xs
xsm
sm
md
lg

ดุจตะวันดั่งภูผา ตอนที่ 4

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ดุจตะวันดั่งภูผา ตอนที่ 4

ไทประคองแป๊ดออกมาจากหน่วยสืบสวน หนูเอมเดินอีกข้าง แป๊ดมีเลือดซึมที่ปากนิดหน่อยแต่สีหน้าเจ็บใจ

“คอยดูนะข้าจะฟ้องมัน ดูสิซ้อมผู้ต้องหาได้ยังไง ไม่ใช่สิ ต้องบอกผู้ถูกต้องหาถึงจะถูก”
“เหอะน่า เขาปล่อยตัวออกมาก็บุญแล้ว”
“ก็ข้าไม่ได้ทำผิดอะไรนี่ ไอ้ฉัตร มึงลงมา”
“รีบกลับบ้านเถอะนะ” หนูเอมบอก
“นั่นสิ รีบๆ ไปเถอะผมมีงานต้องทำอีก”
ไทเห็นด้วยรีบพาแป๊ดกลับบ้าน ฉัตรเดินออกมาในสภาพหน้าตาเยิน ปากแตก ฉัตรหันไปเรียกคู่หู
“ไปเฮ้ย ไปทำงานต่อ”
คู่หูเดินออกมาแล้วมองหน้าฉัตร
“นี่พี่ซ้อมผู้ต้องหาอีกแล้วหรือ เฮ้อ ไม่กลัวถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนหรือไง”
“กลัวก็ไม่ใช่ฉัตรสิวะ”
ทั้งคู่เดินออกไป

ที่โรงพยาบาล ลิลลี่กำลังเอาผลไม้ให้มังกรกินอย่างเอาใจ มังกรมองลูกสาวอย่างเอ็นดู ที่หน้าประตูอาเพียวนั่งเฝ้าแล้วคุยโทรศัพท์เป็นครั้งสุดท้าย
“พรุ่งนี้เจอกันครับคุณชายโอ...” บุ๊นกับอาฮวดเดินตรงมาที่หน้าห้อง อาเพียวทำความเคารพบุ๊น ท่าทางเขาเกรงบุ๊น “เชิญครับ”
บุ๊นกับฮวดเดินเข้าไปในห้อง มังกรกับลิลลี่ทัก
“พี่ใหญ่”
“ลุงบุ๊น”
“เป็นยังไงบ้าง”
“ก็นิดหน่อย ไม่เป็นอะไรมาก” บุ๊นเพยิดหน้าให้อาฮวดออกไปข้างนอกก่อน มังกรบอกลูกสาว “ลิลลี่ ออกไปก่อนไปป๊าจะคุยธุระกับลุงบุ๊น”
อาฮวดกับลิลลี่ออกไป
“แกไปก่อเรื่องอะไรไว้อีก” บุ๊นถามมังกร
“ผมไม่ได้ไปมีเรื่องอะไรกับใคร”
“หรือว่าจะยิงผิดตัว”
บุ๊นพูดเยาะๆ ในใจเขารู้ดี
“ผมไม่รู้ว่าผิดตัวหรือเปล่า แต่คิดว่าจะได้ไอ้คนยิงมาในไม่ช้า”
“ดี บางทีมันอาจจะเป็นพวกเดียวกับที่ลอบยิงพัดก็ได้ ได้แกมาช่วยตามล่าพวกมันก็ดีเหมือนกัน”
บุ๊นพูดทิ้งท้ายก่อนจะออกจากห้องไป มังกรตาแข็งขึ้นและรู้ทันว่าบุ๊นคิดจะยืมมือเขาตามหาคนยิงลูกสาวตัวเอง

ขณะนั้นเจียงนั่งดื่มบรั่นดีอยู่ที่ระเบียงห้องพักที่โรงแรม อาชางเข้ามารายงาน เจียงเห็นสีหน้าแล้วพอเดาออก
“พลาดใช่ไหม”
“ครับ”
“รู้ใช่ไหมว่าต้องทำยังไง”
“ทราบครับ”
อาชางพยักหน้ารับ

ทางด้านนักฆ่า เมื่อทำงานพลาดนักฆ่าจึงมาซ่อนตัวอยู่ในห้องพักแถวเยาวราช ขณะที่นักฆ่ากำลังพันแผลที่ถูกยิง ที่หน้าห้องมีบุรุษลึกลับเดินเข้ามาเมื่อมาถึงแสงไฟจึงรู้ว่าเป็นอาชาง ประตูด้านในค่อยๆ แง้มอาชางเดินเข้าไป ช้าๆ นักฆ่ามองมาสีหน้าตระหนกกลัว
“พี่ชาง”
อาชางนิ่ง อย่างไม่ทันระวังนักฆ่าหยิบปืนขึ้นมาหมายจะยิงอาชาง แต่อาชางเร็วกว่าเขาชักปืนเก็บเสียงยิงใส่นักฆ่าไปสามนัดนักฆ่าขาดใจตายทันที

คืนนั้นขณะที่แป๊ดอยู่ในครัว ฉัตรนั่งกินข้าวอยู่ มีหนูเอมอยู่ข้างๆ ฉัตรทำหน้าเซ็งและงอน หนูเอมปลอบ
“พูดแล้วมันเจ็บใจ”
“อย่าไปโกรธแม่แป๊ดเลยนะ”
“ป๋าไม่โกรธมันหรอก” หนูเอมเบาใจฉัตรพูดต่อ “แต่ป๋าจะฆ่ามัน ดูมันทำกับป๋าสิ”
แป๊ดถือข้าต้มร้อนๆ ออกมาง้อแต่ไว้เชิง
“เอ้า ข้าวต้ม กินซะ”
“ข้ายังไม่อยากกิน”
“กินหน่อยนะ”
“ช่างมัน ไม่กินก็ช่างมัน ไอ้เรารึเป็นห่วงเห็นว่าหน้าบวมเคี้ยวข้าวไม่ไหว”
ฉัตรมองหน้าแป๊ดตาขวางแล้วทำเสียงอ่อนยอมคืนดี
“ก็มันยังร้อนอยู่นี่หว่า”
ทั้งคู่ยิ้มให้กัน พี่ธง ไท ปลายฟ้า เข้ามาในร้าน
“สวัสดีทุกคน”
“พี่ไท พี่ปลายฟ้า แม่แป๊ด ป๋าฉัตร หนูเอมขอแนะนำให้รู้จักพี่ปลายฟ้า เขาเป็นพนักงานใหม่ของสวนสัตว์ค่ะ”
“สวัสดีทุกคนค่ะ”
“พอดีเลย มากินข้าวเย็นด้วยกันเลย วันนี้ฉันทำอาหารไว้เยอะเลย”
ปลายฟ้ายิ้ม
“ที่นี่เราอยู่กันอย่างพี่น้อง ไม่ต้องเกรงใจ” ไทบอก ปลายฟ้ากระซิบกับไท
“ถึงไม่ชวนก็ว่าจะขอกินด้วยอยู่แล้ว หิวไส้จะขาดแล้วเนี่ย”
“นึกว่าจะปฏิเสธ”
พี่ธง ฉัตร แป๊ด ช่วยกันยกอาหารออกมา ทุกคนลงมือกิน ปลายฟ้ามีท่าทางหิวจัดกินอย่างเต็มที่ทุกคนมอง ปลายฟ้ายิ้มแล้วบอกให้ทุกคนกินแก้เขิน

“กิน กินเลย ตามสบาย”

ปลายฟ้ากินอย่างไม่เกรงใจจนกระทั่งอิ่ม

“เฮ้อ ไม่เคยกินอะไรอร่อยอย่างนี้เลย” ปลายฟ้าบอก
“วันหลังมากินอีกก็ได้นะ ไม่ต้องเกรงใจ...กันบ้างเลย” ฉัตรบอก ปลายฟ้าสะดุ้งนึกในใจว่าแกประชดหรือเปล่า
“ตามสบายเถอะน้าฉัตรแกชอบล้อเล่น” ไทบอก
“ครับหัวหน้า”
“เห็นธงบอกว่าเรียนดนตรีหรือ” แป๊ดถามขึ้นมา
“ค่ะ กำลังจะสอบต่อปริญญาโทไปเรียนที่ออสเตรียค่ะ”
“ดีจัง ฉันอยากเล่นดนตรีบ้างเธอสอนฉันหน่อยสิ”
“ได้สิคะ น้าฉัตรอยากเล่นอะไรล่ะ”
“อังกะลุง” แป๊ดถุย
“ถุย เครื่องดนตรีมเยอะแยะเสือกเล่นอังกะลุง”
“สอนหนูเอมบ้างได้ไหมคะ หนูเอมอยากเล่นอากูเลเล่”
“ได้สิ ที่นี่ขายพิซซ่าหรือคะ”
“ใช่จ้ะ ฉันเป็นคนจัทำเอง ว่างๆ จะมารับจ็อบส่งพิซซ่าให้ฉันก็ได้นะ”
“แล้วจะหาว่าไม่เตือนนะ” ฉัตรพูดขึ้นลอยๆ โทรศัพท์ฉัตรดังขึ้นฉัตรรับสาย “ได้ จะไปเดี๋ยวนี้” ฉัตรรีบวางสาย “เจอคนยิงแล้วฉันไปก่อนนะ”
ฉัตรรีบลุกออกไป ไทชวนปลายฟ้ากลับเหมือนกัน
“งั้นขอตัวบ้างแล้วกัน”
“ดีเหมือนกัน หนังตาชักหย่อนแล้ว ลาทุกคนล่ะค่ะ”
ปลายฟ้ากับไทออกมาพร้อมกัน

ห้องเช่าย่านเยาวราช ฉัตรถือภาพสเก็ตซ์ที่แป๊ดบอกรูปพรรณอยู่ในมือ ข้างๆ มีคู่หูและตำรวจท้องที่กำลังถ่ายรูปที่เกิดเหตุ
“ตัดตอนกันเร็วขนาดนี้ คนจ้างต้องมีอิทธิพลพอสมควร น่าจะเป็นพวกแก๊งแผ่นดินใหญ่” ฉัตรสันนิฐาน
“ผมให้คนตามประกบพวกแก๊งคนจีนทั้งหมดแล้ว”
ฉัตรรับรู้สีหน้าคิดแล้วมองศพ

ไทกับปลายฟ้าเดินมาตามถนน
“พวกนี้เขาอัธยาศัยดีกันจริงนะลูกพี่”
“ใช่ พวกเขามีน้ำใจ ทั้งน้าฉัตรกับน้าแป๊ดเก็บหนูเอมมาเลี้ยงตั้งแต่เด็กๆ”
“เหมือนฉันเลย ไม่รู้ว่าพ่อแม่คือใคร รู้ความอีกทีก็อยู่ที่โบสถ์แล้ว” ไทไม่พูดอะไรเขามองปลายฟ้าแบบเห็นใจ
“แล้วครอบครัวหัวหน้าล่ะ”
“บางทีการรู้ว่าพ่อแม่เราเป็นใครก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าเราไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว”
ไทบอกแล้วนึกถึงตอนที่พ่อกับแม่ตาย ปลายฟ้าเข้าใจไท พอดีเดินมาถึงทางแยกที่จะไปอพาร์ตเม้นท์ของเธอ
“ลูกพี่โอเคนะ”
“โอเค”
“เออ พรุ่งนี้หยุดหัวหน้าจะทำอะไร”
สีหน้าไทดูมีความสุขที่นึกถึง
“ฉันว่าจะไปธุระต่างเมืองซะหน่อย”
“เหรอ พรุ่งนี้ฉันไม่มีอะไรทำ ไปด้วยได้ป่ะ” ไทคิดนิดหนึ่งแล้วพยักหน้าให้ ปลายฟ้าดีใจ “ขอบคุณนะ เอ่อ งั้นเราแยกกันตรงนี้ล่ะลูกพี่จะถึงที่พักฉันแล้วล่ะ ไปก่อนนะ”
ปลายฟ้าวิ่งไปแล้วหันมาโบกมือบ๊ายบาย แต่เกิดสะดุดหัวทิ่มแต่ปลายฟ้าก็ยังลุกขึ้นมายิ้มแล้วบ๊ายบาย
“เจอกันนะ”
“ยายต๊องเอ๊ย”
ไทส่ายหัวแล้วเดินกลับบ้านคนเดียวในความมืดและอ้างว้าง

คืนนั้นที่โรงแรมที่ปลายฟ้ามาเล่นดนตรี พีทตั้งใจมาเจอปลายฟ้าแต่ไม่เจอ พอผู้จัดการเดินผ่านมาเขาจึงถาม
“ขอโทษครับ วันนี้คนที่ชื่อปลายฟ้ามาเล่นดนตรีหรือเปล่า”
“ไม่ได้มาครับ”
พีทรับรู้ ผู้จัดการเดินจากไป พีทมีสีหน้าผิดหวังแล้วถอนหายใจแล้วพึมพำ
“ยังไงฉันก็จะต้องเจอเธออีกให้ได้ ปลายฟ้า”

