xs
xsm
sm
md
lg

ใยกัลยา ตอนที่ 3

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ใยกัลยา ตอนที่ 3

หอมน้ำยืนหันหลังให้ศวัส ขณะขยับตัวจะออกเดิน จู่ๆ วิญญาณพุธกันยาก็ปรากฏตัวขวางหน้าไว้โดยกะทันหัน หอมน้ำสะดุ้งเฮือกกรีดร้องด้วยความตกใจ และผวาตัวหันมาโผเข้ากอดศวัสซึ่งอ้าแขนรับด้วยสัญชาติญาณทันที

“ช่วยด้วย”
หอมน้ำหลับหูหลับตาซบอยู่กับอกศวัสอย่างหวาดผวา ศวัสเองก็นิ่งเงียบ ทั้งสองอยู่ในอิริยาบถนั้นครู่หนึ่ง
เสียงพุธกันยาดังขึ้น “พอได้แล้ว”
หอมน้ำสะดุ้งผละออกจากศวัสทันที หน้าตาหัวหูแดงไปหมดด้วยความอาย มือไม้เกะกะไปไม่เป็น ศวัสมองดูภาพนั้นด้วยความรู้สึกประหลาด แต่สีหน้ายังเคร่งขรึม
หอมน้ำพึมพำอุบอิบ “ขอโทษค่ะ” แล้วหันหลังจะเดินไป พุธกันยาเรียกไว้
“เดี๋ยวก่อน”
หอมน้ำมองพุธกันยาแล้วส่ายหน้าท่าทีเด็ดเดี่ยว
“ไม่ตกลงค่ะ ไม่ตกลงเด็ดขาด”
ศวัสมองหอมน้ำพลางส่ายหน้า
“ฉันอุตสาห์ยอมให้เธอกอดลูกชายฉัน” พุธกันยาค่อนขอด
หอมน้ำตกใจเบิกตากว้าง โต้ผีซุปตาร์ไปอีกว่า “โอ๊ะ ยังกับหนูอยาก...เออ...กอดนักนิ”
“ตกลงอยากกอดหรือว่าไม่อยากกอด”
หอมน้ำหันขวับมามองศวัส อับอายจนไม่รู้จะพูดอย่างไร
ศวัสเลิกคิ้ว “ว่าไง”
หอมน้ำอัดอั้นตันใจเหลือคณา “คุณหมอฟันทันตแพทย์ เอ๊ย! คุณหมอไม่เข้าใจหรอก”
“ไอ้ที่เธอโผเข้ามากอดฉันเนี่ยนะ ใช่! ฉันไม่เข้าใจ แต่ถ้าจะให้เดา ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าเธออยากจะกอดฉัน”
หอมน้ำอับอายขายหน้า เถียงไม่ออก ได้แต่ก้มหน้าบีบมือตัวเอง ตลอดเวลาที่ 2 คนโต้ตอบกัน พุธกันยากอดอกมองดูเงียบๆ
หอมน้ำหันมามองพุธกันยาน้ำตาร่วง
“เพราะคุณคนเดียวที่ทำให้หนูถูกดูหมิ่นเหยียดหยามเกียรติยศศักดิ์ศรี”
พุธกันยาเซ็ง เหลือกตามองเพดาน ยกไหล่แบสองมือ
“พูดยังกับในละคร”
ขวัญอนงค์เดินเข้ามาหาสองคน
“อ้อ มาอยู่ที่นี่เอง” นักแสดงสาวใหญ่เว้นไปนิด เมื่อเห็นศวัสอยู่ด้วย “อ้าว! คุณหมอ”
ศวัสยิ้มมุมปาก ก้มศีรษะให้นิดๆ ขยับจะเดินไป
ขวัญอนงค์รีบเรียก “เดี๋ยวค่ะ”
พุธกันยาท้าวสะเอวมองขวัญอนงค์ สีหน้าฉงนฉงาย ประมาณว่าเรียกลูกฉันทำไม
ศวัสหันกลับมา
“มะรืนนี้อาจะไปทำฟันกับคุณหมอนะคะ”
“ครับ”
“เลาะให้หมดปากเลยลูก อยากทำตาหวานกับคุณพ่อดีนัก” พุธกันยาหมั่นไส้
ศวัสเดินออกไป ขวัญอนงค์มองตามแล้วเดินมาโอบไหล่หอมน้ำ
“มานี่ น้าจะบอกอะไรให้”
“เดี๋ยวอาเดี๋ยวน้าเปรอะไปหมด”
วิญญาณพุธกันยาบ่นแล้วหายวูบไป

ทุกคนที่หน้าเซ็ต ผ่อนลมหายใจโล่งอกเมื่อเห็นขวัญอนงค์จูงหอมน้ำเดินกลับเข้ามา ยกเว้นเจคซึ่งยังคงมีสีหน้าท่าทางเซ็งๆ ไม่เชื่อว่าหอมน้ำจะทำได้
“มาแล้วค่ะ! มาแล้ว”
“ครั้งสุดท้ายแล้วนะ ถ้าไม่ได้อีก โค้กกับฟ้าต้องหาคนใหม่มาให้พี่ภายในวันพรุ่งนี้ เพราะพี่ทนดูไม่ไหวอีกต่อไป” เจคเสียงเข้ม
โค้กกับฟ้า พึมพำรับปาก “ครับ” / “ค่ะ” โดยโค้กยังไม่วายส่งสายตาปลอบอกปลอบใจและให้กำลังใจหอมน้ำ
“พี่เชื่อว่าหอมต้องทำได้”
“น้าก็เชื่อเหมือนกัน” ขวัญอนงค์เยื้อนยิ้ม
เจคพ่นลมหายใจเบื่อๆ “เอาละ เอาละ เดี๋ยวก็รู้ว่าทำได้หรือไม่ได้”
ระหว่างนี้เจคชะงักเมื่อเห็นสร้อยพระพวงโตโผล่ออกมาจากเสื้อหอม
“เฮ้ย นั่นอะไรกัน เอาออกเดี๋ยวนี้ ห้อยพระพวงเบ้อเร่อเลย”
หอมน้ำตกใจ พยายามต่อรอง “ไม่เอาออกไม่ได้หรือคะ หอมจะซ่อนไว้ในเสื้อ”
“ไม่ได้ มันไม่เข้ากัน! ที่นี่ไม่มีผีหรอก” เจคไม่ยอม
หอมน้ำมองไปโดยรอบด้วยสีหน้าหวาดหวั่น ท่าทางละล้าละลัง จนพบว่าบริเวณนั้นไม่มีพุธกันยาแน่
เจคร้องขึ้น “หอม”
หอมน้ำค่อยๆ ถอดพระออกส่งให้เขนซึ่งเดินเข้ามารับแล้วกอดเป็นกำลังใจหอมครู่หนึ่ง
ขวัญอนงค์ ที่ต้องเข้าฉากกับหอมน้ำพยายามปลุกปลอบใจอีก “ตั้งใจดีๆ นะจ๊ะ หอมน้ำ”
หอมน้ำกลืนน้ำลายขณะพยักหน้า
“ห้า...สี่...สาม...สอง...แอ็คชั่น!”
หอมน้ำยืนนิ่งมองขวัญอนงค์ด้วยอาการเหมือนจะร้องไห้
จู่ๆ ลมหายใจหอมน้ำเริ่มมีไอสีขาวจางๆ ลอยออกมา พร้อมกับพุธกันยาปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า หอมน้ำเบิกตากว้าง ขยับจะพูด พุธกันยายิ้มอย่างมีชัย แล้วเดินเข้าสิงร่างหอมน้ำ โดยไม่มีใครรู้

ระหว่างนี้ ทางฝ่ายวดีซึ่งอยู่ในออฟฟิศ กำลังคุยโทรศัพท์กับฟ้า ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“หมายความว่าเจคเขาจะดันแม่หอมน้ำนี่ให้ได้สินะ”
ฟ้าแอบโทร.อยู่มุมหนึ่งภายนอก โดยพูดไปตาก็คอยเหลือบมองซ้ายขวาด้วยระวังใครมาเห็น
“ค่ะ มันก็เลยทำให้หนูอดสงสัยไม่ได้ว่า คุณเจคแอบคิดอะไรกับเด็กนั่นหรือเปล่า”
วดีเม้มปาก “ก็ไหนแกเคยบอกว่าเขาทั้งระอาเบื่อหน่ายเต็มทีแล้วไง”
“ก็นั่นแหละค่ะ ถ้าระอาจริงเบื่อจริง แล้วทำไมยังให้โอกาสไม่จบไม่สิ้นล่ะค่ะ”

นัยน์ตาวดีเป็นประกายวาววับ ด้วยความริษยา

ตรงหน้าเซ็ตตอนนี้ เจคเริ่มจะรำคาญแล้ว

“เฮ้ย จะเริ่มได้รึยัง! คนอื่นเขารออยู่”
หอมน้ำท่าทีเปลี่ยนเป็นคนละคน “ขอทำสมาธิก่อน”
เจคสะดุ้งกับประโยคนั้น แล้วยิ่งเบิกตากว้างเมื่อหอมน้ำหลับตาลง สูดลมหายใจยาวสามครั้ง มันเป็นอาการและท่าทางของพุธกันยาที่เจคจดจำได้ไม่มีวันลืม
สีหน้าแต่ละคนในนั้นล้วนประหลาดใจมองจ้องท่าทีแปลกไปของหอมน้ำ
สักครู่หนึ่ง หอมน้ำลืมตาขึ้นและหันมาเผชิญหน้ากับเจคด้วยสีหน้าแววตามั่นอกมั่นใจ หลังยืดตรง คางเชิดนิดๆ
“ฉันพร้อมแล้ว”
เจคอึ้งตะลึงตะไลไปครู่หนึ่ง แล้วเริ่มเดินกล้อง “ห้า...สี่...สาม...สอง...แอ็คชั่น”
น้ำตาหอมน้ำไหลออกมาราวกับสั่งได้ ขณะที่ทรุดตัวลงกราบแทบตักขวัญอนงค์
“คุณแม่ขา คุณแม่อย่าบังคับให้หนูแต่งงานกับเสี่ยสุรัตน์เลยนะคะ หนูไม่ได้รักเขา” หอมน้ำสะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสาร
ทุกคนมองด้วยความพิศวง ขวัญอนงค์นั้นประหลาดใจจนได้แต่มองจนลืมแสดงไปเลย
เจคขยับตัวเตือน “ขวัญ”
ขวัญอนงค์ยังคงจ้องหอมน้ำ
เจคเสียงดังและหนักขึ้นอีก “ขวัญ”
ขวัญอนงค์รู้สึกตัว “ขอโทษค่ะ พี่เจค! ขวัญแปลกใจจนทำอะไรไม่ถูก” แล้วหันมามองหอมน้ำ “เก่งมากจ้ะหอมน้ำ”
หอมน้ำปรายตามองขวัญอนงค์อย่างเย่อหยิ่ง “อย่าลืมว่าฉันกวาดรางวัลมาไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่แล้ว”
ทุกคนถึงกับมองหน้ากันเลิกลัก หอมน้ำสบตาขวัญอนงค์แน่วนิ่งด้วยสีหน้าหยิ่งปนเหยียด

ทางด้านวดีกำลังสั่งงานลิซซี่ ขณะที่กะเทยนักข่าวก้มลงอ่าน
“เอาตามนั้นเลย”
ลิซซี่เงยหน้าขึ้น “ลิซซี่ขอเติมอีกหน่อยได้มั้ยคะ”
“แซบมั้ย”
“รับรองค่ะ ลิซซี่จะเติมว่า เด็กหอมน้ำเหมาหมดทั้งพี่โค้กทั้งคุณเจค”
วดีดีดนิ้วชอบใจ “ดีมาก แกนี่สุดยอด เรื่องปั้นน้ำเป็นตัวไม่มีใครเทียบ”
“ลิซซี่ก็ศึกษามาจากคุณวดีนี่แหละค่ะ”
วดีหยิบแฟ้มขว้างเป็นรางวัล “ไปให้พ้น”
“ว้าย! ไปแล้วค่ะ” ลิซซี่รีบวิ่งไปที่ประตู
วดีนึกได้ “เดี๋ยว”
ลิซซี่หันกลับมา
“ยัยเอิงไปไหน ฉันโทร.หาเท่าไหร่ก็ไม่ยอมรับ”
“ไปทำฟันค่ะ”
“ทำอีกแล้วเหรอ! ฟันก็มีอยู่เท่านั้น จะทำอะไรกันนักหนา”
วดีบ่นออกมาอย่างหงุดหงิด

ที่แผนกทันตกรรมของโรงพยาบาลแห่งนั้น ภายในห้องตรวจ เอิงก้มลงกระพุ่มมือไหว้ศวัสอย่างอ่อนช้อย
“สวัสดีค่ะ คุณหมอขา”
ศวัสรีบรับไหว้ ขณะที่พยาบาลหันไปยิ้มกับรูปฟันรูปใหญ่ที่ติดอยู่ที่ผนังห้อง
“สวัสดีครับ” ศวัตพลิกดูประวัติ “ดูเหมือนฟันคุณจะปกติดี”
“ใช่ค่ะ แต่เอิงจะมาขูดหินปูนน่ะค่ะ”
พยาบาลเชิญเอิงขึ้นเก้าอี้ ขณะที่ศวัสเตรียมตัว
เอิงชวนคุย “เอิงตกลงใจมาเป็นคนไข้ประจำของคุณหมอแล้วนะคะ”
“อ้าปากครับ”
เอิงรีบอ้าปาก ตามองหน้าหล่อของศวัสไม่กระพริบ
ศวัสลงมือขูดหินปูนให้อย่างชำนาญ

วดีสะดุ้งโหยงเมื่อหลานแสบกลับจากทำฟันและบอกเจตจำนง
“ไหน เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ”
“เอิงเปลี่ยนใจจะเล่นละครเรื่องเพลิงนารีต่อแล้วค่ะ ป้าวดีช่วยบอกลุงเจคได้ไหมค่ะ
“โอ๊ย แม่มหาจำเริญ นี่มันเป็นเรื่องธุรกิจนะยะ ไม่ใช่เด็กเล่นขายของ เสียใจ ฉันไม่กล้าตากหน้าไปขอร้องเขาอีกแล้ว”
เอิงพนมมือ ทำหน้าละห้อยสำนึกผิด “น่า นะคะ...ป้าวดี...Please!”
วดีเดินกลับไปกลับมาอย่างหงุดหงิด แล้วมาหยุดหน้าเอิง
“เกิดอะไรขึ้น”
“เอิงหลงรักลูกชายเจ้าของบ้านที่เป็นหมอฟันไงค่ะ ทีนี้ฟันเอิงมันก็ไม่ได้เป็นมดเป็นแมงอะไรให้ต้องไปรักษาบ่อยๆ วิธีเดียวที่จะได้พบกับหมอศวัสทุกวันก็คือถ่ายละครที่บ้านเขา”
“ก็แล้วทำไมไม่คิดก่อนหน้านี้”
“แหม...ป้าวดีก็รู้ว่าเอิงอยากเล่นเป็นนางเอก แต่ตอนนี้ไม่เกี่ยงแล้ว เป็นเพื่อนก็ได้ ขออย่างเดียวให้เอิงได้กลับไปเล่นก็พอ นะคะป้าวดี ช่วยหลานน้อยๆ คนนี้หน่อยนะคะ”
วดีถอนใจเฮือก “ฉันจะลองดู”
เอิงกระโดดเข้ากอดวดีประจบประแจง
“ขอบคุณค่ะ ป้าวดีขา ขอบคุณมาก เอิงรักป้าวดีมากที่สุดในโลกเลย”

