xs
xsm
sm
md
lg

ลีลาวดีเพลิง ตอนที่ 5

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ลีลาวดีเพลิง ตอนที่ 5

ปรมัตถ์นั่งรออยู่ในสวน บริเวณที่ลับตาคน ครู่ใหญ่ลิลินก็เดินเข้ามา

“โทษทีนะมัต พอดีมีปัญหาที่โรงแรมนิดหน่อย คำให้การอยู่ไหน?”
ปรมัตถ์หันไปหยิบเอกสารที่เตรียมมาส่งให้ ลิลินรีบรับมาอ่าน
“จริงด้วย ทุกคนพูดตรงกันว่าวันนั้นไม่มีใครอยู่บ้าน”
“ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ใช่”
ลิลิพยักหน้า
“อืม ยังไงๆ ลินก็ยืนยัน ว่าวันนั้นลินเห็นคนเข้าออกบ้านนั้นจริงๆ ไม่ผิดแน่”
“ถ้าอย่างนั้น พวกเขาก็โกหก”
ลิลินก้มลงมองกระดาษในมืออีกครั้ง ก่อนจะเห็นชื่อ
“หมอศรัณย์”
พลันเสียงโทรศัพท์ก็ดังรัวขึ้นมา ลิลินสะดุ้ง รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเบอร์ก่อนจะนิ่งไป
“ค่ะ คุณต่าย วันนี้เหรอคะ? ไปได้ค่ะ”
ลิลินตอบด้วยสายตามุ่งมั่น
ทางด้านศุภารมย์หลังจากวางสายลิลิน ก็กดโทรศัพท์ต่อทันที
“ฉันอยากให้มาดูอะไรหน่อย ได้ เจอกันที่รอยัลเพิร์ล”
จากนั้นก็กดวางสายไป พร้อมกับแววตานิ่ง ที่แฝงความร้ายกาจเอาไว้

ขณะที่ทิวัตถ์กำลังทำงานอยู่ในห้อง พลันก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นทรงพลเดินนำหน้าศุภารมย์เข้ามา
“แม่เขามาชวนพ่อไปดื่มชา สงสัยวันนี้จะอารมณ์ดี”
ศุภารมย์ยิ้มรับ “แต่ก็จะดีกว่านี้ ถ้าคุณว่างไปกับฉัน”
“ผมไปไม่ได้จริงๆ คุณก็รู้ว่าผมมีนัดกับป้าน้อย วินไปเป็นเพื่อนแม่หน่อยสิ”
ทิวัตถ์รับคำ “ก็ได้ครับ แล้วแม่ต่ายอยากไปที่ไหนครับ?”

จากนั้นทั้งคู่ก็มาที่โรงแรมรอยัลเพิร์ล โดยมีศักดิ์สิทธิ์กุลีกุจอมาต้อนรับ ทิวัตถ์พยายามหาทางเลี่ยงด้วยการบอกว่าครัวปิด แต่ศุภารมย์ก็ยังยืนยันที่จะทานเบเกอรี่ที่นี่ จนอีกฝ่ายนึกแปลกใจ
“ทานที่นี่แหละ ที่จริงแม่มาที่นี่เพราะอยากพบใครบางคน”

พอลิลินเดินกลับเข้ามาในโรงแรม ก็เจอศักดิ์สิทธิ์ที่รีบปราดเข้ามาดักหน้าทันที เธอรีบเอาซองกระดาษหลบข้างตัว เกรงอีกฝ่ายจะสงสัย
“คุณสิทธิ์มีอะไรกับลินหรอคะ?”
“พอดีมีคนอยากพบคุณนะครับ เพื่อนผมกับลูกศิษย์รุ่นใหญ่คนใหม่ของคุณไงครับ”
ลิลินชะงัก ก่อนจะมองศักดิ์สิทธิ์ พยายามทำหน้าให้เป็นปกติมากที่สุด

ลินเดินเข้ามาถึงส่วนของห้องอาหาร พลางรีบยกมือสวัสดีผู้สูงวัยกว่า
“สวัสดีค่ะคุณต่าย”
“สวัสดี นั่งก่อนสิ”
ลิลินนั่งลง ศุภารมย์คอยสังเกตอาการ
“เมื่อวานเวลาน้อยไปหน่อย ฉันเลยไม่ว่างแนะนำอย่างเป็นทางการในฐานะแม่ นี่ วิน ลูกชายฉันเองรู้จักกันแล้วสินะ”
ทิวัตถ์แอบเบ้ปาก
“ไม่ต้องแนะนำหรอกครับ ถ้าเป็นไปได้ผมไม่ได้อยากสนิทสนมเท่าไหร่”
ศุภารมย์ย้อนถามอย่างพยายามจับพิรุธ
“ถ้าเป็นไปได้? หมายความว่าสนิทกันแล้วรึเปล่า?”
ทิวัตถ์ชะงักไป แต่ลิลินกลับเป็นฝ่ายคุมสติได้ก่อน
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ ก็แค่เพื่อนเจ้านาย เลยต้องรู้จักกันเอาไว้”
“ใช่ครับ แค่พนักงานคนนึงของไอ้สิทธิ์”

ลิลินมองทิวัตถ์และศุภารมย์อย่างไม่ไว้วางใจว่าจะมาไม้ไหนกันแน่ ?

ทางด้านทรงพลที่กำลังเตรียมตัวจะออกไปดูที่กับวาสนา จู่ๆ อนันยชก็เดินเข้ามาในห้อง ด้วยท่าทางเคร่งขรึม ก่อนจะออกปากว่าลูกค้าที่นัดไว้ยกเลิกนัดกะทันหัน

“อะไรกัน แคนเซิลอีกแล้ว ถ้าเขามีปัญหามาก ก็บอกเขาให้หาผู้รับเหมาเจ้าใหม่ก็ได้นะ”
อนันยชยิ้มให้ พลางขันอาสา
“ถ้าเรามองในแง่ดี ก็เท่ากับผมว่างแล้ว เอาอย่างนี้ไหมครับ ยังไงผมก็ว่างแล้วเดี๋ยวผมไปดูที่กับยายน้อยเอง เผื่อคุณน้าจะอยู่เคลียร์งานต่อ”
ทรงพลนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง
“งั้นก็ดีเหมือนกัน วันนี้มีงานด่วนเข้ามาเยอะเลย เอาเป็นว่าน้าฝากด้วยก็แล้วกัน”
อนันยชแอบยิ้มร้าย

วาสนาขับรถเข้ามาจอด ก่อนจะเดินลงมาจากรถ พลางจัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เรียบร้อยก่อนเดินเข้าไปบริเวณที่ดิน พลางยืนรออย่างหงุดหงิด ขณะที่พัดมือไปมาด้วยความร้อน
“โอ๊ย ปานนี้ยังไม่มากันอีก เป็นถึงบริษัทใหญ่โต ไม่รู้จักตรงต่อเวลาเลย”

ทางด้านวรรณิตที่อยู่ที่บ้านคนเดียว ก็ต้องตกใจ เมื่อจู่ๆ อนันยชก็โผล่เข้ามา
“คุณวัน กลับไปเถอะค่ะ”
“คุณณิตอยากให้ผมกลับจริงๆ เหรอ? แล้วทำไมเมื่อวานคุณถึงไม่บอกยายน้อยไปว่าผมทำอะไรคุณ”
“ณิตไม่อยากให้ยายไม่สบายใจ”
อนันยชเดินเข้ามาใกล้ วรรณิตพยายามหันหน้าหนี
“ตั้งแต่ผมเจอคุณ ผมก็สะดุดตาสะดุดใจณิตมากกว่าผู้หญิงที่ผมเคยผ่านมา ผมรักณิตนะ รักณิต
จริงๆ”
“ไม่ใช่หรอกค่ะ คุณวันจะรักณิตได้ยังไง? เรายังไม่สนิทกันด้วยซ้ำ”
พูดพลางรีบจะวิ่งหนี แต่กลับถูกอนันยชรีบวิ่งเข้าไปคว้าตัวไว้ แล้วดึงตัวเข้ามากอดปล้ำ
“ผมรักณิตนะ เป็นของผมนะคนดี”
อนันยชบรรจงจูบ วรรณิตพยายามดิ้นหนี ไม่นานมือที่ทุบตี ก็กลับกลายเป็นโอนอ่อน ก่อนจะโอบรัดคออีกฝ่ายแทน

วาสนาหงุดหงิดจนทนไม่ไหว รีบกดโทรศัพท์หาทรงพล
“พ่อพล เมื่อไหร่จะมาเนี่ย? ป้ายืนรอจนกระดูกจะพรุน ผิวหนังจะลอกอยู่แล้วเนี่ย”
ทรงพลอยู่ในห้องทำงานนึกแปลกใจ
“วันยังไม่ถึงเหรอครับ? เห็นออกไปตั้งนานแล้วนะ วันอาสาไปดูที่แทนผมครับ”

วาสนาวางสาย สีหน้าครุ่นคิดสงสัย
“วันอาสามาเอง ออกมาตั้งนานแล้วแต่ยังไม่ถึงเนี่ยนะ หรือว่า...!?”

เสื้อผ้าของอนันยชและวรรณิตกองสุมรวมกันอยู่ที่พื้น อนันยชนอนหลับตาพริ้มอย่างมีความสุขอยู่บนเตียง มีผ้าห่มคลุมกายอยู่ วรรณิตนอนลืมตาโพลงอยู่ข้างๆ ด้วยแววตาที่รู้สึกผิด

อนันยชใส่เสื้อคลุมเสร็จก็เดินเข้ามาหาวรรณิต
“คุณทำให้ผมมีความสุขมาก”
พูดพลางเอื้อมมือจะไปสัมผัสกายของวรรณิต แต่อีกฝ่ายกลับกระเถิบหนี น้ำตาคลอ
“เป็นไร เมื่อกี้เรายังมีความสุขด้วยกันอยู่นี่ ไม่เอา ไม่ร้องนะ ที่จริงคุณต้องขอบคุณผมด้วยซ้ำที่ทำให้แผนการของคุณกับยายน้อยสำเร็จ”
วรรณิตสุดจะทน ฟาดฝ่ามือใส่หน้าอนันยชเต็มแรง
“สมใจคุณแล้วใช่มั้ย?”
อนันยชหน้าหัน ก่อนจะหันกลับมาด้วยความรู้สึกเจ็บใจที่แม้จะได้วรรณิตแล้ว แต่เธอกลับมีท่าทางไม่ยอมรับในตัวเขา
“ตบผมแล้ว มันทำให้คุณรู้สึกเป็นผู้หญิงที่รักนวลสงวนตัวขึ้นบ้างหรือยัง?”
“ทำไม ทำไมต้องทำกับณิตอย่างนี้?”
อนันยชตวาดกลับ
“แล้วผมทำไม่ดีตรงไหน? ยังไงผมก็ไม่ยอมให้คุณตกเป็นของคนอื่น”
วรรณิตยกมือปิดหู ไม่อยากฟัง “หยุด หยุดซะที”
“ไม่ ผมจะไม่หยุดจนกว่าคุณจะยอมรับว่าผมเป็นผัวคุณ คุณเป็นของผมคนเดียว”

