำขอพรยาวเหยียดแล้วลุกขึ้นไปปักธูปที่กระถาง แล้วถอยออกมาแล้วยืนมองเจ้าแม่กวนอิมอย่างพยายามสะกดความกังวลใจ
หมงเดินเข้ามาอย่างระวังตัว
"ทำไมเพิ่งมา ฉันจะเป็นบ้าตายอยู่แล้ว"
"นายใหญ่ไม่ใช่คนทำอะไรผลีผลาม เรายังมีเวลา" หมงบอก
เหมยลี่สวนทันที
"นี่หมายความว่า...นายใหญ่รู้เรื่องของเราสองคนแล้วจริงๆงั้นเหรอ"
"ฉันก็ไม่รู้แน่ แต่นายใหญ่เริ่มลังเลแล้วเรื่องที่จะให้ฉันขึ้นเป็นหัวหน้าแก๊งเขี้ยวสิงห์ ฉันจะต้องทำให้นายใหญ่ไม่มีตัวเลือก"
"แล้วเธอจะกำจัดนายน้อยยังไง"
"ไม่ใช่เรื่องของเธอ เธอทำตัวให้เหมือนปกติ อย่าให้ใครสงสัยก็พอแล้ว"
"ฉันรู้ว่า เธอไม่ได้ลงมือคนเดียว"
หมงนิ่งชะงักอย่างไม่อยากตอบเรื่องนี้
"เธอร่วมมือกับใครอยู่ ไม่ใช่คนของแก๊งเขี้ยวสิงห์แน่"
"เธอไม่จำเป็นต้องรู้ ถ้ายังอยากเป็นนายหญิงของแก๊งเขี้ยวสิงห์ล่ะก็ สงบปากสงบคำไว้"
เหมยลี่ยังคงคาใจอยู่

บริเวณหน้าศาลเจ้า เง็กกับเว่ยช่วยกันขายขนมจุ๋ยก้วยกันอยู่ เว่ยส่งกระทงจุ๋ยก้วยให้ลูกค้าแล้วรับเงินมาใส่กระป๋อง
"ขายดีอย่างนี้ แสดงว่าต้องอร่อยมาก"
เว่ยเงยหน้าขึ้นเห็นเป็นทรงกลดและอันที่ยืนอยู่หน้าหาบก็ตื่นเต้น
"นายน้อย! เฮียอัน"
เง็กกำลังผัดไชโป้วอยู่ หันขวับมามองทรงกลดอย่างไม่ชอบใจ
ทรงกลดยิ้ม
"เรียกนายน้อยซะด้วย...รู้ได้ไง"
"ถามอย่างนี้ ไม่รู้จักอาเว่ยเสียแล้ว นายน้อยจะรับกี่กระทงดีครับ"
เว่ยตีขลุมขายของอย่างหน้าตาเฉย
"เหมาหมดนี่เลยแล้วกัน"
"ไม่ขาย" เง็กโพล่งขึ้นทันทื
เว่ยรีบแก้ตัวให้แม่
"เออ เราต้องเก็บไว้ให้ลูกค้าประจำน่ะครับ"
"งั้นเอามาสองกระทง ขายให้เราได้ใช่มั้ยครับ อาซิ่ม"
อันมองเง็กด้วยสายตานิ่งๆ แต่ก็ทำให้เง็กไม่อยากมีเรื่องด้วย
"อาเว่ย รีบตักให้อีไป จะได้ไปๆซะที"
เว่ยรับหยิบกระทงมาตักขนมอย่างคล่องแคล่วแล้วส่งให้ทรงกลดกับอัน ทรงกลดวางเงินยี่สิบบาทยัดใส่มือเว่ย
"ไม่ต้องทอน"
เว่ยยิ้มกว้างอย่างดีใจ แต่เง็กมองอย่างขัดตา
"อวดรวย"
เง็กรอว่าทรงกลดกับอันจะออกไป แต่ทั้งสองกลับหยิบตะเกียบไปแล้วนั่งโซ้ยกินกันอยู่ตรงนั้น เง็กมองทรงกลดที่ดูง่ายๆสบายๆอย่างแปลกใจ แต่ก็ยังทำเย็นชาใส่
ทรงกลดคีบจุ๋ยก้วยกินไปโดยไม่สะทกสะท้านกับท่าทีของเง็ก

หมงกับเหมยลี่เดินออกมาจากศาลเทวรูปเจ้าแม่กวนอิม
"หมง..ถ้าฉันไม่รู้ว่าเธอร่วมมือกับใครอยู่ ฉันจะช่วยเธอได้ยังไง"
"ฉันไม่ได้ต้องการให้เธอช่วย"
"เธอแน่ใจนะว่า คนที่ช่วยเธออยู่น่ะไว้ใจได้ ไม่มีใครช่วยคนอื่นโดยไม่หวังผลประโยชน์หรอกนะ"
"ฉันไม่โง่ให้ใครหลอกใช้ฉันหรอก เราต่างได้ผลประโยชน์ตามที่ต้องการ ฉันได้ขึ้นเป็นหัวหน้าแก๊งเขี้ยวสิงห์ ส่วนเสี่ย...(เล้ง) เออ...ส่วนคนที่ช่วยเหลือสนับสนุนฉันจะได้อำนาจที่เค้าควรได้"
"แล้วเธอจะลงมือเมื่อไหร่"
"แล้วเธอก็จะรู้เอง ระหว่างนี้เธอคอยจับตานายใหญ่ไว้ให้ดี ถ้าหากมีอะไรผิดสังเกตล่ะก็ มาบอกฉันทันที แผนครั้งนี้จะต้องสำเร็จ"
เหมยลี่เริ่มหวั่นใจ
"นี่..นี่เราต้อง ต้องฆ่านายน้อยจริงๆเหรอ"
"ถ้ามันไม่ตาย ก็ต้องเป็นเราที่ต้องตาย เธอเลือกเอาเองแล้วกัน"
หมงตัดสินใจอย่างเด็ดขาดได้ในตอนนี้

ทรงกลดกับอันจิบกาแฟร้อนอย่างชิลๆนั่งอยู่ที่พื้นข้างๆหาบจุ๋ยก้วย เง็กล้างตะเกียบไปพลางมองทรงกลดอย่างรำคาญเต็มทน
เว่ยเข้าไปนั่งตรงกลางระหว่างทรงกลดกับอันอย่างรู้สึกเท่มากที่ได้เคียงคู่มาเฟียขาใหญ่
"นายน้อยมาทำอะไรแถวนี้... มาไหว้เจ้าหรือครับ"
ทรงกลดดื่มกาแฟจนหมดแก้ว เว่ยรีบรับแก้วกาแฟมาใส่ที่แขวนซึ่งทำด้วยเหล็ก สามารถแขวนใส่กาแฟได้ 4 แก้ว
เว่ยส่งแก้วชาจีนให้ทรงกลดดื่มล้างปาก
"เปล่า...เฮียตั้งใจมาอุดหนุนนาย"
เว่ยดีใจหน้าบานหัวใจพองโต
"โห..เฮีย..ผมเรียกนายน้อยว่าเฮียได้หรือครับ"
"ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ เราคนกันเอง"
เง็กลุกขึ้นมาดึงเว่ยออกไปทันที
"แต่อั๊วไม่ให้เรียก อั๊วไม่ให้ลูกชายอั๊วนับพี่นับน้องกับลื้อ กินเสร็จแล้วก็กลับไปได้แล้ว ไป"
ทรงกลดกับอันลุกขึ้นยืนเพื่อคุยกับเง็กให้เข้าใจ
"ผมเข้าใจนะครับว่า ทำไมซิ่มถึงไม่ชอบผม แต่ผมขอยืนยันว่า แก๊งเขี้ยวสิงห์ ไม่ได้เหมือนแก๊งเต่ามังกรหรือแก๊งหนูไฟ แก๊งเราทำการค้าอย่างสุจริต"
"ไม่มีแก๊งไหนที่มือไม่เปื้อนเลือดหรอก ! ฆ่าคนไม่ต้องใช้มีดหรือว่าปืน แต่เงินกับอำนาจก็ฆ่าคนได้! กลับกันได้แล้ว อาเว่ย"
"ขอคุยกับเฮียเค้าอีกหน่อยไม่ได้เหรอ"
เง็กขัดใจก็เลยไปเอาไม้คานเพื่อจะคอนหาบจุ๋ยก้วยไปเอง
"กลับก็ได้ๆ"
เว่ยรีบไปแย่งไม้คานจากเง็กเพื่อที่จะคอนหาบขนมจุ๋ยก้วยเอง
เหมยลี่กับหมงเดินออกมาจากศาลเจ้า
"เราแยกกันตรงนี้ เดี๋ยวมีคนเห็นเข้า"
เหมยลี่คว้าแขนหมงไว้อย่างลืมตัว
"หมง...ถ้าแผนการของเราไม่สำเร็จ เราหนีไปด้วยกันนะ"
หมงรีบดึงมือเหมยลี่ออกไป

"พูดเป็นลางทำไม ยังไงก็ต้องสำเร็จ"

เลือดมังกร : สิงห์ ตอนที่ 3 (ต่อ)

ทรงกลดยังคงตามเง็กเพื่ออธิบายถึงความเป็นมีคุณธรรมของแก๊งเขี้ยวสิงห์
 
"แก๊งเขี้ยวสิงห์ไม่เคยทำร้ายใคร มีแต่ช่วยเหลือแก๊งอื่น..ซิ่มจำมาผิดหรือเปล่า"
"อั๊วจำไม่ผิดและจำจนวันตาย"
เง็กถือถังน้ำเดินออกไป เว่ยคอนหาบจุ๋ยก้วยตามหลังไป แต่ก็ยังหันหน้ามาบอกลา
"แล้วเจอกันนะครับ เฮีย"
อันเหลือบมองไปทางหน้าศาลเจ้า
"นายน้อย"
ทรงกลดมองตามสายตาของอัน เห็นหมงกับเหมยลี่แยกออกไปคนละทางพอดี เหมยลี่ขึ้นรถสามล้อถีบไปก่อน ทรงกลดกับอันเลยไม่ทันเห็นเหมยลี่ แต่ทันเห็นหมงเดินมองซ้ายมองขวาอย่างระวังตัวมาก
"ไอ้หมง"
ทรงกลดกับอันเดินตามหมงไปโดยไม่ต้องพูด

หมงเดินมาตามทางของซอยแคบและเปลี่ยวที่มีทางแยกเล็กทางแยกน้อย ทรงกลดกับอันตามสะกดรอยอยู่ห่างๆ หมงหันมามองด้านหลังอย่างระแวง
ทรงกลดกับอันหลบเข้ามุมได้อย่างเฉียดฉิว
"มันต้องแอบมาเจอใครแน่ๆ"
"ฉันก็คิดอยู่แล้ว ถ้ามันมีแผนชั่ว มันไม่มีปัญญาคิดเองแน่ เราต้องรู้ให้ได้ว่า มันกำลังร่วมมือกับใครอยู่"
หมงเดินห่างออกไป ทรงกลดกับอันค่อยๆ เดินสะกดรอยตามไป
อยู่ๆอิกก็ยื่นมากระชากตัวหมงเข้ามาหลบที่ซอกตึก ทรงกลดกับอันเห็นหมงหายตัวไปก็เลยก็รีบสาวเท้าตามไปอย่างเร็ว สมุนอิก 4 คนโผล่พรวดมาขวางทางไว้
หมงหันขวับไป พอเห็นเป็นอิกที่เป็นคนกระชากตัวก็โล่งใจ
"ตามมา"
อิกเดินนำหมงซอกซอนไปตามทางที่เลี้ยวลดแล้วผลุบเข้าไปประตูหนึ่งแล้วทั้งคู่ก็หายไป
ฝ่ายทรงกลดกับอันประจันหน้ากับสมุนอิก 4 คน ทรงกลดกับอันมองหน้าเป็นการส่งสัญญาณว่าลุย ทั้งคู่พุ่งออกไปพร้อมๆกัน แยกกันจัดการสมุนอิกแบบสองต่อหนึ่ง
ทั้งคู่ตะลุมบอนด้วยหมัดและลูกเตะจนสมุนอิกทั้งสี่คนแพ้ราบคาบไป ทรงกลดกระชากตัวสมุน1 ขึ้นมา
"มึงเป็นคนของแก๊งไหน"
สมุน2 ควักระเบิดควันปาเปรี้ยงใส่กลางวง ควันโขมงไปทั่วจนไม่เห็นใครเป็นใคร สมุนอิกทั้งสี่ได้โอกาสวิ่งหนีกระเซอะกระเซิงออกไป
ควันจากระเบิดจางลงจนเห็นทรงกลดกับอันที่ยืนเหลือกันสองคน
"โธ่เว้ย"
ทรงกลดหัวเสียมาก

หมงกับอิกเดินเข้ามาที่มุมปลอดคน
"ขอบใจนะ คราวหน้าอั๊วจะระวังตัวกว่านี้"
"นายไม่ต้องห่วงครับ ไม่มีคราวหน้าสำหรับไอ้ทรงกลดแล้ว"
"ลื้อแน่ใจนะว่า ครั้งนี้ลื้อจะเก็บไอ้ทรงกลดได้สำเร็จ"
"แน่ใจได้เลย อาหมง"
หมงหันไปเห็นเล้งเดินเข้ามาช้าๆ หมงค้อมหัวให้เล้งอย่างนบน้อมนับถือ
"หรือว่าลื้อไม่เชื่อคำพูดของอั๊ว"
"ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อ แต่ไอ้อิกทำพลาดมาหลายครั้งแล้ว ตอนนี้ชีวิตผมแขวนอยู่บนเส้นด้าย ผมจะอยู่หรือตายก็ขึ้นอยู่กับแผนครั้งนี้"
"คราวนี้ไม่พลาดแน่"
"ผมขอบคุณเสี่ยมากนะครับ ผมไม่รู้จะตอบแทนเสี่ยยังไงจริงๆ"
เล้งตบไหล่หมงอย่างมีเมตตาปราณี
"ไม่ต้องๆ ที่อั๊วช่วยลื้อ อั๊วไม่ได้หวังผลอะไร อั๊วทนเห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องไม่ได้ ลื้อเป็นคนดีมีความสามารถ ลื้อควรได้ขึ้นเป็นหัวหน้าแก๊ง เฮียตงปากก็บอกใครๆว่า ลื้อเป็นทายาทแก๊งเขี้ยวสิงห์ แต่ไม่ขยับทำอะไรซักที อั๊วก็เลยช่วยส่งเสริมลื้อไง"
"ผมคิดถูกจริงๆที่มาขอความช่วยเหลือจากเสี่ย"
"อั๊วไม่ทำให้ลื้อผิดหวังแน่"
เล้งยิ้มราวกับเป็นญาติผู้ใหญ่ใจดีของหมง