วดีเครียดจัด ด้วยรู้ดีว่าเจคคงไม่ยอม

ด้านเจคเดินออกมาจากประตูด้านหลังของบ้าน และมองตรงหน้าอย่างเพ่งพิศ เขาเห็นหอมน้ำนั่งตรงม้านั่งยาว มองดอกพุดซ้อนอยู่เงียบๆ

เจคตัดสินใจเดินเข้ามา “ไม่ไปกินข้าวหรือ”
หอมน้ำเหลียวหน้ามามอง “ไม่หิวค่ะ”
เจคลงนั่งตรงข้าม “แปลกจริง อยู่ๆเธอก็เกิดเล่นดีขึ้นมายังกับมืออาชีพ”
“คงเพราะไม่อยากให้คุณเจคต้องหาคนใหม่มั้งคะ”
“ยังมีอีก...” เสียงโทรศัพท์ดังขัดขึ้นขึ้น เจคหยิบมาดู “ขอโทษนะ”
เจคเดินห่างออกไป
“มีอะไรหรือวดี”
ได้ยินชื่อนี้ หอมน้ำชะงัก หันหน้าไปมองตาม

ทางด้านสินีนุชนั่งท้าวคางอยู่ตรงโต๊ะกินข้าวใต้ต้นไม้หลังบ้าน สีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด ทับทิมเดินถือจานขนมจีนแกงไก่ ไข่เค็ม เข้ามานั่งด้วย
“ทำไมวันนี้กินน้อยจัง”
“เขนใช้ความคิดมากเลยไม่หิว!
“เรื่องหอมน้ำใช่ใหม”
เขนพยักหน้า
“พี่ทับก็งงเหมือนกันอยู่ดีๆ ก็เล่นละครยังกับมืออาชีพ แถมยังไม่ยอมสุมหัวกับพวกเราเหมือนเคยอีก ทำเหมือนถูกผีสิง!”
พูดเสร็จสองคนสะดุ้งเฮือกพร้อมๆ กันและมองหน้ากันเลิกลัก

เจคเก็บโทรศัพท์ขณะเดินออกมาจากบ้านอีกครั้ง เขามองหาโดยรอบ แต่ไม่มีร่างของหอมน้ำแล้ว
“อ้าว หายไปไหนแล้ว”
เขนและทับทิมเดินเข้ามา ทั้งสองชะงักนิดหนึ่งเมื่อเห็นเจค ทับทิมถือชามขนมจีนแกงไก่มาให้หอมด้วย
“มาหาหอมน้ำหรือ”
สองสาวตอบ “ค่ะ” พร้อมกัน
ทับทิมยื่นจานขนมจีนแกงไก่ให้เจคดู
“ทับเอาขนมจีนแกงไก่มาให้น้องหอมด้วยค่ะ”
“ไม่รู้เหมือนกันว่าไปไหนแล้ว”

ขณะที่เยาวภากำลังนั่งกินสลัดอยู่ในครัว โดยประดิษฐ์สีหน้าท่าทางให้ดูไฮโซ เหมือนมีใครคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องและจับจ้องเยาว์เขม็ง
เยาวภาชะงัก หันขวับมามองและสะดุ้ง เมื่อเห็นหอมน้ำยืนกอดอกมองอยู่เมื่อไหร่ไม่รู้
เยาวภาตวาดทันทีที่ได้สติ “เข้ามาทำไม คุณบุรีไม่ได้อนุญาตให้เข้ามาถ่ายละครในนี้”
“คุณบุรีจะกลับกี่โมง”
“ถามทำไม เกี่ยวอะไรด้วย”
หอมน้ำเดินช้าๆ ยืนอยู่ตรงหน้าเยาวภา ใบหน้าหอมน้ำดูน่ากลัว นัยน์ตาเป็นสีแดงขึ้นมาวาบหนึ่ง เยาวภาลุกยืนตะลึงตัวแข็ง
หอมน้ำตวาดออกมาเป็นเสียงพุธกันยาว่า “อย่าสะเออะ”
เยาวภาสะดุ้งเฮือก เซผงะไป 2-3 ก้าว
“เคยบอกแล้วใช่ไหมว่าให้ทำตัวเสมอต้นเสมอปลาย”
เยาวภาอ้าปากค้าง พยายามจะพูดแต่ไม่มีเสียงออกมา หอมน้ำยิ้มเยือกเย็นแล้วหันหลังกลับเดินย้อนไป เยาวภายกมือขึ้นลูบอก ในขณะที่หอมน้ำหันกลับมาอีกครั้ง
“ทำอะไรอย่านึกว่าไม่มีใครเห็น... เพราะอย่างน้อยก็มีผีสาง เทวดาเห็น”
หอมน้ำเดินระเหิดระหงออกไป ส่วนเยาวภาทรุดตัวลงนั่งหมดแรง
“ฝัน ฉันต้องฝันไปแน่ๆ”

ไม่นานนัก ประตูห้องเปิดออก เยาวภารีบเดินเข้ามาและล็อคประตูแน่นหนา เดินมาทรุดตัวลงนั่งหน้าโต๊ะเครื่องแป้งมองดูเงาตัวเอง แล้วเลื่อนไปที่วิกผม ตลอดจนเครื่องประดับของพุธกันยาซึ่งตนแอบหยิบเอามา แล้วจัดวางไว้เรียบร้อย พร้อมหยิบสวมใส่ได้ตลอดเวลาบนโต๊ะเครื่องแป้ง เสียงพุธกันยาเหมือนดังก้องขึ้นมาในทันทีทันใด
“ทำอะไรอย่านึกว่าไม่มีใครเห็น”
เยาววภาสะดุ้งเฮือก มองไปโดยรอบด้วยสีหน้าแววตาหวาดกลัว
“เพราะอย่างน้อยก็มีผีสางเทวดาเห็น”
เยาวภาหลับตาลง สูดลมหายใจยาวตั้งสติ แล้วลืมตาขึ้น พูดท้าทาย
“เอาซิ ถ้าเป็นผีคุณกัลยาจริงก็ปรากฏตัวออกมาเลย”
ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ
เยาวภาชักได้ใจ “แสดงว่าไม่แน่จริง” เสียงดังขึ้นอีก “คุณกัลยา...คุณกัล กัลยา กัลเอ๊ย นังกัลป์”
ทุกอย่างเงียบสนิท เยาวภาเริ่มหัวเราะแบบคนคุมสติไม่อยู่
“ให้ตาย ถูกนังเด็กนั่นมันหลอกเอาจนได้! คอยดู ฉันจะหลอกแกมั่ง เอาให้เป็นไข้หัวโกร๋นเลย”

เยาวภาหัวเราะชอบอกชอบใจ

บ่ายนั้นกนกรัตน์ติ่งดาราวัยทอง ค่อยๆ ย่องไปที่ประตูรั้วบ้าน เหลียวหน้าเหลียวหลังแล้วขยับเปิด

เสียงวันทนาดังขึ้น “จะไปไหนคะ คุณหนก”
กนกรัตน์สะดุ้ง ยืดตัวหันกลับมาท่าทีรำคาญ
“จะไปดูเขาถ่ายละคร มีไรมั้ย”
“คุณหนกพ้นวัยไปแห่ดูดาราแล้วนะคะ” วันทนาพูดเป็นเชิงตำหนิ
“เธอเป็นใครถึงจะมาตัดสินฉัน”
กนกรัตน์หันกลับเดินออกไป
“พูดไปก็ไอ้เท่านั้น…เฮ้อ”
สาวใช้ส่ายหัวหันตัว เดินกลับเข้าไป

กนกรัตน์ค่อยๆ ย่องมาสมทบในบริเวณที่เขาถ่ายละครอยู่ จนได้มุมเหมาะซึ่งพิไลและฟ้ากำลังแอบดูอยู่
“ขอดูด้วยคน” กนกรัตน์บอก
สองสาวพยักหน้าแล้วหันกลับไปดูหอมน้ำและลูกนัท ณัชชา กำลังเข้าฉากด้วยกันต่อ
“เราเป็นเพื่อนกันนะ แก้ว”
หอมน้ำดึงแขนออกจากลูกนัทอย่างหมางเมิน
“เคยเป็นต่างหาก”
“ฉันจะพูดยังไงเธอถึงจะยอมเข้าใจ”
“เลิกเสแสร้งเสียที” ประโยคต่อไปหอมน้ำพูดด้วยอารมณ์สะเทือนใจ น้ำเสียงสั่นเครือ และน้ำตาคลอ ”รู้ทั้งรู้ว่าฉันรักภีม แต่เธอยังจงใจแย่งฉัน”
นอกเซ็ตตรงมุมที่พิไลและกนกรัตน์ดูอยู่ สองคนถึงกับเช็ดน้ำตาป้อยๆ ด้วยความสงสารหอมน้ำ หรือแก้วในละครเพลิงนารี ในขณะที่ฟ้ามองอย่างพิศวงที่หอมน้ำยิ่งเล่นยิ่งเหมือนมืออาชีพมาก
“โถ...แม่คุณ” พิไลครวญ
“เป็นฉัน ฉันจะไม่มีวันแย่งแฟนเพื่อนเลย” ติ่งมนุษย์ป้าว่า
พิไลพยักพเยิด สะอื้นไห้ “เหมือนกัน”
ภายในเซ็ตสองสาวเล่นไปตามบท
“ฟังนะแก้ว” ลูกนัทพยายามจับแขน
ถูกหอมน้ำสะบัดแขนออก “ฉันไม่ฟังอะไรทั้งนั้น”
ธันวาในบท ภีม เดินเข้ามาโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่
“คุยอะไรกันหรือครับ...สาวๆ”
สองสาวหันมามอง
“คุยกับผีอะไรล่ะ” หอมน้ำว่า
ลูกนัทตกใจ “แก้ว”
“พวกเธอสมกันมาก สมกันเหมือนผีกับโลง”
หอมน้ำสะบัดหน้าเดินออกไป ขณะที่ธันวาเข้ามาโอบลูกนัทไว้ ทั้งสองมองตามไป
“คัท!..ดีมาก”
ทุกคนตบมือ โค้ก เขน ทับทิม รวมทั้งอธิปเข้ามาชื่นชมหอมน้ำ ตรงข้ามกับเพลินพิศค้อนควับ

ประตูรีโมทเปิดประตูโรงรถออก ศวัสขับรถเข้ามาจอด แล้วก้าวลงมา หมอหนุ่มเดินเลี่ยงอ้อมไปเข้าทางหลังบ้าน

อธิปเดินมายื่นน้ำบ๊วยให้หอมน้ำ
“น้ำบ๊วยเย็นชื่นใจครับ...น้องหอม”
“ขอบใจ เอ๊ย! ขอบคุณค่ะ”
“หอม ยิ่งเล่นแกยิ่งเหมือนมืออาชีพ ไม่อยากจะเชื่อเลย” เขนว่า
“เรื่องนี้น้องหอมต้องเกิดแน่ๆ” ทับทิมบอก
ระหว่างนี้ เพลินพิศเดินมาหาลูกนัท
“มันขโมยซีนลูกนัทน่าดู”
ลูกนัทยักไหล่ “ยังไงนัทก็เป็นนางเอก”
หอมน้ำเหลียวหน้าไปทางประตู เห็นศวัสเดินผ่านไป หอมน้ำรีบตามออกไป เขน และทับทิมซึ่งกำลังช่วยกันเช็ดหน้าเช็ดเหงื่อให้หอมน้ำมองตามงงๆ
“ธันวา ลูกนัท เตรียมตัว” เสียงเจ็คดังเข้ามา
ธันวา กับ ลูกนัท และทีมงานเตรียมพร้อมฉากต่อไป

ศวัสกำลังเดินไปที่บันได หอมน้ำตามมา สีหน้าแววตามองศวัสด้วยสายตาของแม่ที่มองลูกด้วยความรักอย่างสุดซึ้ง
“ศวัส”
ศวัสหยุดเดิน หันมามองหอมด้วยความประหลาดใจ ในขณะที่เขนและทับทิมตามมาพอดีพร้อมด้วยกระดาษซับหน้าในมือ
“ศวัสลูกรัก”
เขนกับทับทิมสะดุ้งโหยง ขณะที่หอมน้ำโผเข้าไปกอดศวัสอย่างตื้นตันใจ
“ลูกแม่ แม่อยากกอดลูกมานานเหลือเกิน”
ศวัสยืนตัวแข็งด้วยความตกใจ หอมน้ำจับหัวศวัสมาลูบหัว ลูบหน้าผาก จับแก้มซ้ายขวาอย่างชื่นอกชื่นใจ
“ชื่นใจของแม่”
ศวัสเริ่มรู้สึกตัวรีบเบี่ยงตัวออก “เฮ้ย! คุณ”
หอมน้ำยังตามมาประคองหน้าศวัสอีก “ศวัส! นี่แม่เอง มองดูให้ดีซิลูก”
สองสาวที่ดูอยู่เบิกตากว้างหันมามองหน้ากัน
ศวัสผลักหอมทันที “ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ”
หอมเสียใจสุดๆ “ศวัส ทำไมผลักแม่อย่างนี้ บาปนะลูก”
ศวัสมองท่าทางนั้นอย่างกลัดกลุ้ม
“สงสัยอาการจะกำเริบ”
หอมน้ำเดินมาทรุดตัวลงนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น
เขนกระซิบทับทิม “เอาไงดีพี่ทับ”
“ไม่รู้”
ศวัสตัดสินใจเดินมานั่งข้างๆ หอมน้ำ
“หอมน้ำ”
หอมน้ำกอดและซบอกศวัสสะอื้นไห้
“ไม่ใช่หอมน้ำ นี่แม่กัลยาของลูก...ทำไมศวัสถึงจำแม่ไม่ได้”
ศวัสก้มลงมองหอม เขาเห็นเป็นภาพพุธกันยากำลังกอดเขาในวัยเด็ก 3ขวบ ด้วยความรักและทะนุถนอม เป็นภาพในความทรงจำของแม่ลูกที่มีความสุขมาก
ศวัสมองหอมน้ำด้วยความรู้สึกประหลาด
เขนถือโอกาสถอดสร้อยพระจากคอตัวเองมาคล้องที่คอหอมน้ำทันที หอมน้ำกรีดร้องราวกับถูกของร้อนแล้วหมดสติคออ่อนคอพับโดยศวัสรับไว้ทัน
“ไปพี่ทับ พาหอมกลับหอ”
ศวัสงง “นี่มันอะไรกัน”
“อ๋อ หอมน้ำเป็นลมค่ะคุณหมอ” ทับทิมบอกหน้าเหยเก
หอมน้ำค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาในอาการงวยงง
“อะไรเหรอเขน”
เขนและทับทิมถอนใจโล่งอก
“กลับถึงหอแล้วจะเล่าให้ฟัง”
เขน กับทับทิมช่วยกันประคองหอมน้ำให้ลุกขึ้น ทว่าหอมน้ำหมดสติไปอีก ศวัสรับไว้ได้ทันช้อนตัวหอมน้ำขึ้นตัดสินใจปราดเดียว
“ฉันจะไปส่ง”

