xs
sm
md
lg

คือหัตถาครองพิภพ ตอนที่ 1

เผยแพร่:

คือหัตถาครองพิภพ ตอนที่ 1

งานแต่งงานของ ศรี ลูกสาวคนโตของเจ้าสัวเส็ง และลูกชายเจ้าสัวเต็ง ถูกจัดขึ้นเป็นพิธีจีนแท้อย่างยิ่งใหญ่ เต็มรูปแบบ สินสอดทองหมั้น เงินสดประดามีของฝ่ายเจ้าบ่าว ถูกหาบมาตั้งวางเรียงราย การกั้นประตูเงิน ประตูนาค ประตูทอง เจ้าสาวที่ทุกคนเข้าใจว่าเป็น ศรี คลุมหน้าถูกนำตัวมาส่งให้เจ้าบ่าว

บ่าวสาวเดินถือถาดน้ำชามา ด้านหลังมีการตีฆ้องผ่างๆ ตามด้วยพิธีกรประกาศ
“ต่อไปเป็นพิธีขั่งเต๊ เชิญเจ้าบ่าวเจ้าสาวเสิร์ฟน้ำชาบิดามารดา”
ทุกคนที่รอรับน้ำชานั่งเรียงราย เจ้าบ่าวหล่อเหลาขาวใส เจ้าสาวปิดหน้าไว้ตามธรรมเนียม แต่งตัวงดงามด้วยอาภรณ์สีแดง แต่เวลาเดินกลับส่ายไปมา ดูเก้งก้างเจ้าสัวทั้งสองยิ้มย่องผ่องใส
การแต่งงานครั้งนี้คือการคลุมถุงชนอย่างแท้จริง บ่าวสาวไม่เคยมีการเห็นหน้ากันมาก่อน มีแต่รับรู้ว่าใครเป็นใคร เพราะพ่อของ บ่าว สาว เป็นเพื่อนร่วมน้ำสาบาน
เจ้าสัวเต็งมีคุณนายหนึ่งและคุณนายสอง ขนาบขวาซ้าย ยิ้มแย้มบอก
“ได้ยินว่าลูกสาวของเจ้าสัวเส็งงดงามมาก ดวงตาสดใสเจิดจรัสราวแสงดาว แก้มแดงประหนึ่งดอกท้อ ปากสีชมพูประหนึ่งกุหลาบแรกแย้ม ขอบใจจริงๆที่ยกลูกสาวให้”
เจ้าสัวเส็งเองก็มีคุณนายใหญ่ และคุณนายน้อยประกบขวาซ้าย ยิ้มตอบ
“เจ้าสัวเต็งชมเกินไปลูกสาวเราก็แค่สาวหน้าตาดีทั่วไป แต่เน้นเรื่องการศึกษาที่ล้ำเลิศไม่เป็นรองใคร ทั้งด้านวิชาการและการเป็นแม่บ้าน ต้องขอขอบใจเช่นกันที่มาสู่ขอลูกสาวเรา”
คุณนายของทั้งสองฝ่าย ยิ้มย่องให้กัน ต่างถือพัดสะบัดไปมา ใบหน้าเปื้อนยิ้มตลอดเวลา คุณนายใหญ่หันมาหาคุณนายน้อย
“คุณนายน้อยจ๊ะ ยินดีด้วยที่แม่ศรีลูกสาวเธอได้ดีมีสามีเพียบพร้อมทุกประการ”
คุณนายน้อยยิ้มแย้ม
“ขอบคุณมากค่ะ คุณนายใหญ่ คุณศุกลลูกชายคุณนายใหญ่ก็เพียบพร้อมไม่แพ้ใคร ต้องได้พบคู่ครองที่คู่ควรเช่นกันนะคะ”
“ขอบใจมากจ้ะ เอ๊ะ ศุกลหายไปไหน ทำไมไม่มายินดีกับพี่สาว” คุณนายใหญ่ว่า
คุณนายน้อยกวาดตามองหา พบว่าไม่มีศุกลที่นั่น ก็แปลกใจเช่นกัน

ภายในลำคลองหลังคฤหาสน์เจ้าสัวเส็งเวลานั้น ศุกลขับเรือยนต์ตะลุยมากลางคลอง มีศรีซึ่งควรอยู่ในงานแต่งอันยิ่งใหญ่นั่งมาด้วย หล่อนมีสีหน้ายิ้มแย้มท่าทางสนุกสนานมาก ขณะที่ศุกลดูกังวลหนัก
“ศุกลน้องรัก สักวันพี่จะตอบแทนหาเจ้าสาวแสนสวยแสนดีให้นาย”
“ขอบคุณ แต่ว่าตอนนี้พี่ศรีจะให้ผมพาไปหลบที่ไหน ที่คิดว่าจะรอดพ้นหูตาของคุณเตี่ยของเรา”
“แถวนี้แหละ พี่ขอแค่รอดพ้นพิธีแต่งงานให้ผ่านไปเท่านั้น จากนั้นอะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด ระเบิดลงกลางบ้าน หนักกว่าอเมริกาโดนญี่ปุ่นถล่มเพิร์ลฮาเบอร์” ศรีหัวเราะชอบใจ
“น้อยไปน่ะสิ น่าจะเป็นสหรัฐถล่มฮิโรชิมา นางาซากิประมาณนั้นถามจริง พี่ศรีทำอย่างนี้หลายที ไม่เคยเกรงกลัวคุณเตี่ยโกรธบ้างหรือ”
“กลัวสิ แต่พี่กลัวการมีผัวมากกว่ากลัวคุณเตี่ยโกรธพี่อยากอยู่เป็นโสดจนวันตาย”
“ผู้หญิงต้องมีสามีปกป้องคุ้มครองดูแล”
“พี่ต้องการแค่มีเมี้ยนดูแลคนเดียวเท่านั้น อ้อ...ครูแหม่มอีกคนก็ยิ่งดี”
“พี่ศรี เหลวไหลเป็นไปไม่ได้ เมี้ยนมันเป็นบ่าวจะมาดูแลพี่ได้อย่างไร”
“ได้สิ ถ้าเป็นความต้องการของพี่”
“ครูแหม่มก็เหมือนกัน อีกหน่อยก็ต้องไปจากบ้านเรา เพราะเขาจะมาสอนพี่ศรีไปจนแก่เฒ่าได้อย่างไร แค่สอนมาจนอายุยี่สิบแปดนี่ก็แปลกเต็มทน”
“ครูแหม่มไม่ใช่แค่ครู เป็นทั้งพี่ ทั้งเพื่อน และที่ปรึกษาทางด้านวิชาการของพี่ ส่วนเมี้ยนเป็นอะไรที่ตายแทนพี่ได้”
ศุกลส่ายหน้าระอาพี่สาว สองพี่น้องหัวเราะกันคิกคัก แล้วสองคนก็ต้องตกใจ เมื่อสะบันงา สาวน้อยที่สวยงามเหมือนนางเงือกผมยาวเต็มหลังยืนบนแผ่นกระดานที่แล่นมาในทางเรือกำลังพุ่งมา คลื่นน้ำทำเอาไม้กระดานกระดกไปมา สาวน้อยตกใจมาก
“ว๊าย”
เรือพุ่งใส่ไม้กระดาน สาวน้อยหกคะเมนตกลงไปในน้ำต่อหน้าต่อตาสองคนศรีตะโกน
“หยุดเรือ นายหยุดเรือ”

