xs
sm
md
lg

เวียงร้อยดาว ตอนที่ 1

เผยแพร่:

เวียงร้อยดาว ตอนที่ 1

ปี พุทธศักราช 2507 ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมดา ซึ่งมีที่ครอบดวงตาทั้งสองข้าง หลังการผ่าตัด กำลังนั่งอยู่บนวีลแชร์ที่พยาบาลเข็นไปอย่างช้าๆ ตามทางเดิน ต่อเนื่องเข้าไปยังห้องจักษุแพทย์

หมอโรเบิร์ตที่รออยู่ในห้อง เปิดที่ครอบดวงตาของเมดาออก พูดภาษาอังกฤษกับหล่อนว่า
“ขออนุญาตนะครับ…หมอจะแกะผ้าปิดตาแล้วนะครับ พร้อมนะ”
พยาบาลขยับไปยืนข้างๆ ขณะใบหน้าเมดาค่อยๆ ถูกแกะผ้าที่ปิดตา พร้อมๆ กับเหตุการณ์ในอดีตก็หวนย้อนกลับมาในห้วงคิดของเธอ

ในตอนนั้น รถยนต์ของดิลกแล่นฝ่าไปบนพื้นถนนที่เจิ่งนองด้วยน้ำ เนื่องเพราะหิมะเริ่มละลายทำให้ถนนลื่นมาก รถของเขาฝ่าไปในความมืด มุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลด้วยความเร็ว เพื่อไปดูใจร้อยดาวที่กำลังจะสิ้นใจด้วยโรคหัวใจ
ดิลกขับรถด้วยความเร็วเพื่อไปให้ทัน จันทร์ฉายนั่งอยู่ด้านข้าง ส่วนเมดานั่งอยู่ที่เบาะหลัง ทั้งสามมีสีหน้าร้อนใจและเป็นห่วงร้อยดาว ที่กำลังอาการหนักด้วยโรคหัวใจ
รถยนต์ของดิลกเสียหลักแล่น สไลด์ไปตามพื้นถนนที่ลื่นมากจนหลุดโค้งแล้วพลิกคว่ำ ทั้งสามหวีดร้องด้วยความตกใจสุดขีด
“อ๊ายย !!”
รถพลิกไปปะทะอะไรบางอย่างเต็มแรงจนกระทั่งได้ยินกระจกหน้ารถแตกละเอียดดังเปรี้ยง


บุรุษพยาบาลเข็นเตียงคนเจ็บไปอย่างรวดเร็ว เมดาซึ่งประสบอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำนอนอยู่บนเตียง มีบาดแผลถลอกปอกเปิดทั้งตัวของเธอ เศษกระจกพุ่งเข้าตาจนเลือดไหลอาบทั้งสองข้าง อาการวิกฤติ ใบหน้าของเมดาเหยเกเพราะเจ็บปวด
บุรุษพยาบาลเข็นเตียงคนไข้ของเมดาเข้าไปยังห้องผู้ป่วยฉุกเฉิน คณะศัลยแพทย์และนางพยาบาลวิ่งกันวุ่นเพราะเธอต้องเข้ารับการผ่าตัดดวงตาเป็นการเร่งด่วน
ดวงไฟสำหรับการผ่าตัดดวงตาภายในห้องผ่าตัดฉุกเฉินสว่างพรึบขึ้น เมดานอนอยู่บนเตียงผ่าตัดเพื่อรับการผ่าตัดดวงตาอย่างเร่งด่วน
เมดามองย้อนแสงที่จ้า มองเห็นทีมแพทย์เบลอมาก จนแทบจะไม่ชัดเจนว่าเป็นภาพอะไร


ภาพอดีตเลือนหายไป เมดาถูกแกะผ้ากอซที่ปิดดวงตาชั้นในออกเรียบร้อยแล้ว นั่งอยู่กับหมอโรเบิร์ต
“ทีนี้ค่อยๆ ลืมตาขึ้น...ช้าๆ...อย่างนั้น...ดีมากเอาล่ะ... บอกหมอซิ...ว่าเห็นอะไรบ้าง?”
“ฉันเห็น...”
เมดาพบว่าตัวเองอยู่ในความมืด และเห็นเพียงร่างของ เวียงแก้ว ในชุดขาวโพลนแต่ยังเห็นหน้าไม่ชัด รอบข้างเหมือนมีหมอกจางๆ
ทันทีที่เมดากะพริบตา ภาพเวียงแก้วก็หายวับไป
เมดาเห็นใบหน้าหมอและพยาบาลเบลอมากเนื่องจากตาของเธอยังสู้แสงได้ไม่ดี
“คุณหมอ...พยาบาล...” เมดาพูดออกมา
“ดูซิ...หมอชูกี่นิ้ว” โรเบิร์ตชูห้านิ้ว
“ห้าค่ะ”
“ลองยื่นมือออกมา แล้วจับมือหมอไว้”
เมดาค่อยๆยื่นออกมาจับมือหมอโรเบิร์ตได้อย่างถูกต้อง หมอโรเบิร์ตหันไปยิ้มพอใจกับพยาบาล เพราะการผ่าตัดดวงตาครั้งนี้เสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์ ในขณะที่เมดายังไม่ชินกับดวงตาหลังการผ่าตัด


หมอโรเบิร์ตกำลังตรวจเช็คดวงตาของเมดาเป็นครั้งสุดท้ายผ่านจอสแกนดวงตา
“ดูท่าทางจะโอเคนะ... ฟื้นตัวได้ดีมาก เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
“แสบตานิดหน่อยค่ะ” เมดาบอก
หมอโรเบิร์ตเอาไฟฉายส่องที่ดวงตาของเมดา
“เรื่องปกติครับ อีก2-3 วันก็หาย ทางกายภาพเป็นปกติดี ร่างกายคุณไม่ได้ปฏิเสธเนื้อเยื่อกระจกตาของผู้บริจาค ยินดีด้วยนะครับ” หมอโรเบิร์ตยิ้มให้เมดา
เมดาไม่ดีใจสักเท่าไรนัก สีหน้าของเธอยังคงเปี่ยมด้วยความเศร้าโศกเสียใจต่อการจากไปของดิลกและจันทร์ฉาย