อนันยชพูดพร้อมกับลงมือจะขืนใจซ้ำ แต่อีกฝ่ายคว้าโคมไฟตั้งโต๊ะฟาดที่กลางศีรษะอย่างจัง พอเขาล้มลง วรรณิตรีบถือเสื้อผ้าวิ่งเข้าห้องน้ำ พลางร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความหวาดกลัว

ศุภารมย์วางส้อมลงบานจานขนมที่ทานไปได้บางส่วน พลางยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบ ลิลินนิ่งอย่างสงวนท่าที ขณะที่ทิวัตถ์แอบชำเลืองมองเธอเป็นระยะ

“ขนมที่นี่ยังรสชาติเหมือนเดิม เธอไม่ชอบของหวานเหรอ?”
ลิลินยังไม่ทันตอบ ทิวัตถ์ก็สวนขึ้นมา
“ไม่น่าจะใช่มั้งครับ เพราะดูจากลักษณะแล้ว คุณลินน่าจะชอบของคาวมากกว่า”
“จะของคาวของหวาน ถ้าถูกใจ ฉันทานได้หมดแหละค่ะ แต่ถ้าลองเกลียดอะไรแล้ว ก็จะเกลียดไปจนวันตาย”
ลิลินจงใจพูดกระแทกใส่หน้า ทิวัตถ์มองอย่างหมั่นไส้
อีกด้านหนึ่ง ศัลย์ที่ใส่หมวกและสวมแว่นดำ ก็เดินเข้ามาในห้องอาหารโรงแรม โดยเดินผ่านโต๊ะที่
ศุภารมย์นั่งอยู่ ก่อนจะเดินเลยไปนั่งที่โต๊ะห่างออกไปไม่ไกล แล้วทำทีหันไปสั่งพนักงาน
“กาแฟดำ”
จากนั้นก็ลอบมองมาที่ลิลินที่นั่งอยู่ที่โต๊ะศุภารมย์อย่างไม่วางตา ก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมากดโทร. ออก
ศุภารมย์หยิบมือถือออกมาก่อนจะมองเบอร์เห็นเป็นศัลย์โทร. มา แกล้งทำเป็นพูดอีกเรื่อง
“สวัสดีค่ะคุณนายโสภิต ตกลงว่าใช่สร้อยไข่มุกเส้นนั้นหรือเปล่าคะ?”
“เธอคือผู้หญิงคนที่ผมเจอคืนนั้น”
ศุภารมย์ยิ้มรับ
“แน่ใจนะคะคุณนาย? ได้ค่ะ ถ้าคุณนายยืนยันอย่างนี้ ฉันจะได้มั่นใจ สวัสดีค่ะ”
ศุภารมย์วางสายพร้อมกับมองลิลิน แล้วส่งยิ้มเล็กๆให้
พนักงานเอากาแฟมาเสิร์ฟ แต่ศัลย์กลับหยิบเงินแล้ววางไว้ ก่อนจะเดินออกไปเลย พนักงานมองตามอย่างงงๆ
ศุภารมย์มองมาที่ลิลิน
“ขอโทษที่เสียมารยาทนะ พอดีคุณนายโสภิตโทรมาเรื่องสร้อยไข่มุกน่ะจ้ะ พูดถึงคุณนายโสภิต ทำให้ฉันนึกออกพอดีว่าอยากจะถามอะไรคุณลินอีกข้อ”
“ถามมาเถอะค่ะ ถ้าตอบได้ ฉันก็จะตอบ”
ศุภารมย์มองลิลินนิ่ง “เธอรู้จักนายบุญช่วย สัจธรรมมั้ย?”
ลิลินทำหน้าเฉย พยายามซ่อนความตกใจจากคำถามของศุภารมย์เอาไว้ ทิวัตถ์ได้ยินอย่างนั้นก็รู้สึกแปลกใจ
“สัจธรรม นั่นมันนามสกุลของคุณวิทยานี่ครับ”
ศุภารมย์แสร้งถามย้ำ “วิทยา ?”
“คุณวิทยา นักออกแบบภูมิทัศน์ที่เราจะร่วมงานด้วยไงครับ”
ศุภารมย์พยักหน้ายิ้มๆ “บังเอิญจังนะ ลูกจำคุณประชาสามีคุณโสภิตได้มั้ย? วันนั้นเขาไปที่วัดนั้นพอดีแล้วเขาเล่าว่าเขาจำได้ว่าเขาเห็นผู้หญิงคนนึงสวยมากที่งานศพ พอคุณประชามองไปก็จำได้ว่าเธอเป็นนักร้องที่ซิลเวอร์โคฟ แม่คิดว่าคงไม่มีใครนอกจากคุณลินคนเดียว”
พลางหันมองลิลินเหมือนต้องการคำตอบ อีกฝ่ายก็มองกลับอย่างไม่เกรงกลัว
“ใช่ค่ะ ฉันรู้จัก”
“แล้วคนที่ชื่อบุญช่วยนั่นเป็นอะไรกับเธอ?”
ลิลินยังไม่ทันตอบ ทิวัตถ์ก็พูดแทรกขึ้นมา
“ไม่มีอะไรหรอกครับ คุณลินเขาเป็นคนสนิทของคุณวิทยา ถ้าจะไปที่งานศพด้วยก็คงไม่แปลกอะไร?”
เป็นครั้งแรกที่ทิวัตถ์พูดถูกใจลิลิน “คิดว่าคุณต่ายคงได้คำตอบแล้วนะคะ”
ศุภารมย์แสร้งตีหน้าเศร้า
“ฉันฝากแสดงความเสียใจด้วยนะ”

ลิลินลอบมองอีกฝ่าย พลางพยายามตั้งท่าระวังตัวมากขึ้น

วาสนากลับมาถึงบ้านได้ยินเสียงอนันยชเอะอะอยู่ด้านบน ก็รีบวิ่งขึ้นไปดูทันที พอเปิดประตูผัวะเข้าไปในห้องของวรรณิต ก็ตกใจ

“พ่อวันขึ้นมาทำอะไรบนนี้ ยัยณิตอยู่ไหน?”
วรรณิตได้ยินเสียงวาสนาก็ดีใจ รีบเปิดประตูออกมาจากห้องน้ำ ก่อนจะรีบโผเข้าไปหา แล้วร้องไห้เสียใจ อีกฝ่ายเห็นอาการก็รู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
“ยายไม่คิดว่าพ่อวันจะกล้าทำแบบนี้”
แต่อนันยชกลับตอบแบบไม่เกรงกลัว
“มากกว่านี้ผมก็จะทำ ถ้ายายยังคิดที่จะเอาณิตไปให้เจ้าวินอีก ผมรับรองว่าเรื่องนี้ถึงหูน้าทรงพลและแม่ต่ายแน่”
พูดจบก็หันไปจะจับแขนวรรณิต อีกฝ่ายรีบสะบัดมือออก
“อย่ามาถูกตัวณิต”
“ได้ แต่ผมไม่ยอมหยุดแค่นี้แน่ เพราะยังไง คุณก็เป็นของผมแล้ว”
วาสนาพยายามข่มอารมณ์โกรธ
“กลับไปซะพ่อวัน คิดซะว่ายายขอ”
พออนันยชเดินออกไป วาสนามองตามอย่างเจ็บใจ ก่อนจะหันมาเล่นงานวรรณิต
“แกยอมให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ยังไง? ฉันบอกแกแล้วใช่มั้ยว่าอย่าไปยุ่งกับมัน แกให้ท่ามันใช่มั้ย?”
“ถ้ายายคิดว่าณิตเป็นคนแบบนั้น ยายก็ตีณิตให้ตายไปเลย”
ขาดคำ วาสนาก็ทุบตีวรรณิตไม่ยั้งมือ ด้วยความโมโหที่ทุกอย่างเสียแผนหมด

ทางด้านศุภารมย์ก็พยายามลอบสังเกตท่าทีของทิวัตถ์กับลิลินอย่างไม่วางตา เห็นทั้งคู่พูดจากระทบกระเทียบกันไปมา เหมือนต่างคนต่างไม่ลงรอยกัน พอเธอถามถึงสาเหตุที่ลิลินเลือกมาร้องเพลงที่จังหวัดเล็กๆ แบบนี้
ทิวัตถ์ก็พูดสวนขึ้นมาทันที ด้วยความเข้าใจว่าเธอตั้งใจจะจับอนันยช
“คุณลินคงคิดจะมาขุดทองที่นี่น่ะครับ คุณลินก็ระวังหน่อยแล้วกัน แทนที่จะเจอทองผมกลัวว่าจะเจออย่างอื่น”
“แต่ถ้าฉันเป็นคุณ คงอยากให้ฉันเจอทองมากกว่า เพราะถ้าฉันเจออย่างอื่นอย่างที่คุณว่า คุณอาจจะต้องมานั่งเสียใจทีหลัง”
ศุภารมย์แอบรู้สึกสะดุดกับคำพูดของลิลิน ขณะที่ทิวัตถ์ไม่ทันเฉลียวใจ
“อย่ามาเล่นคำ เธอคิดว่าจะเจออะไร?”
ศุภารมย์รีบปราม
“วิน ถึงคุณลินจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับลูก แต่ยังไงก็เป็นครูแม่นะ คุณลิน อยากกินอะไรสั่งเพิ่มได้เลยนะ ถือซะว่าฉันเลี้ยงเพื่อที่เราจะได้รู้จักกันมากขึ้น”
ลิลินยิ้มรับ ก่อนจะหันมาเห็นทิวัตถ์มองอยู่ ก็ทำหน้าบึ้งใส่ อีกฝ่ายก็ยี้ปากกลับอย่างหมั่นไส้
ศุภารมย์แอบสังเกตความสัมพันธ์ของทั้งคู่อยู่ตลอดเวลา