หลังจากปลายฟ้าแยกไปไทเดินเหงาๆ ไปคนเดียวระหว่างทางเขาเอาโทรศัพท์มือถือออกมากดเบอร์ นันณภัสอาบน้ำเสร็จแล้วเดินออกมายืนรับลมที่ระเบียง เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นเธอเดินไปรับ
“สวัสดีค่ะ”
“สวัสดีครับ ทำอะไรอยู่ครับ”
“กำลังจะนอน แล้วคุณล่ะ กำลังทำอะไร”
“กำลังรบกวนคนที่กำลังจะนอนอยู่ครับ” นันณภัสยิ้มออกมา “งั้นผมไม่รบกวนดีกว่า บาปกรรม ฝันดีนะครับ”
“ค่ะ”

นันณภัสวางสายแล้วมองรูปไทในมือถือ เธอยิ้มเมื่อคิดถึงไท ไทวางสายแล้วเดินอมยิ้มไปตลอดทาง

วันต่อมาไทขี่มอเตอร์ไซค์มาตามถนนโดยมีปลายฟ้าซ้อนท้าย ปลายฟ้ามีสีหน้าสนุกสนาน เมื่อได้ชมธรรมชาติสองข้างทาง

เวลาผ่านไป ปลายฟ้ายืนอยู่บนผาสูงมองทัศนียภาพไปรอบๆ สักครู่เธอก็เดินเล่นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมองลงมาเห็นไทยืนอยู่ไกลๆ ที่หน้าหลุทศพ
ไทมาเยี่ยมหลุมศพของพ่อและแม่เขา เขาปัดกวาดใบไม้และทำความสะอาดหลุมศพนิดหน่อยแล้วเอาดอกไม้วางให้กับพ่อและแม่
“15 ปีแล้วนะครับพ่อ แม่ เวลามันผ่านไปเร็วจริงๆ ผมก็ยังไม่เอาไหนเหมือนเดิม แต่พ่อกับแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ผมยังจำคำของพ่อได้แม่น ชีวิตมันเริ่มใหม่ได้ทุกวัน ผมต้องไปแล้วนะครับ ขอให้พ่อกับแม่มีความสุข...ไม่...ว่า...จะอยู่ที่ไหนก็ตาม”
ไทยืนสงบนิ่ง ปลายฟ้าเดินเข้ามาที่หลุมศพและยกมือไหว้ ไทพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ฉันมายี่ยมพ่อกับแม่ฉันที่นี่ทุกปี”
“หัวหน้ายังโชคดี อย่างน้อยก็ยังมีพ่อแม่ให้มาเยี่ยม... ไม่ต้องห่วงนะคะคุณพ่อคุณแม่ หนูจะช่วยดูแลหัวหน้าค่ะแล้วทุกๆ ปีหนูจะมาเยี่ยมนะคะ” ไทเข้าใจและรู้สึกสงสารปลายฟ้าแต่ปลายฟ้ายังทะเล้นเหมือนเดิม “ไป กลับหรือยัง ให้ฉันขับให้นะ หัวหน้าเป็นเจ้านาย นั่งเบาะหลังเลย” ไทหัวเราะ
“ได้ มีหนังสือพิมพ์หรือเปล่าล่ะ”
“เอ้อ จริงสิ เจ้านายต้องนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ด้วยสินะ”
“เปล่า ฉันเอาไว้คลุมศพกันอุจจาดตาน่ะ”
“โห แรง แรง ไป กลับกันเถอะ”
ไทหัวเราะแล้วเดินไปกับปลายฟ้า

สนามบินสุวรรณภูมิ ด้านในชั้นผู้โดยสารขาเข้าท่ามกลางฝูงชนที่กำลังเดินออกมา โอตี่ แต่งตัวดูดีดูเนี๊ยบ สวมแว่นตาดำมีลูกน้องสองคนลากกระเป๋าเดินออกมาด้วยกัน ระหว่างที่โอตี่เดินลงบันไดเลื่อนลงมาเรื่อยๆ จังหวะหนึ่งเขาเงยหน้าขึ้นไปข้างหน้าโดยบังเอิญ เขาเห็นอาชางยืนมองเขาอยู่แล้วยกโทรศัพท์ขึ้นมาพูดอะไรบางอย่าง เมื่อสบตาโอตี่เขาจึงรีบฉากออกไป โอตี่ผิดสังเกตด้วยสัญชาตญาณ เขากระซิบอะไรบางอย่างกับลูกน้อง ลูกน้องพยักหน้ารับแล้วหลบออกไป ด้านนอกมีบอดี้การ์ด 4 คนยืนรอรับอยู่ โอตี่เดินเข้ามาหาพวกเขา บอดี้การ์ดทักอย่างนอบน้อม
“คุณชายโอ”
โอตี่เชิด แล้ววางท่า พวกบอดี้การ์ดรับกระเป๋าไป
โอตี่เดินออกมาจากประตูหน้าสนามบิน อาเพียวคอยรับ อาเพียวส่งมอบไม้เท้าให้ด้วยความเคารพ โอตี่รับไป
“คุณชายโอ เชิญครับ”
อาเพียวเดินมาที่รถแล้วเปิดประตูรถให้เข้าไป ในรถมีมังกรนั่งรออยู่
“เดินทางเป็นยังไงบ้างลูก”
“ก็ดีป๊า แอร์น่ารักดี แล้วมือป๊าล่ะ”
“ค่อยยังชั่วแล้ว”
โอตี่นั่งเรียบร้อย อาเพียวปิดประตู ขบวนรถขับออกไป

อาชางรีบเดินมาที่รถโดยไม่ได้ระวังตัว เขาเข้าไปนั่งในที่คนขับแล้วจะปิดประตู จังหวะนั้นลูกน้องของโอตี่คนหนึ่งก็ดึงประตูเอาไว้ อาชางมองหน้าแล้วได้ยินเสียงขึ้นนกปืนด้านข้างอีกประตูหนึ่ง เขาหันไปมองเห็นลูกน้องโอตี่อีกคนหนึ่งยืนคุมเชิงอยู่ อาชางมีสีหน้านิ่ง ในใจวิตก

มังกรกับโอตี่นั่งคุยกันมาในรถถึงเรื่องที่ถูกยิง
“ฝีมือใคร”
“ยังไม่รู้ แต่มือปืนที่ลงมือโดนเก็บไปเมื่อคืนนี้แล้ว”
โอตี่แววตาเฉียบ เขาคาดการณ์
“คนที่ทำแบบนี้ได้มีไม่กี่กลุ่มหรอก เรื่องนี้ผมจัดการเอง”
มังกรรู้สึกดีเขาภูมิใจกับลูกชายคนนี้
“ขอบใจมากลูก การค้าที่แอฟริกาเป็นยังไงบ้าง”
“ดีครับ ไปได้สวย ลูกค้าสนใจสินค้าของผมมาก พูดถึงสินค้าผมก็ต้องการตู้คอนเทรนเนอร์เหมือนกันนะถ้าได้ของลุงบุ๊นยิ่งดี”
มังกรรู้สึกเป็นห่วงจึงเตือนลูกชาย
“ทำอะไรก็เกรงใจลุงบุ๊นเขาบ้าง ก็รู้ๆ อยู่เขาไม่ชอบเรื่องแบบนี้”
“ผมว่าบางทีพ่อน่าจะออกจากใต้ปีกลุงบุ๊นได้แล้วนะ เราก็พอมีช่องทางแล้ว เดี๋ยวนี้พ่อว่าทำธุรกิจอะไรรวยเร็วที่สุด ระหว่างบนดินกับใต้น้ำ” มังกรเข้าใจที่ลูกพูด เขาคิดตาม “ส่งผมลงข้างหน้า”
“อ้าว ไม่เข้าบ้านก่อนหรือ”
“พอดีนัดกับเพื่อนไว้”

รถวิ่งมาจอดที่ท้ายรถเก๋งของอาชางที่หน้าตึกแห่งหนึ่ง โอตี่ลงจากรถ รถขับออกไป

ทันทีที่โอตี่ลงมาจากรถ เขาก็เดินเข้าไปนั่งในรถของอาชางที่จอดอยู่ข้างหน้า ในรถที่เบาะหลังอาชางถูกมัดมือไผล่หลังอยู่

“อรุณสวัสดิ์” โอตี่ทักอาชาง
“นี่มันอะไรกัน”
โอตี่มีท่าทางยียวน
“ฉันควรถามแกมากกว่า ว่ามันเรื่องอะไรกัน ใครใช้แกมา”
อาชางฮึดฮัดไม่พูดโอตี่คว้าไหล่อาชางไว้แล้วบีบด้วยมือเดียว อาชางร้องเสียงลั่น
“อ๊ากก”
“บอกได้หรือยัง”
“ฉันไม่รู้เรื่อง”
โอตี่คิดว่าคงไม่ได้เรื่องจึงเปลี่ยนแผนในใจเขาล้วงมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือของอาชางออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุมของเขา
“ไหนดูซิว่าแกโทรหาใครตอนอยู่ที่สนามบิน” โอตี่เช็คเบอร์โทรออกในโทรศัพท์ของอาชาง “โทรเยอะซะด้วย คงต้องขอคุยหน่อยแล้ว”
โอตี่กดต่อสายไปสักครู่ เจียงรับโทรศัพท์
“ว่ายังไงอาชาง”
“อ๋อ ไอ้หมอนี่ชื่อชางหรือ”
“แกเป็นใคร” น้ำเสียงเจียงตกใจ
“แล้วแกล่ะเป็นใคร”
“ปล่อยลูกน้องฉัน”
“ฉันไม่ปล่อยใครไว้ทั้งนั้น รวมทั้งแกด้วย” โอตี่โยนโทรศัพท์ออกไปนอกหน้าต่างแล้วหันมามองที่คออาชาง
“คอแกนี่สวยดีนะ”
อาชางทำหน้างง และจังหวะนั้นเองที่โอตี่ชักมีดสั้นออกมาจากด้ามไม้เท้าที่อาเพียวมอบให้มาแล้วแทงไปที่คอของอาชาง โอตี่มีสีหน้าเฉยเอาผ้าเช็ดหน้าแช็ดเลือดแล้วเอาเข้าฝัก พร้อมกับสั่งลูกน้อง
“จัดงานศพให้มันด้วย จัดเงียบๆ นะ”
โอตี่ก้าวลงจากรถเห็นว่าโอตี่เหยียบโทรศัพท์แล้วเดินไป

ฉัตรนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะเขาเปิดโน๊ตบุ๊ค ดูข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับคดี ในจอมีรูปนักฆ่าบอกว่าเป็นคนจีน ชื่อ จาง เซี๊ยะ หมิง
“จางเซี๊ยะหมิง เคยพัวพันอยู่กับแก๊ง มังกรบิน ที่เซี่ยงไฮ้ หนีคดีอยู่ด้วยหรือเนี่ย”
ฉัตรสีหน้าครุ่นคิดท่าทางมุ่งมั่นกับงาน แต่แล้วจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงท้องร้องเพราะความหิวฉัตรลูบพุง

ฉัตรมานั่งกินบะหมี่ที่ร้านบะหมี่ข้างทาง
“เฮ้ย กินบะหมี่ก่อน”
ฉัตรเรียกเมื่อเห็นคู่หูเดินผ่านมา
“ขอบคุณครับ”
“ขอบใจทำไม”
“ก็ขอบคุณที่เลี้ยงไง”
ฉัตรสะอึกเพราะถูกมัดมือชกแต่ก็ยอม
“เออ เออ เอาอะไรสั่งเลย สั่งเผื่อฉันด้วย”
“บะหมี่เกี๊ยวน้ำเฮีย” คนขายเอาบะหมี่มาเสิร์ฟ ทั้งคู่กินไปคุยไป คู่หูเอาข้อมูลมาให้ปึกหนึ่ง “นี่ข้อมูลของนายบุ๊นกับนายมังกร” ฉัตรเปิดอ่านคร่าวๆ “ว่ากันว่าสองคนนี้เติบโตมาจากการเป็นมาเฟีย ภายหลังล้างมือแล้วทำธุรกิจถูกกฎหมาย”
“ล้างมือแล้วจริงหรือ”
“บุ๊นอาจจะล้าง แต่มังกรอาจจะยังล้างไม่หมด”
“ทำไม มังกรไม่ใช้สบู่หรือไง”
“ได้ แต่ดูนี่ นี่น่าสนใจ” คู่หูเปิดเอกสารให้ดู “เมื่อ 20 ปีที่แล้ว เมียนายบุ๊นถูกลอบวางระเบิดในรถ แต่วิเคราะห์กันว่าเมียมารับเคราะห์แทน”
ฉัตรรับรู้แล้วสั่งงาน
“คุ้ยต่อไป”
คู่หูกินบะหมี่หมดพยักหน้ารับแล้วต่อรองหน้าทะเล้น
“งั้นต่ออีกชามนะ”