เขนกับทับทิมมองศวัสด้วยสีหน้าประหลาดใจ

อ่านต่อหน้า 2

ใยกัลยา ตอนที่ 3 (ต่อ)

ในเซ็ตตอนนี้ อธิปกำลังเข้าฉากกับเพลินพิศ ขณะทับทิมเข้ามากระซิบโค้ก พอฟังจบโค้กชะงัก หันมามองหน้าทับทิม

อีกฟาก รถศวัสแล่นมาจอดหน้าคอนโดหอพักในยามเย็น
ประตูห้องเปิดออก ศวัสอุ้มหอมน้ำเข้ามา
เขนชี้บอก “พาเข้าไปนอนได้เลยค่ะ”
ศวัสเดินตามเขนเข้ามาในห้องค่อยๆ วางร่างหอมน้ำลงบนเตียง
เขนไหว้ “ขอบคุณเฮีย...เอ๊ย! คุณหมอมากค่ะ”
ศวัสลังเลเล็กน้อย “ถ้าเพื่อนเธอเป็นอะไรมาก ก็โทร.หาฉันได้ทันที”
“ค่ะ ขอบคุณอีกครั้งนึงค่ะ”
ศวัสเดินไปที่ประตู หันมามองหอมน้ำอีกที แล้วจึงออกไป เขนออกมาส่งศวัสแล้วเดินกลับเข้าห้อง สาวอวบทิ้งตัวลงนั่งมองหอมน้ำ แล้วเขย่าตัว
“หอม…หอม”
หอมน้ำลืมตาขึ้นช้าๆ มองเขนแล้วมองไปโดยรอบอย่างงงๆ ว่าตัวเองมาอยู่ที่ห้องได้อย่างไร
เขนมองเพื่อนแล้วชักจะหวาดๆ “ใช่แกหรือเปล่าฮึ! หอม”
หอมน้ำขยับกาย ยันตัวลุกขึ้น เขนกระโดดจากเตียงถอยหลังไป 2-3 ก้าว อย่างระมัดระวังตัว
“แล้วแกคิดว่าฉันเป็นใครล่ะ”
“ก็บอกมาซิ”
“เขน...ทำไมทำท่ากลัวฉันยังกับกลัว...” หอมน้ำชักเอะใจ แล้วสะดุ้งไม่กล้าพูดต่อ
เขนต่อคำพูดให้ว่า “...ผี”
สองสาวผวากอดกันกลม กรีดร้องขึ้นพร้อมๆ กันอย่างหวาดกลัว

รถแล่นมาบนท้องถนน ศวัสขับรถมาเรื่อยๆ โดยมีพุธกันยานั่งคู่อยู่ข้างหน้าตัวแข็งทื่อ
ศวัสมีสีหน้าเคร่งขรึม นึกถึงเหตุการณ์ตอนหอมน้ำเข้ามากอดจูบเขาด้วยความรัก แถมเรียกว่าเป็นลูก...เรียกแทนตัวเองว่าแม่
พุธกันยารู้ความคิดนั้น ผินหน้ามามองลูกอาการแข็งทื่อ
“นั่นแม่จริงๆ แม่เฝ้าดูการเจริญเติบโตของลูกตลอดมาด้วยความภาคภูมิใจแม่ฝันว่าสักวันหนึ่งจะได้กอดจูบลูกให้สมกับความรัก...แล้วแม่ก็สมหวัง”
ศวัสถอนใจเฮือก “แสดงเก่งเกินไปแล้ว...เด็กบ้า”

สองสาวอยู่ที่ห้องเขนในคอนโด หอมน้ำตกใจสุดขีดเมื่อฟังสินีนุชเล่าจบ
“หา ฉันน่ะเรอะกอดจูบคุณหมอฟันทันตแพทย์”
“เออ แถมทำท่าซาบซึ้งตรึงใจยังกับแม่กอดลูกแน่ะ”
หอมน้ำยกมือปิดหน้า “โอ๊ย ตายแล้ว แล้วฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ฉันคงไม่กล้าสบตาเขาไปจนตลอดชีพ”
เขนตบไหล่เพื่อนปลอบ “น่า...แกก็รู้ว่าแกถูกผีสิง มันไม่ใช่ความผิดของแก”
หอมน้ำคร่ำครวญ “ก็มีแต่แกกับฉันเท่านั้นที่รู้ คุณหมอฟันทันตแพทย์เขาจะคิดยังไง โอ๊ย ยิ่งคิดยิ่งอยากจะเอาหน้าไปฝังดิน”
“เห็นใจว่ะเพื่อน! สู้สู้”
“สู้บ้าสู้บออะไร ฉันจะไม่ไปบ้านนั้นอีกแล้ว”
“เฮ้ย แล้วละครล่ะ แกกำลังเล่นดีจนยัยเพลินพิศค้อนแล้วค้อนอีกเชียวนะ ทุกคนเขาปลื้มปริ่มแกกันทั้งนั้น”
“นั่นไม่ใช่ฉัน”
“เออ! รู้แล้ว แต่แกต้องคิดในแง่บวกบ้าง”
“ถูกผีสิงเนี่ยนะ คิดในแง่บวก”
เขนพยักหน้าหนักแน่น “อื่อฮึ เพราะแกสามารถลบคำสบประมาทของทุกๆ คนที่ไม่หวังดีได้ แกจะเรียนจบด้วยเกียรตินิยมอับดับ1”
“ยังไงก็ไม่” หอมน้ำส่ายหน้าดิก
“แกจะรวยเละ ดาราระดับนางเอกรวยๆ กันทั้งนั้น” เขนบิ้วท์
“ไม่”
“แกจะได้บุญเพราะช่วยให้ครอบครัวเขาได้อยู่ด้วยกันอีกครั้ง คุณพุธกันยาเขาคงคิดถึงลูก คิดถึงสามีเขามาก...เขาถึงได้ใช้แกเป็นสื่อ”
เห็นท่าทีหอมน้ำชักลังเล เขนกล่อมต่อ
“แกเองก็ชอบทำบุญสุนทานอยู่แล้ว แกช่วยเขา...เขาช่วยแก...วิน..วินทั้งผีทั้งคน”
“แล้ว...แล้ว...ถ้าเขาไม่ยอมออกจากร่างฉันล่ะ”
“เรื่องนี้ต้องทำสัญญากันก่อน ฉันกับพี่ทับจะเป็นพยานให้เอง”
หอมน้ำลุกขึ้น “ยังไงก็ไม่ มีอย่างเหรอ...จะให้ฉันทำสัญญากับผี”
หอมน้ำเดินออกไปท่าทางฉุนเฉียว
เขนร้องตามไม่ลดละ “คิดดีๆ นะหอม วิน วินทั้งผีทั้งคน”

หอมน้ำเดินหนีหน้างอตรงมายังหน้าห้องหนึ่ง
เพื่อนนักศึกษา 1 เดินสวนมา “โกรธใครมาน่ะหอม”
“เปล่า”
เพื่อน 2 ถาม “ได้ข่าวว่าจะเป็นนางเอกละครแล้วนี่”
“เปล่า”

หอมน้ำผลีผลามเปิดประตู เข้าห้องไป

หอมน้ำปิดประตูห้องที่ทั้งห้องมืดสลัว แต่พอหันมาแล้วต้องสะดุ้งเฮือกอุทานลั่น

“ผีหลอก”
ด้วยวิญญาณพุธกันยาซึ่งนั่งรออยู่หน้างอหงิก นัยน์ตาเป็นสีแดงวาวโรจน์
“ฉันไม่ใช่ผี ฉันเป็นวิญญาณ”
“ก็เหมือนกันนั่นแหละค่ะ”
“ไม่เหมือน”
“คุณรู้ได้ยังไวว่าหอมอยู่ที่นี่”
พูดพลางค่อยๆ ถอยหลังไปที่ผนังและเปิดไฟ แต่ไฟไม่ติด หอมน้ำกดอีกหลายๆ ครั้งแต่ก็ไม่ติด
“เสียเวลา ไม่ติดหรอก” พุธกันยาบอก
พอหอมน้ำเดินไปที่ประตู พุธกันยาปรากฏตัวขวางหน้า หอมน้ำสะดุ้งเฮือกด้วยความกลัวและตกใจ
“เอาละ ฉันขอโทษที่ทำให้เธอตกใจกลัว”
หอมน้ำยังปากแข็ง “หนูน่ะกลัวจนจะหายกลัวแล้ว”
“งั้นก็ดีเลย เราจะได้คุยกันง่ายขึ้น”
“หนูไม่อยากคุยกับผี”
คำว่า ผี ทำเอาพุธกันยาฉุนหน้างอหงิก ด้วยความเป็นผีทำให้กิริยานั้นยิ่งน่ากลัว
หอมน้ำรีบพูด “ขอโทษค่ะ วิญญาณ”
พุธกันยาสีหน้าดีขึ้น “ค่อยยังชั่ว นั่งก่อนซิ”
หอมน้ำเดินมาทรุดตัวลงนั่ง จู่ๆ พุธกันยาปรากฏตัวนั่งตรงกันข้าม
หอมน้ำสะดุ้ง “ไหนคุณว่าจะไม่ทำให้หนูตกใจไงคะ”
“ขอโทษ ฉันชินกับการไปไหนมาไหน ทำอะไรเร็วๆแบบนี้ แล้วถ้าเราพบกันบ่อยๆ เข้า เธอก็จะชินเหมือนกันฉันมีข้อเสนอเดิมๆ”
“หนูไม่รับหรอกค่ะ”
“งั้นฉันก็จะคอยตามตื้อเธออยู่อย่างนี้…ตื้อเท่านั้นที่จะครองโลก”
“ทำไมคุณไม่ไปขอให้คนอื่นช่วย”
“เพราะเขารับสัญญาณของฉันไม่ดีเท่าเธอ เธอเป็นคนดี...เป็นอันว่าตกลงนะ เธอช่วยฉัน...ฉันช่วยเธอ”
หอมน้ำนิ่งท่าทางยังไม่เต็มใจ
จนพุธกันยาต้องยื่นหน้ามาใกล้อย่างพรวดพราด “หอมน้ำ”
หอมน้ำผงะตกใจ เก้าอี้ล้ม “โอ๊ย”
พุธกันยาตกใจรีบมาทรุดตัวลงข้างๆ “ขอโทษ ขอโทษ เจ็บตรงไหนบ้าง”
หอมน้ำร้องไห้ “หนูไม่อยากยุ่งกับคุณ ไปเสียทีได้มั้ย...”
พุธกันยาลุกขึ้นเดินไปนั่งหน้าเศร้าน้ำตาไหล
“ฉันไม่รู้จะพึ่งใครแล้ว นึกว่าสงสารฉันเถอะนะจ๊ะ ฉันขอแค่อาศัยร่างเธอได้พูดได้คุยกับลูกกับผัวบ้างเท่านั้นเอง เธอจะไม่ช่วยฉันเชียวหรือ”
สีหน้าท่าทางผีซุปตาร์น่าสงสารเป็นอย่างยิ่ง หอมน้ำมองพลางทอดถอนใจแล้วเมินไปอีกทาง

ค่ำนั้น พิไลยกถาดน้ำหวานมาเสิร์ฟให้ทุกคนภายในห้องทำงานเจค
“พิไลนี่อยู่ทนอยู่นานดีจังเลยนะ” วดีแดกดัน
“ก็เจ้านายดีนี่คะ” พิไลทำท่าจะคุยต่อ “คุณวดี”
เจคขัดขึ้น “ไปได้แล้ว”
“ค่ะ” พิไลลุกเดินออกไปแต่ไม่วายหันมา “วันหลังคุยกันทางไลน์หรือเฟซบุ๊คก็ได้ค่ะ”
เจคเสียงแข็ง “พิไล”
พิไลคอย่นรีบออกไป วดีพยักหน้าเป็นสัญญาณกับหลาน
เอิงเลื่อนตัวลงจากเก้าอี้+กราบเจคที่ตัก
“คุณอาขา...เอิงกราบขอโทษที่เบี้ยวงานคุณอา ต่อไปนี้เอิงจะไม่ทำอีกแล้ว เอิงถูกคุณป้าวดีอบรมเสียใหญ่เลย”
เอิงทำปากยื่น ตาประหลับประเหลือก โดยคิดว่าเป็นท่าที่ตัวเองน่ารักน่าเอ็นดูเต็มประดา
“ช่างเถอะ! เรื่องมันแล้วไปแล้ว” เจคว่า
เอิงทำเป็นดีใจสุดๆ “แปลว่าคุณอาไม่โกรธเอิง...อนุญาตให้เอิงเล่นละครต่อใช่ไหมค่ะ”
“คงต้องเรื่องต่อไป...แต่ก็ขอดูความประพฤติก่อน”
วดีแทรกขึ้น “วดีรับรองว่าจะคุมแกเองค่ะ”
เอิงกระเง้ากระงอด “เอิงอยากเล่นเรื่องนี้”
“พอดีอาได้คนใหม่แทนแล้ว...และเขาก็มีพรสวรรค์ด้วย” เจคว่าอีก
เอิงหันขวับมาทางวดี “ไหนป้าวดีบอกว่าเอาควายเข้าฉากยังจะดีกว่ามันไงคะ”
เจคนิ่วหน้าไม่พอใจ ขณะที่วดีถลึงตาห้ามเอิง

ป้าหลานเดินตรงมายังรถในลานจอดรถบริษัทสร้างศิลป์ วเอิงขึ้นนั่งที่คนขับวดีนั่งคู่
“แกไปพูดกับเขาแบบนั้นได้ยังไง คุณเจคเขาจะคิดว่าฉันเป็นคนแบบไหน”
“โอ๊ย! ปูนนี้แล้ว...คิดว่าเขาไม่รู้เรื่องหรือคะ”
“นังเอิง”
“แหม ล้อเล่นหน่อยเดียวขึ้น นัง เลย ...เฮ้อ อีตาคุณอาเจคใจร้ายชะมัด ไอ้เราอุตสาห์อ้อนวอนแทบตาย”
“สมน้ำหน้า”
“ช่วยกันหน่อยซิค่ะ ป้าวดี อย่าเอาแต่สมน้ำหน้า! อย่าลืมซิคะว่าถ้าเอิงได้แต่งงานกับคุณหมอ ป้าวดีก็ประหยัดตังค์ได้เยอะ เพราะเอิงจะย้ายไปเกาะเขาแทน”
วดีนิ่งคิด สีหน้าเห็นด้วยเต็มที่
“เห็นด้วยแล้วละซิ” เอิงขับรถออกไป

เจคเดินเข้าในห้องทำงานกดล็อกประตู แล้วเดินมาทรุดตัวลงนั่งเอนตัวพิงพนัก นัยน์ตาจับจ้องมองเพดาน คิดถึงภาพที่เห็นหอมน้ำบอกขอทำสมาธิ ท่าทางทำสมาธิเข้ามาในห้วงความคิด
เจคพึมพำ “เหมือนกันเหลือเกิน” หวนคิดถึงเหตุการณ์ในอดีต

วันนั้นพุธกันยา ต้องเข้าฉากกับพระเอกชื่อดัง เป็นซีนอารมณ์ ทุกคนพร้อมประจำที่
พุธกันยาบอกเจคว่า “ขอทำสมาธิก่อน”

ทุกคนเงียบสนิท ขณะที่พุธกันยาหลับตาลง สูดลมหายใจยาว 3 ครั้ง แล้วยืดหลังตรง หน้าเชิดขึ้นนิดๆ