“คุณลินคงไม่ว่าอะไรนะที่ฉันถามเรื่องส่วนตัว”
ศุภารมย์หันมาบอกลิลินขณะที่เดินออกมาจากห้องอาหารด้วยกัน
“ไม่หรอกค่ะ ลินเองเป็นแค่คนธรรมดา ไม่มีอะไรต้องปิดบัง เอาไว้วันหลัง ลินถามเรื่องส่วนตัวคุณ
ต่ายบ้างได้มั้ยคะ”
ศุภารมย์ชะงัก แล้วรีบปรับสีหน้า
“ได้ซิไว้วันหลังเรามาแลกเปลี่ยนอดีตกันดีมั้ย? ตกลงว่าคุณลินไปสอนฉันอาทิตย์ละ 2 ครั้งแล้วกัน
ถ้าไม่ขัดข้อง”
“ได้ค่ะ ลินยินดี”
“ วินไปเอารถมารับแม่หน่อยซิ”
ทิวัตถ์มองลิลินตาขวางก่อนเดินออกไปเอารถ
“หวังว่าเธอคงไม่โกรธที่ฉันถามถึงเรื่องนายบุญช่วยนะ”
“ไม่หรอกค่ะ แล้วคุณต่ายจะโกรธมั้ยคะ ถ้าลินอยากรู้ว่า ทำไมคุณต่ายถึงได้เลือกลินเป็นครูสอนร้องเพลง”
ศุภารมย์ตอบกลับนิ่งๆ
“เคยได้ยินเรื่องดนตรีบำบัดมั้ย? ฉันชอบทำอะไรที่มันมีความสุข แล้วการร้องเพลงมันก็ทำให้ฉันมีความสุข ฉันเป็นคนเกลียดความทุกข์”
พูดพลางจ้องหน้าลิลิน เหมือนตั้งใจจอกบอกเป็นนัยๆ อีกฝ่ายสบตาตอบอย่างไม่กลัวเกรง
“เธอรู้มั้ยว่าฉันทำยังไงกับความทุกข์? ฉันเกลียดแต่ไม่ได้กลัวความทุกข์ เพราะฉะนั้นอะไรที่ทำให้ฉันทุกข์ ฉันเลือกที่จะกำจัดมันให้เร็วที่สุด”
ศุภารมย์ยิ้มให้ลิลินอีกครั้งก่อนที่จะขึ้นรถที่ทิวัตถ์ขับมาจอดเทียบพอดี
ปรมัตถ์ที่ยืนมองอยู่ที่มุมหนึ่ง ด้วยสีหน้ากังวล ก่อนจะเดินไปดักหน้าลิลิน
“ตกลงลินรู้สึกยังไงกับไอ้หมอนั่นกันแน่? ทำไมนายทิวัตถ์กับผู้หญิงคนนั้นมาหาคุณ”
ลิลินทำหน้าไม่พอใจ
“มัต ลินไม่ชอบที่มัตแอบตามลินแบบนี้ ลินจะทำอะไรมันก็เรื่องของลิน”

พูดจบลิลินก็หันหลังให้ แล้วเดินออกไปดื้อๆ
 
อ่านต่อหน้า 2

ลีลาวดีเพลิง ตอนที่ 5 (ต่อ)

วาสนานั่งมองวรรณิตที่เอาแต่นั่งร้องไห้อย่างขัดใจ

“แกจะร้องไห้อีกนานมั้ย? ฉันล่ะเหนื่อยใจกับคนอย่างแกจริงๆ ที่ตอนมันทำไม่ยักจะร้อง ที่อย่างนี้ทำเป็นร้องไห้ไม่หยุด แกเองก็ไม่ใช่สาวบริสุทธิ์แล้ว เรื่องแค่นี้จะมาอาลัยอาวรณ์อะไรนักหนา”
วรรณิตได้ยินก็ยิ่งเสียใจหนัก
“ยายจ๋า ฉันไม่อยากทำแล้ว ปล่อยฉันกลับไปอยู่บ้านเถอะนะ”
วาสนายิ้มเยาะ
“ถ้าแกคิดว่าน้ำตาที่เกิดจากการสำรากอารมณ์ของแก จะทำให้ฉันสงสาร คิดว่าคนอย่างฉันจะมายืนอยู่ถึงจุดนี้ได้หรือไง ของที่เสียไปแล้วก็ให้มันเสียไป แต่แกต้องคิดว่าเสียไปแล้วทำยังไงถึงจะคุ้มค่าต่างหาก”
แววตาของวาสนาจริงจังคล้ายมีแผนร้าย วรรณิตมองด้วยความสงสัย

ทางด้านทรงพลก็กำลังคุยกับหมอศรัณย์เรื่องอาการของทิวัตถ์ด้วยสีหน้ากังวล
“หมอแน่ใจนะ ผมกลัวว่าวินจะกลับมาจำอะไรได้อีก”
ศรัณย์รีบอธิบาย
“ตอนนี้ความจำของคุณวินก็เหมือนหีบที่ปิดตาย ถึงมันยังอยู่ แต่ถ้าเราไม่ไปแตะต้องมัน มันก็จะไม่มีผลอะไร”
“แต่ก็ใช่ว่ามันจะเปิดไม่ได้ ใช่มั้ยหมอ?”
“ตอนนี้หีบนั่นถูกปิดอยู่ มีกุญแจเพียงดอกเดียวที่จะเปิดมันได้ แต่เราก็ไม่รู้ว่ามันคือกุญแจดอกไหน?”
ทรงพลเริ่มกังวลมากขึ้น “แล้วผมต้องทำยังไง?”
“ต้องพยายามให้คุณวินหลีกให้ห่างจากกุญแจต่างๆ เอาไว้ แม้แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆ ก็มองข้ามไม่ได้”
จากนั้นศรัณย์ก็ขอตัวกลับ พร้อมๆ กับที่อนันยชเดินกลับเข้ามา
“ไปไหนมาวัน ไม่ได้ไปตามนัดดูที่ดินกับป้าน้อยเหรอ?”
อนันยชอึ้งไป ทรงพลได้กลิ่นน้ำหอมออกมาจากอีกฝ่าย
“ไปครับคุณน้า ผมแค่ไปสายนิดหน่อยเท่านั้น เรื่องแค่นี้ทำไมยายน้อยต้องโทร. ฟ้องคุณน้าด้วย วันนี้ร้อนมากเลยนะครับ ผมขอตัวไปอาบน้ำก่อน”
พูดพลางรีบเดินออกไปอย่างโล่งอก ทรงพลมองตามอย่างรู้ทัน เพียงแต่คาดไม่ถึงว่าผู้หญิงคนนั้นคือวรรณิต !!

ศักดิ์สิทธิ์กำลังเดินมาที่ประตูหน้าโรงแรม พอเห็นสิตาก็รีบหันหลังเดินกลับด้วยความรีบร้อน แต่อีกฝ่ายรีบวิ่งมาดักหน้าไว้
“เจ้าวินไม่ได้มาที่นี่หรอก”
“ฉันไม่ได้มาหาวิน ฉันมาหานายนั่นแหล่ะ”
จากนั้นก็ทำทีเป็นเตือนศักดิ์สิทธิ์ด้วยความหวังดี เรื่องที่ลิลินไปข้องเกี่ยวกับทิวัตถ์
“นายก็รู้ ว่าน้าต่ายเข้มงวดเรื่องผู้หญิงที่มาติดพันวินขนาดไหน?”
ศักดิ์สิทธิ์แม้จะไม่เชื่อว่าทิวัตถ์กับลิลินแอบคิดอะไรกันเกินเลยจริง แต่ก็อดที่จะเหน็บสิตากลับไปไม่ได้
“ถ้าเรื่องนั้นผมรู้ดีครับ เพราะขนาดเธอ ชาติตระกูลดี แต่ดันทำตัวแย่ น้าต่ายยังไม่ให้เจ้าวินกลับไปคบกับเธอเลย แล้วเรื่องคุณลิน เธอก็ไม่ต้องห่วงว่าน้าต่ายจะจัดการอะไร เพราะน้าต่ายเพิ่งให้คุณลินไปสอนร้องเพลงให้อยู่เลย แล้วท่าทางน้าต่ายจะชอบคุณลินมากด้วย เพราะวันนี้ถึงกับลงทุนมาหาคุณลินด้วยตัวเองเลยนะ”
สิตาตกใจ เพราะคาดไม่ถึง “อะไรนะ ไม่จริง”
“ไม่เชื่อก็ลองไปถามเจ้าวินดูเองแล้วกัน ขอตัวก่อนนะ”
ขาดคำก็รีบเดินหนีด้วยความสะใจ ทิ้งให้สิตายืนโมโหจนตัวสั่น ก่อนที่จะรีบหยิบมือถือมากดโทร. ออก
“ฉันมีงานให้แกทำ”

“ผู้หญิงคนนั้นเป็นนักร้องที่รอยัลเพิร์ลเหรอ?” ทรงพลถามย้ำ เมื่อรู้เรื่องจากศุภารมย์ “แล้ววินไปที่วัดนั่นกับนักร้องคนนั้นทำไม?”
“เรื่องนั้นฉันยังไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ เธอรู้จักกับนายบุญช่วย”
ทรงพลตกใจจนหน้าถอดสี
“อะไรนะ”
“แต่ฉันคิดว่าไม่น่าจะมีอะไร ที่เธอรู้จักกับบุญช่วย ก็เพราะเธอเป็นเพื่อนกับหลานชายของเขา เธอบอกฉันแค่นั้น แต่ฉันว่าเรามีเรื่องที่น่าห่วงกว่า ท่าทางวินกับเธอน่าจะมีอะไรบางอย่างที่เราไม่รู้”
“คุณคิดว่าสองคนนั่นจะชอบกันเหรอ?”
“เท่าที่เห็น ไม่น่าจะใช่ แต่สัญชาติญาณของฉันบอกว่า อีกไม่นาน ฉันต้องรู้แน่นอน”

แววตาของศุภารมย์เฉียบเอาจริง ขณะที่ทรงพลดูหวั่นใจกับเรื่องราวที่กำลังเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน

วิชนีกำลังง่วนอยู่กับการทำอาหารอยู่ในครัว ก่อนจะบรรจงวัดวางใส่จานอย่างสวยงาม แล้วกดกริ่งเรียกพนักงานเสิร์ฟให้ยกออกไป

จู่ๆ ศักดิ์สิทธิ์ก็เดินเข้ามาโวยวาย
“เป็นเชฟประสาอะไร ทำไมถึงได้ทำอาหารชักช้าอย่างนี้”
วิชนีหันขวับไปทันที
“นี่ ถ้ามือว่างก็ช่วยเอามันขึ้นมา แล้วแหกตาดูหน่อยว่าในครัวมีคนทำกี่คน”
“นี่คุณหาว่าผมหลับหูหลับตาว่าคุณหรือไง? ผมไม่ได้ตาบอดนะ”
วิชนีทำหน้าเซ็ง
“งั้นก็ช่วยออกไปจากครัวฉันที ยิ่งเห็นหน้านายยิ่งทำให้ฉันช้าไปกันใหญ่”
จังหวะนั้นพนักงานก็เข้ามาส่งออเดอร์อีกชุดใหญ่ ศักดิ์สิทธิ์มองอย่างหมั่นไส้
“ออเดอร์มาเยอะขนาดนี้คุณจะทำทันเหรอ?”
“ทันสิ คุณช่วยหยิบหัวหอมตรงถาดให้ฉันหน่อย”
ศักดิ์สิทธิ์กำลังจะเดินไปหยิบ แล้วก็นึกได้
“เรื่องอะไร ไปหยิบเองสิ มาใช้เจ้าของโรงแรมอย่างผมทำได้ไง?”
วิชนีไม่พอใจกระแทกตะหลิวเสียงดังใส่จนศักดิ์สิทธิ์ตกใจ ก่อนจะหันไปเรียกพนักงานที่ส่งออเดอร์ให้ “นี่น้องมานี่ซิ เดี๋ยวไปบอกพวกโต๊ะที่เพิ่งสั่งนะว่าพี่ไม่ทำ เพราะเจ้าของโรงแรมเขาไม่อยากขาย”
ศักดิ์สิทธิ์รีบโวยทันที
“เฮ้ยๆ คุณให้เด็กไปพูดอย่างนั้นได้ไง นี่น้องออกไปบอกแขกว่ากรุณารอสักครู่ เชฟจะทำให้อย่างสุดฝีมือ ไหนเมื่อกี้คุณว่าหัวหอมอยู่ไหน?”
“ตรงถาดนั่นไง แล้วหยิบปลาแซลมอนในตู้เย็นให้ฉันด้วย เร็วสิได้หรือยัง?”