ที่ฮวงซุ้ย บุ๊นยืนอยู่ที่หลุมฝังศพเมีย เขาวางดอกไม้แล้วมองอย่างสงบนิ่ง อาฮวดอยู่ข้างๆ เสียงโทรศัพท์อาฮวดดังขึ้น อาฮวดรับสายแล้วเอามาให้บุ๊น
“คุณเจียง”
“สวัสดีครับคุณเจียง”
“ผมทราบข่าวคุณมังกรแล้วครับ เสียใจด้วยจริงๆ ไม่รู้ว่าตอนนี้คุณมังกรยังอยากได้โรงแรมอยู่หรือเปล่า”
“ผมว่าคุณลองคุยกับมังกรอีกทีดีกว่า”
เจียงวางสายจากบุ๊นแล้วรำพึงออกมา
“สงสัยคราวนี้คงต้องคุยให้รู้เรื่องแล้ว”
บุ๊นรู้ทันความผิดเจียงจึงหันมาส่งอาฮวด
“ฮวด ช่วงนี้ระวังพัดกับพีทดีๆ หน่อย”

อาฮวดรับคำ บุ๊นยืนเหม่อมอง ใช้ความคิด

ดุจตะวันดั่งภูผา ตอนที่ 4 (ต่อ)

พีทกับโจมาที่โกดังที่ท่าเรือ ซึ่งมีตู้คอนเทรนเนอร์วางเรียงราย พีทเดินมาที่ตู้คอนเทรนเนอร์ตู้หนึ่งมีพนักงานของพีทยืนอยู่

“เรียบร้อยไหม” พีทถามพนักงาน
“เรียบร้อยครับ”
รถเก๋งหรูสองคันวิ่งเข้ามาจอดตรงหน้าพีท เบ็ตตี้ก้าวลงมาจากรถ อีกคันหนึ่งเป็นคนเกาหลี ท่าทางเป็นลูกคนรวย พีททักทายเบ็ตตี้
“นึกว่าใคร ที่แท้เบ็ตตี้นี่เอง”
“แกรู้จักด้วยหรือ” โจถามอย่างแปลกใจ
“รู้จักสิเจ้าหล่อนน่ะมันนายหน้าระดับอินเตอร์ โผล่ไปทุกวงการ”
“ขอแนะนำคุณจีวอน ลูกค้า วีไอพี ของฉัน” เบ็ตตี้แนะนำ จีวอนพยักหน้ารับ “ไหนของ”
พีทเพยิดหน้าให้โจ โจเดินไปที่คอนเทรนเนอร์ตู้หนึ่งแล้วเปิดออกรถสวยหายากวิ่งออกมา จังหวะนั้นฉัตร คู่หูกับตำรวจสองสามนายก็แสดงตัวออกมา
“รถสวยนี่ คงแพงน่าดู” ฉัตรเข้าไปลูบไล้ตามรถ “ไหนดูซิว่ามีกลิ่นทะแม่งหรือเปล่า”
“นี่มันอะไรกันพีท ลูกค้าฉันตกใจหมด”
“ใจเย็นเบ็ตตี้ ฉันเคลียร์ได้” พีทมีท่าทางไม่กลัวเดินหาฉัตร “ผู้กองต้องการอะไร”
“ผมได้ข่าวว่าที่นี่มีของหนีภาษีซุกอยู่ เดาได้ว่า น่าจะเป็นรถพวกนี้”
“ท่าเรือของพ่อผมสะอาดเสมอ”
“งั้นขอดูหลักฐานหน่อย”
โจรู้งานเดินเอาหลักฐานมาให้ดู
“นี่ครับ”
ฉัตรเรียกตำรวจศุลการกรมาตรวจดู ศุลการกรพยักหน้า
“ถูกต้องครับ”
“บอกแล้วไงว่าที่นี่สะอาดเสมอ”
ฉัตรรู้สึกเสียหน้าแต่ก็เก็บอาการ
“ถือว่าวันนี้เป็นวันของคุณ ไปพวกเรา กลับ”
ตำรวจกลับไปพีทมองจีวอน
“บอกแล้วว่าผมเคลียร์ได้ เชิญ”
“เชิญค่ะ คุณจีวอน”
ลูกน้องของจีวอนขับรถออกไป เบ็ตตี้กับจีวอนขับรถตามไป พีทมองตามแล้วยิ้ม
“งานง่ายๆ”

รถของเบ็ตตี้กับจีวอนขับเข้ามาที่โกดังแห่งหนึ่ง ภายในโกดังมีรถสปอร์ตคันสวยจอดเรียงราย เบ็ตตี้เดินไปที่กระบะท้ายรถคันหนึ่งแล้วให้ลูกน้องเปิดออก และเมื่อเปิดช่องใส่ยางอะไหล่จึงเห็นว่ามีอาวุธปืน เสื้อกันกระสุน ฯลฯ ห่อพลาสติกอยู่ จีวอนเดินมาดูแล้วพอใจ
“คุณแน่”
“ขอบคุณที่ชม”
“คุณทำได้ยังไง”
เบ็ตตี้เพยิดหน้าให้ลูกน้องเอาเบาะออกแล้วเอาอาวุธที่ซ่อนไว้ออกมา
“ง่ายมากฉันมีสายทางโน้น แล้วก็สั่งรถไอ้พีทหน้าโง่นั่น ให้ราคามันสูงหน่อย มันก็ปลอมเอกสารนำเข้าให้ฉัน ส่วนอาวุธสายของฉันก็แพ็คใส่รถมา บริษัทของพ่อมันเป็นบริษัทสะอาดอย่างที่มันว่านั่นแหละ ตำรวจเลยไม่ค่อยสนใจ”
“แล้วเรื่องอาวุธที่ถูกจับคราวที่แล้วล่ะ”

“เกลือ ฉันกำลังจัดการอยู่”

ช่วงเวลาเดียวกันนั้นที่สปาแห่งหนึ่ง โอตี่กำลังนอนให้พนักงานสาวทำสปาตัวอยู่อย่างสบายเขาหยิบโทรศัพท์ออกมากดไปหาเบ็ตตี้ เสียงโทรศัพท์เบ็ตตี้ดังขึ้น เธอรับสาย

“เมื่อวาน Everything OK ?”
โอตี่ถามมาตามสาย
“ก็ต้อง OK สิคุณ หนูตอนนี้จับแมวได้ตัวหนึ่ง”
“เดี๋ยวเจอกัน บาย”
โอตี่วางสาย พนักงานทำสปาต่อ

ที่ห้องทำงานมังกร มังกรมือยังเจ็บแต่ก็พัดกอล์ฟเบาๆ อยู่ในเลนส่วนตัวเป็นเลนวีไอพี มีรายงานข่าวการตายของมือปืนที่มายิงมังกร ภาพในโทรทัศน์ปรากฎศพมือปืนและรูปภาพชัดเจนบนมุมจอ
“หลังจากที่เสนอข่าวด่วนไปเมื่อคืน ตำรวจได้สืบชัดแล้วว่าผู้ตายเป็นคนจีนชื่อจางเซี่ยะหมิง เป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่ และเป็นนักฆ่ามืออาชีพ ของแก๊งมังกรบินส่วนปมการถูกสังหารคิดว่าน่าจะเป็นการฆ่าตัดตอน”
ในทีวีเห็นนักข่าวรุมสัมภาษณ์ฉัตร
“ผู้กองคิดว่าผู้ตายถูกฆ่าตัดตอนเรื่องอะไรคะ”
“ก็คงเป็นเรื่องของพวกแก๊งที่มีอิทธิพล”
“แล้วผู้กองคิดว่าน่าจะเป็นพวกไหนคะ”
อาเพียวเดินเข้ามาหา มังกรถามอย่างใจเย็น
“เป็นยังไงบ้าง”
อาเพียวเอารูปออกมาวางบนโต๊ะ เป็นรูปการพบปะกันระหว่างบุ๊นกับเจียง
“นี่ครับนาย”
“มันไปเจอกันเมื่อไหร่”
“เมื่อวานนี้ครับ”
มังกรมองหน้าอาเพียว แล้วใช้ความคิด

ที่จอโทรทัศน์ในร้านแป๊ดเห็นฉัตรในทีวี
“นี่ๆ แม่แป๊ดๆ มาดูนี่ซิ”
หนูเอมร้องเรียกแป๊ด
“เฮ้ย ไอ้ฉัตรสิดังใหญ่แล้ว”
ที่ทีวีฉัตรให้สัมภาษณ์นักข่าว
“เรื่องนี้ยังพูดไม่ได้นะครับมันมีหลายประเด็น ยังไงขอให้ผมดูให้แน่นอนก่อนแล้วจะแถลงข่าวต่อไป ขอตัวนะครับ”
“ค่ะ ความคืบหน้าก็มีเท่านี้ค่ะกลับไปที่สถานีก่อนค่ะ”
“แต่หนูเอมสงสารป๋าฉัตรนะ ดูสิทำงานไม่มีเวลาพักเลย” หนูเอมบอก
“มันเป็นความสุขของน้าฉัตรน่ะ ความสุขที่ได้ช่วยเหลือคน ปล่อยแกเถอะ”
ไทบอก หนูเอมยิ้มแล้วมองฉัตรในโทรทัศน์อย่างชื่นชม

มังกรปิดโทรทัศน์ แววตาขึงขัง อาเพียวอยู่ข้างๆ รับรู้ข่าวในทีวีเหมือนกัน
“นี่มันแก๊งมังกรบินที่เซี่ยงไฮ้”
“นายคิดว่ามันจะเกี่ยวข้องกับคุณเจียงไหมครับ”
มังกรค่อนข้างมั่นใจ
“ถ้าเป็นเรื่องโรงแรมก็ไม่แน่ ฉันเกรงว่าจะไม่เกี่ยวกับนายเจียงคนเดียวน่ะสิ”
ในใจมังกรคิดถึงบุ๊นแววตาอาฆาต

ด้านหลังของสปอร์ตคลับแห่งหนึ่งเป็นซอกตึก ดูเก่าซอมซ่อไม่เหมือนกับด้านในที่หรูหรา มันเป็นซอกตึกที่ไม่กว้างนัก สายตำรวจที่แต่งตัวเหมือนลูกน้องโอตี่ถูกจับและมีร่องรอยการถูกซ้อม เบ็ตตี้พาโอตี่เดินเข้ามาและควบคุมการซ้อม
“ไหนลองบอกมาซิว่ายังเหลือใครอีกที่เป็นสายให้ตำรวจ”
เบ็ตตี้ถามสายตำรวจ
“พูดเรื่องอะไรผมไม่รู้เรื่อง”
เบ็ตตี้เพยิดหน้าให้ลูกน้องซ้อมสองสามที
“อาวุธของฉันซื้อมาแพง เจอคนอย่างพวกแก ฉันขาดทุนย่อยยับ บอกมาว่าเหลืออีกกี่คน”
“ก็บอกแล้วไงว่าว่าผมไม่รู้เรื่อง ผมไม่ได้เป็นสายให้ตำรวจ”
เบ็ตตี้สั่งให้ซ้อมอีก ลูกน้องทำตาม โอตี่มองแล้วห้ามอย่างช้าๆ และยียวน มีลูกน้องเขาสองสามคนอยู่กับเขา
“พอได้แล้วเบ็ตตี้มันไม่มีประโยชน์หรอก เปลืองแรงเปล่าๆ นี่น่ะเหรอสายสืบ”
เบ็ตตี้หันมามองโอตี่ประมาณว่าจะให้ทำยังไง โอตี่มองสายตำรวจแววตาเหี้ยมแต่นิ่งมีรอยยิ้มเลือดเย็น เขาเพยิดหน้าให้ลูกน้องที่ตามเขามา ทุกคนมีไม้เบสบอลในมือ ลูกน้องตรงเข้าไปรุมเอาไม้เบสบอลฟาดสายคนนั้นอย่างเลือดเย็น
โอตี่ยิ้มด้วยความพอใจ เบ็ตตี้หันไปดูสาย ทุกคนหยุดการตีแล้ว ลูกน้องพยักหน้าส่งสัญญาณว่าตายแล้วประมาณว่าถามโอตี่ว่าจะทำยังไงต่อ
“เผามันซะ”
ลูกน้องพยักหน้ารับ โอตี่คุยกับเบ็ตตี้ต่อ ขณะที่ลูกน้องยกสายตำรวจใส่ถังน้ำมันสองร้อยลิตรที่อยู่บริเวณนั้น
“ไปหาอะไรดื่มกันดีกว่า แถวนี้ร้อนเป็นบ้าเลย”