เจคดึงตัวเองกลับออกมา แต่ยังคงมีสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด

พึมพำเบาๆ “กัลยา”
เสียงเคาะประตูเบาๆ ทำให้เจคขยับตัว
“เข้ามา”
พิไลเปิดประตูเข้ามา
“คุณเจคยังไม่กลับอีกหรือคะ”
“ยัง ว่าจะดูบทอีกเดี๋ยว! พิไลกลับไปเถอะ”
“ค่ะ”
พิไลดึงประตูจะปิด แล้วนึกได้...เปิดออกใหม่
“วันนี้ น้องหอมน้ำทำให้พิไลคิดถึงคุณกัลยามากเลยค่ะ”
เจคพยักหน้าแล้วก้มลงมองบท พิไลปิดประตูเบาๆ

คืนเดียวกันที่บ้านกนกรัตน์ ภายในห้องอาหาร ทั้ง 2 คนกำลังกินข้าวกัน โดยกนกรัตน์คุยโอ้อวดกับวันทนา
“ฉันน่ะอยากให้เธอเห็นจัง! เด็กคนนั้นเล่นละครเก่งฝุดๆ”
วันทนาตีหน้าตาย “ข้าวอยู่ในปากไม่ควรพูดค่ะ! มันดูไม่งาม”
กนกรัตน์ยกถังขยะเล็กๆ ขึ้นมาคายทิ้ง “เอาละ หมดปากแล้ว”
วันทนาทำตาเหลือก ถอนใจเฮือก
“เห็นพวกที่กองถ่ายเขาพูดกันว่า หอมน้ำจะคู่กับอธิป ฉันพนันได้เลยว่าคู่นี้ต้องกลายเป็นคู่จิ้นแห่งปี…ฟินฝุดๆ”
“คุณหนกขา...คุณหนกทานข้าวเถอะค่ะ”
“แหม...มันตื่นเต้นจนกินไม่ค่อยลง”
วันทนาลุกขึ้น...หยิบจานข้าวของตัวเองออกไป
“อะไรกันนักหนา เอาแต่เครียดซีเรียส...เดี๋ยวก็ประสาทกินหรอก”

เช้าอันแสนแจ่มใสนี้ ทีมงานนัดกันที่โลเกชั่นบ้านศวัส โค้กขับรถซึ่งไปรับหอมน้ำและเขนเข้ามาจอด ทั้งสามคนเปิดประตูลงมา พวกกองถ่ายมาถึงก่อนหน้าเรียบร้อยแล้ว
ฟ้าทำหน้าเบ้ แล้วหันกลับมาขณะเดินตรงมาที่ทั้งสามคนด้วยใบหน้าที่ปั้นให้ยิ้มแย้ม
“คุณโค้กอุตส่าห์ไปรับมาเองเลย!..ไปทานเกี้ยมอี๋กันก่อนนะจ๊ะ...น้องหอม”
“ไม่ชวนน้องเขนหรือค่ะ” เขนดักคอ
“อ๋อ! พี่รู้ว่าน้องเขนไม่ต้องชวนหรอกค่ะ”
ทั้งหมดเดินจะเข้าบ้าน
กนกรัตน์ถือไอโฟนวิ่งตามมา แต่งตัววัยรุ่นมากๆ
“น้องหอม! น้องหอม”
หอมน้ำหันมามอง
กนกรัตน์วิ่งมาหยุดหายใจหอบตรงหน้า “ขอ...ขอพี่ถ่ายรูปด้วยหน่อยค่ะ”
เขนน้ำหันไปพูดคนเดียว “เป็นพี่แล้วเรอะ”
หอมน้ำถ่ายรูปกับกนกรัตน์ โดยติ่งรุ่นป้าทำท่าวัยรุ่นต่างๆ จนพอใจ
“ขอบคุณมากนะคะ! ซารางเฮโย” กนกรัตน์ทำท่ารูปหัวใจไปด้วยแลดูน่าขัน
“ขอบคุณค่ะ”
หอมน้ำเดินเข้าไปในบ้าน กนกรัตน์มองตามแววตาปลื้มปริ่ม

ทั้งหมดเดินเข้ามาในตึก แจ่มเดินแกมวิ่งออกมาจากตัวบ้านตรงมา
“คุณบุรีให้มาเชิญคุณหอมกับคุณเขนข้างในค่ะ”
หอมน้ำหันมามองโค้ก ซึ่งโค้กพูดอย่างสนิทสนมอ่อนโยนราวกับเป็นคู่รักกันแล้ว “ไปเถอะค่ะ...ไม่ต้องเป็นห่วงพี่”
เขนลูบแขนตัวเอง “ขนลุก! ไปหอม”
หอมน้ำ และเขนเดินเข้าไป โค้กมองตามตาเชื่อม
ฟ้าตบหลังโค้กอย่างแรง “รู้จักสุนัขเห็นเครื่องบินมั้ยพี่โค้ก”
โค้กด่า “ไอ้บ้า”

แจ่มเดินนำทั้ง 2 คนเข้ามา สองสาวไหว้บุรีกับศวัส
“เชิญนั่งหนู นั่งเลย มากินโจ๊กเป๋าฮื้อด้วยกัน”
“ขอบคุณค่ะ” สองสาวไหว้พร้อมกัน
หอมน้ำยังไม่ยอมมองหน้าศวัสเดินมานั่งที่เก้าอี้ พุธกันยาปรากฏร่างนั่งตรงนั้นหันมายิ้มให้เธอ หอมน้ำชะงัก
ทุกคนมองท่าทางนั้นอย่างประหลาดใจ
เขนทำปากถามว่า “ผีเหรอ” โดยไม่มีเสียง
หอมน้ำพยักหน้า
“นั่งซิ...หนู” บุรีเชื้อชวน
หอมน้ำอึกอัก ศวัสขยับมุมปากเหมือนจะรู้ทัน
“ลุกก็ได้” พุธกันยาลุกไปนั่งเก้าอี้อีกตัวที่ว่าง
หอมผ่อนลมหายใจยาว แล้วค่อยๆทรุดตัวลงนั่งตรงข้ามกับศวัส
ศวัสมองตรงมา เห็นหอมน้ำวางมือวางแขนไม่ถูก

ที่สนามบ้าน เห็นพวกเด็กกองนั่งกินข้าวกันเป็นกลุ่ม โค้กนั่งคุยไปกินไปกับคัมภีร์ ทับทิม ฟ้า และธุรกิจกอง
ฟ้าชำเลืองมองโค้กแวบหนึ่ง “ท่าทางเจ้าของบ้านเขาจะเอ็นดูเด็ก 2 คนนั้นเป็นพิเศษนะ ว่ามั้ย ทีพวกเราไม่เห็นจะสนใจเชิญเข้าไปร่วมโต๊ะเลย”
ทับทิมหมั่นไส้ “แหม...คุณพี่ฟ้าละก็ เขาเมตตาให้เข้ามานั่งกินกันในบริเวณบ้านก็เลอค่าแล้ว จำบ้านคุณองอาจได้มั้ย นั่นเขายังขับไล่ไสส่งให้ออกไปกินนอกรั้วเลย”
คัมภีร์หันไปทางประตูใหญ่แล้วร้องลั่น “นั่นใครมา!...เฮ้ย”
ทุกคนหันไปมองที่ประตูรั้วซึ่งเปิดอยู่ สายตาทุกคู่ เห็นวดี กับเอิง เดินเข้ามา โดยมีลิซซี่หิ้วตระกร้าผลไม้ขนาดใหญ่จนตัวเอียงตัวแอ่นตามมา
“เหม่...เหม่...เหม่ ยัยวดีนำขบวนมาเองเลย” คุณป้าแม่ครัวใหญ่ค้อนควัก
“เข้าไปในบ้านแล้ว เขารู้จักเจ้าของบ้านมาตั้งแต่ครั้งไหน” ทับทิมแปลกใจ
“ก็แม่คนนี้แหละที่เคยเป็นผู้จัดการให้พุธกันยา...เมียของคุณบุรีเจ้าของบ้านเค้า ฉันรู้ลึกรู้จริงเพราะอยู่มานาน ยัยนี่นะร้ายยิ่งกว่านังมาหยารัศมีในดาวพระศุกร์อีก”

พิไลมองอย่างหมั่นไส้

ถัดจากนั้นวดีกับเอิงเดินตามแจ่มเข้ามาที่ห้องทานข้าว บุรีทักเสียงเรียบสนิท

“คุณวดีไม่จำเป็นต้องเอาอะไรมาให้หรอกครับ”
“ไม่ได้ซิคะ เราใช่คนอื่นคนไกลกันซะที่ไหน”
ขณะที่บุรี และ วดี พูดกันอยู่นั้น เอิงก็ส่ายตาหวานให้ศวัสตลอด
หอมน้ำอมยิ้มกับท่าทีเหมือนจะอึดอัดของศวัสกับสายตานั้น แล้วเบือนหน้ามามองพุธกันยาโดยไม่ได้ตั้งใจ และต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นนัยน์ตาแข็งกร้าวสีแดงวาบน่ากลัว กำลังจับจ้องมองวดี
“เห็นน้องเอิงเขามาสรรเสริญลูกชายคุณว่าเก่งอย่างโน้นอย่างนี้...”
“ขูดหินปูนเก๊ง..เก่งค่ะ...เก่งที่สุดในโลกเลย”
“หมอฟันทุกๆคนเขาก็ขูดแบบผมทั้งนั้นแหละครับ”
“แหม พี่หมอก็ถล่มตัว เอ๊ยถ่อมตัว น้องเอิงสัญญาว่าจะหาลูกค้ามาให้พี่หมอเยอะๆ เลยค่ะ”
“ไม่เป็นไรครับ”
วดีหันมาทางหอมน้ำ “เธอใช่มั้ยที่มาเล่นแทนน้องเอิง”
“ค่ะ”
“หน้าตาจื๊ด จืด ท่าทางก็จ๋องๆ บทดราม่าเข้มข้นอย่างในเพลิงนารี เธอจะเล่นได้หรือจ๊ะ” วดีเปิดฉากเสียดสี
โดยไม่ทันมีใครสังเกต ท่าทางหอมน้ำเปลี่ยนเป็นคนละคน เพราะถูกพุธกันยาสิงเงียบๆ ไปเรียบร้อย
“เล่นได้ดีกว่าหลานสาวแก เอ๊ย! คุณแน่ๆ”
เขนสะดุ้งเช่นเดียวกับทุกคน ที่สายตาพุ่งมาจับหอม ลิซซี่กะเทยจอมเผือกถึงกับยกมือทาบอก ขณะที่เขนหันไปมองที่ๆ พุธกันยายืนอยู่แต่ตอนนี้หายไปแล้ว สาวอวบรู้ทันที
“เวรกรรม”
หอมน้ำบอกต่อว่า “เพราะถ้าอยากจะอยู่ในวงการไปนานๆ ต้องมีวินัย...รักษาเวลา...มีสัมมาคาราวะ และเชื่อฟังกตัญญูรู้คุณ...” หอมน้ำเลิกคิ้วนิดๆ พลางยิ้มเยาะป้าหลาน “ใช่มั้ยคะ”
วดีตะลึงมองหอมน้ำ เบิกตากว้าง คาดไม่ถึง

เหตุเพราะวดีเคยพูดคำนี้กับพุธกันยาในอดีต ที่ห้องรับแขกบ้านของวดีนั่นเอง
“ถ้าอยากจะอยู่ในวงการไปนานๆ ต้องมีวินัย รักษาเวลา มีสัมมาคาราวะและเชื่อฟังกตัญญูผู้มีพระคุณ”
ซึ่งพุธกันยาฟังอย่างตั้งใจขณะที่วดีพูด

เอิงจับแขนป้าเขย่า เพราะวดีซึ่งยังนั่งเบิกตากว้างค้างอยู่
“ป้าวดี ป้าวดี”
วดีรู้สึกตัว “แปลกจัง อยู่ดีๆ ก็รู้สึกเหมือนจะเป็นลม”
ศวัสดูนาฬิกา ขยับตัวลุก “ขอโทษนะครับ ผมต้องไปทำงานแล้ว”
หอมน้ำลุกขึ้น “แม่ เอ๊ย! หอมจะเดินไปส่ง”
ศวัสชะงักมองหอมน้ำ เช่นเดียวกับคนอื่นๆ
หอมน้ำสบตาศวัส มีอะไรบางอย่างในดวงตานั้น ทำให้ศวัสเดินตามออกไปเงียบๆ
สีหน้าแต่ละคนมึนงงขณะมองตาม

สองเดินกันเงียบๆ มาที่โรงรถ หอมน้ำกอดศวัส เขย่งขึ้นจูบหน้าผาก แก้มทั้ง 2 ข้างดังฟอดๆ
“แม่รักลูก ตั้งใจทำงานนะครับ”
ศวัสจับแขนหอมน้ำ ดันออกห่าง
“เธอต้องไปหาจิตแพทย์โดยเร็วที่สุด”
คุณหมอฟันทันตแพทย์รีบขึ้นรถขับรถออกไปโดยเร็ว มีหอมน้ำส่งเสียงดังไล่หลัง
“ศวัส! แม่ไม่ได้บ้านะลูก”
หอมหน้าสลดหันกลับ เห็นเขนยืนท้าวเอวมองอยู่
“เชิญทางนี้หน่อยค่ะ”
เขนน้ำออกเดินนำไปก่อน หอมน้ำเดินตาม

เขนเปิดประตูเดินเข้ามา ตามด้วยหอมน้ำ แล้วปิดล็อก เขนหันกลับมาเผชิญหน้า มือถือสร้อยพระที่คล้องคอออกมาจากปกเสื้อ แล้วกำไว้
“กรุณาออกมาจากร่างของเพื่อนเขนค่ะ”
หอมน้ำกอดอกบอก “ถ้าฉันไม่ออกล่ะ”
“แสดงว่าคุณผิดคำพูด เพราะฉะนั้นเขนกับเพื่อนก็จะยกเลิกข้อสัญญาทั้งหมด”
หอมน้ำนิ่งคิด แล้วสักครู่พุธกันยาก็ออกมาจากร่างเด็กสาว...หอมน้ำเซไปทรุดลง เขนรับไว้ทันประคองมานั่ง
“หอม...เป็นยังไงบ้าง”
พุธกันยายืนกอดอกมอง ขณะที่เขนดึงสร้อยพระออกมาสวมคอให้หอม
หอมน้ำลืมตาขึ้น “เขน”
เขนมองไปโดยรอบ แล้วหันมาทางหอม “ไปหรือยัง”
“ใคร…อ๋อ...”
“คุณพุธกันยา”
หอมน้ำมองไปที่พุธกันยาแล้วบอกว่า “ยัง”
“เมื่อกี้คุณพุธกันยา เข้าสิงแกโดยไม่บอกให้รู้ตัวล่วงหน้า”
หอมน้ำอ้าปากจะพูด แต่พุธกันยารีบพูดขึ้นก่อน
“ฉันขอโทษ ฉันเห็นนังคนหน้าไหว้หลังหลอกแล้วอดไม่ได้ มันโกงฉันหน้าด้านๆ”
“คุณจะใช้หอมเป็นเครื่องมือแก้แค้นเขาหรือคะ”
“เปล่า”
“หอมไม่เอาด้วยนะขอบอกไว้ก่อน! แม่หอมเคยสอนไว้ว่า เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร”
“นั่นเป็นเพราะว่า แม่ของเธอไม่ได้โดนอย่างฉัน”
“แม่ยังบอกว่า ใครทำกรรมอะไรไว้...กรรมนั้นย่อมตามสนอง”
พุธกันยาพูดอย่างเจ็บแค้น “สนองตรงไหน ฉันยังเห็นมันร่ำรวย อยู่ดีมีสุข”
“คุณรู้ได้ยังไงคะ! เขาอาจจะปิดบังความทุกข์ไว้ก็ได้”

