xs
xsm
sm
md
lg

เสน่หาสัญญาแค้น ตอนที่ 1

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


เสน่หาสัญญาแค้น ตอนที่ 1

รถยนต์หรูคันหนึ่ง แล่นทะยานมาบนถนนเปลี่ยวยามค่ำคืนด้วยความเร็วสูง กนกวลีซิ่งไปคุยโทรศัพท์ไปโดยใส่ที่ฟัง เธอพยายามเพ่งมองอย่างมีสมาธิสุดๆ

"ใจเย็นๆ นะน้ำหวาน...เรารู้ว่าเธอเฮิร์ตแค่ไหนที่เค้าทิ้งเธอไป แต่เธอต้องอยู่ได้...เชื่อเราสิ.." กนกวลีฟัง "เราก็ไม่อยากปล่อยเธอไว้คนเดียว.." กนกวลีออกอาการหนักใจ "แต่เรามีนัดจริงๆ ..นี่เราก็เลตมากแล้ว ป่านนี้พี่คินทร์รอเราแย่เลย" กนกวลีตกใจ "สงสัยจะโทร.มาแล้ว แค่นี้ก่อนนะน้ำหวาน น่า..โอเคๆ แล้วเราจะไปอยู่เป็นเพื่อนเธออีก แค่นี้ก่อนนะจ๊ะ" กนกวลีกดสลับสาย "ค่ะ..พี่คินทร์"
นาคินทร์โทร.จากที่แห่งหนึ่ง หันมาพูดโทรศัพท์ด้วยสีหน้าขรึม เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลา
"กนก...กนกอยู่ที่ไหน? กนกเป็นอะไรรึเปล่าครับ?" นาคินทร์พูดด้วยน้ำเสียงสุภาพอ่อนหวานแต่เป็นห่วง
กนกวลีจ๋อย ๆ เพราะเกรงใจ "กนกไม่ได้เป็นอะไรค่ะ แต่...สงสารหวาน เพื่อนกนกน่ะค่ะก็เลยอยู่ปลอบใจ กนกไปหาพี่คินทร์ช้าหน่อยพี่คินทร์คงไม่โกรธกนกนะคะ"
นาคินทร์ยิ้มน้อยๆ "พี่คินทร์เคยโกรธกนกด้วยเหรอครับ"
กนกวลียิ้มหวาน "เดี๋ยวกนกจะรีบเลยนะคะ รับรองจะไม่ให้พี่คินทร์รอนาน" กนกวลีทำท่าจะซิ่งต่อ
นาคินทร์เป็นห่วง "ไม่นะครับ อย่ารีบนะครับ อันตราย"
ไม่ทันขาดคำก็มีคนข้ามถนนตัดหน้ารถกนกวลี กนกวลีตกใจร้องลั่นและเหยียบเบรคดังเอี๊ยด
นาคินทร์ได้ยินเสียงก็ตกใจสุดขีด "กนก!! กนก!!" นาคินทร์เสียงดังลั่น "เกิดอะไรขึ้น?? กนก!!กนก!! ตอบพี่สิครับกนก!”
กนกวลีฟุบอยู่ที่พวงมาลัยรถ เธอค่อย ๆ เงยขึ้นด้วยหน้าตาที่ยังตกใจ
นาคินทร์ใจจะขาด "กนก! พูดกับพี่สิครับกนก!”
กนกวลียังกลัวและตกใจ "คะ..คะ..พี่คินทร์"
นาคินทร์ดีใจที่ได้ยินเสียงแต่ก็ยังเป็นห่วงมาก "เกิดอะไรขึ้น? กนกเป็นอะไรรึเปล่า?”
"ปะ..เปล่าค่ะ.." กนกวลีพยายามทำเสียงปกติ "ไม่มีอะไร กนกไม่ได้เป็นอะไรค่ะ"
นาคินทร์รู้ทัน "เมื่อไรจะเลิกขับรถเร็วซะที พี่เตือนก็ไม่เคยเชื่อ นี่ถ้าเกิดอะไรขึ้นมา..”
กนกวลีทำเสียงอ้อนตัดบท "พี่คินทร์คะ..กนกจะขับช้า ๆ แล้วค่ะ.. ถ้าต้องรอนานก็อย่าบ่นล่ะ"
"สัญญานะครับว่าจะขับช้า ๆ พี่จะไม่โทร.แล้วนะครับ แล้วกนกก็ห้ามคุยโทรศัพท์ระหว่างขับรถอีก มัน..”
กนกวลีพูดสวนล้อ ๆ "มันอันตรายยย"
นาคินทร์อมยิ้ม "อ้อ..กนกครับ..”
"คะ?”
"ไม่ต้องรีบ นานแค่ไหน พี่คินทร์ก็จะรอกนกนะครับ"
กนกวลียิ้มชื่นใจเป็นที่สุด "ค่ะ..พี่คินทร์..เดี๋ยวเจอกันนะคะ"
"ครับ..เจอกันครับ"
นาคินทร์วางหูแล้วส่งยิ้มแววตาวิบวับอย่างมีความสุข

กนกวลีเปิดประตูร้านอาหารออกมายืนชะงักมองอย่างงงๆ เมื่อเห็นว่าในร้านอาหารเงียบกริบ ไม่มีใคร แถมมืดสลัวดูน่ากลัว
กนกวลียืนอึ้งก่อนจะตัดสินใจพูดขึ้น "พี่คินทร์คะ.." ไม่มีเสียงตอบ “.. พี่คินทร์"
กนกวลีตัดสินใจค่อย ๆ ก้าวเข้ามาข้างใน
"มีใครอยู่มั๊ยคะ?" กนกวลีเริ่มกลัว "พี่คินทร์..พี่คินทร์อยู่ไหนคะ?”
รอบบริเวณยังเงียบและมืดแบบชักจะไม่น่าไว้ใจ กนกวลีตัดสินใจหันหลังกลับทันที ทันใดนั้นไฟฟอลโล่วก็ส่องสว่างไปที่วงดนตรี TRIO ที่อยู่มุมหนึ่ง นักดนตรีบรรเลงเพลงรักหวานทันที กนกวลีหันขวับไปมองก่อนจะหันขวับกลับมาปะทะเข้ากับหน้าอกของใครคนหนึ่ง
กนกวลีตกใจ "พี่คินทร์?”
นาคินทร์ชูแหวนในมือขึ้นแล้วยิ้ม
กนกวลีตกใจและตื้นตัน "พี่คินทร์!!”
นาคินทร์คุกเข่า "แต่งงานกับพี่คินทร์นะครับ"
กนกวลีน้ำตาหยดติ๋งๆ และพูดไม่ออก
นาคินทร์ค่อย ๆ จับมือกนกวลีมาสวมแหวนแล้วลุกขึ้นมองหน้า
"พี่จะรักกนกเพียงคนเดียว..ตลอดไป..จนกว่าชีวิตจะหาไม่" นาคินทร์บอก
กนกวลีรีบเอามือปิดปากนาคินทร์ "กนกรักพี่คินทร์ที่สุดเลยค่ะ"
ทั้งสองโผเข้ากอดกันท่ามกลางเพลงรักหวานแล้วทั้งสองก็เต้นรำกันอย่างมีความสุข

เสียงเพลงรักหวานยังดังต่อเนื่อง กนกวลีกับนาคินทร์ที่อยู่ในชุดเจ้าบ่าว & เจ้าสาวเต้นรำกันอย่างหวานชื่นในฟลอร์งานแต่งงาน ห้อมล้อมไปด้วยพ่อแม่พี่น้อง ญาติสนิทมิตรสหายของทั้ง 2 ฝ่าย
สาวิตรี ยิ้มปลื้มมองนาคินทร์ "ขอแต่งงานที่นี่ จัดงานแต่งงานก็ที่นี่ อร๊าย โรแมนติก"
นัครินทร์คว้าเครื่องดื่มจากถาดในมือพนักงาน
นัครินทร์ยืนมองยิ้ม ๆ ก่อนจะส่ายหน้าแล้วชูแก้ว "ไปซะแระ..พี่เรา"
สาวิตรีกำลังยืนโยกอยู่เพลิน ๆ ตีแขนลูกชายดังเพียะ "ปากเหรอน่ะ ใครจะเหมือนเธอละย่ะ ตานัคชาตินี้คิดจะมีเมียเป็นตัวเป็นตนกะเค้ามั่งรึเปล่าเนี่ยห๊า? พ่อคาสโนว่า!!”
"ก็เนี่ย!! มีแม่ขี้บ่นคนนึงแล้วขืนมีเมียอีกคนคงบ่นจนหูผมดับแน่ ๆ เนอะพ่อเนอะ"
"เออ..จริง" ทวยเทพเห็นด้วย
"ว๊าย!!" สาวิตรีตีแขนสามีดังเพียะ "จริงเหรอพ่อ?”
ทวยเทพขำ "ล้อเล่น"
นัครินทร์กอดแม่ขำ ๆ "ผมก็ล้อเล่นนนค้าบ"
สาวิตรีค้อนขวับ "ไม่เอาแล้ว!! แม่ไม่สนเธอก็ได้ตานัค ตาอัคดีกว่าลูก" สาวิตรีหันไปคว้าแขนอัครินทร์ "ไม่ต้องรอตานัคหรอกนะ แต่งปาดหน้าพี่มันไปเลย"
"โห..แม่ครับ..ยังครับ..ยังๆ..ใจเย็นครับ" อัครินทร์ว่า
"จะเร่งไปไหนฮะแม่ เร่งมาก ๆ เดี๋ยวไอ้อัคมันก็เอาคนไข้ในไอซียูมาเป็นลูกสะใภ้แม่หรอก" นัครินทร์แซว
"บ้า !! ตานัค ปากเสีย!!”
"ก็จริงนี่ฮะ วัน ๆ มันก็วุ่นอยู่แต่กับคนไข้" นัครินทร์กอดคอน้องชาย "เฮ้ย! ถามจริง..แกไม่เบื่อมั่งเหรอวะไอ้น้อง" นัครินทร์นึกได้ "เออ..คืนนี้ไปต่อกันป่ะ?!”
สาวิตรีเบรค "ไม่ต้องเลย จะเสเพลก็เชิญเสเพลไปคนเดียว อย่ามาลากน้องไปด้วย แต่ที่สำคัญ ตอนนี้ยังไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น เพราะต้องอยู่ฉลองให้พี่คินทร์เค้าจนกว่าจะส่งตัวเข้าหอ"
"เฮ๊ย!! ผมคงอยู่ไม่ได้หรอกฮะแม่ เพราะ........”
นารถนรินทร์พูดแซวแทรกขึ้นมา "เพราะผมนัดผู้หญิงไว้" ทุกคนหัวเราะ
ทวยเทพแซวซ้ำ "รู้ใจพี่ชายเราจริงๆ นะยัยนารถ" นารถนรินทร์หัวเราะคิกคัก
"แหมถือว่าเป็นลูกสาวคนโปรดของแม่แล้วเอาใหญ่เลยนะ" อัครินทร์ว่า
สาวิตรีตัดบท "ไม่รู้ล่ะ ยังไงทุกคนก็ต้องอยู่ฉลองให้พี่คินทร์จนกว่าจะเสร็จงาน"
"ห๊ะ" นัครินทร์ตกใจ
นารถนรินทร์พูดกับนัครินทร์ "ครอบครัวสุขสันต์ไงพี่นัค"
สาวิตรีคล้องแขนทวยเทพ "พ่อจ๊ะ.. " สาวิตรีมองนาคินทร์กับกนกวลี "แม่มีความสุขจัง เฮ้อ! อยากอุ้มหลานจะแย่แล้ว"
สาวิตรียิ้มขำอย่างอารมณ์ดี นัครินทร์ส่ายหัว อัครินทร์ยิ้มแล้วตบไหล่พี่ชาย นาคินทร์กับกนกวลียังคงเต้นรำกันอย่างหวานชื่น
"ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าในที่สุดวันนี้..วันที่พี่รอมาตั้ง 7 ปี มันก็มาถึงแล้ว" นาคินทร์บอก
กนกวลียิ้ม "พี่คินทร์คะ..ทำไมพี่คินทร์ถึงได้รักกนกขนาดนี้คะ?”
นาคินทร์ส่ายหน้า "ไม่รู้สิครับ..รู้แต่ว่า..ชีวิตของพี่คินทร์คงอยู่ต่อไปไม่ได้..ถ้าไม่มีกนก"
กนกวลีปลื้มสุดๆ ก่อนจะเข้าไปสวมกอดแน่น "พี่คินทร์"
"อร๊าย!!" ทุกคนฮือฮาและปรบมือเกรียว

