xs
xsm
sm
md
lg

ไม่สิ้นไร้ไฟสวาท ตอนที่ 3

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


ไม่สิ้นไร้ไฟสวาท ตอนที่ 3

เถาว์เครือจ้างยุวดีเพื่อทำลายชื่อเสียงของปฐวี เพื่อจับปฐวีแยกออกจากโสมสุภางค์ หวังจะให้โสมสุภางค์แต่งงานกับอรุณณรงค์
 
“ใช้วิธีอะไรก็ได้ เข้าให้ถึงตัวปฐวี ฉันเชื่อว่าผู้ชายอย่างปฐวีเธอคงขึ้นเตียงกับเขาไม่ยาก ฉันต้องการให้เขากับโสมสุภางค์เลิกกัน”
“เลิกกัน คุณนายจะทำอย่างนั้นทำไมคะ ก็ไหนว่าคุณปฐวีเขาร่ำรวยล้นฟ้า”
“ฉันมีเหตุผลของฉัน เธอไม่จำเป็นต้องรู้ แค่เธอขึ้นเตียงกับเขาให้ได้ แล้วส่งคลิปมา ฉันจะให้ค่าจ้างเธอห้าแสน”
“ห้าแสนเชียวหรือคะ”
“แพงหน่อย แต่เราถือว่าเป็นการลงทุน ฉันต้องโยนผู้ชายคนนี้ออกไปจากชีวิตลูกสาวของฉัน เพื่อแลกกับผู้ชายดีๆ อีกคน คุณชายอรุณณรงค์”
น้ำเสียงของเถาว์เครือเต็มไปด้วยความเจ็บปวด

อรุณณรงค์ถือถ้วยกาแฟร้อนมาให้ชิดชบาที่ระเบียบปราสาทเก่า ชิดชบาเงียบเหงา ไม่รู้สึกสนุกสนานกับการเที่ยวปราสาทเลย
“ท่าทางคุณไม่สนุกเลยนะ ไม่รู้ผมคิดผิดหรือคิดถูกที่ชวนมาเที่ยวปราสาทเก่า”
“ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่คุณชายพาพวกเรามาเที่ยวผิดที่หรอกค่ะ แต่ประเด็นมันอยู่ที่ฉันอึดอัดเพราะรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนเกิน”
“อย่าคิดอย่างนั้นเลยครับ เขาคงไม่ปล่อยให้คุณห่างสายตา เหมือนตอนนี้”
อรุณณรงค์มองออกไปด้วยรอยยิ้มขบขัน
“ผมก็เชื่อว่า เขาคงเฝ้าดูคุณอยู่”
“ดูฉันหรือคะ งั้นเราไปกันเถอะค่ะ กลับไปรอใครๆ ที่รถดีกว่า”
ชิดชบาก้าวพลาด ล้มลง อรุณณรงค์รีบเข้าประคอง
“ชิดชบา”
“ฉัน”
“คุณ”
ทั้งสองต่างเงยหน้าขึ้นสบตากันอย่างใกล้ชิด
“เจ็บตรงไหนบ้างครับ”
ปฐวีลดกล้องส่องทางไกลลง เคร่งเครียด หงุดหงิด เพราะหึงหวงชิดชบาและอรุณณรงค์ โสมสุภางค์เดินเข้ามา
“อะไรหรือคะวี”
“ไม่มีอะไร ได้ของที่ต้องการหรือยัง”
“เลือกไม่ถูกหรอกค่ะ ภาพดอกไม้แห้งพวกนี้ ไม่รู้ว่าจะถูกใจคุณแม่หรือเปล่า คุณแม่แพ้เกสรดอกไม้”
“เลือกนาฬิกาล้อมเพชรไม่ดีกว่าหรือ ค่อยเป็นของฝากที่น่าชอบหน่อย”
“ไหนๆ ก็มาถึงที่นี่แล้ว ฉันอยากหาอะไรที่เป็นที่ระลึกของเมืองนี้จริงๆ ยังไงเราก็ต้องเลือกนาฬิกาไปฝากคุณแม่อยู่แล้ว แล้วคุณล่ะ ไม่ซื้ออะไรหรือคะ”
“ผมซื้อกล้องส่องทางไกลนี่แล้ว ไป”
ปฐวีเดินนำหน้าออกไปด้วยความหงุดหงิด โสมสุภางค์รีบตามออกไป

อรุณณรงค์อุ้มชิดชบาออกมาจากปราสาท ปฐวีรีบเข้ามา ถามเสียงเครียด โสมสุภางค์ตามเข้ามา ตวัดค้อน เมินหน้าไป
“เกิดอะไรขึ้น”
“อุบัติเหตุน่ะครับคุณปฐวี คุณชิดชบาข้อเท้าแพลง ผมเลยต้องอุ้มออกมาจากปราสาทครับ”
“ไปทำอีท่าไหนเข้าล่ะ ถึงได้เดินซุ่มซ่ามจนล้ม”
โสมสุภางค์ค่อนขอด ปฐวีร้อนใจ รีบบอก
“ถอดรองเท้า ผมจะดูให้”
“ไม่ต้อง”
“คงไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ หรือถ้าเป็น คนดูแลมีเพียบ ฉันเสียอีกเป็นทั้งโรคหัวใจโรคความดัน ไหนจะไม่เคยมาปารีส ยังไม่ซุ่มซ่ามจนล้มให้ใครอุ้มเลย”
“โสมสุภางค์”
ธวัชพงษ์ อุราศรี และแพรวาเดินเข้ามายืนฟัง ชิดชบาเขย่งยืนขึ้น ฝืนยิ้มรื่นเริง
“ฉันไม่เป็นไรแล้วล่ะค่ะ เจ็บน้อยลงแล้ว เดี๋ยวฉันคงเดินได้ ขอโทษทุกคนด้วยนะคะ ที่ฉันเป็นต้นเหตุที่ทำให้หมดสนุก”
“มาค่ะ ฉันจะประคองคุณไปที่รถ”
อุราศรีประคองชิดชบาออกไป คนอื่นๆ ต่างเดินตามออกไป ปฐวีหันมาสบตาโสมสุภางค์ โสมสุภางค์เชิดหน้า ปั้นปึ่ง

“ฉันอยากกลับเมืองไทยค่ะ วี”

กลางคืน ชิดชบานั่งนวดข้อเท้าที่เจ็บ ปฐวีเคาะประตูก่อนเปิดเข้ามา
 
“ดีขึ้นหรือยัง นี่ถ้าคุณชายอรุณณรงค์ขึ้นมาเฝ้าไข้กันถึงในห้อง คุณคงจะหายเร็วนะ”
“เขาไม่ทำอย่างนั้นหรอกค่ะ”
“ทั้งที่เขาอยากขึ้นมานวดข้อเท้าให้คุณใจจะขาด ตอนนี้ผมรู้แล้วว่า ผมไม่ควรปล่อยช่องโหว่ให้เป็นช่องโหว่เพราะมารยาท”
“คุณหมายความว่ายังไง”
“ก็หมายความว่า ผมจะไม่เปิดโอกาสให้เขาอยู่ใกล้คุณอีก”
“คุณ คุณชายอรุณณรงค์มีเจตนาบริสุทธิ์นะ”
“เจตนากับการกระทำมันไม่เหมือนกัน ใครจะรู้ล่ะว่าเจตนาลึกๆ เป็นยังไง ผมไม่ควรฝากเนื้อไว้กับเสือ”
“ที่คุณพูดน่ะ หมิ่นประมาทนะ”
“ผมเห็นคุณกับเขากอดกัน จะให้ผมคิดยังไง”
“แล้วทำไมคุณไม่ตัดแขนขาฉัน หรือล่ามโซ่ไว้ เจาะหูทะลวงตาให้บอด แต่จำไว้ ถึงคุณจะทำอย่างนั้น คุณก็จะไม่มีวันห้ามใจรักของฉันได้”
“ชิดชบา”
“แล้วที่คุณโกรธเป็นฟืนเป็นไฟอยู่นี่ เพราะคิดว่าตัวเองเสียศักดิ์ศรีที่ถูกตีท้ายครัวใช่มั้ย”
ปฐวีก้าวเข้ามา เชยคางชิดชบาขึ้น กระซิบ เกรี้ยวกราด
“คุณเป็นผู้หญิงของผม ระวังคุณจะเสียทั้งตัวทั้งเวลา แล้วไม่ได้อะไรไปเลย นอกจากเลขศูนย์”

ที่ลานหอไอเฟล แพรวาเดินไปมาอย่างร้อนใจ ธวัชพงษ์ยังวุ่นอยู่กับกล้องถ่ายรูป ถ่ายรูปหอไอเฟลยามค่ำคืน
“เขาไม่เปิดโอกาสให้ฉันเข้าใกล้เขาเลย ฉันมาปารีสเสียเที่ยวเปล่าๆ”
“เขาก็ไม่เปิดโอกาส ให้ผมเดินเฉียดเขา แต่ผมมาปารีสคราวนี้คุ้มนะ”
“คุ้มยังไง”
“อย่างน้อยผมก็เห็นสิ่งอัศจรรย์ อย่างเช่นหอไอเฟลนี่ แล้วก็เห็นผู้ชายคนหนึ่ง มีผู้หญิงพร้อมๆ กันถึงสองคน”
“แล้วคุณรู้มั้ยว่าคนเป็นผู้หญิงเจ็บปวดแค่ไหน คุณปฐวีเขาทำเหมือนคนใจไหม้ไส้ขม เขาเหมือนคนกำลังป่วยหนัก”
“ป่วยหนัก”
“ฉันเป็นห่วงโสมสุภางค์ ไม่ว่าเรื่องนี้ใครจะถูกหรือผิด แต่โสมสุภางค์ จะได้รับผลของมันตรงๆ”