รูปภาพของดิลกและจันทร์ฉาย ผู้เป็นบิดามารดาประดับอยู่บนหิ้งนั้น เบื้องหน้ามีโกศกระดูกตั้งอยู่ เมดาในชุดไว้ทุกข์กำลังเก็บข้าวของสมบัติส่วนตัวของพ่อกับแม่ ลงหีบใบใหญ่ทีละชิ้นๆ เมดาหยิบอัลบั้มรูปถ่ายของดิลกขึ้นมาดู ซึ่งมีทั้งการ์ดวันคริสมาสต์ที่เธอเคยทำให้พ่อตอนเด็กๆ มีรูปเธอตอนเป็นเด็กๆ และรูปถ่ายคู่กันระหว่างดิลกกับจันทร์ฉายตอนหนุ่มๆ ที่รักกันมาก เมดาพลิกย้อนดูไปเรื่อยๆ เธอมองดูรูปถ่ายแต่ละใบแล้วยิ้มทั้งน้ำตา
เมดาพลิกหลังรูปถ่ายคู่ระหว่างดิลกกับจันทร์ฉายที่ถ่ายที่วัดเจดีย์คีรีวิหาร ซึ่งเป็นวัดศิลปะล้านนา ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ มีข้อความที่เขียนด้วยลายมือของดิลกว่า “ชีวิตคือการเดินทาง... อยู่ไหน ก็ไม่สุขใจเหมือนบ้านเรา”
เมดาพูดกับโกศกระดูกที่อยู่บนหิ้ง
“ไม่ต้องห่วงนะคะ หนูสัญญาว่าจะพาพ่อกับแม่กลับบ้านเอง”
เมดาเอาอัลบั้มรูปใส่รวมกับสมบัติต่างๆ ที่อยู่ในหีบ
เสียงเวียงแก้วที่ดังแผ่วมากๆ คล้ายเสียงสายลมที่พัดในหุบเขาดังขึ้นพร้อมๆกับผ้าม่านที่หน้าต่างซึ่งอยู่ๆก็พัดพลิ้วคล้ายมีลมเย็นๆ วูบหนึ่งพัดเข้ามาทางหน้าต่างซึ่งปิดสนิท
“ร้อยดาว...”
เมดาหันขวับอย่างรวดเร็วจนมือปัดไปโดนตั้งหนังสือที่วางซ้อนๆกันอยู่บนโต๊ะทำงานของดิลกตกลงพื้นกระจายเกลื่อน เมดาไม่เห็นใครก็นึกว่าตัวเองหูฝาด
“หรือว่าเราหูฝาด?”
เมดาก้มลงเก็บหนังสือที่พื้นแล้วก็เจอกับสมุดไดอารี่เล่มหนึ่งที่รวมอยู่ในกองนั้น เธอหยิบไดอารี่ขึ้นมาเปิดดูผ่านๆ จึงรู้ว่าเป็นไดอารี่ของดิลกเนื่องจากจำลายมือของดิลกได้
“ไดอารี่ของพ่อ?”

เมดารู้สึกสนใจใคร่รู้เรื่องราวในสมุดไดอารี่ของพ่อตัวเอง
เมดาอยู่ในชุดนอนนั่งอ่านสมุดไดอารี่ของพ่อ ที่หน้ากระจกกรอบหลุยส์บานใหญ่ เธอเห็นข้อความในสมุดไดอารี่ที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ ของดิลกเป็นภาษาอังกฤษ

“วันนี้ ร้อยดาว ลูกสาวสุดที่รักของฉันที่เพิ่งอายุครบ 2 ขวบเมื่อ 2 วันที่แล้ว เรียก พ่อ เป็นครั้งแรก”
เมดาอ่านแล้วก็อดที่จะอมยิ้มไม่ได้ เธอก้มหน้าอ่านสมุดไดอารี่ต่อไป
“จันทร์ฉายอยากจะลืมเรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นที่บ้านบดินทร์ธรให้หมด บางอย่างที่เป็นความลับ ก็ควรปล่อยให้เป็นความลับตลอดไป”
“เกิดอะไรขึ้นที่บ้านบดินทร์ธร ? แล้วอะไรที่เป็นความลับ?” เมดาอยากรู้ขึ้นมา
เมดารีบอ่านไดอารี่ต่อไปด้วยความสงสัย
“พี่ปกรณ์ไม่ต้องเป็นห่วง ฉันกับจันทร์ฉายตั้งใจไว้ว่าจะรักและเลี้ยงดูร้อยดาวให้ดีที่สุด เหมือนกับลูกแท้ๆของตัวเอง”
เมดาสะดุด “ลูกแท้ๆ... หมายความว่ายังไง? หรือว่า...”
เมดาตกใจมากเมื่อรู้ว่าอะไรเป็นอะไร
ทันใดนั้น หยดน้ำหยดหนึ่งก็หยดลงมาที่หน้าสมุดไดอารี่ตรงคำว่า “ลูกแท้ๆ” ทำให้รอยปากกาหมึกซึมกระจายเป็นดวง เมดาเงยหน้าขึ้นมองบนเพดานเพราะเข้าใจว่าคงมีรอยทำให้น้ำหยดลงมา เธอจะก้มลงอ่านไดอารี่ต่อ
เสียงเวียงแก้วก็แว่วมาอีก “กลับบ้านน”
กระจกเบื้องหน้าเมดามีเงาสะท้อนร่างของเวียงแก้วขาวโพลนยืนอยู่ข้างหลังเมดา เมดารีบหันกลับไปมองทันทีด้วยความตกใจแต่ร่างเวียงแก้วก็หายไปแล้ว
เมดาเอามือกุมดวงตาเพราะเข้าใจว่าเป็นเพราะดวงตาที่เพิ่งรับการผ่าตัดมาทำให้เธอตาฝาดไป เมดาปิดสมุดไดอารี่วางไว้ที่หน้ากระจก ก่อนจะเดินมาที่เตียงแล้วทิ้งตัวลงนอน เมดาเอื้อมมือไปปิดโคมไฟที่หัวนอน