ทั้งสองกอดกันแน่น

รถแท็กซี่มาจอดเอี้ยดหน้าสนามบิน ใครคนหนึ่งรีบร้อนเปิดประตูวิ่งออกไป

ลุงคนขับแท็กซี่ร้องเรียกไว้ "หนูๆ..เดี๋ยว..หนู..”
ปานตะวัน หญิงสาวหน้าตาสวยใส แต่งตัวเรียบร้อยมากหันมามอง
"คะ..ลุง??”
ลุงคนขับแท็กซี่ยื่นเงินให้ "เงินทอน"
"ลุงเก็บไว้เถอะจ๊ะ"
พูดจบปานตะวันก็รีบวิ่งออกไปทันที
คนขับแท็กซี่ร้องเรียกอีก "เดี๋ยว..หนูๆๆ"
ปานตะวันชะงักก่อนจะหันมาด้วยทีท่าร้อนรน "หนูให้ลุงจริง ๆ ค่ะ..ฉันไม่เอา..”
คนขับแท็กซี่ยื่นกระเป๋าสะพายให้ ปานตะวันชะงัก "ไม่เอาเหรอ?”
ปานตะวันยิ้มแหยๆ "เอาค่ะ.." ปานตะวันรีบรับไป "ขอบคุณค่ะลุง..คือ..หนูรีบมากน่ะคะ..ขอบคุณนะคะ"
แล้วปานตะวันก็วิ่งออกไปทันที

ปานตะวันวิ่งกระหืดกระหอบมายืนชะเง้อมองในสนามบิน เธอเริ่มใจเสียว่าตัวเองมาช้าไปรึเปล่า ปานตะวันมองนาฬิกาแล้วชะเง้อมองหา
"แย่แล้ว.." ปานตะวันชะงัก ตาโต ด้วยความดีใจสุด ๆ "พี่อาร์ต ..พี่อาร์ต"
อาร์ต เดินเข็นรถกระเป๋าเดินตรงมา
ปานตะวันโบกมือให้ด้วยหน้าที่บานสุดขีด "ทางนี้ค่ะ..พี่อาร์ต..”
อาร์ตชะงักนิดนึงก่อนจะเข็นกระเป๋าตรงเข้ามาหา
"พี่อาร์ต..ตะวันนึกว่าตะวันมาไม่ทันซะแล้วค่ะ..ตะวันดีใจที่สุดเลย ตะวันคิด..ถึง..”
ปานตะวันชะงักเมื่อเห็น “มิลค์” เดินออกมายืนข้าง ๆ อาร์ตแล้วควงแขนเขาหมับ ปานตะวันอึ้ง
"อ๋อ..เนี่ยคงจะเป็น “ปานตะวัน ”อดีตคู่หมั้นที่พี่อาร์ตเคยเล่าให้มิลค์ฟังสินะ?!”
ปานตะวันอึ้ง เธอมองหน้ามิลค์แล้วหันไปมองหน้าอาร์ต
"คือ..เดี๋ยวนะมิลค์..ให้พี่คุย..” อาร์ตพูด
มิลค์ไม่สนจึงพูดแทรก "หน้าจืดเป็นเต้าหู้ แถมยังแต่งตัวป้ามาก ๆ" มิลค์ขำ "ก็สมแล้วแหละที่พี่อาร์ตจะถอนหมั้น"
"ถอนหมั้น?!" ปานตะวันหันมามองหน้าอาร์ต
"ตะวัน..คือ..ความจริงที่พี่นัดตะวันให้มาเจอวันนี้ก็เพราะอยากจะบอกเรื่องของพี่กับมิลค์"
ปานตะวันทวนคำ "พี่กับมิลค์?”
"เอ่อ…ใช่..คือ..ความจริง.. พี่กับมิลค์คบกันมาได้ 2 ปีกว่า ๆ แล้ว"
มิลค์แหวใส่ "ไม่ได้คบกันเฉย ๆ" มิลค์พูดใส่หน้าปานตะวัน "ตอนนี้ฉัน “ท้อง” กับพี่อาร์ตด้วยย่ะ"
ปานตะวันแทบทรุด "ท้อง?”
"ตะวัน..พี่..ขอโทษ"
ปานตะวันมึนตึ้บก่อนจะเรียกสติ เธอถอดแหวนที่นิ้วนางข้างซ้ายด้วยมือที่สั่นยื่นให้อาร์ต "ถ้า ..ถ้างั้น ก็เอาแหวนของพี่อาร์ตคืนไปเถอะค่ะ"
มิลค์ปัดทิ้ง "ไม่!! ห้ามเอามาเก็บไว้นะพี่อาร์ต!!" มิลค์พูดกับปานตะวัน "จะเอาไปขายไว้จ่ายค่าเช่าบ้านอะไรยังไงก็ตามใจเธอ ได้ยินว่า ‘จน’ ไม่ใช่เหรอ?? ฉันก็ไม่ใช่คนใจดำอะไรนักหรอก แต่บอกคำเดียว.. จากนี้ไปห้ามมายุ่งกับผัวฉันอีก..เด็ดขาด"
ปานตะวันสุดทน เธอขว้างแหวนใส่อาร์ตอย่างแรงก่อนจะวิ่งออกไปจากตรงนั้น โดยมีอาร์ตยืนคอตก ส่วนมิลค์สะใจ ปานตะวันวิ่งไป ปาดน้ำตาไปอย่างเจ็บปวด เสียงฟ้าร้องคำรามแล้วก็ผ่าดังเปรี้ยง

ฟ้าผ่าดังเปรี้ยง กนกวลีในชุดเจ้าสาวสะดุ้งเฮือกโผเข้ากอดนาคินทร์ที่ถอดสูทแล้ว นาคินทร์กอดเจ้าสาวไว้อย่างอ่อนโยน
"เห็นมั๊ย..นี่ถ้าไม่มีพี่คินทร์จะทำยังไง? บอกให้แต่งตั้งนานแล้วก็ไม่เชื่อ" นาคินทร์เย้า
กนกวลีขำ "ผู้ชายเรียบร้อยอย่างพี่คินทร์พูดเล่นแบบนี้เป็นด้วยเหรอคะเนี่ย? กนกนึกว่าพี่นัคจะพูดเป็นคนเดียวซะอีก"
"พูดเล่นที่ไหน พี่พูดจริง" นาคินทร์กอด "พี่อยากแต่งงานกับกนกมาตั้งนานแล้ว กนกก็ไม่ยอมแต่งซักที.. ไม่รักพี่เหรอครับ?”
กนกวลีหน้าแดง "รักสิคะ"
นาคินทร์ก้มหน้าเข้ามาชิด "ว่าไงนะครับ?”
กนกวลียิ้ม "รักค่ะ..กนกรักพี่คินทร์ค่ะ"
ทั้งสองจ้องตากัน นาคินทร์ก้มหน้าจะจูบ
กนกวลีเบี่ยงหลบ "ยังไม่ได้อาบน้ำเลยค่ะ"
นาคินทร์รวบตัวไว้ "อาบด้วยกันนะครับ"
กนกวลีหน้าแดง "เอ่อ..พี่คินทร์อาบก่อนดีกว่าค่ะ"
"อายพี่เหรอครับ?”
กนกวลีอายหนัก "เอ่อ..คือ..กนกต้องล้างหน้า ล้างเครื่องสำอางอีกอ่ะค่ะ" กนกวลีมองอ้อน "พี่คินทร์อาบก่อนนะคะ"
นาคินทร์ยิ้ม ๆ ขำๆ "ก็ได้ครับ..ก็ได้.." นาคินทร์จะเดินออกแต่แล้วก็หันกลับมา "ว่าแต่พี่อาบน้ำเสร็จออกมา เจ้าสาวของพี่ห้ามหนีหายไปไหนนะครับ"
กนกวลีเขินมาก "พี่คินทร์"
นาคินทร์ขำ "โอเค..อาบละครับ..ไปอาบละ"
นาคินทร์เดินหลุดไป กนกวลียิ้มหวานก่อนจะนึกได้จึงรีบวิ่งไปที่กระเป๋าเดินทางแล้วเปิดออกก่อนจะลงมือรื้อค้นกระเป๋า
"ตายล่ะ..ลืมได้ยังไงเนี่ย?" กนกวลีค้น "ไม่มีจริง ๆด้วย !! ทำไงดีล่ะ"
กนกวลีเหลือบไปเห็นกุญแจรถบนโต๊ะก็นิ่งคิด

สาวิตรีหันขวับมาพูดโทรศัพท์
"อะไรนะพี่คินทร์? ทำไมพี่คินทร์ยอมให้หนูกนกออกจากเรือนหอแบบนี้..รู้มั๊ย โบราณเค้าถือนะลูก"
นาคินทร์พูดโทรศัพท์
"คุณแม่ครับ..ผมห่วงกนกมากกว่า กนกไปไหนก็ไม่รู้ ฝนก็ตกแบบนี้ โทรศัพท์ก็ไม่รับ" นาคินทร์ตัดบท "แค่นี้ก่อนนะครับแม่ ผมจะโทรหากนกก่อน ได้เรื่องยังไงผมจะโทร.บอกแม่นะครับ"
"จ๊ะๆ" สาวิตรีวางสาย "โธ่เอ๊ย..หนูกนก..รู้บ้างมั๊ยทำแบบนี้มันจะเป็นลางไม่ดีต่อชีวิตคู่" สาวิตรีหนักใจ
กนกวลีรับสายนาคินทร์
นาคินทร์พูดเสียงดัง "กนก!! กนกออกไปไหน?? ทำไมถึงออกไปดึก ๆแบบนี้"
กนกวลีขับรถท่ามกลางสายฝนแล้วก็พูดโทรศัพท์ไปด้วย
"ขอโทษจริง ๆ ค่ะพี่คินทร์ กนกลืมของไว้ที่บ้าน..”
นาคินทร์สวน "ของอะไรกัน? มันสำคัญขนาดไหน? กนกทำแบบนี้พี่โกรธมากรู้มั้ย?”
"สำคัญสิคะ..สำคัญมาก" กนกวลีเหลือบมองภาพวาดที่วางอยู่ที่เบาะข้าง ๆ
"พี่คินทร์คะ..กนกยอมให้พี่คินทร์โกรธเพราะกนกตั้งใจจะให้ภาพวาดนี้แก่พี่คินทร์เป็นของขวัญวันแต่งงานในคืนสำคัญของเราทั้ง 2 คน ไงล่ะคะ"
กนกวลียิ้มอย่างมีความสุขก่อนจะเหลือบกลับไปมองที่ถนนก็เห็นร่างผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเดินฝ่าสายฝนข้ามถนนบริเวณสี่แยกไฟแดง กนกวลีตกใจมากเพราะไฟแดงแล้วแต่เธอซิ่งมาอย่างเร็วจนเบรคไม่ทัน กนกวลีหักหลบเต็มที่ พร้อมกับร้องลั่น
"ว๊าย!!!”
นาคินทร์แทบช็อคเมื่อได้ยินเสียงร้องของกนกวลีและเสียงเบรคดังเอี๊ยดตามด้วยเสียงโครมดังสนั่นมาตามสาย
นาคินทร์เสียงลั่น "กนก!!! เกิดอะไรขึ้น?? กนกได้ยินพี่มั๊ย?" นาคินทร์ร้องดังลั่น "กนกก!!”