ในงานแต่งงานบ่าวสาวคุกเข่าตรงหน้าเจ้าสัวเส็ง คุณนายใหญ่ คุณนายน้อย สามคนยิ้มย่อง เจ้าบ่าวเจ้าสาว
รินน้ำชาให้เจ้าสัว คุณนายใหญ่ คุณนายน้อย เจ้าสาวรินน้ำชาหกทุกคนอึ้ง เจ้าสัวเส็งยิ้มเขินๆ คุณนายน้อยอายมาก
“ลูกสาวเราประหม่าเขินอายมาก” เจ้าสัวบอก
ทั้งสามดื่มน้ำชาวางลงบนถาดเสียงประกาศบอกให้บิดามารดาให้พรบ่าวสาว มอบทรัพย์สินเงินทองให้ไปตั้งตัวพ่อแม่โน้มตัวมาให้พร และส่งถุงเงิน ถุงทอง กล่องเครื่องประดับ แผ่นโฉนดที่ดินมอบให้เจ้าสาวพยายามให้เจ้าบ่าวรับเท่านั้น

ในคลองสะบันงาตะเกียดตะกายไปเกาะขอบท่าน้ำไว้ ศรีกับศุกลเร่งเรือเข้าไปใกล้ศรีตื่นตระหนก
“เข้าไปดูสิว่าตายไหม”
“ไม่ตายดอก ดูนั่นสิ”
ศุกลถึงกับตะลึง เมื่อเห็นใบที่สวยใสของสะบันงา
“สวยน่ารักอะไรปานนี้”
ศรีเข้าไปหา
“หนู เราขอโทษ”
สะบันงาส่ายหน้า
“อย่าเข้ามานะ”
“เรามาดูว่าเป็นอะไรมากหรือเปล่า” ศุกลบอก
“ขึ้นมาสิ จะพาไปส่งบ้าน”
สะบันงารีบบอก
“ไม่...ไม่...ไม่ต้อง”
ศรีชักฉุน
“เอ๊ะ เด็กคนนี้ พูดด้วยดีๆ มีเมตตา ยังมาปฏิเสธไม่รู้หรือว่าคลองนี้เป็นของใคร”
“เอ้อ ของท่านเจ้าสัวเส็ง”
“เราสองคนเป็นลูกท่านเจ้าสัว” ศุกลบอก
สะบันงาตกใจ
“ลูกเจ้าสัวเอ้อ...หนู...หนู...”
“ขึ้นมาสิ” ศุกลเรียก
“ขึ้นมา” ศรีย้ำ
สะบันงาส่ายหน้า
“ขึ้นไม่ได้ ไม่กล้าขึ้นค่ะ”
“งั้นฉันลงไปช่วย”
ศุกลทำท่าจะลงไปดึง สะบันงากรีดร้องดังลั่น
“อย่าๆ”
“เป็นบ้าหรือ หรือว่ากลัวผู้ชาย ถ้าอย่างนั้นฉันเอง”
ศรีทำท่าจะไปดึง สะบันงาสะอื้น
“หนูอาย ผ้าถุงหนูหลุดหายไปแล้ว”
ศรีกับศุกลอึ้ง

“อะไรนะ”
สะบันงาน้ำตาไหลพราก ขณะที่ศรีระเบิดหัวเราะดังลั่น

“แก้ผ้า แก้ผ้าอยู่ในน้ำ อยากเห็นจัง เกิดมาไม่เคยเห็นใครแก้ผ้านอกจากตัวเองกับครูแหม่ม ตอนอาบน้ำด้วยกันสมัยเด็กๆ”
ศุกลนิ่งไป ทำอะไรไม่ถูกรีบเอามือปิดตาไว้ แต่ศรีกระหยิ่มยิ้มย่องสะบันงาหวาดหวั่น
“อย่านะคะ”
ศรีหันไปสั่ง
“ศุกลไปหาเสื้อผ้ามาให้เด็กนี่ใส่ ไวไวเข้า”
ศุกลหันเรือออกไปศรียิ้มให้สะบันงา
“ทีนี้ไม่ต้องอาย ผู้ชายไปแล้ว มีแต่เราสองคน”
สะบันงายังส่ายหน้า ศรีจ้องเป๋งไปราวกับจะมองทะลุไปใต้ผิวน้ำ

ในงานแต่ง...บ่าวสาวเสิร์ฟน้ำชาเสร็จแล้ว พ่อแม่ให้ศีลให้พรหมดแล้วเสียงพิธีกรประกาศดังขึ้น
“เชิญเจ้าบ่าวเจ้าสาว เสิรฺฟน้ำชาเหล่าญาติผู้ใหญ่ตามลำดับ”
สองคนคลานเข่าไปหาญาติแก่ๆ เจ้าสาวสะดุดผ้าตัวเองดูซุ่มซ่าม ทุกคนตกใจ มีเสียงอุทานเจ้าสัวเต็งยิ้มแย้ม
“น่ารักจริงๆ เกิดมาคงไม่เคยเข้าใกล้ผู้ชายแปลกหน้านอกจากเตี่ยใช่ไหมคุณนายใหญ่”
คุณนายใหญ่กระซิบคุณนายน้อย
“หนูศรีกระโดกกระเดกเหมือนใครนะ ครูแหม่มเธอก็เรียบร้อยจะตายจริงไหม”
“เหมือนนางเมี้ยนค่ะ คุณนายใหญ่ มันครอบหนูศรีจนอยู่หมัด เชื่อฟังมันมากกว่าอิฉันที่เป็นแม่ด้วยซ้ำค่ะ ไม่เหมือนคุณศุกลของคุณนายใหญ่ดอกค่ะ เธอเรียบร้อย ว่าง่าย”
“ว่าง่ายที่ไหนรายนั้นก็ดื้อเงียบ ดูสิหายหัวกันไปไหน ทั้งนางเมี้ยน ทั้งศุกล”
สองคนบ่นแล้วหันมาดูการเสิร์ฟน้ำชาต่อบ่าวสาวกำลังรับซองจากญาติผู้ใหญ่