โอตี่พูดจบไฟก็ลุกพลึ่บขึ้นที่ด้านหลัง เขาเดินมากับเบ็ตตี้ใบหน้ายิ้มเลือดเย็น

พีทกับโจเดินเข้ามาในสปอร์ตคลับของโอตี่ พีทมองไปรอบๆ แล้วรู้สึกชอบใจ

“ที่นี่น่านั่งดีว่ะ ทำไมฉันไม่เคยมาวะ”
“ก็แกมันจำเจนี่หว่า ถนัดแต่โรงแรม ไป โน่นพี่ฮุยรออยู่โน่น”
พีทมองตามโจเห็นพี่ฮุยนั่ง มีลูกน้องล้อมรอบอยู่ท้ายห้อง พี่ฮุยเป็นชายชาวจีนร่างล่ำสัน พูดไทยไม่ค่อยชัด มีลูกน้องท่าทางเอาเรื่อง 2 คนอยู่ข้าง โจกับพีทเดิยเข้ามา พีทวางท่าแล้วทิ้งตัวลงอย่างมีมาด
“มีอะไรว่ามา พี่ฮุย”
“จะรีบร้อนไปไหน พี่พีท ดื่มอะไรให้ใจเย็นกันก่อน”
“เวลาเป็นเงินเป็นทอง”
“ฉันอยากใช้คอนเทรนเนอร์ของพี่พีทเอาของมาจากเวียดนาม”
“ของอะไร สะอาดหรือเปล่า”
“ของสด สะอาด จ่ายสองเท่า พี่รับหน้าแต่ตู้กับท่าลงของ นอกนั้นผมจัดการเอง โอเค๊ะ”
พีทมองหน้าโจเหมือนขอคำแนะนำ โจพยักหน้าช้าๆ
“ก็ได้ จะใช้เมื่อไหร่ก็ว่ามา ฉันไปล่ะ”
โอตี่เดินเข้ามาแล้วเห็นพีทกำลังลุกจากโต๊ะพี่ฮุย โอตี่มองอย่างสงสัยนิดๆ พีทลุกออกมาทันที โจงงว่าทำไมรีบขนาดนั้น
“ไปก่อนพี่”
พีทเดินออกมาที่ทางออกแล้วเจอกับโอตี่ที่เดินสวนมากับเบ็ตตี้ ทั้งคู่เจอหน้ากัน ท่าทางต่างวางฟอร์ม
“ลมอะไรพัดคุณชายพีทมาถึงนี่เนี่ย”
“แล้วคุณชายโอล่ะ มาที่นี่ทำไม”
“อ้าว ฉันก็มาดูแลกิจการฉันน่ะสิ”
พีทแปลกใจ
“เพิ่งรู้ว่าเฮียโอมีกิจการแบบนี้เหมือนกัน”
“ก็ยังดีกว่าบางคนที่ไม่ค่อยเป็นโล้เป็นพายล่ะนะ”
โอตี่พูดจบก็เดินออกไปอย่างยียวน พีทมองงง โอตี่เดินมาที่พี่ฮุย พี่ฮุยเห็นแสดงความนอบน้อมทันที
“สวัสดีครับพี่โอ กลับมาเมื่อไหร่ครับ ไม่เห็นบอกกันเลยผมจะได้ไปรับ”
“ไม่ต้อง มาเลียหน้าแข้งฉันขนร่วงหมดแล้ว ไอ้พีทมันมาทำไม”
“ก็เอามันมาช่วยธุรกิจเนื้อสดของเรานิดหน่อย”
โอตี่สีหน้าคิดมองไปทางที่พีทออกไป แล้วพยักหน้าให้พี่ฮุยแล้วเดินจากไปกับเบ็ตตี้

วันต่อมาลิลลี่เดินมาตามทางกำลังจะไปหานันณภัสที่ห้องแล้วเจอเรียวนั่งอยู่หน้าห้องมีบอดี้การ์ดอีกคนอยู่ด้วย
“เจ๊พัดอยู่หรือเปล่า นายเรียว”
เรียวยืนขึ้นคุยด้วยอย่างนอบน้อม
“อยู่ครับ วันนี้คุณพัดไม่ได้มีธุระไปไหน”
“งั้นนายก็ว่างน่ะสิ”
“เอ่อ ครับ ตอนนี้ว่างครับ”
ลิลลี่มองหน้าเรียวยิ้มๆ แล้วเดินเข้าห้องนันณภัส
“กู๊ดมอนิ่ง เจ๊”
ลิลลี่ร้องทักนันณภัสทันทีที่เปิดประตูเข้ามา ขณะนั้นนันณภัสนั่งดูหนังสือเกี่ยวกับนกต่างๆ อยู่ บนโต๊ะมีหนังสือเกี่ยวกับนกหลายเล่ม ลิลลี่หยิบมาดู
“ว่าไงลิลลี่”
“นกเป็นสัตว์โลกที่มีคุณค่าสูงในการชักนำให้คนเรารักกันและเกิดความสนใจธรรมชาติรอบรอบตัว นี่เจ๊พัดเป็นนักธรรมชาติวิทยาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย”
นันณภัสยิ้มแล้วทิ้งตัวพิงเก้าอี้อย่างสบาย
“เปล่า ว่างๆ ดูก็เพลินดี อีกอย่างว่าจะจัดสวนนกเล็กๆ ในคอมเพล็กซ์ของเราด้วย ลิลลี่มีอะไรหรือ”
“ก็อยากจะชวนไปเดินช้อปปิ้งด้วยน่ะสิ”
“โอย ไม่ดีกว่า นานๆ จะได้พักบ้าง ขอนั่งพักให้สบายใจหน่อย”
“โธ่ แล้วใครจะไปเป็นเพื่อนล่ะ งั้นขอยืมตัวนายเรียวไปคุ้มครองหน่อยก็แล้วกัน” นันณภัสหัวเราะ
“ได้สิ เอะ คนของเจ็กมังกรก็เยอะแยะทำไมไม่เรียกมาล่ะ”
“ก็มันไม่ค่อยเท่ห์นี่”
นันณภัสพอเข้าใจความหมายของลิลลี่ นันณภัสกับลิลลี่เปิดประตูออกมาเรียวกับบอดี้การ์ดลุกขึ้นท่าทางนอบน้อม
“นี่นายเรียว ออกไปข้างนอกเป็นเพื่อนลิลลี่หน่อยสิ”
นันณภัสบอกเรียว เรียวทำท่าจะปฏิเสธ
“น่า นะ ไปไม่ไกลหรอก” ลิลลี่อ้อน
“เอ่อ...”
เรียวมองหน้านันณภัส นันณภัสทำสีหน้าจริงจังปนรอยยิ้ม เรียวมองไปที่บอดี้การ์ดอีกคน พอจะเบาใจได้บ้าง เขาจึงยอมทำตามที่นันณภัสสั่ง
“ก็ได้ครับ”
ลิลลี่ยิ้มแก้มปริ
“ต้องอย่านั้นสิ ไป”

ลิลลี่เดินนำออกไป

ตรงลานจอดรถหน้าสปอร์ตคลับ พีทรีบเดินมาที่รถ โจเดินตามมา

“เฮ้ย ฉันว่างานที่ไอ้พี่ฮุยมันทำอยู่มันชอบกลนา” โจบอก
“เอาเงินไว้ก่อน ฉันมีทางหนีทีไล่อยู่แล้ว แกจัดการไปตามน้ำก็แล้วกัน ไปล่ะ”
พีทจะขึ้นรถท่าทางรีบ โจสงสัย
“นี่แกจะรีบไปไหนวะ”
“รีบไปเรื่องที่พนันกับแกไว้ไง ไปล่ะ”
พีทขึ้นรถขับออกไปอย่างรวดเร็ว
“ท่าทางเอาจริงว่ะ”

ที่สวนสัตว์ ณะนั้นไทซ่อมรถมอเตอร์ไซค์ของปลายฟ้าอยู่ในโรงรถ มีรถมอเตอร์ไซค์ของไทจอดอยู่ข้างๆ ไทซ่อมไปส่ายหน้าไป
“เห็นข้างนอกสวยๆ ข้างในเละเป็นบ้าเลย น้ำมันเครื่องไม่มีสักหยด มันเลยลามไปกันใหญ่”
“เป็นอะไรมากหรือเปล่า เงินยิ่งไม่ค่อยมีอยู่”
ไทถอนหายใจ
“ก็ไม่เท่าไหร่หรอก ฉันออกเงินให้ก่อนก็ได้ แต่ขอบอกว่าซ่อมคราวนี้เธอก็ดูแลรถบ้างก็แล้วกันอย่าปล่อยให้มันเป็นแบบนี้อีก”
ปลายฟ้าดีใจ ส่งตาหวานให้ไท แบบหยอกล้อ
“จริงเหรอ หัวหน้าน่ารักจังเลย”
“ครับ สงสัยต้องให้เปลี่ยนประเก็นแล้ว เครื่องก็ยังไม่ติด”
ปลายฟ้ากอดแขนไทแล้วเอาใบหน้าไปซบที่ไหล่ ไทเขินแล้วส่ายหน้า แล้วลงมือซ่อมรถต่อ
“เป็นไรมากหรือเปล่าลูกจ๋า”
ปลายฟ้าคอยช่วยจับโน่นส่งนี่ให้ไท

พีทขับรถมาที่หน้ามหาวิทยาลัยดนตรี เพื่อมาดักปลายฟ้าเขาจอดรถแล้วลงมายืนอย่างเท่ห์ พีทสังเกตว่าวันนี้มีนักศึกษาน้อย
“วันนี้ทำไมคนน้อยจัง ดีจะได้หาง่ายๆ”
พีทยืนเก็กต่อไปมีคนเดินเข้าออกบางตา ที่ป้อมยาม มีรปภ. ดูแลความเรียบร้อยอยู่ เขาจ้องมาทางพีทแล้วเฉยๆ พร้อมกับทำหน้าที่ต่อไป
พีทยืนรออยู่นาน แต่ก็ไม่ท้อและแล้วรปภ.ก็เดินมาถาม
“คุณครับ มารอใครหรือครับ”
“อ๋อ มารอแฟนน่ะครับ รอนานแล้ว สงสัยยังเรียนไม่เลิกน่ะลุง”
รปภ. งงแล้วเกาศีรษะ
“เอ๊ะ แฟนคุณไม่ได้บอกหรือว่าวันนี้มันวันหยุด”
พีทปากอ้าตาค้างเสียฟอร์ม

นันณภัสยังนั่งดูหนังสือนกอยู่ในห้องทำงาน สักครู่เธอก็พักสายตา แล้วนึกอะไรไปเรื่อยๆ จังหวะหนึ่งเธอนึกอะไรขึ้นมาได้แล้วเก็บของบนโต๊ะให้เรียบร้อย แล้วคว้ากระเป๋าเดินออกมานอกห้อง
“ฉันออกไปข้างนอกเดี๋ยวนะ”
นันณภาบอกเลขา
“ค่ะ”
นันณภัสาเดินออกไปอย่างสบายใจ เลขามองตามแล้วนั่งทำงานต่อ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เลขารับสาย
“สวัสดีค่ะ หน้าห้องคุณพัดค่ะ คุณพัดไม่อยู่ค่ะ ไม่ได้บอกค่ะว่าจะไปไหน ค่ะ สวัสดีค่ะ”
เลขาวางสายแล้วทำงานต่อ

ลิลลี่เดินดูของตามโชว์รูมในห้างสรรพสินค้ามาเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่ตัดสินใจซื้ออะไร เรียวเดินตามข้างหลังท่าทางเซ็งๆ แต่รักษามรรยาทตามหน้าที่ ลิลลี่เรียกเรียวดูกระเป๋าที่โชว์อยู่
“นี่นายเรียวดูนี่สิสวยไหม”
เรียวเดินมายืนข้างๆ แล้วดู
“สวยครับ ถ้าชอบก็เข้าไปซื้อสิครับ”
“ไม่ล่ะ ฉันมีเยอะแล้ว ไปดูอย่างอื่นดีกว่า”
เรียวถอนหายใจแล้วยอมเสียมรรยาท
“เอ่อ คุณลิลลี่ครับ ถ้าไม่ซื้ออะไรเรากลับกันดีไหมครับ”
ลิลลี่มองเรียวแบบไม่ค่อยพอใจ
“นี่นายเรียว นายมีหน้าที่อะไร” เรียวสีหน้าสลดยอมรับ ลิลลี่ยิ้มแล้วควงแขนเรียว “เดินเป็นเพื่อนฉันสักวันไม่ได้หรือไง ไป”
ลิลลี่ควงแขนเรียวเดินไปด้วยกัน เรียวเขิน

