xs
xsm
sm
md
lg

รักออกฤทธิ์ ตอนที่ 12

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


รักออกฤทธิ์ ตอนที่ 12

หลังจากรดน้ำศพเสร็จ วนิษาก็เดินออกมาหน้าศาลา ดวงตาเหม่อลอย พลางเดินไปนั่งที่เก้าอี้ในแถว พอวนิษาเดินไปนั่ง พวกญาติๆ ของกริช ที่นั่งอยู่ก่อน ก็พากันลุกไปนั่งที่อื่น ในขณะที่ญาติคนหนึ่ง เดินมา พลางแกล้งเอา นสพ.มาวางใกล้ๆ
 
วนิษาจงใจให้เห็น แล้วเดินหนีไปอย่างรังเกียจ
วนิษาปรายตาเห็นพาดหัวข่าวบน นสพ.
“ลือสนั่นดวงกินผัว สามรายตายคาชุดเจ้าบ่าว”
พร้อมประกอบ ตอนกริชหอมแก้มวนิษาบนเวที วนิษารีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่น โจมองมาด้วยความรู้สึกสงสารจับใจ

พวกสื่อมวลชนที่มาทำข่าวถูกกันอยู่ภายนอกศาลา มีแผลเหล็กกั้น มีป้ายจากทางวัดแปะไว้ชัดเจนว่า “ พื้นที่สื่อมวลชน - ทางวัดขอขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ“
นักข่าวคนหนึ่งหันไปสั่งความกับช่างภาพ
“ซูมเข้าไปเลยพี่ ซูมเยอะๆ ให้เห็นลูกตาวนิษาเลยนะ นัยน์ตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ พี่ซูมให้ทะลุเข้าไปถึงหัวใจของวนิษาเลยนะ ว่าคิดกำลังคิดอะไรอยู่”
ระหว่างที่พวกสื่อกำลังทำงานกันอยู่นั่นเอง ระรินก็เดินเข้ามาในงานมาพร้อมกับเพ็ญแข สื่อมวลชนหันไปถ่ายรูประรินกันพึ่บพั่บ ระรินเอียงหน้าไปกระซิบกับเพ็ญแข
“ยัยโป๊งตัวแสบนั่นมาด้วย ครั้งที่แล้วมันทรยศหนู บอกคุณกริชว่าหนูเป็นคนปล่อยข่าว อยากจะตบมันจริงๆ”
“เอาเหอะ พักไว้ก่อน วันนี้เราไม่ได้จะมาทะเลาะกับสื่อนะ”
ระรินเดินตรงมาที่ศาลา แกล้งหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับน้ำตา
“น้องระริน เป็นไงบ้างคะ ทำใจได้รึยังคะ”
ระรินมองนักข่าวแว่บหนึ่ง ก่อนจะทำทีเป็นสะอื้น
“ทำใจไม่ได้ค่ะ และไม่มีวันทำได้ด้วย คุณกริชเป็นคนดี ไม่น่าเลย ไม่น่าต้องมาตายแบบนี้เลย ระรินเตือนเขาแล้วแท้ๆ”
“น้องระรินเตือนเขาเรื่องอะไรเหรอคะ”
“เรื่องที่เรารู้ๆกันอยู่น่ะค่ะ แต่เขาไม่ฟังระรินเลย” ระรินพูดไปสะอื้นไป
“เรื่องอะไรเหรอคะ”
“เรื่องดวงกินผัวไงคะ”
“คุณกริชไม่เชื่อเรื่องนี้ใช่ไหมคะถึงได้แต่ง”
ระรินแกล้งบีบน้ำตาหนักขึ้น
“เขาก็ดูเหมือนจะเชื่อนะคะ แต่คงมีใครบางคนยุเขาให้ไม่สนใจฟังเรื่องพวกนี้ ใครบางคนที่รับความจริงข้อนี้ไม่ได้”
นักข่าวเงียบ พลางมองไปด้านหลังของระริน ระรินรู้ตัว มองกลับไป เห็นวนิษา กำลังยืนมองมา
“คุณระริน เชิญค่ะ”
“ขอบคุณค่ะคุณวนิษา แต่ระรินยังพูดกับพี่ๆ สื่อไม่เสร็จ”
วนิษายืนจ้องมาที่เธอ ระรินจ้องตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน
“เรากำลังคุยถึงใครบางคนที่เขาหลงมากจนยอมเชื่อทุกอย่าง ใครบางคนที่ฆ่าเขาทางอ้อมด้วยดวงอัปปรีย์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดน่ะค่ะ”
นักข่าวหันขวับไปที่วนิษาที่ยืนตัวสั่นระริก
“ถ้าคุณมาเคารพศพคุณกริช ฉันยินดีต้อนรับค่ะ แต่ถ้าคุณจะมาเพื่อด่าฉัน เชิญที่อื่น ที่นี่งานศพ หัดมีมารยาทซะบ้าง”
“ใครด่าคุณ ฉันกำลังพูดถึงฆาตกรต่อเนื่อง มันฆ่ามาแล้วสามศพ ที่น่ากลัวคือไอ้ฆาตกรรายนี้
มันไม่รู้สึกผิดซักนิด ยังกล้ายืนเชิดหน้าต่อหน้าคนอื่นๆอีกต่างหาก โหดเหี้ยมแล้วก็เลือดเย็นที่สุด”
วนิษากำหมัดแน่น
“ถ้าหมายถึงฉันก็พูดมาตรงๆ ไม่ต้องมาทำเป็นกะแนะกะแหน น่ารำคาญ คุณทำตัวเหมือนเด็กขี้อิจฉาแล้วก็ขี้ขลาด อยากด่าฉันแต่ไม่กล้า กลัวฉันมากเหรอไงคะ”
นักข่าวหันกลับมาที่ระรินที่โกรธจนตัวสั่น
“ใช่ ฉันด่าแกน่ะแหละ ยัยผู้หญิงกินผัว แกเข้ามาในชีวิตเขาทำไม เขากำลังคบกับฉันอยู่ดีๆ แกก็เข้ามาเหมือนตอนคุณชายแจ้ แล้วแกก็ทำลายความสุขของทุกคน คนอย่างแกอย่ายุ่งกับผู้ชายที่ไหนอีกเลย แกมันถูกสาปไม่รู้ตัวหรือไง”
วนิษาพูดไม่ออก พ่อแม่กริชเดินออกมา ระรินยกมือไหว้ พ่อกริชท่าทางไม่พอใจแต่ไม่แสดงออก พูดเป็นกลาง
“นี่เป็นงานศพนะหนู ขอให้ทุกคนมีสติกันหน่อย”
วนิษากับระรินหน้าจ๋อย ในขณะที่แม่กริชปรายตามองวนิษา
“คุณระรินเชิญจ้ะ ใครไม่ต้อนรับหนูก็เรื่องของเขา แต่ฉันเป็นแม่ของกริช ฉันยินดีต้อนรับ ส่วนคนที่แม่ไม่ต้อนรับจริงๆน่ะ มันยังไม่รู้ตัว ยังมามีหน้ามาไล่คนอื่นอีก”
แม่กริชปรายตามองเหยียดวนิษา ก่อนที่จะพาระรินกับเพ็ญแขเข้าไปในศาลา เพ็ญแขจงใจรั้งท้าย พอเดินผ่านวนิษา ก็พูดเบาๆโดยไม่มองหน้า
“สมน้ำหน้า ยัยกาลกิณี”

