xs
xsm
sm
md
lg

บ่วงบาป ตอนที่ 1

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


บ่วงบาป ตอนที่ 1

สุพรรณบุรี รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๖ ราวพุทธศักราช ๒๔๔๑ ในสมัยรัชกาลที่ ๕

ในความเลือนลางของเวลากลางคืน ตรงบริเวณริมน้ำอันไกลลิบนั้น ปรากฏร่างผู้หญิงนางหนึ่งงามสง่าราวนางพญา ที่มือของนางจับปลายโซ่เส้นหนึ่งไว้มั่น นางมองไล่ตามโซ่เส้นนั้นไปยังคอของผู้หญิงอีกคนที่อยู่ในชุดนางทาสถูกมัดมือมัดเท้านอนกองอยู่ที่พื้น และที่ข้อเท้ายังมีลูกตุ้มเหล็กถ่วงอยู่ หญิงนางทาสที่ถูกจองจำส่งเสียงร่ำร้องครวญคร่ำอย่างทุกข์ทรมาน
“เอ็งเกิดมาเป็นทาส อย่าริจะแข่งวาสนากับข้า ของของข้า อ้าย อีหน้าไหนก็ไม่มีวันได้ไป!”
หญิงงามนางนั้นเอามือจิกหัวทาสหญิงคนหนึ่งให้เงยหน้ากล่าวสำทับสุ้มเสียงดุดันน่ากลัว
“เอ็งอยากแย่งของรักของข้า เอ็งก็ต้องชดใช้ด้วยชีวิต!”

เสียงร้องครวญครางและเสียงข่มขู่นั้น “ขุนพิทักษ์ไมตรี” หรือ ขุนพิทักษ์ รู้สึกขนลุกซู่ และพยายามจะเข้าไปช่วยด้วยความรู้สึกห่วงใยหญิงผู้เป็นทาสคนนั้น แต่แล้วเท้าก็ถูกกระตุกจนล้ม และเมื่อมองเท้าตัวเองกลับมีโซ่ตรวนเส้นยาวผูกติดข้อเท้าของตนกับข้อเท้าของหญิงงามไว้

สาวงามผู้ทำการอันอุกอาจนางนั้น มีนามว่า “รำพึง” ผู้เป็นบุตรีของพระยาเทวราช นางหันมองมายังขุนพิทักษ์และยิ้มเย็นยะเยือก ก่อนที่จะเหวี่ยงนางทาสที่มีนามว่า “ชุ่ม” ลงน้ำไปพร้อมลูกตุ้มเหล็ก
เสียงหวีดร้องกับเสียงหัวเราะดังระงมปนเปกันไป
ชุ่มดำดิ่งลงไปในน้ำตามน้ำหนักของลูกตุ้มเหล็ก นางดิ้นทุรนทุราย ช่วยตัวเองไม่ได้และกำลังจะหมดลมหายใจ
ขุนพิทักษ์ดิ้นทุรนทุรายพยายามจะเข้าช่วยชุ่มที่จมน้ำ ในขณะที่รำพึงก็ไม่ยอม นางลากขุนพิทักษ์ขึ้นมาจากน้ำอย่างทุลักทุเล
เสียงสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมา พาทุกอย่างดับวูบ!

เวลาเช้าตรู่ ขุนพิทักษ์ไมตรีซึ่งยังอยู่ภายในห้องนอน กระตุกดวงตาโพลงเบิกกว้าง ความรู้สึกที่สัมผัสได้ในฝันเหมือนจริงมาก เพียงแค่ภาพฝันนั้นสั่นระริกไหว ไม่ชัดเจนนัก
เสียงเคาะประตูห้องยังคงดังอยู่ตลอด
ขุนพิทักษ์พูดกับตัวเอง
“ฝันหรือนี่”
บริเวณด้านนอก คุณหญิงมณีเคาะประตูเรียกลูกชายให้ตื่น
“พ่อพิทักษ์ ตะวันรุ่งแล้ว ลูกสัญญาว่าจะไปถวายผ้าป่ากับแม่ที่วัดเถรมั่น ได้เวลาแล้วนะลูก”
ภายในห้องนอน ขุนพิทักษ์ลงนอนอย่างไม่สนใจ
“คุณแม่นำขบวนไปก่อนเลย เดี๋ยวลูกตามไปขอรับ”
“ไปพร้อมกันจะงามกว่านะลูก แม่จะรอ ทำบุญให้พระรอไม่ดีนะลูก”
ขุนพิทักษ์เปิดประตูออกมาอย่างหงุดหงิด
“ถ้ายังเซ้าซี้ไม่เลิกรา ลูกไม่ไปนะขอรับ คุณแม่เลือกเอา!”
พูดจบขุนพิทักษ์ก็ปิดประตูโครมใหญ่ใส่หน้า คุณหญิงมณีได้แต่ถอนหายใจ มองหน้าแจ่มบ่าวคนสนิท
“นังแจ่ม เอ็งให้คนคอยดูไว้ด้วย ออกมาเมื่อไหร่ก็ให้พาไปวัด”
“เจ้าค่ะคุณหญิง”
คุณหญิงมณีหน้าตาไม่สู้ดีเดินไป แจ่มถอนหายใจเฮือก

เวลากลางวัน ภายในโรงบ่อนข้างตลาด ที่วงพนันไก่ชนที่กำลังจิกตีกันอย่างเลือดเข้าตา
ขุนพิทักษ์ไมตรีกำลังออกรสกับการเชียร์ไก่ข้างได้เปรียบ พร้อมมีหญิงบำเรอชายแนบสนิทข้างกาย ยามดีใจก็หอมซ้ายหอมขวา เสียงอึกทึกของผีพนันต่างเชียร์ไก่ฝั่งตน ไก่ต่างฟาดแข้ง แทงเดือยกันอย่างไม่ลดละจนไก่ฝ่ายเสียเปรียบล้มกลิ้ง วิ่งหนีไม่เป็นท่าก่อนกะลาจะจมน้ำ
ขุนพิทักษ์ลุกเฮลั่นเข้าไปอุ้มไก่ตัวโปรด
“มันต้องอย่างนี้สิไอ้กล้าลูกพ่อ”
ขุนพิทักษ์ส่งไก่ให้ทาสที่ตามมารับใช้ แล้วเดินเข้าไปฉวยอัฐทั้งหลายที่วางเดิมพันกันไว้ แล้วจ้องหน้าเยาะเย้ย
“กระจอกจริงๆ”
พวกฝ่ายตรงข้ามมองหน้าขุนพิทักษ์อย่างไม่ชอบในท่าทีโอ้อวด
หญิงบำเรอบอก
“วันนี้ท่านขุนดวงขึ้นเหลือเกินเจ้าค่ะ”
ขุนพิทักษ์ยิ้มแล้วหยิบอัฐแหนบไว้ในผ้าแถบของนางบำเรอ ก่อนหัวเราะแล้วยิ้มด้วยความสะใจ
นายบ่อนเดินเข้ามาด้วยท่าทีพินอบพิเทากับขุนพิทักษ์
“นังทาสโง่พวกนี้ช่างไม่รู้กระไร...ท่านขุนพิทักษ์ไมตรี ลูกชายคนเดียวของพระยาสุรเดชไมตรีไม่รู้จักคำว่าดวงตกหรอกเว้ย..ใช่มั้ยขอรับท่านขุน”
“นี่อัฐของเจ้า รางวัลที่พูดจาถูกหูข้า”
พวกนักพนันต่างถิ่นที่โดนปรามาสอดหมั่นไส้ไม่ได้ จึงลุกขึ้นโวย
“ถุย...อวดบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ที่แท้มันก็พวกผีพนันเหมือนกันล่ะวะ”

ขุนพิทักษ์ฯหันมองหน้าพวกนักพนันด้วยแววตากร้าว

บนศาลาวัดตอนสายวันนั้น แลเห็นเครื่องถวายผ้าป่าวางเรียงอย่างสวยงาม คุณหญิงมณีตั้งใจฟังเสียงเทศน์มหาชาติของหลวงตามั่นในกัณฑ์มัทรี ที่บอกเล่าเรื่องราวของความรักที่พ่อแม่มีต่อบุตร กัณฑ์เทศน์กำลังจะจบ คุณหญิงมองซ้ายมองขวา แล้วก็หันไปหาแจ่มบ่าวคนสนิท

“นังแจ่ม ทำไมจนป่านนี้พ่อพิทักษ์ยังไม่ถึงวัด เถรมั่นเทศน์เข้ากัณฑ์ที่ ๙ แล้ว”
ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาทางด้านหลัง คุณหญิงดีใจคิดว่าบุตรชายมาแล้ว
“พ่อพิทักษ์”
คุณหญิงมณีหันไปก็ชะงัก ทุกคนมองตาม
กลับเป็น “ขุนไวพิชิตพล” หรือที่ผู้คนเรียกกันติดปากว่า “ขุนไว” ท่าทางองอาจ เดินเข้ามาแล้วขยับลงนั่งข้างคุณหญิงมณี และก้มกราบหลวงตามั่น
“นมัสการขอรับ หลวงตา”
ขุนไวไหว้คุณหญิงมณี
“ต้องขอประทานโทษที่ผมมาสายเพราะติดงานราชการ”
เถรมั่นยิ้มเป็นการรับรู้แล้วเริ่มเทศน์กัณฑ์สักกบรรพต่อ
“นังแจ่ม เอ็งให้ไอ้สมไปดูพ่อพิทักษ์ที”
“เจ้าค่ะคุณหญิง”
แจ่มกราบพระและหมอบคลานออกไป ผ่านหน้าขุนไว คุณพิกุลและคุณซ่อนกลิ่น ทั้งสองมองขุนไวพิชิตพลแล้วกระซิบกระซาบกัน
“ขุนไวนี่ทั้งรูปงามแล้วยังเก่งทั้งการบ้านการเมือง ไม่น่าเชื่อว่ากำพืดจะเป็นเพียงแค่เด็กวัดนะ” พิกุลว่า
“วาสนาดีน่ะสิคะคุณพิกุล ที่ท่านพระยาพิศาลไม่มีลูกสืบสกุลแล้วมาถูกชะตากับขุนไว รับไปชุบเลี้ยงจนเติบใหญ่ แถมยังกตัญญูต่อเถรมั่นตามมาดูแลมิได้ขาด”
“ผิดกับพ่อพิทักษ์ ลูกคุณหญิงมณีราวฟ้ากับเหวเลยนะคะ รายนั้นน่ะมีตำแหน่งได้ก็เพราะบารมีพ่อล้วน ๆ พระยาสุรเดชก็อาการทรง ๆ ทรุด ๆ คุณหญิงถึงต้องเป็นแม่งานทอดผ้าป่า ทำบุญผ่อนบาปครั้งใหญ่นี่ไงคะ”
คุณหญิงมณีได้ยินแล้วสีหน้าก็เป็นกังวล
หลวงตามั่นกระแอมพอเป็นพิธี คุณซ่อนกลิ่นกับคุณพิกุลสะดุ้งรีบเงียบทันที คุณหญิงเหลือบมองขุนไวที่นั่งฟังเทศน์อย่างตั้งใจก็ถอนใจคิดถึงขุนพิทักษ์
“พ่อพิทักษ์...”


บริเวณตลาดริมน้ำไม่ไกลจากโรงบ่อนนัก “ชุ่ม” เป็นสาวแรกรุ่น ผู้มีแววตาใสแต่หน้าตามอมแมมด้วยเหงื่อไคลจากการกรำงาน ชุ่มขะมักเขม้นช่วยนางเย็นผู้เป็นแม่กับนายอยู่ผู้เป็นพ่อยกผลไม้ใส่เข่งให้กับลูกค้าที่มาซื้อ
ชาวบ้านแถวนั้นวิ่งกรูไปทางหนึ่ง ชุ่มมองตามแล้วถามแม่
“แม่จ๋า คนเขาวิ่งไปดูอะไรกันหรือจ๊ะ”
“สงสัยที่โรงบ่อนจะมีมวยอีกตามเคย” นางเย็นว่า
“หึ...ไอ้พวกผีบ้าไม่ทำมาหากิน ยังแค่นหาเรื่องเจ็บตัว” นายอยู่บอก
“นังชุ่ม เอ็งอย่าได้ริเอาไอ้พวกนี้มาทำผัวเชียวนะ จะตรอมใจไปจนตาย” แม่ค้าว่า
“นังตาบเอ็งก็พูดเข้า นังชุ่มมันยังเด็กยังเล็ก”
“โห้ย..นังเย็น ข้าก็เห็นเด็กๆแบบลูกเอ็งเนี่ยมันมีผัวกันแล้วทุกคนล่ะวะ”
แม่ค้าหัวเราะ แล้วก็สั่งคนยกผลไม้ไป ชุ่มมองไปทางชาวบ้านที่วิ่งกันไป

ขุนพิทักษ์ถูกโยนออกมากองที่พื้นด้านหน้าโรงบ่อน นักพนันยกตีนหมายกระทืบซ้ำ แต่ขุนพิทักษ์พลิกตัวหลบทัน และใช้ตีนถีบไปที่ท้องของนักพนัน และลุกขึ้นต่อกรกันอย่างเมามัน
พวกผีพนันเปลี่ยนจากเชียร์ไก่มาเป็นเชียร์มวยแทน ต่างพนันขันต่อกันอย่างสนุก

ภายในศาลาการเปรียญ หลวงตามั่นยังเทศน์อยู่ คุณหญิงมณีที่มีสีหน้าเป็นกังวลตั้งจิตภาวนา ผู้คนนิ่งสงบ ขุนไวพิชิตพลฟังเทศน์สีหน้าสงบดูซาบซึ้งในรสพระธรรม ลูกน้องขึ้นมายังศาลา แล้วเข้ามากระซิบกับขุนไวที่หันขวับมองลูกน้องประมาณว่าจริงเหรอ ลูกน้องพยักหน้ารับ ขุนไวยกมือไหว้หลวงตามั่นแล้วค่อย ๆ ถอยออกไปอย่างเงียบ ๆ หลวงตามั่นมองตามขุนไวไป รู้ว่าต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแน่ ๆ

เสียงเชียร์มวยยังดังต่อเนื่อง ชุ่มที่มีผ้าคลุมหัวพยายามเบียดคนเข้ามาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น ชุ่มกลัวแต่ก็แอบตื่นตาตื่นใจ ที่ได้เห็นคนวางมวยกันต่อหน้า
ทันใดนั้น ขุนพิทักษ์ก็ล้มลงมานอนกองที่พื้นตรงหน้าชุ่ม ชุ่มเห็นหน้าขุนพิทักษ์เต็มสองตา แววตาใสแจ๋วตะลึงด้วยความตกใจ แต่เป็นจังหวะที่นักพนันหยิบดาบออกมาหมายจะแทง ขุนพิทักษ์เห็นนักพนันดิ่งตรงมาทางตนและชุ่ม ชาวบ้านต่างกรีดร้อง
“หลบ!”
ขุนพิทักษ์ผลักตัวชุ่มให้หลบทางดาบไป ชุ่มล้มไปอีกทาง
“เป็นขี้แพ้ชนไก่แค่นี้จะเล่นกันให้ถึงตายเชียวรึไอ้ขี้ครอก”
“ไปปากกล้าในนรกต่อเถอะเอ็ง”
นักพนันไม่พูดพร่ำ ปรี่เข้าแทงขุนพิทักษ์ ชุ่มเห็นขุนพิทักษ์เสียเปรียบแล้วยังช่วยตนจึงหยิบไม้ที่อยู่ใกล้ๆโยนเข้าไปให้ขุนพิทักษ์ แล้ววิ่งไปแอบที่หลังเพิงใกล้ๆ
ขุนพิทักษ์คว้าไม้ได้ก็ฟาดดาบที่มือนักพนันจนร่วง ขุนพิทักษ์หยิบดาบได้กลับเป็นฝ่ายได้เปรียบพลิกตัวเอามีดจ่อคอนักพนัน...
“คราวนี้เอ็งต้องไปอยู่ในนรกแทนข้า”
ชุ่มตกใจที่ขุนพิทักษ์มีสีหน้าดุดันท่าทางเอาจริง
นายบ่อนรีบวิ่งเข้าไปกราบขุนพิทักษ์
“ท่านขุน อย่าให้มีการนองเลือดกันเลย ถ้ามีใครตาย บ่อนกระผมเห็นทีจะอยู่ไม่ได้”