ดวงจันทร์สลัวลาง เมฆทะมึนเคลื่อนผ่านไปทำให้บรรยากาศดูน่ากลัว เมดากำลังหลับสนิทอยู่ใต้ห่มผ้านวมผืนใหญ่ ผ้านวมคล้ายค่อยๆถูกลากลงไปจากตัวเมดาอย่างช้าๆ เมดาพลิกตัวแต่ยังไม่ตื่น เสียงเวียงแก้วร้องไห้สะอึกสะอื้นดังขึ้นทำให้เมดารู้สึกตัว
เมดาลืมตาขึ้น เสียงร้องไห้ยังคงดังอยู่ต่อเนื่อง เมดาเหลือบไปมองที่ปลายเตียงก็เห็นร่างๆหนึ่งนั่งร้องไห้อยู่ที่ปลายเตียง
“ใครน่ะ?”
เวียงแก้วในชุดขาวโพลนค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาด้วยน้ำตานองหน้า
“ร้อยดาว... กลับมา...”
“คุณเป็นใคร?”
“แม่เอง...”
เมดาแปลกใจ “แม่?”
“กลับมา...กลับมาหาแม่... กลับมา”
ทันใดนั้น ร่างของเวียงแก้วก็คล้ายถูกกระชากไปอย่างแรง จนหายกลืนไปกับความมืดมิด


เมดาตกใจจนสะดุ้งตื่นขึ้น ทำให้พบว่าทั้งหมดเป็นแค่ความฝัน!
“ฝันเหรอ?”
เมดากุมขมับเพราะปวดหัวหน่วงๆ ขึ้นมา


เมดาล้างหน้าที่อ่างล้างหน้าในห้องน้ำ เธอเอานิ้วเบิกดวงตาของตัวเองดูว่ามีอะไรผิดปกติในดวงตาหรือไม่ เมดาแปลกใจเมื่อเห็นอะไรบางอย่างอยู่ในดวงตา เธอค่อยๆยื่นหน้าเข้าไปหากระจก
ภาพสะท้อนของเวียงแก้วในชุดขาวอยู่ในกระจกแก้วตา เมดาตกใจ เธอกระพริบตาทำให้ภาพเวียงแก้วหายวับไป เมดารู้สึกสับสนว่าดวงตาของตัวเองน่าจะมีอะไรผิดปกติ


เมดารูดผ้าม่านให้แดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดเข้ามาทางหน้าต่าง สมบัติต่างๆของดิลกและจันทร์ถูกเก็บลงในหีบเรียบร้อยแล้ว เมดามองไปยังรูปถ่ายของพ่อกับแม่ที่อยู่ใกล้กับโกศแล้วยิ้มจางๆให้ เมื่อเธอหันกลับมาก็แปลกใจที่เห็นซองจดหมายสอดอยู่ที่ช่องว่างใต้ประตู
เมดาก้มลงหยิบขึ้นมาดูก็เห็นว่ามันจ่าหน้าซองเป็นภาษาอังกฤษถึงร้อยดาว เมดาแปลกใจ เธอเลื่อนสายตาไปดูตรงชื่อผู้ส่งที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษ และประทับตราจากเมืองไทย
เมดาสะกดชื่อ “ทวีป ยุติธาดา? ส่งมาจากเมืองไทย”
เมดารีบแกะจดหมายออกอ่านทันทีด้วยความอยากรู้ พออ่านจบเธอก็ตกใจ
“จดหมายเรียกให้ไปฟังการเปิดพินัยกรรมของคุณ..ปกรณ์ บดินทร์ธร”
เมดาเงยหน้าจากจดหมายด้วยสีหน้างุนงงสุดขีด


ในเวลาต่อมา มาร์คมีสีหน้าตกใจเมื่อฟังสิ่งที่เมดาเล่าให้ฟัง หลังจากที่ทั้งคู่นั่งคุยกันอยู่ในร้านกาแฟ
“อะไรนะ! ยูจะกลับเมืองไทย For what? กลับไปทำไม? ในเมื่อทุกคนก็ตายไปหมดแล้ว”
“อย่างน้อยฉันก็ต้องเอากระดูกพ่อกับแม่กลับไปทำบุญที่เมืองไทย” เมดาบอก
“แต่ที่โน่น ยูไม่รู้จักใครเลยสักคน”
เมดาหนักใจที่จะเล่า “มีบางอย่างเรียกร้องให้ฉันกลับไปที่นั่น”
“อะไร?”
“ฉันก็ไม่รู้จะอธิบายยังไง” เมดาหนักใจที่จะเล่า “มาร์ค! ตั้งแต่ผ่าตัดเปลี่ยนดวงตา ก็มีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นกับฉัน ฉันไม่รู้ว่ามันคืออะไร”
“ยูใจเย็นๆ น่า บางทีอาจจะเป็นผลข้างคียงจากการรักษาก็ได้”
“ฉันเองก็อยากจะเชื่ออย่างนั้นนะ มาร์ค แต่ถึงยังไง ฉันก็ต้องกลับไป”

เมดาสีหน้ามุ่งมั่นจะกลับไปค้นหาความจริงที่เมืองไทยให้ได้
เครื่องบินของสายการบินไทยลงแลนดิ้งที่สนามบินดอนเมือง เมดาลากกระเป๋าเดินทางออกมาจากประตูผู้โดยสารขาเข้า ผู้คนที่มายืนรอรับญาติสนิทมิตรสหายชูป้ายกันสลอน

เมดาซึ่งสวมแว่นกันแดดสีดำมองหาป้ายชื่อตัวเองแต่ไม่พบ เธอจึงเดินผ่านปรมัตถ์ที่ยืนชะเง้อชูป้ายชื่อเมดาไปในระยะเผาขน
เมดานึกขึ้นมาได้ “เฮ้ย”
เมดานึกขึ้นได้ว่าเป็นชื่อตัวเองก็รีบถอดแว่นแล้วรีบวิ่งถอยกลับมาอ่านป้ายชัดๆ เมดาถามปรมัตถ์เพื่อความแน่ใจ
“คุณทวีป ยุติธาดา หรือเปล่า ?”
“ผมชื่อปรมัตถ์”
“อ้าว ! ไม่ได้ชื่อทวีปเหรอ ?”
“ทวีปน่ะ ชื่อคุณพ่อผม ทำไมเหรอครับ ?”
“งั้นคุณก็มารับฉันน่ะสิ”
ปรมัตถ์เห็นเมดาเต็มตัวแล้วก็อึ้งไป
“คุณคือ... คุณหนูร้อยดาว ?”
เมดาพยักหน้ารับ
“จะไปกันหรือยังล่ะ ฉันอยากเห็นบ้านเต็มแก่แล้ว” เมดาว่า
ปรมัตถ์จะเข้าไปช่วยเมดาหิ้วกระเปาเดินทาง
“ผมช่วยครับ”
“ไม่เป็นไร... It’s O.K.”
“เอาสัมภาระมาแค่นี้เองหรือครับ”
“ขี้เกียจแบกมาน่ะ ขาดเหลืออะไรค่อยหาซื้อเอาข้างหน้า”
เมดาพูดจบก็เดินไปอย่างไม่แคร์ ปรมัตถ์แปลกใจคาแรคเตอร์เด็กนอกของเมดาเป็นอย่างมาก