วนิษาพยายามสะกดอารมณ์ พลางหันไปเห็นโจยืนหลบมุมอยู่มุมหนึ่ง ก็รีบพยักหน้า เป็นเชิงบอกว่าเธอจะกลับแล้ว โจพยักหน้ารับทราบ

“ไปไหนครับ” โจหันมาถามเมื่อวนิษาเข้ามานั่งในรถเรียบร้อยแล้ว วนิษาร้องไห้โฮ

“ไม่ต้องถาม ไปที่ไหนก็ได้”

โจพาวนิษามายืนบนดาดฟ้าตึกสูงแห่งหนึ่ง วนิษาดูดาวบนฟ้า แววตาเศร้า
“ดวงกินผัว ดาวดวงไหนนะที่ทำให้ชีวิตฉันต้องเป็นแบบนี้”
โจยืนมองห่างๆ สีหน้ามีแววเคลือบแคลงใจ

“คุณวนิ ผมอยากรู้จริงๆว่าคุณใช้วิธีไหนฆ่าคุณกริช คุณลงมือตอนไหนกันแน่ ฉันอยากถามเขาอย่างนี้จริงๆนะ”
โจกลับมาถึงบ้าน ก็นั่งคุยกับป๋อง ถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา
“แล้วได้ถามมั้ยครับ”
โจส่ายหน้า “ไม่อ่ะ”
“แล้วทำไมพี่ไม่ถามเขาตรงๆล่ะ”
“ไม่กล้าว่ะ ถ้าเขาไม่ได้ฆ่า คำถามของฉันก็เหมือนมีดไปกรีดที่แผลเดิมของเขาให้มันเหวอะมากขึ้นไปอีก ฉันทำไม่ลง”
“ถ้าเขาไม่ได้เป็นคนฆ่า แล้วใครฆ่า
โจถอนใจ “หมอลงความเห็นว่าคุณกริชตายเพราะอาการแพ้อย่างรุนแรง แต่ก่อนหน้านั้นไม่มีใครเห็น
เขากินอะไรเลย แล้วอยู่ดีๆเขาจะตายได้ไง บางที โลกนี้อาจจะมีดวงกินผัวจริงๆก็ได้”
“เฮ้ย เมื่อก่อนหัวเด็ดขาขาด พี่ก็ไม่ยอมรับเรื่องนี้นี่ครับ”
“การตายของนายกริชทำให้ฉันหมดความมั่นใจไปเลย ฉันระวังทุกจุด คุมทุกอย่าง มั่นใจสุดๆ ว่า
วนิษาไม่มีทางวางแผน หรือลงมืออะไรทั้งนั้น แต่นายกริชก็ตายจนได้ ตายต่อหน้าต่อตาฉันเลย ถ้าวนิษาไม่ใช่ฆาตกร คำตอบที่เหลือก็คงเป็นดวง ดวงกินผัวของเค้านั่นแหละ”
“ถ้าดวงกินผัวมีจริง”
ป๋องยังพูดไม่ทันจบ โจก็รีบพูดต่อทันที
“โจตัวซวยก็มีจริง ถ้าโลกใบนี้มันมีกฎแบบนี้อยู่ ฉันคัดค้านหัวชนฝาไปก็ไม่มีประโยชน์ มีดวงกินผัว มีโจตัวซวย มีเม้งจิตทิพย์ มีโหราศาสตร์ มีฤกษ์งามยามดี มีเคราะห์หามยามร้าย มีโชคชะตาที่กำหนดชีวิตคนเรา”
โจพูดด้วยความท้อใจ

ในขณะเดียวกัน อ. เม้ง ก็กำลังให้สัมภาษณ์กับนักข่าว ที่รุมยื่นไมค์จ่อปากหลายสำนัก
“ดวงนารีบริโภคภัสดาครับ ผมไม่เอ่ยชื่อนะครับ แต่ชัดเจนมาก ทั้งฤกษ์เกิด และโหงวเฮ้ง แรงครับ ชัดที่สุด แรงที่สุด เท่าที่เคยเห็นมาเลย”
“ได้ข่าวว่าอาจารย์เตือนเขาแล้วใช่ไหมคะ”
“อย่าเรียกว่าเตือนเลยครับ เรียกว่าห้ามเลยดีกว่า ผมห้ามเขาแล้ว ย้ำนักย้ำหนาว่างานนี้ถึงตาย แต่เขาก็เลือกที่จะเดินเส้นทางสายนั้น”
นักข่าวยิงคำถามต่อ “ทำไมเขาถึงไม่เชื่ออาจารย์ล่ะคะ”
“ไม่ทราบครับ เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ผู้ที่จากไป ผมขอไม่ตอบครับ”
“มีคำแนะนำสำหรับผู้ที่อาจจะเจอเรื่องแบบนี้ว่ายังไงบ้างไหมคะ”
“ถ้าคุณมีดวงแบบนี้ อยู่คนเดียวดีกว่าครับ ต่อให้คุณพลิกตัวเองไปเป็นรักเพศเดียวกัน คนที่เป็นคู่ของคุณก็หนีความหายนะนี้ไม่พ้น”
“รู้สึกยังไงบ้างคะที่เรื่องนี้ทำให้ชื่อเสียงอาจารย์โด่งดังมากขึ้น เพราะเป็นคนที่ทักเรื่องนี้อย่างชัดเจนตั้งแต่ก่อนมีข่าวซะอีก”
อ. เม้งยืดอก