โสมสุภางค์นั่งนิ่งในห้องนอน ก่อนจะสะอื้นไห้ ปฐวีเปิดประตูเข้ามา โสมสุภางค์ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นทั้งน้ำตา
“วีคะ ฉันอยากกลับบ้าน”

สมควรวิ่งไปเปิดประตูคฤหาสน์ รถแท็กซี่เข้ามาจอด ชิดชบาลงจากรถ จำเรียงขนกระเป๋าลง บุญถิ่นแอบมองอยู่ไกลๆ อย่างจับสังเกต จำเรียงเข้ามาหาชิดชบา
“คุณชิดชบากลับมาแล้ว สนุกมั้ยคะ”
“ก็งั้นๆ มีใครติดต่อมาถึงฉันบ้างหรือเปล่า”
“ทนายความของคุณชิดชบาติดต่อมาค่ะ หนูบอกว่าคุณไปต่างประเทศ”
“เขาสั่งอะไรไว้หรือเปล่า”
“เปล่าค่ะ”
ชิดชบาเดินเข้าบ้านไป จำเรียงขนกระเป๋าตามหลัง บุญถิ่นย่องเข้ามากระซิบถามสมควร
“กลับมาแล้ว คงนั่งแท็กซี่มาจากสนามบิน คุณปฐวีคงไปส่งคุณโสมสุภางค์ที่บ้าน นางกลับมาเหมือนนกปีกหักเลยนะ”
“หักอะไร กระเป๋าหนักอึ้ง นกปีกหักที่ไหนแบกกระเป๋าหนักๆ กลับมาตั้งหลายใบ แล้วรู้มั้ยข้างในมีอะไร”
“อะไร”
กระเป๋าของชิดชบาวางอยู่ที่พื้นพรม ชิดชบาทรุดตัวลงนั่งบนเตียงอย่างอ่อนล้า จำเรียงเคาะประตูก่อนเข้ามา
“เดี๋ยวรื้อของออกเลยนะจำเรียง ฉันมีของมาฝากทุกคน ไม่ต้องทำอะไรให้ฉันหรอก เดี๋ยวฉันจะไปหาคุณป้า หวังว่าแม่บุญถิ่นกับนายสมควร คงชอบของฝากของฉันนะ”
จำเรียงมองชิดชบาด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจ

“ค่ะ คุณชิดชบา”

แพรวาเข็นกระเป๋าออกมาจากสนามบินเพื่อขึ้นแท็กซี่ ธวัชพงษ์วิ่งตามออกมา ส่งเสียง
 
“ขอบคุณนะครับคุณหมอ สำหรับความกรุณาต่อเพื่อนร่วมชาติ มีอะไรให้ผมรับใช้ ผมยินดีนะครับ”
“ดี ฉันมีเรื่องจะให้คุณช่วย”
“อะไรครับ”
“อยู่ห่างๆ ฉันไว้ ขอร้อง”
แพรวามองค้อนก่อนขึ้นแท็กซี่ออกไป ธวัชพงษ์ยิ้มค้าง

ชิดชบามาที่บ้านสวน กราบลงบนตักตลับนาค
“นี่กลับมาเมื่อไหร่ ไม่รู้จะซื้อของฝากมาทำไม ป้าจะอยู่ใช้ของแพงๆ ได้อีกกี่วันกัน”
“หนูคิดถึงคุณป้าค่ะ เลือกเอาแต่ของที่คุณป้าจะใช้ประโยชน์ได้”
“ป้าไม่ถามหรอกนะว่าสนุกมั้ย รู้ว่าคงจะไม่สนุกหรอก ไปในสภาพที่เป็นส่วนเกินของเขา เออ คุณเฉวียงเขาว่าเขาโทรไปตามหนูเมื่อวาน”
“มีอะไรหรือคะคุณป้า”
“ก็เรื่องที่สวนนี่แหละ มีคนเขามาให้ราคา เขาติดต่อกับนายทุนจะซื้อทำคอนโด ป้าเห็นว่าเอาไว้ก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าหนูต้องการใช้หนี้คุณปฐวีเขา ป้าก็จะขาย”
“เขาให้เท่าไหร่คะ”
“เจ็ดล้าน”
“ก็ยังไม่พอใช้หนี้ อย่าขายเลยคุณป้า มันอาจจะเป็นที่ผืนสุดท้าย เป็นเรือนตายที่หนูหนีมานอนตายบนตักคุณป้าก็ได้”
“ป้าก็คิดตามประสาคนแก่ ถ้าเงินจำนวนนี้มันช่วยหนูให้เป็นผู้เป็นคนขึ้นมาได้ ป้าก็ไม่เสียดาย”
“หนูหมดความเป็นคนมานานแล้ว ไม่มีอะไรเหลืออยู่แล้ว เงินสักร้อยล้านก็ซื้อสิ่งนี้คืนมาไม่ได้อีก”
“แต่หัวใจกับวิญญาณยังอยู่ มันจะเป็นของหนูเพื่อวันที่ดีกว่านี้นะลูก”
“หนูไม่รู้หรอกค่ะว่ายังมีวันนั้นหรือเปล่า ถึงตอนนี้เราถอยไม่ทันแล้วล้ะค่ะคุณป้า หนูลงทุนมามากแล้ว หนูจะต้องได้รับสิ่งตอบแทนที่คุ้มกับการลงทุน”
“จะเอาอย่างนั้นหรือ ป้าจะได้ปฎิเสธนายหน้าเขาไป”
“ค่ะ เราจะไม่ขายอะไรอีกแล้ว คุณพ่อขายเรามามากจนไม่เหลืออะไรอีกเลย หนูขายตัวให้เขา มันมากเกินกว่าที่เราจะขายอะไรๆ อีก”
“แล้วถ้าหนูท้องขี้นมาล่ะ หนูจะทำยังไง”
“หนูจะทำแท้งค่ะ”
ชิดชบาเชิดหน้าตอบทันที

ปฐวีนอนหลับสนิท ฝันร้ายในอดีตของเขาตามมาหลอกหลอนอีก ปฐวีสะดุ้งตื่น เหงื่อไหลท่วมตัว แววตาตื่นตระหนก
“ฝันร้าย มันยังอยู่อีกหรือ”
ปฐวีหวาดกลัว

ชัยญาเปิดประตูเข้ามาในห้องของระริน
“ปฐวีกลับมาแล้ว ทำตามแผนที่เราวางไว้ แล้วจำไว้นะ อย่าคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องง่าย ปฐวีเขามีสัญชาติญาณนักพนัน อย่าให้เขาอ่านเกมนี้ออก”
“คุณสั่งนั่นสั่งนี่ แต่คุณไม่เคยเสนอผลตอบแทนให้ฉันเลย ถ้าทำสำเร็จฉันจะได้อะไร”
“เธอจะได้อะไรล่ะ เธอก็ได้รางวัลชิ้นงามคือเงินของปฐวีแล้วไง แล้วไหนยังมีฉันอีก”
“คุณน่ะของตาย แต่คุณปฐวีนี่ซี ถ้าเขารักฉันหลงฉันจริงๆ ฉันอาจจะเลือกเขาก็ได้”
“ลูกสาวคุณชิดชงค์ใหม่เอี่ยมเหมือนป้ายแดงเพิ่งถอย ยังเป็นได้แค่นางบำเรอ ถ้าเธอจะเอาชนะปฐวี เธอต้องเก่าแบบเก๋า”
“ยังไง เขาก็เป็นแค่ผู้ชาย”
“อย่าเพิ่งทะนงไป คุณชิดชงค์ก็เคยคิดอย่างนี้แหละ เขาถึงต้องฆ่าตัวตาย ฉันไม่อยากเห็นเธอฆ่าตัวตายอีกคน”
“ฉันน่ะหรือ จะตายเพราะผู้ชาย เชอะ”

ระรินหัวเราะขบขัน

โสมสุภางค์หิ้วถุงของฝากจากปารีส เดินลงบันไดมา ขณะที่เถาว์เครือกำลังโทรศัพท์ถึงยุวดี
 
“จัดการตามแผนที่ฉันวางไว้ อย่ากระโตกกระตากให้เขารู้ตัวเสียก่อนล่ะ ว่าฉันส่งแมวเข้าไปจับหนู”
โสมสุภางค์เริ่มมีอาการเจ็บทรวงอก ถุงของฝากหล่นจากมือ
“โสมสุภางค์”
เถาว์เครือโผเข้ามาประคองลูกสาว
“เป็นอะไรลูก โสมสุภางค์ โสมสุภางค์ ให้แม่เรียกหมอมั้ย”
“ไม่ต้องค่ะ หนูแค่เหนื่อย หายใจขัดน่ะค่ะคุณแม่”
“หายใจขัดหรือ”
โสมสุภางค์ทรุดลง เถาว์เครือตื่นตระหนก
“โสมสุภางค์”
เถาว์เครือรีบพาลูกสาวส่งโรงพยาบาล ปฐวีตามมา เข้าโอบกอดโสมสุภางค์
“โสมสุภางค์”
เถาว์เครือมึนตึง เย็นชา
“โรคหัวใจ โสมสุภางค์เป็นโรคหัวใจคุณก็รู้ นี่คงจะไปเจอเรื่องบอบช้ำมาล่ะซี โรคถึงได้กำเริบ ฉันส่งหมอแพรวาไปดูก็ไม่ได้ช่วยเลย”
“หมอแพรวาหรือครับ”
“ไม่น่าเชื่อว่าโสมสุภางค์จะเป็นโรคหัวใจ เทือกเถาเหล่ากอฉันก็ไม่มีใครเป็นสักคน”
“คุณแม่ครับ โรคนี้มันไม่ใช่โรคที่ต่อเนื่องกันทางพันธุกรรม อย่าเพิ่งวิตกกังวลไปเลย อาจจะไม่มีอะไรร้ายแรงก็ได้”
“หรือถ้ามี คุณก็ต้องรับผิดชอบในฐานะที่คุณเป็น ไม่ใช่คู่หมั้นก็เป็นคู่หมาย”
“ผมรู้ครับว่าผมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อโสมสุภางค์ยังไง”
“ที่พูดนี่ ไม่ได้หมายถึงเรื่องค่ารักษาพยาบาล แต่คุณต้องรับผิดชอบด้านจิตใจของลูกฉัน คุณก็รู้นี่ ว่าคุณทำให้โสมสุภางค์ไม่เป็นสุข อย่างน้อยก็ไม่เหมือนเก่า”
“โสมสุภางค์เป็นผู้หญิงที่ผมจะแต่งงานด้วยนะครับคุณแม่ ผู้หญิงที่ผมจะแต่งงานด้วย มีหน้าที่ต้องรับรู้ความเป็นไปในชีวิตผม”
“แม้แต่เรื่องที่คุณเอาแม่ชิดชบามาเป็นนางบำเรอ นี่ถ้าลูกฉันเป็นอะไรไป ฉันจะประกาศให้โลกนี้รู้ว่า มันเป็นความผิดของคุณ”
เถาว์เครือมองอย่างชิงชัง