วิชนีแอบยิ้มสะใจ ศักดิ์สิทธิ์ถลกแขนเสื้อขึ้น ก่อนจะเดินหยิบข้าวของตามสั่ง

ทันทีที่ลิลินร้องเพลงจบและลงจากเวที ปรมัตถ์ก็ปราดเข้าไปถึงตัว

“ลิน เรื่องเมื่อตอนกลางวัน มัตขอโทษ มัตแค่ไม่เข้าใจว่า ในเมื่อคนพวกนั้นเป็นคนที่ทำร้ายพ่อลิน เอ่อ มัตไม่เข้าใจว่าลินทนเห็นหน้าพวกนั้นได้ยังไง?”
นัยน์ตาของลิลินวาวโรจน์ขึ้นมาทันที
“เพราะลินอยากเห็นหน้าคนที่มันทำกับพ่อป้องไง นี่เป็นครั้งแรกที่ลินมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับพวกนั้นมากขนาดนี้ ถ้ามัตคิดว่าลินจะลืมเรื่องราวในอดีตเพราะชื่อเสียงและเงินทองของพวกนั้น เราก็เสียเวลาที่รู้จักกันมาเกือบยี่สิบปี”
“มัต มัตขอโทษ”
ลิลินมองปรมัตถ์ที่รู้สึกผิดก็โกรธไม่ลง
“มัตมาก็ดีแล้ว ลินมีของจะให้”

ปรมัตถ์กำลังนั่งดูแหวน ที่เคยจะให้ลิลินอยู่ในสวน พออีกฝ่ายเดินเข้ามา เขาก็รีบเก็บแหวนทันที
ลิลินเดินเข้ามาพร้อมกับยื่นกล่องให้ ปรมัตถ์รับกล่องมาก่อนจะเปิดดู ก่อนจะเห็นหนังสือมหาตมะคานธีอยู่ในนั้น
“ลิน มัตหาเล่มนี้มานานมาก ลินรู้ได้ยังไง?”
ลิลินยิ้มรับ
“ถ้าไม่รู้น่ะซิแปลก ก็มัตเล่นบ่นว่าอยากได้ตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่ก็หาไม่ได้ซักที นี่ลินบังเอิญไปเจอที่ร้านหนังสือเก่าในตัวเมือง พอเห็นก็รู้ว่ามัตต้องดีใจแน่ๆ”
ปรมัตถ์ดีใจที่ลิลินยังคิดถึงเขา พร้อมกับตัดสินใจจะใช้โอกาสนี้บอกเธอ
“มัตก็มีของจะให้ลินเหมือนกัน”
พูดพลางทำท่าจะหยิบกล่องแหวนออกมา แต่ลิลินกลับพูดขึ้น
“ไม่ต้องหรอกมัต มัตทำเพื่อลินมามาก ไม่เอาซิอย่าทำหน้าซึ้งอย่างนั้น คิดซะว่าเพื่อนให้เพื่อนก็แล้วกัน”
ปรมัตถ์ใจหายวาบทุกครั้งที่ลิลินบอกว่าเป็นเพื่อน ก่อนจะรีบเก็บแหวน แล้วฝืนยิ้ม “ขอบคุณนะลิน”
“เออมัต วันนี้ตอนที่นั่งคุยกัน คุณต่ายแม่ของคุณวินเหมือนจะรู้อะไรบางอย่าง เพราะเธอถามลินว่ารู้จักบุญช่วยมั้ย?”
ปรมัตถ์ตกใจ “แล้วลินบอกว่าไง”
“ถ้าลองเธอกล้าถามอย่างนี้ ก็แสดงว่าเธอต้องรู้อะไรมา การโกหกไปมีแต่จะทำให้เธอยิ่งสงสัย”
“ถ้างั้นลินยิ่งต้องระวังตัว เพราะคนพวกนี้มีทั้งเงินและอำนาจที่จะทำอะไรก็ได้ ยิ่งเมืองเล็กๆ อย่างนี้พวกนั้นสามารถซื้อทุกอย่างได้ แม้แต่คนที่ใช้กฎหมาย”
ลิลินพูดด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ แววตาเข้มแข็ง
“ไม่ต้องห่วงมัต ถ้าพวกนั้นจะใช้กฎหมายเพื่อฆ่าลิน ลินจะใช้ความยุติธรรมสู้กับพวกนั้นเอง”

ปรมัตถ์มองลิลินด้วยความเป็นห่วง

เมื่อกลับเข้าในห้องพัก ลิลินก็ครุ่นคิด สีหน้าเครียด

“ใช้กฎหมาย ? คนที่ใช้ก็กฎหมายก็คือ...”
พลันก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ เธอรีบหยิบแฟ้มที่อยู่ในลิ้นชักขึ้นเปิดดู ก่อนจะเห็นชื่อศัลย์เป็นเจ้าของคดีปองภพเมื่อ15 ปีที่แล้ว
“พันตำรวจโทศัลย์ พันสูร”
แววตาของลิลินแข็งกร้าวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

วันรุ่งขึ้นลิลินเดินรี่เข้ามาที่สถานีตำรวจ ขณะเดียวกันวิทยาก็เข้ามาเพื่อมาฟังผลชันสูตรคดีบุญช่วยพอดี
“แล้วคุณลินล่ะครับ มาทำอะไร?”
ลิลินรีบโกหก
“อ๋อ ลินมาแจ้งความค่ะ พอดีลินทำกระเป๋าสตางค์หายน่ะค่ะ”
วิทยาพยักหน้า “งั้นรีบเข้าไปแจ้งความเถอะครับ”
พูดพลางเดินนำหน้าไป ลิลินหน้าเครียด ลำบากใจเพราะไม่คิดว่าจะเจอใครที่นี่

ลิลินเดินตามวิทยาขึ้นมาบนโรงพัก พลางเหลือบเห็นบอร์ดติดรูปตำรวจก็เข้าไปดู ก่อนจะเห็นรูปศัลย์เป็นสารวัตรสืบสวนสอบสวน
“คุณลินครับ เดี๋ยวผมจะเข้าไปเอาผลการชันสูตรก่อน คุณลินล่ะครับ”
ลิลินรีบละสายตา ก่อนจะหันมาบอก
“ไม่เป็นไรค่ะคุณวิท เชิญคุณวิทเถอะค่ะ”
วิทยาเดินออกไป ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเดินย้อนกลับมาอีกครั้ง
“คุณลินครับ เสร็จจากนี่แล้วคุณลินมีธุระอะไรอีกหรือเปล่าครับ?”
“ไม่มีค่ะ ก็คงจะกลับโรงแรม”
“ถ้าอย่างนั้น ผมขอเลี้ยงข้าวที่ติดคุณลินไว้ได้มั้ยครับ?”
ลิลินยิ้มรับ “ยินดีค่ะ”
“งั้นเจอกันตรงนี้นะครับ”
วิทยารีบเดินเข้าไปที่ห้องชันสูตร ลิลินหันไปมองรูปสารวัตรศัลย์อีกครั้ง ก่อนตัดสินใจเดินเข้าไปด้านในอย่างเงียบๆ พอเดินพ้นมุมออกมา หันไปมองบันไดทางขึ้นชั้น 2 ก็เห็นป้ายบอกทาง
”ห้องทำงานสารวัตรศัลย์ชั้น 2”
เธอหันมองซ้ายมองขวาก่อนเดินขึ้นไปอย่างระวังตัว เมื่อมาถึงหน้าห้อง ก็หยุดยืนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจผลักประตูเข้าไป

ศัลย์หันมามองประตูที่เปิดเข้ามา พร้อมกับวิทยาที่เดินเข้ามาในห้อง
“ขอโทษครับ ผมมาฟังผลการชันสูตรศพของนายบุญช่วย สัจธรรมครับ”
“คุณเป็นอะไรกับผู้ตาย?”
“หลานครับ ผมเป็นหลานของลุงบุญช่วย”
สารวัตรหนุ่มเงยหน้ามอง ก่อนจะเดินไปหยิบแฟ้มออกมาเปิดดู แล้วยื่นส่งให้
“จากผลชันสูตรพบว่า ผู้ตายมีน้ำอยู่ในปอด”
“หมายความว่าไงครับ?”
“ถ้ามีน้ำอยู่ในปอด ก็แปลว่าจมน้ำไง”
วิทยาโล่งใจในระดับหนึ่ง ก่อนที่จะตัดสินใจถามเรื่องที่ค้างคาใจอยู่
“แล้วพอจะเป็นไปได้มั้ย? ที่ลุงผมจะถูกฆาตรกรรม”
ศัลย์ชะงักก่อนจะหันมองหน้าวิทยา พลางนึกถึงเหตุการณ์วันเกิดเหตุ
เขากดหัวบุญช่วยลงในน้ำตรงบันไดท่าน้ำของวัด ชายชราดิ้นทุรนทุราย มือตะเกียกตะเกียกจับที่เสื้อของศัลย์ ไม่นานก็เห็นมือนั้นก็ทิ้งลง
ศัลย์มองบุญช่วยที่จมอยู่ในน้ำให้แน่ใจ

“ทำไมถึงคิดอย่างนั้น?” ศัลย์ย้อนถามวิทยา
“พอดีผมได้ยินชาวบ้านคุยกันน่ะครับ”
“ตกลงคุณจะเชื่อตาสีตาสาหรือจะเชื่อตำรวจ? ผลการชันสูตรออกมาเป็นอย่างนี้ แต่ถ้าคุณไม่เชื่อก็ลองโทร. ไปถามนิติเวชดูเองก็ได้”

วิทยามองผลชันสูตรก่อนจะนิ่งไป ศัลย์เหลือบมองอย่างสังเกตท่าที
 
อ่านต่อหน้า 3

ลีลาวดีเพลิง ตอนที่ 5 (ต่อ)

ลิลินเข้ามาในห้องศัลย์ พลางมองไปรอบๆ ห้องก่อนจะเห็นรูปของศัลย์ที่ตั้งอยู่บนตู้
 
เธอค่อยๆ เดินเข้าไปดู แค่เห็นใบหน้าของอีกฝ่าย เธอก็ย้อนนึกถึงเหตุการณ์ตอนที่เห็นบุญช่วยถูกควบคุมตัวไปในความผิดฐานสมรู้ร่วมคิดฆ่าผู้อื่นกับนายปองภพ
วันนั้นศัลย์มองเธอด้วยหางตา ทำให้เธอไม่ได้เห็นหน้าเขาเต็มๆ

ลิลินหลุดออกจากความคิด ก่อนจะหันไปเห็นรูปของศัลย์ที่ถ่ายคู่กับทรงพลและศุภารมย์ ขณะกำลังจะหยิบรูปขึ้นมาดู ก็ได้ยินเสียงเหมือนคนกำลังเดินมาที่ห้อง