เล้งเดินเข้ามานั่งในห้องสำหรับนอนสูบฝิ่น อิกเดินตามหลังมา เล้งเริ่มเอาฝิ่นใส่กล้อง จุดเพื่อสูบฝิ่น ควันโขมงล่องลอยในอากาศ ท่าทีของเล้งกับอิกเปลี่ยนไปในทันที
"นายแน่ใจแล้วหรือครับที่จะสนับสนุนไอ้หมงคนนี้ โง่ก็เท่านั้น ขี้ขลาดก็เท่านั้น กว่าจะเกลี้ยกล่อมให้มันทำอะไรแต่ละที ผมล่ะเหนื่อยใจ"
"อั๊วต้องการคนแบบนี้แหละ โง่ ขี้ขลาด อ่อนแอ ปกครองง่ายดี"
"แล้วผมต้องคอยรับใช้มันถึงเมื่อไหร่ แค่รับใช้เสี่ยเคี้ยงหน้าเงินคนเดียว ผมก็เบื่อเต็มทนแล้วครับ ผมไม่น่าคิดผิดเข้าแก๊งเต่ามังกรเลยจริงๆ"
"ลื้ออยู่แก๊งเสี่ยเคี้ยงน่ะดีแล้ว อย่าลืมสิ งานนี้เราต้องการแพะรับบาป แล้วจะมีแก๊งไหนที่เหมาะสมเท่าแก๊งเต่ามังกรอีก"
"แล้วเมื่อไหร่ผมจะได้มาทำงานรับใช้นายอย่างเต็มตัวซักทีล่ะครับ"
"เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ลื้อจะประกาศให้ทุกคนรู้ว่า ลื้อเป็นมือขวาของอั๊ว คนของ แก๊งมังกรดำ"
อิกยิ้มปลาบปลื้มไม่ได้รู้เลยว่าเล้งหลอกไว้ใช้งานเท่านั้น
"ลื้ออดทนไปอีกไม่นาน ลื้อคงอยากแก้แค้นให้แก๊งหนูไฟ แก๊งเก่าของลื้อแล้วล่ะสิ"
"ครับ นาย แก๊งเขี้ยวสิงห์ทำให้แก๊งหนูไฟเหลือแต่ชื่อ ไม่มีสิทธิ์ไม่มีเสียง เพราะ คนแก๊งหนูไฟกลายเป็นขี้ข้ามันหมดแล้ว ลูกพี่ผม*ก็ต้องตายเพราะน้ำมือของพวกมัน เมื่อไหร่ผมจะได้แก้แค้นไอ้เถ้าแก่ตงซักที"
"พรุ่งนี้! พรุ่งนี้ลื้อลงมือได้เลย"
อิกน้อมรับคำสั่งอย่างลิงโลด ทิ้เล้งสูบฝิ่นต่ออย่างสบายอารมณ์

*ลูกพี่ของอิกคือ อาเหลียงพ่อของเว่ย เป็นญาติห่างๆของอิกที่สอนงานคุมบ่อนให้อิก

บนโต๊ะทำงานอาจู ที่บริษัทตงวานิชต่อเนื่อง อาจูกำลังคิดเลขทำบัญชีด้วยลูกคิดอย่างเซ็งๆแล้วปิดสมุดบัญชีลง
 
"รอบที่ยี่สิบแล้ว คงไม่มีอะไรพลาด"
อาจูดีดลูกคิดไปมาแล้วเริ่มคิดเรื่องเงินค่าใช้จ่ายของตัวเอง
"ได้เงินเดือนมาสามพัน จ่ายค่าเทอมอาเว่ย ค่าชุดนักเรียน ค่าเช่าบ้าน ค่ายาของอาม่า..ค่า.." อาจูพึมพำต่อ แล้วดีดลูกคิดอย่างคล่องแคล่ว
ทรงกลดเดินมาหยุดข้างๆใกล้กับอาจู แต่อาจูหมกมุ่นกับตัวเงินจนไม่รู้ว่าทรงกลดมายืนอยู่
"เหลือเงินเท่าไหร่เนี่ย"
ทรงกลดก้มชะโงกดูลูกคิดใกล้ๆเกินความจำเป็นจนหัวแทบชนกับหัวของอาจู
"สองพันห้าร้อยสี่สิบ..เยอะนะเนี่ย"
อาจูเงยหน้าขึ้นอย่างเร็วด้วยความตกใจจนแก้มแทบจะเฉียดกับจมูกของทรงกลด
"คุณที"
"คิดเลขเร็วดีนี่"
"แน่อยู่แล้ว ฉันทำคะแนนวิชานี้ได้ร้อยคะแนนเต็ม"
"ไม่เชื่อ ขอทดสอบดูหน่อย 380,888+9,532 ได้เท่าไหร่"
อาจูดีดลูกคิดอย่างรวดเร็ว
"390,420"
"ลบ 45,536"
"344,884"
"บวก 1,874,243"
อาจูกำลังจะดีดลูกคิดต่อแล้วนึกขึ้นได้
"เดี๋ยวก่อนค่ะ แล้วคุณจะรู้ได้ไงว่า ฉันคิดเลขถูก"
ทรงกลดทำหน้าซื่อใ
"ก็นั่นน่ะสิ ฉันจะรู้ได้ไง"
"นี่คุณจ้างฉันมาเป็นเพื่อนเล่นของคุณหรือไงคะ"
"จ้างให้มาเป็นเพื่อนกินข้าวของฉันด้วย ไป ไปกินข้าวเย็นกัน"
ทรงกลดคว้ามืออาจูหมับทันทีแล้วจะลากตัวไป แต่อาจูรั้งตัวไว้
"เดี๋ยวก่อน...กระเป๋าๆ"
อาจูคว้ากระเป๋าสะพายมาได้ ทรงกลดก็จับมือพาตัวไปทันที อันเดินเข้ามา
"ไป อาอัน ไปกินข้าวกัน"
"วันนี้จะไปกินที่ไหนครับ"
ทรงกลดแหย่
"ฉั่วเทียนเหลาไง"
อันทำหน้าเมื่อยไม่อยากจะไปเจอหยกมณีงอนใส่อีก ทรงกลดจับมืออาจูพาตัวออกไป ทิ้งให้อันยืนทำใจอยู่

ภายในร้านฉั่วเทียนเหลา ทรงกลดเลื่อนเก้าอี้ให้อาจูนั่งลง แต่อเธอเปลี่ยนใจลุกขึ้นยืน
"ฉันไม่หิวค่ะ นี่ก็เวลาเลิกงานแล้ว ฉันขอกลับบ้านนะคะ"
ทรงกลดกดไหล่อาจูให้นั่งลงไปอีก
"กลับไม่ได้"
"แต่ฉันจะกลับ"
อาจูลุกขึ้นอีก แล้วทรงกลดก็จับตัวอาจูนั่งลงอีก เธอผุดลุกขึ้นยืนอย่างเอาชนะ
อันนั่งกอดอกดูทรงกลดกับอาจูเล่นเอาล่อเอาเถิดกันอย่างขำ
"ไม่อายคนเหรอครับ"
อาจูมองไปรอบๆอย่างนึกได้ เห็นลูกค้าโต๊ะข้างเคียงแอบเมียงมองมา เธอค่อยๆหย่อนก้นลงนั่งลงเก้าอี้อย่างอายคน แต่ทรงกลดนั่งอย่างสบายๆไม่สนใจสายตาใคร
"รู้ไว้ด้วย งานผู้ช่วยทำงานไม่เป็นเวลา แล้วก็ต้อง"
อาจูต่อประโยคให้
"ทำตามคำสั่งของคุณ โดยห้ามมีคำถาม"
อาจูหันไปแกล้งกระซิบกับอันเพื่อให้ทรงกลดได้ยิน
"คุณทนทำงานกับเจ้านายเอาแต่ใจอย่างนี้ได้ไงคะ"
"ไม่นะครับ ปกตินายน้อยเป็นคนมีเหตุผล เป็นคนสบายๆ ไม่ชอบคนห้อมล้อมตามหน้าตามหลัง แต่หมู่นี้แปลก..อยู่ๆก็กินข้าวคนเดียวไม่ได้"
"อาอัน"
"ปกติมีแต่ไล่ผมไปไม่ยอมให้ตาม แต่ตอนนี้กลับตามติดผู้ช่วยไม่ยอมห่าง"
"ตามติดก็ดีกว่าตามตื๊อ"
"ผมไม่เคยตื๊อใคร"
ทรงกลดเหลือบไปเห็นหยกมณีขึ้นเวที เลยได้ทีทำท่าบุ้ยใบ้ให้อันมองไปที่หยกมณี
"เดี๋ยวถามเจ้าตัวดีกว่า"
หยกมณียืนอยู่หน้าไมโครโฟน โปรยยิ้มหวานให้กับทุกคนทั่วร้านแล้วก็มาสะดุดที่เห็นอันนั่งอยู่ เธอปรับสีหน้าแล้วรีบปั้นยิ้มหวาน
"สวัสดีค่ะ ถึงเวลาที่หยกจะมอบความสุขให้กับทุกๆท่าน ค่ำคืนนี้เรามาเริ่มด้วยเพลงสนุกๆดีกว่านะคะ"
หยกมณีเริ่มร้องเพลงจังหวะเร็วๆ ขยับตัวตามจังหวะอย่างสนุกสนานเร้าใจ
อาจูฟังหยกมณีร้องเพลงอย่างเพลิดเพลินตื่นตาตื่นใจ เธอหันมามองอันที่มองหยกมณีด้วยท่าทีนิ่งขรึม
อาจูอดไม่ได้ที่จะขยับไปกระซิบถามทรงกลด
"คุณทีคะ...เออ คุณอันกับแจ้จูนี่เคยเป็นคู่รักกันมาก่อนเหรอคะ"
ทรงกลดพยักหน้ารับหงึกๆ
"พวกเค้าโกรธกันอยู่ใช่มั้ยคะ น่าเสียดายจัง"
"เธอคิดจะทำอะไร"
"สองคนนี้เหมาะสมกันจะตาย ทำไมคุณไม่ช่วยให้พวกเค้าคืนดีกันล่ะคะ"
"ช่วยยังไง"
"ฉันมีแผนแล้ว แต่คุณต้องช่วยฉัน"
"ไหนว่ามา"
"คุณอันชอบฟังเพลงอะไรคะ"
"อะไรนะ ไม่ได้ยิน"
ทรงกลดเอนหัวไปใกล้ๆอาจู
"เมื่อกี้ยังได้ยินอยู่เลย"
ทรงกลดแกล้งไม่ได้ยิน
"แผนอะไรนะ"
อาจูจำต้องขยับก้มลงไปกระซิบที่ข้างหู บอกแผนที่จะช่วยให้หยกมณีหายโกรธอัน เขาฟังและพยักหน้ารับอย่างขำๆ แล้วหันไปมองอัน
อันนิ่งคิดถึงความหลัง

เมื่อปี 2490 ย้อนอดีตกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน หยกมณียืนประหม่าอยู่ข้างเวที ตอนนั้น เธออยู่ในวัย 17 ปี ยังแต่งตัวไม่เป็น อันในวัย 20 ปียืนให้กำลังใจอยู่ห่างๆ เขาพยักหน้าให้กำลังใจ หยกมณีนิ่งทำสมาธิแล้วค่อยๆ ก้าวขึ้นไปบนเวที
หยกมณีเริ่มร้องสะดุดแบบมือใหม่ แต่ร้องเพลงต่อได้อย่างไพเราะงดงาม
อันยืนฟังหยกมณีอย่างมีความสุขและเคลิ้มไปกับเสียงเพลง
นั่นคือจุดเริ่มต้นของความรักของอันกับหยกมณี... เวลาต่อมา ทั้งคู่เดินจูงมือกัน นั่งกินข้าวด้วยกัน หยกมณีช่วยอันใส่แจ็กเก็ต แล้วอันหันมากอดเธอไว้
บนเวที หยกมณีร้องเพลงท่อนสุดท้ายอย่างไพเราะ ผู้คนในร้านตบมือกันสนั่นอย่างชื่นชม
ลูกค้าชาย 2-3 คนชอบใจขนาดถอดสร้อยทองในคอเดินมาคล้องคอให้หยกมณี เธอยืนยิ้มอย่างสมหวังที่ได้เป็นนักร้อง รีบมองหาอันที่เป็นกำลังใจสำคัญ
เธอคลายยิ้มลงทันทีเมื่อมองหาอันไม่เจอ แต่อยู่ๆ อันก็ยื่นดอกกุหลาบสีชมพูหนึ่งดอกมาตรงหน้า อันเคอะเขินไม่คิดว่าตัวเองจะกล้าทำอย่างนี้ในชีวิต เขารีบผละออกไป
 
หยกมณียกกุหลาบขึ้นมาจรดที่ริมฝีปากอย่างอ่อนโยน

อันนั่งนิ่งฟังเพลงอยู่แล้วต้องขยับนั่งตัวตรงเมื่อได้ยินอินโทรของดนตรีคุ้นหู
 
เพลงสนุกจังหวะเร็วเปลี่ยนเป็นเพลงช้าๆ เธอร้องเพลงอย่างไม่เต็มใจนัก ร้องเพลงไปมองกระดาษโน้ตในมือไป ลายมือของทรงกลด ระบุเพลงที่ขอ
ทรงกลดนั่งกอดอกยิ้มแหย่ใส่อันบ้าง
บริกรเดินเอาช่อดอกกุหลาบสีชมพูมาวางไว้บนโต๊ะตรงหน้าอัน
อันหันไปมองทรงกลดอย่างรู้ทันว่าฝีมือเจ้านายแน่นอน อาจูมองอันอย่างลุ้นๆ
"ไปสิคะ นี่เป็นโอกาสดีของคุณนะคะ"
"ถ้าแกไม่ไป ฉันจะไปเอง แต่ถ้าฉันไป ฉันอาจจะกระโดดขึ้นเวทีประกาศให้โลกรู้ว่าแกกับหยก..."
อันจำต้องคว้าช่อดอกกุหลาบแล้วลุกออกไปที่หน้าเวที
หยกมณีเริ่มร้องเพลงอย่างเข้าถึงอารมณ์ตามแบบคนมืออาชีพ อันเดินก้มหน้ามาจนถึงหน้าเวที หยกมณีมองอันอย่างคาดไม่ถึง อันส่งช่อดอกกุหลาบให้ ทั้งสองมองตากันนิ่งและนาน
หยกมณีทำเหมือนจะไม่รับแต่แล้วก็ค่อยๆ ยื่นมือไปรับช่อดอกกุหลาบมา
อาจูลืมตัวหันไปเขย่าแขนทรงกลดอย่างดีใจแล้วต้องเก้อเขินเมื่อเห็นทรงกลดยิ้มกริ่ม
อันยืนมองหยกมณีโดยไม่ถอยหนีไปอย่างที่เคยทำเมื่อสิบปีก่อน