“ฉันไม่เชื่อ! ฉันรู้แต่ว่าโลกนี้ไม่ยุติธรรม! คนทำดีได้ชั่ว...คนทำชั่วได้ดีมีถมไป”

อ่านต่อหน้า 3

ใยกัลยา ตอนที่ 3 (ต่อ)

สามคนกลับขึ้นมานั่งรถอย่างเดิม โดยที่วดียังมีสีหน้าเคร่งเครียด กังวลไม่คลาย

“ป้าวดีก็โสด คุณบุรีก็โสด น่าจะจับคู่กันนะพี่ลิซซี่ แล้วเอิงก็จะได้จับคู่กับพี่หมอ เป็นสองคู่ชู้ชื่นรื่นอารมณ์พอดี” เอิงเพ้อ
“เหลวไหล! หยุดเพ้อเจ้อเสียทีเถอะ”
“ว้า ทำไมวันนี้หงุดหงิดจังเลยล่ะ คุณป้าขา”
“ก็นังหอมน้ำหอมฟ้าอะไรนั่นนะซิคะ น้องเอิง มันหยาบคาย แข็งกระด้าง จะเกรงใจคุณวดีสักนิดก็ไม่มี นี่ถ้าเป็นที่ออฟฟิศเราละก็ พี่ลิซซี่จะตบฉลองวันเกิดไปแล้ว”
วดีนั่งเงียบขรึม เหมือนไม่ได้ยินคำพูดของทั้ง 2 คน
เอิงสะกิด “ป้าวดี เอิงขอตังค์ติดกระเป๋าสัก 2 หมื่นซิคะ”
“จะบ้าเรอะ เมื่อวานซืนเพิ่งเอาไปหมื่นนึง”
“น้าขาน้า เงินหมื่นนึงเดี๋ยวนี้น่ะไม่ได้มากมายอะไรเลยนะคะ ใช้ป๊อปๆ แป๊บๆ ก็หมด”
“แกใช้ป๊อปๆ แป๊บๆ หมด แต่กว่าฉันจะหาได้น่ะมันไม่ป๊อปๆ แป๊บๆ นะยะ เพราะฉะนั้น…ฉันไม่ให้”
เอิงทำหน้าหงิกงอ

หอมน้ำลุกขึ้นยืน พุธกันยาลุกตาม นัยน์ตามองมาอย่างวิงวอน ขณะที่เขนมองปฏิกิริยาของหอมน้ำอย่างตื่นเต้น
“หอมน้ำ! ฉันขอร้องละ”
“หอมไม่ไว้ใจคุณแล้วค่ะ คุณเข้าสิงหอมโดยพละการถึง 2 ครั้ง ต่อไปนี้ผีอยู่ส่วนผี...คนอยู่ส่วนคน”
พุธกันยาฉุน “ฉันเป็นวิญญาณ! ไม่ใช่ผี”
“ทำไมคุณไม่ไปผุดไปเกิดเสียทีล่ะคะ มายุ่งกับมนุษย์ทำไม”
พุธกันยาหน้าหมองขึ้นมาทันใด ใบหน้าเปล่งปลั่งดูซีดเซียวลง แก้มตอบ เศร้าสลดชวนให้รู้สึกหดหู่
หอมน้ำมองเห็น สีหน้าแววตารู้สึกผิดขึ้นมาทันที
“อะไรเหรอหอม”
หอมน้ำยังคงมองพุธกันยาด้วยความรู้สึกผิดปนสงสาร
พุธกันยาถอนหายใจยาว “เคยได้ยินพุทธพจน์ที่ว่า ที่ใดมีรัก...ที่นั่นมีทุกข์ ไหมนั่นแหละเป็นความจริงที่สุด...ฉันยังมีห่วงหลายอย่างอันเกิดมาจากความรัก ห่วงเหล่านั้นมันพันธนาการฉันจนหาทางออกไม่ได้...ฉันต้องทุกข์ทรมานมา 20 กว่าปี และก็คงจะเป็นอย่างนั้นไปชั่วกัปชั่วกัลป์ถ้าไม่ได้มาพบเธอ ฉันมาพบเธอ...เธอเป็นคนเดียวเท่านั้นที่สามารถเป็นสื่อกลางให้ฉันกับคนที่ฉันรักได้...ฉันมีหลายอย่างที่จะบอกกับพวกเขา”
“เขาไม่เชื่อหรอกค่ะ โดยเฉพาะลูกชายของคุณ! เขาหาว่าหอมเป็นบ้าด้วยซ้ำ”
พุธกันยายิ้มนิดๆ นัยน์ตาเป็นประกายเปี่ยมสุขเมื่อพูดถึงลูก
“ศวัสเขาเป็นหมอ เขาเรียนมาทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเขาจะเชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ได้เท่านั้น มันอาจจะต้องใช้เวลาบ้างที่จะทำให้เขาเชื่อ”
“นานเท่าไหร่ล่ะคะ 10 ปี 20 ปี หรือว่าชั่วชีวิตของหอม”
“คงไม่นานขนาดนั้นหรอก โดยเฉพาะถ้าสามีของฉันเชื่อ”
“แล้วคุณลุงบุรีเป็นนักวิทยาศาสตร์อีกหรือเปล่าล่ะคะ” หอมน้ำค่อนขอด
“เป็นหรือไม่เป็นไม่สำคัญ...ฉันมั่นใจว่าจะทำให้เขาเชื่อได้ นึกว่าเอาบุญเถอะนะจ๊ะหนูหอมน้ำ”
หอมน้ำถอนใจ ก่อนจะพูดด้วยสีหน้าแน่วนิ่ง
“คุณต้องสัญญานะคะว่า ถ้าเคลียร์ทุกอย่างได้แล้ว คุณจะไปผุดไปเกิด ไม่มารบกวนใครอีก”
พุธกันยารีบพยักหน้าอย่างดีอกดีใจ
“ได้จ้ะได้...เป็นอันว่าหนูจะช่วยฉันแล้วใช่ไหม”
หอมน้ำตัดสินใจที่จะช่วยพุธกันยา

ประตูห้องแต่งตัวเปิดออก 2 สาวเดินออกมา
“แกตัดสินใจถูกแล้วละหอม คงไม่มีใครในโลกหรอกที่ผีให้เกียรติมาขอร้องให้ช่วย”
“ก็เขาไม่ซวยเหมือนฉันน่ะซิ”
“ฮืม ซวยเซยอะไรกัน แกอาจจะได้บุญมากกว่าช่วยคนด้วยซ้ำ”
ลิซซี่ กับตากล้องสำนักเดียวกันเดินตามฟ้ามา
“น้องหอมขา คุณลิซซี่จากหนังสือ “ชิดขอบบันเทิง” มาขอสัมภาษณ์ค่ะ”
หอมน้ำกับเขน มองลิซซี่อย่างประหลาดใจ
“เอ๊ะ พี่เพิ่งกลับไปเมื่อสักครู่ใหญ่ๆ นี่เองไม่ใช่หรือคะ” เขนถาม
“กลับไปแล้วก็กลับมาได้ค่ะ ออฟฟิศพี่ลิซซี่อยู่ไม่ไกลจากนี่เท่าไหร่!เราจะเอาภาพน้องขึ้นสันปก...เอ๊ย! ขึ้นปกเลยนะคะ”
“นับว่าเป็นเกียรติมากๆ สำหรับดาราหน้าใหม่เลยนะเนี่ย มานี่มา”
ฟ้ากุลีกุจอเดินนำ ทุกคนตาม

ตรงมุมตึกบ้านศวัส ทุกคนเดินเข้ามาในบริเวณนั้นโดยมีเพลินพิศรออยู่แล้ว
“มาแล้วหรือจ๊ะ คนเก่ง ได้พี่โค้กพาไปติวส่วนตัวละซี้ ถึงได้เก่งขึ้นผิดหูผิดตาเลย”
หอมน้ำมองเพลินพิศงงๆ ขณะที่ลิซซี่กับฟ้ารับมุขกันตามนัด ตากล้องเลือกถ่ายภาพขณะหอมน้ำหน้าเหวอๆ
“แน่ละซิคะน้องเพลิน ก็น้องหอมเขาเป็นคนโปรดของพี่โค้กเขานี่นา” ฟ้าเสริม
หอมน้ำอ้าปากจะปฏิเสธ ตากล้องรีบกดชัตเตอร์ตอนเธออ้าปากพอดี
“จริงเหรอคะ งั้นลิซซี่เขียนข่าวตามนี้นะคะ”
“ได้เลยค่ะ ใครๆ เขาก็รู้กันทั้งกอง”
เพลินต่อทันที “พี่โค้กเขาจองมาตั้งแต่เป็นเด็กฝึกงานต๊อกต๋อยแล้วละค่ะ”
หอมน้ำทำหน้าเหมือนจะร้องไห้หันมามองเขน

ตากล้องรีบถ่ายรูปทันที เขนตวาดลั่น “หยุด”

ทุกคนสะดุ้ง เงียบกริบทั้งแถบ มองเขนเป็นตาเดียว

“อะไรกันเฮอะ ไหนว่าจะขอสัมภาษณ์หอมไง ทำไมไม่เปิดโอกาสให้หอมพูดซักคำ มีแต่ยัยเหม็นเสนอหน้าพูดแทนทั้งนั้น”
เสียงอธิปดังขึ้น “ผมเห็นด้วยครับ” เขาเดินเข้ามา “ผมฟังอยู่ตั้งนานแล้ว กำลังจะพูดพอดีน้องอ้วนคนนี้พูดขึ้นก่อน”
เขนมองตาเขียว “ใครชื่ออ้วน”
“ผมเรียกตามสภาพทางกายภาพครับ”
เขนชี้หน้า
“อย่าเพิ่งทะเลาะกันเองครับ” อธิปหันไปทางลิซ “ปกติธรรมดาจะถ่ายรูปดาราลงหนังสือเขาต้องให้แต่งหน้า แต่งตัว ทำผมให้สวยพร้อมเสียก่อน นี่น้องยังไม่ได้ทันแต่งอะไรเลย...แต่ก็โอเค เพราะน้องเขาเป็นคนสวยมากอยู่แล้ว”
ลิซซี่นิ่ง เริ่มตั้งตัวได้ “อู๊ย...ปกป้อง...ปกป้อง...นี่คงถูกน้องหอมหว่านเสน่ห์ใส่อีกคนแล้วละซิ”
อธิปบอก “ไม่ต้องหว่านหรอกครับ น้องหอมเขามีเสน่ห์ในตัวอยู่แล้ว”
ขณะอธิปพูด เขนสะกิดหอมน้ำพาเดินออกไป อธิปมองตามแล้วหันมาหยอดเพลินพิศต่อ
“แต่ก็ยังสู้เพลินไม่ได้”
“เขาไปแล้วละซิ ถึงได้มาหยอดฉัน” เพลินพิศรู้ทัน
“เพลินก็รู้ว่า ผมเป็นคนจริงใจแค่ไหน เราไปซ้อมบทกันดีกว่า เดี๋ยววันนี้มีเลิฟซีน ด้วย”
“พี่ลิซซี่เอาตามนั้นเลย เพิ่มเติมตกแต่งได้ตามใจชอบ”
อธิปแตะหลังเพลินพิศพากันเดินไป ฟ้าหันมาช่วยดูบทสัมภาษณ์ลิซซี่

สองสาวอยู่ใต้ต้นไม้หลังบ้าน หอมน้ำทำหน้าเซ็งๆ
“ฉันว่าฉันไม่เหมาะกับวงการนี้จริงๆ ละเขน คนโน้นพูดงี้ คนนี้พูดโง้นฟังแล้วปวดหัว ไหนยังจะมีผีมาร่วมแจมอีก”
เสียงขุ่นเขียวของพุธกันยาดังขึ้น “วิญญาณ ไม่ใช่ผี”
หอมน้ำหันไปมองรอบตัว
เขนมองตาม “อะไร ผีคุณพุธกันยาเหรอ”
“เขาบอกให้เรียกวิญญาณ...ไม่ใช่ผี”
เขนแย้ง “ก็เหมือนกันนั่นแหละ”
จู่ๆ แขนน้ำหอมสั่น เธอพยายามขืนไว้แต่ไม่ไหว เพราะแขนข้างนั้นยกขึ้นเขกหัวเขนดังป๊อก
“โอ๊ย! แกเขกหัวฉันทำไม อ้อ! หรือว่าโกรธแทน”
หอมน้ำส่ายหน้า แล้วชี้ที่แขนตัวเอง
“คุณพุธเหรอ”
หอมน้พยักหน้า “ฮือ คุณพุธไม่ชอบให้เรียกเขาว่าผี”
ขณะ 2 สาว พูดคุยกันอยู่นั้น ทับทิมยืนตะโกนมาจากหน้าห้องแต่งตัว
“น้องหอมขา ไปแต่งหน้าแต่งตัวได้แล้วค่ะ”
“เขนกำลังจะพาไปเดี๋ยวนี้แหละค่ะ”
เขนจูงหอมน้ำตรงไปยังห้องแต่งตัว

เมื่อเข้ามาในห้องแต่งตัว
ทับทิม หอมน้ำ และเขน เดินเข้ามาตรงมุมแต่งหน้าทำผม ขณะที่ลูกนัทกำลังเริ่มแต่งหน้าอยู่
หอมน้ำกะเขนยกมือไหว้ลูกนัทและทุกๆ คนในห้องนั้น ทุกคนรับไหว้ ทักทายกันไปตามมารยาท
ช่างหน้า2 เรียก “มานี่ค่ะ น้องหอม”
หอมน้ำเข้ามาลงนั่ง ช่างเริ่มลงมือ เสียงโทรศัพท์หอมดังขึ้น”
“เขนรับให้”
หอมน้ำพยักหน้า ขณะเขนมองดูหน้าจอ
“อ้าว! แม่โทร.มา”
หอมน้ำบอก “หอมรับเอง”
“แต่งหน้าไปเถอะ เขนจัดการให้”
เขนเดินออกไปข้างนอก

เขนปิดประตูคุยโทรศัพท์กับเกสรผู้เป็นแม่แทนหอมน้ำ
“หวัดดีค่ะ...แม่! นี่เขนเอง”
โสภณผู้เป็นพ่อเป็นคนพูดสาย ขณะเกสรยกมือกุมแก้มด้วยความปวดฟัน
“เขนเหรอ! หอมไปไหนล่ะ แม่เขาปวดฟันจนอ้าปากไม่ขึ้นแล้ว”
เขนเบิกตาตกใจ “ปวดฟันเหรอ แล้วตอนนี้พ่อกับแม่อยู่ที่ไหน”
“อยู่ร้านก๋วยเตี๋ยวใกล้หอนั่นแหละ” โสภณบอก
“งั้นพ่อรออยู่ที่นั่น เดี๋ยวเขนจะไปรับ”