ศัลย์เปิดประตูเข้ามาในห้อง ก่อนจะเดินมานั่งที่โต๊ะทำงาน พลางมองไปที่แก้วน้ำที่วางอยู่ ก่อนจะผิดสังเกตที่น้ำในแก้วมีการกระเพื่อม เขานึกเอะใจขึ้นมาทันที

วิทยาเดินถือเอกสารออกมา พร้อมๆ กับได้ยินเสียงลิลินเรียกไว้
“ผลชันสูตรเป็นยังไงบ้างคะ?”
วิทยาถอนหายใจท่าทางคิดหนัก
“ตำรวจบอกว่าลุงช่วยจมน้ำตายเองครับ”
ลิลินทำหน้านิ่ง ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่ามีคนไปทำร้ายบุญช่วยคืนนั้น
วิทยาเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบไปก็แปลกใจ
“เป็นไรหรือเปล่าครับคุณลิน?”
“เปล่าค่ะ คุณวิทจะพาลินไปทานอะไรคะ?”
“ไม่ต้องห่วงครับ ร้านนี้เด็ดแน่ รับรองครับว่าคุณลินจะต้องติดใจ”
พูดพลางรีบเดินนำลิลินออกไป ศัลย์เดินมามองจากบนห้องด้วยแววตาครุ่นคิด

ทิวัตถ์เดินลงมาที่ห้องรับแขก ทรงพลเห็นก็เรียกไว้
“วิน มานี่ก่อนสิ”
พอเขาเดินพ้นเหลี่ยมมุมออกมา ก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นศรัณย์นั่งอยู่
“อาหมอไม่ได้มาหาวินหรอก แค่แวะมาคุยกับแม่ต่ายน่ะ”
ทิวัตถ์ทำหน้าสงสัย “คุยกับแม่ต่าย ? เรื่องอะไรครับ?”
ทรงพลกับศรัณย์มองหน้าด้วยสีหน้าไม่สู้ดี ก่อนที่ฝ่ายหลังจะรีบบอก
“ไม่มีอะไรหรอก เห็นคุณทรงพลบอกว่าแม่ต่ายนอนไม่ค่อยหลับมาหลายวันแล้ว”
“แม่เขาห่วงเราน่ะ เขาไม่สบายใจที่เราไม่ยอมคุยกับอาหมอ แม่เขากลัวว่าอาการของลูกจะกลับมา”
ทิวัตถ์รีบบอก “แต่ผมไม่ได้เป็นอะไรนี่ครับ”
“พ่อรู้ แต่ยังไง แม่เขาก็ห่วงเราอยู่ดี วินไปทำงานเถอะ เรื่องแม่ต่ายให้พ่อจัดการเอง ไปกันเถอะหมอ”
ทรงพลกับศรัณย์ทำท่าจะเดินขึ้นไปหาศุภารมย์ ทิวัตถ์นิ่งงันไปครู่หนึ่ง แล้วก็ตัดสินใจ
“ก็ได้ครับ ผมจะคุยกับอาหมอ ถ้ามันทำให้ทุกคนสบายใจ ผมก็จะทำ”
ทรงพลมองหน้าศรัณย์ พลางแอบส่งสายตาที่แผนสำเร็จ

ทิวัตถ์นอนอยู่บนโซฟา รอรับการรักษากับหมอศรัณย์ ที่กำลังจัดเตรียมกล้องวีดิโอเพื่อบันทึกภาพการรักษา จากนั้นก็เริ่มการรักษาโดยพาทิวัตถ์ย้อนกลับไปในจิตตัวเอง พลางเริ่มแกว่งลูกตุ้มแบบโมเมนตัม
“ผ่อนคลายนะครับคุณวิน นี่ไม่ได้เป็นการรักษาอะไร เราแค่พูดคุยกันธรรมดา คุณวินค่อยๆ หลับตาลงนะครับ”
ทิวัตถ์ค่อยๆ หลับตาลงตามที่ศรัณย์บอก พร้อมกับพยายามจินตนาการตามคำพูด
“ตอนนี้คุณวินกำลังนอนอยู่ที่สนามหญ้า คุณวินรู้สึกถึงความนุ่มของต้นหญ้าทุกต้น คุณวินมองท้องฟ้าที่สดใส มันเป็นท้องฟ้าเดียวกับท้องฟ้าเมื่อสิบห้าปีก่อน”
ทันทีที่ศรัณย์พูดถึงเหตุการณ์เมื่อสิบห้าปีที่แล้ว ทิวัตถ์ลืมตาโพลงขึ้นทันที
“ไหนอาหมอบอกว่า...”

แต่เขากลับแปลกใจเมื่อไม่เห็นอีกฝ่ายอยู่ภายในห้องแล้ว มีเพียงเครื่องนับจังหวะที่ยังทำงาน

ทิวัตถ์เดินออกมาที่ห้องรับแขก พลางร้องเรียกหาทุกคน

“อาหมอครับ พ่อ ยายจวน”
ทว่าทั้งบ้านกลับเงียบสนิท เขาเดินเรื่อยมาตามทาง จนถึงที่หน้ากระจกประดับผนัง พลางหันมองไปรอบๆ ก่อนที่สายตาของเขาจะมามองที่กระจก แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นตัวเองในวัย 15 ปี ยืนอยู่ในกระจก
เขาค่อยๆ เดินเข้าไปมองตัวเองวัยเด็กในกระจกอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง พลันเอื้อมมือจะไปจับกระจกนั่น ก่อนที่จะเห็นว่ามือของตัวเองเปลี่ยนไปเป็นมือเด็ก
ทิวัตถ์ในวัยเด็กยืนอยู่หน้ากระจก พลางก้มมองตามตัวที่ย้อนกลับมาเป็นเด็กอีกครั้ง ทันใดนั้นเสียงกรีดร้องของศุภิสราก็ดังแทรกเข้ามา เขาหันขวับมองขึ้นไปด้านบนด้วยความตกใจ
“แม่”
จากนั้นก็รีบวิ่งถลันขึ้นไปทันที

เมื่อเปิดประตูเข้ามาในห้องของศุภิสรา ทิวัตถ์ก็ต้องตกใจเมื่อเห็นปองภพกำลังบีบคอแม่อยู่
“ไหนคุณบอกจะรักผมคนเดียว ทำไม? “
“ปล่อยฉัน ปล่อย”
ทิวัตถ์รีบเข้าไปช่วยแม่อย่างไม่คิดชีวิต
“ปล่อยแม่เดี๋ยวนี้นะ บอกให้ปล่อยไง”
“วิน ช่วยแม่ด้วย”
ทิวัตถ์รีบเข้าไปดึงมือปองภพ แต่กลับถูกอีกฝ่ายสะบัดออก
“อย่ายุ่ง”
เด็กหนุ่มกระเด็นล้มไปชนกับแจกันที่วางอยู่มุมห้อง ศีรษะกระแทกกับผนังเต็มแรง แจกันตกลงมาแตกกับพื้นเสียงดังเพล้ง เขาตัดสินใจพุ่งเข้าไปที่ปองภพอีกครั้งก่อนจะกัดแขนอีกฝ่ายต็มแรง
ปองภพปล่อยมือจากศุภิสราก่อนจะต่อยทิวัตถ์ในวัยเด็กจนล้มลงกับพื้น พร้อมกับที่ศุภิสราทรุดฮวบลง“แก แกทำให้ต้อยต้องทิ้งฉันไป” พูดพลางเดินเข้ามาบีบคอเด็กหนุ่ม “ฉันจะฆ่าแก”
ศุภิสราพยายามร้องห้าม “อย่า ป้อง อย่า”
ปองภพหัวเราะเหี้ยม
“ดูซะให้เต็มตา ฉันจะฆ่าพยานรักของแกกับไอ้ทรงพล มันจะได้รู้ว่าการเสียของรักไปมันเป็นยังไง?”
ขาดคำก็บีบคอเด็กหนุ่มจนใกล้จะหมดสติ ทันใดนั้นศุภิสราก็กระโดดเข้ามายื้อไว้
ปองภผละจากทิวัตถ์แล้วผลักศุภิสรากระเด็นไปที่ระเบียง ก่อนจะตามมาบีบคอ
“รักมันมากใช่มั้ย? ได้ งั้นพวกแกก็ตายซะ”
ภาพสุดท้ายก่อนที่ทิวัตถ์จะสลบไป ก็คือภาพที่ปองภพบีบคอและผลักศุภิสราตกจากระเบียง

ทิวัตถ์ได้ยินเสียงกรีดร้องของศุภิสรา ก็สะดุ้งลืมตา พร้อมกับหายใจหอบถี่ขึ้นมา
“แม่”
พลางหันไปข้างๆ ก็เห็นหมอศรัณย์นั่งสังเกตการณ์อยู่
“คุณวิน เป็นอะไรหรือเปล่าครับ?”
“เอ่อ เปล่าครับ เป็นยังไงครับอาหมอ?”
ศรัณย์พยักหน้า
“เท่าที่ดูคุณวินก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร อาการปวดหัวของคุณวินน่าจะมาจากการพักผ่อนไม่เพียงพอมากกว่า”
ทิวัตถ์นิ่งไป ไม่อยากบอกเรื่องที่เห็นในความทรงจำเมื่อครู่
“ถ้าอย่างนั้น ผมฝากอาหมอบอกแม่ต่ายด้วยนะครับ ว่าผมไม่ได้เป็นอะไร”
พูดพลางยกมือไหว้ศรัณย์ก่อนจะเดินออกไป ไม่นานนักทรงพลก็เดินเข้ามา ถามถึงอาการของทิวัตถ์“เรียบร้อยดีครับ ผมได้ย้ำความทรงจำว่าผู้ชายคนนั้นเป็นคนฆ่าคุณศุภิสราไปแล้ว”
ทรงพลรับถามย้ำ “วินจะไม่มีทางจำเรื่องวันที่แม่เขาตายได้ใช่มั้ยหมอ?”
“ถึงจะจำได้ คุณวินก็จะเห็นว่าฆาตกรคนที่ฆ่าแม่ของคุณวิน คือผู้ชายคนนั้น”

ทรงพลถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ แต่ก็ยังไม่คลายความกังวล

วรรณิตกำลังล้างจานอยู่ในห้องครัว ครู่หนึ่งวาสนา ก็เดินเข้ามา พร้อมกับยื่นยาส่งให้

“รีบๆ กินซะ ยาคุมฉุกเฉิน หรือแกอยากจะให้ไอ้เชื้อชั่วๆ มันโผล่ขึ้นมา?”
พูดพลางเอื้อมดึงมือวรรณิตแล้วยัดยาใส่ในมือ
“นวยนาดอยู่นั่นแหละ กินซะ แล้วจะได้ออกไปข้างนอก”
พูดจบวาสนาก็เดินออกไป วรรณิตมองยาในมืออย่างเศร้าซึม