พีทเดินเข้ามาในห้างสรรพสินค้าอย่างเซ็งๆ เขาเจ็บใจตัวเอง
“ปัญญาอ่อนจริงๆ เล๊ย ไม่รู้วันไม่รู้เดือน หน้าแหกเลย” พีทมองเห็นร้านเบเกอรี่ที่แป้งทำงานอยู่ข้างหน้า พีทตัดสินใจเข้าไปกินอาหาร “กาแฟซักแก้วก็ดีเหมือนกัน”
พีทเข้ามาในร้านแล้วนั่งสั่งอาหาร มีบริกรมายืนตรงหน้าพีท พีทก้มหน้าก้มตาสั่ง
“กาแฟแก้ว แล้วก็ขอแซนวิชทูน่าด้วยครับ” พีทนั่งไปสักครู่ แป้งก็เอากาแฟกับแซนวิชมาเสิร์ฟ พีทยังก้มหน้าอยู่ “ขอบคุณครับ” พีทบอกแล้วเงยหน้าขึ้น พอเห็นแป้งพีทก็จำได้ทันที “คุณ คุณ นั่นเอง”
แป้งเห็นหน้าพีทชัดๆก็หน้าบานเหมือนรักแรกพบ แป้งตกหลุมรักพีททันทีแต่ยังติงต๊อง
“คุณ คุณ นั่นเอง เอ่อ ใครอ่ะ”
พีทนึกถึงวันที่แป้งเมาแล้วอ้วกใส่รถเขาแล้วรู้สึกขยะแขยง
“เอ่อ ขอโทษครับ ผมจำคนผิดหน่ะครับ”
พีทมีท่าทางไม่ค่อยอยากคุยด้วย แต่แป้งรู้สึกชอบพีทแล้วพยายามจะคุยด้วย
“ไม่เป็นไรค่ะ รับอะไรเพิ่มอีกไหมคะ”
“ไม่ครับแค่นี้ก็ท้องจะแตกแล้วครับ...ทางที่ดีไปไกลๆ จะดีกว่า” พีทบอกออกมาเบาๆ แต่แป้งได้ยินไม่ถนัด
“อะไรนะคะ แซนด์วิชไก่หรือคะ มีค่ะ จะรับไหมคะ”
“ไม่ล่ะครับ” แป้งเดินจากไป พีทมองตามแล้วบ่น “ยัยซกมกเอ๊ย”
พีทนั่งคนกาแฟและเมื่อเงยหน้ามองก็เห็นแป้งยิ้มให้เขาทุกครั้ง เขาเอือมๆ ไม่สนใจ แต่จังหวะหนึ่งเขาคิดขึ้นได้แล้วรำพึง
“เฮ้ย แต่เพื่อนเขาไม่ได้ซกมกนี่หน่า”
พีทแววตาเจ้าเล่ห์แล้วยกมือเรียกแป้ง แป้งเดินเข้ามาหาท่าทางสดชื่น
“มีอะไรหรือคะ”
“คือเมื่อกี้นี้ผม เอ่อ ขอโทษ ที่ผมทำเป็นรู้จักคุณน่ะครับ แบบว่ามันเป็นมุขบัฟโฟโล่ๆ ที่อยากรู้จักคนน่ารักอย่างคุณน่ะครับ”
แป้งรู้สึกโลกทั้งโลกเบิกบาน ยิ้มแก้มปริ
“จริงหรือคะ แหมก็ไม่ยอมบอก แป้งค่ะ ชื่อแป้ง ยินดีที่รู้จักค่ะ”
“ยินดีครับเอ่อ ขอคุยด้วยได้ไหมครับ”
แป้งมองไปที่ผู้จัดการที่จ้องตาเขม็งแล้วพูดกับพีทเบาๆ
“คงไม่ได้หรอกค่ะ ผู้จัดการจ้องตาแทบจะหลุดออกมานอกเบ้าแล้ว”
“ไม่เป็นไรครับ” พีทแกล้งทำเสียงเศร้า
“แต่ อีกครึ่งชั่วโมงฉันพัก ผู้จัดการคงไม่ว่าหรอก”
แป้งพูดจบแล้วเดินจากไปแบบให้ท่านิดหน่อยท่าทางติงต๊องเหมือนเดิม
“ไปทางตรงไม่ได้ก็ เข้าทางเพื่อนนี่แหละวะ”

พีทบอกออกมาเบาๆ

ดุจตะวันดั่งภูผา ตอนที่ 4 (ต่อ)

ไทซ่อมรถปลายฟ้าเสร็จ หน้าตาดำมอมแมมเล็กน้อย ไทหันมาบอก

“เอ้า เสร็จแล้ว มาลองสตาร์ทเครื่องดู” ปลายฟ้าเห็นหน้าไทแล้วหัวเราะ “ขำอะไร บอกว่าให้ลองติดเครื่องดู”
ปลายฟ้าชี้ไปที่ใบหน้าไท ไทส่องกระจกมองข้างแล้วเห็นว่าหน้าตัวเองดำแล้วยิ้มเขินๆ ปลายฟ้าเอาผ้ามาเช็ดให้
“มา เช็ดให้” ปลายฟ้าเช็ดหน้าให้ไทท่าทางสนิทสนม ตามองตากัน นานเข้าปลายฟ้าชักเขิน “มองอะไร เช็ดเองเลยไป” ไทยิ้มแล้วหยิบผ้ามาเช็ดหน้า ปลายฟ้าลองสตาร์ทรถและมันก็ติด “โว้ว ไชโย ติดแล้ว”
“เอารถไปลองสิ”
“ไปด้วยกันเด่ะ เดี๋ยวดับกลางทางหัวหน้าจะได้ช่วยดูให้”
“ได้”
ไทจะขึ้นขี่รถ ปลายฟ้ากำลังจะลงไปนั่งในไซด์คาร์ คนงานคนหนึ่งวิ่งเข้ามาหาไทแล้วรายงาน
“หัวหน้าครับ ผู้จัดการบอกว่ามีแขกมาหา”
ไทมีท่าทางไม่ใส่ใจ
“บอกพี่ธงว่าให้เขารอเดี๋ยว ฉันจะไปลองรถกับปลายฟ้า”
“แต่ผู้จัดการบอกว่าด่วนนะครับ เพราะว่าคุณพัดแกไม่ค่อยจะมีเวลา”
ไทหูผึ่งสนใจทันที
“อะไรนะ คุณพัดน่ะหรือ”
“ครับ”
ไทเปลี่ยนใจทันที
“เออนี่ ปลายฟ้า เธอไปลองรถดูก่อนก็แล้วกัน อย่าไปไกลล่ะ เดี๋ยวเข็นเหนื่อย ไปนะ”
ไทสรุปแล้วรีบไปทันทีปลายฟ้ายืนงง ปากค้าง
“คุณพัด”
หนูเอมเดินสวนกับไทแล้วทัก
“พี่ไท”
“พี่กำลังยุ่ง ไปลองรถกับพี่ปลายฟ้าก่อนนะ”
ไทรีบจากไป หนูเอมเดินมาหาปลายฟ้าอย่างงงๆ
“พี่ไทเขารีบไปไหนหรือคะ”
ปลายฟ้าหน้ามุ่ย
“ไปหาหญิงน่ะสิ ฮึ่ม”

ทางด้านแป้ง เมื่อถึงเวลาพักแป้งเดินเข้ามาพีท ซึ่งแป้งแต่งหน้าแต่งตัวเสียสวยกว่าเมื่อตอนอยู่ร้าน แป้งเข้ามาข้างหลังพีท
“รอนานไหมคะ”
พีทหันไปมองแล้วตกใจ
“โอ้โห วันนี้คุณดูสวยจังเลยนะครับ”
“เหรอคะ ขอบคุณค่ะปกติก็แต่งแบบนี้ทุกวันอยู่แล้ว มีอะไรหรือคะ”
แป้งคุยโอ่และอ่อย พีทพอเข้าใจจึงเข้าเรื่อง
“ไม่ทราบว่าเย็นนี้คุณว่าหรือเปล่าครับ”
“ไม่ว่าง เอ๊ยว่างค่ะ มีอะไรหรือคะ”
“คือว่า ผมอยากจะชวนคุณไปทานอาหารเย็นครับ”
แป้งแสดงความดีใจจนออกนอกหน้าแล้วนึกได้จึงไว้เชิง
“จริงหรือคะ เอ๊ย จะดีหรือคะ”
พีทแกล้งตื้อ แววตาเจ้าเล่ห์
“นะครับ ถือว่าให้เกียรติผม เอ่อ ถ้าไม่ไว้ใจชวนเพื่อนมาด้วยก็ได้ครับ”
“เอ่อ” แป้งทำเป็นตัดสินใจ “เลิกงานแล้วเจอกันค่ะ”
แป้งยิ้มแล้วลุกไปทำงานต่อ พีทมองตามแล้วรำพึงอย่างพอใจ

“เฮ้อ ไพ่แห่งโชคหงายซะที”

ไทเดินมาตามสวนนกกับนันณภัส นันณภัสมีสมุดเล็กๆ จดข้อมูลขณะที่ไทอธิบาย

“ทำไมถึงรีบมากะทันหันล่ะครับ ผมไม่ได้เตรียมตัวเลย”
“ตามสบายค่ะ ไม่ต้องมีพิธีรีตองหรอกค่ะ” ไทกรุ้มกริ่ม
“ผมหมายถึงว่าผมน่าจะแต่งตัวให้ดูดีกว่านี้ นี่ผมมอมแมมมากเลย ถ้าผมรู้ว่าคุณพัดจะมาผมคงไม่ซ่อมรถ”
นันณภัสยิ้มรับและรู้สึกพอใจไท “เราไปทางโน้นกันดีกว่าครับ”
ทั้งคู่เดินผ่านไป ปลายฟ้ากับหนูเอมโผล่หน้าขึ้นมาจากพุ่มไม้ สีหน้าปลายฟ้าฉุนแล้วทำท่าล้อเลียนคำพูดไท
“ผมหมายถึงผมว่าผมน่าจะแต่งตัวให้ดูดีกว่านี้ วันนี้ผมมอมแมมมากเลย ผมรู้ว่าคุณพัดจะมาผมคงไม่ซ่อมรถ เชอะ หล่อตายล่ะ เห็นหญิงเป็นไม่ได้”
“พี่ฟ้า ไปนู่นกันแล้ว”

ไทพานันณภัสเดินมาหยุดตรงกรงนกเงือกแล้วอธิบาย
“ปัจจุบันนกเงือกในประเทศไทยมีทั้งหมด13สายพันธุ์ด้วยกัน จากทั้งหมด 50 กว่าสายพันธุ์ที่มีอยู่ทั่วโลก นกเงือกจึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการแพร่พันธุ์ของพืช ช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในป่า และทำให้เกิดความสมดุลในธรรมชาติ”
นกเงือกผัวเมียกำลังคลอเคลียกัน
“สวยจังค่ะ”
“ครับเพราะรูปลักษณ์ภายนอกที่สวยงามทำให้เค้าถูกรุกรานโดยมนุษย์ผู้ไม่เห็นคุณค่า นกเงือกเนี่ยเป็นดัชนีวัดความสมบูรณ์ของป่าครับ และที่สำคัญนะครับนกเงือกจะอยู่เป็นคู่เดียวจนตายจากกันครับ”
“จริงหรือคะ”
ไทอธิบายแบบมีความหมาย
“ครับ นกเงือกเป็นนกที่รักเดียวใจเดียว จึงได้รับการยกย่องให้เป็นสัญลักษณ์ของ"รักแท้"
นันณภัสมองไทเขินๆ รู้ตัวว่าถูกจีบแล้วเดินนำไป ไทอมยิ้มแล้วตามไป ปลายฟ้ากับหนูเอม โผล่ออกมาจากมุมพุ่มไม้มุมหนึ่ง
“ดูสิพี่ปลายฟ้าพี่ไทจีบเขาด้วยน่ะ”
“ผู้ชายก็อย่างนี้แหละ เห็นผู้หญิงเป็นไม่ได้”
“อย่างนี้ต้องเอาให้เข็ด”
ทั้งคู่มองตาแล้วเอามือแตะกันเหมือนมีแผนอะไรสักอย่าง

