xs
sm
md
lg

สาปสาง ตอนที่ 6

เผยแพร่:

สาปสาง ตอนที่ 6

ไทกับแพรวมานั่งดื่มและคุยกัน

“จบสิ้นซะทีนังช่อ แกไม่มีวันออกมาทำอะไรฉันได้อีกแน่!”

ไทหน้าเครียด

“นี่เราทำเกินไปรึเปล่าแพรว”

“จนป่านนี้แล้ว ยังจะอาลัยอาวรณ์มันอีกเหรอ แกบ้ารึเปล่า! ขืนเราไม่ทำอย่างนี้มีหวังแกกับฉันได้ตายกันทั้งคู่แน่”

ไทถอนใจหนักๆ เพราะเครียด

“หรือว่าแกอยากตาย”

ไทยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม แพรวพยายามทำให้ไทหายกังวล

“อย่าลืมสิว่าไม่ใช่แค่วิญญาณมันที่ถูกสะกด แต่ความผิดทั้งหมดของเราก็ถูกสะกดไปกับมันด้วย ไม่มีใครรู้หรอกน่าว่าพวกเราเคยทำอะไรไว้”

วิญญาณช่อเอื้องอยู่ในความมืด เธอพยายามหาทางออกแต่ก็หาไม่เจอ

“ทำไมต้องทำแบบนี้ ..... ทำไมต้องทำกับฉันแบบนี้”

แพรวกลับเข้ามาในบ้านแล้วเจออนงค์รออยู่

“ไปไหนมา กลับซะดึกป่านนี้ ไปทำอะไรมา” อนงค์มอง “แล้วนี่เพื่อนแกไปไหน ทำไมไม่กลับมาด้วยกัน”

“อย่าอยากรู้อยากเห็นนักเลยน่ะแม่ น่ารำคาญ” แพรวว่า

“จะไม่ได้ให้ถามได้ยังไงในเมื่อพวกแกกำลังสุมหัวทำเรื่องชั่วๆ กันอยู่”

“ต่อให้ชั่วแค่ไหน ฉันก็ต้องทำ เพราะฉันไม่อยากตาย”

อนงค์อึ้ง แพรวพูดจบก็วิ่งขึ้นบันไดหนีไปทันที อนงค์ทรุดตัวลงนั่งด้วยหน้าถอดสี

“นี่มันอะไรกัน มันอะไรกันนักหนา!”

ที่คอนโดมีเนียมที่ไทอยู่ซึ่งค่อนข้างเก่าและโทรม ไฟด้านหน้าติดๆ ดับๆ บรรยากาศวังเวงน่ากลัว ไทกำลังเก็บของเพื่อเตรียมย้ายกลับไปชุมพร ที่โต๊ะทำงานของเขามีรูปไท ช่อ และแพรว ถ่ายร่วมกันด้วยสีหน้าแจ่มใส ไทเอื้อมมือไปหยิบมาดู

“เราขอโทษนะช่อ อย่าอาฆาตแค้นเราเลยนะ เราขอโทษ”

ไทกอดกรอบรูปแน่นแล้วร้องไห้ออกมา

“ยกโทษให้เรานะช่อ ยกโทษให้เราด้วย”

กรณ์หลับอยู่ ในภวังค์เขาเห็นร่างของช่อเอื้องเลือนลางพร้อมกับพูดเสียงแผ่วเบา

“ช่วยด้วย.... ช่วยฉันด้วย....”

หมอกดำเข้ามาพันรอบตัวช่อเอื้องแล้วดึงช่อเอื้องให้ห่างออกไปจนลับตา

กรณ์ตะโกนเรียก “ช่อ”

กรณ์สะดุ้งตื่นเฮือกขึ้นมาแล้วพยายามตั้งสติ

“นี่มันอะไรกันแน่”

ภาพตอนที่แพรวมาบอกกรณ์เรื่องช่อเอื้องย้อนกลับมา

“ช่อคงไม่เคยบอกคุณเรื่องแฟนเก่าสิน่ะคะ”

“ทำไมเหรอ แฟนเก่าช่อเกี่ยวอะไรด้วย”

“ช่อไม่เคยลืมแฟนเก่าเค้าเลย และตอนนี้แฟนเก่าช่อกลับมาหา กลับมาคบกันใหม่ได้สักระยะนึงแล้ว”

“เธอพูดจริงเหรอ”