“ชื่อเสียงเป็นมายา ไม่ได้ทำให้ผมดีใจหรือเสียใจ เอาล่ะครับ ขอตัวก่อนนะครับ เดี๋ยวต้องไปอัดเทปรายการทีวีแล้วก็ออกรายการสดแล้วก็ไปดูดวงให้นายแบ๊งค์ แล้วแต่ละรายก็นะ พอเห็นผมดังก็ขึ้นค่าตัวให้อีก เฮ้อ สวัสดีครับ”
 
อ่านต่อหน้า 2

รักออกฤทธิ์ ตอนที่ 12 (ต่อ)

ปลายฝน เดินออกมาจากห้อง กำลังจะไปข้างนอก เห็นวนิษาที่นั่งเหม่ออยู่หน้าทีวี

“หนูไปนะคะ”
“อืม”
วนิษาหันไปดูทีวีต่อ ปลายฝนจะเดินออกไป แต่แล้วก็หยุด หันกลับมามองวนิษา ที่ยังคงนั่งท่าเดิม ปลายฝนทนไม่ได้ เดินกลับมา
“นี่ คุณเลิกทำแบบนี้ทีเถอะ ไม่เห็นได้ประโยชน์อะไรเลย”
“แล้วเธอเดือดร้อนอะไรด้วย”
“ก็หนูไม่ชอบเห็นคุณเป็นแบบนี้ เอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในนี้ 3-4 วันแล้ว เดี๋ยวก็เป็นโรคซึมเศร้าจนได้หรอก”
วนิษาเงียบ ปลายฝนถอนหายใจ
“ตามใจ”
พลางเดินออกไป แต่สักพักก็เปิดประตูเข้ามาใหม่
“นี่ หนูจะออกไปเดินเล่นชิลๆ ไปด้วยกันเถอะ”
“นึกไงชวนฉัน” วนิษาแปลกใจ
“เอาน่า ไปด้วยกันเถอะ”
“ไปไหน”
ปลายฝน ยิ้ม “ก็แบบไปกินฟาสต์ฟู้ด ไปซื้อของเน่าๆ ถ่ายรูปเล่น อะไรเงี้ย”
วนิษาเริ่มลังเล

ในขณะที่หน้าคอนโดของวนิษา นักข่าวกับตากล้องคู่ใจ กำลังนั่งกินข้าวเหนียวหมูปิ้งกันอยู่
“รอมาตั้งหลายวันแล้ววนิษาไม่ยอมลงมาเลย ก็ได้ ลองดูให้มันรู้ไป ว่าใครมันจะอึดกว่ากัน อย่านึกว่าเธอสบายกว่า เอาแต่นั่งๆนอนๆในห้องนานๆน่ะ เป็นไขมันอุดตันเส้นเลือด ได้ง่ายๆนะจะบอกให้ ฉันอยู่ข้างล่างนี่ ร้อนหน่อยก็ถือว่าให้เหงื่อออก ผิวพรรณจะได้สวยเปล่งปลั่ง”
“ นี่ รอเงียบๆได้มั้ยโป๊ง หนวกหูว่ะ” ตากล้องชักรำคาญ
“ก็มันไม่มีอะไรทำนี่ เฮ้ย น้าหมี วนิษาลงมาแล้ว”
ตากล้องรีบกระเด้งตัวขึ้นมาพร้อมอุปกรณ์กล้องคู่ชีพ ปลายฝนกับวนิษาเดินผ่านล้อบบี้ นักข่าวก็รีบปรี่เข้ามาทักทันที
“สวัสดีค่ะคุณวนิษา”
วนิษากำลังจะหลบไปทางอื่น นักข่าวรีบดักหน้า
“หายหน้าไปนานเลยนะคะ ขออัพเดทข่าวคาว เอ๊ย ข่าวคราวหน่อยนะคะ มีข่าวลือว่าคุณวนิษาเก็บตัวเพราะเตรียมตัวบวชตลอดชีวิต ไม่ทราบจริงหรือเปล่าคะ”
“ใครลือคะ”
“คุณระริน อุ๊ยตาย หลุดปาก ไม่ทราบจริงหรือไม่จริงคะ”
“ไม่จริงค่ะ แค่นี้นะคะ ขอตัวก่อน”
นักข่าวไม่ยอมแพ้
“คิดยังไงกับเรื่องที่คุณระรินไปช่วยทางบ้านคุณกริชทำพิธีไล่เสนียดปัดรังควาน คุณระรินเขาเชิญสื่อไปทำข่าวด้วยนะคะ ไม่รู้คุณวนิษาได้ดูรึเปล่า”
วนิษาไม่ตอบคำถาม นักข่าวถามต่อ
“แล้วตอนนี้มีใครเข้ามาใกล้ชิดบ้างหรือเปล่าคะ”
ปลายฝนทนไม่ไหว ผลักไมค์นักข่าวออกไป
“นี่ พี่คะ คนเขาไม่อยากตอบก็ถามอยู่ได้ แล้วถามแต่ละคำ เป็นพี่พี่จะรู้สึกยังไง”
“น้องคะ พี่ไม่ได้ถามน้องนะคะ”
“ฉันก็ไม่ได้ตอบ ฉันกำลังเตือนคุณ”
นักข่าวสะกิดตากล้องให้ถ่ายปลายฝน
“น้องเป็นลูกติดผัวคนที่แล้วของคุณวนิษาใช่ไหมคะ แม่เลี้ยงน้องจะบวช จริงรึเปล่าจ๊ะ”
ปลายฝนชักหงุดหงิด
“หลีกทางด้วยนะคะ”
“ทำไมไม่อยากตอบ มีอะไรปิดบังเหรอ แล้วแม่เลี้ยงน้องมีแฟนใหม่รึยังคะ”
“แล้วแม่คุณล่ะ มีแฟนใหม่รึยังคะ”
“ต๊าย ปากดี ใครสอนมารยาทการเข้าสังคมให้คะเนี่ย หรือว่าไม่มีใครมีเวลาสอนจ๊ะ”
“แก”
ปลายฝนกำหมัด ทำท่าจะบุกเข้าไปหา วนิษารีบดึงกลับเข้ามา
“ต๊าย นักเลง อยากตบเหรอ เอาสิ ลองตบดูสิ”
นักข่าวยื่นหน้าให้ พลางยิ้มยั่ว ปลายฝนจะเข้ามา แต่วนิษารีบดึงไว้
“คุณหาเรื่องฉันไม่เป็นไร มาหาเรื่องปลายฝนทำไม รปภ.คะ”
รปภ.ที่ยืนดูสถานการณ์อยู่ รีบวิ่งเข้ามา
“นี่สถานที่ส่วนบุคคลนะครับ”
วนิษารีบฉวยโอกาสพาปลายฝนออกมาที่รถ
“เข้าใจแล้วว่าทำไมคุณเอาแต่อยู่ในห้อง จะกลับขึ้นห้องไหมคะ”
ปลายฝนถามด้วยความเป็นห่วง
“ไม่ล่ะ ไหนๆก็ออกมาแล้ว”
“ไม่กลัวเจอพวกนั้นอีกเหรอคะ”
“ไม่กลัวแล้ว ตอนนี้มีเธอเป็นพันธมิตร ขอบใจนะ”
ปลายฝนหัวเราะเขินๆ
“ไปหาอะไรกินกันเถอะ ให้เธอเลือกร้านตามใจเลย ฉันเป็นเจ้ามือเอง”
“เปลี่ยนใจแล้วค่ะ ฝนว่าเราไปที่ๆ มันปลดปล่อยกว่านั้นดีกว่า”
วนิษาทำหน้างงๆ