ไทกับนันณภัสเดินมาที่มุมหนึ่งของสวนสัตว์ มีตัวมาสค็อทเดินมาสองตัวทำท่าทางน่ารักและรับแขก ตัวหนึ่งคือปลายฟ้า อีกตัวคือหนูเอม ในมือปลายฟ้าถือลูกโป่งมาหลายลูกแล้วเดินตรงมาหาไทกับนันณภัส
ปลายฟ้ากับหนูเอม เต้นแทรกเข้าไประหว่างนันณภัสกับไท นันณภัสชอบและยิ้มทักทายมาสค็อททั้งสองตัว
ปลายฟ้าจับมือไทเต้นไปรอบๆ ไทรู้สึกสงสัย ขณะที่นันณภัสพอใจและสนุก ปลายฟ้าทำท่าบอกว่าจะให้เลือกลูกโป่ง
“จะให้ลูกโป่งหรือ ขอบใจนะ เอ ที่สวนสัตว์มีบริการแบบนี้ด้วยหรือ เอาใบไหนดีล่ะ”
ไทมองที่ลูกโป่งเห็นมีข้อความเขียนแปลกๆ เช่น ระวังผู้ชายหลายใจ/อกหักแล้วจะหาว่าไม่เตือน/อสรพิษ ฤทธิ์ไม่เท่าบุรุษชั่ว/มารยาชายหลายร้อยเล่มเกวียน/หญิงไม่ร้ายแต่ชายจอมโฉด ฯลฯ
“อะไรเนี่ย เขียนอะไรไว้นะ” ไทถามอย่างสงสัย
“เอาอันไหนดีล่ะ”ปลายฟ้ายื่นใบที่เขียนว่าอกหักแล้วจะหาว่าไม่เตือน “ขอบคุณค่ะ อะไรเนี่ย อกหักแล้วจะหาว่าไม่เตือน” นันณภัสหัวเราะ หนูเอมยื่นอันที่เขียนว่าอสรพิษฤทธิ์ไม่เท่าบุรุษชั่วให้ไท “ของคุณ ที่นี่เขาเข้าใจเล่นนะคะ”
นันณภัสรู้สึกพอใจและสนุก แล้วควักเงินมาให้ปลายฟ้ากับหนูเอม หนูเอมทำท่าจะรับแต่ปลายฟ้าตีมือหนูเอม หนูเอมหดมือไป ปลายฟ้าทำท่าโบกมือไม่รับ
ไทยิ้มเจื่อนๆ และรู้สึกอาย เขารู้ว่าสองคนนี้คือปลายฟ้ากับหนูเอมไทจึงพูดลอยๆ
“แต่ถ้าไม่ไปเล่นที่อื่น อาจจะโดนตัดค่าแรง หรือไม่ก็ ห้ามเข้าสวนสัตว์สักเดือนนึงดีไหม”
สีหน้าหนูเอมกับปลายฟ้าเหย ทั้งคู่รีบจากไป
“ที่นี่ลงโทษพนักงานหนักนะคะ”
นันณภัสไม่ได้คิดอะไร ไทพยักหน้ารับและยิ้มเจื่อนๆ

ปลายฟ้ากับหนูเอมยังสวมชุดมาสค็อท แต่ถอดหัวออกแล้ว นั่งหน้าเซ็งอยู่ริมบ่อปลา หนูเอมหน้าหงิกเอาหินโยนลงน้ำ
“โอย ร้อนก็ร้อน เหนื่อยก็เหนื่อย ไม่เอาแล้วทีหลังไม่เล่นแบบนี้นะหนูเอม เดี๋ยวพี่ตกงาน”
หนูเอมฮึดฮัด
“หนูเอมไม่ยอม พี่ไททำแบบนี้ไม่ถูก คอยดูนะหนูเอมจะฟ้องน้าธง ฟ้องป๋าฉัตร แม่แป๊ด แจ้งความ ขึ้นศาลเอาให้ติดคุกทั้งคู่เลย คอยดูสิ”
ท่าทางหนูเอมจะหนักกว่าปลายฟ้า ปลายฟ้างง
“ขนาดนั้นเลยเหรอ”
“ใช่ งอนแล้วไม่ต้องมาง้อด้วย”
หนูเอมค้อนขวับในใจโกรธไทแบบไม่มีเหตุผล
“เฮ้อ หัวหน้านะหัวหน้า”
ไทแอบมาข้างหลังแล้วแกล้งทำเป็นพูดเปรยแล้วเดินจากไป
“เฮ้อ คนเราก็น้า อุตส่าห์พยายามลงทุน แต่ก็ไม่ได้ผล เฮ้อ น่าสงสารก็ถือว่าอบเซาว์น่ากันก็แล้วกันนะ”

ไทเดินหัวเราะผ่านไป ปลายฟ้ามองหน้ากับหนูเอมอย่างเดือดดาล 

ปลายฟ้าขับมอเตอร์ไซค์กลับบ้านในตอนเย็น เธอผ่านถนนทางออกแล้วมองเห็นไทยืนส่งนันณภัสที่รถอยู่ไกลๆ

“อี๋อ๋อกันน่าดู ไม่สนด้วยหรอก เชอะ”
ปลายฟ้าขับรถผ่านไป
“ขอบคุณนะคะ” นันณภัสบอกกับยไท
“คราวหน้าให้ผมเลี้ยงข้าวนะครับ”
นันณภัสไม่ตอบแต่ยิ้มรับ
“ต้องไปแล้วค่ะ”
นันณภัสขึ้นรถขับออกไป นันณภัสมองไทจากกระจกหลังแล้วอมยิ้ม

ปลายฟ้าเดินอารมณ์ค้างมาที่ห้องพัก เมื่อมาถึงหน้าห้องจึงเปิดประตูพรวดเข้าไปแล้วสิ่งที่เธอเห็นคือผู้หญิงสวยในชุดหรูคนหนึ่งยืนอยู่ ปลายฟ้าตกใจรีบปิดประตูคืน
“อุ๊ย ขอโทษค่ะเข้าห้องผิด” ปลายฟ้าเดินมาตามทางและหยุดนึก “เอ๊ะ นั่นมันห้องเรานี่หว่า” ปลายฟ้ากลับไปเปิดประตูห้องแล้วยืมมอง ผู้หญิงที่ยืนอยู่คือแป้ง “แป้ง”
“ก็ฉันน่ะสิ แกคิดว่าเป็นนางฟ้าใช่ไหมล่ะ” แป้งหัวเราะ
“พวกบาคาเร่ต์ก็ไม่ว่า ใครมาเข้าฝันให้แกแต่งอย่างนี้นะ” แป้งอินในอารมณ์ “โห...แต่งตัวซะสวยเลย เธอจะไปไหนเนี่ย”
“เทพบุตร สุดหล่อ วันนี้ฉันมีนัดดินเนอร์กับเขา แต่ฉันเขิน จึงต้องลากแกไปด้วย ไป รีบไปอาบน้ำแต่งตัว”
ปลายฟ้ายื้อจะไม่ไป
“ไม่ล่ะ ฉันเจอเรื่องบ้าบอมาทั้งวันแล้ว ขอนอนพักดีกว่า”
“ไม่ได้ ไปเป็นเพื่อนฉันหน่อยสิ นะ นะ รับรองแกต้องประทับใจในความหล่อของพ่อเทพบุตรของฉันแน่นอน นะ นะ”
แป้งออดอ้อนจนปลายฟ้าต้องยอม
“ก็ได้”
ปลายฟ้าไปอาบน้ำแป้งยิ้มพอใจแล้วส่องกระจกต่อ

แป้งกับปลายฟ้าในชุดสวยเดินเข้ามาในร้านอาหารหรู แป้งมองบรรยากาศแล้วพอใจ
“โห นัดที่นี่เลยหรือ มันช่างหรูอะไรแบบนี้”
ปลายฟ้าก็รู้สึกแบบแป้ง
“ท่าทางพ่อเทพบุตรของแกคงจะรวยไม่ใช่เล่น”
มีบริกรเดินเข้ามาหา
“ทางนี้ครับ”
บริกรเดินนำไปที่โต๊ะของพีท เห็นพีทนั่งหันหลังอยู่ แป้งเดินไปตรงหน้า
“รอนานไหมคะ”
“ไม่นี่ครับ อ้าวมาคนเดียวหรือครับ”
“เปล่าค่ะ มากับเพื่อนค่ะ นี่ไง”
พีทยิ้มในใจที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผน เขาหันหน้าไปเจอปลายฟ้าแล้วทักทายอย่างยียวน
“สวัสดีครับ”
ปลายฟ้าเห็นหน้าพีทถึงกับช็อค

“นาย”

พีทยิ้มในใจที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผน เขาหันหน้าไปเจอปลายฟ้าแล้วทักทายอย่างยียวน

“สวัสดีครับ คุณ เอ่อ...”
ปลายฟ้าแทบช็อค
“นาย”
“นี่รู้จักคุณพีทด้วยหรือ”
แป้งถามอย่างแปลกใจ ปลายฟ้ารู้ทันทีว่าพีทใช้แผนเจ้าเล่ห์จึงปล่อยไปตามเกม
“ปะ...เปล่า ไม่ ไม่รู้จักหรอก”
“นี่ปลายฟ้าเพื่อนแป้งค่ะ” แป้งแนะนำ
“เชิญนั่งก่อนครับ คุณปลายฟ้ายินดีที่ได้รู้จักครับ”
พีทยื่นมือให้จับ ปลายฟ้าจับมือด้วยแล้วใช้ปลายเล็บหยิกที่หนังหลังมือของพีท สีหน้าพีทแสดงความเจ็บแต่ไม่ร้องออกมา แป้งรู้สึกยินดีแล้วทำตามใจแบบไม่รู้เรื่องอะไร
“ร้านนี้หรูจังเลยนะคะคุณพีท แกว่าจริงไหมปลายฟ้า”
พีทสะบัดมือหลุดออกมาแล้วยิ้มแห้งๆ
“จริง”
“อยากทานอะไรเลือกเลยนะครับ”
แป้งรีบหยิบเมนูไปอ่าน
“แหมน่ากิน เอ๊ย น่าทานทั้งนั้นเลยค่ะ”
“เชิญคุณปลายฟ้าครับ” ปลายฟ้าจ้องหน้าพีทแบบจะกินเลือดเนื้อเพราะแป้งก้มหน้าก้มตาอ่านเมนู “น้องครับ สั่งอาหารหน่อย”
ปลายฟ้าใช้ส้นเท้ากระทืบลงไปบนเท้าพีทอย่างแรงจนพีทร้องออกมา

อีกด้านหนึ่งที่ร้านพิซซ่าของแป๊ด แป๊ดถือถาดพิสซ่าออกมาจากหลังบ้าน ท่าทางอารมณ์ดี ร้องเพลงแบบอิตาลีออกมาด้วย หนูเอมนั่งหน้าบูดแป๊ดโชว์อาหาร
“มาแล้วพิซซ่าลมแก๊ส เป็นยังไงน่ากินไหม ลูก มาเร็วมาช่วยแม่แป๊ดเตรียมจานเร็ว”
“ทำไมต้องลมแก๊สวะ” ฉัตรถามอย่างแปลกใจ
“อ้าว ก็ไฟมันดับจะได้เปรียบกับฟิลไปในตัวด้วย พิซซ่าลมแก๊ส”
“แหม เดาะพูดภาษาอังกฤษซะด้วย ฟิล”
“ก็มันฟิลๆ มันเป็นความรู้สึก เข้าใจมั้ยไอ้ฉัตรสมองลิง”
“ทำไมพูดงี้เนี่ย”
“พอแล้ว ปะไปกินพิซซ่ากัน”
หนูเอมหน้าหงิกไม่พูดอะไร แล้วทำตามคำสั่งแต่ทำโครมคราม แป๊ดสงสัยแล้วประชดแบบตลกๆ
“แรงแค่นั้นมันไม่แตกหรอก ต้องแรงกว่านี้ ใครมาทำให้หนูเอมของแม่แป๊ดอารมณ์เสียน้า”
หนูเอมรู้สึกว่าตัวเองทำไม่ดีจึงเบาลงแต่หน้ายังบูดและยังไม่ทันพูดอะไร ฉัตรก็เข้ามาในร้านในมือมีหนังสือนิยายสมัยใหม่มาฝากหนูเอม
“ทำไม หรือจะเอา”
“ไม่เอา พอแล้ว ยุติกัน”
ด้านใน ไทกำลังซ่อมเบรคเกอร์ไฟอยู่
“เหรอ โอ้โห พิสซ่าหอมจัง ดีเหมือนกันเว้ย ลองดูๆ” ฉัตรรู้แต่แรกแล้วว่าแป๊ดทำเอง แล้วเดินเอาหนังสือนิยายมาให้หนูเอม “นี่ นิยายที่หนูเอมอยากได้ ป๋าซื้อมาฝาก”
หนูเอมดีใจจนหายหน้างอไปชั่วขณะ
“อุ๊ย จริงด้วย อยากอ่านมานานแล้วขอบคุณนะคะป๋าฉัตร”
หนูเอมหอมแก้มฉัตรไปฟอดใหญ่
“ท่าทางพิสซ่าของเราคงไม่มีความหมายแล้วล่ะ”
“มีสิคะ แม่แป๊ดทำอร่อยที่สุด นี่ไง หนูเองกินแล้วนี่ไง”
หนูเอมหอมแป๊ดอีกคน แป๊ดเรียกไท
“ไอ้ไทโว้ย เสร็จหรือยังวะ มากินพิสซ่าด้วยกันมา”
“เสร็จแล้วครับ”
ไทสับคัทเอาท์ไฟติดพลึ่บ
“เออ แจ่ม” ไทเดินมาจากหลังร้าน “มาไท มากินด้วยกันกำลังร้อนๆ เลย”
“ขอบคุณครับ กำลังหิวเลย”
หนูเอมกลับมาหน้าบูดอีกครั้ง
“ตามสบายนะคะ หนูเอมอิ่มแล้ว”
หนูเอมเดินจากไปทุกคนมีสีหน้างง
“เป็นอะไรของเขานะ”

ไทยิ้มเพราะรู้ว่าหนูเอมเป็นอะไร

ติดตาม "ดุจตะวันดั่งภูผา" ตอนที่ 4 (ต่อ) เวลา 17.00 น.