ปฐวีเปิดประตูห้องพักฟื้นออกมาเงียบๆ เคร่งเครียด ชะงักไปเมื่อเห็นแพรวารออยู่
“คุณ”
“ฉันไปคุยกับอาจารย์หมอทิวา แพทย์ที่ดูแลโสมสุภางค์มา เผื่อคุณจะอยากรู้”
“ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าโสมสุภางค์”
“โสมสุภางค์ลิ้นหัวใจเป็นแผล การผ่าตัดอันตรายมาก ต้องใช้ยาอมใต้ลิ้นถ้ามีอาการหายใจขัด โอกาสที่คุณจะเสียโสมสุภางค์มีสูง อย่าให้มีเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจ เพราะมันจะส่งผลให้ตื่นเต้น ตกใจ แล้วก็จะเกิดอาการช็อค”
“โสมสุภางค์จะมีทางหายมั้ย”
“ไม่มีค่ะ มีแต่ทรงกับทรุด ฉันพูดตรงๆ หวังว่าคุณคงเข้าใจนะ คุณต้องรักษาจิตใจของโสมสุภางค์”
“ผมหรือ”
“ถ้าไม่ใช่คุณแล้วจะเป็นใคร”
แพรวามองปฐวีด้วยแววตาอ่อนโยนลง

ปฐวีเข้ามาในห้องพักฟื้น จ้องมองโสมสุภางค์ด้วยแววตานิ่งๆ ความรู้สึกผิดแทรกเข้ามาในความคิดที่รับผิดชอบ โสมสุภางค์ค่อยๆ ลืมตาขึ้น
“วี”
ปฐวีจับมือโสมสุภางค์ กุมไว้อย่างอ่อนโยน
“ผมอยู่นี่”
“ฉันคงเหนื่อย ฉันหลับไปนานมั้ยคะ ใช่ ฉันคงเหนื่อยมาก เราเพิ่งจะกลับจากปารีส”
“พักผ่อนให้มากๆ พรุ่งนี้หรือมะรืนนี้ คุณก็จะกลับมาเป็นโสมสุภางค์คนเดิมของผม”
“วีคะ ฉันอยากให้คุณเป็นคุณแบบนี้ทุกวันทุกเวลา แต่คุณก็คงเป็นไม่ได้ใช่มั้ยคะ”
“ผม”
“ทำไมนะ ฉันถึงได้รักคุณ ถ้าฉันไม่รักคุณ ฉันจะไม่อาทรฝันร้ายของคุณ เมื่อไหร่คุณจะไล่มันออกไปจากชีวิตคุณ เราจะได้มีแค่เรา ไม่มีฝันร้ายนั่น แล้วก็ไม่มี”
“ผมจะพยายาม โสมสุภางค์ ผมจะพยายาม”

ปฐวีรับคำด้วยความรู้สึกสงสารโสมสุภางค์

ไม่สิ้นไร้ไฟสวาท ตอนที่ 3 (ต่อ)

เฉวียงนั่งทำงานอยู่ที่สำนักงาน ชิดชบาผลักประตูเข้ามา ก่อนวางถุงของฝากลงตรงหน้า เฉวียงแปลกใจ
 
“ของฝากค่ะ“
“ขอบคุณที่ยังนึกถึงผม คุณรู้ข่าวคุณโสมสุภางค์หรือยัง”
“มีอะไรคะ”
“คุณโสมสุภางค์ป่วย”
“โรคหัวใจหรือคะ”
“ครับ โคนลิ้นหัวใจเป็นแผล โรคนี้อันตรายถึงตายเชียวนะครับ ถ้า”
ชิดชบาหันหลังกลับ ชะงัก ลังเลด้วยความรู้สึกผิด ก่อนหันกลับมา เริ่มเกิดทิฐิและความชิงชังต่อปฐวี
“คุณปฐวีเขามีเงินล้นฟ้า เขามีเงินซื้อนั่นซื้อนี่ ทำไมเขาซื้อความตายของคนที่เขารักไม่ได้ หนูไม่มีหน้าที่ต้องรับรู้เรื่องของใครหรอกค่ะ คุณลุง หนูมีหน้าที่แค่เป็นนางบำเรอ”
ชิดชบาเดินออกไป เฉวียงรู้สึกเจ็บปวด ไม่ต่างกับชิดชบา

ชิดชบาเดินออกมาจากสำนักงานทนายความด้วยความรู้สึกผิด กังวลถึงโรคหัวใจของโสมสุภางค์
“ลิ้นหัวใจเป็นแผลหรือ”
ชัยญาและถกลนั่งอยู่ในรถ ชัยญาเปิดประตูออกมา
“คุณชิดชบา”
ชิดชบาแปลกใจ
“ผมชื่อชัยญา พ่อผมกับคุณพ่อของคุณเป็นหุ้นส่วนกัน”
“หุ้นส่วน”
“ผมเสียใจด้วยที่คุณเสียคุณพ่อคุณไป นี่ถ้าคุณพ่อคุณให้โอกาสคุณพ่อผมเป็นคู่แข่ง คุณก็คงจะไม่”
“วิสัยนักพนัน มีใครมีเมตตากับใครบ้าง ฉันเสียคุณพ่อ เสียบ้าน ฉันเลิกมองโลกในทางบวกมานานแล้วล่ะค่ะ ขอบคุณ ที่มาแสดงความสลดสังเวชกับฉันตอนนี้ ขอบอกว่ามันสายไป”
ชิดชบาขับรถออกไป ถกลเข้ามาประกบชัยญา
“ขนาดเหลือแต่ตัวอย่างนี้แล้ว ลูกสาวคุณชิดชงค์ยังทำท่าเหมือนหงส์เลยนะครับ”
“ใช่ มีเลือดคุณชิดชงค์เต็มตัวอย่างนี้แหละ ฉันชอบ”
ชัยญายิ้มเจ้าเล่ห์

ปฐวียืนรอชิดชบาอยู่ในห้องโถง ด้วยความไม่พอใจ ชิดชบาเดินเข้ามา
“ไปไหนมา”
“เอาของฝากไปให้ญาติ”
“โสมสุภางค์ไม่สบาย ผมเพิ่งกลับจากโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้เอง”
“ค่ะ”
“ท่าทางคุณไม่แปลกใจเลยนะ”
“คุณมีเงิน คุณซื้อได้ทุกอย่าง ผู้หญิงของคุณเป็นโรคหัวใจ เกินหน้าที่นางบำเรออย่างฉันจะรับผิดชอบ”
“พูดเหมือนคนไม่มีหัวใจ คุณก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้โสมสุภางค์”
“คุณต่างหากล่ะที่เป็นตัวการทำให้คุณโสมสุภางค์แย่ลง คุณน่าจะใช้เงินของคุณ ซื้อความตายนะ คุณปฐวี เพราะชีวิตคุณน่ะมันมีแต่เงิน เงิน เงิน”
ชิดชบาเดินขึ้นบันไดไป ปฐวีสลดลง

แพรวากุมมือโสมสุภางค์ไว้ด้วยความห่วงใย
“ทำใจให้สบายนะ โสมสุภางค์ เธอไม่เป็นอะไรหรอก ไม่มีอะไรทำให้เธอเป็นอะไรได้ นอกจากตัวเธอเอง”
“แพรวา ฉันเหนื่อย”
น้ำตาของโสมสุภางค์ไหลริน น้ำเสียงสั่นเครือ
“ทุกครั้งที่ฉันคิดถึงวี คิดถึงชีวิตของเรา ฉันเหนื่อยเหมือนจะขาดใจ”
“โสมสุภางค์”
“ฉันไม่ควรรักเขาเลยนะ แต่ฉันก็รักเขา มีแต่เธอคนเดียวที่เข้าใจฉัน วีเป็นคนน่าสงสาร เขายังมีฝันร้ายอยู่ เธอต้องช่วยวี อย่าทิ้งเขา”
“โสมสุภางค์ อย่าห่วงอะไรเลย ฉันอยู่กับเธอแล้วไงทำใจให้สบาย อย่าคิดถึงเรื่องที่ยังอยู่ไกล เธอต้องนับถือตัวเองให้มากๆ เธอมีค่าเสมอสำหรับตัวเอง”
“แพรวา”
แพรวากอดโสมสุภางค์ไว้อย่างปลอบโยน โสมสุภางค์สะอื้นไห้
“สัญญากับฉันได้มั้ยว่าเธอจะช่วยให้วีหลุดจากฝันร้าย เขาจะได้ไม่ต้องใช้วิธีของเขา คือแก้แค้นคุณชิดชงค์”
แพรวาชะงัก มองหน้าที่เปื้อนน้ำตาของโสมสุภางค์