บุรุษพยาบาลกับพยาบาลเข็นเตียงคนไข้ 2 เตียงตามกันมาอย่างรวดเร็ว เตียงแรกเป็นกนกวลี ส่วนเตียงที่ 2 เป็น ปานตะวัน ทั้ง 2 ถูกเข็นเข้าห้องฉุกเฉินไปอย่างโกลาหล นาคินทร์วิ่งพรวดเข้ามาละลักละล่ำ
"ภรรยาผม!! เมียผม!! อยู่ไหน?”
"ภรรยาคุณชื่ออะไรคะ?” เจ้าหน้าที่ถาม
"กนกวลี!! กนกวลีเมียผมอยู่ไหน??”
เจ้าหน้าที่ดูเอกสารในมือก่อนจะบอก "คุณกนกวลีประสบอุบัติเหตุอาการสาหัส คุณหมอต้องผ่าตัดด่วนนะคะ"
นาคินทร์ช็อค "สาหัส?" นาคินทร์แทบทรุด "ไม่จริง..”
นาคินทร์รู้สึกคล้ายโลกทั้งใบแทบถล่มอยู่ตรงหน้า

นาคินทร์เฝ้ารออยู่หน้าห้องฉุกเฉินตั้งแต่ดึกจนถึงเช้า

อ่านต่อหน้า 2

เสน่หาสัญญาแค้น ตอนที่ 1 (ต่อ)

พระอาทิตย์โผล่พ้นขึ้นสาดแสงแรกของวัน นาคินทร์นั่งดวงตาว่างเปล่าอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน ครู่หนึ่งหมอก็เดินออกมาจากห้อง นาคินทร์รีบพุ่งไปหา

"คุณหมอครับ..ภรรยาผม..”
"เราพยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว"
นาคินทร์อึ้ง
"อวัยวะภายในของคนไข้บอบช้ำและเสียหายอย่างมาก"
นาคินทร์ทรุดแล้วก็น้ำตาคลอเบ้า
นาคินทร์พึมพำ "เราเพิ่งแต่งงานกัน…"
หมอเห็นใจ "ต้องขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ"
นาคินทร์ร้องไห้โฮ "ไม่! ไม่! กนกวลีต้องไม่ตาย กนกวลีต้องไม่ตาย!”
นาคินทร์ทรุดลงไปกองกับพื้นด้วยความเจ็บปวดหัวใจจนแทบจะตายตาม

พยาบาลเดินนำนาคินทร์เข้ามาแล้วหลบไปมุมนึง นาคินทร์มองร่างไร้วิญญาณของเจ้าสาวของเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา ภาพแห่งความสุขในวันขอแต่งงาน วันแต่งงาน แวบเข้ามาในความคิดของนาคินทร์
ภาพเหตุการณ์ในอดีต กนกวลีถามนาคินทร์ว่า “พี่คินทร์คะ..ทำไมพี่คินทร์ถึงรักกนกขนาดนี้คะ?” นาคินทร์ตอบว่า “ไม่รู้สิครับ..รู้แต่ว่า..ชีวิตของพี่คินทร์คงอยู่ต่อไปไม่ได้..ถ้าไม่มีกนก” แล้วทั้งสองก็กอดกันแน่น
นาคินทร์พุ่งสวมกอดร่างกนกวลีแน่น
"พี่จะอยู่ต่อไปยังไง?? กนก?? พี่จะอยู่ต่อไปยังไง? ทำไม?? ทำไมต้องเป็นกนก!! ทำไม!" นาคินทร์นึกได้ จึงหันไปถามพยาบาล "มันอยู่ไหน"
"คะ?? อะไรคะ" พยาบาลตกใจ
"มัน!! ไอ้คนที่มันวิ่งตัดหน้ารถเมียผม..มันอยู่ที่ไหน?”
นาคินทร์โกรธแค้นราวกับคนละคนกับนาคินทร์คนเดิม

ประตูห้องไอซียูเปิดผลัวะ พยาบาลที่กำลังจัดน้ำเกลืออยู่หันมามองนาคินทร์ นาคินทร์จ้องปานตะวันที่ศรีษะถูกพันด้วยผ้าก๊อซจนมองแทบไม่เห็นหน้า ส่วนข้างเตียงมีสายน้ำเกลือกับยาระโยงระยางเต็มไปหมด
นาคินทร์เอ่ยถาม "ไม่ตายเหรอครับ"
พยาบาลเข้าใจผิดนึกว่าเป็นญาติกัน "ญาติของคุณโชคดีมากค่ะ นี่ขนาดเมามากด้วยนะคะ"
นาคินทร์ทวนคำ "เมามาก?”
"อีกฝั่งนึงสิคะ โชคร้ายได้ยินว่าเพิ่งแต่งงานหมาด ๆ เลย" พยาบาลบอก
นาคินทร์เจ็บจี๊ด เขาพึมพำเบา ๆ "ใช่..เพิ่งแต่งงาน..ยังไม่ทันข้ามคืน"
"โถ..น่าสงสาร เอ่อ..มีอะไรกดออดเรียกได้นะคะ ดิฉันขอตัวก่อน"
พยาบาลเดินออกไป นาคินทร์จ้องปานตะวัน ปานตะวันครางฮือเบา ๆ นาคินทร์ค่อยๆเดินเข้าไปหา
นาคินทร์ก้มลงไปถาม "ทำไมไม่ตาย?”
ปานตะวันมือกระตุก นาคินทร์หันไปมองเห็นป้ายชื่อสีขาวที่ข้อมือของเธอ
นาคินทร์มองแล้วอ่าน "ปานตะวัน พันภพ" นาคินทร์ตวัดสายตามองหน้าปานตะวัน "ทำไมถึงไม่เป็นเธอ? ทำไมคนที่ต้องตายถึงไม่เป็นเธอ"
ปานตะวันนอนนิ่ง
นาคินทร์พูดต่อ "ผู้หญิงแสนดีอย่างกนกวลี ผู้หญิงที่ฉันรักสุดหัวใจต้องมาตายเพราะผู้หญิงขี้เมา ไร้ค่าอย่างเธอ" นาคินทร์น้ำตาหยด "ฉันอยากฆ่าให้ตาย..ปานตะวัน!”
นาคินทร์แค้นสุดขีดจนน้ำตาคลอ

3 ปีต่อมา รถสุดหรูของนาคินทร์แล่นมาจอดหน้าบริษัท KTK คอร์เปอเรชั่น รปภ.ปราดเข้าไปตะเบ๊ะก่อนจะเปิดประตูให้นาคินทร์ในมาดนักธุรกิจหล่อเนี้ยบและดูเฮี๊ยบก้าวลงจากเบาะคนนั่งด้านหลัง นาคินทร์เดินดิ่งเข้าไปในบริษัท

สมรศรีถือกระจกบังหน้าไว้มิด เธอกำลังทาปากสีแดงแช้ดอยู่อย่างตั้งใจ ลูกกอล์ฟตบโต๊ะดังเปรี้ยง
ลูกกอล์ฟเสียงดังลั่น "จะแดงไปไหน!!”
สมรศรีตกใจจึงร้องวี๊ดลั่น "ว๊าย!! ไปบ้านแกสิไอ้บ้า"
ทุกคนขำที่สมรศรีตกใจจนทำลิปสติกเลอะไปถึงหู
"ขำอะไร" สมรศรีส่องกระจก "อร้าย!! ไอ้บ้า ไอ้บ้ากอล์ฟ เพราะแกคนเดียว"
สมรศรีไล่ตีลูกกอล์ฟ ทั้งคู่วิ่งวนอยู่รอบโต๊ะเลขาฯ ปาริฉัตรที่ยิ้มแย้มอย่างน่าเอ็นดู ทั้งสองชนโครมเข้ากับจามจุรีที่ถือเอกสารในมือและยืนเหล่อยู่
"ประทานโทษ" จามจุรีเอ็ดตะโร "ที่ทำงานนะยะ ไม่ใช่สนามเด็กเล่นถึงจะได้มาวิ่งไล่จับกันแบบนี้"
"ก็ไอ้ลูกกอล์ฟน่ะสิคะคุณเจเจ. มันทำให้มอลลี่ไม่สวย" สมรศรีว่า
"ทำอะไรยะ? ไม่ต้องทำแกก็ไม่สวยอยู่แล้วนังสมรศรี"
"ถ้าแกยังเรียกฉันว่าสมรศรีอีก ฉันก็จะเรียกแกว่าไอ้เกริกนะเว๊ย!”
"โอเค.มอลลี่!!”
สมรศรีสะใจ "ฮ่า ๆๆ" สมรศรีพูดใส่หน้า "ไอ้เกริก!”
"แอร้ย!!”
ลูกกอล์ฟจะวิ่งไล่มอลลี่ด้วยความโกรธ แต่เสียงปาริฉัตรดังขึ้น
"พอได้แล้วค่ะ ท่านประธานมาถึงแล้ว" ปาริฉัตรรีบจัดเตรียมเอกสารมือเป็นระวิง "กรุณารักษาความสงบเรียบร้อยด้วย"
สมรศรีปากยื่น ปากยาวใส่ลูกกอล์ฟ "แหมๆๆน้องฉัตรขา บริษัทนะคะไม่ใช่ค่ายทหาร แล้วท่านประธานก็เพิ่งจะลงรถตะกี้เอง แหม ๆๆๆ ปลายปีกะจะเอาโล่เลขาดีเด่นให้ได้ใช่มั้ย? อ๊ะๆๆ..รึว่าอยากจะได้มากกว่านั้น"
พูดจบสมรศรีก็หันไปตีมือกับลูกกอล์ฟด้วยความสะใจ
ปาริฉัตรตาวาว "พี่มอลลี่หมายความว่ายังไงคะ?”
"แน้ๆๆๆ ไม่รู้จริง ๆ หรือว่าแอ๊บจ๊ะ?!” สมรศรีว่า
ปาริฉัตรไม่พอใจ "พี่มอลลี่!!”
จามจุรีรีบบอก "พอได้แล้ว ท่านประธานมาแล้ว!!”
สมรศรีกับลูกกอล์ฟรีบเผ่นออกไปทันทีก่อนที่นาคินทร์จะเดินมาถึงจามจุรีกับปาริฉัตร ปาริฉัตรมองเจ้านายด้วยสายตาเทิดทูนมาก
จามจุรีกับปาริฉัตรทัก "สวัสดีค่ะ ท่านประธาน"
นาคินทร์ไม่หยุดเดิน เขาพยักหน้าให้นิดนึงแล้วก็นึกได้จึงหยุดยืนทัก
"คุณจามจุรีมีเรื่องอะไรด่วนเหรอครับ?”
"ประทานโทษค่ะ เอ่อ..ต้องขอโทษที่ขึ้นมานะคะ" จามจุรีแอบกลืนน้ำลายเอื้อก “.คือว่า…"
นาคินทร์เลิกคิ้วมองแทนคำถาม??
จามจุรีพูดต่อ "คือว่า..คุณนัค…"
"นัครินทร์..?”
จามจุรีหน้าแหยๆ ก่อนจะพยักหน้าหงึก ๆ "ค่ะ"