ศรีนั่งยิ้มบนกระดานไม้ท่าน้ำ มีสะบันงาเกาะขอบร้องไห้เงียบอยู่ในน้ำ ศรีมองสะบันงาอย่างชอบใจ
“หน้าตาสะสวยนักนะเรา เป็นผู้ชายละก็จะขอแต่งงาน”
สะบันงายิ่งอายมากขึ้นศรีจับคางให้เงยหน้าแล้วก้มลงไปมองสะบันงากลัวๆ
“จะทำอะไรหนูคะ”
“ไม่ทำหรอก แค่อยากทำน่ะ รู้ไหมว่าหน้าตาเราน่าจูบมาก”
สะบันงาตกใจ
“ว๊าย”
“ไม่จูบหรอกน่า แค่บอกว่าอยากจูบเท่านั้น”
ศรีหัวเราะ ศุกล เร่เรือเข้ามา
“มาแล้วผ้าถุงกับเสื้อแล้วก็ผ้าเช็ดตัว สำหรับสาวน้อยตกน้ำ”
“อย่าเข้ามาใกล้หนู” สะบันงาโวย
“เด็กมันอายน่ะ โยนผ้าถุงมาให้พี่สิ นาย”
ศุกล โยน
“รับดีๆนะพี่ศรี”
ผ้าถุงมาไม่ถึงศรี แต่ตกลงไปก่อน ศรีโดดน้ำลงไปว่ายแล้วคว้าผ้าถุงที่ตกน้ำศรีจะใส่ผ้าถุงให้สะบันงาร้องห้าม
“อุ๊ย อย่านะคะ หนู...หนู...”
“อย่าอาย ไม่เป็นไร คิดซะว่านี่คือพี่สาวของเรา แต่งตัวให้เรา อยู่เฉยๆกระดุก กระดิกมาก น้องชายฉันเห็นอะไรอะไรที่หลบอยู่ในน้ำของเราหมดเลยด้วยนะเออ”
สะบันงา จึงเงียบกระอักกระอ่วนใจมาก ศรีว่ายมาใกล้ ตามองสะบันงายิ้ม มองลงไปใต้น้ำเอาหน้ามุดลงไปมองในน้ำแล้วเงยหน้าขึ้นมา
“เออแน่ะ แม่สาวน้อยตกน้ำของนาย ใช่สวยแต่หน้าตา รูปร่าง ยังกับนางงาม เสียแต่ว่ายังไม่โตเต็มที่ อะไรๆมันยังเล็กไปหน่อยเท่านั้นเอง”
สะบันงาอยากจะบ้าตาย อายจนแทบแทรกแผ่นดิน

พิธีการจบแล้ว ทุกคนปลาบปลื้ม เจ้าบ่าวยิ้มย่อง มองเจ้าสาว กระซิบถาม
“เหนื่อยมากไหมจ้ะ น้องศรี”
เจ้าสาวส่ายหน้า แต่แอบเอามือเกาะแข้งขา เจ้าบ่าวมองรู้สึกแปลกๆ
“ทำไมไม่พูดให้พี่ได้ยินเสียงหวานๆ ของน้องศรีสักคำ”
เจ้าสาวส่ายหน้าซ้ำอีก

ในแพของนางพริ้ง...สะบันงานั่งเขินอายม้วนใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว มีศุกลนั่งจ้องหน้าเอาจ้องเอา ไม่วางตาจนศรีสะกิดกระซิบเตือน
“อย่าจ้องเหมือนจะกินเขาขนาดนั้นสินาย เด็กยิ่งอายอยู่ นี่ ชื่ออะไรล่ะเรา”
“สะบันงาค่ะ”
“สะบันงา โอ้โห เพราะเหลือเกิน เพราะเหมาะสมกับความสวย” ศุกลกระซิบศรี
“อยู่กับใครล่ะ” ศรีถามต่อ
“แม่ค่ะ เอ้อ...แม่มาพอดี”
แม่พริ้งไปเก็บผักหญ้ามาทำกับข้าวมาพอดีตกใจเห็นมีใครอยู่ในแพของตน
“มีอะไรกันหรือสะบันงา”
สะบันงาอึกอัก
“หนูเอ้อ...”
ศรีแทรกขึ้น
“ฉันกับน้องชาย ขับเรือมาเกือบชนเอาลูกสาวเธอตายน่ะสิ”
พริ้งตกใจ
“ว๊าย...แม่บอกแล้วว่าอย่าไปว่ายน้ำไกลจากแพ”

“แม่จ๊ะ คุณท่านเธอเป็นลูกสาวท่านเจ้าสัว”
พริ้งรีบทรุดตัวลงไหว้ศรีกับศุกลโดยอัตโนมัติ