“แก้แค้นหรือ”

ปฐวีนั่งเงียบๆ อยู่ในซอกมืด ก้มหน้านิ่งอยู่กับความคิดของตนเอง ชิดชบาเดินเข้ามา
 
“คุณยังไม่ไปอีกหรือ คุณควรจะไปเฝ้าคุณโสมสุภางค์ที่โรงพยาบาลนะ”
ปฐวียังนั่งนิ่ง ก่อนขยับตัวลุกขึ้นยืน
“ผมรักโสมสุภางค์ ผมไม่ต้องการให้โสมสุภางค์ตาย อย่าพูดว่าเงินซื้อความตายได้ ความตายน่ะอะไรก็หยุดไม่ได้ ถ้าคุณมีเงินคุณจะซื้อความตายจากพ่อคุณมั้ย”
ชิดชบาเจ็บปวด ขมขื่น
“ฉันทำอย่างนั้นแน่ ฉันต้องรู้ความจริงจากปากของพ่อว่าพ่อทำอะไรไว้กับพวกคุณ คุณถึงได้ทำกับเราอย่างนี้”
“เอาเถอะ ผมก็แค่จิตตก กลัวกับเรื่องโรคหัวใจของโสมสุภางค์”
“ความตายของใคร ไม่ทำให้ฐานะของฉันเปลี่ยนแปลง ฉันไม่ใส่ใจ ไม่รับรู้ ฉันจะทำใจให้เป็นหิน อย่างคุณไง”
ปฐวีก้าวเข้ามาจนชิด
“ผมจะแต่งงานกับโสมสุภางค์”
ชิดชบาตื่นเต้น ดีใจ
“คุณจะปล่อยฉัน”
ปฐวีตอบด้วยแววตาเหี้ยม
“ไม่”

จำเรียงกำลังทำงานอยู่หน้าตึก ธวัชพงษ์ย่องเข้ามา ส่งเสียงอยู่นอกรั้ว
“จำเรียงครับ จำเรียง”
“ใครน่ะ คุณ คุณนักข่าว”
ธวัชพงษ์ชูถุงส้มตำ ข้าวเหนียว ไก่ย่าง ขึ้นเหนือศีรษะ
“ผมมีของมาฝาก”

ภายในครัว บุญถิ่น สมควร จำเรียงต่างนั่งกินข้าวเหนียวส้มตำ อาหารอีสานรสเผ็ดจัด กินไปสูดปาก กินน้ำไปด้วย
“เอ็งก็เลยเปิดประตู ทั้งที่ข้าสั่งแล้วสั่งอีก ห้ามไม่ให้รับของจากคนแปลกหน้า” สมควรต่อว่า
“แปลกที่ไหนกันล่ะน้า คุณนักข่าวคนนี้เขามาบ่อยเสียจน หมาประจำบ้านไม่เห่าแล้ว มันคุ้นกลิ่น”
“แล้วเขาถามอะไรเอ็ง”
“เขาถามว่าคุณปฐวีอยู่หรือเปล่า”
“หา แล้วเอ็งตอบเขาว่ายังไง”
“ก็ตอบว่าไม่อยู่ คุณปฐวีไปโรงพยาบาล”
“เขาถามยาวล่ะซีทีนี้ ว่าใครเป็นอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ทำไม”
“เอ่อ”
“มิน่า ถึงได้ซื้อส้มตำแซ่บเวอร์มาปิดปากเราสามคน คุณนักข่าวคนนี้มาดี ไม่ได้หมายความว่าเขาจะหวังดีกับเจ้านายนะ”
“ถ้าเป็นแม่นั่นละก็ ช่างปะไร”
“น้าบุญถิ่น น้าเป็นอะไร กินข้าวยี่ห้อไหนไม่ทราบ มันไม่มียางเลยหรือยังไง ถึงไม่สำนึกในบุญคุณคุณชิดชบากับของฝากจากปารีส”
“สำนึกทำไม คุณชิดชบาไม่ได้เป็นนายของข้าสักหน่อย”
“แต่คุณชิดชบาเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้มาก่อน”
“แต่ในอนาคต บ้านอาจจะเปลี่ยนมือแบบไปแล้วไปลับ เพราะว่า”
“เพราะว่าอะไรวะ”
สมควรถามด้วยความสงสัย

โสมสุภางค์นอนบนเตียงคนไข้ ค่อยๆ ลืมตาขึ้น ปฐวีทรุดตัวลงนั่ง กุมมือโสมสุภางค์อย่างอ่อนโยน
“เราจะแต่งงานกัน ทันทีที่คุณหายป่วย เราจะแต่งงาน ผมกับคุณจะแต่งงานเป็นสามี ภรรยา”
“วี”
“แต่งงานกับผมนะ โสมสุภางค์”

ปฐวีจูบหน้าผากโสมสุภางค์อย่างอ่อนโยนรักใคร่ โสมสุภางค์ยิ้มทั้งน้ำตา

ชัยญา ถกลและสมุน วิ่งไล่ยิงต่อสู้กับกลุ่มผู้ร้ายที่โกดังร้างท่าเรือ
กระสุนข้ามหัวธวัชพงษ์ซึ่งพยายามถ่ายรูปเหตุการณ์แย่งชิงเขตอิทธิพลของคนร้ายสองกลุ่ม ธวัชพงษ์คลานหนีอย่างลนลาน และหวาดกลัว แต่ยังพยายามตามถ่ายรูป เพื่อหาหลักฐานเขียนสกู๊ปข่าว ถกลเห็นแสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูป
“คุณชัยญา นั่น ไอ้นักข่าว”
“แกไปจัดการมัน”
ถกลผละจากชัยญา ไล่ล่าธวัชพงษ์ไปจนมุมในซอกตู้สินค้า ถกลยกปืนขึ้น
“แกคอยอ่านพาดหัวข่าวพรุ่งนี้นะ ฆ่านักข่าวสอดรู้สอดเห็น ไอ้สาระแน”
ถกลกำลังจะเหนี่ยวไกปืน เสียงปืนดังขึ้น ถกลล้มคว่ำลง ปฐวีลดปืนลง ธวัชพงษ์ตื่นเต้นดีใจ
“คุณปฐวี”
ปฐวีพาธวัชพงษ์ขึ้นรถมา แล้วจอดรถ หันมาจ้องหน้าธวัชพงษ์อย่างเย็นชา
“ไปซะ มันก็แค่แย่งเขตอิทธิพลกันเพื่อสร้างบ่อน อย่าเอาชีวิตคุณมาเสี่ยงตายกับเรื่องที่หยุดไม่ได้”
“ไม่ใช่คุณใช่มั้ย ผมไม่อยากให้เป็นคุณเลย คุณชนะพนันคุณชิดชงค์ คุณได้ไปหมด คุณยังไม่พออีกหรือ”
“ผมไม่จำเป็นต้องตอบคุณ ไป ดูแลตัวเองดีๆ นะ ไอ้หนู”
ธวัชพงษ์เปิดประตูรถลงมา ปฐวีขับรถออกไป ธวัชพงษ์มองตามไปด้วยความสงสัย
“หรือว่าเขา”

สมควรวิ่งไปเปิดประตูรั้ว ชิดชบาเดินลงมาจากตึก จำเรียงเดินตามลงมา บุญถิ่นสอดแนมอยู่ทางหนึ่ง
“ฉันจะไปบ้านสวนของคุณป้า ไม่ต้องรอนะ ฉันคงกลับดึก”
“ค่ะ”
ชิดชบาขับรถออกไป บุญถิ่นมองอย่างชิงชัง
“อีกแล้ว พวกนางบำเรอนี่ วันๆ ทำอะไรไม่เป็นหรอกนอกจากเดินใช้เงิน นี่ แม่นั่นสั่งอะไร ให้ขี้ข้าม้าคอกอย่างเราเตรียมอาหารการกินไว้รอรับ เวลาที่นางซมซานกลับมาใช่มั้ย”
“คุณชิดชบาไม่ได้สั่งอะไรถึงน้าหรอก น้าไม่ต้องเตรียมอาหารหวานคาวไว้รอรับ น้าจะนั่ง จะนอน จะกินหรือจะดูหนังฟังเพลงทำได้ตามสบายเลยจ้ะ น้าบุญถิ่น”
“ใช่ หรือถ้าคันปาก ต้องออกอาการเกาล่ะก็ ข้าจะไปซื้อยาแก้คันมาให้ จะเอาแบบกิน หรือจะเอาแบบทา” สมควรประชด
“หรือจะเอาแบบฉีด”
“นังจำเรียง เดี๋ยวนี้กลายเป็นข้ารับใช้แม่นั่นถึงกับออกรับแทนกันเชียวหรือวะ แกอีกคน ระวังนะ เลือกผิดข้างจะเดือดร้อน”
“เดือดร้อนยังไงวะ”
“ถึงคุณชิดชบาของเอ็งจะเก่งยังไง แต่ว่า”
“แต่ว่าอะไรน้า”
“คนที่ด้านกว่ายังมี”

บุญถิ่นเย้ยหยัน

ระรินและยุวดี เดินเข้ามาในบริษัทของปฐวี ต่างเผชิญหน้ากัน ก่อนวิ่งขึ้นบันไดบริษัท ยื้อยุดแย่งชิงกัน ปฐวีขับรถเข้ามาจอด ระรินเสียงดัง
 
“ถอยไป ฉันมาก่อน”
“ฉันต่างหากล่ะที่มาก่อน”
“ฉันมาก่อน ฉันต้องได้พบคุณปฐวีก่อน”
ปฐวีลงมาจากรถ เดินเข้ามา ทั้งสองยังไม่เห็น
“ฉันต้องพบเขาก่อน”
“ฉัน”
“คุณได้พบผมพร้อมๆ กันแล้ว ทั้งสองคน”
ระริน ยุวดีหยุดยื้อยุดกัน หันมามองปฐวีด้วยความแปลกใจ