นาคินทร์หมุนเก้าอี้ขวับ เขากำลังพูดโทรศัพท์อย่างอารมณ์เสีย
"นัค!! แกเป็นบ้าอะไรถึงจะให้ฉันสัมภาษณ์เลขาฯให้แก ฉันเป็นประธานบริษัทฯ ฉันมีงานทำล้นมือที่ไม่ใช่งานสัมภาษณ์เลขาฯ บ้า ๆ นี่" นาคินทร์ว่า
นัครินทร์ยังจมอยู่บนที่นอนในโรงแรมแห่งหนึ่งกับสาวหมวยคนหนึ่ง
"ใจเย็นพี่!! เดี๋ยวนี้ขี้โมโหหนักขึ้นทุกวันนะ"
"แกต่างหากที่ไม่เอาไหนหนักขึ้นทุกวัน" นาคินทร์เสียงเข้ม "ลุกขึ้นจากเตียง!! มาทำงานเดี๋ยวนี้!!”
"โห่..ท่านประธาน" นัครินทร์ว่า
"เลือกเอา จะตัดผู้หญิง หรือจะให้ฉันตัดเงินเดือน ตัดบัตรเครดิตแก?!”
นัครินทร์สะดุ้งก่อนจะรีบลุกไปพูดไกลๆ "พี่คินทร์ ..โหดว่ะ!! พี่คินทร์ค้าบ" นัครินทร์เสียงอ่อย "ผมอยู่หัวหินอ่ะ"
"หัวหิน?”
นัครินทร์อ้อน "ผมกลับไปไม่ทันจริง ๆ พี่สัมภาษณ์เลขาฯให้ผมหน่อยน้า"
"ไม่ !! งั้นแกก็ให้คุณจามจุรีจัดการ" นาคินทร์บอก
นัครินทร์รีบโวย "ไม่นะพี่ไม่นะ!! คราวก่อนคุณจามจุรีก็เลือกยัยป้าอ้วนดำมาให้ผมทีนึงแล้ว ผมไม่เอานะพี่ พี่คินทร์แหละที่รู้ใจผมที่สุด ขาว สวย หมวยเซ็กซ์ เอ็กซ์อึ๋ม และ รู้งานนะพี่นะ ผมเชื่อสายตาพี่คินทร์"
"แกนี่มันไม่เอาไหนเลยจริง ๆ" นาคินทร์ว่า
"น้า…พี่คินทร์ ครั้งนี้ครั้งเดียว เอาเป็นว่าถ้าพี่ยอมสัมภาษณ์เลขาฯให้ผม แล้วก็เลือกเลขาฯให้ผมได้เป๊ะล่ะก้อ..ต่อไปนี้ผมจะตั้งใจทำงานเต็มที่ ไม่ทำให้พี่ผิดหวัง"
นาคินทร์เซ็ง "ฉันหวังอะไรแกได้ด้วยเหรอเนี่ย?”
"น่านะ..อย่าลืม ขาว สวย หมวย เซ็กซ์ เอ็กซ์ อึ๋ม และ..รู้งาน!! ขอบคุณฮะพี่" นครินทร์รีบวางหู แล้วพุ่งกระโดดลงจากเตียง "วู้!”
"นัค!! ไอ้นัค" นาคินทร์ถอนใจเฮือกแล้วส่ายหน้า เขาวางหูก่อนจะพึมพำแบบเคือง ๆ "สัมภาษณ์เลขาฯ..?”

ปาริฉัตรหันขวับมาพูดเสียงแข็ง
"เลขาฯคุณนัครินทร์" ปาริชาติเน้น "รองประธาน ไม่ใช่เลขาฯ ท่านประธานนาคินทร์..เข้าใจให้ถูกต้องด้วย"
หญิงสาว 2 คนนั่งจ๋องฟังปาริฉัตรอยู่ มอลลี่กับลูกกอล์ฟชะเง้อชะแง้มองอย่างสาระแน
"ที่สำคัญขณะที่ท่านประธานให้เกียรติสัมภาษณ์ต้องระมัดระวังอย่าบังอาจ อย่าอาจเอื้อม!!”
หญิงสาว 2 คน หันมามองหน้ากันพลางคิดในใจว่าอีนี่ยังไง??
ปาริฉัตรหงุดหงิด "แล้วทำไมอีกคนนึงยังไม่มา?? นี่ถ้าท่านประธานเรียกสัมภาษณ์จะทำยังไง"
ทันใดนั้นประตูก็เปิดผลัวะ ปาริฉัตรหันขวับไปมอง ประกายเดือนวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา ความขาว สวย หมวย อึ๋ม ของประกายเดือนทำให้ปาริฉัตรไม่ถูกชะตาอย่างแรง
"วันสัมภาษณ์ก็มาสายซะแล้ว คงจะได้งานทำหรอกนะ?” ปาริฉัตรว่า
ประกายเดือนโกรธแต่เก็บอาการ "ขอโทษค่ะ ..ฉันเข้าใจผิด ไปนั่งรออีกชั้นนึง ไม่ทราบจริง ๆ ว่าต้องขึ้นมาชั้นนี้"
ปาริฉัตรเดินมาจ้องหน้า "ฉันว่า..ฉันตัดเธอทิ้งซะก่อนเลยดีกว่า" ปาริฉัตรหยิบเอกสารในมือขึ้นมาอ่านเยาะ ๆ "ประกายเดือน พันภพ"
ประกายเดือนตกใจ "อะไรนะคะ?”

ปาริฉัตรโยนเอกสารของประกายเดือนลงถังขยะทันที

นาคินทร์หยิบเอกสารประวัติผู้สมัครงาน 3 คนขึ้นมามองอย่างลวก ๆ แล้วเขาก็สะดุดกึกกับของประกายเดือน
นาคินทร์พูดเบาๆ "ประกายเดือน พันภพ" นาคินทร์ครุ่นคิด "พันภพ..?" นาคินทร์ตัดสินใจ กดอินเตอร์คอมฯ "คุณฉัตร..”
ปาริฉัตรที่กำลังจ้องหน้าประกายเดือนอยู่ที่หน้าห้องรีบถลามากดตอบ
"ค่ะ..ท่านประธาน"
"ส่งผู้สมัครเข้ามา" นาคินทร์บอก
ปาริฉัตรจิกตาเย้ยประกายเดือนที่ยืนอึ้งอยู่ "ค่ะท่าน..”
"ขอเฉพาะ..คุณประกายเดือน พันภพ..คนเดียว!!” นาคินทร์บอก
ปาริฉัตรตกใจ "ห๊า?”
ประกายเดือนชะงักอย่างงงๆ อีก 2 คนมองหน้ากันอึ้งๆ สมรศรีกับลูกกอล์ฟหูผึ่ง
"คุณฉัตร..ได้ยินมั้ยครับ?” นาคินทร์ถาม
ปาริฉัตรงงและจ๋อย "เอ่อ.. ดะ..ได้ยินค่ะ..รับทราบค่ะ..ท่านประธาน"
ประกายเดือนจิกตามองปาริฉัตร ปาริฉัตรเสียหน้ามากจึงพาลตวาดผู้สมัครอีก 2 คน
"กลับไปสิ!! จะมานั่งอยู่ทำไม?”
ทั้งสองรีบลุกเดินไป ประกายเดือนจิกตามองปาริฉัตรอยู่ ปาริฉัตรสะบัดหน้าใส่จะเดินนำออกไป
ประกายเดือนเรียกไว้ "เดี๋ยว!”
ปาริฉัตรหันมาตวาดแว้ด "อะไร?”
ประกายเดือนชี้ลงที่ถังขยะ ปาริฉัตรเคืองมากแต่ก็จำต้องก้มลงหยิบเอกสารของประกายเดือนที่เพิ่งจะโยนทิ้งลงไปขึ้นมาถือไว้
ปาริฉัตรเข้ามาจ้องหน้าใกล้ๆ "ตราบใดที่ท่านประธานยังไม่ได้เลือก--ก็อย่าเพิ่งซ่า"
ประกายเดือนพูดกวน "รับทราบค่ะ"
ปาริฉัตรสะบัดหน้าเดินหลุดไป ประกายเดือนเดินหลุดไปแบบไม่แคร์ โอ๋ สมรศรี และลูกกอล์ฟสอดรู้สอดเห็น

ประกายเดือนนั่งที่เก้าอี้ นาคินทร์จ้องมองประกายเดือนจนเจ้าตัวรู้สึกได้
นาคินทร์พูดเรียบ ๆ เฉียบ ๆ "คุณนัครินทร์ติดธุระ ผมจะสัมภาษณ์คุณแทน"
ประกายเดือนตอบรับ “..ค่ะ"
นาคินทร์มองเอกสารก่อนจะอ่านชื่อ "ประกายเดือน พันภพ" นาคินทร์มองหน้าประกายเดือนอย่างครุ่นคิด
ประกายเดือนงง "มีอะไรรึเปล่าคะ?”
"เปล่าครับ ชื่อคุณเพราะดี" นาคินทร์บอก
ประกายเดือนยิ้มแฉ่ง "ขอบคุณค่ะ"
นาคินทร์ดูเอกสาร "เกียรตินิยมอันดับ 2 ด้านบริหารธุรกิจเคยทำงานเลขาฯให้บริษัทใหญ่" นาคินทร์ถาม "ทำไมถึงลาออกครับ?”
"ความขัดแย้งส่วนตัวค่ะ ไม่ศรัทธาหัวหน้า" ประกายเดือนบอก
นาคินทร์ตอบตรงจนนาคินทร์ต้องพยักหน้าหงึกๆ "แล้วไม่ห่วงว่าจะขัดแย้ง ไม่ศรัทธาหัวหน้าที่นี่เหรอครับ?”
"ณ ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ค่ะ แต่ที่ตอบได้เลยก็คือดิฉันจะตั้งใจทำงานให้บริษัทของคุณอย่างสุดความสามารถและนำประสบการณ์ที่มีทั้งหมดมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อที่นี่มากที่สุด" ประกายเดือนว่า
นาคินทร์พยักหน้าหงึกๆ ช้า ๆ ก่อนจะไล่สายตามองกระดาษแล้วก็ชะงัก เขาตวัดสายตาขึ้นจ้องแล้วถาม "คุณมีพี่สาว?”
"ค่ะ" ประกายเดือนยิ้ม "ดิฉันมีพี่สาว 1 คน" ประกายเดือนพูดอย่างภูมิใจ "ตะวันเป็นพยาบาลพิเศษค่ะ"
นาคินทร์ชะงักกึก "พี่สาวคุณชื่ออะไรนะครับ?”
"ตะวัน..เอ่อ..ปานตะวันค่ะ" ประกายเดือนยิ้มแฉ่ง
นาคินทร์อึ้ง ภาพในอดีตตอนที่เห็น “ป้ายชื่อที่ข้อมือผู้หญิงที่ทำให้กนกวลีต้องตาย” หวนกลับมา นาคินทร์อึ้งนิ่งไปจนรู้สึกตัวเมื่อได้ยินเสียงประกายเดือนเอ่ยถาม
"มีอะไรรึเปล่าคะ?”
นาคินทร์พูดทันทีด้วยเสียงเข้มเรียบ "ตกลงผมรับคุณเข้าทำงานในตำแหน่งเลขาฯรองประธาน เงินเดือน 3 หมื่น 5 ตามที่ขอ ถ้าผ่านโปรฯ จะเพิ่มเป็นสี่หมื่น..โอเคนะครับ"
ประกายเดือนช็อค งง และดีใจ "ห๊า?? เอ้อ..โอค่ะ..โอเคเลย เอ๊ย! ตกลงค่ะ" ประกายเดือนดีใจสุดขีด "ยินดีค่ะ" ประกายเดือนพนมมือไหว้ "ขอบคุณมากค่ะ"
นาคินทร์ตาวาวก่อนจะกดอินเตอร์คอมฯ "คุณฉัตร..เชิญหน่อยครับ"
ปาริฉัตรเดินเข้ามาทันที
"ช่วยพาคุณประกายเดือนไปพบคุณจามจุรีและแจ้งคุณนัครินทร์ด้วยว่าผมเลือกเลขาฯ ส่วนตัวให้เขาได้แล้ว" นาคินทร์บอก
ปาริฉัตรอึ้ง "คะ?”
ปาริฉัตรหันขวับมองประกายเดือนที่หลิ่วตาใส่ปาริฉัตรอย่างชิลด์ๆ ปาริฉัตรแทบจะกัดลิ้นตาย
นาคินทร์พูดเหมือนไล่ "ขอบคุณครับ"
ปาริฉัตกับประกายเดือนพูดพร้อมกัน "เชิญ!!
ประกายเดือนรีบลุกขึ้นยกมือไหว้นาคินทร์ "ขอบคุณอีกครั้งค่ะ ท่านประธาน!”
ปาริฉัตรอยากจะกัดหัวเธอก่อนจะเดินนำประกายเดือนที่แสนจะลั้นลาออกไป นาคินทร์เอนตัวลงที่เก้าอี้แล้วหมุนไปมองภาพวาดรูปผู้หญิงผู้ชายเดินจูงมือกันที่ชายทะเล ซึ่งเป็นของขวัญวันแต่งงานที่ กนกวลีตั้งใจจะให้เขา ตอนนี้มันติดอยู่บนผนังห้องทำงาน นาคินทร์ค่อย ๆ ลุกเดินไปใกล้ เขาก็ค่อย ๆ เอื้อมมือไปแตะรอยเลือดบนภาพที่เกือบจะกลายเป็นสีดำเพราะผ่านเวลามา 3 ปี
ภาพอุบัติเหตุของกนกวลีย้อนกลับมา ภาพวาดนี้อยู่ข้าง ๆ ตัวกนกวลีที่ขับรถฝ่าสายฝนมา
นาคินทร์ดูรูปแล้วพูด
"พี่รอวันนี้มานานแล้ว..พี่สัญญานะครับ..ว่าพี่จะแก้แค้นให้กนก..ให้สาสมที่สุด"
นาคินทร์มีแววตามุ่งมั่นน่ากลัว