“พุทโธ่ ที่แท้ก็ผู้มีพระคุณนี่เอง อิฉันกราบเจ้าค่ะ สะบันงากราบท่านสองคนสิ”
สะบันงายกมือ แต่ศรีจับมือไว้
“แค่ไหว้ก็พอแล้ว ไม่ต้องถึงกราบ ฉันไม่ใช่เจ้าที่เจ้าทาง ไม่ใช่เทวดานี่ นี่ ลูกสาวน่ารักมากนะ แม่...พริ้ง”
พริ้งยิ้ม
“เจ้าค่ะ”
“แม่พริ้ง อยู่ที่นี่มานานแล้วหรือ” ศุกลถาม
“ไม่นานดอกเจ้าค่ะ แม่เมี้ยนแกใจดีไปขออนุญาตท่านเจ้าสัวให้เราสองคนแม่ลูกจอดแพขายของตรงนี้ได้เจ้าค่ะ”
“ตามสบายนะแม่พริ้ง” ศุกลตายังจ้องสะบันงา “เอ้อ ขายอะไรกันบ้าง”
“ก็หม้อชามลามไหดินเผาเจ้าค่ะ กระปุกออมสินดินเผาก็มีเจ้าค่ะ”
ศรีมองศุกลอย่างรู้ใจ
“นายอยากซื้อละสิ แม่พริ้งจ้ะ น้องชาย ฉันอยากซื้อของแต่ ฉันอยากนอนค้างสักคืน จ่ายค่าเช่าที่นอนอย่างงามทีเดียวนะ”
พริ้งหน้าตื่น
“อย่าล้อเล่นสิเจ้าคะที่นี่มันคับแคบ แล้วพวกเราก็นอนกับเสื่อ หมอนก็ไม่มีจะหนุน”
“จะยากอะไร น้องชาย ฉันเขาไปซื้อมาแป๊บเดียวก็มีครบแล้ว ส่วนที่ว่ามันคับแคบ ฉันนอนกับสะบันงาก็ได้ ใช่ไหมสะบันงา”
สะบันงาชะงักกึก
“เอ้อ...แล้วแต่คุณท่านค่ะ”
“ศุกล นายกลับไปซื้อเครื่องนอนให้พี่กับสองคนนี้ แล้วค่อยกลับบ้านก่อนกลับอยากเหมาอะไรก็เหมาไปให้หมดเรือ เหมาของนะอย่าเหมาคน”
“ล้อเล่นหรือเจ้าค่ะ” พริ้งถาม
“พี่สาว ฉันพูดจริง แรงๆแบบนี้แหละแม่พริ้ง เขาขวานผ่าซาก แต่จริงใจมีอะไร ฉันเหมาหมดจริงๆ”
พริ้งดีใจ สะบันงาก้มหน้างุดศรีสบตาน้องชายแบบรู้ทัน
“น้องชาย ฉันเขาเป็นอาเสี่ย”

บริเวณลานหลังคฤหาสน์ของเจ้าสัวข้าวของที่ศุกลเหมามาจากเรือแม่พริ้ง มีหม้อชามลามไหเครื่องปั้นดินเผา กระปุกสารพัดกองเต็มลานสาวใช้ชาวจีนแต่งกายแบบออกจีนๆ เป็นเครื่องแบบ กำลังยืนมองหัวเราะกันคิกคัก คุณนายใหญ่ คุณนายน้อยเดินตามกันมา เห็นของพวกนั้นสะดุดกึก หยุดกระพือพัดในมือ
“อะไรกันนี่ เครื่องปั้นดินเผาสารพัดมากมายก่ายเกลื่อน” คุณนายใหญ่ถามอย่างแปลกใจ
คุณนายน้อยมองข้าวของ
“ราวกับจะมาเปิดร้านขายกันตรงนี้”
สองสาวใช้สะดุ้งโหยงไปยืนเบียดกันคุณนายใหญ่จ้องหน้าคาดคั้น
“บอกมาสิว่านี่อะไร ของใคร กิมเฮียง กิมฮวย”
“ของคุณศุกลเจ้าค่ะ คุณนายใหญ่” กิมเฮียงบอก
คุณนายน้อยพยักหน้าเข้าใจ
“ที่แท้คุณศุกลหายไปซื้อของพวกนี้มานี่เองค่ะ คุณนายใหญ่”
คุณนายใหญ่คิดๆ
“แล้วจะไปซื้อมาทำอะไร บ้านเราไม่ใช้ของพวกนี้”
“เยส” กิมฮวยตอบ
คุณนายใหญ่ชะงักมองหน้า
“พวกแกว่าอะไรนะ เยสเยิสอะไรกัน”
“จำมาจากครูแหม่มเจ้าค่ะ ถ้าใช่ตอบว่า เยส” กิมเฮียงบอก
“ถ้าไม่ใช่ ตอบว่า โนค่ะ” กิมฮวยเสริม
คุณนายใหญ่มองหน้า
“ถ้าโอเค แปลว่า ฉันตกลงจะตบหน้าพวกแกด้วยพัดคนละที อย่าล้นนัก”
คุณนายใหญ่ตบหน้าด้วยพัดจริงๆ คนละทีแบบเตือนสติไม่แรง
“เห็นนางเมี้ยนไหม” คุณนายใหญ่ถามเสียงเข้ม
สองสาวใช้ตอบพร้อมเพียง
“ไม่เห็นเจ้าค่ะ”
คุณนายเล็กสงสัย
“หายไปไหนนะ”
“แล้วคุณศุกลเล่า” คุณนายใหญ่ถามต่อ
สองสาวใช้ชี้ไป
“โน่นเจ้าค่ะ”
สองคุณนายมองตาม คุณนายน้อยรู้ใจคุณนายใหญ่รีบค้อมตัวผายมือให้
“เชิญค่ะ ดิ ฉันขอตัว”
คุณนายใหญ่เดินไป

ในสวนเก๋งจีน...ศุกลนั่งฝันหวาน ยิ้มคนเดียว นึกถึงภาพที่สะบันงายืนบนไม้ท่าน้ำแล้วไม้กระดกตกน้ำ...ภาพสะบันงา ซ่อนตัวอยู่ในน้ำ เขินอายภาพสะบันงาใส่เสื้อผ้าแล้วนั่งในแพ...ศุกลพึมพำเรียกชื่อ
“สะบันงา สาวน้อยตกน้ำ งดงามเหมือนเทพธิดาเงือกน้อยลิตเติ้ลเมอร์เมด”
คุณนายใหญ่เดินมาถึง ได้ยินคำว่าเงือกน้อยๆ
“ศุกล ว่าอะไรเม็ดๆนะ”
ศุกลสะดุ้งรีบปฎิเสธ
“คุณแม่ใหญ่ ผม...ผมกำลังแต่งกลอนเงือกน้อยน่ะครับ”
“แต่งกลอน วันๆ เอาแต่แต่งกลอนอ่านวรรณคดี แม่อยากรู้ว่าไอ้เครื่องปั้นดินเผากองเต็มลานหลังบ้านนั่นมันเกี่ยวกับกลอนของลูกด้วยหรือ”
“ผม ซื้อมา มาเอ้อ...มาแจกให้พวกบ่าวใช้กันน่ะครับ”
“เวรกรรม กรรมเวร บ่าวมีไม่ถึงสิบ แต่ซื้อมาเหมือนจะแจกเป็นร้อย”

ศุกลยังยิ้มไม่เลิก คุณนายใหญ่มองด้วยความสงสัย
ในห้องอาหารคฤหาสน์ โต๊ะอาหารเป็นโต๊ะมุกแบบจีนทั้งหมดนั่งเตรียมกินอาหาร มีกิมเฮียงกับกิมฮวย คอยดูแลจัดให้ ครูแหม่มเข้ามาลา