เลขาฯ เปิดประตูเข้ามา นำแฟ้มมาวางตรงหน้าปฐวี ก่อนชำเลืองมองเหนือหัวเข่าของระรินและยุวดี ที่จงใจนั่งไขว่ห้างตรงหน้าปฐวีด้วยความแปลกใจ ปฐวีเซ็นเอกสารส่งให้เลขาฯ นำกลับออกไป ก่อนเอนหลังพิงพนักเก้าอี้
“คุณมาสมัครงาน คนทำงานนี่นอกจากต้องมีวินัยแล้ว ยังต้องมีความสามารถ เป็นมนุษย์เงินเดือนน่ะคุณ บางทีก็อาจจะไม่ใช่แบบที่คุณคิด”
ปฐวีรู้ทัน กับท่าทีของผู้หญิงทั้งสองคน
“ฉันทำได้ค่ะ ทำหน้าที่เลขาฯ ที่รู้ใจเจ้านาย รู้ว่าอะไรควรจะเปิดปาก อะไรควรจะปิดปาก” ระรินหน้าระรื่น
“ฉันใช้คอมได้ค่ะ รู้จักโปรแกรมซับซ้อนหลายโปรแกรม รวมทั้ง”
“เล่นไลน์ ถ่ายรูป แต่งแอพ”
“เธอ”
“ฉันไม่ถนัดเรื่องเทคโนโลยีหรอกค่ะ แต่ฉันถนัดเรื่อง”
ระรินมองสบตาปฐวี พยายามทอดสะพานให้
“ฉันก็ทำได้ทุกอย่างที่นายจ้างต้องการ”
“เอาล่ะ เอาเป็นว่า ผมรับคุณไว้ทั้งสองคน”
ปฐวียิ้มเหมือนขบขัน

เลขาฯ เดินวางท่า นำหน้ายุวดีและระริน เข้ามาในส่วนห้องอาหารของบริษัท มาถึงห้องน้ำ
ก่อนโยนถังน้ำ แปรงขัดส้วมลงตรงหน้าทั้งสอง
“ขัดส้วม ทำความสะอาดห้องครัว กับห้องน้ำวันละสามเวลา บริษัทนี้มีพนักงานหนึ่งร้อยห้าสิบคน อาคารหลังนี้มีห้าชั้น ห้องทำงานคุณปฐวีอยู่ชั้นบน ชั้นที่สามเป็นห้องอาหารสำหรับพนักงาน ที่นั่นมีห้องน้ำแยกชายหญิง ต้องขอโทษด้วยที่บอกว่าบริษัทของเราไม่รับพนักงานใหม่ คือว่า พอดีแม่บ้านออกไปดำนา คุณปฐวีเลยต้องรับพนักงานใหม่อย่างกะทันหัน”
“ขัดส้วมหรือ”
“ทำความสะอาดครัว”
“ตำแหน่งแม่บ้านกับคนงาน ตอนนี้เรามีว่างแค่สองตำแหน่งจริงๆ จะทำหรือไม่ทำ คุณปฐวีจะได้รับพนักงานใหม่”
“เอ่อ” ยุวดีอึกอัก
“ฉันทำ”
“ฉันก็ทำ”
เลขาฯ หัวเราะเย้ยหยัน

“งั้นเริ่มงานได้”

ไม่สิ้นไร้ไฟสวาท ตอนที่ 3 (ต่อ)

ตลับนาคตกใจ ห่วงกังวลถึงฐานะของชิดชบา เมื่อรู้ว่าปฐวีจะแต่งงานกับโสมสุภางค์
 
“คุณปฐวีนะหรือจะแต่งงาน ถ้าเขาแต่งงานกับลูกสาวคุณเถาว์เครือ แล้วหนูจะอยู่ยังไง”
ชิดชบาเศร้าหมอง สิ้นหวัง
“หนูคงจะอยู่อย่างที่เคยอยู่ค่ะคุณป้า เขาไม่ปล่อยหนู เราก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง จนกว่าจะถึงกำหนดสัญญา”
“ถึงป้าจะรู้ว่าหนูมีความจำเป็น แต่มันก็อดห่วงไม่ได้จริงๆ ป้าสงสารหนู”
“อย่าสงสารหนูเลยค่ะ มันจะทำให้หนูสังเวชตัวเอง บ้าน บ้านค่ะ คุณป้า หนูจะคิดถึงแต่เรื่องบ้าน เราต้องได้มันคืนมา”
“ชิดชบา”
“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น หนูจะทนให้ได้”
ชิดชบาเสียงเครือไปด้วยความเจ็บปวด
“หนูต้องทนให้ได้ค่ะ คุณป้า”

แพรวาเดินมาที่รถ เพื่อเก็บเอกสารหอบใหญ่ ธวัชพงษ์เดินตามมาติดๆ ร้อนใจ
“ฉันไม่เชื่อหรอกว่าคุณปฐวีเขาจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอิทธิพลมืด ฉันไม่เคยได้ยินโสมสุภางค์พูดเรื่องนี้”
“ถ้าเขาไม่เกี่ยวข้องด้วย เขาจะไปอยู่ที่โกดังร้างนั่นทำไม”
“คุณล่ะ คุณไปอยู่ที่นั่นทำไม”
“มีข่าวเรื่องการสร้างบ่อนพนันใหญ่ที่นั่น ผมกำลังตามข่าวอยู่”
“คุณปฐวีเขาก็อาจจะได้ข่าว ในฐานะที่เขาเป็นนักพนัน เขาอาจจะไปหาข่าวอย่างที่คุณหาก็ได้”
“หมอแพรวา คุณออกตัวปกป้องเขาแรงนะ คงไม่ได้หมายความว่า คุณ”
แพรวาหันขวับ โกรธ
“นี่ คุณกำลังจะพูดอะไร คุณนักข่าว”
“ไม่น่าถามผมเลย คุณก็รู้อยู่แก่ใจของคุณ ใจคุณมันว่ายังไงล่ะ”
“คุณ”
แพรวาฟาดหน้าธวัชพงษ์ด้วยแฟ้มเอกสาร ก่อนขึ้นรถขับออกไป ธวัชพงษ์มองตามรถของแพรวาที่เลี้ยวลับไป ก่อนเดินออกไป ถกลบาดเจ็บที่ไหล่ แอบมองธวัชพงษ์ด้วยแววตาอาฆาต

เถาว์เครือเปิดประตูห้องพักฟื้นเข้ามา ลงนั่งใกล้ๆ โสมสุภางค์ โสมสุภางค์เงยหน้าขึ้นยิ้มให้แม่ จับมือแม่ไว้ อย่างมีความสุข
“วีบอกหนูว่า ทันทีที่หนูหายป่วย เราจะแต่งงานกันค่ะ คุณแม่”
เถาว์เครือหน้าเผือดลงทันที เพราะเธอต้องการให้โสมสุภางค์แต่งงานกับอรุณณรงค์
“แน่ใจหรือ”
“ทำไมคะ คุณแม่คิดว่าเราจะแต่งงานกันไม่ได้หรือคะ”
“เอ่อ ก็ไม่ได้คิดอย่างนั้น ที่ถามนี่แม่เป็นห่วง หนูกำลังเจ็บป่วยอยู่นะลูก”
“ทันทีที่หาย เราจะแต่งงานกันค่ะ วี ขอให้หนูแต่งงานกับเขา”
เถาว์เครือนิ่งอึ้งไป ฝืนถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา มึนตึง
“แล้วชิดชบาล่ะ”
“ผู้หญิงคนนั้นไม่มีความหมายกับวีหรอกค่ะ ชิดชบาไม่ใช่เงื่อนไขเรื่องแต่งงานของเรา”
“เอาเถอะ อย่าเพิ่งมั่นใจอะไร ว่าแต่วันนี้หนูดีขึ้นกว่าเมื่อวานมั้ย”
“ค่ะ หนูดีขึ้น วีมาหาหนูทุกวัน หนูมีความสุขที่สุดค่ะคุณแม่”
“ก็ดี ถ้างานแต่งงานมีขึ้นจริงๆ ล่ะก็ มันต้องเอิกเกริก ต้องใหญ่ ต้องเป็นงานแห่งปี ขอให้ปฐวีเขาพร้อมจริงๆ เถอะ แม่จะให้เขาตำน้ำพริกละลายแม่น้ำทั้งสาย”

เถาว์เครือยิ้มเยาะ

อุราศรีมาที่วัง คลานเข้ามากราบที่ตักของหม่อมจรัสเรือง หม่อมจรัสเรืองประคองอุราศรีขึ้นนั่งบนเก้าอี้ด้วยความรักใคร่ เมตตา มีความรู้สึกพิเศษ
 
“ป้าดีใจที่หนูกลับมา ชายเอี่ยวจะได้มีเพื่อน ไปมาหาสู่กันบ่อยๆ นะ ชาย เอ่อ คนแก่จะได้ไม่เหงา”
“ค่ะ หม่อมป้า หนูจะแวะมาบ่อยๆ ค่ะ”
“ดีครับ ตอนที่ไปปารีส คุณหญิงอุราศรีเป็นธุระพาพวกเราเที่ยวด้วยครับหม่อมแม่”
“งั้นน้องกลับมาคราวนี้ ชายเอี่ยวต้องเป็นธุระ ดูแลอุราศรีเป็นพิเศษนะลูก”
“ครับ งั้นผมขออนุญาตพาคุณไปเลี้ยงต้อนรับนะครับ”
“ค่ะ”
อรุณณรงค์หันไปสบตาอุราศรีด้วยรอยยิ้ม