อาจูกับหยกมณีเดินออกมาด้วยกัน หยกมณีถือช่อดอกกุหลาบสีชมพูอยู่
"แจ้หยกร้องเพลงเพราะมากเลยค่ะ"
"ถ้าชอบก็มาอีกสิ บอกนายน้อยให้พามา"
หยกมณีหันไปหยอกทรงกลดที่เดินตามหลังมา โดยมีอันรั้งท้าย
หยกมณีล้อ
"นายน้อยเต็มใจอยู่แล้ว ใช่มั้ยคะ นายน้อย"
"ก็ขึ้นอยู่กับนักร้องที่นี่ว่าเต็มใจร้องเพลงตามคำขอหรือเปล่า"
"ลูกค้าขอเพลงอะไร หยกร้องให้ได้ตามคำขออยู่แล้ว โดยเฉพาะลูกค้าคนสำคัญอย่างนายน้อย"
"อ้าว! ไม่ใช่อาอันหรอกเหรอที่เป็นคนสำคัญของเธอ"
ทรงกลดตั้งใจตกคำว่าลูกค้าไป
หยกมณีเสดูนาฬิกาข้อมือ
"ดึกมากแล้ว อาจูไม่รีบกลับบ้านเหรอ"
อาจูเริ่มลน
"กี่โมงแล้วคะเนี่ย"
"เดี๋ยวฉันไปส่งเธอเอง อาอัน..ไปส่งหยก ไป"
"อย่าไปบังคับฝืนใจคนอื่นเลยค่ะ หยกกลับเองได้ หยกลานะคะ นายน้อย"
ทรงกลดน้ำเสียงจริงจัง
"หยก"
หยกมณีกำลังเดินออกไปชะงักกลับมามองทรงกลด
"ที่อาอันต้องไปจากเธอก็เพราะฉัน ถ้าจะโกรธ เธอควรจะโกรธฉันมากกว่า ตลอดสิบปีที่ผ่านมา อาอันก็ไม่ได้มีความสุขนักหรอก เธอคงไม่รู้ว่า..."
อันขัด
"นายน้อยครับ"
แต่ทรงกลดไม่ฟัง
"ตั้งแต่วันแรกที่อาอันถึงเมืองไทย เค้าก็มาที่นี่เฝ้าดูแลเธอทุกคืน คืนไหนที่มาเองไม่ได้ ก็ส่งลูกน้องมา เธอเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวในชีวิตของเพื่อนฉัน"
ทรงกลดดึงตัวอาจูออกไปเพื่อเปิดทางให้อันได้ปรับความเข้าใจกับหยกมณี
อันยืนมองหยกมณีอย่างเว้าวอนในที

อันเดินตามมาส่งหยกมณีที่ถือช่อดอกกุหลาบสีชมพู ทั้งสองเดินมาด้วยกันเงียบๆ ต่างคนต่างไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง
"เฮียไม่ได้เป็นคนซื้อดอกกุหลาบ"
"หยกรู้อยู่แล้ว"
"แล้ววันหลังเฮียจะซื้อให้นะ"
"ไม่ต้อง ตอนนี้หยกรับแต่สร้อยทองเท่านั้น อย่างอื่นไม่รับ"
"ถ้าอย่างนั้นเฮียคงไม่มีปัญญาแล้วล่ะ"
"เฮียไม่ต้องให้อะไรหยกทั้งนั้น แค่มาให้หยกเห็นหน้าก็พอ เฮียจะทำได้มั้ยล่ะ"
อันดีใจอย่างคาดไม่ถึง
"หยก...ไม่โกรธเฮียแล้วเหรอ"
"หยกยกโทษให้เฮียก็ได้ แต่เฮียต้องรับปากว่า เฮียจะไม่ทิ้งหยกไปไหนอีก"
"ชีวิตของเฮียไม่มีอะไรแน่นอน เฮียไม่อยากจะผิดคำพูดกับหยกอีก เฮียเคยสัญญาว่าจะอยู่คอยดูแลหยก แต่แล้วเฮียก็ทำไม่ได้"
"ถ้าอย่างนั้นเฮียไปไหนก็ต้องพาหยกไปด้วย...อย่าทิ้งกันอีก รับปากหยกสิ"
"แต่หยกรักการร้องเพลง ที่หยกหนีจากโรงงิ้วแก๊งหงส์ดำมาก็เพราะอยากเป็นนักร้อง หยกทนลำบากมาตั้งเป็นสิบๆปีกว่าจะถึงวันนี้"
"หยกทิ้งทุกอย่างได้เพื่อเฮีย...หยกรักเฮียมากกว่าทุกสิ่งในโลกนี้ เฮียล่ะ รักหยกบ้างหรือเปล่า" หยกมณีตัดพ้อน้ำตาคลอ
"รักสิ...ทำไมจะไม่รัก...ได้ ต่อไปนี้เราจะไม่จากกันไปไหนอีก"
อันดึงหยกมณีมากอดไว้แน่น

ภายในบ้าน หยกมณีวางช่อดอกกุหลาบสีชมพูดลงบนโต๊ะ เธอเปิดลิ้นชักหยิบหนังสือเล่มหนา เป็นหนังสือปกแข็งเกี่ยวกับศิลปะการแสดงออกมา เปิดหนังสือแล้วดึงกลีบกุหลาบจากช่อกุหลาบวางในหนังสือปิดทับเพื่อทำดอกไม้แห้งเพื่อเก็บไว้ได้นาน
อันเดินเข้ามาสวมกอดหยกมณีจากด้านหลัง
"ทำอะไร"
"ไม่มีอะไร"
หยกมณีรีบเก็บหนังสือ แต่อันฉวยหนังสือไปเปิดดูเสียก่อน
อันเปิดพลิกหนังสือดูเห็นกลีบกุหลาบชมพูแห้งของดอกกุหลาบหนึ่งดอกแทรกอยู่ในหนังสือ
หยกมณีทำหัวเราะๆแก้เขิน
"ผู้หญิงก็อย่างนี้แหละ ชอบเก็บของกระจุกกระจิก ไม่ยอมทิ้งอะไรง่าย"
อันวางหนังสือแล้วหันมากอดหยกมณีไว้
"ขอบใจนะ หยก ที่รอเฮี"
หยกมณีฟังแล้วต้องสะท้อนใจ
"ที่จริงหยกก็ไม่ได้รอเฮีย"
"เฮียเข้าใจ...หยกเป็นผู้หญิงตัวคนเดียว อายุก็น้อย"
"แต่หยกก็น่าจะรักษาตัวไว้ให้เฮียคนเดียว หยกรู้สึกว่าตัวเองสกปรก"
หยกมณีพยายามผลักอันออกไป แต่อันกลับก้มลงจูบหยกมณีให้หยุดพูด
"เลิกคิดถึงเรื่องอดีตเสียที เรามาเริ่มต้นชีวิตใหม่กันดีกว่า"

หยกมณีซุกตัวเข้าไปในอ้อมกอดของอันอย่างอบอุ่นใจ

ฝ่ายอาจูเดินเร็วๆมาจนเกือบถึงหน้าบ้าน ทรงกลดเดินตามหลังมาแล้วรีบคว้าแขนอาจูให้หยุดเดิน
 
"อาจู...จะรีบไปไหน"
"ฉันจะรีบกลับบ้าน ป่านนี้ม้าฉันรอแย่แล้ว คุณส่งฉันแค่นี้ก็พอ ขอบคุณนะคะ"
อาจูเบี่ยงตัวหลุดจากมือทรงกลดจะเดินออก แต่แล้วเขาก็คว้าแขนอาจูไว้อีก
"อะไรอีกล่ะคะ"
"คืนนี้พระจันทร์สวย...ใกล้จะเต็มดวงแล้ว ดูสิ"
ทรงกลดชี้ชวนอาจูชมพระจันทร์อย่างไม่รู้ไม่ชี้
"นี่ไม่ใช่เวลามาชมจันทร์นะคะ คุณที ฉันกำลังรีบ คุณไม่เห็นหรือไงคะ"
"พรุ่งนี้วันไหว้พระจันทร์นี่ เธอมีแผนทำอะไรหรือเปล่า"
อาจูคิดได้
"พรุ่งนี้วันเสาร์..วันไหว้พระจันทร์ คุณน่าจะให้คุณอันหยุดงานพาแจ้หยกไปเที่ยวนะคะ ป่านนี้ไม่รู้สองคนนั่นเป็นไงบ้าง ไม่รู้ว่าทำอะไรอยู่"
ทรงกลดยิ้มกรุ้มกริ่มมีนัย
"เธออยากรู้จริงๆหรือว่า อาอันกับหยกกำลังทำอะไรอยู่"
อาจูมองทรงกลดอย่างสงสัย ยังตามไม่ทัน
"สองคนนั้นจากกันตั้งสิบปี วันนี้เพิ่งมาคืนดีกัน อาอันคงไปส่งหยกที่บ้านแล้วก็..."
อาจูเริ่มเข้าใจนัยยะของทรงกลด เริ่มอายจนหน้าแดง
"คุณที! คนบ้"
ทรงกลดขำ
"คนบ้าอะไร ฉันรู้น้า..ว่าเธอคิดอะไรอยู่"
"คุณที!"
อาจูฟาดมือใส่ทรงกลดอย่างลืมตัว เขาจับมือทั้งสองของอาจูไว้แล้วดึงตัวอาจูมาประชิดตัว
เขากอดเอวอาจูรั้งให้เข้ามาใกล้อีก ก้มหน้าไปใกล้ๆเพื่อมองตาคู่สวยของอาจู
"คืนนี้พระจันทร์สวยจริงๆ..สวยเหมือนไข่มุกเลย"
อาจูนิ่งแต่หัวใจเต้นแรงจนเหมือนจะหยุด ไม่มีแรงจะขยับผลักทรงกลดออกไป ทั้งคู่มองตากันนิ่งเหมือนโลกหยุดหมุนไปชั่วขณะ...

เวลาเริ่มมืดแล้ว เง็กเดินมาชะเง้อมองไปที่หน้าบ้านอย่างรู้สึกว่ามีใครอยู่ข้างนอก ซิ่วเอ็งกับเว่ยกำลังช่วยจัดยาสมุนไพร่จีนใส่กระดาษเป็นห่อๆ
ซิ่วเอ็งปรายตามองเง็กอย่างรำคาญ
"กลับดึกอย่างนี้ ไม่ต้องไปรอ เอากับข้าวไปเก็บ"
"ผมไปรอแจ้จูหน้าปากซอยเอง"
ซิ่วเอ็งบอก
"ไม่ต้อง! ถ้าอีโดนผู้ชายฉุด ก็เพราะทำตัวเอง"
"อั๊วว่ามีคนอยู่หน้าบ้านเรา"
เง็กรีบเดินออกไป เว่ยขยับจะตามเง็กออกไป แต่ซิ่วเอ็งห้ามไว้เสียก่อน
"อาเว่ย"
"ถ้าบ้านเราไม่มีแจ้จู เราคงอดตายไปแล้ว ม่าดีกับแจ้จูบ้างได้มั้ย"
"อั๊วไม่ดีกับอียังไง ถ้าเป็นคนอื่น ไม่เลี้ยงหลานนอกไส้ไว้หรอก ไปเอาเก๋าคี่ (เก๋ากี้) มา
เพิ่ม"
ซิ่วเอ็งห่อยาจัดยา เว่ยมอาม่าอย่างไม่เห็นด้วย

อาจูเริ่มได้สติหลุดจากภวังค์แล้วพบว่าตัวเองตกอยู่ในอ้อมกอดของทรงกลด
"ปล่อย"
"ปล่อยก็โดนเธอทุบอีกน่ะสิ"
"ฉันขอโทษ"
ทรงกลดยิ้ม
"แต่ฉันไม่..ไม่ได้ลืมตัว..เลย"
อาจูผลักออกไปพร้อมๆกับที่ทรงกลดผ่อนแรงปล่อยมือพอดี เธอเสียการทรงตัวจนเซ เขาคว้าเธอไว้ก่อนที่อาจูจะเซล้มไป
ทรงกลดหัวเราะ
"เป็นไงล่ะ"
เง็กออกมาทันเห็นทรงกลดคว้าแขนอาจูไว้
"อาจู"
อาจูรีบดึงแขนออกจากทรงกลดทันที เง็กกวาดตามองทั้งสองคนอย่างไม่พอใจมาก
"ทำไมกลับดึก"
"ผมขอโทษครับ เป็นความผิดของผมเอง"
เง็กเมินหน้าไม่สนใจฟังที่ทรงกลดแก้ตัว
เง็กบอกกับอาจู
"เข้าบ้าน"
อาจูรีบเดินเข้าไปบ้าน เง็กหันมามองทรงกลดอย่างเอาเรื่อง
"ทีหลังไม่ต้องมาส่งอาจู อั๊วไม่อยากเป็นขี้ปากชาวบ้าน"
"ผมไม่เห็นว่า ผมจะทำอะไรเสียหาย"
"แน่ใจเรอะ"
ทรงกลดชะงักไม่แน่ใจว่า เง็กออกมานานแค่ไหนและเห็นอะไรไปบ้าง
อาจูพลอยชะงักหยุดอยู่แค่ทางเข้าบ้านไปด้วย
"ผมห่วงความปลอดภัยของอาจู ยังไงผมก็ต้องมาส่ง"
"ไม่ต้อง! บ้านนี้ไม่ต้องการให้คนแก๊งเขี้ยวสิงห์ช่วยเหลือ"
เง็กเดินออกมาจากทรงกลด แล้วดึงตัวอาจูเข้าบ้านไป
อาจูยังพะว้าพะวงหันกลับมามองทรงกลดที่ยังยืนปักหลักมองมา ทรงกลดยิ้มให้กำลังใจอาจูอย่างใจเย็นไม่สะทกสะท้านกับคำพูดของเง็กนัก

ทรงกลดเดินออกมาจากทางบ้านอาจู ยิ่งนึกถึงหน้าเหวอๆของอาจูก็ยิ่งทำให้ทรงกลดยิ้มขำ
"บ้าไปแล้ว เรา"
เขามองท้องฟ้าที่มีพระจันทร์เกือบเต็มดวง
"พรุ่งนี้วันไหว้พระจันทร์"

ทรงกลดคลี่ยิ้มอย่างนึกถึงแผนพรุ่งนี้ได้

เลือดมังกร : สิงห์ ตอนที่ 3 (ต่อ)

ซิ่วเอ็งกับเว่ยกำลังเก็บสมุนไพรจีนที่ห่อกระดาษเรียบร้อยแล้ว เง็กดึงอาจูเข้าบ้านมา
 