ดุจตะวันดั่งภูผา ตอนที่ 4 (ต่อ)

ส่วนที่ร้านอาหารบริกรเดินมาเก็บขวดไวน์ที่โต๊ะพีทออกไปสองขวดแล้วนำมาเติมใหม่อีกหนึ่งขวด แป้งมีท่าทางเมาหน้าแดง บอกให้บริกรรีบริน

“รินมา เลย จัดหนักๆ จัดเต็มๆ”
พีทยิ้มอย่างพอใจ ส่วนปลายฟ้านึกอายแทนเพื่อน
“นี่แป้ง พอได้แล้ว นี่มันสี่แล้วเนี่ย”
“นิดหน่อยเอง ยังเฉยอยู่เลย...มา...มา...คุณพีทชน”
พีทชนแก้วกับแป้งอย่างเอาใจ แต่สายตามองหน้าปลายฟ้าแบบถือดี
“ไม่เห็นคุณทานอะไรเลย”
“ฉันอิ่มแล้ว นายนี่มันร้ายจริงๆ อย่าคิดนะว่าจะใช้เพื่อนฉันเป็นสะพานได้”
“อย่างนี้เขาไม่เรียกว่าสะพานหรอก เขาเรียกแอร์พอร์ทลิงค์ ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคุณถึงรังเกียจผมนัก”
ปลายฟ้ามองแป้งเห็นว่าเริ่มคอตกแล้วจึงพูดประโยคสำคัญกับพีท
“ฉันไม่ได้รังเกียจคุณ ไม่เคยรังเกียจคุณและจะไม่รังเกียจคุณตลอดไปด้วย” พีทดีใจ
“โอเคเลย งั้นผมจีบคุณ”
“เห็นจะยาก”
“อ้าว ไหนบอกว่าไม่รังเกียจไง”
“ที่ฉันไม่รังเกียจคุณเพราะฉันถือว่าฉันไม่เคยรู้จักคุณ คนไม่รู้จักกันจะรังเกียจกันได้ยังไงจริงไหม ฉันจะกลับแล้วอย่ามายุ่งกับฉันอีก”
“อะไรนะ รังเกียจ อะไรกัน อะไรกัน” แป้งถาม พีทหน้าเสียเล็กน้อยแต่ยังไม่ลดละ จังหวะนั้นแป้งมาโอบพีทพอดี “แหม คุณพีท ไม่ดื่มเลย มาดื่มกัน”
“พอ พอ แป้งกลับได้แล้วล่ะ”
ปลายฟ้าดึงแป้งลุกขึ้น แป้งโอนเอน
“อะไรจะเช้าแล้วเหรอ แป้งกลับก่อนนะแล้วเจอกันนะคะ บ๊าย..บาย...”
ปลายฟ้าจะออกไปกับแป้ง พีททัก
“ผมว่าคุณต้องเหนื่อยแย่เลย”
“ทำไม”
“เพราะอีกไกลกว่าคุณจะเดินออกไปจากหัวใจผม”
“อ้วก”
พีทยิ้มอย่างสบายใจและยินดี

เวลาผ่านไป พิซซ่าฝีมือแป๊ดถูกกินจนหมดถาด เหลือแบ่งให้หนูเอมเอาไว้ส่วนหนึ่ง ไทสอบถามฉัตรเรื่องคดี
“อร่อยจังเลย นี่น้าฉัตรคดีของน้าแป๊ดเขาไปถึงไหนแล้วล่ะครับ”
“เออ จริง ข้าลืมไปเลย ตกลงข้าจะติดคุกเมื่อไหร่วะ”
ฉัตรมีสีหน้าหนักใจแต่ก็ตอกกลับแป๊ดไป
“เออ เอ็งติดคุก ข้าจะไปเยี่ยมเอ็งคนแรกเลย ถุย...อยากติดคุกนักหรือไงวะ”
“ก็มองในทางลบไว้ก่อนจะได้เตรียมทำใจ”
“ไม่หรอก ดูตามพยานหลักฐานแล้วเอ็งไม่น่าเกี่ยว แต่เอ็งอย่าเอาเรื่องข้าที่ข้าซ้อมเอ็งก็แล้วกัน”
“ข้าฟ้องศาลโลกแล้ว...ล้อเล่น”
แป๊ดไม่ใส่ใจแล้วให้อภัย
“โอ๊ยเรื่องนั้นข้าลืมไปแล้ว ไม่เป็นไรหรอกข้าแค่ปากแตกนิดหน่อยเอง”
ฉัตรยังนึกถึงหน้าตาตัวเองที่ยังเละอยู่
“งั้นแสดงว่าคดีก็ปิดแล้วสิ”
“ยัง ยิ่งสาวไปยิ่งลึกยิ่งเจอ มันพัวพันกันหลายฝ่าย ตั้งแต่นายมังกรน้องร่วมสาบานของนายบุ๊นมหาเศรษฐี นักธุรกิจใหญ่โดนลอบยิง ส่วนนายบุ๊นไม่รู้ว่าจะพัวพันด้วยหรือเปล่า แต่ลูกสาวคนเดียวของเขาก็ถูกลอบยิงเหมือนกัน ดีที่มีคนคุ้มกันเก่งเลยรอด เอ ลูกสาวชื่ออะไรน้า..” แป๊ดกับไทฟังฉัตรอย่างสนใจ จังหวะนั้นโทรศัพท์มือถือของฉัตรดังขึ้น ฉัตรรับทันที “ว่าไง อีกศพแล้วหรือ คราวนี้ใครอีกล่ะ หึ ไม่จบไม่สิ้นจริงๆ เออจะไปเดี๋ยวนี้แหละ”
ไทสงสัยเมื่อเห็นสีหน้าฉัตรไม่ดี
“มีอะไรหรือครับ”
“พบศพคนจีนชื่ออาชาง ไอ้หมอนี่พัวพันกับพวกแก๊งค์แผ่นดินใหญ่ด้วยสิ มันชักจะไปกันใหญ่แล้ว ข้าไปก่อนล่ะ”
ฉัตรรีบออกไปโดยยังไม่ได้บอกชื่อลูกสาวนายบุ๊นที่ถูกลอบยิง แต่ก็ไม่มีใครติดใจ แป๊ดมองพิซซ่าที่แบ่งเอาไว้ให้หนูเอมแล้วส่ายหน้าอย่างหนักใจ
“เอ หนูเอมนี่ยังไงของโปรดแท้ๆ บอกว่าไม่หิว แปลกคนจริงๆ”
“เดี๋ยวผมเอาไปให้เองครับ”

ไทบอกแล้วลุกเดินออกไป

หนูเอมนั่งอ่านหนังสือที่ฉัตรซื้อมาฝากอยู่ที่หลังร้าน ไทเดินถือจานพิซซ่าเข้ามาแล้วทำเป็นเปรยแบบยียวน

“เฮ้อ พิซซ่านี่หอมๆ นะ อร่อยซะด้วยสิ เสียดายแทนคนที่ไม่ได้กินจัง”
หนูเอมเงยหน้ามองไทด้วยอาการที่ยังงอนอยู่
“ใครจะกินก็กินไปสิ หนูเอมไม่หิว”
หนูเอมพูดไม่ทันขาดคำ เสียงท้องหนูเอมร้องดังขึ้นมา หนูเอมกลืนน้ำลายเอื๊อก
“ไม่หิวก็ไม่เป็นไร ไม่ง้อแล้ว เอาไปฝากคนงานดีกว่า”
“เดี๋ยว เดี๋ยวสิ กินก็ได้”
หนูเอมบอกเสียงอ่อย ไทยิ้มแล้วนั่งลงข้างๆ ส่งพิซซ่าให้หนูเอม หนูเอมรับไปกินอย่างเอร็ดอร่อย ไทมองหนูเอมอย่างเอ็นดูแล้วยื่นนิ้วก้อยไปข้างหน้าหนูเอม
“ดีกันนะ”
“ดีเรื่องอะไรหนูเอมไม่ได้โกรธพี่ไทซะหน่อย เชอะ”
“เบื่อจริง พวกผู้ร้ายปากแข็งเนี่ย ถามจริงๆ เถอะหนูเอมไม่ชอบคุณพัดหรือ”
ไทเข้าประเด็นหนูเอมชะงัก
“ก็หนูเอมกลัวเขามาหลอกพี่ไทนี่ เป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้”
“ใครจะมาหลอกคนอย่างพี่ พี่ไม่มีอะไรให้เขาหลอกหรอก มีแต่พี่จะหลอกเขาก็ไม่ว่า อีกอย่างเขาก็เป็นแค่พนักงานบริษัทธรรมดาๆ เอง”
“แต่หนูเอมว่าเขายังไงก็ไม่รู้”
“หนูเอมคงอคติมากไปมั้ง เอ แล้วถ้าอย่างนั้นหนูเอมชอบใครล่ะ”
“หนูเอมชอบพี่ปลายฟ้า พี่ปลายฟ้าน่ารักที่สุดเลย”
หนูเอมตอบทันที ไทถึงกับสะอึก
“ยายต๊องเนี่ยนะ”
หนูเอมยิ้มแล้วพยักหน้าหงึกๆ ทั้งที่ในปากยังมีพิซซ่าอยู่

อีกด้านหนึ่งปลายฟ้าประคองแป้งเข้ามาในห้องอย่างทุลักทุเล พลางบ่น
“เฮ้อ ถึงซะที กินเข้าไปได้ยังไงเนี่ย น่าจะสั่งมาอาบซะเลย”
“แหมก็มันดีใจที่ได้พบเทพบุตรในฝันนี่ มันก็ต้องฉลองกันนิดหน่อย”
ปลายฟ้าพาแป้งไปที่เตียง
“นิดหน่อยของแกเนี่ยนะ เอ้า นอนซะ”
“ยัง ยังนอนไม่ได้ ฉันต้องไปเคลียร์ปัญหากับโถส้วมก่อน”
ปลายฟ้าเข้าใจความหมายจะพยุงแป้งไปที่ห้องน้ำ แป้งร้องห้าม
“ไม่ต้อง ฉันเคลียร์เองได้” แป้งเดินเข้าห้องน้ำ ปลายฟ้านั่งลงบนเตียง แป้งอาเจียนเสียงดังออกมาถึงข้างนอก
“อ้วกก...”
“นายนี่มันเจ้าเล่ห์จริงๆ เลย นายพีท ทำได้ทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง”
แป้งส่งเสียงมาจากห้องน้ำสลับกับการอาเจียน
“คอยดูนะถ้าฉันได้แต่งงานกับคุณพีทนะ ฉันจะมีลูกสักโหลนึงเลย”
“แกนี่จะฝันเกินไปแล้ว เพิ่งจะรู้จักเขาแค่วันเดียว เพ้อไปถึงโน่นเลยหรือ ฉันอยากจะเตือนแกนะถ้าไม่อย่าเสียใจให้ออกห่างๆ ผู้ชายคนนี้เอาไว้เลย ทั้งเจ้าเล่ห์ ทั้งเห็นแก่ตัว แล้วแกคิดหรือว่าเขาจะจริงใจกับแก นี่แกเคลียร์ธุระแกเสร็จหรือยัง” ปลายฟ้าพูดไปเรื่อยจนสงสัยว่าแป้งทำไมเงียบไป “แป้ง แป้ง”
ปลายฟ้าลุกไปดูแป้งที่ห้องน้ำจึงเห็นแป้งนอนกอดโถส้วมหลับในท่าที่ทุเรศที่สุด ปลายฟ้าส่ายหน้า
“ยายแป้งเอ๊ย ถ่ายรูปโพสลงเน็ตซะดีไหมเนี่ย”

ที่บ้านมังกร โอตี่นั่งสบายๆ อยู่บนเก้าอี้รับแขก เขาจิบเครื่องดื่มเบาๆ อีกมือหนึ่งควงไม้เท้าเล่นสบายๆ มังกรเดินถือเครื่องดื่มเดินไปมา
“จากที่ป๊าเล่ามาก็เป็นไปได้ว่า ลุงบุ๊นอาจจะคิดไปซื่อกับเรา”
“เป็นไปไม่ได้เราด้อยกว่าเขาตั้งเยอะ เขาจะมาล้มเราทำไม”
“มันก็ไม่แน่ บางทีเขาอาจจะไม่ได้คิดจะล้มเรา แต่คิดจะยืมมือเราหรือเปล่า”
มังกรฉุกคิดตามโอตี่
“ยืมมือ มันก็น่าคิด”
“ผมพอจะรู้แล้วนะป๊า ว่าใครลอบยิงป๊า”
“ใคร”
“ป๊ารู้จักคนชื่ออาเจียงหรือเปล่าล่ะ”
มังกรคิดเรื่องโรงแรมทันที
“อาเจียงจริงสิ อาจจะเกี่ยวกับเรื่องโรงแรม มันรู้ได้ยังไงว่าพี่ใหญ่จะขายให้ฉัน”
“นอกจากลุงบุ๊นจะบอกมัน”
แววตามังกรแหลมคมในใจคิด ยังไม่ทันพูดอะไรต่อก็มองออกไปทางนอกหน้าต่างเห็นรถของลิลลี่มาจอด ลิลลี่ลงจากรถ