เมดาซึ่งนั่งอยู่ที่เบาะหลังกำลังกินแซนด์วิชรองท้อง ข้างๆมีกระเป๋าหนังสีน้ำตาลที่ใช้ใส่สมุดไดอารี่ และโกศอัฐิอยู่ข้างใน
“นาย...” เมดาพยายามนึก “ปอ...ปอ... เอ๊ะ ! นายชื่อปออะไรนะ ?”
ปรมัตถ์ที่นั่งข้างปั้น คนขับรถหันมาตอบ
“ปรมัตถ์ครับ”
“อ่อ... จำได้ละ แล้วนายล่ะ ?” เมดาหันไปถามปั้น
ปั้นยิ้มให้เมดาผ่านกระจกส่องหลัง
“ผมชื่อปั้น เป็นคนขับรถให้คุณท่านมา 30 ปีแล้วครับ”
เมดายิ้มให้พลางคิดในใจว่าปั้นอยู่มานานคงต้องรู้อะไรดีๆแน่ๆ
“คุณท่านที่นายพูดถึงนี่ใครกัน ใช่คุณพ่อหรือเปล่า” เมดาถาม
“ไม่ใช่ครับ ผมหมายถึงคุณท่านดำรง บดินทร์ธร คุณปู่แท้ๆของคุณหนู...อย่าบอกนะครับ ว่าคุณหนูจำคุณท่านไม่ได้”
“แหม...จะให้เด็ก 2 เดือนจำอะไรได้ แถมเรื่องยังผ่านมาตั้ง 25 ปี ฉันไม่ได้มีญาณทิพย์นะนายปั้น” เมดาพูดติดตลกแล้วรีบเปลี่ยนเรื่อง “แล้วอีกนานมั้ยเนี่ยกว่าจะถึง”
“ถ้านั่งรถไปเรื่อยๆ ก็ประมาณ 8 ชั่วโมงครับ” ปรมัตถ์บอก
“8 ชั่วโมง !!!! ฉันขึ้นเครื่องจากอังกฤษกว่าจะบินมาถึงเมืองไทยก็ปาเข้าไป 36 ชั่วโมงแล้ว ยังต้องมานั่งทรมานสังขารต่อในรถยนต์จนก้นแฉะอีกตั้ง 8 ชั่วโมง โอ้มายกอด!”
เมดาเอนหลังพิงไปกับเบาะเพราะฟังแล้วเพลีย


รถยนต์ที่เมดานั่งเลี้ยวเข้าไปในโรงแรมหรู ปรมัตถ์พูดขึ้นมา
“คุณหนูเดินทางมาเหนื่อยๆ คงจะเพลีย... คืนนี้เราจะพักกันที่นี่ก่อน ผมติดต่อจองห้องพักสำหรับคุณหนูให้แล้ว”
เวลาผ่านไป ปรมัตถ์เดินมาส่งเมดาที่ห้องพัก พนักงานโรงแรมชายหิ้วกระเป๋าเข้ามาให้
“ถามจริงๆเถอะ บ้านฉันเนี่ย มีถนนตัดผ่านมั้ยต้องขึ้นหลังช้างด้วยหรือเปล่า” เมดาถาม
“บ้านบดินทร์ธรของคุณหนูไม่ได้ทุรกันดาร ขนาดนั้นหรอกครับ... รถยนต์เข้าถึง” ปรมัตถ์บอก
“โล่งอกไปที... ฉันนึกว่าต้องขี่ช้าง ล่องแพไม้ไผ่ ผจญภัยแอดเวนเจอร์เหมือนในหนังโฆษณาเที่ยวเมืองไทยซะอีก”
ปรมัตถ์อดที่จะขำในความไม่ประสีประสากับเมืองไทยของเมดาไม่ได้ จนต้องกลั้นหัวเราะ
“เออ! แล้วคืนนี้นายนอนกันที่ไหน?” เมดาถาม
“ผมกับนายปั้นพักอยู่ห้องข้างๆนี่แหละครับขาดเหลืออะไร คุณหนูเรียกผมได้ตลอด 24 ชั่วโมง”
เมดาพยักหน้าแล้วยิ้มให้ปรมัตถ์แทนคำขอบคุณและประทับใจในความเป็นสุภาพบุรุษของเขา


เมดาที่อยู่ในชุดนอนนั่งอ่านไดอารี่ของพ่อบนเตียงเพื่อที่จะหาข้อมูลต่อ
“เวลาที่อังกฤษผ่านไปไวมาก...ฉันอยากให้พี่ได้เห็นร้อยดาวสักครั้ง เธอเป็นเด็กสาวที่น่ารัก ยิ่งโต ก็ยิ่งเหมือนเวียงแก้ว”
เมดาสงสัย “เวียงแก้ว? ใคร?”
ทันใดนั้นก็มีเสียงเวียงแก้วดังขึ้นเบาๆ คล้ายกระซิบอยู่ที่ข้างหูของเมดา
“แม่เองง....”
เมดาหันขวับไปมองแต่ก็ไม่เห็นใคร
เมดาสลัดความสงสัยแล้ววางไดอารี่ไว้ที่หัวนอน ก่อนจะเอนตัวตัวลงนอน เมดาเห็นภาพห้องพักของตัวเองค่อยๆหลอมละลายกลายเป็นภาพห้องนอนของเวียงแก้วในเวียงร้อยดาวแบบไม่ค่อยชัดนัก
เมดาสะดุ้งแล้วยันตัวขึ้นมองอย่างไม่เชื่อสายตา แต่ภาพนั้นได้หายวับไปแล้ว
เมดาขยี้ตา “นั่งเครื่องนานๆ สงสัยจะเจ็ตแล็ก...เลยป้ำๆเป๋อๆ”
เมดาทิ้งตัวลงนอนแล้วดึงผ้านวมขึ้นมาห่มก่อนจะหลับตาลง เงาสะท้อนในกระจกเป็นร่างของเวียงแก้วในชุดขาวโพลนลางๆ ที่กำลังยืนมองเมดาอยู่ข้างเตียง