ผัดผักบุ้งในกะทะมีไฟลุกพรึ่บ ประกายเดือนที่เป็นคนทำกับข้าวตกใจร้องว้ายและทำอะไรไม่ถูก ทันใดนั้นปานตะวันก็เทน้ำลงในกะทะ ไฟดับวูบ เกิดควันโขมง
ประกายเดือนหันขวับมาด้วยความดีใจ "ตะวัน!!”
ปานตะวันยืนส่ายหน้ามองน้องยิ้ม ๆ
"จะวางเพลิงอีกแล้ว..แม่เดือนเดือด" ปานตะวันว่า
ประกายเดือนตกใจ "วางเพลิงที่ไหน?? เค้าจะทำผัดผักบุ้งไฟแดงเลี้ยงฉลองกับตะวันต่างหาก"
ชาวบ้านข้างห้องโวยวาย "เว๊ย!! จะเผาบ้านเผาเมืองรึไงวะ?!! เหม็นก็เหม็น ชาวบ้านเค้าเดือดร้อนนะเว๊ย!! อยากจะทำก็ไสหัวไปทำที่อื่นไป๊"
สองพี่น้องหันขวับมองหน้ากัน
"เห็นมั๊ยล่ะ??” ปานตะวันว่า
ประกายเดือนเดือดจึงตะโดนด่ากลับ "ทีแกทอดปลาเค็มล่ะอีป้า!! พวกฉันยังไม่ว่าสักคำ!! แล้วไม่ต้องมาไล่หรอกเว๊ย ฉันไปแน่ แต่ก่อนไปจะขอเผาผีแกก่อน"
ประกายเดือนทำท่าจะปีนข้ามไปลุยอีกห้องนึง ปานตะวันรวบตัวไว้
"จะบ้าเหรอเดือน พอแล้ว จะเดือดไปถึงไหนห๊า?!”
"ก็มันน่ามั้ยล่ะตะวัน อะไรนิดอะไรหน่อยก็ด่าอยู่นั่น ทีตัวมันเองล่ะเดี๋ยวปลาเค็ม เดี๋ยว กะเพรา เรายังไม่เคยว่าซักคำ" ประกายเดือนบอก
"น่า..นิดๆ หน่อยๆ" ปานตะวันลูบหัวน้องสาว "อดทนหน่อยนะ" ปานตะวันรู้สึกผิด "พี่จะขยันทำโอ แล้วก็รับเคสให้เยอะขึ้น ถ้าเก็บเงินได้เยอะ ๆ พี่จะลองหาที่อยู่ใหม่ให้ดีกว่านี้นะ"
ประกายเดือนอึ้ง "ตะวัน..ที่ผ่านมาตะวันก็ทำเพื่อเค้ามามากแล้ว”
ปานตะวันยิ้มน้อยๆ "พี่มีน้องสาวคนเดียวนี่ ไม่ใช่สิ.. เรามีกันอยู่แค่ 2 คนพี่น้องต่างหาก..ใช่มั้ย?”
ประกายเดือนพยักหน้า "และนับจากวันนี้..เค้าก็จะขอเป็นหัวหน้าครอบครัวบ้าง"
ปานตะวันงง "ว่าไงนะ?”
ประกายเดือนอมยิ้ม "ต่อไปนี้ตะวันไม่ต้องทำโอแล้วนะ เสาร์อาทิตย์ก็ไม่ต้องรับเคสพิเศษ เอาเวลาไปพักผ่อนนอนเล่น นัดหนุ่มกินข้าว ดูหนังกะเค้ามั่ง"
"เว่อร์แล้ว วันนี้เป็นอะไร..ต๊องป่ะเนี้ย?” ปานตะวันถาม
ประกายเดือนทำตาวิบวับ "ไม่ได้ต๊อง แต่.." ประกายดาวอมยิ้มอย่างภูมิใจ "เค้าได้งานใหม่แล้ว"
ปานตะวันชะงักเพราะแปลกใจ
"บริษัทยักษ์ใหญ่ไม่แพ้ที่เก่า..KTK คอร์เปอเรชั่น!” ประกายดาวบอก
ปานตะวันตาโต
ประกายเดือนพูดต่อ "เงินเดือน 3 หมื่นห้า ไม่ต่อซักคำ..”
ปานตะวันตาโตกว่าเก่าและอ้าปากเหมือนจะพูด
ประกายเดือนทำมือห้ามยังไม่ให้พูด "พ้นโปรอัพเป็นสี่หมื่นทันที"
ปานตะวันตาโตสุดๆ เพราะดีใจมากจนไม่อยากจะเชื่อ "สี่หมื่น?”
ประกายเดือนหยักหน้าหงึก ๆ แล้วก็ทำตาโตยิ้มแฉ่ง "สี่หมื่น"
สองพี่น้องกรี๊ดๆ ลั่นกอดกันเต้น ๆ ด้วยความดีใจสุดขีด
ชาวบ้านข้างห้องตะโกนลั่น " โอ๊ย หนวกหูเว๊ย! ไปกรี๊ดที่อื่นไป๊"
สองพี่น้องชะงักกึก
"อีป้านี่ตายแน่!!” ประกายเดือนว่า
ประกายเดือนจะปีนข้ามระเบียง ปานตะวันฉุดน้องไว้
"เดี๋ยว!!เดือน!! ช่างเค้าเหอะ!! มาคุยกันก่อน" ปานตะวันรวบตัวน้องสาวไว้" จริงเหรอ?" ปานตะวันทำตาโต "สี่หมื่นจริงหรอ?”
ประกายเดือนทำตาวิบวับแล้วก็ยิ้ม "จริง!! สี่หมื่นจริง ๆ"
สองพี่น้องกระโดดกอดกันวี้ดวิ้วโดยไม่สนใจอีป้าข้างบ้านอีกต่อไป ซักพักปานตะวันก็เอะใจเพราะนึกได้
"เดี๋ยวนะเดือน..เจ้านายเดือนเค้าเป็นใคร? ทำไมเค้าใจดีขนาดนี้"

ประกายเดือนมองหน้าพี่สาวแล้วก็อมยิ้มแต่ยังไม่ตอบ ปานตะวันมองด้วยความสงสัย

อ่านต่อหน้า 3

เสน่หาสัญญาแค้น ตอนที่ 1 (ต่อ)

นาคินทร์พูดเสียงเรียบเย็น

"ผมจ้างคุณปรานีถึงแค่สิ้นเดือนนี้นะครับ"
ปรานีพยาบาลพิเศษวัยกลางคนตกใจจนแทบช็อค
"อะ..อะไรนะคะ?..ดิฉันทำอะไรบกพร่องเหรอคะ"
"คุณปรานีทำงานได้ดี ไม่มีอะไรบกพร่องครับ เพียงแต่บังเอิญผมมีคนรู้จักที่ผมอยากให้เค้ามาดูแลน้องสาวผมแทนคุณ ไม่ต้องห่วงนะครับ" นาคินทร์หยิบเช็คมาเซ็นต์แล้วยื่นให้ "หวังว่าคงจะเป็นตัวเลขที่คุณปราณีพอใจ"
ปรานียังช็อคๆ แต่ก็รับเช็คมามองตาโตกับตัวเลขและงงๆ "เอ่อ..”
"รับไว้เถอะครับ ถือเป็นการขอบคุณที่คุณอดทนดูแลน้องสาวจอมงอแงของผมมาได้นานเกือบ 3 เดือน" นาคินทร์ยิ้ม "นานกว่าพยาบาลคนอื่น ๆ"
ปรานีจำใจ "ค่ะ.." ปรานีเศร้า "ขอบคุณค่ะ"
"หมดธุระแล้วครับ"
ปรานียกมือไหว้แล้วเดินออกไป นาคินทร์มองตามด้วยแววตาสมใจก่อนที่จะสะดุ้งเล็กน้อยเพราะเสียงนารถนรินทร์
"หมายความว่ายังไงคะ..พี่คินทร์?”
นาคินทร์หันขวับไปมองเห็นเป็นนารถนรินทร์นั่งอยู่บนรถเข็น สายตาของเธอจับจ้องพี่ชาย
นาคินทร์ลุกขึ้นอย่างสบายๆ ก่อนจะเดินมาหาน้องสาว "ก็หมายความว่าพี่จะหาพยาบาลพิเศษคนใหม่มาดูแลนารถแทนคุณปรานี ทำไมล่ะ? ก็เห็นบ่นว่าไม่ชอบ ไม่ถูกใจ หรือนี่เกิดเปลี่ยนใจชอบคุณปรานีขึ้นมาซะแล้ว?”
"แหวะ!" นารถนรินทร์ย่นจมูก "ใครจะชอบลง?? พูดมาก ขี้เม้าท์ มือหนัก ปากเหม็น ไปซะได้ก็ดี นี่ถ้าพี่คินทร์ไม่ไล่ออก นารถก็กะจะวีนให้อยู่ไม่ได้เหมือนกันแหละ" นารถนรินทร์ยิ้มเฉ่งกอดพี่ชาย "ขอบคุณ พี่คินทร์นะคะที่รู้ใจน้อง"
นาคินทร์ขยี้หัวน้องสาว "ร้ายจริง ๆ ..ยัยตัวแสบ"
"ช่วยไม่ได้ค่ะ น้องสาวคนเล็กและคนเดียวของบ้านแถมโดนสปอยล์มาตั้งแต่เกิด"
"นั่น!! รู้ตัวด้วย"
"รู้สิคะ แต่ที่ไม่รู้ก็คือ..ใครคะ? พยาบาลพิเศษคนใหม่ของนารถ..คือใคร?”
นาคินทร์ตาวาว