เถาว์เครือนั่งรถเข้ามาในวังอรุณณรงค์ สวนกับรถของอุราศรีและอรุณณรงค์ที่ประตูใหญ่ เธอหันกลับไปมองด้วยความแปลกใจ
“นั่นคุณชายอรุณณรงค์นี่ แล้วผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร”
หม่อมจรัสเรืองเดินนำหน้าเถาว์เครือเข้ามา ยิ้มอย่างมีความสุข
“คุณหญิงอุราศรี ท่านพ่อท่านกับท่านพ่อของชายเอี่ยวทรงเป็นพระสหายสนิท เล่นแบดมินตันทีมเดียวกันมา คุณหญิงอุราศรีเป็นนักการทูต เพิ่งจะย้ายกลับมาจากฝรั่งเศส”
เถาว์เครือเริ่มหวาดระแวง
“หนูโสมสุภางค์เป็นยังไงบ้างคะ”
“เอ่อ”
“พบกันทีไร ฉันก็อดถามไม่ได้ว่าเมื่อไหร่หนูโสมสุภางค์กับคุณปฐวีจะแต่งงานกัน”
“ก็ ก็กำลังจะแต่งค่ะ”
“ฉันดีใจด้วยนะ ตบแต่งเสียที คนเป็นแม่จะได้เลิกห่วง เอ แต่หนูโสมสุภางค์ยังป่วยอยู่ไม่ใช่หรือ”
“ปฐวีเขาใจร้อนค่ะ เขาเป็นคนไม่ค่อยว่าง เขาคงจะเพิ่งมีเวลาคิดเรื่องแต่งงาน”
“หายป่วยแล้วก็คงไม่มีปัญหา แต่ที่แน่ๆ มันต้องหายป่วยก่อนใช่มั้ย”
“เอ่อ ค่ะ”
“ก็ดี แต่งให้เรียบร้อย รักกันทำไมนานๆ นี่ก็นานเกินกว่าที่จะดูใจกันแล้วล่ะค่ะ”
“อ้า ค่ะ”
“ฉันยินดีที่จะเป็นผู้ใหญ่ให้ หนูโสมสุภางค์ฉันก็รัก คุณเถาว์เครือก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ว่าแต่อย่าหาว่าวุ่นวายเลยนะ เรื่องลูกสาวคุณชิดชงค์ ทำยังไง”
เถาว์เครือฝืนยิ้ม อับอาย
“ไม่มีปัญหาหรอกค่ะ หม่อม ปฐวีจัดการได้ค่ะ ว่าแต่คุณชายอรุณณรงค์ไม่อยู่หรือคะ”
“ถ้าเขาจัดการได้ก็ดี ชายเอี่ยวของฉันน่ะ ออกไปกินข้าวกับคุณหญิงอุราศรี ชายเอี่ยวลูกฉัน ต้องพิถีพิถันเลือกผู้หญิง เพราะคู่ครองต้องมีส่วนเสริมกันกับหน้าที่การงานของเขา”
หม่อมจรัสเรืองไม่ได้จงใจประชด แต่เถาว์เครือสะดุ้งเบาๆ เหมือนคนมีบาดแผล
“ ไอ้ที่จะหาคนที่มีตำหนิแล้วมาเป็นคู่น่ะ ไม่มีวันค่ะ”

เถาว์เครือเหลือบตาขึ้นมองหม่อมจรัสเรืองอย่างร้อนใจ

ชิดชบาขับรถเข้ามาจอด เดินขึ้นตึก สวนทางกับปฐวีโดยไม่ทักทาย ปฐวีฉวยแขนชิดชบาไว้
 
“จะทักผมสักคำได้มั้ย อย่าทำท่าเหมือนผมไม่มีตัวตนอย่างนี้ ผมไม่ชอบ”
“จะให้ฉันทักว่ายังไง เจ้านาย กลับมาแล้วหรือคะ จะให้ทาสคนนี้รับใช้อะไรคะ เจ้านาย”
“ชิดชบา”
“ฉันเจ็บนะ ปล่อย”
“คุณไปไหนมา”
“บ้านคุณป้า”
“เรื่องที่คุณกับคุณป้าคุยกัน คงไม่พ้นเรื่องนินทาผม ผมมันเหมือนยักษ์เหมือนมารในสายตาของคุณกับคุณป้าคุณ”
“คุณแยแสสนใจอะไร ฉันก็แค่ตอบคำถามของคุณป้าเรื่องที่คุณกำลังจะแต่งงาน”
“คุณป้าคุณคงจะ”
ชิดชบาสะบัด เริ่มโกรธ
“คุณเข้าใจคุณป้าฉันผิดมาก เราไม่ได้ต่ำช้า ถ่อย สถุลอย่างที่คุณคิดหรอก คนอย่างคุณเป็นยังไง คุณก็คิดว่าคนทั้งโลกเป็นอย่างนั้น คิดว่ามาตรฐานตัวเองสูงนักหรือ คนเป็นสุภาพบุรุษเขาไม่รังแกผู้หญิงหรอก เชอะ”
ชิดชบาสะบัดหน้าเดินขึ้นตึกไป ปฐวีขบกรามด้วยความโกรธแค้น
“เก่งนักใช่มั้ย ชิดชบา”

ระรินและยุวดี อยู่ในชุดแม่บ้านสั้นๆ เซ็กซี่ ต่างทำความสะอาดด้วยความเหน็ดเหนื่อย
“โอ๊ย ฉันเหนื่อย”
“ฉันก็เหนื่อย ไม่ใช่เหนื่อยแต่เธอคนเดียวนะ”
“เพราะเธอ พยายามให้ท่าอ่อยเหยื่อคุณปฐวี เขาถึงส่งเรามาขัดส้วม”
“หรือว่าเธอไม่อ่อยล่ะ ไม่พอใจก็ลาออกไปซี”
“เรื่องอะไรจะออก ถ้าฉันลาออกก็ได้ดีคนที่ด้านกว่าน่ะซี”
“แก”
ทั้งสองปราดเข้าตบตีกัน เลขาฯเปิดประตูเข้ามา หยิบจานขึ้นมาเคาะๆ ทั้งสองชะงัก
“คุณปฐวีเรียกพบ”
ระรินและยุวดีแย่งกันเปิดประตูเข้ามาอย่างชิงดีชิงเด่น ปฐวีหมุนเก้าอี้กลับมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“คุณปฐวี”
“ยุมาแล้วคะ”
“เชิญนั่ง คุณรู้มั้ยว่าทำไม ผมถึงรับคุณสองคนเข้ามาทำงาน ทั้งที่บริษัทเรามีพนักงานอยู่แล้วหนึ่งร้อยห้าสิบคน เพราะอะไร”
“เพราะ”
“เพราะอะไรคะ”
ปฐวียิ้มเจ้าเล่ห์

“เพราะผมชอบความแรงของคุณสองคน”

ชิดชบาแต่งกายมิดชิด สุภาพ ดูดีมีรสนิยม กำลังนั่งพลิกเมนูอาหารอย่างเงียบๆ ขณะที่ระรินและยุวดีแต่งตัวโป๊อย่างเต็มที่
 
ปฐวีมองสาแก่ใจ 
“คุณคงจะทำใจได้นะ ที่ผมมีผู้หญิงมากินมื้อค่ำด้วย เราอาจจะยังไม่รู้จักกันดี นี่ระริน เอ่อ คุณชื่ออะไรนะ”
“ยุวดีค่ะ”
“ระรินกับยุวดีเพิ่งเข้าทำงานกับผม”
“นี่ใครคะ ไม่เห็นคุณปฐวีแนะนำเลยค่ะ”
“นางบำเรอของผมเอง ชิดชบา”
ชิดชบาเปิดเมนูเลือกอาหารด้วยความใส่ใจ ระรินและยุวดีหัวเราะขึ้นพร้อมกัน เหมือนขบขัน
“นางบำเรอหรือคะ ไม่น่าเชื่อเลยค่ะว่าชิดชบาจะเป็นนางบำเรอของคุณ” ยุวดีเปรย
“นั่นน่ะซีคะ เป็นนางบำเรอเศรษฐี แต่ไม่เห็นมีอะไรบอกราคานางบำเรอเลย”
“อย่างน้อยก็ของแบรนด์เนม รองเท้า กระเป๋า จี้เพชร”
“หรือนาฬิกา”
“ที่บอกยี่ห้อว่าเป็นสัตว์เลี้ยงตัวโปรด”
ทั้งคู่ต่างหัวเราะกันอย่างมีความสุข ชิดชบาปิดเมนู เรียกผู้จัดการ
“ผู้จัดการคะ”
“ครับผม”
“ฉันขอไข่ปลาคาเวียร์ ตัวที่เกยตื้นตายที่ขั้วโลกเหนือ กับไวน์ ไวน์ที่ผลิตด้วยองุ่น ที่ปลูกแถบฝรั่งเศสตอนใต้ หมักด้วยถังไม้มะฮอกกานี ถังพลาสติกไม่เอา อ้อ แล้วต้องเป็นไวน์อายุร้อยปีด้วยนะคะ”
“ขวดนี้เป็นไวน์เก่าแก่ที่ทางโรงแรมเก็บไว้สำหรับรับรองแขกพิเศษเท่านั้นครับ”
“ขอทราบราคา”
ผู้จัดการยิ่งแสดงกิริยานอบน้อม
“หนึ่งแสนบาทครับ”
“เปิดเลยค่ะ อ้อ แล้วช่วยเลือกไวน์มีระดับใส่ถุงให้ฉันกลับบ้านด้วยนะคะ ฉันจะเอาไปอาบค่ะ”
ปฐวี ระริน และยุวดีต่างตะลึง ชิดชบาหันมายิ้มเย้ยหยัน
“ฉันเป็นนางบำเรอประเภทกินดีอยู่ดีค่ะ ไม่สนออฟชั่น”
ปฐวีขบกรามด้วยความโกรธ