เขนกลับมาบอก หอมน้ำตกใจแกมกังวล “ตายแล้ว” พลางหันไปหาช่าง “หอมต้องไปรับพ่อแม่ไปหาหมอก่อนค่ะ”
ทับเอ่ยขึ้น “คุณหมอศวัสไง”
“ไม่เป็นไร หมอฟันทันตแพทย์คนอื่นก็มี” หอมน้ำไม่เอาด้วย
“แกอยู่ที่นี่ ทำงานไป ฉันไปจัดการให้เอง”
“ไม่ได้”
ลูกนัทเงยหน้าจากบทอย่างรำคาญๆ
“ให้เพื่อนเธอจัดการนั่นแหละดีแล้ว เดี๋ยวเธอต้องเข้าฉากกับพี่”
ช่างผม 1 ผสมโรง “ใช่ค่ะ จะได้ไม่เสียงาน ปวดฟันแค่นี้เอง”
เขนบอกห้อมน้ำ “ไม่ต้องห่วงนะหอม เดี๋ยวจะโทร.มารายงาน”
เขนวางโทรศัพท์หอมน้ำไว้ให้ แล้วเดินออกไป โดยมีหอมน้ำมองตามอย่างกังวล
ช่างผม2 “ไม่ต้องเป็นห่วงน่าน้องหอม”
น้ำหอมถอนใจยาว ด้วยสีหน้ายังกังวลอยู่อย่างนั้น

บริเวณหน้าห้องตรวจ แผนกทันตกรรมของโรงพยาบาล ศวัสอยู่ด้านในห้องกำลังพูดโทรศัพท์กับบุรี ขณะที่คนไข้ซึ่งทำฟันเสร็จแล้วเดินออกไปกับพยาบาล
“ใครนะครับ”
บุรียืนคุยสายอยู่บนระเบียงชั้นบน ซึ่งมีเก้าอี้นอน ข้างๆ มีโต๊ะวางหนังสือประเภทสารคดี...รถฯลฯ
“คุณแม่หนูหอมน้ำ เดี๋ยวศวัสช่วยดูแลหน่อยก็แล้วกัน...นี่หนูเขนกับคุณโค้กเขากำลังไปรับที่หอพัก”
“แล้วลูกสาวเขารู้หรือเปล่าครับว่าจะมารักษากับผม หรือว่าเขาเป็นคนต้นคิด”
บุรีนึกหมั่นไส้ลูกชาย “อ๋อ! หนูหอมเขาไม่ได้อยากจะพึ่งพาหมอขี้เก๊กอย่างแกหรอก คนอื่นเขาคิด แล้วพ่อก็เห็นด้วย แค่นี้แหละ”

บุรีวางโทรศัพท์บ่นงึมงำ “ไอ้หมอขี้เก๊ก”

ฝ่ายลูกนัทกำลังพูดคุณโทรศัพท์สวีทจี๋จ๋ากับแฟน ขณะช่างผมกำลังทำผมให้ ทุกคนในห้องทำหน้าที่ของตนไปเงียบๆ

ช่างแต่งหน้าหอมน้ำแต่งให้จนเสร็จ หอมน้ำซึ่งมีสีหน้าครุ่นคิดกังวลตลอดเวลาลุกขึ้นทันที
“เสร็จแล้วใช่มั้ยคะ”
“เรียบร้อยแล้วค่ะ”
“เดี๋ยวหอมมา” หอมน้ำลุกขยับเดิน
ช่างผมเรียก “จะไปไหนคะ มาทำผมก่อน”
หอมน้ำเปิดประตูอยู่ หันกลับมา “แป๊บเดียวเองค่ะ”
หอมน้ำก้าวออกไป ปิดประตูลง

สักครู่ต่อมาหอมน้ำเข้ามาในห้องน้ำ แล้วเหลียวมองโดยรอบ
“คุณพุธกันยา...คุณอยู่ในนี้หรือเปล่าคะ”
ไอเย็นออกมาจากปากจมูกหอมน้ำ
“อยู่”
หอมน้ำหันไปมองตามเสียง สะดุ้งเมื่อเห็นพุธกันยาในกระจก
“ไม่ต้องห่วงแม่เธอหรอก ศวัสลูกชายฉันเขาเก่งมาก ฉันเคยไปดูเขารักษาคนไข้บ่อยๆ เธอเรียกฉันทำไม”
“เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณที่ลูกชายคุณช่วยรักษาแม่หอม วันนี้หอมจะยอมให้คุณสิง”
พุธกันยาดีใจ “ดีเลย งั้นก็ถอดสร้อยพระนั่นออกซิ”
“ยังค่ะ คุณต้องสัญญาก่อน”
“ฉันสัญญาทุกอย่าง ฉันจะตีบทให้แตกกระจุย ฉัน...”
“หอมจะให้เวลาคุณถึง 2 ทุ่ม”
“ว้า! นานกว่านั้นหน่อยไม่ได้หรือ” พุธกันยาต่อรอง
“กี่ทุ่มล่ะคะ”
“2 ยาม”
หอมน้ำเสียงดัง “2 ยาม ไม่ได้เด็ดขาดค่ะ ดึกขนาดนั้นแล้วหอมจะกลับได้ยังไง วันนี้เลิกกองแค่ 3 ทุ่ม”
“ค้างที่นี่ซิ” พุธกันยาออกอาการกระตือรือร้น
“ยิ่งไม่ได้ใหญ่เลยค่ะ แล้วไหนจะพ่อแม่หอมอีกล่ะคะ...หอมต้องดูแลท่าน”
“งั้นห้าทุ่มก็ได้”
“สองทุ่มดีแล้วค่ะ ไม่งั้นไม่ตกลง”
“ก็ได้”
“ห้ามผิดสัญญานะคะ ไม่อย่างนั้นหอมจะไม่ยอมให้คุณสิงอีก”
พุธกันยาเซ็ง ถอนใจเฮือก “ฉันมีทางเลือกที่ไหนล่ะ”
“งั้นก็เป็นอันตกลง เดี๋ยวเขนมา หอมจะถอดสร้อยคอให้เขนเก็บไว้นะคะ”
พุธกันยาพยักหน้าขรึมๆเศร้าๆ
หอมน้ำเห็นแล้วใจอ่อน “ไม่ใช่หอมจะไม่เห็นใจคุณนะคะ แต่หอมก็ต้องมีโลกของตัวเองหอมมีพ่อมีแม่...มีเพื่อน”
พุธกันยาสะอื้นฮัก “ฉันก็มี แล้วฉันก็ยังมีสามีที่ดี มีลูกที่น่ารัก...แต่ฉันก็ถูกพรากจากคนเหล่านี้ไปก่อนเวลาอันควร...มันยุติธรรมแล้วหรือ”
หอมน้ำนิ่งไปครู่หนึ่ง “หอมเข้าใจแล้วก็เห็นใจคุณมาก หอมช่วยเท่าที่จะช่วยได้ก็แล้วกันค่ะ”

หอมน้ำเดินไปที่ประตู เปิดออกไป ในขณะที่พุธกันยายังจมอยู่กับความเศร้าโศก

หอมน้ำเดินออกมา ขณะที่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เธอหยิบขึ้นมาดู แล้วรีบรับทันที

“เขน! แม่เป็นไงบ้าง”
“โอ๊ย! คุยจ้อเลย” เขนอยู่ห้องตรวจฟันที่โรงพยาบาล
เกสรดึงโทรศัพท์มาจากเขนมือข้างหนึ่งยังคงกุมแก้ม
“หอม ทำไมไม่บอกแม่ว่ากำลังจะเป็นดารา พ่อกับแม่จะได้ป่าวประกาศกับเพื่อนบ้าน”
หอมน้ำร้องเสียงหลง “อย่าเพิ่งนะคะ เอาไว้ให้แน่นอนก่อน แล้วแม่หายปวดฟันหรือยังคะ”
“เกือบหายเป็นปลิดทิ้ง” แม่ยังพูดไม่ถนัด “หมอเก่งมากเลยลูก! คุยกับแม่ถูกคอมาก หมอชอบกินขนมจีนแกงไก่”
โสภณดึงโทรศัพท์มาพูดบ้าง
“หอมน้ำ”
“พ่อ! หอมดีใจจังที่พ่อกับแม่มากรุงเทพฯ เอาไว้หอมเสร็จงานแล้วคุยกันนะคะ...ขอหอมพูดกับเขนหน่อยค่ะ”
“เออ! เอ้า...” โสภณส่งโทรศัพท์ให้เขน “หอมจะพูดด้วย”
“ขอบคุณค่ะ หอม เรียบร้อยดีหรือเปล่า”
“ก็น่าจะเรียบร้อยนะ”
“นี่เขนกำลังพาพ่อแม่ไปไว้ที่หอก่อน ให้ไปอยู่ห้องเขน...แล้วเขนกับพี่โค้กจะรีบกลับกองถ่าย”
“ขอบใจมากนะเขน...ฝากบอกพี่โค้กด้วยว่าขอบคุณมาก”
“โอเค เดี๋ยวเจอกัน”
หอมน้ำปิดโทรศัพท์
เสียงแม่ดังก้องในหู “เกือบหายเป็นปลิดทิ้ง หมอเก่งมากเลยลูก คุยกับแม่ถูกคอมาก หมอชอบกินขนมจีนแกงไก่”
“ไม่น่าเชื่อ” เด็กสาวพึมพำ

ถัดจากนั้น ลูกนัทซึ่งแต่งหน้าแต่งตัว เรียบร้อยแล้วนั่งท่องบทอยู่มุมหนึ่ง ช่างหน้ากำลังแต่งหน้าทำผมให้เพลินพิศ กับอธิป ขณะที่หอมน้ำเดินกลับเข้ามา
“น้องหอม...ไปไหนมาคะ” อธิปถาม
หอมน้ำตอบเบาๆ ท่าทีเรียบร้อย “ไปห้องน้ำค่ะ”
เพลินพิศพูดเย้ยหยัน “ไปตั้งสติหรือคะ รับรองว่าวันนี้ไม่มีฟลุคแน่ เพราะต้องถูกรุมสาม ทั้งอาขวัญ ทั้งไก่...แล้วก็ฉัน”
“พี่ให้กำลังใจน้องหอมค่ะ” อธิปยิ้ม
“ยังไงคุณก็ต้องเล่นเต็มที่ ไม่งั้นคุณเจคฆ่าตาย” เพลินพิศไม่วายกดดัน
ทับทิมขัดขึ้น “น้องหอม เปลี่ยนเสื้อผ้าค่ะ พี่เชื่อมั่นในตัวน้องหอม”
หอมน้ำเดินเข้าไปในม่านกับทับ
“น้องหอมถอดสร้อยพระฝากพี่ไว้ก่อนนะคะ เพราะฉากนี้ต้องใส่ คอสตูม จีเวลลีต่อเนื่อง”
เห็นหอมน้ำลังเล ทับทิมน้อยใจ “ไม่ไว้ใจพี่ทับหรือคะ”
“อุ๊ย ไม่ใช่ค่ะ! เอาอย่างนี้ หอมฝากสร้อยพี่ทับไว้ ส่วนพระหอมจะกลัดติดไว้ในเสื้อ”
ทับทิมมองซ้ายมองขวา กระซิบกระซาบหน้าตื่น
“กันผีหรือคะ”
หอมน้ำยิ้มแหยๆ มีไอเย็นออกจากปากและจมูกหอมน้ำ
ทับทิมพยักพเยิดหวาดๆ “เข้าใจแล้วค่ะ”
พุธกันยาปรากฏตัวขึ้น “หอมน้ำ เอาพระออก”
“หอมต้องรอเขนก่อนค่ะ”
ทับทิมเริ่มเลิ่กลั่ก
“แต่เธอต้องเข้าฉากแล้วนะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ...เดี๋ยวเขนก็มาแล้ว”
พุธกันยาหงุดหงิด “ทำไมต้องรอยัยอ้วนนั่น”
“เพราะเขาจะสวมสร้อยพระให้หอมได้ในกรณีที่คุณเบี้ยว”
พุธกันยาทำท่าเหมือนจะเศร้า
“หอมจะช่วยคุณ แต่คุณต้องเชื่อหอมค่ะ”

พุธกันยาหายไปอย่างหงุดหงิด

อ่านต่อหน้า 4

ใยกัลยา ตอนที่ 3 (ต่อ)

ทีมงานทุกคนพร้อม หอมน้ำ เพลินพิศ อธิป และขวัญอนงค์ อยู่ในฉากพร้อม

“ห้า...สี่...สาม...สอง...แอ็คชั่น”
“แก้วไม่รู้เรื่องอะไรด้วยนะคะ แก้ว...แก้ว...” หอมน้ำ เริ่มเหวอด้วยจำบทไม่ได้
เจคร้อง “คัท”
ทุกคนถอนใจเฮือก
ขวัญอนงค์ปลอบ “ตั้งสมาธิดีๆ หนูหอม”
อธิปยิ้ม “ผมเป็นกำลังใจให้นะครับ”
เพลินพิศยิ้มเยาะ “นึกว่าจะแน่”
เจคร้องขึ้น “เริ่มใหม่...หอมน้ำ...ตั้งใจหน่อย”
“ค่ะ"
“ห้า...สี่...สาม...สอง...แอ็คชั่น”
หอมอึกอัก “แก้ว...แก้ว”
“คัท”
หอมน้ำพยายามเล่นอีกหลายๆ ครั้ง เจคสั่งคัททุกครั้ง
ตัวแสดงที่เข้าฉากเบื่อหน่ายมากขึ้น แม้แต่อธิปก็เริ่มถอดใจ พุธกันยาส่ายหน้า

บนถนนระหว่างทางมาบ้านศวัส รถติดเป็นแพ เขนดูร้อนใจเช่นเดียวกับโค้ก
“ติดบ้าติดบออะไรก็ไม่รู้! เมื่อกี้ขามายังไม่ติดเลย”
“หอมจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้”
“คงไม่เป็นอะไรมั้ง! หลังๆ มานี่ หอมเก่งขึ้นตั้งเยอะ”
เขนหลุดปาก “พี่โค้กยังไม่รู้อะไร”
“แล้วเขนจะให้พี่รู้อะไรละ” โค้กหันมาถามอย่างสะกิดใจ
เขนอึ้งไปเล็กน้อย “เปล่า ไม่มีอะไร”