“ชั้นรู้ว่าช่อก็ชอบคุณมากนะ แต่เค้าก็ทำใจลืมแฟนเก่าไม่ได้ ช่อเค้าคงไม่รู้จะบอกคุณยังไง”

“ไม่จริง...ผมไม่เชื่อ”

“ช่อท้องกับแฟนเก่าค่ะ เค้าขอไม่ให้ชั้นบอกคุณน่ะค่ะว่าเขาตั้งใจจะกลับเชียงใหม่คืนนี้หลังจากที่แสดงละครเสร็จ ชั้นก็เข้าใจช่อดีว่าเค้าก็ไม่รู้จะเจอหน้าคุณได้ยังไง”

กรณ์มีสีหน้าสับสน

“ตกลงมันยังไงกันแน่เนี่ย”

อาภาภิรมย์ก้มลงกราบก่อนจะเงยหน้าขึ้นแล้วพบว่าไฟได้ลุกไหม้หัวครูละครทั้งหิ้งจนหมด

“โอ๊ย” อาภาภิรมย์กุมหัวใจแน่นก่อนล้มลงไป

กรณ์ได้ยินเสียงดังโครมคราม

“เสียงอะไรน่ะ”

กรณ์รีบออกไปดู

กรณ์เข้ามาเห็นว่าอาภาภิรมย์ล้มพับอยู่ที่พื้น

“คุณแม่!”

กรณ์รีบเข้าไปหาแล้วประคองแม่ให้ลุกขึ้นนั่ง

“คุณแม่ครับ คุณแม่!”

อาภาภิรมย์ยังมีสติอยู่บ้างจึงพยายามบอกอย่างแผ่วเบา

“แย่แล้วลูก .... แย่แล้ว....”

“เกิดอะไรขึ้นครับคุณแม่”

อาภาภิรมย์พยายามจะบอกแต่ไม่ทันแล้ว เธอค่อยๆ หมดลมหายใจ

“คุณแม่ครับ คุณแม่ คุณแม่!”

ภาพอาภาภิรมย์ในงานศพถูกประดับไว้ด้วยดอกไม้และพวงหรีด แพรวกับไทจุดธูปไหว้ศพ ก่อนจะถอยออกมา คนอื่นๆ เข้าไปไหว้ศพต่อ กรณ์ยืนอยู่ที่หน้างานเพื่อคอยรับแขก เขาชะเง้อคอรอช่อเอื้อง แพรวเข้ามาหากรณ์อย่างรู้ทัน

“ช่อเขาไม่มาหรอกค่ะ ไม่ต้องรอให้เสียเวลา”

“!....เขาบอกคุณอย่างนั้นเหรอครับ”

“ค่ะ พอทราบข่าวฉันก็รีบโทรไปบอกเขาแต่เขาก็ปฏิเสธกลับมา”

“ทำไมล่ะครับ งานศพครูของเขาทั้งที เขามีเหตุผลอะไรถึงจะไม่มา”

“เขาบอกว่าเขาไม่อยากพบคุณน่ะค่ะ”

กรณ์อึ้งไป

“ขอโทษนะคะที่ต้องพูดตรงๆ ..ขอตัวก่อนนะคะ”

แพรวเดินออกไปอีกทาง กรณ์หน้าเสีย

กรณ์พูดเบาๆ “คุณรังเกียจผมถึงขนาดนี้เลยเหรอช่อ”

แพรวเดินมาหาไท ไทยิ้มเยาะอย่างรู้ทัน

“ไปโกหกอะไรเขาอีกล่ะ หมอนั่นถึงกับหน้าเสียเลย”

“ก็เรื่องนังช่อน่ะสิ มันไม่มาก็ต้องมีเหตุผลกันหน่อย แกก็อย่าลืมล่ะ ฉันโกหกไว้ว่าช่อมันไปคืนดีกับแฟนเก่าแล้วก็กำลังตั้งท้องถ้าคุณกรณ์เขามาถามอะไรก็อย่าทำให้ความแตกซะก่อนล่ะ”

“รู้แล้วล่ะน่า”

ไทเหลือบมองกรณ์ กรณ์เดินเข้ามาหา

“เสร็จพิธีแล้วอย่าเพิ่งรีบกลับนะครับ ผมมีเรื่องจะคุยกับพวกคุณ”

กรณ์ยิ้มให้ก่อนเดินไปรับแขกอีกทาง

“มันจะคุยเรื่องอะไร....หวังว่าจะไม่ใช่เรื่องช่อนะ”