ที่ปลดปล่อย ที่ปลายฝนหมายถึง ก็คือที่สวนสนุกนั่นเอง ทั้งวนิษาและปลายฝน พากันเล่นเครื่องเล่น รวมทั้งเข้าบ้านผีสิง ต่างคนต่างกรีดร้องกันอย่างสุดเสียง ทั้งตื่นเต้น ทั้งหวาดเสียว และสนุกสนาน

โจช่วยถือกระเป๋า พลางเดินตามวนิษาเข้ามาในบ้านของคุณยายวรางค์

“คืนนี้หนูขอนอนด้วยคนนะคะ แล้วพรุ่งนี้อยากตามคุณยายไปทำบุญด้วย”
“ตามสบายจ้ะ”
คุณยายวรางค์จองวนิษา พลางหันมามองโจ
“ดาว เธอนี่เปลี่ยนไปเยอะเลยนะ จากวันที่ฉันเห็นเธออยู่ที่โรงพยาบาลน่ะ”
“เปลี่ยนไปยังไงเหรอครับ”
คุณยายวรางค์ยังไม่ทันตอบ หนุงหนิงก็ชิงตอบแทน
“ดูหล่อขึ้นนะตะเอง”
หนุงหนิงเอื้อมมือมาจับมือโจที่ถือกระเป๋าวนิษาอยู่ โจถึงกับสะดุ้ง
“แหม ทำตกใจ นึกว่าเค้าแต๊ะอั๋งตะเองหรือไง เค้าจะเอาประเป๋าคุณวนิย่ะ เอามานี่ เค้าจะได้เอาไปเก็บให้”
โจรีบส่งกระเป๋าให้ หนุงหนิงเดินถือกระเป๋าเข้าไป ไม่วายหันมาส่งสายตาให้ โจฝืนยิ้ม
“ชอบมั้ย เดี๋ยวฉันเป็นแม่สื่อให้” คุณยายวรางค์แกล้งแหย่
“เอ่อ โอกาสหน้าแล้วกันครับ”
“รีบๆนะคะ ช้าหมดอดได้ของดีนะคะจะบอกให้”
หนุงหนิงตะโกนออกมาจากด้านใน โจฝืนยิ้ม
“ดาว ฉันขอแรงหน่อยสิ มาช่วยฉันในสวนหน่อย”
คุณยายวรางค์หันมาบอกกับโจ
“ได้ครับ”
“วนิ มีปั้นขลิบปลาอยู่ในครัว ยายซื้อมาจากบางลำพู ไปกินสิ อร่อยนะ”
“ค่ะ”
คุณยายวรางค์พาโจเดินออกไป วนิษามองตามไป นึกเอะใจนิดหน่อย

คุณยายวรางค์เดินนำโจเข้ามาในสวน พลางนั่งลงที่โต๊ะสนาม
“นั่งก่อนสิ”
“ครับ”
“ฉันมีเรื่องอยากถามเธอหน่อย” คุณยายวรางค์หน้าตาจริงจัง
“ครับผม”
“เธอรู้เรื่องการตายของคุณกริชแค่ไหน”
โจชะงัก “หมายความว่ายังไงครับ”
“บ้านตรงข้ามบ้านฉันน่ะเป็นบ้านนายตำรวจ หน้าบ้านเขามีกล้องวงจรปิด ไม่กี่วันก่อนเขามาหาฉัน จากกล้องที่เร็คคอร์ดไว้ เห็นเธอแอบปีนเข้าออกบ้านฉันด้วย”
โจนั่งเงียบ พูดอะไรไม่ออก
“ถ้าฉันเห็นก่อนหน้านี้ ฉันคงบอกวนิให้จับตัวเธอส่งตำรวจแล้ว แต่นี่ฉันได้ดูหลังจากที่เธอเป็นคนขับรถให้วนิมาสักพัก แล้วเธอก็ช่วยวนิให้รอดพ้นจากอันตรายหลายครั้ง ฉันก็เลยคิดว่าเธอคงมีจุดประสงค์บางอย่างที่ปิดบังไว้ ฉันก็เลยยังไม่ได้บอกเขา จนกว่าจะได้คุยกับเธอก่อน”
โจเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะตัดสินใจพูด
“ครับ เป็นอย่างที่คุณยายพูดครับ”
“ตอนแรกฉันตั้งใจจะคุยกับเธอในคืนวันแต่งงานของวนิ แต่กลับมีเรื่องร้ายๆเกิดขึ้นซะก่อน”
“คุณยายเลยคิดว่าผมมีส่วนรู้เห็นในการตายของคุณกริช”
คุณยายวรางค์ส่ายหน้า
“ฉันไม่คิดว่าเธอจะเป็นฆาตกรหรอกนะ แต่มันน่ามีส่วนเกี่ยวข้องกันระหว่างเธอกับเรื่องที่เกิดขึ้น”
“ครับ จะบอกว่ามีส่วนเกี่ยวข้องก็ได้ ผมคิดว่าจะมีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น ผมพยายามป้องกันแล้ว
แต่ในที่สุดคุณกริชก็ตายจนได้”
“เล่าให้ฉันฟังหน่อยอย่างละเอียด อย่าโกหก ฉันเป็นคนมองโลกในแง่ดี แต่ไม่ใช่คนโง่”
โจมองหน้าคุณยายวรางค์
“จนถึงวินาทีนี้ ผมเชื่อว่าคุณยายเป็นคนฉลาดและรอบคอบมากๆ ถ้าผมพยายามจะโกหกคุณยาย ผมก็คงเป็นโง่มากๆเหมือนกัน ผมชื่อโจครับ เป็นนักสืบ”
จากนั้นโจก็เริ่มต้นเล่าเรื่องให้คุณยายวรางค์ฟังอย่างละเอียด