“ท่านเจ้าสั่วคะ”
กิมเฮียงกับกิมฮวยพูดพร้อมกัน
“เจ้าสัวค่ะ ครูแหม่ม”
“อ้อ ครูแหม่ม”เจ้าสัวเส็งยิ้มแบบรู้กัน “จะมาลากันหรือ”
“ใช่ค่ะ ดิ ฉันจะมาขอลาออก”
กิมเฮียงกับกิมฮวยตกใจ
“ครูแหม่ม ลาออก”
คุณนายใหญ่หันไปดุสองสาวใช้
“แกสองคนไม่ต้องสอด เสียมารยาท”
“จะลาออกจริงๆหรือ ครูแหม่ม” คุณนายน้อยถาม
“ค่ะ คุณหนูศรี ออกเรือนไปแล้ว ไอ แฮฟนอทธิ่ง ทู ดู เอนนี่มอร์”(I have nothing to do anymore)
กิมเฮียงกับกิมฮวยแทรกขึ้น
“ปลาทูดูในหม้อคะ”
คุณนายใหญ่จ้องตาเขียว สองสาวใช้เงียบเจ้าสัวเส็งยิ้มให้ครูแหม่ม
“ฉันขอบใจครูแหม่มมาก ที่ดูแลสอนวิชาภาอังกฤษ และฝรั่งเศสให้ลูกศรีจนแตกฉาน อ่านเขียนวรรณคดี จดหมายโต้ตอบการค้าได้ไม่แพ้ศุกลที่ไปเรียนเมืองนอกกลับมา ครูแหม่มอยากไปทำอะไรที่ไหนล่ะ”
“ดิฉันจะไปสมัครเป็นครูสอนภาษาโรงเรียนฝรั่งค่ะ”
“น่าจะเปิดโรงเรียนเป็นของครูแหม่มเองนะ” คุณนายน้อยแนะ
“ฉันเตรียมไว้แล้ว แม่ใหญ่ พรุ่งนี้จัดเงินให้ครูแหม่มไปตั้งโรงเรียนสอนภาษาเป็นของตัวเอง” เจ้าสัวเส็งสั่ง
ครูแหม่มดีใจตาโต
“โอ มายก๊อด ยู อาร์ โซ ไคด์ แทงกิ้วโซมัช (Oh my god!! you are so kindthank you so much)ขอบพระคุณมากค่ะ”
กิมเฮียงกับกิมฮวยสอดขึ้นมาอีก
“ยั๊วะ เวรกรรม”
คุณนายใหญ่หันมาดุ
“เดี๋ยวพวกแกจะเจอเวรกรรม และจะไม่ได้พูดสักคำอีกต่อไป”
“ก็ เวลาใครพูดแทงคิ้ว ครูแหม่มให้พูดว่า ยัวร์ เวรกรรมนี่เจ้าคะ” กิมฮวยบอกเสียงอ่อย
เจ้าสัวเส็งยิ้มให้ครูแหม่ม
“นี่คือการตอบแทน ครูแหม่ม ความรู้ความสามารถที่ลูกสาว ฉันได้รับจากครูแหม่มยี่สิบปี มันมีค่าเกินคุ้มกว่าสิ่งที่เราตอบแทนให้ครูแหม่มมากมายนัก ความรู้นั้นติดตัวลูกสาวเราไปจนตาย”
ครูแหม่มน้ำตาคลอซาบซึ้งไหว้อีกครั้ง แล้วถอยออกไปเจ้าสัวเส็งส่ายตามองหาศุกล
“ศุกล ทำไมไม่มากินข้าว”
“ถืออาหารใส่ปิ่นโตไปกินตามลำพังเจ้าค่ะ” กิมเฮียงบอก
คุณนายใหญ่ไม่พอใจ
“เหลวไหล ไปกินที่ไหน”
“เห็นเดินทางไปตามคลองที่มีแพ คนขายเครื่องปั้นดินเผาเจ้าค่ะ” กิมฮวยบอก
เจ้าสัวเส็งกับสองคุณนาย ฟังแล้วงง

ในแพริมคลอง...ปิ่นโตอาหาร ถูกแกะวางอยู่ ศรีนั่งพุ้ยอาหารด้วยตะเกียบแบบคล่องแคล่วมาก มีศุกลนั่งมอง
ส่ายหน้ายิ้มขำพี่สาว สะบันงานั่งห่างออกไป แอบมองประหลาดใจในพฤติกรรมประหลาดของศรีแต่ก็ออกทึ่งและชื่นชมศรีกระซิบศุกล
“คุณเตี่ย คุณแม่ใหญ่ คุณแม่น้อย สงสัยอะไรพี่บ้างไหม”
“ไม่มีใครสงสัยพี่ศรี มีแต่สงสัยผม”
ศุกลหันไปมองสะบันงาที่มองมาตาแป๋ว
“มากินอาหารกับเราสิ สะบันงา”
สะบันงาส่ายหน้า
“ขอบพระคุณค่ะ แต่ไม่เหมาะสม แม่ให้หนูมารอเก็บปิ่นโตไปล้างเจ้าค่ะ”
“แหม เรานี่ ช่างเจียมตัวดีแท้ๆ แม่สาวน้อยตกน้ำ” ศรีชม
“แต่ตอนนี้ผมมองเธอเป็นนางในวรรณคดีไปแล้ว บุษบาในอิเหนา มัทนาในมัทธนะพาธา”
“เป็นเอามาก น้องชาย ฉัน”
ศรีมองไปที่สะบันงาอีกครั้ง
“ฉันอยากให้เธอมากินข้าวกับ ฉัน ลูกเจ้าสัวก็คน ลูกแม่ค้าขายเครื่องดินเผาก็คน พอตายแล้วเธอก็ผี ฉันก็ผี เราเหมือนกัน”
“ถ้าจะต่างกันก็ตรงที่ ใครตายดีมีคนสรรเสริญ ใครตายเลวมีแต่คนด่าสาปแช่ง” สะบันงาแย้ง
ศุกลส่งอุปกรณ์ให้สะบันงา...สามคนกินข้าวจากอาหารในปิ่นโตด้วยกัน สะบันงาไม่กล้าตักอาหาร ศรีพยักหน้าให้ศุกลคีบใส่จานให้