กรณ์ ไท และแพรวหลบมาคุยกัน

“คุณแม่อยากให้มีคนสืบทอดละครขอท่านต่อ” กรณ์บอก

“แต่เราไม่มีโรงละครแล้วนี่คะ” แพรวว่า

“เรื่องนั้นไม่ยากหรอกครับ ถ้าจะมีการสืบทอดกันจริงๆ ผมก็พร้อมจะสร้างโรงละครใหม่แทนที่โรงละครเก่า แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่าคุณแม่ท่านต้องการให้ช่อสืบทอดละครของท่านต่อ ไม่ทราบว่าพวกคุณจะช่วยบอกเรื่องนี้ให้ช่อรู้ได้ไหมครับ”

“เรื่องนั้นคงไม่ต้องบอกแล้วล่ะค่ะ” แพรวบอก

“หมายความว่ายังไงครับ”

“ยังไงช่อเขาก็ไม่กลับมาอยู่แล้ว ขนาดงานศพครูทั้งทีเขายังไม่มา เรื่องอื่น อย่าไปหวังเลยค่ะ ช่อเขาตัดเป็นตัดตายกับเรื่องละครแล้วก็เรื่องคุณแล้ว”

กรณ์อึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถาม

“แล้วพวกคุณสนใจจะสืบทอดละครไหมครับ”

“ผมคงไม่เหมาะหรอกครับ” ไทบอก

“ฉันก็คงไม่กล้าหรอกค่ะ ฉันรู้ตัวดีว่าไม่เก่งเหมือนช่อ ไม่ใช่คนที่ครูอยากให้สืบทอดหรอกค่ะ”

“ถ้าพวกคุณไม่ต้องการ โรงละครก็คงเหลือทางเลือกเดียว”

กรณ์เครียด

อ่านต่อหน้า 2

สาปสาง ตอนที่ 6 (ต่อ)

หน้าโรงละครมีป้ายติดไว้ว่า sale แพรวกับไทยืนอยู่ข้างรถที่จอดไว้หน้าโรงละคร ทั้งสองคุยกันเรื่องปิดโรงละคร

“คุณกรณ์ขายที่แล้ว ต่อไปจะทำมาหากินอะไร”

“ได้ข่าวว่าหมอนั่นจะไปเรียนต่อไม่ใช่เหรอ คงไม่กลับมาสนใจเรื่องละครหรอกน่า” ไทบอก

แพรวคิด “ฉันไม่น่าโง่เลย น่าจะรับสืบทอดไป”

“อ้าว ทำไมถึงเปลี่ยนใจซะล่ะ”

“เพราะมันเป็นทางเดียวที่ติดต่อกับคุณกรณ์ได้น่ะสิ”

“หึ คิดว่าเรื่องอะไร ที่แท้ก็เรื่องผู้ชาย ไหนว่าดาราลัยเขาเรียกตัวเธอไปแล้วไม่ใช่เหรอ”

“ก็ทำมันทั้งสองอย่างก็ได้นี่”

“อย่าหาเรื่องดีกว่าน่า ปล่อยให้ทุกอย่างมันเป็นอดีตไปอย่างนี้นั่นแหละดีแล้ว อย่าหาเรื่องใส่ตัว”

แพรวเหลือบตามองไทด้วยสายตาและสีหน้าไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่

กรณ์อยู่ในชุดดำไว้ทุกข์กำลังเก็บเสื้อผ้า ทันใดนั้นเสียงออดหน้าบ้านก็ดัง

“ใคร?...” กรณ์มีประกายตาวูบขึ้นมาอย่างมีหวัง “หรือว่าจะเป็นช่อ”

กรณ์คิดแล้วก็รีบจากห้องไปทันที

กรณ์รีบออกมาดูก็เห็นแพรวรออยู่ กรณ์ชะงักและมีมีสีหน้าผิดหวังเล็กน้อย

“คุณแพรว...”