วนิษาเดินตามออกมาส่งโจที่รถ
“ช่วงนี้นายพักผ่อนได้ตามสบาย ฉันอาจจะค้างคืนสักสองสามคืนก็ได้ แล้วจะโทร. ไปบอกอีกที”
“ครับผม”
วนิษายิ้มให้ พลางเดินกลับเข้าบ้าน โจเดินไปที่รถ อดไม่ได้ที่จะปรายตามามองคุณยายวรางค์
แล้วก็นึกถึงบทสนทนาที่คุยกันในสวน
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นฉันจะเก็บความลับของเธอไว้ จนกว่าเธอจะทำงานของเธอเสร็จ”
คุณยายวรางค์บอกกับโจ
“ขอบพระคุณมากครับ แต่ว่าคุณยายทำแบบนี้ ไม่กลัวคุณวนิษาต้องติดคุกเหรอครับ”

“ถ้าทำผิดก็ต้องติดคุก ฉันไม่กลัว แต่เรื่องของเรื่อง คือฉันเชื่อมั่นในตัววนิษา และอยากให้นักสืบอย่างเธอเป็นคนพิสูจน์ให้คุณหญิงจุ๋ม และคนอื่นๆรู้ว่าวนิษาเป็นผู้บริสุทธิ์ เธอจะเป็นคนที่ทำให้ข้อสงสัยและข่าวลือไร้สาระทั้งหลายเงียบหายไป ตั้งใจทำงานของเธอนะโจ”
 
อ่านต่อหน้า 3

รักออกฤทธิ์ ตอนที่ 12 (ต่อ)

คุณยายวรางค์ พาวนิษา และหนุงหนิง มาถวายสังฆทานด้วยกันที่วัด

“เวลาเครียดๆ มาทำบุญมันก็ช่วยให้จิตใจดีขึ้นนะ เพราะการเป็นผู้ให้น่ะมันทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเอง จิตใจที่มันอึดอัดคับเครียดก็ผ่อนคลาย สบายใจขึ้น”
“ค่ะ วนิรู้สึกสบายใจขึ้นจริงๆ”
วนิษาที่ยืนห่างออกมายืนเหม่อดูพวกคนที่มาบวชชุดขาวห่มขาวกำลังปฏิบัติธรรมกันอยู่ มีแม่ชีเป็น พี่เลี้ยง
“คุณยายคะ แล้วถ้าบวชล่ะคะ มันจะช่วยจิตใจเราไหมคะ”
“บวชอะไร บวชชีพราหมณ์น่ะเหรอ”
“บวชชีค่ะ”
คุณยายวรางค์มองหน้าวนิษา
“บวชชีน่ะมากกว่าทำให้จิตใจสงบนะ หมายถึงตัดทางโลกเลยนะ”
“คุณยายคิดว่ายังไงคะ”
คุณยายวรางค์เงียบไปครู่หนึ่ง
“ยายว่าเธอถามตัวเองดีกว่า”
วนิษาหันไปมองพวกที่นุ่งขาวห่มขาว เห็นทุกคนดูสงบ อิ่มเอิบ อดไม่ได้ที่จะคิดถึงตอนที่ ม.ร.ว. จันทร์กระจ่าง ขอเธอแต่งงาน
วันนั้นคุณชายแจ้ ยื่นหีบเงินเล็กๆ ใบหนึ่ง ดูเป็นของเก่า ลวดลายละเอียดสวยงามมาให้
“เปิดดูสิครับ”
วนิษาเปิดออก เห็นแหวนทองคำฝั่งอัญมณี ลวดลายวิจิตรบรรจง
“สวยจัง”
“เป็นแหวนที่ท่านพ่อทำให้ท่านแม่ และท่านแม่ให้ผมเพื่อให้กับผู้หญิงที่คู่ควร วนิษา คุณคือผู้หญิงคนนั้น แต่งงานกับผมนะครับ”

จากนั้นก็หวนคิดถึงวันที่เธอนั่งรอเสี่ยสมชาย ที่ภัตตาคารจีน พลันก็มีเสียงเอะอะโครมครามจากชั้นล่าง
“ข้างล่างมีอะไรรึเปล่าคะ”
บ๋อยยังไม่ทันตอบ เสี่ยสมชายก็เดินขึ้นมา
“ไม่มีอะไร ตีกันนิดหน่อย ขอโทษนะครับหว่าหวา อั๊วมาสาย”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ว้าย เฮียโดนแทงนี่นา”
วนิษาตกใจ เมื่อเห็นเลือดไหลทะลักจากขาของสี่ยสมชาย
“เรื่องเล็ก อั๊วรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าพวกมันจะมาดักอั๊วที่นี่ เลยพาคนมาเผื่อจัดการพวกมัน เดี๋ยวก็เงียบแล้วล่ะ”
“ถ้ารู้ก่อนแล้วทำไมเฮียยังจะมาอีกคะเนี่ย” วนิษาอดสงสัยไม่ได้
“เพราะอั๊วตั้งใจจะมาหาหว่าหวา อย่าว่าแต่ไอ้พวกหมาลอบกัดพวกนี้เลย ต่อให้มาเป็นกองทัพ อั๊วก็จะฝ่าขึ้นมา”
เสี่ยสมชายเผลอร้องด้วยความเจ็บปวด เมื่อล้วงกระเป๋าหยิบกล่องกำมะหยี่ที่เปื้อนเลือดออกมา
“หว่าหวา อั๊วอยากให้ลื้อรู้ว่าถึงอั๊วจะใช้วิธีขู่ให้ลื้อแต่งงาน แต่อั๊วก็รักลื้อจริงๆ ไม่ได้เห็นลื้อเป็นของเล่น”
เสี่ยสมชายเปิดกล่อง เห็นแหวนเพชรสวยงาม
“หว่าหวา อั๊วนัดลื้อมา เพราะอยากให้นี่กับลื้อ”
เสี่ยสมชายใช้มือที่เปื้อนเลือดหยิบแหวนเพชรสวมให้วนิษา
“หว่าหวา แต่งงานกับอั๊วนะ”
วนิษามองเสี่ยสมชาย ด้วยความซึ้งใจ