ขุนพิทักษ์มองไปรอบตัวเห็นนางทาส นางบำเรอต่างกลัวลนลาน

ชุ่มมองลุ้นอยู่ว่า ขุนพิทักษ์จะทำยังไง แต่ยังไม่ทันได้เห็น นางเย็นผู้เป็นแม่ก็เข้ามาจากทางเบื้องหลัง

“นังชุ่ม เอ็งมาอยู่ตรงนี้เดี๋ยวก็โดนพ่อเฆี่ยนหลังลายหรอก ไป..อย่าไปยุ่งกับไอ้คนชั่วพวกนี้”
นางเย็นลากตัวชุ่มออกไป ชุ่มไม่ทันได้รู้ว่า ขุนพิทักษ์จะตัดสินใจอย่างไร
ทางฝั่ง ขุนพิทักษ์เสียบมีดพรวดไปที่นักพนัน! แต่มีดกลับปักอยู่ที่พื้นใกล้คอนักพนัน นักพนันตกใจตาเหลือก
“เป็นพระเดชพระคุณเหลือเกินท่านขุน”
“ข้าไม่อยากให้เลือดสกปรกของไพร่ชั้นต่ำมาระคายมือข้า แต่ข้าคงต้องสั่งสอนให้ไอ้ไพร่นี่ มันจะได้รู้ที่ต่ำที่สูง อ้ายอีคนไหนอยากได้อัฐในถุงนี้ก็สั่งสอนไอ้ไพร่ให้หลาบจำ เป็นหรือตายข้าไม่สน”
ขุนพิทักษ์โยนถุงเงินลงพื้น ชาวบ้านแย่งเงินอย่างกับเปรต และรุมเหยียบนักพนันที่อยู่กลางวง
ขุนพิทักษ์หัวเราะสะใจเดินออกไป เพียงลับหลังขุนพิทักษ์ ชาวบ้านก็รุมกระทืบนักพนันเสียจนอ่วม นักพนันคลานหนีเอาตัวรอด
แต่จังหวะนั้นก็มีเท้าหนึ่งมาถีบยอดอกชาวบ้านคนหนึ่งจนกระเด็น ทั้งกลุ่มกระเจิงออกไป ขุนไว มาพร้อมกับลูกน้อง ๒ คน
“คนของข้า ใครก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้อง!”

นางเย็นลากชุ่มถูลู่ถูกังมาตามทางที่จะไปตลาดริมน้ำ
“นังลูกคนนี้หาเรื่องให้โดนตี”
“ฉันแค่อยากเห็นกับตาว่าไอ้ที่พ่อกับแม่ว่าชั่วน่ะมันเป็นยังไง พอรู้แล้ว ฉันจะได้ไม่ถูกหลอกง่ายๆไงจ๊ะแม่”
“เฮ้อ! นังลูกคนนี้”
“ฉันสาบานว่าฉันจะไม่ข้องเกี่ยวกับไอ้คนชั่วพวกนั้น ฉันจะตั้งใจทำงานหาเบี้ยหาอัฐ ไปไถ่ตัวพี่สม พี่สมจะได้ไม่ต้องไปเป็นทาสเขาให้ลำบาก”
สีหน้านางเย็นแฝงความรู้สึกเศร้าพลางลูบหัวลูกสาว
“นังชุ่มเอ้ย..บุญเอ็งมันน้อยนัก ทำไมเอ็งไม่ไปเกิดในท้องคนบุญหนักศักดิ์ใหญ่ จะได้ไม่ต้องเกิดมาลำบากอย่างนี้”
ชุ่มยิ้มแล้วบอก
“ชั้นเชื่อนะว่าทำดีก็ต้องได้ดี อีกหน่อยเราต้องสบายแน่จ้ะแม่”
ชุ่มโผกอดแม่แน่น นางเย็นยังหน้าเศร้าอยู่


ในเวลาต่อมา ขุนพิทักษ์ไมตรีเดินมาถึงหน้าวัด เจอสม ทาสในเรือน สมลงไปนั่งกับพื้น
“คุณหญิงรออยู่ที่ศาลาการเปรียญขอรับ”
ขุนพิทักษ์ได้ยินก็หัวเสียถีบสมเข้าโครมใหญ่ สมล้มกลิ้งไป
“แล้วเอ็งจะบอกทำไมว่าเจอข้า หุบปากของเอ็งไว้ไอ้สม! ถ้าไม่อยากโดนหวาย”
สมมีอาการจุกรับคำ
“ขอรับ”
ระหว่างที่ขุนพิทักษ์จะไป ก็มีเสียงของขุนไว ดังขึ้นมาจากเบื้องหลัง
“ลูกพระน้ำพระยามีชัยแก่พวกไพร่ในบ่อนเบี้ย รู้ไปถึงไหน คงมีแต่คนแซ่ซ้อง”
ขุนพิทักษ์สายตากร้าวหันมา ขุนไวมีเพียงแววตาท้าทายไม่ยำเกรงเช่นเดียวกัน
“แล้วมันกงการอะไรของเอ็งไอ้ไว”
“ก็ไพร่คนนั้นมันเป็นคนของข้า เอ็งทำอย่างนี้มันไม่หักหน้ากันไปหน่อยเหรอ”
“อ้อ....ขี้ข้าคงคาบข่าวไปฟ้องนาย ถุย! ขี้ขลาด ข้าว่าพวกเอ็งหาซิ่นมานุ่งกันทั้งเรือนน่าจะดีกว่า”
ลูกน้องขุนไว บอก
“ท่านขุนพูดจาแบบนี้ไม่ให้เกียรติท่านขุนไวพิชิตพลเลยนะครับ”
“เกียรติข้ามีไว้ให้คนที่ศักดิ์เท่ากัน ไม่ใช่ไอ้พวกเด็กวัด คางคกขึ้นวอ!”
ขุนไวโกรธจัดกำหมัดแน่น ลูกน้องกระชับดาบ แต่ขุนไวยกมือห้ามไว้
“อย่าใช้กำลังตัดสินเหมือนพวกไพร่เลย ข้าว่าเราใช้วิธีแบบผู้มีปัญญาเขาทำกันดีกว่า ถ้าเอ็งไม่หัวหดซะก่อนนะไอ้พิทักษ์”
“ว่ามา”
“แข่งเรือกับข้า ถ้าเอ็งแพ้ เอ็งต้องกราบตีนขอสมาข้า!”
ขุนไว หน้าตาท้าทายกวนน้ำโห
“ได้! แต่ถ้าเอ็งแพ้... เอ็งไม่ต้องกราบตีนข้า เพราะคางคกอย่างเอ็งต้องกราบตีนหมาที่หน้าวัด”
ขุนไวพิชิตพลกำหมัดแน่น แววตาขุนพิทักษ์ไมตรีไม่กลัวใคร

หลวงตามั่นเทศน์จบ ทุกคนก้มลงกราบ
บ่าวคนหนึ่งมาส่งข่าวให้แจ่มที่ด้านหน้าโบสถ์ ฟังแล้ว แจ่มถึงกับจับอกด้วยความตกใจ รีบหมอบคลานเข้ามาหาคุณหญิงมณี
“คุณหญิงเจ้าคะ ท่านขุนมาแล้วเจ้าค่ะ”
“อยู่ไหนล่ะนังแจ่ม เรียกพ่อพิทักษ์มากราบเถรมั่นให้เร็ว” คุณหญิงมณีบอก
“เอ่อ...เอ่อ คือ”
“คืออะไร”
“ข้างนอกดูเหมือนจะมีแข่งเรือกันนะคะคุณหญิง” คุณซ่อนกลิ่นพูดขึ้น
คุณพิกุลบอก
“บ่าวอิฉันมาบอกว่าพ่อพิทักษ์กับพ่อไวพนันแข่งเรือกันค่ะ”
“พนันแข่งเรือ”
คุณหญิงมณีหันไปมองหน้าแจ่มที่พยักหน้ารับ
“เจ้าค่ะ”
“บ่าวมันยังว่าใครแพ้ต้องกราบตีนหมาด้วยค่ะคุณหญิง” คุณพิกุลว่า
คุณหญิงหันมองหน้าแจ่ม
“ใช่เจ้าค่ะ”
คุณหญิงมณีได้ฟังแล้วลมจะใส่

หลวงตามั่น ส่ายหัวน้อยๆ อย่างไม่เห็นด้วย

บริเวณริมท่าน้ำวัดแค เรือของขุนไวพิชิตพล เขากับสมุนอีก ๓ คน กำลังเตรียมพร้อม ทางฝั่งเรือของขุนพิทักษ์ไมตรี มีสมและทาสชายอีก ๒ คน กำลังเตรียมเรือเช่นกัน

คุณหญิงมณีและกลุ่มเดินเร็วมาที่ริมน้ำตรงไปหาขุนพิทักษ์
“นี่เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงต้องมาพนันขันต่อกันในวัด วันนี้งานบุญนะพ่อพิทักษ์”
“ลูกก็กำลังจะโปรดสัตว์ ให้หมามันได้รับการกราบไหว้จากคนขอรับคุณแม่”
ขุนพิทักษ์พูดเสียงดังให้ขุนไว ได้ยิน
“หรือไม่คนอย่างเอ็งก็ต้องมากราบตีนคนอย่างข้า”
“เลิกแล้วต่อกันไม่ได้หรือไงพ่อไว ถือว่าป้าขอ”
“ถึงมันให้ ลูกก็ไม่ยอม ยังไงก็ต้องแข่งเรือให้ได้ ไอ้สมเอาพายลงน้ำ”
ขุนพิทักษ์ พูดจบก็เอาเรือออกไปยังจุดออก...
“พ่อพิทักษ์ พ่อพิทักษ์!”
“พ่อไวกับพ่อพิทักษ์นี่ก็เป็นอริกันมาตั้งแต่เด็ก โตมายังจะไม่เลิกแล้วต่อกันอีก” คุณซ่อนกลิ่นว่า
ขุนไว สั่งสมุนเอาเรือไปที่จุดออก และประกาศก้องกับพวกสมุนว่า
“แพ้ไม่ได้!”
ขุนพิทักษ์ลั่นตอบ
“สู้แค่ตาย !”
คุณหญิงมณีจะเป็นลม มีแจ่มคอยพัดวีอยู่

เสียงตีระฆังดังขึ้น เรือทั้งสองลำมุ่งหน้าไปแย่งธงที่อยู่ตรงหน้า ทางฝั่งท่าน้ำมีเสียงเชียร์และเสียงโอดครวญของคุณหญิงมณี
บนเรือกลางน้ำ ขุนไวพิชิตพลกับขุนพิทักษ์ไมตรีต่างมองหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมลงให้ใคร
ขุนพิทักษ์ส่งสัญญาณให้ลูกน้อง
“ชนมัน !”
ลูกน้องขุนพิทักษ์พายเบี่ยงเรือ ใช้พายเข้ากระแทกเรือขุนไว
ขุนไว เห็นดังนั้นก็ยิ่งแค้น
“ไอ้พิทักษ์”
ขุนไวพิชิตพล สั่งลูกน้องให้พายเร็วขึ้น หมายกะชิงธงให้ได้ แต่เรือขุนพิทักษ์ก็เร่งตามมากระทุ้งเรือขุนไวอีกครา คราวนี้ขุนไวใช้พายกระทุ้งกลับบ้าง จึงกลายเป็นต่อสู้กันด้วยไม้พาย สมใช้ไม้พายตีหัวสมุนของขุนไวจนบาดเจ็บ
“ไอ้พิทักษ์ เอ็งเล่นสกปรก”
“เล่นกับคนอย่างเอ็งมันก็ต้องอย่างนี้”
“ได้ ข้าเล่นได้ทุกแบบ”
ขุนไว จับพายกระทุ้งเรือขุนพิทักษ์ ตอนนี้ทุกคนหยุดพายแต่เอาพายกระทุ้งกัน
เรือหยุดกลางแม่น้ำเกือบถึงธง แต่ไม่มีใครชิงธง กลับตีกันอุตลุดชุลมุนกันอยู่
มุมหนึ่งมีเรือเก๋งลำใหญ่กำลังแล่นผ่านมา...
ขุนพิทักษ์ กระโดดข้ามไปที่เรือขุนไว ลูกสมุนบางคนตกน้ำไป เรือลอยเคว้งทั้งสองพยายามใช้พายกดกัน
ม่านหน้าต่างของเรือเก๋งที่ลอยผ่านมาถูกเปิดออก เผยใบหน้าของหญิงสาวสวยจับตา เธอมองมายังขุนทั้งสอง เช่นเดียวกับขุนทั้งสองที่เห็นหญิงสาว ดวงหน้าที่งามจับใจของนางทำให้ทั้งคู่นิ่งไปชั่วขณะ แต่เมื่อตาต่างประสานสายตากัน แม่หญิงโฉมงามก็ปิดม่านลงในทันที..
หัวเรืออีกลำหนึ่งวิ่งเข้าชนเรือของขุนไวกับขุนพิทักษ์ ทำให้ทั้งคู่ตกน้ำลงไปโครมใหญ่
หญิงสาวเปิดม่านมาอีกครั้ง พร้อมกับรอยยิ้มเยาะเพียงนิดเดียว
ขุนพิทักษ์ไมตรีกับขุนไวพิชิตพลลอยคออยู่กลางน้ำ ลูกสมุนของแต่ละฝ่ายต้องมาช่วยขึ้นไป แต่ใบหน้าของนางในดวงใจยังลอยเด่นอยู่ในดวงตาของหนุ่มทั้งสอง

ภายในเรือเก๋งกลางน้ำ รำพึงยิ้มน้อยๆ บ่าวจวงเข้ามาประจบ
“คุณรำพึงของบ่าวนั่งยิ้มขัน หนุ่มพวกนั้นตั้งแต่โค้งน้ำโน่นแล้วนะเจ้าคะ”
“ก็มันน่าขันนี่นังจวง คนบ้าอะไรมาต่อยตีกันกลางน้ำ” รำพึงว่า
“แต่จะว่าไปเป็นหนุ่มรูปงามทั้งคู่เลยนะเจ้าคะ”
“เอ็งคิดอย่างนั้นเหรอ”
จวงมองเหล่นายหญิง
“เจ้าค่ะ หรือคุณรำพึงคิดเห็นว่าไม่งาม”
รำพึงยิ้มอ่อนโยนแต่ตาดุ
“ควรแล้วเหรอ...ที่บ่าวอย่างเอ็งจะต่อปากต่อคำกับลูกพระยาอย่างข้า”
จวงสะดุ้งโหยงก้มหน้างุด รำพึงมีแววตานิ่งเฉย ไม่มีคำตอบ ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่