"วันหลังกลับมา ก็รีบเข้าบ้าน"
"เป็นผู้หญิงกลับค่ำๆมืดๆอย่างนี้ เดี๋ยวก็ท้องไม่มีพ่อหรอก" ซิ่วเอ็งบอก
"ม่า! แจ้จูคงงานเยอะก็เลยกลับช้าหน่อย" เว่ยบอก
"ทำงานอะไรถึงได้กลับดึกอย่างนี้ ไปเที่ยวกับผู้ชายมาล่ะไม่ว่า"
อาจูพูดไม่เต็มปากนัก
"หนู หนูไปทำงานจริงๆนะ ม่า ทีหลังหนูจะไม่กลับดึกอีกแล้ว"
เง็กตัดบท
"ไปอาบน้ำ ไป"
อาจูรีบผละออกไป แต่ก็ต้องชะงักเพราะคำพูดเสียดแทงของซิ่วเอ็ง
"ถ้าคิดจะมีผัวล่ะก็ ดูให้ดีๆ อย่าไปคว้าผู้ชายเหมือนพ่อลื้อเข้าล่ะ ผู้ชายเจ้าชู้ เห็นแก่ตัว ทิ้งลูกทิ้งเมีย ไม่มีอะไรดีซักอย่างเดียว"
"คนที่ไม่มีอะไรดีคือ อาป๊าผมต่างหาก" เว่ยบอก
"อาเว่ย! ลื้อพูดถึงอาป๊าลื้ออย่างนี้ไม่ได้" เง็กบอก
"แต่ผมต้องพูด อาป๊าแจ้จูถูกฆ่าตาย ไม่เหมือนอาป๊าผมที่ฆ่าตัวตายหนีหนี้ คนที่เห็นแก่ตัว ทิ้งลูกทิ้งเมียให้ลำบาก คือ อาป๊าเหลียงต่างหาก เห็นแก่ตัวที่สุด!"
ซิ่วเอ็งตบหน้าเว่ยฉาดใหญ่อย่างเกรี้ยวโกรธ
"ม่า!" อาจูคิดไม่ถึง
เว่ยนิ่งขึงไป แล้ววิ่งโครมครามออกไป
"อาเว่ย"
อาจูรีบตามน้องชายไป ซิ่วเอ็งหันขวับมาเล่นงานเง็กทันที
"เพราะลื้อคนเดียว! ไม่รู้จักสั่งสอนลูกให้"
เง็กได้แต่ก้มหน้าให้แม่ผัวด่า ซิ่วเอ็งทั้งเจ็บทั้งแค้นใจกับคำพูดของเว่ย

ในห้องนอนอาจู เว่ยนั่งหน้าขึงโกรธอยู่บนเตียง อาจูเดินมานั่งข้างๆ เว่ย เว่ยรีบหันหลังให้แล้วเช็ดน้ำตาด้วยแขนเสื้อโดยเร็ว
"เว่ย..รู้ใช่มั้ยว่า ทำผิด"
"ผมพูดความจริง"
"พ่อแม่เป็นคนที่มีบุญคุณกับเรา ถึงไม่ได้เลี้ยงดูเรา แต่ก็ทำให้เราได้เกิดมา เราต้อง รู้จักกตัญญู นี่เว่ยพูดไปเมื่อกี้ มันบาป รู้มั้ย"
"บาปก็บาป ม่าจะได้ไม่ยกเรื่องอาป๊าแจ้ขึ้นมาด่าอีก เชื่อได้เลย ถ้าอาป๊าแจ้ยังอยู่ แจ้คงไม่ต้องลำบากอย่างนี้หรอก ม้าน่าจะแต่งงานใหม่กับผู้ชายที่ดีกว่านี้ ไม่ใช่ผู้ชายขี้ขลาดอย่างอาป๊าผม"
"อาเว่ย.. พอได้แล้ว"
"ที่สำคัญผมอยากให้ม่าเลิกด่าว่าแจ้จูซักที แจ้ทำงานงกๆหาเงินเลี้ยงคนทั้งบ้าน ทำไมม่าไม่เห็นความดีของแจ้บ้าง"
"ผู้ใหญ่ดุว่าเราก็เพราะอยากให้เราได้ดีนะ เว่ย"
เว่ยค้านหัวดื้อ
"ม่าพูดอยู่บ่อยๆว่าไม่เคยเห็นแจ้จูเป็นหลาน"
อาจูนิ่งไปอย่างสะเทือนใจแต่เก็บงำความรู้สึกน้อยใจไว้
"จำไม่ได้เหรอ แจ้เกือบเรียนไม่จบ เพราะม่าเอาเงินค่าเทอมไปทำบุญโลงศพให้อาป๊าหมด ม่าไม่รักใครนอกจากอาป๊าคนเดียว"
"ไม่จริง ม่ารักเว่ยมากนะ พรุ่งนี้เช้าไปขอโทษม่าซะ"
เว่ยยังทำหน้าดื้อใส่
"ไม่ฟังกันแล้วใช่มั้ย"
เว่ยยอมพยักหน้ารับคำในที่สุด อาจูดึงเว่ยมากอดไว้อย่างปลอบใจ

บ้านทรงกลดในบรรยากาศตอนเช้า ตงเลื่อนแฟ้มเอกสารบนโต๊ะออกไปข้างหน้า ทรงกลดยืนมองแฟ้มอย่างพยายามอดกลั้นความฉุนเฉียว
"ผมแก้ไขตัวเลขตามที่ป๊าต้องการแล้ว ทำไมโครงการนี้ถึงยังไม่ผ่านครับ"
ตงนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน ปอยืนอยู่ทางด้านหลัง
"โครงการนี้มันเสี่ยงเกินไป เงินลงทุนก็สูง ลื้ออย่าคิดทำอะไรที่เกินตัว คิดขนาดจะเปิดโรงงานประกอบรถเอง เอางานที่ลื้อดูอยู่ตอนนี้ให้รอดซะก่อนเถอะ"
"นี่ถ้าอาหมงเป็นคนเสนอโครงการนี้ ป๊าคงเซ็นอนุมัติโดยไม่ต้องคิด ผมจะบอกป๊าให้นะ ถ้าผมไม่มั่นใจ ผมไม่เสนอโครงการนี้หรอก"
"นายน้อยครับ โครงการใหญ่ๆอย่างนี้ นายใหญ่คงต้องใช้เวลา"
ทรงกลดขัดทันที
"แต่ผมรอไม่ได้ ถ้าป๊าไม่ทำ ผมทำเอง แล้วป๊าจะต้องเสียใจที่ปล่อยโครงการดีๆอย่างนี้หลุดมือไป โครงการนี้จะต้องประสบความสำเร็จ ทั้งสร้างงานสร้างคนได้เป็นร้อยเป็นพัน ป๊าคอยดูก็แล้วกัน"
"อั๊วคงจะตายไปซะก่อนที่จะเห็นความสำเร็จของลื้อ...น่าเสียดาย"
ตงมองลูกชายอย่างไม่เชื่อฝีมือ
"ผมก็เสียดาย..เพราะคนที่ผมอยากให้อยู่ดูความสำเร็จของผมไม่ใช่ป๊า แต่เป็นแม่เพราะป๊าไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับผมเลย"
ทรงกลดคว้าแฟ้มเอกสารแล้วจะเดินออกไป
"ทรงกลด"
ทรงกลดหยุดชะงักแต่ไม่หันหน้ากลับมา ในใจลึกๆหวังว่าพ่อจะเปลี่ยนใจ
"เรื่องที่ลื้อไปเอาโรงงานคืนจากเสี่ยเคี้ยง คราวนี้อั๊วไม่เอาเรื่อง แต่อย่าให้มีคราวหน้า"
ทรงกลดขบกรามแน่นด้วยความโกรธ เดินปึงปังออกไปโดยเร็ว
"ลื้อเห็นหรือยัง อาปอ"
ตงแย้งกับปอที่ยังไม่อยากให้หมงขึ้นเป็นหัวหน้าแก๊งเขี้ยวสิงห์
"แต่ตอนนี้คุณหมงไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีแล้วนะครับ"
ตงหนักใจกับปัญหาเรื่องการวางมือจากแก๊งเขี้ยวสิงห์

ทรงกลดถือแฟ้มเอกสารเดินออกมาจากทางห้องทำงาน อันที่ยืนรออยู่ก้าวยาวๆไปหาทรงกลดทันที
"ป๊าไม่อนุมัติ"
ทรงกลดแทบจะโยนแฟ้มเอกสารให้กับอันไปโดยอันไม่ต้องเอ่ยปากถามก่อน
"นายใหญ่บอกหรือเปล่าครับว่า โครงการนี้มีปัญหาตรงไหน"
"ปัญหาตรงที่เป็นโครงการของฉันไงล่ะ"
ทรงกลดเดินเร็วๆออกไปอย่างหัวเสีย อันจะก้าวตามไป
"ไม่ต้องตาม วันนี้ฉันให้แกหยุดงานหนึ่งวัน"
"งานของผมไม่มีวันหยุด"
"นี่ไง ฉันถึงต้องให้แกพักซะบ้าง แกควรใช้โอกาสนี้พาหยกไปเที่ยว"
อันนึกไม่ออกจริงๆ
"ไปเที่ยวไหนล่ะครับ"
"ไปเที่ยวไหนก็ได้ที่คู่รักไปเที่ยวกันน่ะ"
อันแกล้ง
"แล้ววันนี้นายน้อยจะพาคุณจูไปเที่ยวไหนเหรอครับ"
ทรงกลดรู้ทันแก้เกี้ยวทันที
"ยังคิดไม่ออก เฮ้ย! ไม่ได้ไปไหน ถามอะไรบ้าๆ..ฉันเป็นคนทำให้เวลาดีๆในชีวิตของแกหายไป แต่ตอนนี้แกได้เริ่มต้นกับหยกอีกครั้ง ไปใช้เวลาที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด..ไปหาหยกซะ ไป"
"ขอบคุณครับ นายน้อย"
ทรงกลดตบไหล่อย่างพอใจที่อันยอมทำตาม รีบเดินผละออกไป
อันพูดไล่หลัง
"นายน้อยครับ ยังไงวันนี้ก็ต้องมีคนติดตามนายน้อยนะครับ"

ทรงกลดโบกมือลาอันโดยไม่หันหน้ากลับมา อันยิ้มขำกับลีลาเยอะของทรงกลด

ภายในครัว เง็กเปิดฝาลังถึงออกแล้ว คีบขนมจุ๋ยก้วยออกมาวางพักบนถาดไม้สาน
 
ซิ่วเอ็งกำลังตักน้ำเก๊กฮวยในหม้อต้มกรอกใส่ขวดแก้ว หลังจากกรองด้วยผ้าขาวหนึ่งชั้นก่อน
อาจูเดินเข้ามาจะช่วยเง็กเตรียมขนมจุ๋ยก้วยไปขาย
"ไม่ต้องช่วย เดี๋ยวเสื้อผ้าเลอะหมด"
ซิ่วเอ็งมองอาจูที่อยู่ในชุดกางเกงทะมัดทะแมงและผมเกล้าเป็นจุกโดยมีปิ่นเสียบไว้
ซิ่วเอ็งมองจับผิด
"แต่งตัวแบบนี้ไปทำงานเรอะ"
"วันนี้ต้องเข้าโรงงานน่ะ ม่า ... ถ้าเลิกงานเร็ว หนูจะไปช่วยม้าขายของนะ"
"ไม่ต้องๆ เลิกงานแล้วรีบกลับมาบ้าน มาช่วยม่าจัดของไหว้"
เว่ยถือจานชามมื้อเช้าที่เก็บจากโต๊ะเข้ามาเพื่อจะล้าง
"อาเว่ย วันนี้ม่าต้มน้ำเก๊กฮวยให้แน่ะ"
อาจูมองเว่ยอย่างบังคับให้ไปหาซิ่วเอ็ง
เว่ยยังทำเมินๆ
"ใส่หล่อฮั่งก้วยด้วยหรือเปล่า"
"ไม่ได้ใส่ อั๊วรู้ว่า ลื้อไม่ชอบ แต่หล่อฮั่งก้วยดีนะ กินแล้วเหลี่ยงเลี้ยง(เย็น)แก้
ร้อนในดี จะกินเลยมั้ย อาเว่ย"
ซิ่วเอ็งง้องอนเว่ยในที เว่ยพยักหน้ารับ
เว่ยเห็นซิ่วเอ็งกุลีกุจอรินน้ำเก๊กฮวยให้ ทำให้เริ่มรู้สึกผิด
"ม่า...เรื่องเมื่อวาน ผมขอโทษนะ"
"ไม่เป็นไรๆ รู้ตัวว่าทำผิดก็ดีแล้ว ทีหลังก็อย่าพูดอย่างนั้นอีก เข้าใจมั้ย"
อาจูกับเง็กมองสองย่าหลานอย่างโล่งใจ ซิ่วเอ็งลูบหัวลูบไหล่เว่ยอย่างรักและเอ็นดูเหลือเกิน
อาจูมองอยากได้ความรักจากซิ่วเอ็งบ้าง

บรรยากาศการทำงานในโรงงานตงวานิช คนงานแพ็กอะไหล่ใส่กล่องสินค้า ทรงกลดเดินคุยกับผู้จัดการโรงงานมาด้วยกัน มีอาจูเดินตามหลังคอยจดโน้ต
"สินค้าเที่ยวต่อไปจะส่งมาเมื่อไหร่"
ผู้จัดการบอก
"ต้นเดือนหน้าครับ"
"คราวนี้รีบตรวจสอบสินค้าทันที อย่าให้มีปัญหาเหมือนคราวก่อน แล้วเรื่องที่ให้รับคนงานเพิ่ม ไปถึงไหนแล้ว"
ผู้จัดการอึกอัก
"เออ...คุณหมงให้หยุดไว้ก่อนน่ะครับ เห็นบอกว่า เรายังไม่ขยายโรงงานในตอนนี้ ตกลงมันยังไงกันแน่ครับ นายน้อยสั่งอย่าง คุณหมงสั่งอย่าง"
"ไปได้แล้ว ไป"
ผู้จัดการเห็นทรงกลดหน้าเครียดขึ้นมา ก็เลยไม่กล้าถามอะไรต่อ รีบค้อมหัวให้แล้วเดินออกไป
"ไอ้หมง"
อาจูเกรงๆ
"เออ...คุณหมงนี่เป็นใครเหรอคะ"
"มันก็เป็นเจ้านายของฉันน่ะสิ"
"คุณเป็นลูกชายเจ้าของบริษัทตงวานิชไม่ใช่เหรอคะ แล้วทำไม"
ทรงกลดหลุดปาก
"ก็เพราะฉันเป็นลูกชายอย่างที่พ่อต้องการไม่ได้น่ะสิ"
ทรงกลดรีบเดินออกเมื่อรู้สึกตัวว่าเสียฟอร์มที่แสดงความอ่อนไหวให้อาจูเห็น
"คุณ"
อาจูมองตามทรงกลดด้วยความคิดไม่ถึงว่า ทรงกลดจะมีปมปัญหาซ่อนอยู่