ปานตะวันล้มตัวลงแล้วก็ถามน้อง
"ไอ้เฒ่าหัวงูรึเปล่า..คนที่รับเดือนเข้าทำงานน่ะ?”
ประกายเดือนขำ "บ้า!! ตะวัน!! ไอ้เฒ่าที่ไหน" ประกายเดือนทำหน้าตื่นเต้น "หล่อ!!! หล่อมาก ๆ !! หล่อเทพ!! หล่อลืม!!! หล่อไม่ปรึกษาใคร!! หล่อเลือดกำเดาจะไหล"
ปานตะวันตีแขนน้องดังเพียะ "เยอะแล้ว..เยอะ!!”
"ไม่เยอะ!! เค้าพูดจริง!! แหม..อยากให้ตะวันเห็น ถ้าตะวันเห็นก็ต้องพูดเหมือนเค้านี่แหละ"
"ไม่มี!! ไม่มีทาง"
"อ่ะ!! อย่าเพิ่ง!! เดี๋ยวต้องกลืนน้ำลายตัวเองแล้วจะหน้าแตก"
"ไม่มีวัน!!”
"จ้าาา!!! เฮ้ย..ว่าแต่จริงๆ แล้วคุณนาคินทร์เค้าก็ไม่ได้เป็นเจ้านายเดือนโดยตรงนะ เจ้านายจริง ๆติดธุระ แล้วให้ท่านประธานบริษัทสัมภาษณ์เลขาฯแทน..เปรี้ยวย่ะ!! แต่ที่เปรี้ยวกว่านะ นังเลขาฯ หน้าห้องท่านประธาน ท่าทางนางเพ้อ นางคงหน้ามืดนึกว่าตัวเองเป็นเมียท่านประธาน แหม..กัณทรีย์สุดฤทธิ์"
"นี่!! ใครจะเป็นอะไรยังไงก็ช่างเค้า น้องสาวพี่อย่าโดนรังแกเหมือนเจ้านายคนก่อนก็พอ"
"ไอ้ฝรั่งลามกนั่นน่ะเหรอ..หึ้ย!!นึกแล้วหยะแหยง" ประกายเดือนอมยิ้ม "แต่สำหรับท่านประธานเนี่ย..นิดนึงก็ได้นะ"
ปานตะวันตีดังเพียะ "เดือน!!”
"โอ๊ย!!ตีอีกและ!! ก็มันจริงนี่ตะวัน โห..หล่อ รวย ซะปานนั้น แต่ตะวันสบายใจได้ ไม่มีสัญญาณตอบรับใส่เค้าซักนิด..เซ็ง"
ปานตะวันแอบขำ "จริงเหรอ? ดีแล้ว พี่ค่อยสบายใจหน่อย"
"แถมยังเก็กหน้ายักษ์ตล๊อด นี่ถ้ายอมยิ้มซักนิดมีหวังสาว ๆเป็นลมล้มตึง แต่เออ..ก็แปลกนะ มีถามถึงตะวันด้วย"
"ถามถึงพี่??เค้ารู้จักพี่ได้ยังไง?”
"ก็ไม่เชิงหรอก ก็แค่ถามว่าเค้ามีพี่สาวด้วยเหรอ?" ประกายเดือนนึก "แล้วก็ถามว่า..ชื่ออะไร?”
ปานตะวันนิ่งไปนิดนึง “..เหรอ?”
ประกายเดือนหาวหวอดขึ้นมา
"ง่วงแล้วสิ นอนเถอะ เม้าท์ยาวเชียว"
ประกายเดือนง่วงแต่ก็ยังพูด "ตะวัน..อย่าลืมนะ ต่อไปนี้เค้าจะดูแลตะวันเอง อย่างแรกเลยเค้าจะพาตะวันออกไปจากห้องรูหนูนี่ให้ได้ ว่าง ๆ เราไปดูที่อยู่ใหม่กันนะ คอนโดเล็ก ๆ ก็ได้ เค้าจะเป็นคนผ่อนเอง"
ปานตะวันน้ำตารื้น "ดึกแล้ว..นอนซะ"
ปานตะวันลูบหัวน้องสองพี่น้องกอดกัน ประกายเดือนค่อยๆ หลับตาลง

ปานตะวันมีสีหน้าไม่แน่ใจในอนาคตมากนัก

สาวิตรีเดินถือเค้กร่อนพร้อมกับฮัมเพลงประกอบมาหยอดโปะลงที่กลางวงสนทนา ตุ๊กกี้เดินตาม

"ช้อคโก้ชิป..ชิลล์ๆ สูตรเด็ดของหม่ามี้สาวิตรีคนนี้คนเดียวเท่านั้น" สาวิตรีบอก
ทุกคนฮือแล้วก็หลบ
"โอย..ท้องผมจะแตกแล้วฮะแม่" นัครินทร์บอก
สาวิตรีค้อนขวับ "แหม..กินขนมแม่ทำจะท้องแตก ทีกินผู้หญิงล่ะกินเอาๆ ไม่รู้จักอิ่ม"
"โห..แรง!”
สาวิตรีตักเค้กจะป้อนนารถนรินทร์ "อ่ะ!! สาว ๆ เค้าชอบกินเค้ก"
นารถนรินทร์รีบบอก "ไม่เอาค่ะ..อ้วน!”
"โอย..ผอมจะแย่" สาวิตรีหันไปหานาคินทร์จะป้อน "พี่คินทร์อ่ะ..นานๆ แวะมาหาแม่ทีกินให้แม่ชื่นใจหน่อยสิจ๊ะ"
"ผมก็ไม่ไหวจริงๆ ครับ" นาคินทร์บอก
สาวิตรีคะยั้นคะยอ "ซะหน่อย..กินอะไรหวาน ๆ ชีวิตมันจะได้หวานขึ้นมาบ้าง ตั้งแต่หนูกนกตายไป แม่ก็ยังไม่เคยเห็นพี่คินทร์หวานชื่นกะใครเค้ามั่งเลย"
สาวิตรีพูดจี้ใจดำนาคินทร์จนนิ่งกันไปทั้งวง
ทวยเทพแก้สถานการณ์ "โธ่! คุณก็..นี่มันดึกมากแล้ว กินของหวานมันไม่ดี มาๆๆ ผมกินเอง"
"โน!!" สาวิตรีประชด "แก่แล้วกินของหวานก็ไม่ดีจ๊ะ!”
"อ้าว?”
เสียงอัครินทร์ดังขึ้น "ทำอะไรกันอยู่ครับ?”
ทุกคนหันไปก็เห็นอัครินทร์เดินเซมา
"ตาอัค..คนไข้เยอะอีกตามเคยละสิ" ทวยเทพถาม
"ครับ..เหนื่อยมากเลย..หิวด้วย" อัครินทร์บอก
สาวิตรีถลาไปหาทันที "งั้นเพิ่มน้ำตาลนิดนึงก่อนนะจ๊ะลูก"
สาวิตรีป้อนเค้ก อัครินทร์ยอมกินแต่โดยดี
"หืมม์..อร่อยจัง"
สาวิตรีดีใจมาก เธอหอมแก้มอัครินทร์ฟอดใหญ่ "คนนี้สิลูกรักของแม่"
"ขอเป็นข้าวเลยได้มั้ยครับแม่"
"ทำไมจะไม่ได้?" สาวิตรีหอมฟอด "เดี๋ยวแม่จัดให้ร้อน ๆ ชุดใหญ่เลย" สาวิตรีพูดกับสาวใช้ "ไป..ตุ๊กกี้ เข้าครัว..ชุดใหญ่!”
ตุ๊กกี้ตอบกวนๆ "ได๋ค่ะ!!”
สาวิตรีเดินออกไปกับสาวใช้
"อ้อนแม่ตลอดนะไอ้ลูกแหง่" นครินทร์ว่า
อัครินทร์ทิ้งตัวลงนั่งกับพี่ๆ "บ้า!! ไม่ได้อ้อน!! หิวจริง ผ่าตัดทั้งวันเลยวันนี้"
"ขยันดีนะตาอัค ไม่เหมือนไอ้เจ้านัค..” นาคินทร์ว่า
นัครินทร์รีบตัดบท "อย่าเริ่มพี่อย่าเริ่ม เดี๋ยวพ่อซ้ำผมแน่นอน..เบื่อคนขี้บ่น"
"อ้าวเฮ๊ย! ว่าจะไม่ด่าก็ด่าซะเลย ไง? เจ้านัคได้ข่าวว่าทิ้งงานทิ้งการมัวแต่ไปจีบสาว..” ทวยเทพว่า
"นั่นไง..เดี๋ยวสิครับพ่อ" นครินทร์โยน "ผมก็รอพี่คินทร์อยู่นี่ไงตกลงหาเลขาฯ คนใหม่ให้ผมได้ยัง? ผมจะได้เริ่มทำงานซะที ก็คนมันไม่มีเลขาฯแล้วจะให้ทำงานได้ไงล่ะ..ใช่ป่ะ?”
ทวยเทพกับนารถนรินทร์รับพร้อมกัน "หรออออ?”
นัครินทร์ลุกขึ้นฉุดนาคินทร์ทันที "มานี่เลยพี่คินทร์มาคุยกันหน่อยเรื่องเลขาฯผม"
"คุยตรงนี้ก็ได้" นาคินทร์บอก
"ไม่ได้ ๆ.. เลขาฯส่วนตัวมันก็ต้องคุยส่วนตัว..มานี่เลย..” นัครินทร์บอก
นัครินทร์ลากนาคินทร์เดินออกไป
"เฮ้อ! เจ้านัคพี่ชายพวกแกนี่มันยังไม่ยอมโตซักที" ทวยเทพว่า
อัครินทร์กับนารถนรินทร์มองหน้ากันยิ้มๆ

นัครินทร์พรวดเข้ามา
"ไงพี่??เลขาฯใหม่ผม ตาม ‘เป็ค’ ที่ออเดอร์ไปเลยรึเปล่า?”
"ก็.." นาคินทร์พยักหน้าหงึก ๆ
"เยี่ยม!!! บรรยายให้ผมฟังหน่อย เอาให้เห็นภาพ" นัครินทร์หลับตานึกภาพแล้วก็ลืมตามาสั่งอีกที "เอาให้จิ้นเลยนะพี่"
นัครินทร์รีบหลับตารอ นาคินทร์ส่ายหน้ายิ้มๆ
นัครินทร์หลับตาพูด "เริ่มเลยครับ"
นาคินทร์พูด "ก็..สูง 150 กว่า ๆ"
นัครินทร์หลับตา ดีดนิ้วเปาะ "ไซส์มินิ พกง่ายใช้คล่อง"
"น้ำหนัก..ซัก 60”
นัครินทร์ตกใจแล้วก็ลืมตาโพลง "ห๊า?? ทำไมอ้วนจัง?? โอเค ไม่เป็นไร เดี๋ยวจะใช้งานให้ผอมเลย.. ว่าต่อครับพี่" นัครินทร์หลับตา "หน้าตา?”
"ก็..เรียบๆ"
นัครินทร์ชะงักนิดนึงแล้วก็ลืมตา "ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ถ้าถูกใจจะพาไปเกาหลี..ผิวครับผิว..ขาวมั้ยพี่??..ขอให้ขาว" นัครินทร์หลับตาพริ้ม
"ขาวประมาณยัยตุ๊กกี้"
นัครินทร์ลืมตาพรวดแล้วโวยลั่น "บ้าแล้วพี่ ยัยตุ๊กกี้มันขาวตรงไหน? มันดำจนเขียวแล้วอ่ะ!! โหย..อะไรของพี่คินทร์ห๊า" นัครินทร์เสียงเขียว "แล้วอายุเท่าไร?”
นาคินทร์พูด "เกือบ 50”
นัครินทร์แทบร่วง "พี่คินทร์บ้าไปแล้ว!! จะหาเลขาฯรึว่าหาป้าบุญธรรมให้ผมครับพี่" นัครินทร์ปวดใจ "พี่คินทร์ทำกับผมยังงี้ได้ไง ผมย้ำนักย้ำหนาว่าขอ ขาว สวย หมวย อึ๋ม เซ็กซ์ เอ็กซ์ อึ๋ม อ่ะ"
"แล้วนั่นมันเลขาฯ รึว่าพริตตี้ห๊าไอ้นัค?" นาคินทร์เสียงเข้ม "พรุ่งนี้เช้าถ้าแกไม่เข้าไปทำงานฉันตัดเงินเดือน ตัดบัตรเครดิตแกแน่"
"โห..พี่คินทร์ แกล้งกันนี่หว่า โคตรเซ็งเลย ไม่รู้ล่ะ ยังไงผมก็ไม่รับยัยป้านั่นเป็นเลขาฯผมเด็ดขาด" นัครินทร์ย้ำ "ไม่เด็ดขาด!! ผมจะเลือกเลขาฯใหม่!! ผมจะเลือกเอง"
นัครินทร์ยัวะแต่ไม่ได้จริงจังแค่ถูกขัดใจ เขาเดินออกไป
นาคินทร์มองตาม จากที่ยิ้ม ๆ ก็เปลี่ยนไปทำหน้าเยือกเย็น "แกเลือกเองไม่ได้หรอก ฉันต่างหากที่ต้องเป็นคนเลือกและฉันเลือกแล้ว" นาคินทร์ตาวาว "เลขาคนใหม่ของแกจะต้องเป็นน้องสาวของผู้หญิงที่ชื่อ ปานตะวัน พันภพ เท่านั้น"
นาคินทร์สมใจในแผนที่วางไว้