บริเวณลานวัดแค ทั้งหมดเปียกมะล่อกมะแล่กเป็นลูกหมาตกน้ำ ที่มุมหนึ่งหลวงตามั่นยืนดูเหตุการณ์อยู่
“เป็นอันว่าไม่มีใครแพ้ใครชนะ เลิกแล้วต่อกันเถอะนะพ่อพิทักษ์ , พ่อไว” คุณหญิงมณีว่า
“ลูกไม่ยอม ลูกไม่มีวันแพ้ไอ้ไว”
“แล้วเอ็งชนะข้ารึไม่ ไอ้พิทักษ์”
“พูดแบบนี้ มันต้องเอาเลือดปากออก”
ขุนพิทักษ์ไมตรีฮึดฮัดจะเข้าไป ขุนไว ไม่ยอม จนจะเกิดวางมวยกันอีกครั้ง คุณหญิงมณีให้บ่าวจับไว้
“พอๆ หยุดกันที จะมาฆ่ากันให้คนแก่เผาผีหรือไง พ่อไวถือซะว่าฉันขอ”
ขุนไว มองคุณหญิงมณีอย่างเกรงบารมี จึงยอมลง
“นี่เห็นแก่คุณหญิงนะครับ”
ขุนพิทักษ์ที่มองไม่วางตา
“ไม่รับฝากนานนะไอ้ไว ระวังดอกมันจะพูน”
ขุนพิทักษ์ ส่ายหน้าแบบไอ้ขี้ขลาด ขุนไวหันขวับมาจ้องอีกครั้ง คุณหญิงมณีรีบปราดมาจูงมือลูกชาย
“เข้าไปกราบพระกันเถอะพ่อพิทักษ์”
“ตรงนี้ก็ได้คุณแม่”
ขุนพิทักษ์ มีสีหน้าระอา ยกมือไหว้ส่งๆ
เสียงหลวงตามั่นดังขึ้น
“ใช้มือไหว้ กับ ใช้ใจไหว้มันไม่เหมือนกันนะท่านขุน”
ขุนพิทักษ์ หันไปตามเสียง หลวงตามั่นพูดเน้นชัด
“ไหว้พระด้วยใจ ใจก็จะเห็นภาพใดใดได้ชัดขึ้น”
ขุนพิทักษ์ รู้สึกแว๊บในใจขึ้นมากับภาพฝันของตัวเอง แต่ด้วยความที่ไม่ใส่ใจ จึงไม่อยากฟังต่อ
“ลูกกลับก่อนนะครับ”
ขุนพิทักษ์ พูดจบก็เดินไปอย่างไม่ยินดียินร้าย
“อิฉันกลุ้มใจกับลูกคนนี้จริงเจ้าค่ะเถรมั่น สงสารท่านพระยาเหลือเกิน ทั้งๆที่กำลังป่วยหนัก ก็ยังต้องมาห่วงลูกชายอีก” คุณหญิงมณีพูดพลางถอนใจ
“มีห่วงก็เหมือนมีบ่วง ธรรมะเท่านั้นที่จะทำให้มนุษย์หลุดจากบ่วงได้”
“แต่สำหรับพ่อพิทักษ์..ดูจะหนักหนา มีทางไหนที่จะผ่อนหนักเป็นเบาได้ไหมเจ้าคะ”
“ไม่มีใครหนีบ่วงที่ตนเองผูกขึ้นมาได้หรอก ทุกคนล้วนต้องชดใช้กรรมที่เกิดจากบาปที่ก่อขึ้นด้วยกันทั้งสิ้น!”

หลวงตามั่นพูดจบก็เดินกลับไป คุณหญิงมณีมองตามด้วยสังหรณ์ใจหนัก

บ่วงบาป ตอนที่ 1 (ต่อ)

ตกตอนกลางคืน ที่บ้านท้ายสวน ชุ่มเอาไพรประคบหน้าให้พี่ชาย สมร้องโอดโอยด้วยความเจ็บแสบ

“ทำไมต้องไปมีเรื่องกับเค้าด้วยนะพี่สม” ชุมว่า
“ข้าเหรออยากมี นายสั่ง..เราก็ต้องสู้”
นางเย็นถอนใจบอก
“ท่านขุนพิทักษ์นี่มีเรื่องมีราวได้ไม่เว้นแต่ละวัน”
“ใช่...ชั่วผิดพ่อผิดแม่!” สมว่า
ชุ่มกดไพรหนักไปที่ปาก
“เจ็บนะ นังชุ่ม!”
“พี่จะได้จำไงจ๊ะว่าอย่าลามปามท่าน ใครมาได้ยินเข้าพี่จะโดนโบยหลังขาด พี่สมก็อยู่ให้ห่างๆท่านขุนสิจะได้ไม่โดนแบบนี้อีก”
“เป็นทาสเขาจะเลือกอะไรได้วะนังชุ่ม เสร็จหรือยังล่ะ ข้าต้องรีบกลับไปที่เรือนคุณหญิงเดี๋ยวท่านขุนเรียกใช้ไม่เจอ ข้าจะเจ็บหนักอีก”
ชุ่มหมั่นไส้นิด ๆ กดไพรลงน้ำหนักมากขึ้นอีก
“เสร็จแล้ว”
“โอ้ย นังชุ่ม เจ็บนะโว้ย”
“ข้าไม่ได้ตั้งใจนะพี่ จริง ๆนะ” ชุมพูดพลางทำตาอ้อนพี่ชาย
“ไม่ต้องทำตาซื่อใส ข้าไม่เชื่อ เอ็งแกล้งข้า”
สมขยี้หัวชุ่มแกล้ง ๆ
“แม่จ๋าช่วยด้วย พี่สมแกล้งฉัน!”
ชุ่มคลานหนีไปหลบหลังเย็น สมตามมาจะแกล้ง ต่างหัวเราะกันสนุกสนาน

ในเวลากลางคืน ภายในบ้านพักพระยาเทวราช รำพึงกำลังจัดของว่างปรนนิบัติพระยาเทวราช ผู้เป็นพ่อ
“ของว่างค่ะคุณพ่อ”
พระยาเทวราชมองถ้วยชาที่รำพึงวาง แล้วปัดทิ้งปัง! รำพึงตกใจ จวงที่แอบดูอยู่ห่าง ๆ ตกใจยิ่งกว่า
“บอกกี่ครั้งแล้วว่าเรื่องอาหาร เครื่องดื่มของข้า เจ้าไม่ต้องยุ่ง!”
“รำพึงอยากจะปรนนิบัติคุณพ่อตามหน้าที่ของลูก”
“ลูก..ที่ข้าไม่เคยเต็มใจให้เกิด!”
รำพึงเจ็บปวด
“คุณพ่อ!”
“ทุกครั้งที่ข้าเห็นเจ้า มันตอกย้ำให้ข้าจำเรื่องชั่ว ๆ ของนังทาสชั่วที่กล้าทำเสน่ห์กับข้าผู้เป็นถึงพระยา”
“ลูกไม่ได้รู้เห็นในสิ่งที่แม่ของลูกทำ”
“เจ้าถึงยังได้ขึ้นชื่อว่าเป็นลูกของข้าอยู่ทุกวันนี้ไงล่ะ! แต่ถ้าวันใดเลือดนางทาสชั่วมีฤทธิ์ขึ้นมา ข้านี่ล่ะจะบั่นคอเจ้าทิ้งเหมือนแม่ของเจ้า”
“พอทีเถอะค่ะ ยังไงนางทาสชั่วที่คุณพ่อว่าก็เป็นแม่ของลูกลูกกราบขอร้อง...คุณพ่ออย่าพูดถึงเรื่องนี้อีกเลย”
รำพึงร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด
พระยาเทวราชหายใจเข้าออกลึก ๆ พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ตัวเองเพื่อเรียกสติคืน
“พรุ่งนี้พ่อจะต้องไปเยี่ยมพระยาสุรเดชไมตรีที่เรือน เจ้าเตรียมตัวให้พร้อมด้วย สำนึกไว้เสมอว่าเจ้าเป็นลูกข้า จงวางตัวเช่นลูกพระยาอย่าให้ข้าต้องอับอาย”
“เจ้าค่ะ”
พระยาเทวราชกลับเข้าห้องไป รำพึงน้ำตาร่วง จวงรีบเข้ามาหาด้วยความสงสาร
“คุณรำพึงของจวง”
“ข้าคือลูกพระยา คนอย่างข้ามีแต่จะสูงขึ้น ทั้งลาภยศ ฐานันดรและคู่ครอง เลือดในตัวข้าจะมีแต่เลือดพระยาเท่านั้น”
รำพึงปฏิญาณกับตนเองด้วยความคับแค้นในโชคชะตา แต่จะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด

ภายในโรงนางโลม เวลากลางคืน จอกเหล้ากำลังถูกป้อนเข้าปากขุนพิทักษ์ไมตรี ภาพดวงหน้าของหญิงงามที่นั่งเรือเก๋ง เขาจำได้ติดตาไม่ลืม ขุนพิทักษ์เผลอโน้มหน้าลงจูบแต่สาวงามตรงหน้าที่ป้อนเหล้าเขาอยู่ กลับเป็นใบหน้าของหญิงบำเรอนางหนึ่ง ขุนพิทักษ์เห็นก็หงุดหงิดด้วยอาการเมาทั้งเหล้า ทั้งฝิ่น เขาผลักหญิงบำเรอจนล้ม
“นางฟ้าของข้าไปไหน...พวกเอ็งออกไป ข้าต้องการนางฟ้าของข้าเท่านั้น”
ขุนพิทักษ์ในอาการเมามายยืนขึ้นมา แต่ล้มไม่เป็นท่า
หญิงบำเรออีกคนว่า
“นางฟ้าที่ไหนวะ ก็มีแต่เอ็งกับข้าอยู่กัน ๒ คนเนี่ย”
หญิงบำเรอคนแรกบอก
“ข้าจะรู้มั้ยล่ะ แล้วเอาไงต่อล่ะ”
ขุนพิทักษ์เมาหลับหมดสภาพ
“เมาพับอย่างนี้ ปล่อยไว้แบบนี้แหละ” หญิงบำเรอคนที่สองว่า
“เอ็งจะทิ้งท่านขุน จะดีเหรอวะ”
“เอ็งจะอยู่ก็อยู่ แต่ข้าจะไปหาอัฐเพิ่ม หึ้ย!เสียเวลา”
หญิงบำเรอคนที่สองคว้าถุงอัฐแล้วก้าวฉับๆออกไป หญิงบำเรอคนแรกก็วิ่งตามออกไป

ขุนพิทักษ์ เมามายพร่ำเพ้อเรียกหาแต่นางฟ้า!

ในเวลาเดียวกัน ที่เรือนของขุนไวพิชิตพล แลเห็นขุนไวผู้เป็นนายเรือนนี้กำลังสั่งการลูกน้อง

“ข้าอยากรู้ว่าเรือเก๋งลำใหญ่ที่มุ่งหน้าไปทางคุ้งน้ำฝั่งเหนือเมื่อบ่ายนี้ จุดหมายคือที่ใด”
สมุนสอพลอบอก
“ท่านขุนอยากรู้จุดหมายของเรือเก๋ง หรืออยากรู้ว่าเรือเก๋งลำนั้นบรรทุกสาวงามนางใดมามากกว่ากันครับ”
ขุนไว หันขวับมองสมุนประมาณอย่าสู่รู้ สมุนรีบลนลานออกไป เขายิ้มเมื่อนึกถึงหญิงงามนางนั้น


ภายในห้องนอน รำพึงนั่งอยู่ที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง จวงคอยสางผมให้อยู่
“นังจวง เอ็งเตรียมโสมที่ข้าได้มาจากสำเภาจีนใส่อับไว้ด้วยนะ พรุ่งนี้ข้าจะนำไปให้พระยาสุรเดชไมตรี เห็นว่าสุขภาพไม่ใคร่จะสู้ดี”
“เจ้าค่ะ แหมคุณรำพึงละเอียดถี่ถ้วนแบบนี้ใครได้ไปเป็นศรีภรรยาคงมีบุญโข”
“ปากดีนักเอ็ง แล้วเอ็งล่ะอยู่กับข้ามานาน...ไม่อยากมีผัวบ้างรึ”
จวงหัวเราะคิกบอก
“ไอ้อยากน่ะก็อยากเจ้าค่ะ แต่จนป่านนี้จวงยังไม่เห็นผู้ชายหน้าไหนมันจะดีพอสำหรับจวงสักคน”
“นั่นสินะ มันอยู่ที่ว่าชายใดจะดีพอ!”
รำพึงมองตัวเองในกระจก ความสวยของนางที่ไม่เคยมีใครแตะต้อง แววตารำพึงมีแววทะนงตน

เวลากลางคืน ลานบ้านมีมุ้งผูกเรียงกัน ๒ หลัง นายอยู่กับนางเย็นนอนในมุ้งหลังเดียวกัน ชุ่มนอนอยู่ในมุ้งขนาดกลาง
ภายในมุ้ง ชุ่มที่ยังนอนลืมตาโพลงนึกถึงเหตุการณ์เมื่อกลางวันที่ท่านขุนช่วยชุ่มไว้ ชุ่มยิ้ม และชุ่มก็นึกภาพที่ท่านขุนเอาดาบจ่อคอศัตรู
“ท่านขุนโรงบ่อน! ท่านเป็นคนดีหรือคนร้ายกันแน่”
ชุ่มเองไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร รู้แต่ว่าใจหนึ่งแอบชื่นชม แต่อีกใจก็แอบกลัว


วันใหม่ ในเวลากลางวัน ที่สวนเรือนคุณหญิงมณี บริเวณตั่งกลางสวน ขุนพิทักษ์ไมตรีนั่งคลอเคลียบ่าวในบ้าน แล้วให้พวกทาสชายต่อยกันอย่างสนุก
สมเดินผ่านมา ขุนพิทักษ์ เรียกไว้
“ไอ้สม เอ็งมานี่”
สมเดินเข้าไปหาขุนพิทักษ์ อย่างระวัง
“ข้าว่าหน่วยก้านเอ็งดี แบบนี้น่าจะลองวางมวยกับไอ้โตมันหน่อย”
“กระผมไม่สู้หรอกครับ”
“ข้าให้สู้เอ็งก็ต้องสู้ อย่าถือว่าเป็นคนโปรดคุณแม่แล้วจะมากำแหงกับข้า”
“กระผมไม่ได้คิดเช่นนั้นครับ”
พูดไม่ทันขาดคำ ขุนพิทักษ์ก็เตะหน้าสมจนล้มหงาย ขุนพิทักษ์ลุกขึ้นเหยียบอกสม
“เอ็งคิดจะลองดีกับข้าเหรอ”
ขุนพิทักษ์ กระทืบส้นเต็มตีน สมจุกเต็มรัก
คุณหญิงมณีกลับมาจากวัดกับแจ่มและบ่าวอีกกลุ่ม มาเห็นเหตุการณ์ก็ตรงเข้าไปชำระความ
“หยุดเดี๋ยวนี้นะพ่อพิทักษ์ ไอ้สมมันทำอะไรผิดถึงต้องกระทืบมันปางตาย”
บ่าวไพร่ต่างวิ่งหลบกันเป็นพัลวัน ขุนพิทักษ์หงุดหงิดไม่ต้องคารมที่มารดาทำเช่นนี้
“ก็ไอ้ทาสมันขัดคำสั่งลูก ลูกก็ลงโทษให้มันหลาบจำก็แค่นั้น”
“แจ่มพาไอ้สมไปกินยาแก้ช้ำใน”
แจ่มกับบ่าวช่วยพยุงตัวสมไป
“เข้าข้างกันเข้าไป จนทาสมันจะอยู่ค้ำหัวลูกกันหมดแล้ว”
“พ่อพิทักษ์ ลูกโตจนรู้ดีชั่ว น่าจะรู้ว่าสิ่งใดควรไม่ควร ตอนนี้คุณพ่อป่วยหนักลูกคิดจะเข้าไปให้คุณพ่อได้เห็นหน้าได้ชื่นใจบ้างมั้ย”
พิทักษ์ได้ฟังคำพูดของแม่ สีหน้าก็อ่อนลง แต่ด้วยความทิฐิที่ไม่เคยยอมลงให้ใครจึงหาเรื่องมาโต้เถียง
“ลูกเข้าไปหาคุณพ่อ ก็คงจะต้องทำหน้าเศร้าโศกที่เห็นคุณพ่ออยู่ในสภาพอย่างนั้น มันก็เหมือนแช่งคุณพ่อให้ตายเร็วขึ้น ใครอยากทำก็ทำกันไป แต่ลูกไม่ทำ”
“ทั้งที่ลูกก็รู้ว่าคุณพ่อต้องป่วยเพราะใคร”
ขุนพิทักษ์ สีหน้าเจ็บปวดแต่ยืนนิ่งไม่ขยับ คุณหญิงมณีจำต้องเดินกลับขึ้นเรือนไปอย่างอ่อนใจ ขุนพิทักษ์ มองตามด้วยความรู้สึกผิด
“มันไม่ใช่ความผิดของข้า...ไม่ใช่”