ทรงกลดเดินเร็วๆออกมายืนนิ่งคิดอยู่ที่มุมเงียบของโรงงาน เธอเดินตามช้าๆมาหยุดยืนข้างๆทเขา ทรงกลดเล่าเรื่องหมงด้วยน้ำเสียงเรียบๆอย่างตั้งตัวได้แล้ว
"อาหมงเป็นลูกบุญธรรมของป๊าฉัน...เธอเคยเจอมันแล้ว วันที่เธอมาสมัครงานไง"
อาจูนึกได้
"ผู้ชายคนที่ค้านไม่ให้คุณรับฉันเข้าทำงานคนนั้นใช่มั้ยคะ"
"มันค้านฉันได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าฉันจะเสนอโครงการอะไรไป มันคอยขัดขวางไว้ทุกทาง คงกลัวว่าฉันจะไปแย่งตำแหน่งมัน ทั้งๆที่ไงป๊าก็ยกทุกอย่างให้มันคนเดียวอยู่แล้ว"
"ทำไมเป็นอย่างนั้นได้ล่ะคะ"
"เธอคงต้องไปถามป๊าฉันเอง ทีนี้เชื่อหรือยังว่า ฉันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับแก๊งเขี้ยวสิงห์...คนที่จะเป็นหัวหน้าแก๊งคนต่อไปคือ อาหมงไม่ใช่ฉัน"
"แต่คุณก็ยังเป็นห่วงแก๊งเขี้ยวสิงห์ ไม่งั้นคุณคงไม่ไปมีปัญหากับแก๊งเต่ามังกร คุณเกิดมาเป็นลูกชายหัวหน้าแก๊ง คุณหนีความจริงเรื่องนี้ไปไม่ได้หรอกค่ะ"
"ถึงฉันเป็นลูกชายของอึ้งตงกัว หัวหน้าแก๊งเขี้ยวสิงห์ ก็ไม่ได้มีความหมายอะไรทั้งนั้น ป๊าฉันไม่เคยสนใจไยดีฉันกับแม่เลย ถ้าฉันไม่กลับมาทวงสิทธิ์ของฉันฉันคงไม่ได้ยืนอยู่กับเธอตรงนี้หรอก"
"ฉันว่า คุณต้องเข้าใจอะไรผิดแน่ๆ ไม่มีพ่อแม่คนไหนที่ไม่รักลูกหรอก ยิ่งคุณเป็นลูกชายแท้ๆ ป๊าคุณจะรักคุณน้อยกว่าลูกชายบุญธรรมได้ไง ถ้ามีปัญหาอะไรกันก็น่าลองปรับความเข้าใจกันดู"
"พอ! ไม่ต้องพูดต่อ ที่ฉันเล่าให้ฟังก็แค่อยากให้เธอรู้ไว้ว่า ฉันไม่ได้เป็นอย่างที่เธอคิด ฉันไม่ได้เป็นลูกชายหัวหน้าแก๊งที่ยิ่งใหญ่อะไร ฉันเป็นแค่ผู้ชายธรรมดาๆคนนึงเท่านั้น!"

อาจูมองทรงกลดด้วยความรู้สึกไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เคยเห็นทรงกลดเป็นผู้ชายธรรมดาแม้แต่น้อย

ท่ามกลางบรรยากาศของผู้คนคึกคักมาไหว้เจ้าในวันไหว้พระจันทร์ อันกับหยกมณีพนมมือถือธูปคนละสามดอก คุกเข่าอยู่หน้าเทวรูปเจ้าแม่กวนอิม
 
อันหันไปมองหยกมณีที่หลับตาพึมพำขอพรยาวเหยียด
อันขำ
"พอได้แล้วมั้ง หยก ขออะไรไปบ้าง เจ้าแม่กวนอิมท่านจำไม่หวาดไม่ไหวแล้ว"
หยกมณีลืมตาแล้วหันมาค้อนขวับใส่อันที่ขำใส่
"หยกไม่ได้ขอให้ตัวเอง แต่ขอให้เฮียต่างหาก ขอให้เจ้าแม่กวนอิมคุ้มครองเฮีย ไม่ว่าใครก็ทำอะไรเฮียไม่ได้...แล้วก็ขอให้ไม่มีใครรักเฮีย เฮียจะได้มีหยกคนเดียวยังไงล่ะ"
"ไม่ต้องขอ...เฮียก็ไม่มองผู้หญิงคนอื่นอยู่แล้ว"
"ไม่รู้ล่ะ หยกก็ต้องกันไว้ก่อน" หยกมณีหันไปทางเจ้าแม่กวนอิม "ขอให้เฮียอันรักหยกมณีคนนี้คนเดียวและรักตลอดไปด้วยเถอะ"
หยกมณีหันมามองอันแล้วพยักเพยิดให้อันพูดบ้าง
"ขอให้เราทั้งสองคนได้อยู่ด้วยกันตลอดไป"
อันกับหยกมณีพนมมือและก้มลงคารวะเจ้าแม่กวนอิมอีกครั้ง ทั้งคู่ลุกขึ้นไปปักธูปใส่กระถาง แล้วมองพระพักตร์เจ้าแม่กวนอินอย่างศรัทธาและเชื่อว่าคำขอจะเป็นจริง

ซินแสง้วงนั่งเขียนคำมงคลและคำอวยพรด้วยหมึกทองลงบนกระดาษสีแดงอยู่ที่โต๊ะมุมหนึ่งของศาลเจ้า เขียนเสร็จก็ส่งให้ผู้คนที่ยืนรออยู่
อันกับหยกมณีเดินออกมาจากข้างในศาลเจ้า หยกมณีอ่านดูใบเซียมซีในมือที่มีอยู่ 4-5 ใบ แต่ละใบ อ่านแล้วไม่ได้ดังใจสักใบ
"นี่ก็ไม่ดี ใบนี้ก็ไม่ดี อะไรนี่ ทำไมไม่มีใบไหนดีๆซักใบเดียว นี่ก็ต้องเจ็บป่วย นี่ก็เสียของรัก นี่ก็ว่าต้องเจออุบัติเหตุ หรือว่าดวงหยกกำลังตกคะ เฮีย"
"เฮียบอกแล้วว่า ใบแรกดีที่สุด ก็ไม่เชื่อนี่นา ไปเสี่ยงใหม่ยิ่งแย่กว่าเก่า"
"ก็ใบแรกบอกว่าหยกไม่มีเนื้อคู่นี่ หยกก็เลยต้องเสี่ยงใหม่"
อันขำ
"งั้นหยกก็ไม่น่าเสียเวลาไปเสี่ยงเซียมซีเลย ก็เดินไปเลือกเอาเองไม่ดีกว่าเหรอ ใบเซียมซีใบไหนทำนายถูกใจ ก็เลือกใบนั้นเลย"
"อย่างนั้นก็ไม่แม่นน่ะสิ ไม่ได้! หยกต้องเผาใบเซียมซีพวกนี้ให้หมด แล้วไปเสี่ยงใหม่ดีกว่า ยังไงวันนี้หยกก็ต้องได้ใบเซียมซีดีๆมีมงคลกลับไปให้ได้"
หยกมณีเดินรี่จะไปหาที่เผาใบเซียมซีทิ้งแต่อันรั้งตัวไว้เสียก่อน
"ถ้าไม่ได้ก็ไม่ยอมกลับบ้านใช่มั้ย...งั้นมานี่เลย"
อันดึงตัวหยกมณีตรงไปหาซินแสง้วง
อันกับหยกมณียืนรอต่อแถวคนอื่นจนมาถึงคิวตัวเอง
ซินแสง้วงเงยหน้ามองอันกับหยกมณีอย่างรู้จักและรู้ลึกกว่านั้นคือชะตาชีวิตของอัน
"ซินแสครับ ช่วยเขียนคำอวยพรให้หยกซักใบด้วยครับ"
ซินแสง้วงเอาพู่กันแตะหมึกสีทองแล้วเขียนปราดๆว่า ” 千山万水 “ แล้วส่งใบอวยพรให้กับอันแทนที่จะให้หยกมณี
"อาหยก...ลื้อไม่จำเป็นมี แต่อาอัน..ลื้อจำเป็นต้องมีติดตัวไว้"
อันอ่านใบอวยพรที่ได้มาอย่างไม่เข้าใจความหมาย
ง้วงบอก
"เซียน-ซัน-ว่าน-สุ่ย ..พันภูผาหมื่นวารี..ไม่ว่าลื้อจะผ่านหนทางยาวไกลแค่ไหน ก็อย่าได้หวาดหวั่น สิ่งที่ลื้อทำอยู่ตอนนี้เป็นสิ่งที่ดีแล้ว จงทำต่อไป"
"ขอบคุณครับ ซินแส"
"แหม ซินแสคะ ถ้าจะเขียนคำอวยพรให้ ก็เขียนคำง่ายๆก็ได้ อย่างขอให้มีความสุขหมื่นๆปีอย่างนั้นน่ะค่ะ ซินแส"
"悲欢离合 เฟย-หวน-หลี-เหอ..คนเรามีทุกข์มีสุข..มีอยู่ร่วมกันและมีพลัดพราก ไม่มีใครมีสุขหรือมีทุกข์อย่างเดียวหรอก อาหยก"
หยกมณีมองซินแสง้วงอย่างแอบหวาดหวั่นใจ
"ซินแสหมายความว่ายังไงคะ หยกจะต้องพลัดพรากจากเฮียอันอีกเหรอ ซินแสรู้อะไรก็พูดมาตรงๆดีกว่า อย่าพูดอ้อมไปอ้อมมาอย่างนี้"
"หยกมีคนรออยู่นะ"
อันบุ้ยใบ้ให้ดูผู้คนที่ยืนต่อแถวรอให้ซินแสง้วงเขียนคำอวยพรให้
"ไปกันเถอะ ขอบคุณอีกครั้งนะครับ ซินแส"
อันดึงหยกมณีเดินออกไป หยกมณีเดินไปมองอันไปอย่างไม่สบายใจ
"หยกอย่าคิดมาก ซินแสแค่เตือนให้เราอย่าใช้ชีวิตโดยประมาทเท่านั้น เฮีย เชื่อว่าไม่มีใครกำหนดชีวิตของเราได้ นอกจากตัวเราเอง"
อันพับใบอวยพรใส่กระเป๋าเสื้ออย่างไม่สนใจนัก

ทรงกลดกับอาจูกลับมาที่บริษัท ทั้งสองเดินมาทางเข้าแต่ทรงกลดชะงักอย่างนิ่งคิด
"ไม่เข้าบริษัทหรือคะ คุณที"
"ไม่ดีกว่า เราไปไหนต่อกันดีล่ะ"
"คุณมาถามฉันได้ไงคะ ฉันไม่เคยรู้เลยว่า วันๆคุณมีงานอะไรบ้าง"
"ไม่อยากทำงานแล้ว วันนี้เราโดดงานไปเที่ยวกันบ้างดีกว่า ไม่งั้นเราจะเสียเปรียบอาอัน เราไปเที่ยวไหนกันดี"
"ไปไหนก็ได้ แต่ห้ามกลับดึกก็แล้วกันค่ะ"
"นึกว่าเธอจะคัดค้านซะอีก"
"ก็นี่เป็นส่วนหนึ่งของงานฉันไม่ใช่เหรอคะ คุณสั่งให้ฉันไปไหน ฉันก็ต้องไปด้วยโดยห้ามมีคำถาม"
"ไม่เอาสิ ไม่คิดว่าเป็นเรื่องงาน คิดว่าเราไปเที่ยวกันแบบ..แบบเพื่อนได้หรือเปล่า"
ทรงกลดมองอาจูอย่างอ้อนๆและขอร้องในที
"แค่วันนี้วันเดียวนะคะ"
"ฉันไม่รับปาก ใครเขาเป็นเพื่อนกันวันเดียวล่ะ เป็นเพื่อนกันแล้วก็ต้องเป็นกันตลอดไป เราไปกินข้าวกลางวันก่อน แล้วค่อยคิดว่าไปเที่ยวไหนดี ไป"
ทรงกลดดึงอาจูออกไปอย่างดีใจแต่ต้องฝันค้าง เมื่อเว่ยตะโกนเรียกเสียงดัง
"แจ้จู! แจ้จู"
ทรงกลดกับอาจูหันไปมองตามเสียง
เว่ยถือถุงผ้าวิ่งตุ้บตั้บเข้ามาหาทรงกลดและอาจู
"มาทำไม อาเว่ย"
"แจ้จูลืมกล่องข้าวไว้ที่บ้าน ม้าบอกให้เอามาให้ นี่ผมมาทันเวลาพอดีเลยใช่มั้ย"
"แล้วเว่ยกินข้าวมาหรือยังล่ะ"
เว่ยส่ายหน้า อาจูหันไปยิ้มกับทรงกลดอย่างได้ทีล่ะทีนี้
"เรามีเพื่อนเพิ่มอีกคน คุณทีคงไม่ว่าอะไรใช่มั้ยคะ"

ทรงกลดมองเว่ยอย่างแอบเซ็งที่มาเป็นก้างขวางคอ

ทรงกลดกับอาจูมองไปที่เว่ยอย่างขำๆ เว่ยใช้ตะเกียบกวาดข้าวในชามใส่ปากจนเกลี้ยงเป็นคำสุดท้าย
 