“ผิดหวังอีกแล้วใช่ไหมคะที่เป็นแพรว...ไม่ใช่ช่อ”

กรณ์พยายามยิ้มให้แต่เลี่ยงไม่ตอบ เขาเปิดประตูรั้วให้แพรว

“เชิญครับ”

แพรวเดินเข้ามาโดยพยายามเฉียดใกล้ชิดกรณ์ แพรวลอบยิ้มอย่างสมใจ

“จะไม่ถามเหรอคะว่าแพรวมาที่นี่ทำไม”

กรณ์ส่งแก้วน้ำส้มให้แพรวรับไป

“ขอบคุณค่ะ”

“ที่ผมไม่ถามเพราะคิดว่ายังไงก็ต้องเป็นเรื่องสำคัญ คุณถึงต้องมา” กรณ์ลงนั่ง “มีเรื่องอะไรเหรอครับ”

“เอ่อ ...เรื่องโรงละครน่ะค่ะ คุณคิดจะปิดจริงๆ เหรอคะ”

“ถึงจะไม่อยากปิดแต่ก็คงต้องเป็นอย่างนั้นน่ะครับ เพราะผมก็จะไม่อยู่แล้ว”

แพรวตกใจ

“เปิดไว้ก็จะไม่มีใครดูแล”

“คุณจะไปไหนเหรอคะ”

“เรียนต่อที่อังกฤษครับ คงไม่ได้กลับจนกว่าจะเรียนจบ หรือถ้าเรียนจบแล้วได้งานดีๆ ที่นั่น ก็คงอยู่ต่อเลย”

แพรวอึกอักไปเพราะผิดแผน กรณ์สังเกตสีหน้าผิดปกติของแพรวจึงถามขึ้น

“มีอะไรรึเปล่าครับ”

“เอ่อ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ คือว่าจริงๆ แล้ววันนี้ก็แค่จะแวะมาเยี่ยมคุณน่ะค่ะ ครูเพิ่งเสีย กลัวคุณจะเศร้าแล้วไม่มีใครอยู่เป็นเพื่อน”

“ขอบคุณน่ะครับ แต่ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องจัดการก่อนจะบิน”

แพรวเสแสร้งยิ้มแต่ในใจแอบเซ็ง

ไทกำลังเก็บของอยู่ แพรวนั่งอยู่บนเตียงพลางช่วยเก็บของอย่างไม่ตั้งใจเท่าไหร่

ไทสังเกตสีหน้าของแพรวที่หงิกมากจึงถามขึ้น

“ทำไมทำหน้าแบบนั้น ไปอารมณ์เสียอะไรมา”

“ก็คุณกรณ์น่ะสิ เขาจะไปเรียนต่อ”

“อ๋อ เธอก็เลยหมดโอกาสได้เจอเขาสินะ”

“อย่ากวนประสาทได้ไหม คนยิ่งอารมณ์ไม่ดีอยู่”

“ถ้าหมอนั่นไม่อยู่ แล้วเธอจะทำยังไงต่อไป”

“ทำยังไงก็ได้ให้เขาไม่มีวันลืมฉัน ไม่มีนังช่อแล้ว คุณกรณ์ต้องเป็นของฉัน...ของฉันคนเดียว”

ไทมองแพรวแล้วส่ายหน้า

“ว่าแต่แกเถอะ ตั้งใจจะไปอยู่บ้านนอกถาวรเลยหรือไง” แพรวถาม

“ก็คงอย่างนั้น ไม่มีช่อ...ที่นี่ก็ไม่มีความหมายสำหรับฉัน”

อีกาดำบินมาเกาะเหนือหลุมศพของช่อเอื้อง

ช่อเอื้องพยายามจะหาทางออกแต่ก็หาไม่ได้

“ทำไมต้องทำแบบนี้..... ทำไมทำกับฉันแบบนี้”

ช่อเอื้องทรุดลงนั่งก่อนจะฟุบหน้าร้องไห้ด้วยความเศร้าโศกเสียใจ เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้นแล้วสีหน้าก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นแค้น

“หากกูไม่สมในรัก ด้วยเลือดทุกหยด!

ด้วยกายทั้งกาย! ด้วยใจทั้งใจ!

กูจะขอสาปขอแช่ง! วันใดพวกมึงมีรัก

อย่าให้พวกมึงได้สมรัก! อย่าให้มึงได้สมสู่!

อย่าให้มึงได้ครองคู่! ขอฟ้าขอดินพรากมึงจากกัน!

ตราบชั่วฟ้า ชั่วนิรันดร์!!”

สามปีต่อมา ซากโรงละครที่เหลือจากไฟไหม้รกร้างและเต็มไปด้วยเถาไม้เลื้อยปกคลุม ชายคนหนึ่งมายืนถ่ายรูปรอบๆ

อ่านต่อหน้า 3

สาปสาง ตอนที่ 6 (ต่อ)

สาปสาง ตอนที่ 6 (ต่อ)
กำลังโหลดความคิดเห็น...