วนิษาเศร้าสร้อยรู้สึกผิด

“คุณชายแจ้ ตั่วเฮีย คุณกริช ฉันขอโทษนะคะ”

วนิษากลับมาเข้ามาในคอนโด เห็นปลายฝนกำลังถักนิตติ้งอยู่

“ปลายฝน ยุ่งอยู่รึเปล่า”
ปลายฝน เงยหน้าขึ้นมา ยิ้มให้ “มีอะไรเหรอคะ”
“ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย”
“ค่ะ”
“ถ้าฉันไปบวชชี เธออยู่คนเดียวได้ไหม”
ปลายฝนเงียบไปครู่หนึ่ง “ได้ค่ะ”
“แน่ใจเหรอ”
“ไม่มีอะไรนี่คะ คุณก็รู้ว่าหนูไม่ใช่เด็กใจแตก ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ไม่สูบไม่ดื่ม อ่านหนังสือพิมพ์ ติดตามข่าวสารบ้านเมือง หนูว่าหนูไม่น่าเป็นห่วงนะ”
วนิษา ยิ้มให้ปลายฝนอย่างจริงใจ
“อืม พ่อเธอเลี้ยงลูกเก่งมาก”
“แล้วชีวิตต่อจากนี้ไป หนูก็จะไม่ทำให้ป๊าผิดหวังในตัวหนูด้วย”
“งั้นฉันก็เบาใจได้”
“คุณจะบวชจริงๆเหรอ” ปลายฝนถามย้ำ
“ฉันรู้สึกว่าฉันเป็นตัวกาลกิณีอย่างที่เขาว่าจริงๆนั่นแหละ ทั้งคุณชายแจ้ พ่อเธอ แล้วก็คุณกริช
ต้องมาตายเพราะฉัน ฉันอยากบวชเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้พวกเขา แล้วก็จะขอยึดบารมีของพระพุทธศาสนาเป็นที่พึ่ง”
“คุณพูดเหมือนจะบวชยาวงั้นแหละ”
“ฉันอยากจะบวชตลอดชีวิต”
ปลายฝนตกใจ“ตลอดชีวิตเลยเหรอคะ”
“ก็ตั้งใจว่าอย่างนั้น”

ในขณะที่คุณยายวรางค์ กำลังนั่งคิดอะไรอยู่คนเดียว หนุงหนิงเดินเข้ามาหา
“คุณยายกำลังคิดเรื่องที่คุณวนิจะบวชชีใช่ไหมคะ”
คุณยายวรางค์หันมามองหนุงหนิง
“แอบฟังอีกแล้วเหรอเนี่ย”
“ค่ะ เห็นคนคุยกันแล้วอดไม่ได้ ชอบแอบฟัง เวลาได้แอบฟังแล้วมีความสุขที่สุดเลยค่ะ”
คุณยายวรางค์ ถอนหายใจ
“เอาเถอะ ถ้ามันเป็นนิสัยถาวรแล้วก็คงทำอะไรไม่ได้ ใช่ กำลังคิดเรื่องนี้อยู่”
“เสียดายนะคะ”
“ใช่ เสียดาย”
“หน้าเป๊ะอย่างงั้น หาผัวได้อีกเป็นร้อยคน”
คุณยายวรางค์มองค้อน
“ไม่ใช่ย่ะ ฉันหมายถึงเสียดายชีวิตของเขา เขาน่าจะมีชีวิตที่มีความสุขกว่านี้ จะมีทางไหนช่วยเขาได้บ้างนะ”

ปลายฝนกำลังนั่งกินไอติมกับป๋อง ในขณะที่ลูกค้าโต๊ะอื่นๆ นั่งกันเป็นคู่ๆ จู๋จี๋กัน
“เดี๋ยวอยากกินอะไรอีกบอกเลยนะ วันนี้ฉันเลี้ยงขอบคุณที่นายช่วยฉันไว้วันนั้น”
ป๋องยิ้มให้ปลายฝน “ก็บอกว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องคิดมาก”
“อ้ะ นี่คือคำขอบคุณของฉัน”
ปลายฝนยื่นถุงกระดาษผูกโบน่ารัก ป๋องรับมาดู แอบตื่นเต้น
“แกะดูสิ”
“แค่ถุงกับโบก็สวยแล้ว”
ปลายฝนหัวเราะ “แกะดูเลย”
ป๋องค่อยๆ แกะปากถุงที่แปะสก็อตเทป กับโบอย่างบรรจง พลางเปิดถุงออก แล้วหยิบหมวกไหมพรม ที่อยู่ข้างในออกมา
“ชอบมั้ย”
“ชอบมากครับ”
ป๋องหยิบมาสวม ปลายฝนหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูป ป๋องยิ้มแล้วยักคิ้ว ปลายฝนหัวเราะ ถ่ายรูปเสร็จก็ยื่นให้ดู
“โห หมวกอะไรเนี่ย ใส่แล้วหล่อขึ้นทันตาเห็น ขอบคุณมากนะ ซื้อมาจากไหนเนี่ย”
“ไม่ได้ซื้อมาหรอก ฉันถักเอง”
ป๋องที่นั่งยิ้มอยู่ ถึงกับชะงัก ด้วยความคาดไม่ถึง
“ธะ เธอถักเองเลยเหรอ”
ปลายฝน พยักหน้า “ก็ใช่นะซิ”
ป๋องน้ำตาซึม “ปลายฝน ฉันจะเก็บรักษามันไว้อย่างดีที่สุด จะดูแลมันด้วยชีวิตของฉัน”
“เว่อร์”
“พูดจริง”
ป๋องกอดหมวกไว้แนบอก
“ปลายฝน ฉันมีเรื่องอยากบอกเธอ ตอนแรกฉันก็ลังเล แต่ตอนนี้ฉันกล้าบอกแล้ว”
“ว่า”
“ฉัน ฉันชอบเธอน่ะ”
ปลายฝนอึ้งไป ป๋องพูดย้ำ
“ฉันชอบเธอ เธอว่าไง”
“ฉัน ขอโทษนะป๋อง ฉันมีคนที่ชอบแล้ว”
ป๋องอ้าปากค้าง หน้าซีด เหมือนโดนฟ้าผ่ากลางใจ
“ว้า ฉันขอโทษ ฉันไม่น่าให้หมวกเธอเลย ฉันอยากทำสิ่งดีๆให้เธอ ตอนแรกก็กลัวเหมือนกันว่าเธอจะเข้าใจผิด แต่เห็นเธอเป็นนักสืบ เธอน่าจะรู้ว่าฉันมีคนที่ชอบอยู่แล้ว นี่เธอไม่รู้จริงๆเหรอ”
ป๋อง ส่ายหน้า
“ไม่รู้ ฉันเป็นนักสืบที่ห่วยแตก แล้วฉันก็ไม่เคย แล้วก็ไม่คิดจะสืบเรื่องของเธอด้วย”
ปลายฝน ก้มหน้า “ขอโทษนะ”
“ไม่ต้องขอโทษ ฉันต่างหากที่ต้องขอโทษ ฉันไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องซีเรียส”