คล้ายต้องการจะสื่อสารอะไรบางอย่างกับเธอ
เช้าวันต่อมา เมดานั่งรับประทานอาหารเช้ากับปรมัตถ์ที่ล็อบบี้โรงแรม

“ฉันเพิ่งรู้ว่าพ่อดิลกเป็นน้องชายคนละแม่กับคุณปกรณ์” เมดาบอก
“พอคุณหนูอายุได้ 2 เดือน คุณดิลกกับคุณจันทร์ฉายก็รับคุณหนูไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมที่อังกฤษ และไม่เคยกลับมาเมืองไทยอีกเลย”
“แล้วคนที่ชื่อ...เวียงแก้วนี่ใคร ?” เมดาถาม
“คุณเวียงแก้วเป็นคุณแม่แท้ๆของคุณหนู เธอเป็นภรรยาอีกคนของคุณปกรณ์”
“อีกคน ? หมายความว่ายังไง คุณเวียงแก้ว เอ่อ...คุณแม่ของฉัน...ท่านเป็นภรรยาคนที่ 2 เหรอ? แล้วภรรยาคนแรกตายไปนานหรือยัง ?”
“ไม่มีภรรยาคนไหนเสียชีวิตทั้งนั้นครับ คุณปกรณ์มีภรรยาทั้งหมด 4 คน”
“โอ้มายก็อด! ตั้ง 4 คน อยู่เข้าไปได้ยังไง? แล้วคุณแม่ของฉันล่ะ เป็นภรรยาคนที่เท่าไหร่?”
เมดาฟังแล้วตกใจเพราะไม่อยากจะเชื่อหูว่าพ่อตัวเองเจ้าชู้ถึงขนาดมีภรรยาตั้งสี่คน


ปรมัตถ์เช็คเอาท์เสร็จ เขากับเมดาก็เดินต่อเนื่องเพื่อออกไปด้านหน้าของโรงแรม
“ภรรยาของคุณปกรณ์ มีคุณเต็มเดือน... คุณจงจิตร...คุณสร้อยฟ้า... แล้วก็คุณแม่ของคุณหนู... คุณเวียงแก้ว” ปรมัตถ์เล่าต่อ
“แม่เวียงแก้วของฉัน เป็นภรรยา ตั้งคนที่สี่เลยเหรอ” เมดาตกใจ
“ครับ...แต่ก็เป็นภรรยาที่คุณปกรณ์รักมากที่สุด น่าเสียดายที่...”
ปรมัตถ์หยุดเล่ากะทันหันเพราะนึกขึ้นได้ว่าไม่ควรพูดเรื่องนี้
“เสียดายอะไร ? เกิดอะไรขึ้นกับแม่ฉัน ? แล้วคุณพ่อปกรณ์ล่ะ เป็นอะไรตาย ?”
ปั้นขับรถมาจอดเทียบที่ด้านหน้าโรงแรมที่ทั้งสองยืนรออยู่พอดี
“นายปั้นมาพอดี... เราไปกันต่อเถอะครับ”
เมดายังคาใจเรื่องที่ปรมัตถ์เล่าให้ฟัง



รถแล่นผ่านถนนชนบทคดเคี้ยวและขรุขระสะเทือนเป็นลูกคลื่นขึ้นๆลงๆ ฝุ่นจากดินลูกรังสีแดงคลุ้งตลบ สองข้างทางเป็นเรือกสวนไร่นาเขียวขจี
เมดาบ่นอุบ “จะพาฉันไปแดนสนธยาหรือไง เมื่อไหร่จะถึงสักที”
“เลี้ยวข้างหน้าโน่น...” ปั้นลากเสียงยาว “อีกไม่กี่สิบโค้ง ก็ถึง “บ้านของคุณหนู” แล้วครับ”
“งั้นจอดก่อน!”
“จอดทำไมล่ะครับ คุณหนู” ปรมัตถ์ถาม
เมดาพะอืดพะอมสุดขีด
“บอกให้จอดก็จอดเถอะน่า!! จอดๆๆๆ”
รถยนต์ที่เมดานั่งมาค่อยๆชะลอโดยยังไม่ทันจอดสนิทดี รถอีกคันของสิบทิศก็ตามหลังมาไกลๆ เมดาเปิดประตูรถพุ่งพรวดออกไปทันที

ขณะเดียวกัน สิบทิศเห็นเมดาเปิดประตูรถพุ่งออกมาที่ข้างทาง สิบทิศยกมือส่งสัญญาณให้คนขับรถจอดข้างทาง

เมดาโก่งคออาเจียนหมดไส้หมดพุงอยู่ที่พุ่มไม้ข้างทาง ปั้นที่นั่งอยู่บนรถไม่รู้ร้อนรู้หนาว เขาเหยียดยิ้มเล็กๆแบบดูถูก ปรมัตถ์เข้ามาถามไถ่เมดาด้วยความเป็นห่วง
“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
“ฉันเมารถ” เมดาบอก
ปรมัตถ์ยื่นผ้าเช็ดหน้าให้เมดา
“คุณหนูครับ” ปรมัตถ์ยื่นผ้าเช็ดหน้าให้
ทันใดนั้น สิบทิศก็ยื่นสำลีชุบแอมโมเนียมาให้เมดาด้วยเหมือนกัน สิบทิศอยู่ในชุดคุณชายสุดเนี้ยบ
“แอมโมเนีย... ดมซะ จะได้หายคลื่นไส้”
เมดาลังเลเล็กน้อยก่อนที่จะเลือกหยิบแอมโมเนียจากสิบทิศมาดม
“ขอบใจ”
เมดาดมได้ไม่ทันไรก็อาเจียนพุ่งใส่สิบทิศจนชุดของเขาเลอะเทอะไปหมด สิบทิศมองอย่างเซ็งๆ
“ผมต้องขอโทษแทน....”
พอเห็นปรมัตถ์ สิบทิศก็มึนตึงเพราะจำได้ว่าเป็นลูกชายทนายประจำตระกูลบดินทร์ธร
สิบทิศพูดเสียงเย็นชา “ไม่เป็นไร”
สิบทิศเดินกลับขึ้นรถ ก่อนส่งสัญญาณให้คนขับรถออกรถด้วยสีหน้าเรียบเฉยเย็นชา เมดามองตาม ก่อนจะหันมาถามปรมัตถ์
“เขาเป็นใครน่ะ รู้สึกแย่จัง อุตส่าห์ช่วยฉันแท้ๆ แต่ดันไปแหวะใส่เขา”
“อย่าไปสนใจเลยครับ”
ปรมัตถ์รู้ดีถึงความบาดหมางของทั้งสองตระกูล แต่ไม่อยากจะพูดให้มากความ เมดาสงสัยใคร่รู้