ในอดีต เวลากลางวัน ภายในห้องทำงาน พระยาสุรเดชไมตรีใช้เอกสารตบหน้าขุนพิทักษ์ ผู้เป็นบุตรชาย
“ยักยอกของหลวงผิดอาญาแผ่นดิน แกทำได้ยังไง”
พระยาสุรเดชฯ หายใจหอบแรง
“มันก็แค่ปันข้าวที่เหลือจากส่วยที่ส่งไปเมืองหลวง มันจะอะไรนักหนา”
พระยาสุรเดชไมตรีตบหน้าบุตรชาย
“ทำเลวแล้วยังไม่สำนึกอีก เป็นข้าราชการแผ่นดินแต่โกงกินบ้านเมือง ตาย 7 ชั่วโคตรยังชดใช้ไม่หมด”
“ไม่ต้องห่วงหรอกครับคุณพ่อ ถ้าต้องตาย ลูกตายคนเดียวได้ คงไม่ต้องให้ โคตรเหง้ามาร่วมรับผิดชอบ”
พระยาสุรเดชฯเงื้อมือจะตบหน้าอีกครั้ง แต่ยั้งใจไว้เมื่อเห็นขุนพิทักษ์ มองอย่างไม่รู้สึกผิด
“อย่ามาให้ข้าเห็นหน้าอีก”
ขุนพิทักษ์ เดินออกไปด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว


ขุนพิทักษ์ เดินขึ้นเรือนมาถึงหน้าห้องคุณหญิงก็ชะงัก เพราะได้ยินเสียงคุณหญิงมณีว่า
“คุณพี่คะ มีข่าวว่าตอนนี้ทางสังกัดของคุณพี่กำลังหาคนมารับตำแหน่งแทนคุณพี่”
ภายในห้อง พระยาสุรเดชไมตรีนอนป่วยอยู่
“สมควรแล้วคุณหญิง ราชการจะได้ไม่เสีย”
คุณหญิงมณีถอนหายใจหนัก
“ท่านพระยาเทวราชผู้ตรวจการจากพระนครมาถึงบ้านเราแล้ววันนี้ วันพรุ่งคงมาเยี่ยมคุณพี่”
“ต้อนรับขับสู้ท่านให้ดีนะแม่มณี”
คุณหญิงมณีค่ะ
พระยาสุรเดชพูดเสียงอ่อนคุณหญิงมณีมองผู้เป็นสามีด้วยแววตาห่วงใย
“พ่อพิทักษ์มัวง่วนอยู่กับข้อราชการ ก็เลยไม่ค่อยมีเวลามาหาคุณพี่“
พูดเพียงเท่านั้นคุณหญิงก็น่าสลด แต่ก็ต้องทำใจดีเพื่อมิให้ผัวเป็นกังวล
“อย่าปดฉันเลยแม่มณี ฉันรู้จักลูกชายของเราดี สำหรับพิทักษ์ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าเหล้า ฝิ่น ผู้หญิง”
ขุนพิทักษ์ไมตรีสะเทือนใจที่สุดท้ายตัวเองก็เป็นได้แค่ลูกเลวๆ ในสายตาของพ่อ คุณหญิงมณีหันมาเจอขุนบุตรชายยืนอยู่ที่หน้าห้อง
คุณหญิงมณีดีใจกำลังจะเอ่ยทัก แต่ขุนพิทักษ์สบตาแล้วหันเดินจากไป คุณหญิงมณีอยากจะลุกไปตาม
“มีอะไรเหรอคุณหญิง”
คุณหญิงมณีกลัวพระยาสุรเดชฯผิดหวังจึงบอก
“ไม่มีอะไรค่ะ คุณพี่พักเถอะค่ะ”

สายตาคุณหญิงมณีมองไปที่ประตูอย่างเสียดาย และเสียใจที่พ่อลูกกลายเป็นแบบนี้

ริมน้ำบ้านคุณหญิงมณียามนั้น เห็นหัวเรือมาเทียบท่า คนเรือผูกเรือไว้กับเสา พระยาเทวราชและรำพึงลงจากเรือ เป็นจังหวะที่ขุนพิทักษ์ไมตรีลงมาจากเรือนและเห็นรำพึงอย่างเต็มตา ใบหน้าของรำพึงคือใบหน้าที่เขาละเมอถึงอยู่ทั้งคืน

ขุนพิทักษ์ตะลึงอยู่เป็นนาน จวงเห็นเขาถึงกับปิดปาก รำพึงเองก็จำขุนพิทักษ์ได้ รำพึงเผลอยิ้มแต่รีบเก็บอาการ
พระยาเทวราชเดินเข้าไปทักขุนพิทักษ์
“คุณหญิงมณีอยู่มั้ยพ่อหนุ่ม”
ขุนพิทักษ์ จึงได้รู้สึกตัว
“คุณแม่อยู่บนเรือนขอรับ”
“พ่อหนุ่มนี่เป็นลูกชายของท่านพระยากับคุณหญิงหรอกรึ”
“ขอรับ กระผมชื่อพิทักษ์ ขอรับ”
“ฉันพระยาเทวราชเป็นผู้ตรวจการมาจากพระนคร ฉันพาแม่รำพึงลูกสาวฉัน มาเยี่ยมท่านพระยากับคุณหญิง”
ขุนพิทักษ์ ยกมือไหว้พระยาเทวราช
รำพึงยกมือไหว้ขุนพิทักษ์ อย่างอ่อนช้อย เขารับไหว้แต่ส่งสายตามองอย่างไม่วางตา
“ขอเชิญท่านพระยา พักรอที่ศาลารับรองก่อนนะขอรับ เดี๋ยวกระผมจะไปเรียนคุณแม่”
ขุนพิทักษ์ ผายมือไป มีบ่าวบ้านคุณหญิงมณีนำขบวนไป ทุกคนเดินตามไป จนรำพึงผ่านหน้า ขุนพิทักษ์มองดวงหน้านั้นไม่ละสายตา แต่รำพึงไม่ได้ชายตามองด้วยรักษากิริยาท่าที

บนศาลารับรอง รำพึงยื่นกล่องน้ำอบปรุงและอับใส่โสมให้คุณหญิงมณี
“น้ำอบปรุงจากพระนครและโสมแท้ได้มาจากเรือสำเภาจีนค่ะคุณหญิง คุณพ่อตั้งใจนำมาให้คุณหญิงกับท่านพระยาฯ โดยเฉพาะ”
“ไม่น่าต้องลำบากหอบหิ้วมาเลย”
“ไม่ได้ลำบากอะไรเลยคุณหญิง ว่าแต่ว่าท่านพระยาฯ เป็นอย่างไรบ้าง”
“ก็ทรงๆทรุดๆน่ะค่ะ คุณพี่เองเป็นห่วงราชการมาก ทำแต่งานจนไม่รักษาตัว พอมารู้อีกทีก็เป็นหนักแล้ว”
คุณหญิงมณีมีอาการเศร้า
“ฉันขอพบท่านสักครู่ ฉันมีความจากพระนครมาถึงท่าน” พระยาเทวราชว่า
“เชิญท่านพระยาฯค่ะ”
“รำพึงรอพ่ออยู่ทางนี้ก่อน เดี๋ยวพ่อคุยกับท่านพระยาฯเสร็จจะลงมา ฝากน้องสักครู่นะพ่อพิทักษ์”
“ขอรับ”
คุณหญิงมณีนำพระยาเทวราชไปโดยมีแจ่มคอยตามดูแล ทางฝ่ายคู่หนุ่มสาวมีแต่ความเงียบ ขุนพิทักษ์ จึงชวนคุยสร้างบรรยากาศ
“ตอนนี้ดอกไม้ในสวนออกดอกบานสะพรั่ง ถ้าน้องสนใจพี่จะพาไปชม”
“ขอบคุณค่ะ”
ขุนพิทักษ์ ลุกขึ้นยืน รำพึงลุกขึ้นยืนแต่จังหวะที่ก้าวสะดุด เขารีบดึงแขนรั้งตัวรำพึงไม่ให้ล้ม แต่ด้วยแรงเหวี่ยงจึงทำให้ขุนพิทักษ์ โอบรำพึง หน้าทั้งสองใกล้กัน ดวงตาของคนทั้งคู่จ้องมองกัน จวงเห็นก็ตกใจ
“ว้ายตาเถรตกหกคะเมน!”
รำพึงรีบถอนตัวออก ขุนพิทักษ์ ไม่อยากปล่อยแต่จำต้อง
“พี่ขอโทษด้วยที่...”
รำพึงเขินอายบอก
“ไปชมสวนดอกไม้กันเถอะค่ะ ไปจวง”
รำพึงหน้าแดงหันหน้าเดิน ขุนพิทักษ์ ยิ้มในดวงตาเป็นประกาย

บนเรือน ขุนไวพิชิตพลหันมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เมื่อได้ฟังข่าวจากสมุน
“ลูกสาวท่านพระยาเทวราชน่ะเหรอ เตรียมเรือ ข้าจะไปกราบท่านพระยาที่เรือน” ขุนไว พูดพลางสั่งสมุน
“แต่เห็นว่า วันนี้ท่านพระยากับลูกสาวไปกราบท่านพระยาสุรเดชไมตรีนะครับ”
ขุนไว สีหน้าเริ่มเป็นกังวลใจ
“ไอ้พิทักษ์!”

ขุนพิทักษ์ พารำพึงเดินชมสวนดอกไม้รอบเรือนซึ่งมีจวงคอยตามอยู่ห่างๆ เขาแอบมองรำพึงที่ดูดอกไม้อย่างชื่นชม
“ท่านพระยาสุรเดชป่วยเช่นนี้ คุณพี่คงเหนื่อยนะคะ ทั้งทำงาน บ่าวไพร่”
“ก็ไม่เท่าไหร่หรอกจ๊ะ จะเหนื่อยหน่อยก็เรือกสวนไร่นามันเยอะเป็นร้อยไร่ ก็อาจจะดูแลไม่ทั่วถึงบ้าง”
“น้องทราบมาว่าทางเชื้อสายคุณพี่เป็นพระยาสืบทอดกันมาเหรอคะ”
“ก็หลายชั่วอายุคนน่ะจ๊ะ ต้นตระกูลของพี่สืบเชื้อสายจากเสด็จในวัง ทำงานรับใช้เหนือหัวมาตลอด”
รำพึงมองขุนพิทักษ์ อย่างพอใจในข้อมูลที่ได้รับ
รำพึงเปลี่ยนเรื่อง
“คุณหญิงท่านดูแลไม้ต้น ไม้ดอกได้งามมากนะคะ”
“งามมาก…”
ขุนพิทักษ์ พูดโดยที่สายตาไม่ได้ละไปจากหน้าของรำพึงเลย เธอหันมามองหน้าเขาแล้วก็อดยิ้มขำไม่ได้
“หน้าตาพี่มีอะไรน่าขันนักหรือ”
“น้องเห็นหน้าคุณพี่ก็เลยนึกถึงภาพเมื่อวานที่กลางแม่น้ำ คนที่ตกน้ำเปียกมะล่อกมะแล่ก คือคุณพี่นี่เอง”
ขุนพิทักษ์ รีบพูดแก้เก้อ
“อ๋อ พวกพี่แข่งเรือกันน่ะจ่ะ”
“การแข่งเรือ ไม้พายต้องอยู่ในน้ำมิใช่รึคะ แต่ที่น้องเห็น ไม้พายแกว่งอยู่ในอากาศ บ้างก็ตีฟาดหัวคน เมืองนี้เขาแข่งเรือกันอย่างนี้รึคะ”
ขุนพิทักษ์ เห็นช่องจึงใช้วาจาที่มีคารมหาทางใกล้ชิดรำพึง
“ถือเป็นโชคของพี่ที่มีเรือของน้องผ่านมาพอดี ไม่อย่างนั้นพี่อาจจะตาย เป็นผีเฝ้าคุ้งน้ำไปแล้ว พี่ติดหนี้ชีวิตน้องรำพึงจริงๆ”
“คุณพี่พูดเกินไปแล้ว น้องไม่ได้ทำอะไรเลย แค่ลอยเรือผ่านไปทางนั้น”
“แต่พี่ถือว่าน้องมาช่วยต่อชีวิตพี่ หากน้องรำพึงจะให้พี่รับใช้เรื่องใด พี่เต็มใจทำให้ทุกอย่าง”
สายตาที่ขุนพิทักษ์ ส่งให้ รำพึงเองรู้สึกได้ถึงแรงปรารถนาของเขา แต่ความรู้สึกของคนทั้งสองถูกขัดขึ้นด้วยเสียงที่มาแต่ไกลของคุณหญิงมณี
“อิฉันต้องขอบพระคุณท่านพระยาฯเป็นอย่างมาก”
“แม่มณีมีอะไรให้ฉันช่วยก็ไม่ต้องเกรงใจ” พระยาเทวราชว่า
ผู้อาวุโสทั้งสองเดินเข้ามาสมทบกับรำพึงกับขุนพิทักษ์
“อ้าว เด็กๆมาอยู่กันตรงนี้”
“คุณพี่พิทักษ์มีน้ำใจพารำพึงมาชมสวนนะค่ะ สวนของคุณหญิงงามจริงๆ ค่ะ”
คุณหญิงมณียิ้มรับ
“งั้นฉันถือโอกาสลาคุณหญิงเลย”
“ค่ะ พ่อพิทักษ์ไปส่งท่านพระยาฯ กับน้องหน่อยนะลูก”
ขุนพิทักษ์ แอบดีใจ แต่พระยาเทวราชขัดขึ้นมาเสียก่อน
“ไม่เป็นไรๆ ไม่ต้องยุ่งยาก ท่าน้ำอยู่แค่นี้ เดี๋ยวฉันไปกันเองได้ ขอบใจมาก”
รำพึงยกมือไหว้ลาคุณหญิง ขุนพิทักษ์ ยกมือไหว้พระยาเทวราช
รำพึงยกมือไหว้ขุนพิทักษ์ เขารับไหว้ กลุ่มพระยาเทวราชเดินไป ขุนพิทักษ์มองตามสายตาวิบวับ คุณหญิงมณีสังเกตเห็นอาการลูกชาย แล้วพูดขึ้น
“รำพึงไม่ใช่ผู้หญิงทั่ว ๆ ไปที่ลูกจะทำเล่น ๆ ได้ จะทำอะไรคิดให้มาก ๆ เข้าไว้”
ขุนพิทักษ์ ถอนใจอย่างรำคาญล้วเดินออกไป