อรุณณรงค์และอุราศรีอยู่ในงานเลี้ยงของกระทรวง
“เดี๋ยวพองานเลี้ยงเลิกแล้วผมไปส่งนะครับ”
“ขอบคุณค่ะ พบชิดชบาบ้างหรือเปล่าคะ ตั้งแต่ฉันกลับมายังไม่มีโอกาสพบเลยค่ะ”
“เอ่อ”
อรุณณรงค์สลดลง บอกพิรุธในใจ
“ผมก็ไม่ได้พบชิดชบาเลยครับ มัวแต่งานยุ่ง เลยหาโอกาสไม่ได้”
“จริงหรือคะ ที่ชิดชบาอยู่ในฐานะนางบำเรอ ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่าชิดชบาจะตกอยู่ในฐานะที่น่ารังเกียจแบบนี้”
“เชื่อเถอะครับ อะไรมันก็เป็นไปได้ทั้งนั้น ผมขอร้องคุณหญิง”
“เรื่องอะไรคะ”
“อย่ารังเกียจฐานะของชิดชบาเลยนะครับ เพราะตอนนี้ ชิดชบาต้องการกำลังใจ”
อรุณณรงค์ทอดถอนใจด้วยความกังวล

ปฐวีอุ้มชิดชบาที่มีอาการเมาจนสิ้นสติมาใส่รถ ก่อนหันไปสั่งระรินและยุวดี

“คุณนั่งแท็กซี่กลับไปนะ ผมต้องไปส่งชิดชบา”

ไม่สิ้นไร้ไฟสวาท ตอนที่ 3 (ต่อ)

ปฐวีขับรถออกไปด้วยความหงุดหงิด โกรธ ระรินและยุวดีต่างมองตามไปด้วยความแปลกใจ
 
“นี่น่ะหรือ ลูกสาวคุณชิดชงค์”
“ใช่ นี่แหละ นางบำเรอของคุณปฐวีเขาล่ะ เขี้ยวเล็บยังคม ฉันก็คิดว่า”
“นั่นน่ะซี นึกว่าพิษสงไม่มี ที่ไหนได้ พิษร้ายรอบตัวยังกับแมลงป่อง”
“ฉันต้องเอาชนะนางบำเรอของคุณปฐวีให้ได้”
“ฉันต่างหากล่ะ”
ระรินเชิดหน้าชิงชัง
“ฉันจะเขี่ยชิดชบาให้ตกเตียง”

ปฐวีอุ้มชิดชบามาวางไว้บนเตียง ก่อนจะทรุดตัวลงมองหญิงสาวในระยะใกล้ โน้มตัวเพื่อจะจูบริมฝีปากของชิดชบา ชิดชบาสะดุ้ง อ้วกพรวดออกมาเต็มเสื้อผ้าของปฐวี
“คุณ”
ปฐวีโกรธมาก

หม่อมจรัสเรืองและอรุณณรงค์เดินชมสวนดอกไม้กันอยู่
“คุณหญิงอุราศรีเป็นกุลสตรี ชาติกำเนิดมาดี ซ้ำยังมีหน้าที่การงานมั่นคงมีเกียรติ ท่านผู้ใหญ่ท่านก็เมตตาเอ็นดู ชายเอี่ยวคิดยังไง”
“ก็ไม่รู้จะคิดยังไงครับ ดีครับ”
“ชายเอี่ยวเข้าใจที่แม่พูดใช่มั้ย”
อรุณณรงค์หลบสายตา
“เอ่อ”
“ผู้หญิงที่ชายเอี่ยวของแม่จะแต่งงานด้วยนี่ ต้องเป็นผู้หญิงที่มีความพร้อม แล้วลูกเองก็ถึงวัยจะเป็นผู้ใหญ่จริงๆ แม่อยากให้คิดดู”
“เอ่อ ครับ เห็นว่าคุณเถาว์เครือมา มีเรื่องอะไรหรือครับ”
“หนูโสมสุภางค์จะแต่งงาน”
“คุณโสมสุภางค์ยังป่วยอยู่นี่ครับ”
“เรื่องโรคหัวใจ หรือเรื่องแต่งงานไม่ใช่เรื่องแปลก แต่มันแปลกๆ ตรงที่เขาแต่งงานกับหนูโสมสุภางค์แล้ว ลูกสาวคุณชิดชงค์จะอยู่ในฐานะอะไร ปฐวีก็ทุ่มเทไปเยอะไอ้ที่จะปล่อยไปง่ายๆ คงไม่ เขาเหมือนคนทำการค้า เขาต้องคิดต้นทุนกำไร ความคุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนไป”
อรุณณรงค์กังวล
“ชายเอี่ยว”
“เอ่อ ครับ”
“ฟังอยู่หรือเปล่าลูก”
“ฟังครับ”
“แม่น่ะ ไม่รู้จะสงสารหรือสังเวชใคร ระหว่างโสมสุภางค์ กับชิดชบา”

อรุณณรงค์สลดลง เพราะหลงรักชิดชบา

ชัยยงค์เดินนำหน้าชัยญา ถกลซึ่งยังบาดเจ็บ และสมุนลงมาจากอาคาร ชัยยงค์หันมาตำหนิลูกชาย
 
“แกไม่น่าใจร้อน ก่อเหตุที่ท่าเรือเลย ถ้าตกเป็นข่าวมันจะกลายเป็นเรื่องของแก๊ง”
“พ่อ มันก็เป็นเรื่องแก๊ง ที่ต้องชิงเขตอิทธิพลกัน ถ้าเฮียเชียรไม่ถอย พ่อจะสร้างบ่อนพนันได้ยังไง”
“แต่ไอ้นักข่าวนั่น ถ้ามันได้หลักฐานไปล่ะ มันกำลังปั่นกระแสเรื่องพนัน ถ้ามีคนลุกขึ้นต่อต้าน ผู้ใหญ่คงไม่กล้าสนับสนุนเรา”
ชัยญานิ่งอึ้ง
“เราไม่มีทางรู้หรอกว่าปฐวีคิดอะไร มันอยู่นิ่งๆ ก็ไม่ได้หมายความว่า ความคิดมันจะนิ่งไปด้วย ชนะพนันได้บ้านได้กิจการเดินเรือของคุณชิดชงค์ไปแล้ว ฉันกลัวว่ามันจะใช้ลูกสาวคุณชิดชงค์เป็นเครื่องมือกว้านเหยื่อ”
“กว้านเหยื่อหรือครับ” ถกลสงสัย
“ใช่ เพราะเซียนพนันที่ถือข้างคุณชิดชงค์มี คนพวกนี้พร้อมจะเสียบตำแหน่งเซียนแทนคุณชิดชงค์”

ชิดชบาโผเผลงมาจากตึก จำเรียงรีบถือแก้วน้ำตามลงมา
“บ้วนปากก่อนเถอะค่ะคุณ เมื่อคืนนี้คุณเมา คุณปฐวีต้องอุ้มกลับมาส่ง เดี๋ยวจำเรียงหาอะไรร้อนๆ มาให้ค่ะ”
“ขอบใจมากจำเรียง เอ่อ ฉันเมาขนาดนั้นเลยหรือ ก็ฉันจำได้ว่า”
“ค่ะ คุณเมาจนคุณปฐวีต้องอุ้มร่องแร่งมาเลยค่ะ”
อรุณณรงค์ขับรถเข้ามาจอดนอกรั้ว
“คุณชายอรุณณรงค์มาค่ะ”
ชิดชบาเงยหน้าขึ้นมองอรุณณรงค์ด้วยความแปลกใจ

แพรวาจับมือโสมสุภางค์ไว้ ถามด้วยความแปลกใจ
“เธอแน่ใจหรือว่าจะแต่งงานกับคุณปฐวีตอนนี้”
“ฉันไม่รอให้เธอรักษาเขาให้หายขาดจากโรคฝันร้าย ฉันรอไม่ได้”
“โสมสุภางค์ เธอไม่อยู่ในฐานะที่จะรับอะไรๆ ได้อย่างคนปกตินะ เธอเป็นคนป่วย ฉันว่ารอไปก่อนไม่ดีกว่าหรือ”
“ฉันรอไม่ได้จริงๆ ไม่ใช่เพราะฉันท้อง”
โสมสุภางค์กระชับมือของแพรวา แววตาเจ็บปวด
“แต่เป็นเพราะว่าฉันรักปฐวี ฉันกลัวว่าจะมีใครแย่งความรักของเขาไป”
“โสมสุภางค์”
“ฉันดูโง่ใช่มั้ย ฉันไม่รู้หรอกว่าฉันโง่หรือฉลาดที่แต่งงานกับเขา มันก็แค่เหตุผลสั้นๆ รัก”
แพรวาหลบตาโสมสุภางค์ ออกอาการพิรุธ เพราะหลงรักปฐวี
“รัก”
“เธอโชคดีนะ ที่ไม่ต้องติดคุกหัวใจอย่างฉัน ฉันคงทำความผิดไว้มากถึงได้โดนโทษพิพากษาตลอดชีวิต ฉันรู้ ว่าผู้หญิงต้องสอนตัวเอง ให้รักตัวเองให้มากๆ จะได้ไม่”
แพรววากระชับมือของโสมสุภางค์เขย่าเบาๆ อย่างเตือนสติ
“ฉันไม่ใช่คนโชคดีหรอกโสมสุภางค์ ฉันอาจจะโชคร้ายกว่าเธอก็ได้”
“หมายความว่ายังไง”
“เธอรู้มั้ย ว่าเวลาที่ผู้หญิงร้องไห้น่ะ ผู้ชายไม่มีวันรู้หรอก ที่เขาไม่รู้ เพราะว่า เขาไม่รัก”