เช้าวันใหม่ ผู้คนในเมืองเร่งรีบ นัครินทร์จะขับรถสปอร์ตมาจอดหน้าตึกอยู่แล้วแต่ประกายเดือนวิ่งตัดหน้าพรวด นัครินทร์ตกใจเหยียบเบรคเอี้ยดแล้วตะโกนด่าอย่างอารมณ์เสีย
"อยากตาย..." นัครินทร์ชะงัก
นัครินทร์มองเห็นประกายเดือนก้มหัวแทนคำขอโทษแล้วรีบวิ่งเข้าไปในตึกอย่างรวดเร็ว
นัครินทร์เปลี่ยนฟิลทันที "อย่าเพิ่งตาย" นัครินทร์รำพึงรำพัน "ไม่ควรตาย..เสียดายของ"
นัครินทร์นึกขึ้นได้ก็รีบทิ้งไว้ตรงนั้นแล้ววิ่งพรวดเข้าตึกตามประกายเดือนไป ทำเอา รปภ.ตะเบ๊ะไม่ทันจึงเกาหัวแกรกๆ มองรถสลับกับเจ้านายที่หายตัวไปแล้วอย่างงงๆ

ประกายเดือนวิ่งกระหืดกระหอบมายืนหน้าลิฟท์แล้วมองนาฬิกาข้อมืออย่างกังวัลใจ
"แย่แล้ว..มาวันแรก ก็สายซะแล้ว เจ้านายเอาตายแน่" ประกายเดือนกังวล
นัครินทร์วิ่งมองชะเง้อหา พอเห็นเป้าหมายยืนอยู่หน้าลิฟต์เขาก็ยิ้มกริ่มพร้อมกับเดินล้วงกระเป๋าอย่างใจเย็นเข้ามายืนเงียบๆ อยู่ข้างหลังประกายเดือน
ประกายเดือนไม่รู้ตัวจึงยังคงบ่น "ใครจะไปรู้ว่ารถมันจะติดขนาดนี้..ใช่มั้ยๆ"
นัครินทร์ยิ้ม "ใช่ฮะ"
"เนาะ?" ประกายเดือนสะดุ้ง "ว๊าย!" ประกายเดือนหันไปเห็นเป็นนัครินทร์ก็จ๋อย "ตกใจหมดเลย"
"มาสายเหมือนกันเหรอฮะ"
ประกายเดือนขายหน้า "ค่ะ"
นัครินทร์พยักหน้าหงึกๆ "รถติดมากจริงๆ"
ประกายเดือนยิ้มแหยๆ ก่อนจะเหลือบมองนัครินทร์ที่ส่งสายตากรุ้มกริ่มมา พอเห็นอย่างนั้นเธอก็สะบัดหน้าใส่อย่างไว้ตัว

นัครินทร์แอบอึ้งที่เจอคนเล่นตัว

อ่านต่อหน้า 4

ทั้งสองยืนซักพัก ลิฟต์ก็เปิด ประกายเดือนรีบเข้าไปทันที นัครินทร์พุ่งตามเข้าไป ประกายเดือนรีบกดปุ่มชั้นสูงสุด จังหวะเดียวกับที่นัครินทร์กดปุ่มเดียวกัน

ทำให้มือทั้ง 2 คนตะปบกันประกายเดือนสะดุ้ง "อุ๊ย!”
นัครินทร์ยิ้มเผล่แล้วก็มอง "ชั้นเดียวกันด้วย"
ประกายเดือนชักเคือง เธอรีบดึงมือกลับอย่างไม่สนใจ ประตูลิฟท์ปิดทั้งสองอยู่กันแค่ 2 คน ประกายเดือนเซ็งและอึดอัด นัครินทร์เริ่มใช้สายตาสำรวจร่างกายประกายเดือนที่ขาวอึ๋มชวนฝัน ประกายเดือนเริ่มรู้สึกตัวก็จ้องหน้านัครินทร์เขม็ง
“..เอิ่ม..บรรยากาศแจ่มว้าว เอ๊ย! แจ่มใสดีนะฮะ?”
ประกายเดือนค้อนขวับก่อนจะกระชับกระเป๋ามากอดไว้ปิดบังหน้าอก
นัครินทร์อมยิ้ม "พนักงานใหม่เหรอฮะ? ดูตื่นเต้น?”
ประกายเดือนระวังตัวแล้วก็เหล่ๆ "คุณล่ะ? มาใหม่เหมือนกันเหรอ?”
"เอ่อ..ก็..ไม่ใหม่เท่าไร แต่วันนี้ตื่นเต้นไม่แพ้คุณหรอก..เอ๊ะ! ไม่สิ..ต้องบอกว่ากลัวมากกว่า"
ประกายเดือนถาม "กลัวไร?”
นัครินทร์เบ้หน้า "ยัยคุณป้าเลขาฯคนใหม่..น่ากลัวมาก..ข่าวว่าอ้วนดำแถมยังเตี้ย คงจะประมาณแหนมป้าย่น เฮ้อ! นี่ถ้าได้ขาว ๆ สวย ๆ หมวย ๆ อึ๋..”
นัครินทร์จะพูดว่า ‘อึ๋ม’ แต่ประกายเดือนตวัดสายตาพิฆาตทำเอานัครินทร์ชะงัก
"เอ่อ..ถ้าสวยๆ น่ารัก ๆ อย่างคุณ ก็คงจะเพอร์เฟ็คท์"
ประกายเดือนขึ้น "ฉันว่าการเป็นเลขาฯที่ดี มันไม่น่าจะวัดกันที่รูปร่างหน้าตาอย่างเดียว แต่ความสามารถน่าจะมาก่อน ขาวสวยหมวยอึ๋ม แต่สมองโบ๋จะมีประโยชน์อะไร? คุณป้าเค้าอาจจะเก่ง มีประสบการณ์ การทำงานมามาก คุณไม่คิดอย่างนี้บ้างเหรอคะ? รึว่าคิดไม่เป็น?”
นัครินทร์แทบสะอึก "โห.." นัครินทร์ยิ้มแฮ่ๆ เพราะไม่รู้จะทำยังไงแล้วก็พยักหน้ารับไปงั้นๆ "ฮะๆ"
ว่าแล้วทั้งคู่ก็เงียบกริบกันไป
นัครินทร์เหลือบมองแล้วคิดในใจ "ปากดีนักนะเรา ประเดี๋ยวพ่อจับจูบซะให้เข็ด ไม่รู้ซะแล้วว่าไผเป็นไผ" นัครินทร์มอง "ขาวจังโว๊ย ฮึ่ม!! ไม่เกินคืนนี้เสร็จเราแน่..ฟันธง!!”
ประกายเดือนคิดในใจ "ฝันไปเถอะไอ้เบื๊อก!! น้ำหน้าอย่างแกมันไม่เหมาะจะเจอเลขาฯแสนซนคนสวยอย่างฉันหรอกย่ะ อยู่กะคุณเลขาฯแหนมป้าย่นไปล่ะดีแล้วไอ้เบื้อก!! เคี้ยวดีๆล่ะระวังแหนมจะทิ่มเหงือก"
คิดจบประกายเดือนก็เผลอหัวเราะก๊ากออกมา นัครินทร์สะดุ้งมอง ๆ ประกายเดือนยักไหล่ยิ้ม ๆ นัครินทร์ก็เลยยักไหล่ยิ้ม ๆ ตอบ ทันใดนั้น ประตูลิฟท์ก็เปิดออก
นัครินทร์ผายมือให้ "เลดี้ เฟิร์สท์..ฮะ"
ประกายเดือนยักไหล่แทนคำขอบคุณแล้วเดินออกไป
"หวังว่าเราคงได้เจอกันบ่อย ๆนะฮะ"
ประกายเดือนยิ้มหวาน แต่ในใจคิด "เจอแหนมป้าย่นของแกเหอะ..ไอ้เบื้อก!!”
ประกายเดือนออกเดิน นัครินทร์เดินตามมาทางเดียวกัน ทั้งสองงงๆ และระแวงว่าทำไมไปทางเดียวกัน ทันใดนั้นนัครินทร์ก็ตาไวเหลือบมองไปเห็นน้องโดนัท กิ๊กสาวกำลังเม้งส่งเสียงถามหานัครินทร์อยู่แถว ๆ หน้าห้องทำงานของเขา
"เวรแล้ว!! น้องโดนัทมาทำไรวะ?”
นัครินทร์หลบวูบไปทันที ประกายเดือนหันขวับแต่ก็ไม่เห็นนัครินทร์แล้ว
ประกายเดือนแปลกใจ "อะไรยะ?! ยังกะผีหายตัวได้" ประกายเดือนส่ายหน้า "ไอ้เบื้อก!!”
ประกายเดือนเดินต่อไปเจอ ‘ปาริฉัตร’ ปราดมาขวางหน้า ทั้งสองสาวจ้องหน้ากัน
ประกายเดือนถาม "มีอะไรคะ?!”
ปาริฉัตรจ้องหน้า "แปดโมงสามสิบแปด เธอเลทไปแปดนาที"
ประกายเดือนถอนใจเฮือกที่โดนเล่นแล้ว
"ที่นี่เคร่งครัดเรื่องการตรงต่อเวลามาก โดยเฉพาะ ถ้าคิดจะทำงานรับใช้คนใหญ่คนโตยิ่งต้องรักษาเวลา อย่าโกง"
ประกายเดือนตาโต
ปาริฉัตรพูดขึ้นทันที "มาช้ามาสายก็เท่ากับโกงเวลาการทำงาน โกงบริษัท"
ประกายเดือนถอนใจ "ฉันไปได้รึยัง? อยากรีบไปทำงานแล้ว ไม่อยากโกงบริษัทไปมากกว่านี้"
"ยัง!!! ยังไปไม่ได้!!”
"ทำไมจะไปไม่ได้??”
ปาริฉัตรไม่อยากจะพูดแต่ก็ต้องพูด "ท่านประธานต้องการพบเธอ!!”
ประกายเดือนงง "พบฉัน?”
"ยังจะมายืนเอ๋อ!! รีบเข้าไปสิ ท่านประธานรอนานแล้ว"
ประกายเดือนรีบวิ่งเข้าห้องไป ปาริฉัตรมองตามอย่างไม่พอใจ เธอหันกลับมาเจอมอลลี่ & ลูกกอล์ฟ ยืนยั่วอยู่
"อารายยังงายฮึ..ลูกกอล์ฟ?! เพิ่งจะมาทำงานวันแรกก็เรียกเข้าห้องคุยกัน 2 ต่อ 2 แต่เช้าซะแระ แหม ๆๆ เลขาฯตัวเองรึก็ไม่ใช่ มันอารายยังงายกันเนี้ย?!” มอลลี่ว่า
"เออว่ะ" ลูกกอล์ฟถามปาริฉัตร "น้องฉัตรเป็นเลขาฯท่านประธานไม่ใช่เหรอ? แล้วทำไมท่านประธานไม่เรียกไป ปล่อยให้ยืนเอ๋ออยู่ทำไมเนี่ย"
ปาริฉัตรโกรธมากจึงกัดฟันพูด "พี่ 2 คน ก็ด้วยนะคะ วัน ๆ เอาแต่ยุ่งเรื่องชาวบ้าน งานการไม่ทำก็ถือว่าขี้โกงบริษัทเหมือนกันนะคะ"
"อ้าว เฮ๊ย!!" มอลลี่เอียงหน้าไปกระซิบถามลูกกอล์ฟ โดยที่ลูกกอล์ฟชิ่งไปยืนตัวสั่นอยู่อีกมุมนึงแล้ว เพราะจามจุรีมายืนอยู่แทน "แหมๆๆ ถ้าตบเลขาฯท่านประธานนี่จะโดนลงโทษสถานไหนห๊าไอ้ลูกกอล์ฟ?!”
"ก็ไม่เท่าไหร่ อย่างดีก็แค่โดนไล่ออก" จามจุรีบอก
มอลลี่ไม่เห็นว่าเป็นจามจุรีเลยพยักหน้าหงึก ๆ "แค่ไล่ออก?!! งั้นขอตบซักฉาด" มอลลี่ชะงักก่อนจะนึกได้จึงหันมาด่า "แอร๊ย..อีบ้า!! ไล่ออกเชียวเรอะ?!" มอลลี่เห็นเข้าก็ตกใจ "ว๊าย!" มอลลี่ชะงักกึกแล้วก็ตัวลีบ ยกมือไหว้ ก่อนจะพูดเสียงสั่น "คุณเจเจ!! มอลลี่ป่าว..มอลลี่ไม่รู้เรื่อง..มอลลี่มีงานด่วน"
พูดจบมอลลี่ก็ชิ่งออกไปต่อว่าลูกกอล์ฟแล้วพากันวิ่งจู๊ดออกไป จามจุรีส่ายหน้า ถอนใจเฮือก
จามจุรีถามปาริฉัตร "เลขาฯใหม่คุณนัครินทร์มาแล้วใช่มั้ย? ทำไมยังไม่ไปพบท่านรอง?”
"ท่านประธานเรียกพบค่ะ"
จามจุรีงง "ท่านประธานเรียกพบ?" จามจุรีพึมพำ "พบทำไม?”