วรรณิตเดินตามวาสนามาที่หน้าบ้าน จู่ๆ อนันยชก็โผล่เข้ามา เธอถึงกับผงะ รีบถอยหนี จนโดนวาสนาดุ
“จะไปไหน? เราไม่ได้ทำผิดอะไร ไม่ต้องหนี มาทำไม?”
ถามพลางจ้องหน้าอนันยชอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ
“แหม ! ทักทายผมซะดีขนาดนี้ แสดงว่าคงจะทำใจเรื่องผมกับณิตได้แล้วใช่มั้ยยาย?”
วาสนาพยายามระงับอารมณ์
“ใช่ ฉันถือซะว่าให้ทานหมามันไปแล้วกัน”
“ยายจะพูดอะไรก็พูดไปเถอะ แต่ถ้ายายยังคิดจะเอาณิตไปให้เจ้าวิน หมาตัวนี้ก็จะคาบข่าวไปบอกกับแม่ต่าย แล้ววันนั้นผมจะรอดูว่า ใครจะเสียกว่ากัน?”
“พ่อวัน ยังไงฉันก็ขอให้พ่อวันเลิกยุ่งกับแม่ณิตอย่างเด็ดขาด”
อนันยชยิ้มอย่างเป็นต่อ
“ไม่ ผมจะไม่ปล่อยคุณณิตไปให้เจ้าวินแน่ ผมจะรับผิดชอบคุณณิตเอง”
“ลูกนอกไส้อย่างพ่อวันจะเอาอะไรมารับผิดชอบยัยณิต? หัวเด็ดตีนขาดยังไงฉันก็ไม่ยอมยกแม่ณิตให้คนอื่นนอกจากพ่อวิน”
“ถ้าอย่างนั้น ยายกับผมคงต้องเห็นดีกัน”
อนันยชพูดจบก็เดินออกไป วาสนาแค้นใจจนตัวสั่น
“มันชักจะเกินไปแล้วนะไอ้วัน แกรู้จักไอ้แก่คนนี้น้อยไปซะแล้ว”
จังหวะนั้นนพกรก็เดินเข้ามา พลางมองตามอนันยชไปอย่างสงสัย ก่อนจะหันมาทางวาสนา
“เรียกฉันมาทำไม?”
วาสนาแววตาร้ายขึ้นมาทันที
“แกอยากได้เงินมั้ย?”

วิทยาพาลิลินเดินเข้ามาที่ร้านอาหารบ้านๆ ริมทาง ฝ่ายหลังมองไปรอบๆ ร้าน พลางนึกถึงบรรยากาศเก่าๆ ครู่หนึ่งลุงแก่ๆ เจ้าของร้านก็เดินเข้ามาทักทายวิทยา ก่อนจะยื่นกระดาษมาให้จดรายการอาหาร
“อะไรอร่อยจ๊ะลุง” ลิลินถามยิ้มๆ
“อร่อยทุกอย่าง”
“งั้นเอาไข่เจียวใส่ไข่มดแดง”
วิทยามองอย่างงงๆ
“นี่คุณลินรู้ได้ไงครับว่าร้านนี้ไข่เจียวไข่มดแดงอร่อยมาก”
ลิลินรู้สึกตัว รีบแสร้งพูดกลบเกลื่อน
“ฉันก็ไม่รู้หรอกค่ะ แต่เห็นป้ายว่ามี พอดีไม่ได้กินมานานแล้ว”
“ผมไม่อยากเชื่อนะครับ ว่าสาวกรุงอย่างคุณลินจะทานไข่มดแดงเป็นด้วย”
ลิลินยิ้มรับ ก่อนจะแกล้งนึกขึ้นได้
“ตายจริง ฉันลืมโทรศัพท์ไว้ในรถน่ะค่ะ”
วิทยาอาสาจะไปหยิบให้ แต่ลิลินรีบปฏิเสธ
“คุณวิทยาอยู่สั่งอาหารเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันไปเอาเองดีกว่าค่ะ”
“เอาอย่างนั้นก็ได้ครับ”
พูดพลางส่งกุญแจรถ ก่อนที่ลิลินจะเดินออกไป เมื่อมาถึงที่รถ ก็รีบเปิดประตูหยิบแฟ้มผลชันสูตรของบุญช่วยมาดูอย่างรีบร้อน แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นชื่อตำรวจเจ้าของคดีของบุญช่วย

“เจ้าของคดี สารวัตรศัลย์”

ปรมัตถ์เดินมาที่หน้าสำนักงานทนายความ ในมือถือหนังสือที่ลิลินซื้อให้มาด้วย บังเอิญมีคนเดินเข้ามาชนจนหนังสือหล่นลงพื้น เขารีบก้มเก็บก่อนจะรีบทำความสะอาดอย่างทะนุถนอม พร้อมกับเสียงของเพื่อนทนายดังขึ้น

“ไง ลาไปหลายวัน ตกลงไปหาลูกความหรือแม่ของลูกกันแน่?”
ปรมัตถ์อมยิ้ม “ช่วงที่ฉันไม่อยู่ มีเรื่องอะไรมั้ย?”
พลันเสียงมือถือก็ดังขึ้น ปรมัตถ์หยิบมือถือออกมามองเบอร์ พอเห็นว่าเป็นลิลิน ก็รีบเดินเลี่ยงออกไปรับสาย
“ว่าไงลิน?”
“มัต มัตจำตำรวจที่ชื่อศัลย์ได้มั้ย? เขาคือคนทำคดีของลุงบุญช่วย และยังเป็นคนเดียวกับคนที่ทำคดีของพ่อลินด้วย”
“ไม่แปลกหรอกลิน มันสามารถเป็นไปได้”
ลิลินรีบบอกอย่างร้อนใจ
“แต่ผลการชันสูตรของลุงช่วยบอกว่าเป็นการจมน้ำตายธรรมดา ทั้งๆ ที่คืนนั้นลินเห็นอยู่ว่ามีคนพยายามฆ่าลุงช่วย ถ้าเป็นอย่างนี้ มัตยังว่าไม่แปลกอีกหรือเปล่า?”
“ลินกำลังคิดว่าตำรวจคนนั้นเปลี่ยนผลชันสูตรเหรอ?”
“มัตเป็นคนบอกเองว่าคนที่เราต่อสู้ด้วย มีอำนาจพอที่จะทำอย่างนั้นนี่”
ปรมัตถ์คิดตาม
“ถ้าอย่างนั้นตำรวจที่ชื่อศัลย์อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของลุงบุญช่วยได้”
ลิลินนิ่งไปเหมือนเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

วิชนีหิ้วปิ่นโตเก็บความร้อนเดินเข้ามาหยุดที่หน้าห้องยายเฟื่อง แต่พอเปิดประตูเข้ามา ก็เห็นว่าศักดิ์สิทธิ์มาดูแลยายเฟื่องก่อนแล้ว
“ตานี่ก็ไม่ได้เป็นคนเลวร้ายอย่างที่คิด ไว้วันหลังแล้วกัน”
คิดได้ดังนั้น ก็หันหลังจะเดินออกไป แต่บังเอิญแม่บ้านที่เดินผ่านมา ทักขึ้นมาเสียงดัง
“วันนี้ตื่นแต่เช้าเลยนะหนู”
ศักดิ์สิทธิ์กับยายเฟื่องได้ยินเสียง ก็หันมองมา วิชนีรีบพูดเพื่อแก้เขิน
“พอดีฉันทำข้าวต้มแปะก้วยมาให้ยายเฟื่อง กลัวจะไม่มีคนมาดูแลแกน่ะ”
ทันใดนั้นยายเฟื่องก็ร้องไห้ออกมา ศักดิ์สิทธิ์กับวิชนีต่างพากันตกใจ
“นี่เธอไปทำอะไรยายไว้หรือเปล่า? ทำไมพอเห็นเธอเข้าแล้วถึงได้ร้องไห้แบบนี้”
วิชนีมองค้อน “นี่ พูดให้มันดีๆหน่อยนะ ฉันจะไปทำยายทำไม ยายเป็นอะไร ยายร้องไห้ทำไม
ยายบอกนีนะ”
ยายเฟื่องร้องไห้ไม่หยุด
“ยาย ยายเหงา คนเคยทำงานแล้วต้องมานอนอยู่เฉยๆ แบบนี้ ยายเหงา ยิ่งเห็นหนู ยายก็ยิ่งอยากกลับไปทำงานที่ครัว”
วิชนีรีบบอก
“โอเค. จ้ะโอเค. ยายเหงานีรู้แล้วจ้ะ งั้นเรามาหาอะไรทำแก้เหงามั้ยยาย? แล้วยายอยากทำอะไร?”
ยายเฟื่องหยุดร้องไห้ทันที “ยายอยากดูละครเพลง”

วิชนีกับศักดิ์สิทธิ์มองหน้ากันงงๆ
 
อ่านต่อหน้า 4

ลีลาวดีเพลิง ตอนที่ 5 (ต่อ)

ศักดิ์สิทธิ์กับวิชนีกำลังเล่นละครเพลงให้ยายเฟื่อง ที่นั่งดูอย่างจดจ่อ

“ไม่นะ คุณต้องไม่เป็นอะไร”
ศักดิ์สิทธิ์ที่นอนหนุนตักวิชนีอยู่ รีบบอก “ ผมจะไปคอยคุณที่ทางช้างเผือก”
“ไม่นะ คุณห้ามหลับนะ ตื่นสิ ตื่น”
วิชนีทั้งเขย่าตัวทั้งตะโกนใส่หู จนศักดิ์สิทธิ์ทนไม่ไหว ลุกขึ้นมาโวย
“เว้ย จะตะโกนไปถึงไหน หูจะแตกอยู่แล้ว”
ยายเฟื่องนั่งดูละครที่ศักดิ์สิทธิ์และวิชนีเล่นแล้วยิ้มตาม
“ดูเรื่องนี้แล้วนึกถึงตาที่เป็นรักแรกของยาย”
ศักดิ์สิทธิ์หันมาถาม “แฟนยายเป็นทหารญี่ปุ่นเหรอ?”
ยายเฟื่องตอบหน้าตาเฉย “เปล่า ตาแกเป็นลูกเสือชาวบ้าน”
วิชนีถามต่อ
“แล้วตาก็โดนระเบิดตายในสงครามแบบนี้ใช่มั้ยจ๊ะยาย”
“ใช่ ตาแกไปเป็นคนจุดชนวนสงครามขึ้น แกไปมีกิ๊กเป็นยัยเป๊าะบ้านต้นมะขามนั่น ยายเห็นมันนั่งจีบกันใต้ต้นมะม่วงต่อหน้าต่อตา ยายเลยแอบปืนขึ้นไปเขย่าต้นมะม่วงจนมดแดงหล่นใส่สองคนนั่นแหละ”
เล่าจบทั้ง 3 คนก็หัวเราะลั่น จังหวะนั้นเสียงมือถือศักดิ์สิทธิ์ก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมือถือขึ้นมาดู ก่อนจะกดรับสายแล้วรีบเดินออกไป
“ไปก่อนนะยาย”
ยายเฟื่องรีบหันมาทางวิชนี
“หนูนี ยายฝากฝังคุณหนูไว้ที่หนูนีด้วยนะ คุณหนูเห็นอย่างนี้ แกเป็นคนดีกว่าที่หนูเห็นนะ”
วิชนีแอบเบ้ปาก
“อย่างนี้เรียกดี งั้นคนในโลกนี้ก็ไม่มีคนชั่วแล้วสิจ๊ะยาย”
“คนเรามันต้องดูกันยาวๆ แต่ยังไงตอนนี้ยายฝากกับข้าวไปให้คุณหนูหน่อยนะ”
วิชนีจำต้องพยักหน้ารับคำแบบงงๆ