รถของเมดาจอดที่หน้าประตูรั้วบ้านบดินทร์ธรแต่ไม่มีใครเปิดประตู ปั้นบีบแตรดังลากยาวคล้ายจงใจจะแกล้งบังหนั่น บังหนั่นที่กำลังเคลิ้มได้ที่อยู่ในป้อมยามสะดุ้งโหยงลุกพรวดขึ้นมา พร้อมคว้าไม้พลองหมับ
“เปล่าหลับๆ อีนี่จ๋า! ฉันไม่ได้หลับนะจ๊ะนาย”
ปรมัตถ์ไขกระจกลงมายิ้มให้
“ฉันเอง....บังหนั่น”
“โธ่เอ๋ย ! คุณปรมัตถ์นี่เอง อีนี่ฉันตกใจหมดเลยนึกว่าคุณท่านซะอีกนะจ๊ะ นายจ๋า...”
“เปิดประตูที...”
บังหนั่นตาโตแล้วสอดส่ายสายตามองผ่านกระจกเข้าไปในรถตามประสาคนอยากรู้อยากเห็น เขาเห็นเมดานั่งอยู่ที่เบาะหลัง
“อีนี่ ใครมาด้วย?”
“ฉันพาคุณหนูร้อยดาวมาส่ง” ปรมัตถ์บอก
“คุณหนูร้อยดาว!”
“เอ้า! เปิดประตูสักทีสิบัง หรือจะให้ฉันลงไปเปิดเอง ห๊ะ” ปั้นว่า
บังหนั่นกุลีกุจอไปเปิดประตูให้รถของเมดาแล่นผ่านประตูรั้วเข้าไป
บังหนั่นพึมพำเบาๆ “ลูกสาวคุณเวียงแก้วกลับมาแล้ว”

ทันใดนั้นก็มีลมเย็นๆพัดมาวูบหนึ่งจนบังหนั่นขนลุกอย่างบอกไม่ถูก

อ่านต่อหน้า 2
เวียงร้อยดาว ตอนที่ 1 (ต่อ)

เมดาหันไปมองบังหนั่น ที่ยังคงยืนมองโดยไม่ละสายตา

“ใครน่ะ? แต่งตัวประหล๊าด ประหลาด” เมดาถาม
“บังหนั่น... แขกยามประตูใหญ่บ้านบดินทร์ธรครับ” ปรมัตถ์บอก
เมดาพยักหน้าโดยพยายามเรียนรู้
รถแล่นเข้าไปในอาณาจักรอันกว้างใหญ่ไพศาลของบ้านบดินทร์ธร
“Wow! ที่นี่กว้างเท่าไหร่น่ะ?” เมดาถาม
“เฉพาะบริเวณคฤหาสน์ ไม่รวมพื้นที่ทำกิน ก็ 37 ไร่ครับ”
“37 ไร่นี่ กี่เอเคอร์เหรอ ?”
“1 เอเคอร์ประมาณ 2 ไร่ครึ่งเศษๆ อืมมมม... ก็สักเกือบๆ 15 เอเคอร์ครับ”
“15 เอเคอร์ !!! โอ้ มายก็อด !!! ไม่ใช่บ้านแล้ว อย่างนี้ต้องเรียกว่าอาณาจักร”
“คุณท่านดำรงมีที่ทางมากมายเอาไว้ให้ชาวไร่ชาวนาเช่าทำกิน เฉพาะละแวกนี้ นับแล้วก็ร่วมๆ 500 ไร่ ไม่รวมตึกแถว บ้านเช่า และตลาดสดที่อยู่ในตัวเมือง” ปรมัตถ์บอก
เมดาตื่นตาตื่นใจกับความกว้างใหญ่ไพศาลของอาณาจักรบดินทร์ธร

นมแสงกับกระถินยืนต้อนรับเมดาอยู่ด้านหน้าตัวตึก
นมแสงดีใจ “คุณหนูของนมกลับมาแล้ว”
ปรมัตถ์แนะนำนมแสงให้เมดารู้จัก
“นมแสงเป็นคนเก่าคนแก่ของที่นี่ครับ”
“ยินดีต้อนรับกลับสู่บ้านบดินทร์ธรนะคะคุณหนู” นมแสงต้อนรับ
นมแสงน้ำตารื้นคล้ายจะร้องไห้ ส่วนกระถินมีสีหน้าเย็นชาเพราะยังไม่รู้ว่าเมดาจะมาไม้ไหน
“แม่กระถิน ยังไม่รีบช่วยคุณหนูขนข้าวขนของไปเก็บอีก มัวยืนเฉยอยู่นั่นแหละ”
กระถินกระแทกเสียงประชดประชัน “เจ้าค่ะ ! คุณนม”
ปั้นยกกระเป๋าเดินทางเมดาออกจากกระโปรงรถส่งให้กระถิน กระถินจะเอากระเป๋าหนังสีน้ำตาลที่ใส่ไดอารี่ไปเก็บให้ด้วย
“ใบนี้ไม่ต้อง ฉันถือเองได้จ้ะ” เมดาบอก
เมดาเอากระเป๋าใบนั้นมาถือไว้เอง

แลเห็นดาราเรศยืนมองทุกคนอยู่บนหน้าต่างชั้นบน ดาราเรศจดจ้องมายังเมดา ที่ยืนอยู่หน้าตึก
“มันมาแล้วค่ะ คุณแม่! หน้าตาท่าทางอย่างกับเด็กข้างถนน ไม่เห็นจะสวยตรงไหน”สร้อยฟ้านั่งอยู่บนเก้าอี้ชุดภายในห้อง สร้อยฟ้าเอาเล็บที่ทาสีแดงสดขบกันไปมาอย่างว้าวุ่นใจ