คุณหญิงมณีมองตามบุตรชายอย่างหนักอกหนักใจ

บริเวณตลาดริมน้ำ ร่างของนายอยู่ถูกโยนลงไปกับพื้น นางเย็นและชุ่มวิ่งเข้าไปประคองผัวและพ่อ ผู้คนแถบนั้นมามุงดูกัน

“พูดกันดีๆไม่ได้รึ ทำไมต้องทำพ่อข้าถึงเพียงนี้”
“ก็พ่อเอ็งติดหนี้นายข้า แค่ถึงเวลาแล้วไม่ยอมจ่ายมันก็ต้องโดนแบบนี้” นักเลงว่า
พูดจบนักเลงที่เหลือเข้าไปจะจับตัวนายอยู่ แต่นางเย็นเข้าขวางพร้อมยกมือไหว้
“อย่าทำอะไรผัวฉันเลย แล้วฉันจะรีบหาอัฐไปผ่อนดอกให้”
นักเลงหันไปเห็นชุ่มที่อยู่ข้างนายอยู่ แล้วยิ้มกริ่ม
“แต่ว่าถ้าได้ตัวนังนี่ไปขัดดอก นายข้าอาจจะพอใจ”
ชุมมีอาการกลัว นายอยู่เอาตัวมาป้องลูก นางเย็นก็จับขานักเลงขอร้อง
“อย่าทำอะไรลูกข้า นังชุ่มมันยังเด็ก อย่าเอามันไปเลย”
นักเลงสั่งลูกน้องฉุด ชุ่มสู้ขัดขืน นายอยู่นางเย็นสู้แต่ถูกพวกนักเลงทำร้าย
จังหวะนั้นขุนพิทักษ์ไมตรีพร้อมบ่าวไพร่ผ่านมา ลูกน้องของนักเลงพังข้าวของเขวี้ยงของไปโดนขุนพิทักษ์ อย่างจัง เขาโกรธจึงเข้าไปร่วมวง
“ใครมาทำใหญ่โตแถวนี้วะ”
จังหวะนั้นชุ่มสะบัดหนีจากการจับกุมไปซุกอกแม่ด้วยความกลัว ชุ่มเหลือบมองไปก็จำขุนพิทักษ์ ได้
“ท่านขุนโรงบ่อน...”
ชุ่มเข้าใจว่า ขุนพิทักษ์ มาช่วยตนและพ่อแม่ที่โดนรังแก นางเย็นฉุด
“ไปเร็ว นังชุ่ม”
ชุ่มยังไม่ทันเห็นเหตุการณ์ต่อ นางเย็นและนายอยู่ก็ลากชุ่มออกไป นักเลงหันมาตะคอกใส่ขุนพิทักษ์
“เอ็งแส่อะไรด้วยวะ”
“ข้าแส่ก็เพราะพวกเอ็งทำตีนข้าเปรอะ”
ขุนพิทักษ์ ยกเท้า
“เช็ดตีนให้ข้า”
นักเลงโกรธ แล้วถุยน้ำลายใส่เท้า
“ถุย... ข้าใช้น้ำลายล้างให้เอ็งท่าจะสะอาดกว่า ใช่มั้ยวะพวกเรา”
ลูกน้องนักเลงพากันหัวเราะ ขุนพิทักษ์ ยกตีนฟาดหน้านักเลงทันที ฝ่ายนักเลงลุกขึ้นได้สั่งลูกน้องลุย ขุนพิทักษ์ และพวกเข้าตะลุมบอน
ขุนพิทักษ์มีฝีมือกว่าพวกนักเลง สุดท้ายขุนพิทักษ์ใช้ไม้ฟาดนักเลงลงไปกอง ขุนพิทักษ์เหยียบนักเลงไว้
“ไอ้ขี้ครอก ถ้าเช็ดตีนให้ข้าตั้งแต่แรกก็สิ้นเรื่อง”
ขุนพิทักษ์หยิบจอกน้ำมาราดเท้าตนเองที่เหยียบอยู่บนอกนักเลงอยู่ ขุนพิทักษ์ยิ้มสะใจและกระทืบนักเลงอีกทีก่อนเดินจากไป

ภายในจวนพระยาเทวราช เวลาเย็น ขุนไวพิชิตพลยื่นอับใบชาให้ พระยาเทวราชยื่นมือมารับไป
“กระผมขุนไวพิชิตพล ข้าราชการในกรมถือโอกาสมากราบท่านพระยาฯ หากท่านมีเรื่องให้กระผมรับใช้ กระผมพร้อมจะทำอย่างเต็มกำลัง
“ขอบใจในน้ำใจนะ เออ...ท่านขุน ฉันได้ยินข่าวไม่ใคร่จะดีนักเรื่อง การงานของพ่อพิทักษ์ลูกของท่านพระยาสุรเดชฯ มันมีมูลแค่ไหนกัน”
ขุนไว ไม่อยากพูดถึง
“กระผมไม่ขอเอ่ยถึงได้ไหมขอรับ”
พระยาเทวราชรู้ทันทีว่า ทั้งขุนไว และขุนพิทักษ์ ไม่ลงรอยกันแน่ พระยาเทวราชเงียบ แต่สั่ง
“ถ้าท่านไม่สะดวกใจก็แค่ตอบฉันว่าใช่หรือไม่ก็พอ”
จังหวะนั้นรำพึงลงมาพอดีจึงได้ยิน
“ที่ว่าขุนพิทักษ์ เป็นผู้ที่เกียจคร้านงานราชการ แล้วยังมีนอกมีในกับพวกพ่อค้ามากมาย จริงหรือไม่”
ขุนไวพิชิตพล ลำบากใจ แต่ต้องตอบ
“จริงครับ”
รำพึงรู้สึกได้ว่า ขุนไว จะไม่ได้อยู่ข้างเดียวกับขุนพิทักษ์ จึงหาทางขัดเพราะตนมีไมตรีกับขุนพิทักษ์ มากกว่า
“คุณพ่อคะ วันพรุ่งลูกจะขอให้จวง ไปซื้อเครื่องหอม มาทำน้ำปรุงเก็บไว้”
ขุนไวพิชิตพลมองตามเสียงด้วยแววตาที่เพ้อหาตะลึงในความงาม รำพึงหันมอง
“ขอโทษค่ะ ลูกไม่ทราบว่าคุณพ่อมีแขก”
“ไม่เป็นไรลูก ไม่ใช่คนอื่นคนไกล รำพึงนี่ท่านขุนไวพิชิตพล”
“ยินดีที่ได้พบค่ะท่านขุน”
รำพึงไหว้ ขุนไว รับไหว้แล้วรีบทำคะแนน
“ท่านพระยาฯขอรับ เรื่องเครื่องหอมที่คุณรำพึงต้องการ พรุ่งนี้กระผมขออาสาให้คนจัดมาให้นะครับ”
รำพึงตวัดสายตามองอย่างวางท่า
“อย่าต้องลำบากเพราะดิฉันเลย”
“ไม่ลำบากอะไรเลย กระผมเป็นคนถิ่นนี้จะรู้จักที่ทางในการหาของได้ดีกว่า”
“ก็จริงอย่างที่ท่านขุนว่า ถ้าอย่างนั้นรบกวนท่านขุนเป็นธุระให้ที”
สีหน้าของรำพึงไม่ค่อยพอใจ
“ดิชั้นจะให้จวงเอารายการมาให้แล้วกันนะคะ … ลูกขอตัวก่อน”

รำพึงเดินขึ้นชั้นบนไป ขุนไว มองตามรำพึงอย่างมีความหวัง

บ่วงบาป ตอนที่ 1 (ต่อ)

ส่วนที่บ้านท้ายสวน เวลากลางคืน ชุ่มป้อนยาแก้ช้ำในให้พ่อ และนางเย็นประคบตามเนื้อตามตัวให้นายอยู่

“เราไปเป็นหนี้พวกมันตั้งแต่เมื่อไหร่ ไหนพ่อกับแม่บอกฉันว่าเราเป็นหนี้แค่เรือนคุณหญิงมณีไม่ใช่รึ”
นายอยู่มองหน้านางเย็น และหลบตาลูกสาว
“มันยังไม่พอใช้หนี้ พ่อเอ็งเขาก็เลยต้องไปหยิบยืมมาจากพวกออกกู้” นางเย็นว่า
“เท่าไหร่รึพ่อ”
“๒ ชั่ง” นายอยู่บอก
“๒ ชั่ง!”
“พ่อเอ็งเอาสวนไปวางไว้กับมัน นี่ก็เลยกำหนดดอกมาหลายวันแล้วมันถึงส่งคนมาทวง ตอนนี้ของในสวนก็ขายไม่ดี ชักหน้าไม่ถึงหลัง”
ชุ่มกอดแม่กับพ่อร้องไห้
“แล้วเราจะทำยังไงกันดีล่ะ”
นายอยู่กับนางเย็นกอดชุ่มไว้ แต่ไม่มีทางออก

ดวงจันทร์แจ่มฟ้ายามค่ำคืน ภายในห้องนอนรำพึง เรือนพระยาเทวราช จวงช่วยรำพึงแต่งตัว
“คุณรำพึงของจวงเสน่ห์แรงจริงนะเจ้าคะ ท่านขุนพิทักษ์ก็มีจิตเสน่หา นี่ขุนไวก็ส่งสายตาอย่างเปิดเผย”
“อย่าสาระแนนักนังจวง”
“ก็มันจริงนี่เจ้าคะ จะว่าไปทั้งสองท่านก็รูปงามทั้งคู่ หน้าที่การงานก็ไม่มีใครด้อยกว่าใคร”
“ไม่มีใครด้อยกว่าใครจริงรึ”
“จริงเจ้าค่ะ...แต่ยกเว้นเรื่องเชื้อสายกับทรัพย์สมบัติ ที่จวงรู้มาขุนไว แต่เดิมเป็นเด็กวัดแต่พระยาพิศาลท่านไม่มีลูกก็เลยเก็บขุนไวมาชุบเลี้ยงราวกับลูกแท้ๆ ขุนไวก็สร้างผลงานจนได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเป็นท่านขุนได้ นี่ล่ะเจ้าค่ะ”
“ต่ำชั้น เทียบไม่ได้กับคุณพี่พิทักษ์ของข้าสักนิด”
“ท่านขุนพิทักษ์ของคุณรำพึงหรือเจ้าคะ”
“นังจวง!”
จังหวะนั้น ก็มีก้อนดินกลมลอยเข้ามาทางหน้าต่างโดนหัวจวง
“โอ้ย! บ่าวพูดแค่นี้ทำไมต้องทุบหัวบ่าวด้วยเจ้าคะ”
“ข้าเปล่า”
จวงหยิบก้อนกลมๆออกมาดู แล้วคลี่ออกเห็นเป็นกระดาษมีลายมือ แต่จวงอ่านไม่ออก
“เขียนอะไรเจ้าคะ จวงอ่านไม่ออก”
รำพึงหยิบมาดู เป็นเพลงยาวที่ขุนพิทักษ์ไมตรีส่งถึงรำพึง

“ถึงนวลเจ้าจะอยู่ไกลได้เห็นหน้า
เป็นบุญตาได้ชมสมใจหนอ
ยิ้มของเจ้าเป็นขวัญใจใคร่พนอ
อยากเคลียคลออิงแอบแนบชิดกัน”

รำพึงรีบเดินไปที่หน้าต่างแล้วมองออกไป เห็นเรือลอยอยู่กลางน้ำ บนเรือ...ขุนพิทักษ์นั่งยิ้มกว้างที่ได้เห็นหน้ารำพึง
รำพึงอ่านเพลงยาวต่อ

“แต่วันนี้พี่คงได้แค่มองเจ้า
หัวใจร้าวดิ้นเร่าเท่าอาสัญ
หากจะช่วยให้พี่รอดคงชีวัน
เพียงดวงจันทร์ช่วยโยนผ้ามาแทนใจ”

รำพึงหัวเราะน้อยๆ
“คนบ้า...”
รำพึงผลุบเข้าไป ขุนพิทักษ์ใจหายวาบคิดว่า รำพึงไม่พอใจ
รำพึงเดินไปที่โต๊ะหยิบกระดาษมาเขียนอะไรยุกยิกแล้วสั่งจวง
“จวงเอาผ้าเช็ดหน้ามาให้ข้าหน่อย”
“เจ้าค่ะ”
จวงหยิบผ้าเช็ดหน้ามาให้
รำพึงพับกระดาษและพันผ้าเช็ดหน้าม้วนไว้กับก้อนดิน
“จวงเอ็งเอาดินก้อนนี้เขวี้ยงไปให้ถึงเรือโน่น”
“จวงเหรอเจ้าคะ”
“ใช่ ไม่งั้นเอ็งก็ต้องลอยคอข้ามน้ำไป เลือกเอา”
“เขวี้ยงดีกว่าเจ้าค่ะ”
จวงยงโย่ยงหยก เขวี้ยงก้อนดินอย่างแรง
ก้อนดินลอยไปตกที่เรือ ขุนพิทักษ์แกะผ้าออกจากก้อนดินเห็นจดหมาย

“ด้วยกลัวว่าบาปนี้จะมีมาก
จึงไม่อยากทำใครให้อาสัญ
ถ้าผ้าน้องชูให้พี่มีชีวัน
แพรเรียกขวัญคืนสู่พี่คงดีใจ”

ขุนพิทักษ์ หยิบผ้าขึ้นมาหอม ที่หน้าต่างรำพึงมองแล้วกลับมายิ้ม จวงแอบมองเจ้านายด้วยอารมณ์คิกคัก

เวลากลางคืน นางเย็นกับนายอยู่และชุ่มต่างนอนหลับอยู่ในมุ้ง มีควันลอยเข้ามาในมุ้ง ชุ่มสำลักควันตื่น สิ่งที่เห็นตรงหน้า คือไฟที่กำลังโหม ชุ่มรีบปลุกแม่กับพ่อ
นายอยู่ นางเย็นตื่นมาตกใจร้องกันลั่น นายอยู่พยายามใช้น้ำดับแต่ไม่เป็นผล เสียงนักเลงหัวเราะลั่น
“ข้าไม่ปล่อยพวกเอ็งแน่ คืนนี้ลูกสาวเอ็งต้องไปขัดดอกนายข้า”
นักเลงสั่งคนจับชุ่ม นายสมกับนางเย็นพยายามเข้าช่วย ชุ่มทั้งถีบ ทั้งกัด แต่แรงสู้พวกนักเลงไม่ได้
“ปล่อยข้า ไอ้ชั่ว ปล่อยข้า...แม่จ๋า พ่อจ๋า ช่วยฉันด้วย”
นักเลงหัวเราะลั่น ชุ่มถูกลากไปกับพื้น ชุ่มพยายามดิ้นรนต่อสู้
จังหวะที่นักเลงลากชุ่มก็มีไม้มาฟาดที่หัวอย่างแรง นักเลงหันไป เห็นไอ้สมยืนจังก้าไม่เกรงผู้ใด เลือดไหลอาบท่วมหน้านักเลง
ชุ่มหนีไปหาแม่และพ่อ
“ถ้าเอ็งแตะน้องข้าอีกทีเอ็งตาย!”
นักเลงสั่งลูกน้องเล่นงานสม แต่สมนั้นรู้เชิงมวย สมใช้ไฟและไม้เข้าสู้พวกนักเลง พวกนักเลงแพ้ทางล้มลงไปนอนกองกับพื้น
สมคว้ามีดปอกมะพร้าวได้จ่อไปที่หัวหน้านักเลง
“ถ้าไม่อยากเป็นผีเฝ้าสวน เอ็งก็อย่ากลับมาให้ข้าเห็นหน้า”
สมพูดจบก็เงื้อมีด แต่ชุ่มมาดึงไว้
“อย่าพี่สม”
“พวกเอ็งไม่ตายดีแน่!”
หัวโจกนักเลงพูดจบก็สั่งลูกน้องถอยร่นออกไป ชุ่มเข้าไปหาพ่อกับแม่ สมเข้าไปหาครอบครัวที่ต้องเจอชะตากรรมเลวร้าย