วิชนีเดินบ่นมาตามทาง ที่เผลอไปรับปากยายเฟื่อง ระหว่างนั้นศักดิ์สิทธิ์เปิดประตูออกมาจากห้อง พร้อมกับคุยโทรศัพท์ แล้วรีบเดินไปอย่างรีบร้อน เธอรีบเดินตามไปทันที พอมาถึงด้านหลังโรงแรม ก็เห็นเขายืนคุยกับผู้ชายคนหนึ่ง เธอเพ่งมองแบบจำได้ ว่าเป็นคนที่ไปอาละวาดที่ร้านอาหารจนทำให้เธอต้องโดนไล่ออก
ขณะที่ศักดิ์สิทธิ์กำลังยื่นส่งเงินให้กับชายคนนั้น วิชนีก็เดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างหลัง
“ฉันคิดไว้แล้วไม่มีผิด”
ชายคนนั้นรีบวิ่งหนีไป ศักดิ์สิทธิ์หันไปเห็นวิชนีก็ตกใจ
“นายมันเลว เลวกว่าที่ฉันคิดซะอีก”

วิชนีเดินเข้ามาในห้องพักอย่างหงุดหงิด พลางหยิบกระเป๋าเดินทางออกมา ก่อนจะเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบเสื้อผ้าใส่กระเป๋าไปบ่นไป
“ ที่แท้ทั้งหมดก็เป็นแผนของนายนี่เอง ทำไมฉันถึงได้ซวยอย่างนี้นะ จริงๆ ฉันน่าจะรู้อยู่แล้วว่าคนที่ทำคือนาย”
พูดพลางรูดซิปกระเป๋าเสร็จ ก่อนจะนึกขึ้นได้ จึงหยิบกระดาษโน้ตออกมากำลังจะเขียนบอกลิลิน
“ลิน นีขอโทษ ที่ไปโดยไม่ลาลินนะ”
ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น วิชนีคิดว่าเป็นศักดิ์สิทธิ์ จึงกระแทกปากกาลงกับโต๊ะ ก่อนจะเดินไปเปิดประตูพร้อมกับถลกแขนเสื้อเตรียมมีเรื่อง
“ตามหาเรื่องกันไม่เลิกใช่มั้ย?”
แต่พอเปิดประตูออกก็ต้องผงะตกใจ

วิทยาเดินมาส่งลิลินหน้าประตูโรงแรม ระหว่างนั้นเธอก็เหลือบไปเห็นกลุ่มชายหน้าเหี้ยมที่เดินออกมา เธอมองตามอย่างจับสังเกต จนวิทยาแปลกใจ
“คุณลินครับ”
ลิลินชักใจไม่ได้ “เอ่อ คะ ขับรถดีๆนะคะคุณวิท”
วิทยายิ้มให้ก่อนจะเดินออกไป ลิลินมองตามวิทยาไปก่อนจะรีบเดินกลับเข้าไปในโรงแรม

ลิลินเดินขึ้นมาตามทางก่อนถึงห้องพัก เห็นประตูเปิดอยู่ก็เอะใจ
“ตื่นแล้วเหรอนี?”

แต่แล้วเธอก็ต้องตกใจเมื่อเห็นวิชนีโดนซ้อมจนสลบอยู่บนพื้นห้อง

ลิลินยืนกระสับกระส่ายกระวนกระวายอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน ด้วยความเป็นห่วงวิชนี แม้กระทั่งคู่กัดอย่างศักดิ์สิทธิ์ ก็อดกังวลไม่ได้

“คุณสิทธิ์อย่าเพิ่งคิดอะไรเลยค่ะ รอคุณหมอน่าจะดีที่สุด” ลิลินพยายามพูดปลอบ
“คุณลินบอกว่าเธออาการไม่หนัก แล้วทำไมถึงได้เข้าไปนานแบบนี้ล่ะครับ? ผมว่ามันต้องมีอะไรแน่ๆ หรือว่าคุณหมอกำลังคิดคำพูดที่จะบอกพวกเราอยู่”
ลิลินเสียงแข็งขึ้นมาทันที “คุณสิทธิ์”
ศักดิ์สิทธิ์ชะงักไปเพราะเสียงของลิลินทำให้เขารู้ว่ากำลังกังวลเกินไป
“ขอโทษครับ ผมแค่ไม่เข้าใจว่าเกิดเรื่องแบบนี้ในโรงแรมผมได้ยังไง?”
พลันหมอก็เดินออกมาจากห้องฉุกเฉิน ทั้งคู่รีบเดินเข้าไปถามอาการ หมอยิ้มก่อนจะตอบ
“ส่วนใหญ่ก็มีแต่แผลภายนอกที่ฟกช้ำ ส่วนที่ศีรษะก็ไม่ได้รับการกระทบกระเทือนอะไร”
ศักดิ์สิทธิ์ยิ้มอย่างโล่งอก พลางหันไปมองหน้าลิลิน ที่อยู่ในอาการไม่ต่างกัน

จากนั้นทั้งคู่ก็เข้าไปเยี่ยมวิชนีในห้องพัก ทันทีที่เห็นหน้าศักดิ์สิทธิ์เธอก็แหวขึ้นมาทันที
“แกมาทำไม ?”
ศักดิ์สิทธิ์หน้าเหวอ ลิลินรีบบอก
“ไปไล่คุณศักดิ์สิทธิ์ทำไม? เขาเป็นห่วงเธอมากเลยนะ”
“เป็นห่วงว่าจะไม่ตายนะสิ ไม่ต้องมาแอ๊บทำเป็นคนดีหน่อยเลย ฉันเกือบจะเชื่ออยู่แล้วเชียวว่านายยังพอมีดีอยู่บ้าง ที่ไหนได้ นายเป็นคนที่แย่ที่สุดที่ฉันเคยเจอ นี่คงจะมาดูผลงาน จะได้กลับไปให้ค่าจ้างคนของนายใช่มั้ย?”
ลิลินทำหน้างง “ใจเย็นๆ สินี เธอหมายความว่าไง?”
“ก็นายศักดิ์สิทธิ์นี่แหละ จ้างคนมาอาละวาดที่ร้านอาหารเพื่อให้ฉันโดนไล่ออก”
ศักดิ์สิทธิ์พยายามอธิบาย “แต่มันคนละเรื่องกันนะ เธอโดนทำร้ายแล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉัน?”
“ก็นายจ้างคนมาปิดปากฉันไง กลัวฉันจะเอาความชั่วของนายไปเปิดโปง”
ศักดิ์สิทธิ์โดนกล่าวหาก็ทำหน้าเหรอ จนลิลินต้องกันตัวให้ออกไปจากห้อง ก่อนจะหันมาทางวิชนี
“เธอมั่นใจได้ยังไงว่าคุณศักดิ์สิทธิ์เป็นคนทำ ?”
“ก็ตอนที่พวกมันทำร้ายฉัน พวกมันบอกว่า นี่เป็นการเตือน ถ้ายังยุ่งเรื่องของคนอื่นอีกแกโดนหนักกว่านี้แน่”
ลิลินได้ยินก็ถึงกับอึ้งไป
พอลิลินออกจากห้อง ก็มาถามย้ำกับศักดิ์สิทธิ์อีกครั้งเพื่อความกระจ่าง
“คุณศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ทำจริงๆ ใช่มั้ยคะ?”
ศักดิ์สิทธิ์หน้าเครียด
“ถ้าเป็นเรื่องที่ส่งคนไปป่วนทำให้เธอถูกไล่ออก ผมยอมรับครับ แต่ไอ้เรื่องที่ถึงขนาดให้คนมาทำร้ายเธอขนาดนี้ คุณลินคิดว่าผมจะกล้าทำอย่างนั้นเหรอครับ?”
“ฉันเองก็คิดว่า ไม่น่าจะเป็นคุณ”
ศักดิ์สิทธิ์โล่งใจไปเปลาะหนึ่ง
“แล้ววิชนี เธอคงไม่คิดว่าผมทำจริงๆ ใช่มั้ยครับ?”
ลิลินถอนหายใจ “ตอนนี้เธอเชื่ออย่างนั้น”
“จริงหรอครับ? ผมปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้”
พูดพลางทำท่าจะไปเปิดประตูเข้าไปหาวิชนี แต่ลิลินรีบห้ามไว้
“ลินว่าคุณอย่าเพิ่งพูดอะไรเลยดีกว่าค่ะ รอให้วิชนีเย็นลงกว่านี้ แล้วค่อยอธิบายให้เธอฟังทีหลังน่าจะดีกว่าค่ะ”
ศักดิ์สิทธิ์พยักหน้าเศร้าๆ

ศุภารมย์กำลังนั่งดูเครื่องเพชรอยู่กับรุ่งทิพย์เจ้าของร้านจิวเวอรี่อยู่ในห้องรับแขก พอเห็นอีกฝ่ายทำท่าอึกๆ อักๆ ก็รีบบอก
“มีอะไรก็พูดมาเถอะคะคุณรุ่งทิพย์”
รุ่งทิพย์ยิ้มแห้งๆ “แหม! ของน้องจะบอกว่า ถ้าคุณพี่สนใจจริงๆ น้องอยากจะขอแลกกับเครื่องเพชรของเอ่อ ของคุณต้อยน่ะค่ะ”
พูดจบก็รอฟังท่าทีของอีกฝ่ายอย่างเกรงๆ ศุภารมย์นิ่งไม่แสดงความรู้สึกอะไร ก่อนจะวางเครื่องเพชรลง
“ถ้าอย่างนั้นคุณรุ่งทิพย์คงต้องมาเสียเที่ยวแล้วล่ะค่ะ เพราะเครื่องเพชรของต้อย ฉันอยากเก็บเอาไว้ให้วิน”

รุ่งทิพย์พยักหน้ารับ พร้อมๆ กับที่ป้าจวนเข้ามากระซิบบอกกับศุภารมย์ว่ามีแขกมาหา เธอจึงถือโอกาสนั้นเดินเลี่ยงออกไป เป็นการตัดบท