เจ้าสัวเส็ง คุณนายใหญ่ คุณนายน้อย นั่งรื่นรมย์คุยกันถึงเรื่องศรี ดีใจที่ศรีได้แต่งงานอยู่ในห้องโถงนั่งเล่นของบ้าน
“หมดห่วงหนูศรีไปสักทีโชคดีแท้ๆ หาเรื่องบ่ายเบี่ยงเจ้าเล่ห์มาหลายครั้งจนเกือบจะขึ้นคาน” เจ้าสัวเส็งบอกอย่างโล่งใจ
“ระยะหลัง ไม่มีใครมาสู่ขอแล้ว โชคดีที่เพื่อนเจ้าสัวเขาเห็นว่า เหมาะสมกันทุกด้าน แล้วเขาก็โสดทั้งที่อายุยี่สิบเก้าแล้ว” คุณนายใหญ่ดีใจ
คุณนายน้อยยิ้มแย้มพอใจ
“ต้องกราบขอบพระคุณ คุณนายใหญ่ที่สนับสนุนหนูศรีค่ะ”
เจ้าสัวเส็งแววตาปลื้ม
“เราครอบครัวเดียวกัน เราต้องสนับสนุนกันและกัน ป่านนี้หนูศรีคงกำลังปรนนิบัติดูแลสามีอยู่สินะ แม่ใหญ่ แม่น้อย ปลื้มแท้ๆ”
สองคุณนายตอบพร้อมกัน
“ค่ะ เจ้าสัว”

สามคนต่างอารมณ์ดี

อ่านต่อหน้า 2
คือหัตถาครองพิภพ ตอนที่ 1 (ต่อ)

ส่วนในห้องหอ ที่คฤหาสน์เจ้าสัวเต็ง...เมี้ยนใส่ชุดเจ้าสาวยังคงนั่งปิดหน้าเอาไว้ไม่ยอมเผยผ้าคลุมหน้า เจ้าบ่าวกำลังใช้ความพยายามเมี้ยนปัดป้องบ่ายเบี่ยง

“น้องศรีจ๋า ขอพี่ดูหน้าอันงดงามปานเทพธิดาตามคำร่ำลือของน้องเถิดนะ”
เมี้ยนส่ายหน้า
“เราแต่งงานกันแล้วนะจ้ะ”
เจ้าบ่าวพยายามจะมาเปิดคลุมหน้า เมี้ยนปัด
“ไม่เอาน่า อย่ามาอายกันอีกเลย คุณเตี่ยของเราสองคน พร้อมทั้งคุณแม่ใหญ่คุณแม่น้อยของเราทั้งหกคน ต้องการให้เรามีหลานให้พวกท่านให้เร็วที่สุด ท่านบอกตอนที่ท่านอวยพรให้เรา น้องศรีอย่าลืมสิจ้ะ”
เมี้ยนส่ายหน้า เจ้าบ่าวพยายามเปิดหน้าอีก คราวนี้เมี้ยนปัดแรงขึ้น
“โอ๊ย พี่เจ็บนะ”
เมี้ยนเดินหนี เจ้าบ่าวดึงบ่าไว้ชักโกรธ
“เป็นอย่างไรก็เป็นกันเถิด พี่ต้องเปิดหน้าน้องศรีออกมาเจรจากันฉันท์ภรรยาสามีให้ได้ แล้วก้อ...”
เจ้าบ่าวใช้วิชาประมาณบู๊ลิ้มเล็กๆ เจอเมี้ยนใช้ตอบ ด้วยการชกหน้าโครมที่เบ้าตา
“โอ๊ย ทำเกินไปแล้ว น้องศรี ตายเป็นตายต้องดูหน้าให้ได้เดี๋ยวนี้”
เจ้าบ่าวก้าวเข้าไป เมี้ยนชักมีดออก เจ้าบ่าวชะงัก
“อะไรกันนี่...แค่ผัวขอดูหน้าจะฆ่ากัน ช่วยด้วย ช่วยด้วย น้องศรีจะฆ่าผม” จ้าวบ่าวตะโกน
เมี้ยนยังชูมีด เจ้าบ่าวถอยกรูด

นอกห้องหอ...ทั้งหมดมาตามเสียงตะโกนของเจ้าบ่าวช่วยกันทุบประตู ตื่นเต้นตกใจเจ้าสัวเต็งตะโกน
“เปิดประตู เปิดประตู”
คุณนายที่หนึ่งแปลกใจ
“หนูศรีจะอายมากอะไรกันขนาดนี้”
คุณนายที่สองไม่พอใจ
“อายถึงขนาดจะฆ่าลูกเรา นี่มันหนักหนามากไปแล้วค่ะ”
เสียงเจ้าบ่าวดังลั่นออกมาจากห้อง
“คุณเตี่ย พังประตู”
“พังประตู” เจ้าสัวเต็งบอกสองคุณนาย
ทั้งหมดวิ่งถอยมาแล้วตั้งท่าทุ่มตัว

เมี้ยนตัดสินใจเปิดหน้า
“ฉันจะเปิดหน้าให้ดูกันจะจะ” เมี้ยนทำเสียงห้าว
เจ้าบ่าวชะงัก
“เสียงน้องศรี ห้าวห้วนเหลือเกิน”
“บอกข้างนอกว่าอย่าพังประตูเข้ามา” เมี้ยนสั่งเสียงเข้ม
เจ้าบ่าวกลัว
“ข้างนอกอย่าพังประตูเข้ามา”
ข้างนอกเงียบไป เมี้ยนก้าวมาหาเจ้าบ่าวอย่างมั่นคง โยนมีดทิ้ง
“เปิดสิ”
เจ้าบ่าวดีใจยิ้มแย้มสองมือประคองเปิดผ้าดูหน้าเจ้าบ่าวรื่นรมย์เอาหน้ายื่นไปจนชิด
“ขอบใจ ขอบใจ พี่มีความสุขเหลือเกิน”
มือของเจ้าบ่าวค่อยๆ ยกผ้าหน้าเจ้าสาวออก จนเห็นหน้าชัดเจน เมี้ยนนั่นเอง ยิ้มฟันดำทั้งปาก หน้าตา
โหดราวกับผู้ชาย ยิ้มกวนโอ๊ย
“สวยจับจิตจับใจสมใจอยากเจอไหม คุณเฮีย”
เสียงร้องของเจ้าบ่าวกึกก้องมาที่หน้าต่างตกใจสุดขีด
“ผะ...ผี...”
เจ้าบ่าวหงายตึงเป็นลมไป พร้อมกับประตู เปิดพลั๊วะเข้ามา ทุกคนกรูเข้ามาเห็นเจ้าบ่าวนอนหมดสติเห็นเจ้าสาวยืนหันหลังให้ทุกคนมองไปที่เมี้ยนคุณนายที่หนึ่งตกใจ
“หนูศรีทำอะไรตี๋ใหญ่”
“ไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย” เมี้ยนพูดเสียงห้าว
พร้อมหันหน้ามาทุกคนตาค้างตกตะลึง เมี้ยนยิ้ม กวนสุดๆ ทุกคนร้องลั่น
“ผี...”
เจ้าสัวเต็งตะลึง
“นังคนนี้มัน นังหนูผี ไม่ใช่หนูศรี นี่คือการย้อมแมวมาขาย”
คุณนายที่หนึ่งจ้องหน้า
“แกเป็นใคร ปลอมตัวมาทำไม”
คุณนายที่สองโกรธ
“แกดูถูกเรามาก อยากจะตบหน้า”
คุณนายที่หนึ่งเห็นด้วย
“ใช่ต้องตบหน้า”
สองคุณนายรุมตบหน้าเมี้ยนหันไปหันมาเจ้าสัวเต็งโกรธมาก
“ไอ้เส็งทำกันได้”
สามคนโกรธจนสั่นไปหมด