ทุกคนมองบ้านที่ถูกไฟเผาอย่างหมดหนทาง

คบไฟหัวเรือของขุนพิทักษ์ไมตรีลอยมาตามน้ำ เขานั่งมาในเรือโดยมีบ่าวพายเรือให้ ขุนพิทักษ์ มองผ้าเช็ดหน้าแทนตัวของรำพึง แล้วยิ้มด้วยความมั่นใจว่าต้องพิชิตใจของรำพึงได้ ขุนพิทักษ์หยิบผ้าขึ้นมาดอมดม

“แค่ผ้าเช็ดหน้ายังหอมถึงเพียงนี้ เนื้อเจ้าจะหอมเพียงใด”
ขุนพิทักษ์ยิ้มชื่นชมนึกถึงดวงหน้าของรำพึง
ท้องฟ้ามีแสงวาบ ขุนพิทักษ์เงยหน้าขึ้นมองเห็นท้องฟ้าสีแดงฉาน
“พายเร็วสิโว้ย ข้าไม่อยากเปียกเป็นลูกหมาไปโรงฝิ่น”
“ไม่กลับเรือนรึขอรับ ท่าทางฝนจะตกหนัก”
“ข้าบอกให้ไปไหนก็ไป หรือถ้าเอ็งอยากกลับเรือน ข้าจะถีบเอ็งตกน้ำ แล้วเอ็งก็ว่ายน้ำกลับเรือนเอง เอามั้ย”
“โรงฝิ่นก็โรงฝิ่นขอรับ”
บ่าวเร่งฝีพายฟ้ายงคงร้องโครมครามปนกับแสงฟ้าแล่บ

บนศาลาเรือนคุณหญิงมณี เวลากลางคืน ชุ่ม นางเย็น นายอยู่ กราบที่เท้าคุณหญิงมณี
“ไอ้สม มันพาน้องสาวมันมาพึ่งใบบุญคุณหญิงน่ะเจ้าค่ะ เพราะถ้าไปอยู่ข้างนอกคงถูกพวกเจ้าหนี้ฉุดไปทำเมียขัดดอก” แจ่มว่า
“ทาสในเรือนก็มีเยอะแยะ เอ็งว่าข้าควรจะรับมันไว้รึนังแจ่ม”
ชุ่มหน้าตามอมแมม ตาบ้องแบ๊ว รีบพูดขึ้น
“ไม่เป็นไรจ๊ะเพราะฉันจะไม่อยู่ที่นี่ ฉันจะอยู่กับพ่อกับแม่”
สมตกใจปราม
“นังชุ่ม!”
“ฉันพูดจริงๆ ถ้าพี่กับฉันอยู่ที่นี่แล้วใครจะดูแลพ่อกับแม่ล่ะ”
สมดึงน้องไว้ แต่คุณหญิงมณีเห็นในความไม่กลัวใครและรักพ่อแม่ของชุ่ม
“กระผมต้องกราบขอโทษขอรับ นังชุ่มมันไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง หากคุณหญิงจะถือว่าเป็นการทำบุญช่วยเหลือลูกนกลูกกาก็จะเป็นพระคุณต่อไอ้สมขอรับ”
คุณหญิงมณีตัดสินใจ
“ได้ ! ข้าจะรับมันไว้”
“ขอบพระคุณขอรับ”
สม นายอยู่ นางเย็นก้มกราบคุณหญิงมณี มีเพียงชุ่มเท่านั้นที่ส่ายหน้าดิก คุณหญิงมณีพูดกับสม
“แล้วพ่อกับแม่เอ็งล่ะจะไปอยู่ที่ไหน”
“กระผมกับเมียจะออกไปอยู่กับญาติที่นอกเมืองครับ” นายอยู่บอก
“ฉันจะไปด้วย ฉันไม่อยากทิ้งพ่อกับแม่” ชุทบอก
“นังนี่มันกล้านัก ตัวยังเอาไม่รอด ยังมีแรงจะห่วงพ่อแม่”
“นังชุ่ม เอ็งไปกับพ่อแม่พาลจะทำให้เขายิ่งลำบาก” แจ่มบอก
ชุ่มสลดไป
“แจ่ม เอ็งช่วยสอนงานมันแล้วกัน หน้าตามอมแมมเป็นลูกหมา ท่าทางคงต้องฝึกกันเยอะ”
“เจ้าค่ะคุณหญิง”
ชุ่มร้องไห้ไม่อยากอยู่ห่างพ่อแม่

ภายในห้องพักคุณหญิงมณี เสียงคำรามของฟ้ากับฝนปนเปกันอย่างน่ากลัว พระยาสุรเดชไมตรีนอนกระสับกระส่าย คุณหญิงมณีนอนอยู่เคียงข้าง ที่ปลายเตียงมีแสงจ้า ในแสงนั้นมีเงาดำทะมึน 3 ร่างยืนจ้องพระยาสุรเดชอยู่ พระยาสุรเดชฯ ลืมตามาเห็นดวงตากร้าวที่จ้องตนอยู่รอบตัว
“ถึงวาระของเจ้าแล้ว!”
พระยาสุรเดชไมตรีได้ยินเสียงยมทูตก้องในหัวโดยที่ไม่มีใครขยับปาก ในมโนสำนึกของพระยาสุรเดชฯ ใบหน้าของขุนพิทักษ์ กับกิจกรรมแห่งอบาย เช่น การชนไก่ เมาสุรา ชกต่อย เมาฝิ่น ลอยเข้ามาอยู่ในห้วงแห่งมโนจิต

ภาพในอดีต พระยาสุรเดชไมตรีใช้เอกสารตบหน้าขุนพิทักษ์ ขุนพิทักษ์ แววตากร้าว
“ไม่ต้องห่วงหรอกครับคุณพ่อ ถ้าต้องตายลูกตายคนเดียวได้ คงไม่ต้องให้ โคตรเหง้ามาร่วมรับผิดชอบ”
พระยาสุรเดชฯเงื้อมือจะตบหน้า แต่ยั้งไว้
พระยาสุรเดชฯ หายใจหอบมากขึ้น สายตาของเขาเสียใจเป็นที่สุด
“พ่อจะยอมให้เจ้าตายได้ยังไง”
ภายในห้องทำงาน
“ชีวิตฉันยึดถือความเที่ยงตรงมาโดยตลอด แต่ตอนนี้ฉันเองที่ต้องเอาบาปยัดใส่มือให้คนบริสุทธิ์”
พระยาสุรเดชฯ เซ็นเอกสาร ข้าราชการคนหนึ่งถูกจับ ขุนพิทักษ์เลี้ยงฉลอง เมาหัวทิ่ม พระยาสุรเดชฯ นั่งอยู่ในห้องมืด คุณหญิงมณีเปิดประตูเข้าไปในห้องเห็นพระยาสุรเดชล้ม คุณหญิงมณีกรี๊ด
“คุณพี่!”

ขุนพิทักษ์ขึ้นเรือนมาทั้งที่เมาๆ เห็นพ่อล้มอยู่ที่พื้น ก็ยืนช็อกอยู่ที่หน้าประตูเรือนนั่นเอง

ในเวลานั้น ภาพนิมิตเหตุการณ์ล่วงหน้า ตอนขุนพิทักษ์ จะถูกดาบเงื้อฟัน! ในขณะที่สายฟ้าฟาดเปรี้ยง ภาพนั้นกระแทกเข้ามาในจิตของพระยาสุรเดชไมตรี ร่างท่านเจ้าคุณกระตุกเหมือนตัวเองเป็นคนรับคมดาบแทนลูกชาย

ภาพนิมิตที่เห็นต่อมา เป็นตอนที่ขุนพิทักษ์ ต้องถูกทรมานในฐานะทาส
พระยาสุรเดชไมตรียิ่งหายใจแรงขึ้น เขาเห็นดวงตาแดงฉานของเงาดำทะมึนทั้งสามจ้องเขาอยู่ ท่านเจ้าคุณพยายามยกมือขึ้นมาพนม
“กระผมขอรับบาปแทนลูก!”
คุณหญิงมณีสะดุ้งตื่น เมื่อรู้สึกว่าพระยาสุรเดชไมตรีมีอาการหอบ หายใจแรง แต่คุณหญิงมณีไม่เห็นยมฑูตทั้งสาม
“คุณพี่ คุณพี่คะ คุณพี่เป็นอะไรไปคะ คุณพี่พูดกับใคร”
คุณหญิงมณีมองรอบตัวก็ไม่เห็นใคร พระยาสุรเดชไมตรีเหงื่อไหลโทรมกาย และหายใจแรงจนตัวโยนจับมือคุณหญิงมณี
“แม่มณี... ลูก”
คุณหญิงมณีร้องไห้และรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกจากมือของพระยาสุรเดช
“คุณพี่ใจดีๆไว้นะคะ อิฉันจะให้คนไปตามหมอ”
“ฉันต้องเจอลูก!”
คุณหญิงมณีเห็นท่าไม่ดี รีบไปเปิดประตู ตะโกนเรียกแจ่ม
“แจ่ม นังแจ่ม!”
แจ่มวิ่งเข้ามาหน้าตาเลิ่กลั่ก
“นังแจ่ม ให้คนไปตามหมอ แล้วไปปลุกพ่อพิทักษ์เร็ว!”
“ท่านขุนไม่อยู่เจ้าค่ะ ให้ไอ้ฟักเอาเรือออกไปตั้งแต่หัวค่ำ”
“ให้ไอ้สมไปตามลูกข้ากลับมา อยู่ที่ไหนก็ต้องหาตัวให้พบ!”
“เจ้าค่ะ คุณหญิง”
คุณหญิงมณีเข้าไปกอดท่านเจ้าคุณไว้ ดวงตาของพระยาสุรเดชไมตรีจ้องด้วยสายตาวิงวอนไปที่เงาดำทะมึน

เงาดำกับควันของกล้องยาฝิ่นภายในโรงฝิ่น ขุนพิทักษ์ไมตรีนอนเมาฝิ่น หัวร่อต่อกระซิกกับหญิงบำเรอที่คอยบีบนวด
สมวิ่งเข้ามาหาขุนพิทักษ์ด้วยสีหน้าแตกตื่น
“ท่านขุนขอรับ ท่านขุน”
ขุนพิทักษ์ หงุดหงิด ถีบบ่าวเข้าโครมใหญ่
“อะไรหนักหนาวะ ข้ากำลังสนุก เอ็งมาขัดข้าทำไม”
สมรีบรายงาน
“ท่านพระยาฯอาการทรุดหนักครับ”
ขุนพิทักษ์ ที่เมาฝิ่นกลับนิ่งงัน กล้องยาฝิ่นในมือขุนพิทักษ์ตกลงกับพื้น

ภายในห้องนอนคุณหญิงมณี ขุนพิทักษ์ไมตรีจับมือท่านเจ้าคุณผู้เป็นบิดา
“คุณพ่อ...”
พระยาสุรเดชมองหน้าลูกชายคนเดียว คุณหญิงมณีร้องไห้อยู่ข้างๆ
“พ่อพิทักษ์ คุณพ่อเรียกหาแต่ลูก หมอต้มยามาให้ คุณพ่อก็ไม่ยอมทาน”
“คุณพ่อทานยาสิครับ มาครับ เดี๋ยวลูกป้อนให้”
“เวลาของพ่อหมดแล้ว”
“คุณพี่อย่าพูดอย่างนั้นสิคะ”
“คุณหญิง ของที่ฉันให้หาอยู่ที่ไหน”
คุณหญิงมณีหยิบกริชส่งให้พระยาสุรเดช
พระยาสุรเดชพูดกับขุนพิทักษ์
“กริชนี่เป็นของบรรพบุรุษที่ตกทอดกันมา นับตั้งแต่นี้มันจะเป็นของลูก รวมถึงทรัพย์สินทั้งหมดของพ่อ”
ขุนพิทักษ์ตาวาว ท่านเจ้าคุณพูดต่อ
“หากเพียงลูกให้คำสัตย์กับพ่อว่าลูกจะครองตนอยู่ในบุญไม่ใฝ่บาป ลูกจะให้สัญญากับพ่อได้หรือไม่”
ขุนพิทักษ์นิ่งรู้ว่า ตนทำไม่ได้! พระยาสุรเดชฯ วางมือบนศีรษะของลูกชาย ขุนพิทักษ์ ชะงัก เห็นน้ำตาของพ่อที่ไหลรินด้วยความรักและห่วงใย

“ลูกพ่อ...”

ลมหายใจหอบแผ่วของผู้เป็นพ่อที่อยู่ตรงหน้า ทำให้หัวใจหยาบช้าของขุนพิทักษ์ อ่อนยวบลง

“คุณพ่อ”
“ลูกต้องดำรงตนเป็นคนดี”
ขุนพิทักษ์มองกริชและมองหน้าพ่อด้วยความไม่มั่นใจ เพราะรู้ว่าตัวเองทำไม่ได้
“เพื่อลมหายใจสุดท้ายของพ่อ สัญญากับพ่อ!”
จู่ๆฟ้าร้องครืน ขุนพิทักษ์สะดุ้งโผจับมือพ่อที่ในมือถือกริชอยู่
“ลูกสัญญา!”
สิ้นคำสัญญาสายฟ้าก็ฟาดเปรี้ยง! ลงมาดั่งว่า ฟ้าเป็นพยาน
สายตาของพระยาสุรเดชฯ มองไปที่เงาดำทะมึน แล้วค่อยๆหลับตาลง มือที่จับกริชอยู่ตกร่วงลง
คุณหญิงมณีร้องไห้เข้าไปกอด ขุนพิทักษ์กอดร่างพ่อที่ไร้ลมหายใจ แจ่มร้องไห้ พร้อมกับบ่าวไพร่ เสียงร้องไห้ โศกระงมดังไปในอากาศ เหมือนเสียงโหยหวน

ภายในกุฏิ เวลากลางคืน หลวงตามั่นนั่งกรรมฐานอยู่และลืมตาขึ้นมา เห็นแสงที่อยู่ตรงหน้า พระยาสุรเดชไมตรีนั่นเอง
“ฝากลูกข้าด้วยเถิด นำพาเขาไปในทางที่ดีงาม”
“อาตมาทำได้เพียงนำทาง คงอยู่เพียงว่าท่านขุนฯจะเลือกเดินทางใด อย่าได้มีห่วงอันใดอีกเลย ทางของท่านรอท่านอยู่”
หลวงตามั่นหลับตาลงก่อนแสงตรงหน้าจะดับวูบลง
หลวงตามั่นลืมตามาอีกครั้ง แววตาบ่งบอกถึงความหนักใจ