เว่ยวางชามข้าวลงอย่างอิ่มตื้อและแสนอร่อยกับอาหารกลางวันมื้อใหญ่
"ผมอิ่มแล้วครับ"
"ถ้าไม่อิ่มก็แย่แล้ว"
เว่ยกวาดตามองจานกับข้าวจานใหญ่ 4-5 จานตรงหน้าที่เกลี้ยงจนไม่เห็นว่า เดิมเป็นจานอาหารอะไร เว่ยหัวเราะแหะๆอย่างอายๆ
"ผมไม่เคยกินอะไรที่อร่อยขนาดนี้เลยนี่ครับ"
เว่ยมองไปรอบๆอย่างตัวพองที่เห็นใครๆก็มองมาที่โต๊ะเพราะมีทรงกลดนั่งอยู่ด้วย
"ผมไม่เคยคิดฝันเลยว่าจะได้เข้ามาที่นี่...แล้วยังได้นั่งกินข้าวกับเฮียทรงกลดอีก ถ้าเล่าให้เพื่อนๆฟัง ไม่มีใครเชื่อผมแน่ๆ"
"ถ้านายรู้เรื่องแก๊งมาเฟียดีอย่างที่คุยล่ะก็ นายก็น่าจะรู้ว่า เฮียไม่ใช่คนแก๊งเขี้ยวสิงห์ ไม่เคยเป็นและไม่คิดจะเป็นด้วย"
"มาดของเฮียนี่ หัวหน้าแก๊งชัดๆ ไม่เชื่อเฮียไปให้ซินแสง้วงดูโหว้งเฮ้งก็ได้ แล้วเรื่องจริงใช่มั้ยครับ เฮีย ที่เขาว่าป๊าของเฮียจะได้เป็นนายกสมาคมเลือดมังกรคนต่อไป แต่ก็มีข่าวว่าป๊าของเฮียกำลังจะวางมือ"
อาจูดุ
"อาเว่ย! เลิกพูดเรื่องนี้ได้แล้ว"
"ทำไมล่ะ แจ้จู โอกาสดีๆอย่างนี้หาไม่ได้ง่ายๆ ผมมีเรื่องที่อยากรู้อีกตั้งหลายเรื่อง"
"นายอยากรู้ แต่เฮียไม่อยากตอบ ห้ามถามเรื่องแก๊งมาเฟียอีก ถ้าถามแม้แต่คำเดียว เฮียไล่กลับบ้าน เข้าใจมั้ย อาเว่ย"
เว่ยอ่อยๆ
"เข้าใจครับ"
เว่ยเหลือบไปเห็นลูกค้าที่เพิ่งเดินเข้ามา
เว่ยตื่นเต้น
" เฮียๆ นั่นใช่หัวหน้าแก๊งจิ้งจอกขาวหรือเปล่า"
"อาเว่ย!"
ทรงกลดกับอาจูโพล่งพร้อมกัน หันไปมองจนเว่ยต้องหัวหดและนั่งสงบเสงี่ยมไป

ทรงกลดกับอาจูเดินมาตามถนนเพื่อจะไปโรงหนัง สองข้างทางมีพ่อค้าแม่ค้าวางหาบขายของเต็มไปหมด
เว่ยเดินแทรกอยู่ตรงกลางแล้วก็แวบออกไปซื้อของข้างทาง
ทรงกลดขยับมาเดินเคียงข้างอาจู มองไม่วางตา อาจูมองไปสองข้างทางอย่างเพลินๆโดยไม่ได้สนใจมองทรงกลด
ชาวบ้านเดินสวนทางมาชนไหล่จนอาจูเซ ทรงกลดโอบไหล่อาจูไว้หลวมๆอย่างปกป้อง
อาจูเก้อเขินเมื่อรู้ตัวว่าใกล้ชิดกับทรงกลด ได้แต่ขยับห่างออกมา ทรงกลดขยับไปเดินใกล้ๆกับอาจูอีก
ทรงกลดปัดแกว่งเหมือนไม่ตั้งใจแต่แตะโดนมืออาจูหลายครั้ง เขารวบรวมความกล้าที่จะจับมืออาจูเพื่อจูงเดินไปด้วยกัน เขาเกือบจะรวบจับมืออาจูไว้ได้ แต่แล้วทันทีทันใด เว่ยถือถุงเกาลัดแทรกมาตรงกลางของทั้งสองคน
เว่ยแยกทรงกลดกับอาจูออกห่างกันโดยไม่ได้ตั้งใจ เว่ยไม่รู้เรื่องว่าแทรกเข้ามาทำเสียเรื่องแต่กลับหยิบเกาลัดขึ้นมาแกะกินอย่างอร่อยสุขใจยิ่ง
ท่ามกลางบรรยากาศสบายๆมีความสุขของทั้งสามคนที่เดินเที่ยวกัน

เวลาต่อเนื่องมา เหมยลี่ยืนกำกับคนรับใช้ 3-4 คนที่กำลังจัดโต๊ะของไหว้เตรียมเตรียมไหว้พระจันทร์
คนรับใช้ 2 คนช่วยกันยกโต๊ะออกไปที่หน้าตัวบ้าน
"ยกโต๊ะออกไปไว้หน้าบ้านเลย ไป เร็วเข้า"
คนรับใช้อีกคนถือผ้าปูโต๊ะมา 3-4 ผืนเพื่อให้เหมยลี่เลือก
เหมยลี่ชี้ไปที่ผืนหนึ่งในมือของคนรับใช้
"เอาผืนนี้"
คนรับใช้ถือผ้าปูโต๊ะจะเดินตามคนรับใช้สองคนที่ยกโต๊ะออกไป
"ไม่เอาดีกว่า ไม่ต้องแล้ว ไม่ต้องปูผ้าดีกว่า เอาไปเก็บ ไป"
คนรับใช้ต้องถือผ้าปูโต๊ะกลับเข้าไปบ้านสวนทางกับตงและปอที่เดินออกมา
"ทำอะไรวุ่นวาย"
"เตรียมจัดโต๊ะไหว้พระจันทร์ค่ะ นายใหญ่"
"นี่พระอาทิตย์ยังไม่ตกดินเลย"
"เหมยลี่ต้องเตรียมไว้แต่เนิ่นๆค่ะ คนบ้านนี้ทำงานชักช้า ถ้าไม่มีเหมยลี่คอยกำกับดูแลล่ะก็ เที่ยงคืนก็จัดโต๊ะไม่เสร็จหรอกค่ะ แล้วนี่นายน้อยจะกลับมาไหว้มั้ยคะ"
"ไม่ได้สั่งให้รอ คงไม่กลับมาครับ"
"ก็นึกอยู่แล้วเชียว เมื่อวันสารทจีนก็แทบจะกราบอ้อนวอนให้ลุกขึ้นจากเตียงมาไหว้เจ้าไหว้บรรพบุรุษ เหมยลี่ล่ะเหนื่อยใจแทนนายใหญ่จริงๆ แล้วอย่างนี้นายใหญ่ยังลังเลเรื่องแต่งตั้งคุณหมงเป็นหัวหน้าแก๊งอีก"
"อั๊วเคยบอกลื้อหรือว่า อั๊วลังเล แล้วถ้าอั๊วลังเล ลื้อคิดว่าอั๊วลังเลเพราะอะไร"
เหมยลี่อึกอักๆไม่กล้าตอบว่าตงอาจจะลังเลเพราะสงสัยเรื่องเธอมีอะไรกับหมง หมงเพิ่งกลับเข้าบ้านแต่ทันที่ได้ยินที่เหมยลี่พูดกับตง
"ก็เพราะ..เพราะคุณหมงไม่ใช่ลูกชายแท้ๆของนายใหญ่น่ะสิคะ"
"ถ้าป๊าจะยกตำแหน่งหัวหน้าแก๊งให้นายน้อยก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วครับ"
ทุกคนหันไปมองหมงที่ทำหน้าจริงจังราวกับพูดอย่างจริงใจ
"แล้วผมเชื่อว่าทุกคนในแก๊งเขี้ยวสิงห์จะต้องเห็นด้วยอย่างแน่นอน"
"นายใหญ่ครับ..คุณหมงช่วยยืนยันแล้วว่านายน้อยเหมาะสมที่จะขึ้นเป็นหัวหน้าแก๊งเขี้ยวสิงห์ อย่างนี้นายใหญ่น่าจะตัดสินใจง่ายขึ้นนะครับ"
หมงแอบมองปออย่างขัดเคืองใจแต่ทำอะไรไม่ได้
"ไม่! อั๊วไม่เปลี่ยนใจ"
ตงตบไหล่หมงอย่างหนักแน่น
"อั๊วไม่รอให้เฮียสุงเปิดประชุมแล้ว ให้ผ่านวันกินเจไปก่อน แล้วอั๊วจะประกาศแต่งตั้งลื้อขึ้นแทนอั๊ว ลื้อเตรียมตัวไว้ให้ดีแล้วกัน"

ตงเดินออกไปพร้อมกับปอ เหมยลี่หันมาสบตามองกับหมงอย่างดีใจลิงโลด

เลือดมังกร : สิงห์ ตอนที่ 3 (ต่อ)

ตงเดินกลับมาทางห้องทำงาน ปอเดินตามหลังมา
 
"นายใหญ่ครับ"
ตงยกมือห้ามอย่างรู้ว่าปอจะคัดค้านเรื่องแต่งตั้งหมง
"ลื้อไม่ต้องพูด คราวนี้อั๊วตัดสินใจแล้ว ไม่มีทางเลือกอื่น"
"แต่ผมไม่วางใจที่ให้แก๊งของเราไปอยู่ในมือคนนอก แล้วเรื่องที่อาอันสงสัย เราก็ยังไม่ได้สืบสวนว่าเรื่องเป็นยังไงกันแน่"
"อั๊วไม่เชื่อว่า อาหมงจะเป็นคนตัดสายเบรกรถ แล้วที่ทรงกลดหวุดหวิดเฉียดตายหลายหน ก็เพราะมันหาเรื่องทำตัวเองทั้งนั้น"
"แล้วที่เกิดอุบัติเหตุที่โรงงานล่ะครับ" ปอถาม
"ลื้อมีหลักฐานชี้ตัวใครได้งั้นเหรอ"
"ตอนนี้ยังไม่มีครับ แต่ระยะหลังนี่คุณหมงทำตัวลึกลับ หายออกจากบริษัทอยู่บ่อยครั้ง แล้วตอนดึกๆบางครั้งผมก็เห็นอีอยู่กับ..."
ปอไม่กล้าพูดต่อเป็นเรื่องร้ายแรงเกินกว่าจะกล่าวหากันโดยไม่มีหลักฐาน
"ผมอยากให้คุณหมงหลุดพ้นข้อสงสัยทั้งหมดก่อน แล้วนายใหญ่ค่อยตัดสินใจเรื่องการแต่งตั้งอีกครั้ง"
"ก็มีแต่ลื้อกับอาอันเท่านั้นแหละที่สงสัยอาหมง อั๊วเลี้ยงอาหมงมา อั๊วรู้จักอีดี รู้จักยิ่งกว่าลูกชายตัวเองซะอีก อีไม่มีวันทำทรยศหักหลังอั๊วแน่ ตอนนี้อาหมงเป็นความหวังเดียวของอั๊วแล้ว"
ตงตัดสินใจเด็ดขาดที่จะยกตำแหน่งหัวหน้าแก๊งให้หมงเพื่อที่จะปกป้องชีวิตทรงกลด

เหมยลี่ดึงหมงมาที่มุมลับตาของบ้าน
"แล้วเราจะทำยังไงต่อไปดี หมง"
"เราก็ทำตามแผนเดิม"
"แต่นายใหญ่รับปากมั่นเหมาะแล้วว่าจะยกตำแหน่งหัวหน้าแก๊งเขี้ยวสิงห์ให้เธอ แล้วดูเหมือนว่านายใหญ่จะไม่สงสัยเรื่องของเราสองคนด้วย"
"กว่านายใหญ่จะประกาศแต่งตั้งฉันก็อีกตั้งสองอาทิตย์ เราไม่รู้หรอกว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงอีกหรือเปล่า แปะปอก็เป่าหูป๊าอยู่ทุกวัน ไม่เห็นหรือไง"
"นี่หมายความว่า เธอยังคิดกำจัดนายน้อยอยู่อีกเหรอ"
"ใช่ แต่ถึงฉันอยากเปลี่ยนใจ ก็คงจะสายไปเสียแล้ว"
"ทำไมล่ะ นี่เธอสั่งการไปแล้วเหรอ คนของเธอจะลงมือเมื่อไหร่"
"วันนี้"
เหมยลี่ตกใจ
"วันนี้"
"ใช่! วันนี้ และพรุ่งนี้เวลานี้..ป๊าจะได้จัดงานศพให้กับลูกชายตัวเอง"
หมงมองนาฬิกาข้อมืออย่างควบคุมให้ใจเย็นๆรอข่าวดีที่จะได้รับ

เว่ยเดินลัดเลาะนำหน้าทรงกลดกับอาจูมายังซอยรกร้างหลังโรงหนัง
"ทางนี้ๆ ทางนี้ครับ"
"แน่ใจนะ"
"แน่ใจสิครับ ทางนี้เป็นทางลัดไปด้านหลังของโรงหนัง แจ้จูเดินเร็วๆ เดี๋ยวไม่ทัน"
เว่ยเดินปรู๊ดปร๊าดล่วงหน้าไปอย่างรวดเร็ว
ทรงกลดหันไปมองอาจูที่ยังเดินตามหลังมา
"เร็วๆเข้า เดินต้วมเตี้ยมเป็นลูกเต่าไปได้"
ทรงกลดถอยกลับไปจับมืออาจูที่กำลังเดินข้ามกล่อลัง ถังขยะที่ขวางทางอยู่
"ไม่ต้องค่ะ ฉันเดินเองได้"
"ก็เธอชักช้า เดี๋ยวก็ไปดูหนังไม่ทันหรอก เร็ว อย่าดื้อ"
ทรงกลดจับมืออาจูไว้แน่นอย่างไม่ยอมปล่อยง่าย
"คุณที"
อาจูพยายามดึงมือตัวเองออกมา
"รู้มั้ยว่า ฉันไม่เคยยอมแพ้อะไรง่ายๆ"
ทรงกลดยึดมืออาจูไว้แน่นแล้วพาตัวเดินไปด้วยกัน
"ฉันก็ไม่เคยยอมแพ้อะไรง่ายๆเหมือนกัน"
อาจูดื้อใส่โดยรั้งตัวเองไว้สุดฤทธิ์ ทรงกลดยิ่งสนุกที่จะได้แกล้งอาจู เธอยันเท้ากับพื้นสุดกำลัง แต่เขาก็ลากตัวไปได้จนได้
ทรงกลดลากอาจูด้วยมือเดียว อาจูใช้เท้ายันกับพื้นครูดคราดไปตามทางโดยไม่ให้ทรงกลดลากไปโดยง่าย
ทรงกลดยิ้มขำได้ไม่นานก็คลายยิ้มเมื่อเห็นสมุนอิก 2 คนตามหลังมาห่างๆ
ทรงกลดดึงอาจูเข้ามาในอ้อมกอดแล้วพาไปหลบมุมทันที
อาจูต่อว่า
"คุณที"
"รีบพาอาเว่ยกลับบ้านไป"
อาจูเห็นหน้าเอาจริงของทรงกลดแล้วรีบชะเง้อมองไปข้างหลัง
"อีกแล้วหรือคะ"
"ไปได้แล้ว"
อาจูรีบวิ่งออกไปด้วยความเป็นห่วงเว่ย แต่ไม่วายที่จะหันมามองทรงกลดอีกครั้ง
"ไป!"
ทรงกลดดุใส่จนอาจูต้องรีบวิ่งออกไป เขาดึงปืนออกมาเพื่อเตรียมพร้อม สมุนอิก 2 คนเริ่มหลบเข้ามุมเมื่อไม่เห็นทรงกลดเสียแล้ว
สมุนอิก 1 ลองโผล่หน้าออกไปมองรอบๆ เพื่อหาทรงกลด
กระสุนปืนของทรงกลดพุ่งกระทบที่มุมตึกใกล้หน้าของสมุน1 จนต้องสะดุ้งโหยง
"เฮ้ย! มันรู้ตัวแล้ว"
สมุนอิก2 บอก
"ถอยก่อนโว้ย"
สมุนอิก 2 คนถอยไปอย่างไม่เป็นกระบวน
ทรงกลดได้ทีออกมาจากที่หลบมุม เดินเข้าใส่แล้วยิงปืนไล่หลังเพื่อข่มขู่ให้กลัว สมุนทั้งสองหันมาเพื่อยิงตอบโต้แต่ไม่ทันการแล้ว เลยได้แต่วิ่งหลบกระสุนแล้วหนีจุกตูดไป
ทรงกลดยืนนิ่งมองอย่างสมเพชในความอ่อนหัดของพวกหมาลอบกัด
เสียงอาดังขึ้น
"ปล่อยฉัน! ปล่อย"
"อาจู!"