ปรมัตถ์สวมหมวกเตรียมตัวจะกลับ นมแสงกับเมดาเดินมาส่งที่รถยนต์ของปรมัตถ์
“คุณทนายจะมาเมื่อไหร่คะ คุณปรมัตถ์” นมแสงถาม
“อีกวัน สองวันนี้แหละครับ คุณนมไม่ต้องเป็นห่วง คุณพ่อฝากมาบอกว่าธุระเรื่องที่เคยคุยกันไว้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของท่านเอง”
นมแสงพนักหน้าแบบคลายห่วง
“หมดหน้าที่ของผมแล้ว งั้นผมลาเลยนะครับ คุณนม”
ปรมัตถ์ยกมือไหว้นมแสง
“อ้าว ! จะไปรีบไปไหนล่ะ ไม่อยู่เป็นเพื่อนฉันก่อนเหรอ” เมดาถาม
“แล้วผมจะกลับมาเยี่ยมคุณหนูใหม่นะครับ”
ปรมัตถ์จำใจต้องขึ้นรถไปทั้งๆที่ยังอยากอยู่ต่อเป็นเพื่อนเมดา


น่านฟ้ากำลังเอากล้องดูดาวส่องดูตึกบดินทร์อยู่ที่ระเบียงด้วยความอยากรู้อยากเห็น สิบทิศเดินเข้าเฟรมมาทางด้านหลังน่านฟ้า
สิบทิศแกล้งกระแอมดังๆ “อะแฮ้มม !”
น่านฟ้าหันกลับมาเห็นสิบทิศก็สะดุ้งเฮือก
“พี่ชาย !!!”
“ทำอะไรน่ะ น่านฟ้า?” สิบทิศถาม
“หญิง... หญิงกำลังดูดาวอยู่ค่ะ ส๊วย...สวย...” น่านฟ้าแก้ตัว
“ดูดาว! ดูดาวตอนกลางวันเนี่ยนะ?”
น่านฟ้าหัวเราะแหะๆ ด้วยความเขินที่แก้ตัวน้ำขุ่นๆ แบบฟังยังไงก็ฟังไม่ขึ้น


สิบทิศตีหน้าขรึมแล้วดุน่านฟ้า
“พี่บอกกี่หนกี่ครั้งแล้วว่าไม่ให้ยุ่งกับคนบ้านนั้น จำไม่ได้หรือไง ชอบทำตัวเป็นพวกถ้ำมองไปได้”
“ไม่จริง...พี่ชายอย่าปรักปรำสิ หญิงไม่ได้มีจิตคิดอกุศลแบบนั้นสักหน่อย ก็แค่อยาก...”
“อยากสอดรู้สอดเห็นเรื่องของชาวบ้านน่ะเหรอ”
“ค่ะ! เอ๊ย! ไม่ใช่ค่ะ ! แหม... หญิงอยากตามล่าหาความจริงเรื่องคนในบ้านบดินทร์ธร ก็แค่นั้น”
“รู้แล้วยังไง? จะลากคอใครเข้าตะรางได้ หรือก็เปล่าเลิกยุ่งกับคนบ้านนั้นเสียที” สิบทิศดุ “นี่เป็นคำสั่ง”
“พี่ชายน่ะอคติ... เพราะเรื่องในอดีตของท่านพ่อใช่ไหมล่ะ ถึงได้พาลโกรธ ไม่ยอมให้หญิงไปสุงสิงกับคนบ้านนั้น ไม่เอาแล้ว หญิงไม่คุยด้วยแล้ว... งอน”
น่านฟ้างอนตุ้บป่องๆ แล้วเดินไป สิบทิศส่ายหัวที่น่านฟ้าไม่รู้จักโตเสียที


นมแสงยกน้ำมะตูมมาเสิร์ฟให้เมดา
“เดินทางมาเหนื่อยๆ ดื่มน้ำมะตูมเย็นๆให้ชื่นใจก่อนค่ะ”
“What? อะไรคือ น้ำมะตูม?”
“ลองชิมดูสิคะ”
เมดาเอาน้ำมะตูมมาดมๆ ก่อนจิบ
“หอม...รสชาติไม่เลว อร่อยดี”
“ถ้าคุณหนูชอบ นมจะทำให้บ่อยๆนะคะ”
นมแสงจ้องหน้าเมดาแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
“สวยเหลือเกินแม่คุณ...ไม่ได้ผิดจากที่นมวาดภาพเอาไว้สักนิด สวยไปคนละแบบกับคุณเวียงแก้ว จะเว้นก็แต่...”
นมแสงจ้องไปยังดวงตาของเมดา
“จ้องอะไรหรือจ๊ะ นม...”
“ปละ เปล่าค่ะ...คุณหนูของนม โตขึ้นเยอะเลยนะคะ สวยด้วย เค้าหน้าเหมือนคุณท่านอย่างกับแกะ”
“หน้าเหมือนคุณท่านงั้นหรือจ๊ะคุณนม” กระถินขำนิดๆ
“ขำอะไร แม่กระถิน”
“เปล่าหรอก...แค่ฉันนึกไม่ออก ว่าผู้หญิงที่สวยเหมือนคุณท่าน หน้าตาจะเป็นยังไง”
กระถินพูดจบก็ลุกขึ้นไปทันที
นมแสงปรายตามองอย่างไม่ค่อยอยากจะต่อปากต่อคำกับกระถิน
“นมจ๊ะ...ช่วยพาฉันไปพบคุณท่าน...เอ่อ...คุณปู่หน่อยสิ”

เมดาตื่นเต้น เพราะอยากเห็นหน้าดำรงขึ้นมาทันที
นมแสงพาเมดาเข้ามาในห้องดำรง ดำรงนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกหันหลังให้อย่างไม่แยแส ดาหลา นางพยาบาลประจำที่อยู่ใกล้ๆ ส่งยิ้มนิดๆ เพื่อทักทายเมดา เมดายิ้มตอบ