ยามเช้าวันรุ่งขึ้น คุณหญิงมณีกราบหลวงตามั่นบนกุฏิ
“อิฉันมานิมนต์เถรมั่นและพระลูกวัดไปสวดพระอภิธรรมให้คุณพี่เจ้าค่ะ” คุณหญิงมณีพูดพลางสะอื้นน้ำตาไหล
“ท่านพระยาฯ ไปดีแล้ว โยมอย่าได้ทุกข์โศกไปเลย”
“คุณพี่ทำแต่ความดีทำไมหมดบุญเร็วอย่างนี้ล่ะเจ้าคะ”
“เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดาโลกนะโยม ท่านพระยาฯทำความดีท่านก็ต้องได้ไปอยู่ในที่ดีดี โยมไม่ต้องเป็นห่วงเป็นกังวลกับคนตาย คนเป็นต่างหากที่น่าห่วงยิ่งกว่า”
“หมายความอย่างไรเจ้าคะ”
“คำสัญญาที่ให้ไว้ หากผิดเพี้ยนไปด้วยความชั่ว เห็นทีชีวิตคงถึงฆาต!”
คุณหญิงมณีตกใจที่หลวงตามั่นพูดเหมือนอยู่ในเหตุการณ์
“เถรมั่นรู้เรื่องสัญญา?!”
หลวงตามั่นไม่ตอบคำถามได้แต่พูดต่อ
“มีทางเดียวที่จะทำให้โยมพิทักษ์รักษาคำมั่นและใช้ชีวิตในทางบุญ”
“ทางใดหรือเจ้าคะ”
าคุณหญิงมณีรอฟังคำตอบ

เรือนคุณหญิงมณี เสียงขุนพิทักษ์ไมตรีดังลอดออกมา บ่าวไพร่ที่กำลังเตรียมงานสวดศพตกใจ
“บวช!”
“ใช่ ลูกต้องบวชให้คุณพ่อ”
ขุนพิทักษ์ พยายามหาทางออก เพราะตนไม่อยากบวช
“จะบวชได้ยังไงครับ งานราชการยังมีต้องสะสาง ไหนจะงานส่วนของคุณพ่อที่ลูกต้องดูแล”
“อย่าอ้างข้อราชการ ปกติแม่ไม่เคยเห็นลูกดูดำดูดี”
ขุนพิทักษ์ หงุดหงิด
“นี่คุณแม่กลับจากวัดมา ก็จะให้ลูกบวช คงจะเป็นความคิดของหลวงพ่อ พระไม่อยู่ส่วนพระ”
คุณหญิงมณีตกใจ
“พ่อพิทักษ์ พูดจาปรามาสท่านเถรมั่นแบบนั้น มันบาปนะลูก”
“ลูกไม่สน ลูกมีเรื่องต้องทำมากกว่าการไปบวช”
“แม้แต่แม่ขอร้องหรือลูก”
ขุนพิทักษ์ สะอึกไป เพราะน้ำเสียงคุณหญิงมณีเต็มไปด้วยความขมขื่น
“อย่าเซ้าซี้ลูกให้เหนื่อยเลยขอรับ ถึงยังไงลูกก็ไม่บวช!”
ขุนพิทักษ์ไมตรีเดินออกจากห้องไปด้วยความหงุดหงิด ชนบ่าวจนข้าวของกระจาย

คุณหญิงมองตามลูกชาย น้ำตาแห่งความหมดหวังไหลรินออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่

บ่วงบาป ตอนที่ 1 (ต่อ)

บริเวณริมท่าน้ำ ตอนกลางวัน หัวเรือพายมาเทียบท่า

“นังชุ่มเอ็งต้องเชื่อฟังแม่แจ่ม อย่าดื้อ อย่าขี้เกียจเชียวนะ แม่แจ่มข้าฝากลูกด้วยนะ” นางเย็นว่า
“เออ ไม่ต้องห่วง! ทาสเหมือนกัน มันก็ต้องช่วยกันสิวะ”
ชุ่มร้องไห้ถาม
“แม่ เราอยู่ที่นี่ด้วยกันไม่ได้เหรอจ๊ะ”
“ไม่ได้หรอกชุ่ม แค่นี้คุณหญิงท่านก็เมตตาเรามากแล้ว”
แจ่มตัดบท
“สม เดี๋ยวเอ็งเอาเรือไปส่งพ่อกับแม่ที่ท่าน้ำท้ายวัด”
สมรับคำ ชุ่มสะอื้น
“พ่อจ๋า แม่จ๋า”
“เอ็งอยู่นี่แหละนังชุ่ม” แจ่มว่า
นางเย็นน้ำตารื้น
“รับใช้คุณหญิงท่าน อย่าขี้เกียจ รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดีนะนังชุ่ม”
แจ่มกับบ่าวจับตัวชุ่มไว้เพราะชุ่มไม่ยอมปล่อยนางเย็น มือที่จับมือแม่แน่นค่อยๆถูกดึงออกไปจนหลุดออกจากกัน ชุ่มได้แต่มองพ่อ กับแม่ที่กำลังนั่งเรือจากไป
“ไปกันได้แล้ว ยังมีงานต้องทำกันอีกมาก”
แจ่มกับบ่าวเดินกลับไป แต่ชุ่มยังนั่งมองเรืออยู่ที่ท่าน้ำ
แจ่มตะโกนเรียก
“นังชุ่ม!”
ชุ่มค่อยๆลุกขึ้นแล้วเดินตามแจ่มไป

ภายในเรือนเวลาเช้า พระยาเทวราชตกใจเมื่อทราบข่าวจากขุนไวพิชิตพล
“ไม่น่าไปเร็วถึงเพียงนี้เลยท่านพระยาฯ”
“นั่นน่ะสิครับ สิ้นท่านพระยาฯ งานราชการที่คั่งค้างคงจะหาคนทำแทนได้ยาก”
รำพึงที่นั่งอยู่ด้วยได้ยินดังนั้นก็รู้สึกไม่ถูกหู
“คุณพี่พิทักษ์ก็สืบทอดงานต่อได้มิใช่เหรอคะ”
“แต่การงานนั้นต้องใช้ความสามารถ” พระยาเทวราชบอก
“เขาว่ากันว่าลูกไม้มักจะหล่นไม่ไกลต้น คุณพี่พิทักษ์ที่มีสายเลือดท่านพระยา ความสามารถนั้นคงถ่ายทอดถึงกัน ไม่ต้องดิ้นรนผลักตัวเองขึ้นที่สูงเหมือนบางคน”
ขุนไว มองรำพึงรู้สึกเหมือนโดนเหยียดว่าคนละระดับชั้นกับขุนพิทักษ์ รำพึงยิ้มซื่อใส่ ขุนไว อึ้ง ๆ เหมือนตนร้อนตัวไปเองในชีวิตที่เกิดต้อยต่ำ
พระยาเทวราชรู้ว่าขุนไวมีปม ก็แก้ให้
“แต่คนไหนดำรงตนอยู่ในความดี มุ่งมั่นสนองพระมหากรุณาธิคุณ พ่อก็ชื่นชมคนนั้นเหมือนกัน”
รำพึงเบื่อเต็มทีแทรกขึ้นมาตามที่ใจปรารถนา
“คุณพ่อคะ ลูกอยากจะขออนุญาตคุณพ่อไปช่วยงานศพท่านพระยา ที่เรือนคุณหญิงนะเจ้าคะ”
“ลูกล่วงหน้าไปก่อน เสร็จราชการแล้วพ่อจะตามไป”
“ถ้าอย่างนั้นกระผมขอเป็นธุระพาคุณรำพึงไปช่วยงานเองครับ”
ขุนไวพิชิตพลขันอาสา รำพึงที่สีหน้าเบื่อหน่าย
“ท่านขุนฯมาสนใจธุระของดิฉัน งานราชการไม่เสียรึคะ”
จวงหัวเราะคิกคักที่รำพึงตอกหน้าขุนไว กลับไป ขุนไวไม่รู้จะทำหน้าอย่างไร
“การดูแลท่านพระยาฯและคุณรำพึงก็ถือเป็นงานที่กระผมต้องปฏิบัติน่ะครับ”
“แต่ลูกมีจวงไปด้วยแล้วค่ะคุณพ่อ”
“ไปกันลำพังผู้หญิงไม่ดีหรอก ให้ท่านขุนไวไปดูแลจะดีกว่า”
รำพึงเหนื่อยหน่าย ขุนไว ยิ้มอย่างมีความหวัง

ในเวลากลางวัน รำพึงลงนั่งบนเตียงในห้องนอนอย่างขัดใจ
“คุณพ่อนะคุณพ่อยังจะให้ข้าใกล้ชิดกับขุนไวนั่นอีก”
“ท่านพระยาฯคงไม่อยากให้คุณรำพึงลำบากน่ะเจ้าค่ะ ก็เลยอยากให้มีคนดูแล แต่จะว่าไป...ท่านขุนไวก็ดูเป็นคนดีนะเจ้าคะ” จวงว่า
“แต่ข้าไม่อยากได้คนนี้!”
“แล้วอยากได้คนไหนหรือเจ้าคะ เอ..หรือจะเป็นท่านขุนเพลงยาวคนนั้น แต่ตอนนี้ท่าทางจะเศร้าจนไม่มีกะจิตกะใจจะแต่งเพลงยาวมาให้คุณรำพึงของบ่าวซะแล้ว”
รำพึงพูดเรียบๆ
“สงสัยเอ็งจะห่างหวายมานาน”
“โธ่ คุณรำพึงของจวง อย่าเพิ่งหงุดหงิดสิเจ้าคะ คุณรำพึงไม่อยากรู้หรือเจ้าคะว่าป่านนี้ท่านขุนพิทักษ์จะเป็นเช่นไร จวงว่า ท่านขุนฯคงอยากได้กำลังใจจากคุณรำพึงใจจะขาด”
“แล้วขุนไวนั่นล่ะ”
“จวงจัดการเองเจ้าค่ะ”

รำพึงแววตาเจิดจ้ามีความหวัง จวงยิ้มรู้ใจเจ้านาย

ฝ่ายขุนพิทักษ์ไมตรีดื่มเหล้าอยู่ที่โรงเหล้าด้วยความหงุดหงิด มีสาวๆคอยรินเหล้าให้แต่ไม่ทันใจ ขุนพิทักษ์ก็ผลักแล้วรินเอง จู่ๆก็ขว้างจอกทิ้งแล้วยกทั้งไหขึ้นดื่ม

แจ่มเดินนำขบวนบ่าวถือถาดดอกไม้ขึ้นเรือนใหญ่โดยมีชุ่มตามมาด้วย แต่ชุ่มเก้ๆกังๆ จนสะดุดถาดดอกไม้คว่ำ
“เอ้า!นังชุ่ม ซุ่มซ่ามจริงเอ็ง ข้าวของพังหมด” แจ่มว่า
บ่าวคนนหึ่งบอก
“ก็ป้าแจ่มยังไม่สอนงานมันเลย ป้าจะไปว่ามันได้ยังไง”
“ข้าจะเอาเวลาตอนไหนล่ะ มันมาถึง ก็มีงานศพเลย นังนี่มันตัวซวยรึเปล่าวะ”
แจ่มมองหน้าชุ่มที่หลบหน้างุดๆ
“ป้าพูดแบบนี้เดี๋ยวมันก็ร้องไห้หนีตามพ่อกับแม่มันไปหรอก”
แจ่มมองหน้าชุ่มที่เกรอะกรังแล้วบอก
“เออ เออ เอ็งยังไม่ต้องขึ้นเรือนใหญ่แล้ว เก็บกวาดตรงนี้ให้ดี”
“จ้ะ ป้า”
ขบวนของป้าแจ่มเดินไปทางเรือนใหญ่ ชุ่มก้มลงเก็บถาดดอกไม้ ชุ่มมองตามขบวนไปแล้วถอนใจ นี่หรือชะตาชีวิตของเธอ

งานศพพระยาสุรเดชไมตรีบนเรือนคุณหญิงมณี เวลากลางวัน ผู้คนต่างจัดเตรียมข้าวของ อาหาร ดอกไม้ สำหรับพิธีสวดศพ
รำพึงขึ้นเรือนมากับขุนไวพิชิตพล จวงที่ถืออับของหวานมาช่วยงาน คุณหญิงมณีออกมาต้อนรับ
“ท่านพระยาฯให้กระผมเป็นตัวแทนนำคุณรำพึงมาช่วยตระเตรียมงานก่อนพิธีสวดศพ ส่วนท่านพระยาฯเสร็จกิจแล้วจะตามมา” ขุนไวว่า
รำพึงแอบค้อนขุนไว ที่พูดจาแสดงท่าทีเป็นเจ้าของรำพึง
“ถ้าคุณหญิงมีอะไรที่รำพึงกับคุณพ่อพอจะช่วยได้ คุณหญิงอย่าได้เกรงใจเลยนะคะ”
“ขอบใจมากจ้ะแม่รำพึง”
รำพึงมองหาขุนพิทักษ์ไมตรี แต่ไม่เจอ จวงมองสังเกตเจ้านาย

รำพึง จวง ขุนไว เดินลงจากเรือนมายังบริเวณใต้ถุนเรือน
“บ่าวไพร่เต็มเรือนอย่างนี้ กระผมว่าเรากลับก่อนดีกว่า แล้วค่อยมาฟังสวดอีกทีตอนหัวค่ำ” ขุนไว ออกความเห็น
“ถ้าท่านขุนฯอยากกลับก็กลับไปก่อนเถอะค่ะ รำพึงจะอยู่ช่วยคุณหญิงจัดดอกไม้”
“กระผมคงกลับไม่ได้ ท่านพระยาฯมอบหมายให้กระผมคอยดูแลคุณรำพึง”
รำพึงมองหน้าจวง แล้ววาดเสียงเข้ม
“นังจวง!”
จวงหน้าเสียรีบคิดหาทาง จังหวะนั้นเองมีบ่าวเดินถือโตกข้าวมา จวงเห็นทีจึงทำเป็นว่ามีแมลงเข้าไปในผ้าแถบจนเต้นพล่านชนโตกข้าวจนราดตัวขุนไวเต็มๆ
“จวง!”คุณไวฯร้องขึ้น
“อุ้ย...ขออภัยเจ้าค่ะท่านขุน จวงไม่ได้ตั้งใจ แมลงมันเข้าไปในผ้าเจ้าค่ะ”
จวงส่งซิกกับรำพึงว่า
“ดิฉันว่า ท่านขุนน่าจะกลับไปเปลี่ยนผ้าเสียก่อนนะคะ ไม่เช่นนั้น กลิ่นคงจะคลุ้งไปทั่ว”
“แต่ว่า...”
“คุณรำพึงคงอับอายถ้ามีผู้ดูแลสกปรกอย่างนี้นะเจ้าคะ”
ขุนไวมองหน้าจวงอย่างไม่พอใจ พลางกัดฟันพูด
“ถ้าเช่นนั้น กระผมจะรีบกลับมารับคุณรำพึง”
ขุนไวฮึดฮัดเดินจากไป จวงหัวเราะคิกคัก
“เป็นไงเจ้าคะ ฝีมือจวง”
รำพึงยิ้มสวย
“แต่ตั้งแต่มานี้ยังไม่เห็นท่านขุนเพลงยาวของบ่าวเลย ไม่รู้ไปแอบโศกเศร้าอยู่หนใด”
รำพึงชะเง้อมองหาแต่ไม่เห็นแม้แต่เงา

บริเวณเรือนทาส ชุ่มเดินเข้ามาในเรือนนอน และได้ยินเสียงกุกกักกุกกักที่มุมหนึ่ง ชุ่มค่อยๆย่องเข้าไปดู ขุนพิทักษ์โผล่เซถลามาชนกับชุ่ม จนทำให้ขุนพิทักษ์ และชุ่มต่างล้มทับกันไปกับพื้น
ชุ่มลืมตาขึ้นมา ภาพตรงหน้าคือท่านขุนฯที่ตนฝันถึงมาตลอด
“ท่าน...”
ขุนพิทักษ์ มองหน้าชุ่มได้แวบเดียว ก่อนจะคอตกหลับคาอกชุ่มไปด้วยฤทธิ์เหล้า ชุ่มเขินอายหน้าแดง พยายามจะผลักขุนพิทักษ์ออก
“ท่านคะ...ท่าน”
มุมหนึ่ง บ่าวมาเห็นเหตุการณ์ก็ตาโตรีบวิ่งแจ้นไปเรือนใหญ่

ใบหน้าชุ่มแนบชิดกับใบหน้าขุนพิทักษ์ไมตรี!!