ทรงกลดวิ่งไปตามเสียงของอาจูทันที

อาจูกับเว่ยโดนสมุนอิกอีก 2 คนจับตัว ล็อกคอไว้จนดิ้นไม่หลุด
 
"ปล่อยน้องฉันเดี๋ยวนี้นะ ช่วยด้วย คุณทีช่วยด้วย"
สมุนอิก3 บอก
"เฮ้ย! เงียบ!"
สมุนอิก4บอก
"ปล่อยให้มันตะโกนไป"
ทรงกลดวิ่งเข้ามาแล้วต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นอาจูกับเว่ยถูกจับตัวไว้
สมุนอิก4 บอก
"กูบอกแล้วว่า วิธีนี้ได้ผล"
"ปล่อยคนของฉันเดี๋ยวนี้"
สมุนอิก 4 บอก
"ของอย่างนี้ต้องมีการแลกเปลี่ยน ทิ้งปืนซะ แล้วไปกับเราซะดีๆ"
ทรงกลดยังไม่ยอมทิ้งปืนแต่ยังเล็งปืนไปที่สมุนอิก 3 และสมุนอิก 4 ว่าจะเล่นงานใครก่อน
ทรงกลดมองอาจูเพื่อส่งสัญญาณให้คอยหนีไว้ อาจูเอื้อมมือไปจับมือเว่ยไว้เพื่อให้กำลังใจกัน
สมุนอิก3เยาะ
"คิดจะทำอะไร หรือว่าปืนแกยิงทีได้สองนัด!"
"ทำไมจะไม่ได้ล่ะ"
ทรงกลดดึงปืนจากที่เหน็บไว้ด้านหลังออกมาอย่างรวดเร็ว เขายิงปืนจากมือซ้ายขวาพร้อมๆกันเข้าที่ไหล่ของสมุนอิกทั้งสองคนอย่างแม่นยำ
สมุนอิกทั้งสองคนผงะไปจนอาจูกับเว่ยได้โอกาสกระทุ้งศอกหรือกระทืบเท้าใส่ซ้ำ อาจูผวาวิ่งไปดึงเว่ยแล้วพาวิ่งหลบออกไป
ทรงกลดขยับเข้าไปหมายจะยิงซ้ำ แต่สมุนอิก1 เข้ามาทางด้านหลังเสียก่อน แล้วเอาด้ามปืนฟาดเข้าที่ท้ายทอยของทรงกลดอย่างแรง
ทรงกลดหันไปด้านหลังอย่างมึน ยังไม่ทันจะตอบโต้ก็โดยสมุนอิก1 ฟาดซ้ำเข้าให้
อาจูที่พาเว่ยวิ่งออกไป หันกลับมาทันเห็นทรงกลดทรุดฮวบไปกับพื้น
"คุณที"
"แจ้ทำไงดี"
"ไปตามคนไปมาช่วย เร็วเข้า"
"แจ้จูอย่าไป"
อาจูไม่ฟังเสียง กลับเข้าไปหาทรงกลด แต่ยังไม่ทันถึงตัวทรงกลดก็ถูกสมุนอิก 2 โผล่พรวดมาจับตัวไว้
เว่ยตกใจรีบหาที่หลบซ่อนแล้วชะเง้อมองออกไป
อาจูถูกสมุนอิก2 ลากตัวไปหาพรรคพวก อาจูหันมามองทางเว่ยอย่างมีความหวังอันน้อยนิด
เว่ยมองทรงกลดถูกหิ้วปีกพาตัวไปพร้อมๆกับสมุนอิก2 ที่พาตัวอาจูติดร่างแหไปด้วย
"แจ้จู!"
เว่ยมองทรงกลดกับอาจูถูกพาตัวไปอย่างหวาดกลัวโดยที่ไม่กล้าทำอะไร

อันกับหยกมณีเดินออกมาจากศาลเจ้า หยกมณีอ่านใบเซียมซีสี่ห้าใบในมืออย่างมีความสุข
"ถามหาลาภ ได้ดีอย่างที่คิด ถามหารัก ได้สมภิรมย์หมาย จะอยู่คู่กันตลอดไป -- ดูซิ คำทำนายดีๆทั้งนั้นเลย เฮีย ทีนี้เราก็ไม่ต้องห่วงอนาคตแล้ว อนาคตของเราจะต้องสดใสแน่ๆ"
"ก็ต้องดีน่ะสิ หยกเสี่ยงเซียมซีเลือกแต่ใบดีๆ เสี่ยงได้ใบไม่ดีก็เสี่ยงใหม่จนได้ใบที่ต้องการ เฮียบอกแล้วว่า ไม่ต้องไปเชื่อหรอก เรื่องคำทำนายหรือเรื่องดวง เชื่อตัวเราเองดีที่สุด"
อันชะงักกึกไปเมื่อเห็นเคี้ยงกับอิกเดินสวนเข้ามา
"เพราะเฮียเชื่อเรื่อง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว"
อันพูดเสียงดังขึ้นเพื่อให้เคี้ยงกับอิกได้ยินด้วย
"อั๊วก็เชื่อเหมือนกัน แต่คนบางคนก็ทำดีไม่ขึ้นนะ อาอัน เหมือนอย่างเจ้านาย ลื้อไงทำดีเท่าไหร่ก็ไม่เห็นเฮียตงจะเห็นความดี แล้วนี่คงไม่กล้าออกมาเจอ หน้าใครแล้วสิ ก็น่าอยู่หรอก เป็นอั๊ว อั๊วก็อับอายขายหน้าผู้คนเหมือนกัน"
เคี้ยงหัวเราะขำ
"เสี่ยพูดเรื่องอะไร"
"อ้าว! ยังไม่รู้อีกเหรอ เถ้าแก่ตงประกาศแล้วว่าจะแต่งตั้งหัวหน้าแก๊งเขี้ยวสิงห์คนใหม่ ซึ่งไม่ใช่เจ้านายแก ข่าวร้าย เอ๊ย ข่าวดีอย่างนี้แพร่สะพัดยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง"
"อั๊วเลยมาไหว้เจ้าขอบคุณที่สวรรค์มีตา ต่อไปนี้สมาคมเลือดมังกรก็จะมีแต่ความรุ่งเรือง เพราะไม่มีมารคอยขัดขวางความเจริญ"
"เมื่อไหร่ที่เถ้าแก่ตงวางมือไปจริงๆ ไม่มีคนคอยคุ้มกะลาหัว สิงห์ได้กลายเป็นหมาล่ะคราวนี้!" อิกบอก
"มากไปแล้ว"
อันขยับจะเข้าไปต่อยปากอิก แต่หยกมณีดึงตัวไว้
"ไปกันเถอะ เฮียอัน คนมีปากพูดอะไรก็ได้ ไม่ต้องไปสนใจ"
หยกมณีดึงอันให้เดินออกไป
"น้องหยก...เปลี่ยนใจตอนนี้ก็ยังทันนะ เฮียยังรอน้องหยกอยู่เสมอ"อิกบอก
"ลื้อพูดดีว่ะ สิงห์กลายเป็นหมา" เคี้ยงหัวเราะ "อั๊วอยากเห็นหน้าไอ้ทรงกลดตอนนี้จริงๆ"
"มันคงไม่มาให้นายเห็นหน้าแล้วล่ะครับ เชื่อผมได้" อิกบอก
อันกับหยกมณียังเดินออกไปไม่ห่างนัก, อันหันกลับไปมองอิกอย่างสงสัยที่พูดเป็นนัย
"ตอนนี้มันกำลังได้รับผลตอบแทนอย่างสาสมอยู่"
อันหันไปจ้องหน้าอิกที่มองอันกลับอย่างยียวนเป็นที่สุด

บริเวณหน้าศาลเจ้า เง็กส่งกระทงขนมจุ๋ยก้วยให้กับลูกค้าแล้วรับเงินมาใส่กระป๋อง เว่ยวิ่งหน้าตื่นตกใจเข้ามาหา
"ม้า! ม้า! ทำใจดีๆๆ"
"เกิดอะไรขึ้น"
"แจ้จู! แจ้จู! แจ้จูถูกคนร้ายจับตัวไป"
"อะไรนะ ใคร! ใครจับตัวอาจูไป"
"ผมไม่รู้ เราจะทำไงดี เราจะช่วยแจ้จูยังไง"
เว่ยเหลือบตาไปเห็นอันกับหยกมณีเดินออกมาจากศาลเจ้า
"เฮียอัน!"
เว่ยรีบวิ่งไปหาอันทันที
"เฮียอันช่วยแจ้ของผมด้วย รีบไปเลย ไปเดี๋ยวนี้เลย"
เว่ยตื่นเต้นตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ฉุดอันให้ไปด้วยกันก่อน
"เร็วสิ เฮียอัน"
อันดึงตัวเว่ยที่แทบเต้นเร่าๆอย่างร้อนใจ
"เดี๋ยวก่อนๆ อาเว่ยใจเย็นๆ เกิดเรื่องอะไรขึ้น เล่ามาก่อน"
"เรากำลังจะไปดูหนังที่โอเดี้ยนกัน ระหว่างทางอยู่ๆก็มีคนเข้ามาจับตัวเฮียทรงกลดกับแจ้จูไป"
อันตกใจแต่ยังควบคุมสติได้ เง็กเดินเข้ามาฟังข่าวด้วยอย่างร้อนรน
"ตายจริง! นี่คนร้ายคงมุ่งเป้าที่นายน้อย แต่อาจูคงพลอยติดร่างแหไปด้วย" หยกมณีบอก
"หยกกลับไปก่อน"
"เดี๋ยวหยกไปช่วยสืบข่าวให้นะ เฮีย ถ้าได้เรื่องอะไร หยกจะรีบไปบอกW
หยกมณีเดินออกไปอย่างรู้งาน
"เฮียอันช่วยแจ้จูของผมด้วย"
"กลับบ้านไป ถ้ามีอะไรคืบหน้า เฮียจะให้คนไปส่งข่าว"
อันเดินแยกออกไปโดยเร็ว เว่ยหันไปจับมือเง็กไว้
เว่ยอยากร้องไห้เต็มทน
"ม้า...เฮียอันจะต้องช่วยแจ้จูได้..ใช่มั้ย"

เง็กส่ายหน้าอย่างไม่รู้ชะตากรรมของลูกสาว

ตงนิ่งเครียดเมื่อรู้ข่าวจากอันว่าทรงกลดถูกจับตัวไป อันกับปอมองหน้ากันอย่างหนักใจ
 
หมงกับเหมยลี่เดินเข้ามาทำท่าร้อนใจได้อย่างแนบเนียนยิ่ง
"นายใหญ่คะ เรื่องที่นายน้อยถูกคนร้ายจับตัวไป เป็นเรื่องจริงหรือคะ"
เหมยลี่กวาดตามองตง ปอและอันที่กำลังเครียดจัด ไม่สนใจที่จะตอบเหมยลี่
"ตายแล้วๆ นายน้อยถูกจับตัวไปจริงๆหรือคะเนี่ย"
ตงถามอัน
"รู้มั้ยว่า เป็นฝีมือของแก๊งไหน"
"คนของเรากำลังสืบอยู่ครับ นายใหญ่"
หมงทำเนียน
"ผมว่า เราแจ้งตำรวจดีกว่าครับ"
เหมยลี่หลุดปาก
"แจ้งตำรวจไม่ได้นะ เดี๋ยวเรื่องก็ไปกันใหญ่ เออ..เหมยลี่ หมายความว่า เราอย่าเพิ่งทำอะไรผลีผลามเลยนะคะ นี่อาจจะเป็นฝีมือของพวกโจรเรียกค่าไถ่ก็ได้ ถ้าเราไปแจ้งตำรวจ มีหวังมันได้ฆ่านายน้อยทิ้ง ไม่รู้ว่า ตอนนี้นายน้อยเป็นไงบ้าง ตายไปแล้วหรือยัง"
ตงดุ
"ไม่พูด ก็ไม่มีใครว่าลื้อไม่มีปาก ... ระยะหลังนี่ทรงกลดไปมีเรื่องกับใครบ้างหรือเปล่า อาอัน"
หมงรีบแทรก
"ตอบยากครับ ป๊า นายน้อยมีเรื่องกับแก๊งอื่นไปทั่ว แม้แต่ที่โรงงาน นายน้อยก็ไปปรับเปลี่ยนอะไรหลายอย่างจนคนงานไม่พอใจ ผมว่าเราคงสืบสาวหาตัวคนร้ายได้ยากครับ"
"ผมไม่เคยได้ยินว่า มีคนงานไม่พอใจ สิ่งที่นายน้อยปรับเปลี่ยนก็เพื่อประโยชน์ของทุกคน ส่วนเรื่องที่นายน้อยมีเรื่องกับแก๊งอื่น ก็เฉพาะกับแก๊งที่ทำการค้าผิดกฎหมายเท่านั้น ซึ่งก็เป็นนโยบายของแก๊งเราอยู่แล้ว"
อันมองหน้าหมงเพื่อกล่าวหาให้เห็นๆ
"คนที่มีหน้าที่นี้แต่ไม่ทำ นายน้อยก็เลยต้องลงมือเอง"
"ถ้าเราตีวงแคบลงมา แก๊งเดียวที่มีปัญหากับนายน้อยอยู่ตอนนี้ก็คือ แก๊งเต่ามังกร ปัญหาอยู่ที่ คนอย่างเสี่ยเคี้ยงไม่น่าจะกล้ามีเรื่องกับแก๊งเขี้ยวสิงห์ หรือว่ามีมือที่เรามองไม่เห็นอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้"
หมงกับเหมยลี่อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองกันก่อนที่เบือนหน้าหนีโดยเร็ว แต่ไม่พ้นจากสายตาของอัน
ตงนิ่งคิดทบทวนอย่างรอบคอบ