“นมแสงมาพบคุณท่านค่ะ” ดาหลาบอก
“ฉันไม่ได้ตาบอดนะ แม่ดาหลา...”
ดาหลาหลุบตาลงต่ำแล้วก้มหน้านิ่ง เมดายืนเก้ๆกังๆ อยู่ภายในห้อง เธออึกๆอักๆ ทำอะไรไม่ถูก
“เอ่อ...คือ... หนู...”
“จะยืนค้ำหัวฉันอีกนานมั้ย ?” ดำรงว่า
เมดาค่อยๆทรุดลงนั่งพับเพียบกับพื้นแล้วก้มลงกราบที่เท้าของดำรง ดำรงรินน้ำชาดอกยี่โถจากกาใส่ลงในถ้วยกระเบื้องเคลือบก่อนจะยกขึ้นจิบ
“กราบเป็นกับเขาด้วยเหรอ ?” ดำรงแขวะ
“อยู่โน่น คุณแม่จันทร์ฉายสอนค่ะ” เมดาบอก
“ไม่ใช่!” ดำรงตวาดแล้วกระแทกไม้เท้าอย่างแรง จนเมดาและดาหลาสะดุ้ง
“จันทร์ฉายไม่ใช่แม่ของหล่อน! รู้หรือเปล่าว่าแม่แท้ๆ ที่เบ่งหล่อนออกมาคือใคร?”
เมดาอึกอัก “เห็นปรมัตถ์... บอกว่า... คุณเวียงแก้วเป็นแม่”
ดำรงหัวเราะในลำคอ “ไอ้ปรมัตถ์มันบอกหล่อน แล้วเจ้าดิลกกับแม่จันทร์ฉายไม่เคยบอกหล่อนเลยหรือไง”
เมดาส่ายหน้าดิกๆ
“พูดกับผู้ใหญ่ใครใช้ให้ส่ายหัว! พ่อแม่หล่อนไม่เคยสั่งไม่เคยสอนหรือไง ถึงได้แสดงกิริยาเป็นลิงเป็นค่างอย่างนี้”
เมดาน้ำตารื้นเหมือนมีอะไรมาจุกที่ลำคอ เมื่อถูกพาดพิงถึงแม่
“เลิกตีหน้าเศร้าเสียที เห็นแล้วรำคาญลูกตา ไหน... เข้ามาใกล้ๆซิ”
เมดาคลานเข่าเข้าไปใกล้ๆ ดำรงเอาปลายไม้เท้าดันคางขึ้นพินิจดวงหน้า
ดำรงจ้องไปยังดวงตาของเมดา พูดเน้นคำ
“เหมือนแม่หล่อนไม่มีผิด”
ดำรงยกน้ำชาขึ้นจิบแล้วเบือนหน้าไม่อยากจะมอง
เมดาพาซื่อ “เหมือนแม่แล้วเป็นยังไงเหรอคะ”
ดำรงแปรสายตาคมกริบมายังเมดา
นมแสงเตือนเบาๆ “คุณหนู...”
ดำรงพูดกับนมแสง “ออกไปได้แล้ว ! ฉันไม่ค่อยอยากเห็นหน้าคนที่แกพามาสักเท่าไร”
ดาหลากับนมแสงมองเมดาด้วยความเห็นใจ
เมดางงเพราะไม่เข้าใจว่าตัวเองพูดอะไรผิดไป


นมแสงพาเมดาเดินไปตามโถงทางเดินที่ยาวเหยียด
“ฉันพูดอะไรผิดเหรอ... นม ?” เมดาถาม
“ไม่ผิดหรอกค่ะ แต่ไม่เหมาะ...เรื่องบางเรื่อง ต่อให้อยากรู้ก็ต้องเก็บไว้ในใจ ไม่ควรถามออกมาค่ะ”
“ทำไมล่ะ ก็ฉันสงสัยนี่”
เมดาเหลือบเห็นหน้าดาราเรศโผล่ออกจากห้องมาแอบมอง พอดาราราเรศรู้ว่าเมดาเห็นก็รีบงับประตูปิดดังปัง !
“นั่นใครน่ะ นม?” เมดาถาม
“คุณดาราเรศ ลูกสาวคนเล็กของคุณสร้อยฟ้า ภรรยาคนที่สามของคุณปกรณ์ค่ะ”
“พาฉันไปรู้จักหน่อยสิ”
นมแสงลำบากใจจนพูดไม่ออก


เมดาเปิดประตูแล้วเดินเข้ามาภายในห้องของสร้อยฟ้า สร้อยฟ้านั่งบนเก้าอี้เยี่ยงนางพญา ดาราเรศที่ยืนอยู่ข้างๆ รอเปิดศึกอยู่ก่อนแล้ว
“หน้าตาก็งั้นๆ ดูไม่มีสุกลรุนช่อง” ดาราเรศว่า
สร้อยฟ้าเหลือบมองเมดาตั้งแต่หัวจรดเท้าแบบเหยียดๆ
“คุกเข่าลง ! อยู่ต่อหน้าฉัน แกจะมายืนตีเสมอไม่ได้” สร้อยฟ้าว่า
“ทำไมต้องคุกเข่าด้วยล่ะคะ” เมดาถามซื่อๆ
“ฉันสั่ง ! แกก็ต้องทำตาม”
เมดายอมทำตามอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
สร้อยฟ้ายิ้มสะใจนิดๆ
“กลับมานี่ แกคงหวังจะได้มรดกของคุณพี่ละสินะ ฝันไปเถอะ! แกนี่มันหน้าด้านหน้าทนเหมือนแม่แกไม่มีผิด เลือดอีขี้ข้าชั้นต่ำจากนังเวียงแก้วมันแรงดีจริงๆ”
เมดาแปลกใจจึงหันไปถามนมแสง
“แม่ฉันเคยเป็น maid ด้วยเหรอ?”
นมแสงนั่งก้มหน้านิ่งเพราะไม่กล้าตอบ สร้อยฟ้ายิ้มสะใจ
“เชื้อไม่ทิ้งแถวจริงๆ แม่เป็นไพร่ ลูกมันก็เป็นไพร่”
เมดาถามซื่อๆ “ไพร่คืออะไร ? คุณเป็นไพร่ด้วยหรือเปล่า ?”
สร้อยฟ้าโกรธจนแทบเต้นเป็นเจ้าเข้า
“ไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้นะ ไป๊”
เมดาอึ้งจนทำอะไรไม่ถูกเพราะไม่รู้ว่าพูดผิดตรงไหน
“หูแตกหรือไง ยังอีก! ออกไป!” ดาราเรศไล่
สร้อยฟ้าโกรธจนตัวสั่น เธอเขวี้ยงปาข้าวของไส่เมดาเพื่อไล่ออกไปจากห้อง
สร้อยฟ้าเรียก “นังกระถิน นังกระถินโว้ย อีนังกระถิน”
กระถินผลุนผลันเข้ามา
“ขา... คุณสร้อยฟ้า...”
“แกรีบไปตักน้ำเอามาล้างตัวเสนียดออกจากห้องฉันเดี๋ยวนี้ ไปสิ!!”
“ค่ะๆๆๆ”
สร้อยฟ้ากับดาราเรศจ้องหน้าเมดาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

เมดาไม่เข้าใจว่าสร
กำลังโหลดความคิดเห็น...