รำพึงกำลังช่วยคุณหญิงมณีจัดดอกไม้อยู่บนเรือน แต่สายตาสอดส่องมองหาขุนพิทักษ์ตลอดเวลา สักพักบ่าววิ่งเข้ามารายงาน

“คุณหญิงเจ้าขา แย่แล้วเจ้าค่ะ ท่านขุนนอนกกนังชุ่มอยู่ที่เรือนทาสเจ้าค่ะ“ รำพึงตกใจตาวาว
“นังชุ่มรึ !” คุณหญิงมณีถามย้ำ
คุณหญิงมณีมองหน้าแจ่มอย่างไม่อยากจะเชื่อ ทั้งหมดรีบวิ่งออกไป

คุณหญิงมณีตามด้วยขบวนเดินเข้ามาที่เรือนนอนทาส ภาพที่เห็น ขุนพิทักษ์นอนทับชุ่มอยู่ คุณหญิงมณีตบอกร้อง
“ตายแล้ว! พ่อพิทักษ์”
“อกนังจวงจะแตก กลางวันแสกๆเลยเจ้าค่ะคุณรำพึง”
รำพึงกำหมัดแน่นด้วยความหึงหวง
บ่าวทุกคนซุบซิบนินทากันใหญ่ คุณหญิงมณีสั่งให้บ่าวผู้ชายพยุงขุนพิทักษ์ขึ้นมา ชุ่มตกใจที่คนมากันมากมาย
“พ่อพิทักษ์ ทำไมมานอนในสภาพนี้”
“เอ็งทำอะไรหะนังชุ่ม ทำไมเอ็งกับท่านขุนฯ” แจ่มถาม
“เปล่านะป้าแจ่ม คือข้ากับท่าน”
จังหวะนั้นขุนพิทักษ์ก็เพ้อออกมา
“สวย...เจ้าสวยจริงๆ”
รำพึงได้ยินก็มองหน้าชุ่มด้วยความโกรธ กำมือแน่น แต่พยายามระงับอารมณ์
“เอ็งทำแบบนี้ได้ยังไง มาไม่ทันไรทำเรื่องงามหน้าซะแล้วนังชุ่ม”
แจ่มบอกพลางตีชุ่ม ชุ่มถดหนี
“ฉันเปล่านะป้า...ฉันไม่ได้ทำอะไร”
“พอก่อนนังแจ่มรอให้พ่อพิทักษ์สร่างเมาแล้วค่อยถามเอาความกัน”
รำพึงตวัดสายตามองคุณหญิงที่ยังไม่เอาความชุ่ม รำพึงพูดนิ่ม ๆ สวย ๆ
“คุณพี่คงทำไปเพราะครองสติไม่อยู่น่ะค่ะ รำพึงว่าพาคุณพี่ขึ้นเรือนเถอะนะคะ”
“เอ้า...รีบพาลูกข้าขึ้นไปบนเรือนสิ”
บ่าวพากันเข้ามาช่วยประคองขุนพิทักษ์ลุกขึ้นเดินตามคุณหญิงมณีที่เดินนำออกไปก่อน
จังหวะนั้นรำพึงถอยหลังเหมือนเปิดทางให้พวกบ่าวพาขุนพิทักษ์ออกไป แต่รำพึงก้าวถอยหลังมาเหยียบมือของชุ่มที่วางอยู่
“โอ๊ย!” ชุมมองรำพึง
รำพึงหันมองยิ้มเย็นเหมือนไม่รับรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น แล้วกดเท้าลงน้ำหนักอย่างตั้งใจ สีหน้ารำพึงยังยิ้มดูใจดีมาก
“คุณพี่คงไม่ได้ทำให้เอ็งคิดใฝ่สูงเกินตัวใช่ไหม”
รำพึงใช้เท้าขยี้มือชุ่มอีก
จวงมองยิ้มอย่างสะใจ จวงมองออกไปด้านหน้า เห็นแจ่มเดินมา จวงรีบส่งสัญญาณ
“คุณเจ้าคะ ขึ้นเรือนเถอะเจ้าค่ะ อยู่เรือนขี้ครอกจะทำให้คุณรำพึงเสื่อมเกียรติเปล่า ๆ นะเจ้าคะ”
รำพึงยกเท้ามองเหยียดแล้วเดินออกไป จวงตาม สวนกับแจ่มที่เข้ามาในเรือน
“นังชุ่ม...ไหนเล่ามาสิว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้วมือเอ็งเป็นอะไร”
จวงถามเมื่อเห็นชุ่มจับมือที่โดนเหยียบ
“ฉัน...เปล่าจ๊ะ ไม่มีอะไร”
ชุ่มสีหน้าไม่สบายใจ

ภายในห้องนอน เวลากลางวัน รำพึงเดินเข้าประตูมาด้วยหน้านิ่งแต่แฝงแววน่ากลัว จวงเดินตามมา รำพึงนั่งนิ่งกำหมัดแน่น จวงค่อยๆถาม
“เอ่อ...คุณรำพึงรีบกลับมาแบบนี้ เราก็ไม่รู้ความกันพอดีสิเจ้าคะ”
รำพึงถามจวงด้วยเสียงเย็น
“เอ็งเห็นมั้ยว่าคุณพี่นอนกกมันอยู่”
“เห็นเจ้าค่ะ เต็มสองตา มิหนำซ้ำท่านขุนฯยังเพ้อนังกว่า มันสวย แต่ที่สำคัญคือคุณหญิงมณีก็ยังไม่มีที่ท่าจะเอาความมัน”
รำพึงกำมือแน่นแล้วระเบิดอารมณ์ออกมา รำพึงกรี๊ด เขวี้ยงของใส่จวง
“ใจเย็นๆเจ้าค่ะคุณรำพึง”
“เอ็งจะให้ข้าใจเย็นได้อย่างไร ลูกสาวคนเดียวของท่านพระยาเทวราช แต่ต้องมาชิงดีกับนังทาสชั้นต่ำงั้นรึ”
“ท่านขุนฯคงเมาไม่ได้จะจริงจังอะไรกับมันหรอกเจ้าค่ะ ท่านขุนต้องเลือกคุณรำพึงของบ่าวอยู่แล้ว”
“ข้าต่างหากที่เป็นฝ่ายเลือก และถ้าข้าอยากได้ใครข้าต้องได้ นังหน้าไหนก็มาแย่งของของข้าไม่ได้ทั้งนั้น คนอย่างข้าต้องเป็นที่หนึ่งเท่านั้น”

รำพึงกำหมัดแน่น แววตาเคียดแค้นชิงชัง

ภายในเรือนทาส ช่วงเวลากลางวัน สมลูบหัวน้องสาวแล้วบอก

“คราวเคราะห์ของเอ็งจริงๆ นังชุ่ม ร้อยวันพันปี ท่านขุนไม่เคยมาเหยียบที่นี่”
“ดีนะที่คนเรือของท่านขุนเป็นพยานให้เอ็งได้ว่า ท่านขุนไปเมาจากโรงเหล้ามา ไม่งั้น เอ็งหลังลายแน่นังชุ่ม” แจ่มว่า
“ข้าไม่ยอมหรอกป้าแจ่ม ก็ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด”
“นังนี่ทำปากดีไป ข้าเห็นใครเจอหวายเป็นสั่นทุกรายไป”
“ถึงเราเป็นทาสแต่ถ้าเราไม่ผิด จะมาลงโทษเราได้ยังไงหล่ะป้า” “คุณหญิงท่านก็ไม่ใช่คนใจร้ายใจดำที่จะสั่งลงโทษใครโดยไม่ถามความหรอกนังชุ่ม” สมบอก
“แต่มีใครบางคนที่จ้องจะเอาความข้า”
“ใครรึ” สมถาม
“ผู้หญิงคนสวยๆที่มากับคุณหญิง”
“คุณรำพึงน่ะรึ บ้าไปแล้วนังชุ่ม คุณรำพึงเธอออกจะใจดี” แจ่มบอก
“ก็เขา...”
“เขาทำไม เขาทำอะไรเอง” สมถาม
“เวลาเขามองข้าอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ”
“เอ็งมันเพ้อเจ้อ สำคัญตัวผิด คนอย่างคุณรำพึงน่ะเรอะเค้าจะลดตัวมาหาเรื่องคนอย่างเอ็ง สะเออะจริงๆนังนี่” แจ่มพูดแล้วขำ
ชุ่มรู้สึกได้ถึงความไม่สบายใจ

ภายในห้องนอน ขุนพิทักษ์ ลุกขึ้นจากเตียง สภาพยังเมาไม่สร่าง
“น้องรำพึงมาหรือขอรับ…อยู่ที่ไหนล่ะขอรับคุณแม่”
“เขากลับไปแล้วล่ะ หลังจากที่เห็นลูกนอนอยู่กับนังชุ่ม”
ขุนพิทักษ์ ทำหน้างงๆ
“นังชุ่ม”
“เหล้ายามันจะทำให้ลูกเสียคน คุณพ่อเพิ่งเสียยังไม่ทันสวดเลยนะ”
คุณหญิงมณีลุกขึ้นด้วยความน้อยใจ
“แม่แค่อยากจะขอให้งานสวดคืนนี้ลูกอย่าทำให้คุณพ่อต้องเสียเกียรติ ก็จะถือเป็นน้ำใจ”
คุณหญิงมณีเดินออกจากห้องไป
“เสียดายจริงไม่ได้เจอน้องรำพึง แต่ยังไง..คืนนี้ น้องรำพึงต้องมา”
ขุนพิทักษ์ไมตรี ตาวาว ยิ้มกระหยิ่มใจ

เวลากลางคืน บริเวณท่าน้ำเรือนคุณหญิงมณี พระยาเทวราชขึ้นจากเรือ โดยมีขุนไวพิชิตพลคอยพินอบพิเทา ขุนไว ยื่นมือให้รำพึงจับ รำพึงจำต้องจับ
“เหตุใดคุณรำพึงกลับไปก่อนล่ะครับ กระผมมารับอีกทีคุณรำพึงก็ไม่อยู่เสียแล้ว”
“พอดี ดิฉันเวียนหัวนิดหน่อยก็เลยขอให้คนของคุณหญิงไปส่งนะค่ะ”
“ถ้าลูกไม่สบายก็ไม่ควรจะมางานศพ ลูกน่าจะบอกพ่อก่อน”
“กระผมพาคุณรำพึงกลับเรือนก่อนก็ได้นะครับ”
รำพึงกับจวงมองหน้ากัน
“ลูกดีขึ้นแล้วค่ะ คุณพ่อ ลูกว่าคุณพ่อขึ้นเรือนไปหาคุณหญิงท่านก่อนดีกว่าค่ะ เดี๋ยวลูกจะขอไปช่วยดูอาหารในครัวก่อน”
“เอ่อ...”
“หรือท่านขุนฯจะทิ้งคุณพ่อไว้คนเดียวคะ”
ขุนไวพิชิตพลหน้าชา ถูกรำพึงดักทางอีกแล้ว ขุนไว จำใจต้องเดินออกไปกับพระยาเทวราช
“นังจวง! รู้ใช่ไหมว่าต้องทำยังไง”
“ทราบเจ้าค่ะ”
รำพึงสบตากับจวงแล้วยิ้มร้าย


จวงเข้ามาแถวเรือนทาส มองซ้ายมองขวาแล้วชะงักที่ได้ยินเสียงจากเรือนด้านใน
“นังชุ่ม ป้าแจ่มให้เอ็งอยู่ที่นี่ อย่าไปเดินเกะกะที่ไหนล่ะ” บ่าวคนหนึ่งบอก
ชุ่มนั่งอยู่ในเรือนนอน มีบ่าววิ่งวุ่นในบริเวณนั้น
“คืนนี้แขกผู้ใหญ่ทั้งนั้น ไปทำอะไรเปิ่นๆเดี๋ยวคุณหญิงจะขายหน้า”
“เออ ข้าไม่ไปไหนหรอก แล้วพี่สมล่ะ”
“คืนนี้ไอ้สมอยู่เวรเรือ ต้องคอยรับส่งแขกของคุณหญิง” บ่าวอีกคนว่า
บ่าวทั้งสองพูดจบก็เดินออกไป จวงยิ้มร้ายรีบหลบออกไปไม่ให้ใครเห็น

บริเวณเรือนชั้นล่างของของคุณหญิงมณี ขุนพิทักษ์ไมตรีเดินชนบ่าวถาดขันน้ำกระเด็นไปโดนขุนไวพิชิตพลเปียก ขุนไว เดินเข้ามาจ้องหน้ากับขุนพิทักษ์
“ซุ่มซ่าม”
ขุนพิทักษ์ พูดใส่หน้า
“ก็ไม่นึกว่าคน นึกว่าหมา”
“ปากดี แบบนี้....ศพที่ตั้งอยู่กลางเรือน น่าจะเป็นศพเอ็งมากกว่าศพท่านพระยาฯ นะไอ้พิทักษ์”
“คนอย่างข้าอายุยืนว่ะ ที่สำคัญ ข้าต้องอยู่ถึงวันที่ข้าได้เคียงคู่กับน้องรำพึงก่อน”
“อย่าฝันไปหน่อยเลยวะ คนชั่วอย่างเอ็งไม่มีทางได้ดอกฟ้าไปครอง คุณรำพึงคู่ควรกับข้าคนเดียวเท่านั้น”
ขุนพิทักษ์ไมตรีดึงผ้าแพรผืนน้อยออกมา
“แต่แพรผืนนี้ น้องรำพึงมอบให้ข้า กลิ่นดอกฟ้ายังติดอยู่ที่ปลายจมูก ใครกันแน่วะที่จะไม่ได้เชยดอกฟ้า”
ขุนไว เห็นแล้วยิ่งโกรธ
“ไอ้พิทักษ์!”
เสียงแจ่มดังเข้ามาขัดจังหวะ
“พระสวดแล้วเจ้าค่ะ คุณหญิงให้บ่าวมาตามท่านขุนทั้งสองไปฟังพระเจ้าค่ะ”
ทั้งขุนพิทักษ์และขุนไวจ้องหน้ากันก่อนจะเดินขึ้นเรือนไป

ชุ่มนั่งเหงาอยู่ในเรือนนอนเพียงลำพัง ชุ่มคิดถึงภาพที่ท่านขุนนอนทับตนแล้วแอบยิ้ม
“ท่านขุนฯ”
จังหวะนั้น มีถุงผ้าสีดำเข้ามาคลุมหัวชุ่ม
“เฮ้ย! ใครน่ะ”
จวงจิกหัวชุ่มขึ้นมา
“นังขี้ครอก”
รำพึงตบหน้าชุ่มซ้ายขวา ชุ่มมองไม่เห็นอะไร พยายามจะดิ้น ยกขาถีบเปะปะจนถีบเข้าที่ท้องรำพึงเต็ม ๆ
“โอ๊ย!” รำพึงร้อง 
จวงตกใจร้องลั่น

“คุณเจ้าคะ! นังทาสชั่วไม่รู้ที่ต่ำที่สูงซะแล้ว”

ติดตาม "บ่วงบาป" ตอนที่ 2
กำลังโหลดความคิดเห็น...