ฉากในห้องรับแขก ทุกอย่างในและนอกเซ็ตเตรียมพร้อมแล้ว
“ตั้งใจดีๆ นะหอมน้ำ…5..4..3..2…แอ็คชั่น”
หอมน้ำตื่นกลัวด้วยจำบทไม่ได้ ได้แต่ยืนนิ่ง นัยน์ตาแดงก่ำจะร้องไห้ ทีมงานปาดเหงื่อ ขณะที่เจคกุมขมับอย่างหงุดหงิด
คัมภีร์บอกว่า “ถ้าไม่ไหวจริงๆ”
เพลินพิศด่า “เป็นโรคความจำสั้นหรือไง บทง่ายๆ 2 ประโยคแค่นี้ก็จำไม่ได้! แล้วจะไปทำมาหากินอะไร เพลินไม่ไหวจะทนแล้วนะคะคุณเจค”
หอมน้ำไหว้กราด “ขอโทษค่ะ...หอม...หอมตื่นเต้นไปหน่อย”
เพลินพิศไม่เลิกรา “ไม่หน่อยหรอกจ้ะ พวกเราทุกคนเสียเวลาไปกับเธอมากแล้ว”
ฟ้าเอ่ยขึ้น “จะให้โทร.ตามน้องเอิงมั้ยคะ! น้องเอิง”
เจคตวาดลั่น “ไม่ต้อง”
ฟ้าหน้าเสีย
เสียงเขนดังเข้ามา “หอม”
ทุกคนมองไป เห็นเขนกะโค้กกำลังดิ่งเข้ามา
โค้กถาม “เป็นยังไงบ้างหอม”
“เป็นไงเรอะ ดูหน้าฉันซิโค้ก” เจคตวาดลั่น “ดูหน้าฉันนี่”
โค้กหน้าเจื่อน ทุกคนนิ่งเงียบ เขนเดินเข้ามาโอบกอดหอมซึ่งน้ำตาไหล
“ฉันให้เวลาทำสมาธิอีก 10 นาที! ถ้ายังไม่ได้อีก คราวนี้เปลี่ยนตัวแน่! เลิกเป็นไทยอดทนเสียที” เจคบอกอย่างฉุนเฉียว
“แล้วที่ถ่ายไปแล้วละครับ”
“ทิ้งไป”

เพลินพิศลอบยิ้มอย่างสะใจ ขณะที่ขวัญอนงค์ และอธิปเข้ามาให้กำลังใจหอมน้ำ

ไม่นานต่อมา เขนจูงหอมน้ำเดินเข้ามานั่งบริเวณต้นพุดซ้อนหลังบ้าน

“โธ่เอ๊ย ฝากพี่ทับไว้ก็ได้ ไม่เห็นจะต้องรอฉันให้เป็นเรื่องเลย”
“ไม่ได้หรอก เขนจะต้องอยู่ด้วย จะต้องคอยดูว่าคุณพุธเขาทำอะไรนอกเหนือข้อตกลงหรือเปล่า”
เสียงพุธกันยาดังขึ้น “คิดโง่ๆ”
หอมน้ำเริ่มมีไอออกจากปาก และจมูก หันขวับไปมอง
เขนเห็นอาการเพื่อนเลยกระซิบ “มาแล้วเหรอ”
หอมน้ำพยักหน้า
“สมน้ำหน้าที่ถูกกระหน่ำซ้ำเติม ถ้าฉันรำคาญเธอมากๆ เข้า ฉันอาจจะเปลี่ยนใจไม่สิงเธอก็ได้”
“ไม่เป็นไรค่ะ หอมก็จะได้กลับไปเป็นนักศึกษาฝึกงานอย่างเดิม หอมก็ไม่ได้อยากเล่น”
พุธกันยาสะดุ้ง รีบเปลี่ยนท่าทีทันที “ฉันพูดเล่น อย่าโกรธเลยนะจ๊ะ หอมน้ำ”
หอมน้ำเบือนหน้าหนีไปอีกทาง
พุธกันยาวูบไปปรากฏตัวตรงหน้า “ขอโทษนะจ๊ะ หนูหอมน้ำ”
แต่หอมน้ำยังคงนิ่ง
“อย่าโกรธฉันเลยนะ ฉันแค่หงุดหงิดที่ยัยนั่นมันเยาะเย้ยเธอ ถ้าเป็นสมัยฉันละก็ ตบเปรี้ยงรู้ดีรู้ชั่วกันไปแล้ว...เป็นคนดีได้ แต่อย่าดีเกินไป เพราะพวกคนชั่วที่คอยกระหน่ำซ้ำเติมมันจะหาว่าเราโง่ ทั้งๆ ที่เราไม่อยากลดตัวไปมีเรื่องกับพวกมัน”
“ว่าไงหอม” เขนถามขึ้น
หอมน้ำแกะเข็มกลัดพระส่งให้เขน พุธกันยามองภาพนั้นอย่างดีใจ
“เขนไปเถอะ...เดี๋ยวหอมจะตามไป”
เขนกวาดตามองไปโดยรอบ “แน่ใจนะ”
หอมน้ำพยักหน้า เขนเดินออกไป พอดีกับที่ศวัสเดินสวนมา
“คุณหมอฟันทันตแพทย์”
ศวัสมองเขนนิ่งๆ เขนยิ้มแห้งๆ แล้วเดินออกไป
“ฉันไม่ได้ถอนฟันให้คุณแม่เธอ ให้แต่ยา อีก 2-3 วัน หายปวดค่อยมาถอน”
หอมน้ำไหว้ “ขอบคุณมากค่ะ ที่ช่วยรักษาแม่หอม...แม่บอกว่าหายปวดเกือบเป็นปลิดทิ้ง”
“ได้ยาแก้ปวด...แก้อักเสบไปนะสิ”
“แม่บอกว่า...”
หอมน้ำยังพูดไม่ทันจบ ถูกพุธกันยาซึ่งมัวยืนปลื้มลูกชายอยู่ในตอนแรก จนพอรู้สึกตัวรีบวูบเข้าสิง ท่าทางหอมน้ำเปลี่ยนไปในทันที
“วันนี้ทำไมกลับเร็วคะลูก...อ้อ! หรือว่าเลิกครึ่งวัน”
ศวัสถอนใจเฮือก “นี่เธอต้องพบจิตแพทย์ให้เป็นเรื่องเป็นราวจริงๆ แล้ว”
“หอมน้ำไม่ได้บ้าหรอกลูก นี่แม่จริงๆ เขายอมให้แม่สิงเขาแลกกับให้เขาแสดงได้ดีตีบทแตก”
ศวัสอึ้ง “หอมน้ำ”
หอมน้ำโผเข้ากอดศวัสด้วยความซาบซึ้ง
“ศวัส...แม่เฝ้ารอที่จะหาสื่อกลางเพื่อติดต่อกับลูกแล้วก็คุณพ่อมานานแล้ว”
ศวัสจับต้นแขนหอมดันออกห่าง
“จะต้องรอทำไมเมื่อน้าภาก็อยู่ที่นี่! ทำไมไม่สิงน้าภา”
“ลูกไม่รู้อะไร! นังนั่นมันจ้องคอยจะจับคุณพ่อมานานแล้ว...”
ศวัสสวนทันที สีหน้าเยาะหยัน “แต่เธอจ้องจะจับฉัน! ไม่อย่างนั้นคงไม่ลงทุนทำเป็นถูกสิง เข้ามากอดมาจูบฉันอย่างนี้หรอก”
“ศวัส! …นี่แม่จริงๆ” หอมน้ำบอก
“พอกันที! อย่ามายุ่งกับฉันอีกต่อไป”
ศวัสหันหลังกลับ ขยับจะเดินไป หอมน้ำโพล่งขึ้น
“ลูกมีปานแดงที่แก้มก้นข้างขวา”
ศวัสสะดุ้งเฮือกหันขวับมาขณะมือแตะแก้มก้นข้างนั้นโดยอัตโนมัติ
“รู้ได้ยังไง”
“แม่อาบน้ำให้ลูกตั้งแต่เกิดนะ อย่าลืม”
ศวัสมองหอมน้ำสีหน้างงงวย

ศวัสเดินเข้ามาในห้องนอน ด้วยความงวยงงผสมหงุดหงิด
“เด็กบ้านั่นบ้ากว่าที่คิด”

ศวัสทรุดตัวลงนั่ง คาใจเอามากๆ “ไปสืบมาจากไหน”

หอมน้ำนั่งเหม่อมองดอกพุดซ้อนใบหน้าหมองเศร้า เขนเดินย่องเข้ามา ในมือถือบทที่หอมน้ำจะต้องเล่นมาด้วย

“หอม...”
หอมน้ำหันกลับมา พร้อมแววตาเยือกเย็น
เขนรีบต่อคำเสียงอ่อยๆ ว่า “หรือเปล่า”
“นั่นบทหรือ”
“ค่ะ” เขนค่อยๆ ยื่นส่งให้
หอมน้ำรับมาดูครู่หนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้น
“แค่เนี้ย บทกระจอกๆ แค่นี้ ทำไมเพื่อนเธอจำไม่ได้”
“หอมเขาไม่ใช่นักแสดงนี่คะ! แล้วเขาก็ไม่อยากเล่นด้วย”
หอมน้ำยักไหล่ ลุกขึ้น
“จะไปไหนคะ”
“ไปเติมหน้าหน่อย”
หอมน้ำเดินออกไปทางห้องแต่งตัว ขณะเขนพยักหน้ากับตัวเองช้าๆ
“ไม่ใช่หอมแน่ หอมไม่เคยเติมหน้า”
เขนรีบตามไป

เวลานั้น เยาวภาเดินมาเคาะประตูห้องศวัสเบาๆ “คุณศวัสคะ”
ครู่หนึ่งประตูเปิดออก โดยศวัส “อะไรหรือฮะ น้าภา”
“จะทานอะไรหรือเปล่า น้าจะได้ทำให้”
“ไม่ฮะ ผมทานมาเรียบร้อยแล้ว...คุณพ่อล่ะครับ”
“ออกไปก่อนที่คุณศวัสจะเข้ามาครู่เดียวค่ะ”
ศวัสพยักหน้า ขยับจะปิดประตูแล้วนึกได้หันมา “น้าภา”
เยาวภาหยุดเดิน หันกลับมามองศวัส “อะไรหรือคะ”
“เคยมีใครมาถามเกี่ยวกับแม่หรือเปล่า”
“ไม่มีนี่คะ ทำไมคุณศวัสถามอย่างนั้น มีอะไรหรือเปล่า”
“เปล่าครับ”
ศวัสปิดประตูลง สีหน้าแปลกใจไม่หาย
“แล้วรู้ได้ยังไง”

ช่างแต่งหน้ากำลังเติมหน้าให้ หอมน้ำบ่นขึ้นว่า
“พอแล้ว แก้มไม่ต้องแดงมาก หอมน้ำผิวละเอียดบางใส จนเห็นสีชมพูที่แก้มอยู่แล้ว”
คนในนั้นทำหน้าเหวอปนอึ้ง
“แหวะ ชมตัวเองเนี่ยนะ...ช่างกล้า”
หอมน้ำยักไหล่ “ฉันพูดความจริง”
เขนสะกิดเพื่อน หอมน้ำหันขวับมา อย่างลืมตัว
“อย่ามาสะกิด ฉันไม่ใช่เพื่อนเธอ เด็กสมัยนี้ไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่เสียเลย”
เขนดึงสร้อยคอพระออกมาจากคอเสื้อ ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
พุธกันยาในร่างหอมน้ำหัวเราะ “ขอโทษ ฉันซ้อมดูน่ะ ดูซิ อึ้งกันเป็นแถวเลย”
“ถึงเวลาจริงตีบทให้แตกอย่างนี้เถอะ ไม่งั้นคุณเจคเปลี่ยนตัวอีกครั้งแน่” เพลินพิศปรามาส
หอมน้ำ รวมถึงคนอื่นๆ หันมามองเพลินพิศเป็นตาเดียว
เพลินยิ้มหยัน “ใครจะพนันกับเพลินบ้าง” พลางหันมาจ้องหอมน้ำ “ฉันว่าไม่พ้นวันนี้เดี๋ยวคุณเจคต้องส่งเธอกลับไปเป็นเด็กเสริฟน้ำตามเดิม กล้ารับคำท้ามั้ยล่ะ”
หอมน้ำบอกทันที “ฉันรับคำท้า”
ทุกคนตกใจ เว้นเขนพูดไม่ออก
อธิปพยายามไกล่เกลี่ย “ไม่เอาน่า เราพี่ๆ น้องๆ ในวงการเดียวกัน ไม่เอาเป็นเอาตายกันอยู่แล้ว”
เพลินพิศโมโหจนพาล “ไก่ไม่กล้าพนันก็ไม่ต้องยุ่ง”
อธิปโกรธ “เพลิน”
หอมน้ำจ้องหน้าเพลินพิศเขม็ง แทรกขึ้นก่อนเพลินจะพูดต่อ
“ถ้าคุณแพ้ คุณต้องไหว้ขอโทษฉันต่อหน้าทุกคน”
เพลินยิ้มเยาะ “ได้เลย ฉันต่อให้เธอ 3 เทคด้วย”
“ไม่ต้อง ฉันจะเล่นทีเดียวผ่านเลย”
ทุกคนตกใจ “หอมน้ำ”
“อยากฆ่าตัวเองก็ตามใจ ถ้าฉันชนะเธอต้องคลานเข้ามากราบฉันต่อหน้าทุกคน”
“โอเค” หอมน้ำหันหน้ามามองทุกคน “ทุกคนในที่นี้เป็นพยานด้วย”
สีหน้าแต่ละคนมองหอมน้ำอย่างเวทนา ขณะที่เขนลังเลไม่แน่ใจ

ไม่นานต่อมา ทุกคนประจำที่เตรียมพร้อม ในบทที่กำลังถ่ายนี้หอมน้ำเล่นเป็น แก้ว บทร้ายเป็นคนไม่ดี ส่วนเพลินพิศเล่นเป็น อ่อน สาวแสนดี
เจคร้องขึ้น “5..4..3..2 แอ็คชั่น”
หอมน้ำหลับตาลงสูดลมหายใจ 3 ครั้ง แล้วทรุดตัวลงกราบขวัญอนงค์ ซึ่งนั่งอยู่ข้างอธิป
“คุณแม่ขา...แก้วผิดไปแล้ว แก้วกราบขอประทานโทษนะคะ”
ทุกคนมองอย่างพิศวง ขณะที่หอมน้ำที่ถูกพุธกันยาสิง เลื่อนมากอดแขนอธิป ซึ่งมีเพลินพิศนั่งพับเพียบสงบเสงี่ยมเจียมตัวอยู่ข้างเก้าอี้
ศวัสเดินมามองอยู่มุมหนึ่ง
“พี่ก้อง...อย่าโกรธแก้วนะคะ”
อธิปก้มลงมองเพลินพิศแววตาอ่อนโยน
“อ่อนว่าไงจ๊ะ...ถ้าอ่อนยอมยกโทษให้แก้ว พี่ก็จะให้อภัยเขา...แต่ถ้า...”
เพลินพิศเงยหน้าขึ้นทันที “อ่อนยกโทษให้น้องแก้วค่ะ อ่อนไม่เคยโกรธน้องแก้วเลย”
หอมน้ำเข้ามากอดเพลินพิศ
“พี่อ่อนขา...พี่อ่อนใจดีเหลือเกิน”
เพลินพิศกอดตอบหอมน้ำ
ศวัสมองการแสดงของหอมน้ำอย่างพิศวง “เล่นละครเก่งอย่างนี้นี่เอง”
ขวัญอนงค์เอ่ยขึ้น “เอาละ ในเมื่อดีกันได้ เข้าใจกันได้ แม่ก็สบายใจ”
“คุณแม่ขา เรื่องแต่งงานกับเสี่ย แก้วยอมตามใจคุณแม่ค่ะ” หอมน้ำในบทแก้วว่า
อธิปรู้ทัน “แปลก ทำไมอยู่ดีๆ ถึงได้เกิดว่าง่ายขึ้นมาล่ะ”
“ก็เพราะแก้วรักคุณแม่ รักพี่ก้องไงคะ” หอมน้ำฉอเลาะ
ขวัญอนงค์ลุกขึ้น “ก้องช่วยขับรถพาแม่ไปบ้านคุณเสี่ยหน่อย”
“โทร.ไปก็ได้ครับ”
“ไม่ละ แม่อยากบอกด้วยตัวเองมากกว่า”
หอมน้ำเอ่ยขึ้น “ไปเถอะค่ะ พี่ก้อง...ไม่ต้องห่วงพี่อ่อนนะคะ...แก้วจะดูแลให้อย่างดีเลย”
อธิปหันมาทางเพลินพิศ “อยู่กับแก้วนะอ่อน”
เพลินพิศมองหอมน้ำอย่างหวาดกลัว แต่ก็ก้มหน้ารับคำ
“ค่ะ”
“ไปครับ คุณแม่” อธิปพาขวัญอนงค์เดินออกไป
หอมน้ำหันมาทางเพลินพิศ นัยน์ตาเป็นประกายวาวโรจน์ แล้วตบเปรี้ยงอย่างแรง เพลินพิศกรีดร้องล้มลง ตกใจจริง และเจ็บจริงๆ อย่างไม่คาดคิด