บังกะโลร้างหลังเดียวอยู่ริมทะเล ย่านบางแสนที่ห่างไกลจากผู้คน สมุนอิก 4 คนคุมทรงกลดกับอาจูมาถึงหน้าบังกะโล ทั้งคู่ถูกจับมือไขว้หลังและมัดเชือกไว้
สมุนอิก1 ผลักทรงกลดให้เดินต่อไปเร็ว
ทรงกลดหันมาเผชิญหน้ากับพวกสมุนอิก
"พวกแกต้องการอะไร"
"เดินไป ไม่ต้องพูดมาก"
"นายของแกเป็นใคร ไอ้เสี่ยเคี้ยงงั้นเหรอ"
สมุนอิกทั้งสี่ไม่มีปฏิกิริยากับชื่อของ”เคี้ยง”
"งั้นพวกแกก็เป็นลูกน้องของไอ้อิก"
สมุนอิก1 อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองหน้าเพื่อน
ทรงกลดยิ้มพอใจที่หลอกถามได้ผล
ทรงกลดพึมพำ
"ไอ้กระจอก.. ไอ้อิกจ้างพวกแกมาเท่าไหร่ ฉันจ่ายให้เป็นสองเท่า ว่าไงล่ะ สนใจมั้ย"
สมุนอิก1 หันไปมองเพื่อนๆเป็นการปรึกษา
"เอาไงวะ"
สมุนอิก2 ถาม
"มึงอยากตายหรือไง"
"ใช่ๆ ถ้าไม่อยากตาย ก็ปล่อยพวกเราไป พวกแกรู้มั้ยว่า จับใครมา นี่คุณทรงกลดลูกชายของหัวหน้าแก๊งเขี้ยวสิงห์"
ทรงกลดรีบเตือน
" ไม่ต้องพูดต่อ"
อาจูไม่ฟังและคิดว่าขู่สำเร็จ
"ปล่อยเราเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นนายใหญ่จะต้องส่งคนมาถล่มที่นี่ ใครแตะต้องนายน้อยของแก๊งเขี้ยวสิงห์ ไม่มีใครตายดีหรอก จะบอกให้"
สมุนอิก2 ถาม
"นายน้อยของแก๊งเขี้ยวสิงห์"
"ใช่! นายน้อยของแก๊งเขี้ยวสิงห์! กลัวแล้วล่ะสิ"
สมุนอิก2บอกทันที
"พาตัวพวกมันเข้าไป ไม่ต้องรอนายมาแล้ว พร้อมเมื่อไหร่ ลงมือได้เลย"
สมุนอิก1ถาม
"ลงมืออะไร"
"ก็จับมันถ่วงทะเลไง อย่าให้เหลือร่องรอยที่จะสาวมาถึงเราได้! ไป เร็วเข้า!"
สมุนอิกทั้งสามรีบจับตัวทรงกลดกับอาจูพาเข้าไปในบังกะโล
"แกฆ่าเราไม่ได้นะ คุณทีเป็นลูกชายหัวหน้าแก๊งเขี้ยวสิงห์นะ ปล่อยเราเดี๋ยวนี้" อาจูตะโกน"ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยที"
สมุนอิก3 เอาก้อนผ้ายัดใส่ปากอาจูเพื่อปิดปาก ทั้งคู่ถูกลากตัวเข้าไปในบังกะโล

ทรงกลดกับอาจูถูกผลักจนกระเด็นไปรวมกันที่มุมหนึ่งภายในบังกะโล สมุนอิก 4 คนยืนมองทรงกลดกับอาจู
สมุนอิก1บอก"เรารอนายก่อนไม่ดีเหรอ"
สมุนอิก2 บอก"ไม่รอแล้ว มึงไม่ได้ยินนังผู้หญิงพูดหรือไง ไอ้ผู้ชายเป็นนายน้อยของแก๊งเขี้ยวสิงห์ เราต้องเก็บมันให้เร็วที่สุด" แล้วหันไปบอกสมุนอีก 2 คน "มึงสองคนไปเตรียมเรือ ไป"
สมุนอิก 3และ 4 รีบเดินออกไป
สมุนอิก2 บอก"มึงตามกูมา"
สมุนอิก 2 เดินนำหน้าสมุนอิก1 ไปเพื่อปรึกษาหาทางฆ่าทรงกลดกับอาจูโดยเร็ว
อาจูไอโขลกอยู่สองสามครั้งแล้วสำลักพ่นก้อนผ้าที่ยัดปากออกไป
"พวกมันจะฆ่าเรา! ทำไงดีคะ คุณที"
ทรงกลดขำ
"ถ้าเธอไม่บอกพวกมันว่า ฉันเป็นใคร เราอาจจะพอมีเวลาหนี"
"ฉันไม่รู้นี่...ฉันนึกว่า..จะขู่พวกมันได้ ฉันขอโทษ"
"ช่างมันเถอะ ยังไงพวกมันก็ตั้งใจจะฆ่าฉันอยู่แล้ว เธอสิที่ต้องมาตายเพราะฉัน ... นี่เธอหนีไปได้แล้ว ทำไมถึงถูกจับมาด้วยล่ะ"
อาจูหลบตา
"ฉัน.ฉันหนีไม่ทันน่ะค่ะ"
ทรงกลดรู้ทัน
"หนีไม่ทัน หรือไม่ยอมหนี! สงสัยต้องมีการลงโทษซะแล้ว รอให้ออกไปจากที่นี่ได้ก่อนเถอะ"
"เราจะได้ออกไปจากที่นี่หรือคะ คุณที เราจะไม่ตายใช่มั้ยคะ"
"เราจะไม่ตาย...ฉันจะพาเธอออกไปจากที่นี่อย่างปลอดภัย ฉันสัญญา"

ทรงกลดขยับตัวไปใกล้อาจูเพื่อปกป้องและให้ความอบอุ่นใจ

เย็นต่อเนื่องมา ซิ่วเอ็งจัดโต๊ะสำหรับไหว้พระจันทร์ที่ตั้งอยู่กลางแจ้งหน้าบ้าน


บนโต๊ะมีแต่ของเจและขนมไหว้พระจันทร์และแป้งทาหน้าหรือเครื่องสำอาง
เง็กกับเว่ยนั่งจับเจ่าอย่างกลุ้มใจ
"อาเว่ย ไปหยิบธูปมาให้ม่าที"
"ม่ายังมีใจไหว้พระจันทร์อีกเหรอ ไม่เป็นห่วงแจ้จูบ้างหรือไง"
"เรามีหน้าที่ทำอะไรก็ทำไป เรื่องอาจูให้เป็นเรื่องของเบื้องบน เราช่วยอะไรไม่ได้หรอก"
ซิ่วเอ็งจัดโต๊ะของไหว้อย่างใจเย็นแต่ดูเหมือนเย็นชาไร้หัวใจมากกว่า
"เราต้องช่วยแจ้จูได้สิ มันต้องมีทาง ผมจะไม่ยอมปล่อยไปตามเวรตามกรรมหรอก ที่จริงคนที่ควรถูกจับตัว น่าจะเป็นผมมากกว่า ทำไมต้องเป็นแจ้จูด้วยก็ไม่รู้"
"อย่าพูดอย่างนั้น อั๊วไม่ยอมให้ลื้อเป็นอะไรไป อาจูอยากไปข้องเกี่ยวกับแก๊งเจ้าพ่อ มันก็ต้องเจออย่างนี้เข้าซักวัน"
"แต่ผมจะไม่อยู่เฉยๆ ผมทำให้แจ้จูต้องถูกจับตัวไป ผมจะต้องรับผิดชอบ ผมจะไปตามหาแจ้จูเอง"
ซิ่วเอ็งรีบดึงตัวเว่ยไว้
"ลื้อไปไม่ได้ อาจูไม่ได้เป็นอะไรกับลื้อ! ไปห่วงทำไม"
"แจ้จูเป็นพี่สาวของผม"
"ลูกคนละพ่อ ไม่ใช่แซ่เดียวกัน..ไม่ถือว่าเป็นพี่น้องกัน"
"ม่าปล่อย"
"อั๊วไม่ปล่อย! ลื้ออยากให้อั๊วตายใช่มั้ย"
"ปล่อยผม"
"พอได้แล้ว พอ"
เง็กทนไม่ไหว เข้ามาดึงเว่ยออกไปจากซิ่วเอ็ง
"ม้าไปตามหาอาจูเอง ! ลื้ออยู่บ้านรอคอยฟังข่าว เข้าใจมั้ย อาเว่ย"
เง็กรีบเดินออกไปอย่างตัดสินใจได้แล้ว เว่ยถอยออกมาจากซิ่วเอ็งแล้วชะเง้อมองตามเง็ก

เง็กเดินมาหยุดรีๆรอๆอยู่แถวหน้าบ้านเสี่ยเคี๊ยง แต่ไม่กล้าที่จะเข้าไป คนรับใช้บ้านเสี่ยเคี้ยงเดินออกมา
เง็กต้องรีบก้มหน้าแล้วเดินออกมาอย่างเร็วเพราะกลัวจะเจอคนรู้จัก เง็กเดินก้มหน้างุดๆมาที่มุมห่างออกมา
"ม้ามาทำอะไรที่นี่"
เง็กเงยหน้าอย่างตกใจหันขวับไปด้านหลัง แล้วเห็นเป็นเว่ยยืนมองมา
"อาเว่ย! ตามมาทำไม"
"ผมมาช่วยม้าตามหาแจ้จูไง ม้ามาหาใครเหรอ ... แก๊งเต่ามังกร เออ..จริงด้วย ป๊าแจ้จูอยู่แก๊งเต่ามังกรนี่ ม้ารู้จักใครที่จะช่วยเราได้งั้นเหรอ"
"ไม่มี..ไม่มีใครแล้ว คนที่ม้ารู้จักก็ตายไปหมดแล้ว"
"ม้าถามเค้าแน่แล้วหรือยัง งั้นเดี๋ยวผมเข้าไปถามให้อีกรอบนะ"
เง็กรีบดึงตัวเว่ยไว้
"ไม่ต้อง! ม้าแน่ใจว่า ไม่มีใครช่วยเราได้ ไม่มีใครจำเราสองแม่ลูกได้หรอก แก๊งเต่ามังกรเห็นเงินเป็นใหญ่ ไม่เคยมีน้ำใจกับใคร ม้าคิดผิดเองที่กลับมาที่นี่...เรากลับกันเถอะ ไปหวังอะไรกับคนใจดำ"
"ม้าๆๆ นั่นใคร ใช่หัวหน้าแก๊งเต่ามังกรหรือเปล่า"
เง็กชะงักอย่างใจเต้นแรงแล้วหันไปมองที่หน้าบ้านเสี่ยเคี้ยง ตงกับปอเดินมาหยุดที่หน้าบ้านเสี่ยเคี้ยง
"อึ้งตงกัว!"
"ม้ารู้จักเค้าด้วยเหรอ"
"อึ้งตงกัว..หัวหน้าแก๊งเขี้ยวสิงห์!"
"งั้นเค้าก็เป็นอาป๊าของเฮียทรงกลดน่ะสิ แล้วม้ารู้จักเค้าได้ไง"
"รู้จักสิ ทำไมไม่จะไม่รู้จัก รู้จักดีซะด้วย"
สมุนแก๊งเต่ามังกร 2 คนออกมาต้อนรับ ตงกับปอเดินเข้าไปในบ้าน เง็กจ้องเขม็งอย่างเกลียดหน้า เว่ยมองท่าทางแปลกๆของเง็กอย่างแปลกใจ

เคี้ยงรู้สึกแปลกใจและไม่สะทกสะท้านกับคำกล่าวหาของตงแม้แต่น้อย
"ไม่ใช่อั๊ว"
ตงกับปอยืนประจันหน้าอยู่กับเคี้ยง
"อั๊วขอถามอีกครั้ง ลื้อเป็นคนจับตัวทรงกลดไปหรือเปล่า"
เคี้ยงจ้องหน้าตงอย่างเปิดเผยเพราะไม่ได้ทำผิดอะไร
"อั๊วบอกแล้วว่า อั๊วไม่ได้ทำ"
"เสี่ยอาจจะไม่ได้ทำ แต่ลูกน้องเสี่ยอาจจะทำอะไรนอกเหนือคำสั่ง โดยที่เสี่ยไม่รู้ก็ได้" ปอบอก
ปอจ้องมองอิกที่ยืนอยู่ทางด้านหลังของเคี้ยง
"เฮ้ยๆ นี่หาเรื่องกันชัดๆ มีหลักฐานอะไรถึงจะกล่าวหากันอย่างนี้"
ตงบอก
"ไม่ได้กล่าวหา แต่อยากขอความร่วมมือ อั๊วขอสอบถามลูกน้องของลื้อซักสองสามคำ เผื่อว่าอาจจะใครจะรู้เบาะแสเรื่องนี้"
"เสียใจด้วย อั๊วคงให้ความร่วมมือไม่ได้ พูดกันตรงๆ ลูกชายเฮียโดนอย่างนี้ก็สมควรแล้ว อั๊วจะช่วยสวดมนต์ภาวนาให้นะ เฮีย ขอให้ไอ้คนที่จับตัวทรงกลดไป แค่อยากสั่งสอน อย่าเอาถึงตาย!"
"เห็นทีจะเป็นไปได้ยากครับ นาย ตอนนี้วงพนันเค้าเล่นไปยี่สิบต่อหนึ่งแล้ว
ใครๆก็ว่า งานนี้รอดยาก" อิกบอก
"เฮียตงไม่ต้องห่วงไป ยังไงเฮียก็มีอาหมงเป็นทายาทไว้สืบต่อตำแหน่งแล้ว ขาดลูกชายไปคนก็ไม่เป็นไรหรอก ถือว่าทำบุญกันมาแค่นี้แล้วกัน"
"ลื้อไม่มีลูก ลื้อไม่เข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อหรอก ตราบใดที่อั๊วยังไม่เห็นศพ อั๊วก็ยังมีความหวังอยู่ ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินหา อั๊วก็ต้องตามหาทรงกลดให้เจอ"
ตงก้าวเข้าไปจ้องตาเคี้ยงอย่างเอาจริง
"ลื้อคิดเอาเอง ลื้อจะให้ความร่วมมือกับอั๊วดีๆ หรือว่าอยากจะเป็นศัตรูกับอั๊ว! อาเคี้ยง!"

เคี้ยงถอยออกไปหนึ่งก้าวด้วยความเกรงขามความเป็นราชสีห์ของตง!

จบตอนที่ 3
กำลังโหลดความคิดเห็น...