สะบันงากำลังปูฟูก วางหมอนจัดผ้าห่มให้ศรียิ้มมอง
“นอนเบียดกันหน่อยก็สนุกดีนะสะบันงา”
“หนูให้คุณท่านนอนบนฟูกคนเดียวค่ะ หนูนอนข้างฟูกค่ะ”
ศุกลแปลกใจ
“ฉันซื้อมาให้ทุกคนนอนพอ นี่นา”
“ธรรมดาหนูก็นอนกับพื้นแพค่ะมันเย็นสบายดี”
ศรียิ้มบางๆ
“เธอถ่อมตัว ศุกลนายรีบกลับไปให้คุณเตี่ยเห็นหน้า อย่าเพิ่งบอกใครว่าพี่อยู่ที่นี่”
“พี่ศรีคิดว่าความจะไม่แตกในคืนนี้หรอกหรือ ผมว่าไม่แคล้ว”
“พี่บอกแล้วไง ว่าอะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด นายกลับไปซะ”
ศุกลพยักหน้ามองหน้าสะบันงาแบบหลงใหลมาก
“กลับก่อนนะสะบันงา ฝากดูแลพี่สาวเพี้ยนๆของ ฉันด้วย”
สะบันงารับคำ
“ค่ะ”
ศุกลไม่อยากจะไปเลย อยากแต่จะมองหน้าสะบันงาอยู่อย่างนั้นศรีสะกิดพยักหน้า ศุกลจึงจำใจออกไปจากแพ
“รู้มั้ยว่าการต้องมีผัวมันช่างน่าเบื่อหน่ายมาก”

ศรีบ่น สะบันงาฟัง แต่ไม่เข้าใจ
ด้านนอกที่คฤหาสน์กำลังโกลาหลทั้งหมดกำลังทุ่มเถียงกันมีเสียงดังออกมาจากในบ้าน ศุกลกลับมาพอดีกำลังจะก้าวเข้าไปในห้องที่มีเรื่องราว กิมเฮียงกับกิมฮวย อยู่หน้าห้องเห็นศุกลพอดี

“คุณศุกล กลับมาแล้ว”
“เสียงใครมาเอะอะไรกัน”
“เสียงเจ้าสัวเต็ง กับคุณนายใหญ่ คุณนายเล็กเจ้าค่ะ” กิมเฮียงกับกิมฮวยตอบพร้อมเพียง
ศุกลอุทานเบาๆ
“ความแตก”
“คุณศุกลเจ้าขา ท่านเจ้าสัวกับคุณนายทั้งสองน่าจะต้องการพบคุณศุกลนะเจ้าคะ” กิมเฮียงบอก
“ฉันรู้แล้ว”ศุกลตามองไปในบ้าน
กิมฮวยรีบบอกอย่างร้อนใจ
“เข้าไปข้างในสิเจ้าคะ ท่านเจ้าสัวเต็ง กำลังอาละวาดใส่เจ้าสัวเส็งจนเกรงจะรับมือไม่ไหวนะเจ้าคะ”
ศุกลหงุดหงิด
“ฉันรู้แล้ว”
“งั้นรีบเข้าไปช่วยท่านเจ้าสัวหน่อยสิเจ้าคะท่านกำลังมึนเจ้าค่ะ” กิมเฮียงเร่ง
ศุกลเครียด
“ฉันมึนกว่า มึนจนกำลังจะบ้าเลยแหละ ไปนอนก่อนนะ”
ศุกลส่ายหน้าสยองแล้วรีบไปอีกทางกิมเฮียงกับกิมฮวยหน้าเหวอ
“อ้าว”