ปาริฉัตรจิกตามองไปทางห้องประธานอย่างเคืองๆ แต่ก็อยากรู้

ประกายเดือนประหลาดใจ

"ท่านประธานอยากพบตะวัน?”
นาคินทร์ยิ้มน้อยๆ แล้วก็พยักหน้าก่อนจะหยิบรูปนารถนรินทร์นั่งรถเข็นถ่ายคู่กับเขาวางบนโต๊ะให้ประกายเดือนดู
"นารถนรินทร์น้องสาวของผม ประสบอุบัติเหตุ เดินไม่ได้มาปีกว่าแล้ว"
ประกายเดือนพอจะเข้าใจ
"ท่านประธานเลยอยากจ้างตะวันมาดูแลเหรอคะ?”
นาคินทร์พอใจในความฉลาดของประกายเดือน "อย่าใช้คำว่าจ้างเลย ผมอยากใช้คำว่าอยากเชิญให้มาช่วยดูแล..น่าจะดีกว่า"
ประกายเดือนเผลอยิ้มเพราะแอบเคลิ้มในความหวานของท่านประธาน
นาคินทร์พูดต่อ "บังเอิญพยาบาลที่ดูแลนารถนรินทร์เค้าขอลาออก ผมจำที่เราคุณกันได้ว่าพี่สาวคุณเป็นพยาบาลพิเศษ"
ประกายเดือนยิ่งปลื้มที่นาคินทร์จำเรื่องเล็กน้อยได้ "แต่..ดิฉันไม่แน่ใจนะคะว่าตะวันเค้าจะรับงานนี้ได้รึเปล่า เพราะทุกวันนี้เค้าทำงานหนักมาก เสาร์อาทิตย์ก็ยังไม่ได้หยุดพัก"
นาคินทร์สะใจและไม่ได้นึกสงสาร
ประกายเดือนถาม "ท่านประธานโกรธเหรอคะ?”
"เอ่อ..เปล่าครับ..เพียงแต่..เครียดอยู่เหมือนกัน ถ้า..คุณ..ตะวัน..รับงานนี้ไม่ได้" นาคินทร์ถอนใจ "ผมสงสารน้องสาวผมน่ะครับ"
ประกายเดือนใจแป้ว "ท่านประธานอย่าเพิ่งเครียดนะคะ ถ้ายังไงเดือน..เอ๊ย!..ดิฉันจะลองคุยกับตะวันให้ก่อน"
"จริงเหรอครับ? ขอบคุณคุณเดือนมากเลยนะครับ แต่ถ้าไม่รังเกียจ ผมอยากพบและพูดคุยกับคุณตะวันซักครั้ง คุณเดือนพอจะนัดคุณตะวันให้ผมได้เร็วที่สุดเมื่อไหร่ครับ เพราะพยาบาลคนเก่าจะขอลาออกสิ้นเดือนนี้แล้ว"
ประกายเดือนครุ่นคิด ก่อนจะบอก "เร็วที่สุด..ก็เย็นนี้ล่ะค่ะ ตะวันไม่ทำโอ"
นาคินทร์ตาวาว "เย็นนี้?”
"ค่ะ..แต่..เรานัดไปดูคอนโดฯกัน" ประกายเดือนบอก
นาคินทร์ตาวาว "คอนโดฯ"
"ค่ะ.." ประกายเดือนยิ้ม "เดือน เอ๊ย! ดิฉันได้งานที่นี่ก็เลยตั้งใจจะหาที่อยู่ใหม่ให้ตะวันได้อยู่สบายกว่าเดิม"
นาคินทร์ตาวาวร้าย "ดีครับ..ดี"
"เอางี้ค่ะ เดี๋ยวดิฉันจะลองโทร. ถามตะวันดูก่อนแล้วจะเรียนท่านประธานได้มั้ยคะ?” ประกายเดือนว่า
นาคินทร์ยิ้ม "ได้สิครับ..ขอบคุณคุณเดือนมาก"
"งั้นเดือน..เอ๊ย! ดิฉันขอตัวนะคะ เดี๋ยวจะโดนท่านรองประธานดุ"
"เชิญครับ อ้อ! เดี๋ยวครับ"
ประกายเดือนกำลังจะลุกก็ชะงัก
"ต่อไปนี้ เรียกตัวเองว่า ‘เดือน’ ก็ได้นะครับ ไม่ต้องพิธีรีตองกับผม"
“..เอ่อ..ไม่เหมาะมั้งคะ?!”
"เหมาะสิครับ..เหมาะที่สุด..นี่เป็นคำสั่งของท่านประธาน" นาคินทร์ยิ้ม
ประกายเดือนยิ้มตาม "รับทราบค่ะ..ท่านประธาน"
ประกายเดือนเดินยิ้มออกไปอย่างปลาบปลื้ม
นาคินทร์มองตาม จากยิ้มสดใสกลายเป็นยิ้มเย็น "ในที่สุดเราก็จะได้พบกันซะที..ปานตะวัน"
นาคินทร์แค้น

ปานตะวันทำยาหกใส่คนไข้สูงอายุที่นั่งรถเข็นเพราะโดนคนไข้ปัดทิ้งพอดีกับมือถือของปานตะวันดังขึ้น
คนไข้ปรี๊ดอย่างอารมณ์ร้าย "เปรอะหมด!! เลอะหมดเลย"
ลูกสาวคนไข้วิ่งออกมาเห็นก็ปรี๊ดซ้ำ
"คุณแม่!!" ลูกสาวคนไข้โวยใส่ตะวัน "บอกแล้วใช่มั้ยเวลาทำงานไม่ให้คุยโทรศัพท์ ดูซิ..ยาหกหมดเลย"
"ขอโทษจริง ๆ ค่ะ ดิฉันไม่ได้คุย แต่ว่าคุณยาย…"
"ยังจะมาเถียง" ลูกสาวคนไข้กระชากโทรศัพท์ปาทิ้งกระเด็น "วันๆ เอาแต่คุยโทรศัพท์กับผู้ชายล่ะสิ!!ฉันจะฟ้องศูนย์ ฉันจะเอาคนใหม่ ฉันไม่เอาแกแล้ว" ลูกสาวคนไข้หันไปโอ๋คุณแม่ที่งอแง "โอ๋ๆๆ ไม่ร้องนะคะคุณแม่ หนูไล่มันออกแล้วค่า" ลูกสาวคนไข้ตวาด "ไปเลย !! ไปเดี๋ยวนี้" ลูกสาวเข็นรถออกไป
ปานตะวันยืนหน้าจ๋อยก่อนจะค่อย ๆ ทำใจ เธอเดินไปหยิบมือถือมาดูเห็นเป็นชื่อ “พี่อาร์ต” Missed call ก็อึ้ง ทันใดนั้นอาร์ตก็โทร.เข้ามาอีก ปานตะวันนิ่งคิดก่อนตัดสินใจรับสาย
"สวัสดีค่ะ"
"ตะวัน..อย่าเพิ่งวางนะ..ฟังพี่ก่อน..ขอโอกาสให้พี่ได้พูดก่อนนะ"
ปานตะวันช้ำ "มีอะไรคะพี่อาร์ต"
"คือ..พี่คิดถึงตะวัน"
ปานตะวันอึ้ง "ถ้าคุณมิลค์ได้ยินมันคงจะไม่ดีนะคะ"
"พี่เพิ่งรู้หัวใจตัวเองว่าพี่ไม่ได้รักมิลค์นะตะวัน ผู้หญิงที่พี่รักคือตะวันคนเดียว"
ปานตะวันฟังหน้านิ่งแล้วก็ซ่อนความเจ็บปวดไว้
"ที่ผ่านมาระหว่างพี่กับมิลค์มันเป็นแค่ความหลงไม่ใช่ความรัก"
มิลค์ยืนฟังอยู่ข้างหลังอาร์ตโดยที่อาร์ตไม่เห็น
"ที่พี่จำใจต้องแต่งงานกับเค้าก็เพราะเค้าท้อง พี่ขัดใจคุณพ่อคุณแม่เค้าไม่ได้ แต่ตอนนี้มันไม่ไหวแล้ว เราทะเลาะกันแทบทุกวันเลยตะวัน มันไม่เหมือนตอนที่พี่คบกับตะวันเลย"
"เรื่องระหว่างเรามันจบแล้วค่ะพี่อาร์ต" ปานตะวันบอก
อาร์ตเสียงดัง "พี่ยินดีหย่ากับมิลค์เพื่อตะวันนะ"
มิลค์ตาโตด้วยความโกรธ เธอเข้าใจผิดคิดว่าปานตะวันสั่งให้อาร์ตหย่า
ปานตะวันตกใจ "พี่อาร์ต"
อาร์ตพูดต่อ "พี่รักตะวัน ยินดีทำทุกอย่างเพื่อตะวัน ตะวันให้โอกาสพี่นะครับ พี่สัญญาว่าจะไม่ทำให้ตะวันเสียใจอีก"
"แค่นี้นะคะพี่อาร์ต พอกันที..ตะวันเหนื่อยมากแล้ว"
พูดจบปานตะวันก็วางหู อาร์ตเซ็ง มิลค์ซ่อนตัว
มิลค์เคืองมาก "อีนังตะวัน..ร้ายนักนะแก คิดจะยุให้พี่อาร์ตหย่ากับฉันเรอะ..ชาติหน้าเถอะ!!เล่นกะใครไม่เล่น มาเล่นกับมิลค์"
ปานตะวันเหนื่อยใจ เสียงโทรศัพท์ดัง ปานตะวันโกรธจึงรีบกดพูดทันที
"ตะวันบอกว่าพอได้แล้วไงคะพี่อาร์ต"
"เค้าเองไม่ใช่ไอ้พี่อาร์ต" ประกายเดือนบอก
"เดือน"
ประกายเดือนยัวะ "เค้าบอกกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าอย่าคุยกับมันอย่ารับโทรศัพท์มัน ตะวันก็ใจอ่อนอยู่ได้ ใจอ่อนทำไม..ผู้ชายห่วยๆ"
ปานตะวันนิ่งงันไป
ประกายเดือนจ๋อยลง เพราะสงสารที่เอ็ดพี่สาว เธอก็เลยเปลี่ยนฟีล "นี่..ตะวัน...คุยกับไอ้พี่อาร์ตมันไร้สาระ มาคุยกับเค้าดีกว่า"
ปานตะวันรู้สึกดีขึ้นจึงยิ้มน้อยๆ บอกไป "มีสาระอะไร..ว่ามา"
ประกายเดือนอมยิ้ม
ปานตะวันฟังแล้วตกใจมาก

"อะไรนะ?...คุณนาคินทร์...นัดพบพี่เย็นนี้?”

อ่านต่อตอนที่ 1
กำลังโหลดความคิดเห็น...