ขณะที่ศวัสมองหอมน้ำแสดงฉากนี้แล้วส่ายหน้าเดินออกไป

บริเวณละแวกใกล้ห้องรับแขกที่ถ่ายทำ กนกรัตน์อยู่ตรงนี้ สะใจเป็นที่สุด กระโดดโลดเต้น

“ฝุดๆ เลย อินฝุดๆ หนูหอมน้ำตีบทแตกกระจุย”
ฟ้างวยงง “ไม่เข้าใจ ทำไมต้องตบจริงขนาดนั้น! ใช้มุมกล้องช่วยก็ได้! สงสารน้องเพลิน!
“อ้าว! ก็ไปว่าเขาเล่นไม่เก่งทำไมละ เขาก็ต้องเต็มที่นะสิ” ทับทิมว่า
พิไลพยักพเยิด “ฮื่อ คุณเพลินน่ะชอบดูถูกคน ในละครละเล่นเป็นคนดี ต่างจากชีวิตจริงลิบลับ”
“โน่น น้องเพลินเดินร้องไห้ไปโน่นแล้ว”
ทุกคนหันไปมองตามทับทิม เห็นเพลินพิศเดินแกมวิ่งไปทางห้องแต่งตัว
“น้องเพลินขา” รีบวิ่งตาม

เพลินพิศเข้ามาในห้องพร้อมกับร้องไห้ด้วยความเจ็บใจ กำมือแน่นด้วยความเจ็บแค้น แก้มบวมแดงเป็นรอยชัดเจน ช่างหน้า ช่างผมซึ่งกำลังเมาท์กันมองมาและผุดลุกขึ้นด้วยความตกใจ
ฟ้าตามเข้ามา เพลินพิศหันขวับมามอง
ฟ้าตกใจเมื่อเห็น “แม่เจ้า แก้มน้องเพลินบวมตุ่ยๆ เลยค่ะ ยัยหอมน้ำต้องเส้นลายมือขาดแน่”
“พูดอยู่ได้ ไปหาผ้าเย็นมาประคบให้หน่อยซิ” เพลินพิศแว้ดใส่
“ค่ะ! รอเดี๋ยวนะคะ”
จังหวะที่ฟ้าเปิดประตู ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อหอมน้ำเดินสวนเข้ามา
“อุ๊ย! น้องหอม”
เพลินพิศชี้หน้า “ไปไกลๆ เลย ไม่ต้องมาทำเป็นขอโทษ ฉันรู้ว่าแกตั้งใจจะตบฉัน”
หอมน้ำบอกเสียงเรียบ “ไม่ได้มาขอโทษ แต่มาทวงสัญญา”
เขน อธิป ทับทิม เดินเข้ามาเป็นขบวน ปิดท้ายด้วยโค้ก
เพลินพิศแหวใส่ “สัญญาบ้าบออะไร”
“เธอต้องไหว้ขอโทษฉันต่อหน้าทุกๆ คน” หอมน้ำบอก
เพลินพิศเม้มปาก น้ำตาไหลออกมาอีกด้วยความอัดอั้นระคนแค้น
เขนเสริมทันที “เขนเป็นพยานค่ะ พี่ไก่ก็อยู่ด้วย”
โค้กประนีประนอม “ไม่เอาน่าหอม...เลิกแล้วต่อกันเถอะ”
หอมน้ำเสียงแข็ง “ไม่ได้ สัญญาต้องเป็นสัญญา นี่ถ้าหากฉันแพ้ละก็ ยัยคนนี้เป็นทวงสัญญายิกๆ”
“หอมน้ำ พี่ขอร้องละ...ไม่เห็นหรือว่าพี่เพลินเขาเจ็บมาก” โค้กขอร้อง
“ฉันแสดงสมบทบาทมั้ยล่ะ” หอมน้ำว่า
อธิปเอ่ยขึ้นว่า “น้องหอม ออกไปข้างนอกเถอะครับ ให้เพลินเขาหายหน้าชาก่อน”
เพลินพิศโกรธจัด “ไอ้ไก่”
หอมน้ำชี้หน้า “วันนี้ยกให้ก่อน เดี๋ยวจะหาว่าฉันใจร้าย เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยมาทวงสัญญาใหม่”
หอมน้ำเดินออกไป อธิป เขน ทับทิม และโค้ก ยังอยู่ดูแลเพลินพิศตามหน้าที่

ฟ้าแอบหลบมาทางหลังบ้านศวัส โทร.รายงานวดีซึ่งตอนนี้อยู่ในห้องทำงานออฟฟิศ ชิดขอบบันเทิง
วดีถึงกับอุทานอย่างคาดไม่ถึง พอฟังจบความ “อะไรนะ นังเด็กนั่นเหรอตีบทแตกกระจุย”
“น้องเพลินแก้มบวมตุ่ยน่ะแตกมั้ยล่ะคะ โอ้ย มันตบไม่เลี้ยงเลยละค่ะ”
“มันตบตามบทมั้ง” วดีไม่เชื่อนัก
“คุณวดีต้องมาเห็นหน้าน้องเพลินเองค่ะ แล้วจะรู้ว่านอกหรือในบท นี่น้องเพลินน่ะจะกลับบ้านแล้วนะคะ หน้าบวมถ่ายต่อไม่ได้”
วดีแปลกใจ มีสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด

ด้านเจคยืนอยู่ริมบ่อน้ำมุมพักผ่อนร่มรื่น ด้วยสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด ภาพหอมน้ำบอกขอทำสมาธิก่อนแสดงทั้ง 2 ครั้ง ผุดเข้ามาในห้วงความคิด
เจคถอนใจ สีหน้าสับสนลังเล
เสียงคุ้นหูดังขึ้น “ฉันเล่นเป็นไงคะ เจค”
เจคสะดุ้งเฮือก หันขวับไปมอง เห็นหอมน้ำเดินมานั่งไขว่ห้าง
เจคมองท่าทางนั้นแว่บหนึ่ง “เมื่อกี้พูดว่ายังไงนะ”
หอมน้ำหัวเราะ แล้วกลับมาทำท่าใสซื่อตามเดิม
“หอมมาถามว่า หอมแสดงได้ดีหรือยังคะ”
“ดีเกินไปหน่อย เธอไม่จำเป็นต้องตบแรงขนาดนั้นก็ได้”
“หอมคงตั้งใจเกินไปน่ะค่ะ เมื่อกี้เลยต้องไปขอโทษพี่เพลิน”
เจคยิ้มเจื่อนๆ “ดีแล้วละ”
ระหว่างนี้ศวัสเดินเข้ามา ในมือถือมีหนังสือจะเข้ามาอ่าน หมอหนุ่มชะงักนิดหนึ่งเมื่อเห็นหอมน้ำคุยกับเจคท่าทางสนิทสนม
“ขอโทษครับ”
ศวัสเดินออกไป หอมน้ำลุกขึ้น
“จะไปไหนล่ะ” เจคถาม
“ธุระนิดหน่อยค่ะ”
หอมน้ำรีบเดินออกไป เจคมองตามด้วยสีหน้าครุ่นคิด

หอมน้ำเดินแกมวิ่งตามศวัสมาในห้องรับแขก “ศวัส”
ศวัสหยุดเดิน หันขวับมามอง
“ไม่ใช่อย่างที่ลูกคิด”
“ขอที อย่ามาลูกมาแม่กับฉัน อย่าเอาบทบาทในละครมาปนกับชีวิตจริงหน่อยเลย ฉันไม่อยากยุ่งด้วย”
“ลูกเข้าใจผิด”
ศวัสเสียงแข็ง “บอกว่าอย่ามาลูกมาแม่กับฉัน”
บุรีเดินเข้ามาหน้าตาแจ่มใส
“อ้าว หนูหอมน้ำ ศวัส กำลังคุยอะไรกันอยู่หรือลูก”
“คุณพ่อลองถามเขาดูซิครับ”
ศวัสเดินขึ้นบันไดไป บุรีมองตามงงๆ แล้วหันมามองหอมน้ำ นิ่วหน้าแปลกใจ
หอมน้ำมองตามศวัสด้วยความเจ็บปวด
บุรีมองฉงน “หนูหอม ศวัสเขาว่าอะไรให้เจ็บใจหรือ”
หอมน้ำพยายามฝืนยิ้ม “เปล่าค่ะ”
หอมน้ำนิ่งงันไป ทำท่าเหมือนอยากจะพูด แต่พูดไม่ออก
“หนูหอมน้ำ มีอะไร ไหนเล่าให้ลุงฟังซิ”
เห็นบุรีห่วงใยหอมน้ำฝืนยิ้มบอกว่า “ขอบคุณค่ะ ไม่มีอะไรจริงๆ กัล เอ๊ย! หอม ต้องไปแล้วละค่ะ”
หอมน้ำรีบเดินออกไป โดยบุรีมองตามด้วยสายตาแปลกใจสุดๆ

ห้องนอนศวัสเย็นนั้น ศวัสยืนกอดอกพิงผนังห้อง สีหน้าครุ่นคิด เรื่องที่เห็นหอมน้ำและเจคนั่งคุยกันด้วยท่าทางสนิทสนม
“เธอไม่ได้ไร้เดียงสาอย่างที่เห็นจริงๆ”
ศวัสทอดถอดใจยาว

ตรงมุมตึกบ้านศวัส หอมน้ำเดินเข้ามาในบริเวณนั้นด้วยท่าทีเศร้าโศก หมดอาลัยตายอยาก
สักพักหนึ่งแล้ว พุธกันยาตัดสินใจออกมาจากร่างเด็กสาว หอมน้ำทรุดลงไปหมดสติ
พุธกันยาก้มลงปลุก “หอมน้ำ...หอมน้ำ”
หอมน้ำค่อยๆ ลืมตา “คุณพุธกันยา”
พุธกันยาขยับเดินห่างออกไป
หอมน้ำดูนาฬิกาข้อมือ “นี่มัน 6 โมงเย็นเอง ยังไม่ 2 ทุ่มเลย”
พุธกันยาก้มหน้าอยู่อย่างนั้น
หอมน้ำลุกขึ้น “เกิดอะไรขึ้นคะ”
“ศวัสไม่เชื่อฉันเลย ขนาดฉันบอกว่าเขามีปานที่แก้มก้นข้างขวาเขาก็ยังไม่เชื่อ”
หอมน้ำสะดุ้ง “ตายจริง! เดี๋ยวเขาก็นึกว่าหอมบอกหรอก!
พุธกันยาถอนใจยาว
“แล้วคุณบุรีล่ะคะ”
“บอกตรงๆ นะว่า ฉันยังไม่กล้า ฉันกลัวเขาจะหาว่าฉันบ้าเหมือนศวัส”
“ไม่มีใครว่าคุณบ้าหรอกค่ะ เขาคิดว่าหอมบ้ากันทั้งนั้น”
พุธกันยาพยักหน้าแล้วหายวับไป ส่วนหอมน้ำยกมือลูบหน้าถอนใจเฮือก เครียดเหลือเกินแล้ว

คืนนี้ ทีมงานเลิกกองแล้ว

ศวัสยืนนิ่งอยู่ที่หน้าต่างห้องนอน ทอดสายตามองลงไป เห็นทีมงานกำลังขนข้าวของขึ้นรถเตรียมกลับ ศวัสกวาดสายตาเหมือนจะมองหาใครสักคน บริเวณนั้นไม่ปรากฏร่างของคนที่กำลังมองหา หมอหนุ่มยังคงยืนอยู่ในท่านั้น

ด้านหอมน้ำยังคงนั่งซึมอยู่ ด้วยความสงสารพุธกันยา แจ่มเดินเข้ามาสีหน้าแปลกใจแกมดีใจที่เห็นหอมน้ำอยู่คนเดียว
“น้องหอมน้ำขา”
หอมน้ำหันมามอง แล้วยิ้มให้พลางลุกขึ้นยืน
“หอมกำลังจะออกไปเดี๋ยวนี้ละค่ะ” เด็กสาวขยับตัวออกเดิน
“เดี๋ยวค่ะ ขอพี่ถ่ายรูปกับน้องหอมน้ำหน่อยได้ไหมคะ”
หอมน้ำยิ้ม เต็มอกเต็มใจ “ได้ค่ะ”
แจ่มล้วงกระเป๋าหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วเข้ามายืนข้างๆ หอมน้ำ เอียงหน้าซบแขนยิ้มแย้ม ขณะยกมือถือขึ้นถ่ายรูป 2-3 ภาพ
“ขอบคุณน้องหอมมากค่ะ เดี๋ยวพี่จะส่งไปให้เพื่อนดู”
แจ่มจัดการส่งรูป แล้วเดินออกไป พุธกันยาปรากฏตัวขึ้น ขณะที่ไอเย็นลอยออกจากปากจมูกหอมน้ำจางๆ
“สมัยก่อนฉันฮ็อต ยิ่งกว่านี้อีก”
หอมน้ำหันไปมอง พุธกันยายืนมองอยู่สีหน้าหมองเศร้า
“แต่นั่นแหละ วันเวลามันไม่หวนกลับคืนมาอีกแล้ว...ตอนนี้จะมีสักกี่คนที่ยังจำชื่อ “พุธกันยา ปานรัมภา” ได้
หอมน้ำพยายามปลอบ “คงมีบ้างละค่ะ หอมจะลองถามพ่อกับแม่ดู”
พุธกันยาถอนใจเฮือก ใบหน้าเศร้า
หอมน้ำรู้สึกตัว “ขอโทษค่ะ หอมแค่...”
“ฉันจะสิงร่างเธออีกสักครึ่งชั่วโมงได้ไหม”
หอมน้ำระแวง “ทำไมหรือคะ...ก็เมื่อกี้...”
“ฉันเปลี่ยนใจแล้ว ฉันจะลองพูดกับบุรีดู”
หอมน้ำตั้งท่าจะปฏิเสธ
“นี่ยังไม่ 2 ทุ่มเลย...ได้โปรด”
หอมน้ำถอนใจเฮือก พุธกันยาวูบเข้ามาในร่างหอมน้ำทันที

หอมน้ำเดินขึ้นบันไดมาช้าๆ หยุดหน้าห้องบุรี จังหวะนี้ประตูห้องศวัสเปิดออก ศวัสชะงัก เห็นหอมน้ำยกมือจะเคาะห้องพ่อ

“นั่นจะทำอะไรน่ะ”

อ่านต่อตอนที่ 4
กำลังโหลดความคิดเห็น...