แพรวาถอนหายใจ เศร้าหมอง

ชิดชบา อรุณณรงค์ เดินคุยกันอย่างอ้อยอิ่ง เศร้าสร้อย
 
“คุณปฐวีจะแต่งงาน”
“ค่ะ”
“ผมก็ไม่รู้ว่าควรถามคุณมั้ย แต่เพราะผมอาทรคุณมาก”
“ฉันทราบค่ะว่าคุณชายหวังดี ฉันตอบไปแล้วว่า ค่ะ เขาจะแต่งงาน”
“คุณจะเจ็บปวดสักแค่ไหนนะ”
ชิดชบาหัวเราะเบาๆ อย่างเสแสร้ง
“แหม ยังไม่ได้ประมาณหรอกค่ะว่าจะเจ็บหรือไม่เจ็บ”
“ชิดชบา คุณมีหัวใจทั้งดวงที่เป็นผู้หญิงนะ”
“ผู้หญิงที่อยู่ในฐานะอย่างฉัน ไม่มีสิทธิ์อ่อนไหวกับอะไร แม้แต่ความรัก”
“คุณพูดเหมือน ความรักตายจากชีวิตคุณได้ ไม่มีทางไหนที่คุณจะปลีกตัวออกมาจากเขาเลยหรือครับ”
ชิดชบาเริ่มปวดร้าว
“ไม่มีค่ะ หรือถ้ามี ฉันก็ยังไม่ปลีกตัว”
“ผมไม่เข้าใจ เพราะอะไร”
ชิดชบาเชิดหน้า เข้มแข็งขึ้น เป็นตัวของตัวเอง
“เพราะเรายังมีหนี้สินค้างชำระ ฉันกับเขา ยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะสะสางบุญคุณความแค้นกันจบ”

แพรวาเปิดประตูห้องพักฟื้นของโสมสุภางค์ออกมา ยืนพิงประตูอย่างอ่อนล้า เศร้าสลด เพราะหลงรักปฐวี ธวัชพงษ์เดินเข้ามา
“ต้องการยาอะไรมั้ยครับคุณหมอ ยาดม ยาลม ยาหม่องพอมี แต่ยาแก้โรคหัวใจ ซ้ำยังเป็นโรคหัวใจคนละแบบกับคุณโสมสุภางค์นี่ ผม เอ่อ”
แพรวาโกรธ แผ่วเสียงกระซิบกร้าว
“คุณคิดว่าฉันเป็นโรคใจง่าย แค่อยู่ใกล้ชิดคุณปฐวีไม่กี่ครั้งฉันก็หลงรักเงินของเขาอย่างนั้นหรือ”
“ไอ้หลงรักเงินน่ะไม่เท่าไหร่หรอกครับ คนเป็นนักพนันน่ะ เดี๋ยวก็จน เดี๋ยวก็รวย ถ้าคุณหมอหลงรักเขาที่เงิน พอเขาหมดตัว คุณหมอก็อาการดีขึ้น ผมเกรงว่า”
“คุณนักข่าว อย่ายุ่งกับฉัน ฉันจะไม่มีวันทำผิดจรรยาบรรณแพทย์ ด้วยการหลงรักคนไข้”
“โล่งใจ”
“ฉันแค่ห่วงโสมสุภางค์ กลัวโสมสุภางค์จะ เอ่อ จะอยู่ได้ไม่นาน ถ้าแต่งงานกับปัญหาของปฐวี”

แพรวากังวล

ปฐวีเดินลงจากบันไดวนในชุดสูท เนคไทยังพาดอยู่ที่ไหล่ เขามึนตึงเมื่อชิดชบาเดินสวนทางเข้ามา จำเรียงจัดตั้งอาหารเช้าอยู่ทางหนึ่ง รีบเลี่ยงหลบมุม
 
“คุณชายอรุณณรงค์มาแต่เช้านะ เขามานานแล้วหรือ”
ชิดชบามึนตึง
“ค่ะ”
“ทำไมไม่เชิญคุณชายอรุณณรงค์ทานมื้อเช้าด้วยกัน”
“ฉันเชิญแล้ว แต่เขามีธุระ”
“ก็เลย ทำหน้าที่เจ้าของบ้านไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยซีนะ ท่าทางคุณเหมือนอิ่มอกอิ่มใจ จนกินอะไรไม่ลง”
“ท่าทางฉันหิวโซมากกว่าค่ะ เพราะเมื่อคืน ไวน์ขวดละแสน ทำให้ฉัน เมาเละ”
ชิดชบายิ้มเยาะ ปฐวีนิ่งอึ้งไปด้วยความโกรธ

เถาว์เครือสั่งงานยุวดีด้วยความร้อนใจ
“เธอต้องทำลายชื่อเสียงของเขา ทำอะไรก็ได้ให้มันเป็นข่าว คลิปไง ปล่อยคลิปออกมา สื่อเดี๋ยวนี้มันเร็วเพราะคนอยากรู้อยากเห็น แค่นั้นก็หยุดการแต่งงานได้แล้ว”
“หนูยังไม่มีโอกาสเลยค่ะคุณนาย คุณปฐวีเขาเคยพาไปกินข้าว เขาก็เอานางบำเรอของเขาไปด้วย นังนั่นน่ะ เห็นมันเงียบๆ มันแก้ลำเสียจนหนูกับนังระรินหน้าฉีก ซ้ำคุณปฐวียังต้องจ่ายค่าไวน์เป็นแสน”
“พิษสงมันรอบตัว แล้วอย่างนี้ฉันจะยอมให้ลูกสาวของฉันแต่งงานกับปฐวีได้ยังไง โฉมสุภางค์หน้ามืดตามัว เห็นแก่ความรักโง่ๆ แม่พูดอะไรก็ไม่ฟัง”
“คุณนายคะ หนูไม่ได้อยู่ในฐานะที่ต้องฟังคุณนายนะคะ หนูแค่รับจ้าง”
“ย่ะ ทำงานให้ฉันให้ได้เรื่องก็แล้วกัน ปล่อยคลิปแกกับปฐวีบนเตียงให้ได้ โสมสุภางค์จะได้แต่งงานกับผู้ชายที่เขามีความพร้อม ยิ่งกว่านายปฐวี”
เถาว์เครือยิ้มเหยียด

จำเรียงชะเง้อมองไปยังโต๊ะอาหาร ชิดชบารวบช้อน ดื่มน้ำส้ม ลุกขึ้นยืน ปฐวีชำเลืองด้วยแววตานิ่งๆ
“ผมจะไปเยี่ยมโสมสุภางค์ คุณจะไม่ถามสักคำหรือว่า โสมสุภางค์ เป็นยังไงบ้าง”
ชิดชบาหวั่นไหว แต่แสร้งเกลื่อนสีหน้า
“ฉันไม่สนใจหรอกค่ะ ว่าคุณโสมสุภางค์จะเป็นจะตายยังไง ถ้าไม่ทำให้ฐานะที่ฉันเป็นอยู่นี่ดีขึ้นหรือเลวลง”
“อย่างน้อยคุณก็ควรมีน้ำใจบ้าง โสมสุภางค์กันคุณต่างก็เป็นผู้หญิงที่ใช้ผู้ชายคนเดียวกัน”
ชิดชบาหัวเราะเยาะ
“แต่ฉันกลับไม่คิดอย่างนั้น เพราะคุณเป็นได้แค่แปรงสีฟันเก่าๆ ที่มีไว้แปรงแก้ขัด”
ปฐวีโกรธ กระชากแขนชิดชบาเข้ามา จำเรียงรีบคลานหลบออกไปด้วยความตื่นกลัว
“ถ้าผมเป็นแค่ของแก้ขัด แล้วคุณชายอรุณณรงค์เป็นอะไร เขาคงไม่วิเศษไปกว่าของชำร่วยที่แจกตามงานศพนะ”
ชิดชบาโกรธ เหวี่ยงช้อนส้อม จาน ลงกับพื้น แตกกระจาย
“อย่ามาชวนฉันทะเลาะ ฉันน่ะพร้อมก่อเหตุวิวาทได้ทุกเวลา แต่ไม่ใช่เวลาที่ฉันอิ่มจนหนังตาตกอย่างนี้ นี่แน่ะ นี่ นี่ๆๆ นี่แน่ะ”
ชิดชบาอาละวาด ทุบทำลายจานชามบนโต๊ะ ปฐวีขมวดคิ้ว จ้องมองด้วยความแปลกใจกับอาการโมโหร้ายของชิดชบา
บุญถิ่นยืนทำกับข้าว สมควรล้างจาน ต่างสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงจานแตก
“เสียงอะไรวะ”
“เสียงดังมาจากข้างบน เสียงเหมือน”
จำเรียงวิ่งเข้ามา
“ลุง เร็ว เป็นเรื่องแล้ว ไปห้ามเร็วๆ ไม่อย่างนั้นเกิดสงครามแน่”
“สงครามหรือ ใครโจมตีใคร”
“คุณปฐวีใช่มั้ย แม่นั่นยั่วโทสะ หลอกให้หึง ก็แน่ล่ะ มีผู้ชายมาหาแต่เช้า ทำไมเจ้านายจะไม่ออกอาการล่ะ คุณปฐวีก็เลย เกิดบันดาลโทสะ”
“มั้ง”
“ตีหรือตบ”
“เปล่า”
“อ้าว เฮ้ย แล้วใครตีใคร”
สมควรซักอย่างตกใจ
ชิดชบาเงื้อจานค้าง พื้นเกลื่อนไปด้วยเศษถ้วยชาม เธอถอนหายใจยาว มองไปรอบๆ

“เฮ้อ ค่อยยังชั่ว ฉันบอกแล้วไงเวลาฉันอิ่ม ฉันเห็นช้างตัวเท่าหมู เอ๊ะ แล้วนี่ นายปฐวีไปไหน”
 
จบตอนที่ 3
กำลังโหลดความคิดเห็น...