ในห้องรับแขก...เจ้าสัวเต็งกำลังชี้หน้าด่าเจ้าสัวเส็ง มีเมี้ยนอยู่ตรงกลางระหว่างทั้งสองฝ่าย
“เลวมาก ไอ้เพื่อนทรยศ ไอ้คนหักหลัง”
คุณนายที่หนึ่งชี้หน้าคุณนายใหญ่
“โกหกหลอกหลวง เลิกคบ”
คุณนายที่สองชี้หน้าเมี้ยน
“เอาเจ้าสาวกำมะลอบ้าบอนี่คืนไป”
“เอาคืนไป”
สองคุณนายของเจ้าสัวเต็งผลักเมี้ยนไปทางสองคุณนายเจ้าสัวเส็ง สองคุณนายผลักเมี้ยนคืนไปเจ้าสัวเส็งงงๆ
“นี่มันอะไรกัน ค่อยๆพูดค่อยๆจา”
เจ้าสัวเต็งโกรธมาก
“กินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้อง ยังมาทำไขสือ”
สองคุณนายเจ้าสัวเต็งชี้หน้าเมี้ยน
“เอานางนี่คืนไป”
คุณนายใหญ่ไม่พอใจ
“หยาบคายนัก”
“พูดอะไรอย่างนี้” คุณนายน้อยโวย
“อั๊วไม่ต้องการสะใภ้อย่างนี้” เจ้าสัวเต็งเสียงแข็ง
“ลูกสาวอั๊วไม่ดียังไง ดูถูกกันเกินไปแล้ว” เจ้าสัวเส็งชี้หน้า
“ใครดูถูกใครกันแน่ ผิดไม่ยอมรับผิด อย่ามาแหย่เสือนะ ไอ้เส็ง”
“ลื้อนั่นแหละอย่ามาแหย่เสือ อั๊วก็เสือเหมือนกัน อั๊วไม่ผิด”
“ปฏิเสธ หน้าตาเฉย บังอาจมามาลูบคมกันอย่างหน้าไม่อาย หลอกเอาสินสอดทองหมั้นนี่นา”
“ลื๊อนั่นแหละ ลูบคมอั้วหนอยแน่ จะเอาลูกสาวมาคืน ยังไม่ทันข้ามคืนเลยหลอกกินฟรีกันนี่หว่า”
“ที่เราต้องมาคืนเพราะนั่นมันไม่ใช่แม่หนูศรี แต่มันคือนังหนูผี” คุณนายที่หนึ่งโพล่งออกมา
สองคุณนายของเจ้าสัวเส็งชะงัก
“หนูผี”
คุณนายน้อยโกรธ
“หาว่าลูกสาวแสนสวยแสนดีของเราเป็นผี”
คุณนายที่สองกระชากผ้าคุลมหน้าเมี้ยนออก
“แล้วนี่คนหรือผี”
เจ้าสัวเส็งตกตะลึง
“นางเมี้ยน”
กิมเฮียงกับกิมฮวยอึ้ง
“ไอ้หยา อาเจ่เจ๊เมี้ยน”
สองคุณนายของเจ้าสัวเส็งหน้าตื่น
“นางเมี้ยน”
เจ้าสัวเต็งมองหยัน
“งามหน้าไหมล่ะ พวกเรากลับ เกิดมาไม่เคยมีใครกล้ามาดูถูกมาลูบคมกันอย่างนี้ จะขอลืมไปว่าชาตินี้เคยมีเพื่อนชื่อไอ้เส็ง จอมหลอกลวง”
เจ้าสัวเส็งหน้าสลด
“เต็ง อั๊วขอโทษ อั๊ว ๆ....”
เจ้าสัวเต็งโกรธมาก
“ตบหัวแล้วมาลูบหลัง ไม่มีวันอภัยหรอก ขาดกันวันนี้”
คุณนายสองคนหันมาตบหน้าเมี้ยนคนละทีก่อนกลับ แล้วเดินตามเจ้าสัวเต็งไปคุณนายทั้งสองของเจ้าสัวเส็งผวามาตบหน้าเมี้ยนอีกคนละหลายที
เจ้าสัวเส็งโกรธจัด
“นางเมี้ยน แกฉีกหน้าเรา แกทำเราอับอายขายหน้า ถูกกระชากศักดิ์ศรีลงมาเหยียบย่ำป่นปี้ยี่เยิน กิมฮวยกิมเฮียง ไปบอกบ่าวผู้ชายเอานางคนอัปปรีย์ไปมัดโยงไว้กับขื่อคาหน้าโรงครัว น้ำท่าอย่าให้แตะต้อง พรุ่งนี้ ฉันจะชำระโทษมันด้วยตัวเอง”
คุณนายน้อยครุ่นคิด
“หรือจะเป็นเพราะลูกศรีไปสั่งให้มันทำ”
คุณนายใหญ่คิดตาม
“หรือจะเป็นศุกลร่วมมือกับหนูศรี”
เจ้าสัวเส็งตวาด
“เงียบ ใครสั่ง มันก็ไม่มีสิทธิ์ทำอย่างนี้ทั้งสิ้น สงสัยว่าคราวก่อนๆที่เกิดเหตุนั่น มันมีส่วนทั้งนั้น บอกมานะว่าลูก ฉันสั่งแกให้ทำใช่ไหม”
เมี้ยนหน้านิ่ง
“ไม่มีใครสั่งเจ้าค่ะ อิฉันสั่งคุณหนูศรีให้หนีเอง วางแผนทั้งหมดเองเจ้าค่ะ”

เจ้าสัวเส็งตบหน้าเมี้ยนฉาด เมี้ยนน้ำตาซึมพยายามกลั้นไว้
ในแพของพริ้ง...ศรีกำลังจะล้มตัวลงนอนบนฟูก ดึงสะบันงาที่นั่งนอกฟูกไปนอนด้วย

“มานอนด้วยกัน”
สะบันงาส่ายหน้าฝืนตัว
“ไม่อาจเอื้อมค่ะ”
“บอกแล้วไงว่าเราเหมือนกัน ฉันไม่ใช่คนเจ้ายศเจ้าอย่าง”
“แต่คุณท่านคือผู้มีพระคุณค่ะ”
“คิดมาก เอาละมานอนให้ ฉันกอดแทนหมอนข้าง อยู่บ้าน ฉันต้องมีหมอนข้างเอาไว้กอดรู้ไหม อยากตอบแทนพระคุณไม่ใช่หรือ”
“ค่ะ”
สะบันงางงๆ แต่ก็ยอมให้ศรีดึงไปนอนเบียดกันศรีดึงสะบันงามากอด
“อายุเท่าไหร่”
“กำลังจะสิบสี่ค่ะ”
“เด็กมากๆ นี่ถ้า ฉันยอมแต่งงานไปตั้งแต่ครั้งแรกที่มีคนมาสู่ขอ ฉันมีลูกอายุเท่าสะบันงาได้เลย”
“คุณท่านอายุ เอ้อ...”
“ฉันอายุยี่สิบแปด ยังไม่ยอมมีผัว ไม่ชอบผู้ชาย มันหลายใจ หลายเมียมันไม่รักใครทั้งนั้นนอกจากตัวมันเอง แม่ ฉันนี่แหละ แม่รัก ฉันที่สุด”
“แม่หนูก็รักหนูที่สุดค่ะ”
ศรียิ้มลูบหัวสะบันงาอย่างเอ็นดู
“เมี้ยนอีกคน เขารัก ฉันที่สุดเหมือนกัน” ศรีพึมพำ “ถ้าโดนจับได้อะไรจะเกิดขึ้นนะเมี้ยน”
ศรีจ๋อยลงไปเริ่มห่วงเมี้ยน
“ครั้งนี้เมี้ยนลงทุนมากกว่าทุกครั้ง ถึงขั้นเอาตัวไปเสี่ยง เฮ้อ รักเมี้ยนจริงๆ”
ศรีเริ่มกังวลห่วงเมี้ยน

เมี้ยนโดนมัดโยงมือไว้กับขื่อ เท้าแตะพื้นพอดี ขยับตัวแสนยาก เมี้ยนพึมพำ
“คุณหนูศรี เจ้าขา บ่าวไม่มีวันทรยศคุณหนู ที่บ่าวรักและเทิดทูนจงรักภักดี ไม่มีคุณหนู อีเมี้ยนไม่มีวันนี้หรอกเจ้าค่ะ”
เมี้ยนน้ำตารื้นแต่ยิ้มเมื่อนึกถึงครั้งนั้น

ใน
กำลังโหลดความคิดเห็น...