ศุภารมย์เดินออกมาที่หน้าบ้าน ก็เห็นวาสนากับนพกรยืนรออยู่แล้ว

“นพกร นี่แม่ต่าย ไหว้ซะสิ”
นพกรยกมือไหว้อย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
“นพกรเป็นหลานแท้ๆของฉัน นพกร นี่คุณศุภารมย์หรือคุณต่าย คุณผู้หญิงของบ้านนี้ แม่ต่ายน่ะเป็นหลานรักของยายเลยนะ”
ศุภารมย์มอง 2 ป้า-หลานด้วยสายตาชาเฉย
“คุณป้ามีอะไรคะ?”
“ก็ไม่มีอะไร คือฉันน่ะเห็นว่า ไอ้บ้านเธอนะก็ออกจะใหญ่โต คงดูแลกันไม่ทั่ว มีคนใช้ก็แก่จนใช้อะไรไม่ได้ ฉันก็เลยอยากจะให้เจ้านพกรมาช่วยงาน งานอะไรก็ได้ ให้มันได้ช่วยแม่ต่ายกับพ่อพลได้บ้าง ฉันก็ดีใจแล้ว”
ศุภารมย์ถอนหายใจ “อีกแล้วหรอคะ?”
“เอาน่าๆ ดูเจ้านพกรสิ มันน่าสงสารจะตายไป”
ศุภารมย์ปรายตามองมองนพกรที่ยังคงนั่งนิ่งไม่รู้หนาวรู้ร้อนอย่างไม่ค่อยพอใจ
“ต่ายคงให้คำตอบป้าไม่ได้หรอกค่ะ คงต้องรอถามคุณทรงพลก่อน”
วาสนาโวยวายขึ้นมาทันที
“อะไรกัน เรื่องในบ้านแม่ต่ายเป็นคนจัดการอยู่แล้วไม่ใช่หรอ? แล้วจะมีปัญหาอะไร ไม่ใช่ว่าฉันจะไม่เคยหาคนมาช่วยงานเธอนะแม่ต่าย”
ศุภารมย์สวนกลับ “นั่นล่ะค่ะปัญหา ยังไงก็ต้องรอถามคุณทรงพลก่อน อย่างน้อยก็ในฐานะเจ้าของบ้าน.ที่มีสิทธิ์ตัดสินเรื่องในบ้านมากกว่าคนอื่น”
วาสนาได้ยิน ก็คิดต่อไปไม่ได้ว่า ยังไงทิวัตถ์ที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของทรงพลก็ย่อมสำคัญกว่าอนันยชแน่นอน

ลิลินกำลังตรวจดูความเรียบร้อยภายในห้องพักด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ขณะที่ศักดิ์สิทธิ์กำลังคุยกับตำรวจอยู่ไม่ห่าง
“ดูจากสภาพห้อง เหมือนคนร้ายกำลังหาของมีค่า”
“งั้นหมายความว่าคนร้ายเป็นพวกโจรขโมยของเหรอครับ?”
ตำรวจส่ายหน้า
“ยังสรุปไม่ได้ครับ เพราะบางทีอาจเป็นแค่การจงใจรื้อของให้ตำรวจเข้าใจผิด ยังไงก็ต้องตรวจดูดีๆ ก่อนครับ ว่ามีอะไรหายไปบ้าง?”
ลิลินได้ยินก็เหลือบตามองไปที่ซ่อนที่เก็บกล่องไม้แห่งความทรงจำไว้อยู่
“ครับ เอ่อ แต่ว่าเรื่องนี้อย่าให้เป็นข่าวใหญ่โตเลยนะครับ เดี๋ยวโรงแรมผมจะเสียหายเอา”
ตำรวจพยักหน้ารับคำ
“เอาเป็นว่า ยังไงถ้าได้เรื่องคืบหน้าแล้ว ทางเราจะติดต่อมาอีกที”
พูดจบกลุ่มตำรวจก็เดินออกไป พร้อมกับที่ทิวัตถ์เดินเข้ามาพอดี
“ไอ้สิทธิ์ คุณปกติเล่าให้ฉันแล้ว มีอะไรเสียหายหรือเปล่าวะ?”
ระหว่างนั้นลิลินเดินเข้ามา โดยไม่สนใจทิวัตถ์ที่ยืนอยู่
“ ไม่มีอะไรหายค่ะคุณศักดิ์สิทธิ์”
“โชคดีจริงๆ ครับที่มันไม่ได้อะไรไป เอาอย่างนี้แล้วกันครับ เพื่อความสบายใจ คุณลินจะย้ายห้องก็ได้นะครับ”
ทิวัตถ์ยิ้มหยัน
“ย้ายไปก็เท่านั้น ถ้านักร้องแกไม่เลิกสับราง ฉันว่าคงจะเกิดเรื่องแบบนี้ตลอดแหละ”
ลิลินหันไปมองทิวัตถ์ด้วยความโมโห แต่ก็ไม่พร้อมจะต่อปากต่อคำด้วยตอนนี้ เพราะมีบางอย่างที่เธอต้องตรวจสอบก่อน
“ขอบคุณนะคะคุณสิทธิ์ แต่ฉันว่าพวกมันคงไม่ย้อนมาอีกหรอกค่ะ เอาไว้ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากล ฉันจะรีบบอกคุณศักดิ์สิทธิ์ทันทีค่ะ”
ศักดิ์สิทธิ์พยักหน้ารับทราบแต่ก็ยังไม่วายหนักใจ พลันลิลินก็นึกขึ้นมาได้
“คุณศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ทำแน่นะคะ เห็นวิชนีบอกว่าผู้ชายที่ซ้อมเธอ ขู่เธอว่าไม่ให้เธอยุ่งของคนอื่น”
ศักดิ์สิทธิ์ตกใจ
“จริงเหรอครับ? จะให้ผมไปสาบานที่ไหนก็ได้ ผมไม่ได้ทำจริงๆ”
ทิวัตถ์รีบสรุป
“ถ้าอย่างนั้นฉันว่า แม่เชฟแกคงจะรับเคราะห์แทนคนอื่นแล้วว่ะไอ้สิทธิ์ ก็คำขู่มันก็บอกอยู่แล้ว มันคงต้องการขู่คนที่สับรางไม่ทัน จนรถไฟชนกันเละเทะอย่างนี้ไง”
ศักดิ์สิทธิ์หันไปดุทิวัตถ์ ก่อนจะรีบดึงตัวออกไป ส่วนลิลินก็รีบเปิดประตู ก่อนจะปีนขึ้นไปหยิบกล่องไม้ลงมาเปิดดู เห็นว่าทุกอย่างอยู่ครบ ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก

“พวกมันเป็นใครกันแน่?”

ระหว่างทางที่เดินมาด้วยกัน ศักดิ์สิทธิ์ก็อดไม่ได้ที่จะพูดถึงวิชนีด้วยความเป็นห่วง จนทิวัตถ์ถึงกับแปลกใจ

“ฉันก็นึกว่าแกจะห่วงแต่แม่นักร้องทองคำของแกซะอีก ไม่นึกว่าแกจะห่วงเพื่อนเขาด้วย”
ศักดิ์สิทธิ์ชะงัก ไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นอย่างที่อีกฝ่ายบอก
“ก็ตอนนี้คุณวิชนีเป็นเชฟให้ฉันนี่หว่า ไปๆ พูดมากจริงๆ เลยแกเนี่ย”
ขาดคำก็รีบเดินหนีออกมา ทิวัตถ์มองตามกับท่าทางที่แปลกไปของเพื่อน

สิตาดูรูปวิชนีที่โดนซ้อมจนน่วมที่ 2 คนร้ายยื่นให้ดู พลางโวยวายเสียงดัง ที่มันทำร้ายผิดคน ก่อนจะตบหน้ามันทั้งคู่ด้วยความโมโห ขณะเดียวกันลูกน้องเสี่ยหาญอีกคนก็เข้ามาหา
“คุณสิตาครับ เสี่ยอยากพบคุณหนูครับ”
สิตาหันไปมองอย่างหงุดหงิด

“พ่อมีอะไร?”
ทันทีที่มายืนต่อหน้าเสี่ยหาญ สิตาก็ยิงคำถามทันที
“แกต่างหาก มีอะไรจะบอกพ่อมั้ย? เมื่อกี๊พ่อคุยกับท่านรองสารวัตร ท่านบอกว่าลูกน้องของเราไปทำอะไรที่รอยัลเพิร์ล อย่าหาเรื่องมาให้พ่ออีก เพราะครั้งนี้ท่านรองบอกว่าจะช่วยทำให้เหมือนเป็นการลักทรัพย์”
สิตายักไหล่ พลางทำหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรนี่”
“แกจะบ้าเหรอ เอาคนไปกระทืบเขาที่โรงแรม แล้วถ้าเกิดเขาจับได้ขึ้นมา คนที่ซวยก็คือพ่อ ถ้าแกไปทำที่อื่นฉันจะไม่ว่าเลย ไอ้ศักดิ์สิทธิ์มันก็มีเส้นสายไม่แพ้เรา อย่าให้เกิดเรื่องอย่างนี้อีก”
สิตาหงุดหงิดแต่ก็ทำอะไรไม่ได้จำต้องลุกเดินออกประตูไป เสี่ยหาญมองตามอย่างเหนื่อยใจ

พอสิตาเดินพ้นออกมาจากห้องเสี่ยหาญ กฤษดาก็เดินรี่เข้ามาทันที
“เดี๋ยวนี้เล่นอย่างนี้แล้วหรอยัยตา? แสดงว่าแม่นักร้องนั่นคงจะเด็ดจริงสมคำล่ำลือ ไม่อย่างนั้นคนใจหินอย่างไอ้วิน คงจะไม่สนใจขนาดนี้”
สิตาเบ้ปาก “วินเขาก็แค่เล่นสนุก”
“ฉันเชื่อ แล้วฉันก็เชื่อว่าคงจะสนุกกว่าแกด้วย”
พูดจบ กฤษดาก็เดินหัวเราะออกไป สิตาเจ็บใจก่อนที่จะนึกบางอย่างขึ้นมาได้
“แล้วพี่ไม่คิดจะไปดูหน้านังนักร้องนั่นหน่อยเหรอ?”
กฤษดาหันขวับกลับมา
“ทำไม? นี่แกจะยุให้ฉันขโมยแม่นักร้องนั่นมาจากไอ้วินให้แกล่ะซิ”
“จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ผิด แต่อย่างพี่คงหมดสิทธิ์ เพราะถ้าเป็นฉัน ฉันก็เลือกวิน”
กฤษดาฉุนกึกขึ้นมาทันที “ทำไม? ไอ้วินมันมีอะไรดีกว่าฉัน”
“ทุกอย่าง ถือซะว่าฉันไม่ได้พูดก็แล้วกัน”
สิตาโยนระเบิดเสร็จ ก็เดินออกไป ทิ้งให้กฤษดาที่ยืนฟังอยู่นึกอยากเอาชนะขึ้นมา
“ฉันไม่มีทางแพ้แก ไอ้วิน”

นพกรพยายามจะป้อนน้ำใส่ปากสุธี แต่อีกฝ่ายกลับขัดขืน จนน้ำเลอะหกไปหมด
“บ้าเอ้ย! ทำไมกูต้องมาดูแลคนแก่อย่างแกด้วยว่ะ เงินก็ไม่ได้สักบาท โง่ๆ อย่างแก สมแล้วที่โดนเมียหลอก”
สุธีน้ำตาซึม นพกรเห็นแล้วยิ่งหงุดหงิด
“จะมาเสียใจตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว”
ทันใดนั้นวาสนาก็โผล่เข้ามา
“ฉันมีงานให้แกทำ”
“ทำไม ยัยคุณนายนั่นมันยอมรับฉันเข้าทำงานแล้วหรอ?”

วาสนาส่ายหน้า ก่อนจะยิ้มด้วยแววตาเจ้าเล่ห์
 
อ่านต่อตอนที่ 6
กำลังโหลดความคิดเห็น...