ป๋องฝืนหัวเราะ
 
อ่านต่อหน้า 4

รักออกฤทธิ์ ตอนที่ 12 (ต่อ)

ป๋องกลับมาถึงบ้าน ก็เอาแต่นอนกอดหมวกไหมพรม แล้วร้องห่มร้องไห้ โจที่กำลังนั่งอ่านหนังสือเกี่ยวกับโหร,การทำนายดวงชะตาราศี, การดูลายมือ อยู่ที่โต๊ะทำงาน ถึงกับทนไม่ได้

“เฮ้ย หนวกหูโว้ย ฉันอ่านหนังสือไม่รู้เรื่องเลย”
“ขอโทษครับ ผมไม่ตั้งใจ มันหยุดไม่ได้ พี่ทำงานไปเถอะครับ อย่าสนใจผมเลย”
ป๋องพูดไป สะอึกสะอื้นไป
“ฉันจะทำงานยังไง มีแกมานั่งเป็นมอญร้องไห้อยู่แบบนี้น่ะ”
“พี่ทนเอาหน่อยเหอะ สภาพแบบนี้ผมไม่กล้ากลับบ้าน พี่เอาทิชชู่ชุบน้ำอุดหูไปก่อนครับ” โจถอนใจ “น่าสงสารก็น่าสงสาร น่าถีบก็น่าถีบ”

โจหยิบหนังสือ ที่อ่านค้างไว้มาอ่านต่อที่ระเบียง
“ทารกแรกเกิดนั้นเป็นธาตุบริสุทธิ์ ปัจจัยภายนอกเพียงเล็กน้อยที่มากระทบ ก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรุนแรงและถาวร คลื่นรังสีจากดวงดาวต่างๆ บนฟากฟ้าก็เช่นกัน แต่ละดวงล้วนมีผลทั้งในทางดีและร้าย โดยเฉพาะตอนที่เราออกจากครรภ์มารดาสู่โลก มันจะมีอิทธิพลต่อชีวิตของเราไปจนตาย”
โจละสายตาจากหน้าหนังสือ พลางดูเหล่าดวงดาวบนฟากฟ้า

โจนั่งจิบกาแฟรออยู่ที่โต๊ะใต้ร่มไม้ในวังวาสุวงศ์ พลางมองไปที่ศาลาในสวน เห็นวนิษากำลังคุยกับหม่อมจันจิรา
“เรื่องที่เธอจะบวชเนี่ย ฉันจะบอกว่าไม่เห็นด้วยก็พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะถึงยังไง มันก็เป็นเรื่องบุญเรื่องกุศล แล้วฉันก็เชื่อว่าเธอคงไตร่ตรองอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจใช่ไหม”
วนิษา ยิ้มให้หม่อมจันจิรา
“ค่ะ อะไรที่วนิเคยล่วงเกินหม่อมแม่ วนิขออโหสิกรรมด้วยนะคะ”
“ตามประเพณีก็ต้องว่าอย่างนั้น ว่าฉันให้อโหสิกรรมเธอ แต่ว่าในความเป็นจริงแล้ว เธอไม่เคยล่วงเกินอะไรฉันเลย วนิษา เธอดีกับฉันเหมือนลูกแท้ๆ ของฉัน ฉันขออวยพรให้เธอพบความสงบสุข ร่มเย็นจาพระพุทธศาสนา อย่าให้มีอุปสรรคหรือความทุกข์ยากใดๆมาแผ้วพานเธอเลย”
วนิษากราบที่ตักหม่อมจันจิรา
“ขอบพระคุณหม่อมแม่มากค่ะ”
หม่อมจันจิราลูบศีรษะวนิษาด้วยรักและสงสาร ในขณะที่ ม.ร.ว. จันทร์ธิดากับพจน์ ยืนแอบฟังอยู่อีกมุมหนึ่ง
“นี่ คุณพจน์ ถ้ายัยวนิษาบวชแล้ว ทรัพย์สมบัติของยัยนั่นจะตกเป็นของใครคะ”
“ก็ยังเป็นของเขาอยู่น่ะสิ”
“อ้าว เป็นแม่ชีมีเงินได้ด้วยเหรอ” คุณหญิงจุ๋ม แปลกใจ
“ได้สิ เขาไม่ได้ห้ามนี่”
“งั้นพอมันบวชแล้ว เราต้องช่วยกันบิ๊วให้มันคืนเงินชายแจ้มา”
พจน์ยิ้ม พลางพึมพำกับตัวเอง
“เออใช่ แบบนี้ง่ายกว่าตั้งแยะ”
“ง่ายกว่าอะไรคะ”
พจน์ส่ายหน้า แล้วรีบตอบกลบเกลื่อน
“เปล่าจ้ะ ไม่มีอะไร ฉันเห็นด้วยว่าเราต้องหาทางพูดให้วนิษาคืนเงินของชายแจ้มา ท่าทางเขาก็ดูปลงๆอยู่ น่าจะยอมคืนเงินให้เราได้ไม่ยาก”
“ขอให้มันจริงเหอะ ไม่ใช่จะบวชแล้วยังงกเงินอยู่”

โจนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่ริมห้องในบ่อน ขณะที่วนิษาคุยกับปฐม
“หลังจากฉันบวชแล้ว เรื่องทางบ่อนคงต้องขอให้คุณปฐมช่วยดูแล”
“ตั่วเจ๊ครับ ผมอยากให้ตั่วเจ๊ทบทวนเรื่องบวชอีกที คิดถึงพี่น้องเราด้วย ผมรู้ตัวว่าผมไม่มีบารมีพอจะดูแลเรื่องธุรกิจของตั่วเฮียได้หรอกครับ”
“ฉันเชื่อว่าคุณปฐมทำได้ค่ะ”

ปฐมแอบมองวนิษา แอบครุ่นคิดบางอย่าง ในขณะที่โจแอบมองท่าทีของปฐมอย่างไม่วางตา

โจมานั่งกินข้าวกับวนิษา ที่ร้านริมทาง

“มื้อนี้ผมขอเลี้ยงคุณแล้วกัน”
“เนื่องในโอกาสอะไร” วนิษายังงงๆ อยู่
“เรื่องที่คุณจะบวชยังไง”
“ขอบใจ เลี้ยงข้าวแบบนี้แปลว่านายเห็นด้วยใช่ไหม ที่ฉันจะบวชอุทิศส่วนกุศลให้กับสามีทั้งสามเนี่ย”
“ถ้าใจคุณอยากบวช ก็บวชไปเถอะครับ”
วนิษา หน้าสลด
“ฉันก็ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วฉันอยากบวชจริงๆหรือเปล่า หรือฉันแค่รู้สึกผิดที่เป็นต้นเหตุให้พวกเขามีอันเป็นไป พวกเขาทั้งสามคนดีกับฉันมาก”
“อะไรทำให้คุณรู้สึกผิด”
โจถาม พลางมองตาวนิษา “คุณฆ่าพวกเขาเหรอ”
“ถึงไม่ใช่ก็เหมือนใช่ ฉันมันเป็นผู้หญิงกาลกิณี มีดวงกินผัว ถ้าพวกเขาไม่ได้แต่งงานกับฉัน พวกเขาคงไม่ตายหรอก”
โจเงียบไป
“เมื่อก่อนเวลาพูดเรื่องนี้นายจะเถียงคอเป็นเอ็นว่าไม่มีจริง แต่ทำไมวันนี้เงียบไป นายเริ่มเชื่อแล้วใช่ไหม”
“ผมยอมรับว่าผมเริ่มลังเล”
วนิษายิ้มเศร้าๆ “ไหนๆฉันก็จะบวชแล้ว นายจะบอกฉันได้รึยังว่านายเป็นใคร”
“ผม”
โจอึกอัก วนิษารีบพูดตัดคอ
“ขอร้องนะ อย่าบอกนะว่าความจำเสื่อมอยู่”
“เอาเป็นว่า วันที่คุณบวช ผมจะบอกความจริง จะได้อโหสิกรรมกันไปเลย”
“ได้ ฉันจะรอ”

หลังจากนั้นโจ ก็ขับรถมาจอดที่หน้าคอนโด วนิษามองโจผ่านกระจกมองหลัง
“ฉันมีอีกคำถาม อยากถามนาย”
“ครับ”
“นายอยากให้ฉันบวชไหม”
“ความรู้สึกของผมน่ะเหรอ”
โจย้อนถาม วนิษาพยักหน้า
“ถ้าคุณบวช ผมต้องบอกความลับของผม แถมผมยังตกงานอีกด้วย ถ้าคุณไม่บวช ทุกอย่างก็เหมือนเดิม ผมไม่อยากให้คุณบวช”
“เพราะไม่อยากบอกความลับ แล้วก็ไม่อยากตกงาน แค่นี้เองเหรอ”
“ครับ”
วนิษาฝืนยิ้ม “ก็ดี ฉันจะบวช”
วนิษาลงจากรถ โจมองตาม แววตาเจ็บลึกๆพอกัน
“คุณวนิ คุณบวชหรือไม่บวช ยังไงเราก็ต้องจากกันอยู่ดี”
โจมองตาม จนวนิษาเข้าลิฟต์ไป พอหันกลับมา ก็เจอหนุงหนิงมาเกาะข้างๆกระจกรถ แนบหน้ากับกระจกจนหน้าตาดูบิดเบี้ยว
“เฮ้ย”
โจตกใจร้องลั่นไม่เป็นภาษา หนุงหนิงกระพริบตาปริบๆ ทำท่าให้เขาลดกระจกลง
โจปรับความรู้สึกอยู่ครู่หนึ่ง แล้วค่อยๆลดกระจกลง
“เห็นหน้าเค้าแล้วดีใจมากเลยเหรอตะเอง”
“ตกใจเกือบตาย นี่เธอเป็นนักฆ่ารับจ้างได้เลยนะหนุงหนิง จู่ๆโผล่มาเกาะกระจกแบบนี้ ถ้าเป็นคนแก่หัวใจวายตายแน่ ไม่มีหลักฐานให้เอาผิดด้วย สนใจรับจ็อบไหม เงินดีนะ”
“ไม่เอา กลัวเขาไม่ตายแต่จะไล่ปล้ำฉันแทนอ่ะ”
โจขำ “จับปล้ำมัดตราสังข์ผูกสายสิญจน์ให้น่ะสิไม่ว่า”
“แหม แซวสาวเก่งนะเนี่ย ฮิๆ เอาเถอะ เรื่องส่วนตัวของเราสองคนไว้ทีหลังนะ คุยเรื่องงานก่อนนะคะคุณนักสืบ”
โจอ้าปากค้าง
“คุณยายเล่าให้ฉันฟังหมดแล้ว ฉันรู้ว่าอะไรควรพูดอะไรไม่ควรพูด ถึงฉันจะอึ๋ม ฉันก็มีสมองนะยะ”
“ตกลงเธอมาหาฉันมีเรื่องอะไร”
หนุงหนิง เอียงหน้ามากระซิบ

“คุณยายอยากพบคุณ ท่านรออยู่แถวนี้แหละ”
 
อ่านต่อตอนที่ 13
กำลังโหลดความคิดเห็น...