เรียวลงมาแล้วช่วยลิลลี่หยิบของที่ช้อปปิ้งมาจากท้ายรถ คนรับใช้ของลิลลี่ออกไปช่วยถือของ

ลิลลี่มีสีหน้าอิ่มใจขณะบอกกับเรียว

“ขอบใจมากนะนายเรียว เอารถฉันไปก็ได้เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันให้คนที่บ้านไปส่งที่ทำงาน”
“ครับ”
เรียวทำท่าจะกลับลิลลี่ท้วงไว้
“เดี๋ยวสิ” ลิลลี่หยิบกล่องเน็คไทที่ซื้อมาจากในถุงยื่นให้เรียว “เอ้า ฉันให้นาย” เรียวเห็นว่ามันเป็นกล่องเน็คไท แต่ยังไม่ได้รับ “รับไปสิ เจอกันที่ไรฉันเห็นนายใส่แต่เส้นเดิมๆ รับไปนะ”
แววตาของลิลลี่จริงจัง เรียวรับไป
“ขอบคุณครับ”
“พรุ่งนี้อย่าลืมผูกมาทำงานล่ะ”
เรียวพยักหน้าแล้วขึ้นรถขับออกไป ลิลลี่เดินเข้าบ้านอย่างอารมณ์ดี

ลิลลี่เดินเข้ามาในห้องรับแขกแล้วเห็นโอตี่ เธอร้องทักอย่างแปลกใจ
“อ้าว พี่ใหญ่กลับมาเมื่อไหร่เนี่ย ไม่ยักรู้เลย”
โอตี่ ยิ้มมุมปากท่าทางไม่ค่อยสนใจ
“เมื่อเช้า”
“พอเถอะ เออนี่ใครเอารถไปล่ะ” มังกรถตัดบทแล้วถาม
“นายเรียว วันนี้ลิลลี่ยืมตัวนายเรียวมาช่วยถือของ แล้วก็ให้เขาเอารถไปจอดให้ที่บริษัท”
“คนของเรามีตั้งเยอะแยะ ทำไมไม่เรียกใช้”
“ก็ มันไม่เท่ห์นี่ป๊า ไปดีกว่า กู๊ดไนท์ค่ะ ทุกคน”
ลิลลี่เดินออกไป โอตี่มองตามในใจคิดว่าลิลลี่ไม่เอาไหน น่าเบื่อ
“เราจะทำยังไงกับเจียงดี เฮ้อ พี่บุ๊นก็เหลี่ยมไม่เบา”
“ใจเย็นๆ สิป๊า เขายืมมือเราได้ เราก็ยืมมือเขากลับได้นี่”
มังกรนึกตามลูกชาย แววตาโอตี่ฉายแววเจ้าเล่ห์ มีแผน

ขณะนั้นบุ๊นกับอาฮวดเดินออกมาจากห้องลับ ทั้งคู่คุยกันมาเรื่องงาน ในมืออาฮวดมีเอกสารถือติดมืออยู่ บุ๊นเดินไปสั่งงานไป
“ส่งเอกสารพวกนี้ไปที่สถานทูตแต่เช้านะ”
“ครับท่านประธาน”
บุ๊นมองออกไปเห็นนันณภัสนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ระเบียง
“ไปได้แล้ว” อาฮวดเดินจากไปบุ๊นเดินไปหานันณภัส “พ่อนั่งด้วยได้ไหม”
“ได้สิคะ” บุ๊นนั่งลงข้างลูกสาว
“งานเป็นยังไงบ้างล่ะ”
“ก็คืบหน้าไปเรื่อยๆ ค่ะ”
บุ๊นเข้าเรื่องแต่พูดด้วยน้ำเสียงธรรมดา
“เห็นว่าวันนี้ให้นายเรียวไม่ได้อยู่ดูแลหรือ”
“ค่ะ พัดใช้เขาไปทำงานน่ะ”
บุ๊นถอนหายใจ
“เรียวนี่จริงๆ พ่อสั่งแล้วทำไม”
“พัดอนุญาตเองล่ะค่ะ”
“ช่วงนี้เหตุการณ์ไม่ค่อยจะดี เชื่อพ่อเถอะ พ่อไม่อยากให้มันเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือน...”
นันณภัสพูดแทรกขึ้นมา
“เหมือนคราวที่แล้วหรือคะ คงไม่แล้วล่ะค่ะ พัดก็ต้องระวังตัวเหมือนกัน แต่ก็ไม่รู้ว่าต้องระวังไปถึงเมื่อไหร่”
“คงไม่นาน”

บุ๊นพูดเหมือนรู้อะไรบางอย่างแต่ไม่พูดออกมา

ช่วงเวลาเดียวกันนั้น เจียงอยู่ที่ห้องพัก นั่งมองวิวของเมืองยามราตรีอยู่ที่ระเบียงห้อง โดยมีลูกน้องคนหนึ่งอยู่คอยดูแลไม่ห่างนัก เจียงนั่งใช้ความคิดแต่แล้วจู่ก็มีลูกน้องอีกคนหนึ่งเดินหน้าตื่นเข้ามาแล้วก้มลงกระซิบบอกข่าวการตายของอาชาง สีหน้าเจียงนิ่งแต่แววตากร้าว

“พบศพที่ไหน”
“ถังขยะข้างถนน ถูกหั่นเป็นชิ้น”
เจียงสีหน้าครุ่นคิดถึงตอนที่โอตี่โทรศัพท์มาหา
“มันเป็นใคร”
“นายจะกลับเซี่ยงไฮ้เลยไหมครับ”
“ยัง ไปรวบรวมพี่น้องเราเอาไว้”
เจียงบอกสีหน้าจริงจัง

วันต่อมาที่หน้าสำนักงานของพี่ธง พี่ธงกำลังคุยกับเจ้าหน้าที่ฝรั่งด้วยท่าทางเคร่งเครียด ไทเดินผ่านมา แล้วยืนมองอยู่ไกล ไม่ได้เข้าไปยุ่งด้วย จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ลาจากไป ไทจึงตัดสินใจเดินเข้าไปหาพี่ธง
“เขามาทำอะไรกันครับ ยังเช้าอยู่เลย”
“ที่ปรึกษาท่านประธาน พอดีเขามาคุยเรื่องสวนสัตว์นิดหน่อย”
ไทสีหน้าไม่ดีและเห็นว่าพี่ธงสีหน้าไม่ดีด้วย
“สวนสัตว์เรามีฝรั่งด้วยหรือครับ”
“ตอนแรกไม่มี แต่อีกหน่อยกำลังจะมี”
“เอาแบบไม่ต้องให้คิดได้ไหมพี่”
พี่ธงมองหน้าไทแล้วตัดสินใจบอก
“คือว่า สวนสัตว์ของเราต้องมีการเพิ่มทุนเพื่อปรับปรุงคุณภาพตามมาตรฐานองค์กรสวนสัตว์โลก มันจำเป็นต้องเพิ่มทุน ดังนั้นก็ต้องหาคนมาร่วมหุ้น เพราะลำพังทางเราเองก็หาเงินมาขยับขยายลำบาก”
“ไม่มีทางออกอย่างอื่นเลยหรือครับ อย่างเช่นไปกู้แบงค์”
“ไทรู้ไหมคำจำกัดความของธนาคารคืออะไร” ไทนิ่งสีหน้าไม่รู้ “นายทุนหน้าเลือดที่ถูกกฎหมายไง ร่วมทุนจะง่ายกว่าเอาดอกเบี้ยเป็นโบนัสพวกเราเผลอ ใช้ตลอดชีวิตยังไม่หมดเลย อีกอย่างอย่าไปคิดมากเลย ยังมีเวลาอีกตั้งเดือน ไปทำงานเถอะ เรื่องนี้พี่จะหาโอกาสบอกพวกคนงานตอนสิ้นเดือนเอง”
“ครับ แล้วถ้าเปลี่ยนเจ้าของแล้วพวกเราจะเป็นยังไง”
“มันก็ไม่ต่างจากเดิมหรอก แต่ที่เปลี่ยนคือพนักงาน”
“นั่นแหละคือความเลวร้ายที่สุด”
พี่ธงตบไหล่ให้กำลังใจไทและตัวเองด้วยก่อนจะเดินจากไป
“พี่ไปก่อนนะ”
“ชีวิตมันเริ่มต้นได้ทุกวันจริงๆ”
ไทบ่นกับตัวเอง

ขณะนั้นปลายฟ้ายังอยู่ที่ห้อง เธอยืนแปรงฟันอยู่หน้ากระจกในห้องน้ำท่าทางกระปี้กระเป่าแต่ในใจยังค้างคาเรื่องเมื่อวาน แป้งงัวเงียจากที่นอนด้วยอาการแฮงค์ผมเผ้ารุงรังดูโทรม
“โอย ทำไมมันหนักหัวอย่างนี้ ฟ้า แกอยู่ไหนน่ะ”
ปลายฟ้าชะโงกศีรษะออกมาจากในห้องน้ำแล้วทักทายเพื่อน
“ไง แก ขึ้นมาจากหลุมแล้วหรือ”
“เออ โอย หนักหัวจริงๆ แกดูซิว่าหัวฉันโตขึ้นหรือเปล่า”
ปลายฟ้าหัวเราะแล้วบ้วนปากเช็ดหน้าเช็ดตาแล้วออกมาเตรียมเสื้อผ้าจะใส่ไปทำงาน
“หัวไม่โตแต่ฉันกลัวว่าตับแกจะโตน่ะสิ กินเข้าไปได้ตั้งหลายขวด”
“ก็มันลืมตัวนี่ เป็นไงคุณพีทของฉันหล่อไหม”
ปลายฟ้าหลบสีหน้าที่แสดงความรังเกียจ
“ก็ โอ”
“แล้วเมื่อคืนนี้เขาว่าไงบ้าง”
“เพื่อนสุดที่เลิฟ นี่แกจำอะไรไม่ได้เลยหรือ”
“บ้าหรือ ใครจะสมองเสื่อมขนาดนั้น”
“ไหนแกลองเล่าวีรกรรมแกมาซิ”
“จะเอาตั้งแต่แรกเลยนะ ฉันกับแกไปหาคุณพีทที่ร้านอาหาร แล้วแนะนำแกให้คุณพีทรู้จัก จากนั้นก็ส่งอาหาร มีเครื่องดื่มขวดหนึ่งแกไม่ค่อยจะกินอาหาร อันนี้ฉันไม่รู้ว่าเพราะอะไร กินกันไปคุยกันไปจนหมดขวดเราก็กลับ”
ปลายฟ้ามีสีหน้าตะลึง
“นี่คุณแป้ง ที่แกเล่ามาถูกไปครึ่งเดียว มันยังมีเครื่องดื่มต่ออีกสองขวด ที่สำคัญแกกินคนเดียว จะให้เล่าตอนแกอ้วกด้วยไหม”
“พอ พอ ยอมรับก็ได้ พอแก้วแรกขวดแรกฉันก็จำอะไรไม่ได้แล้ว พอคุณพีทเขาพูดถึงบ้าน น่าบอกมาหน่อยว่าเขาว่ายังไงบ้าง”
“นี่แกมาเซ้าซี้ฉันทำไม” ปลายฟ้าอยากจะบอกความจริงแต่กลัวทำลายน้ำใจแป้งเลยโกหกไปมั่วๆ “เขาก็บอกว่า แกน่ารักดี ก็ไม่ได้คุยอะไรกันมาก ก็คุยเรื่องแกทั้งนั้นนั่นแหละ”
แป้งยิ้มแก้มแทบปริหายเมาค้างเป็นปลิดทิ้ง
“แล้ว สงสัยต้องเตรียมสละโสดแล้วล่ะ ไปทำงานดีกว่าบางทีวันนี้เขาอาจจะมาหาฉันที่ทำงานก็ได้”
“ขอให้สมหวัง เฮ้อ แต่ฉันขอร้องอะไรแกสักอย่างได้ไหม”
“อะไรล่ะ”
“ห้ามพาเทพบุตรของแกมาที่นี่อย่างเด็ดขาด มันเป็นที่ส่วนตัวและห้ามบอกเรื่องราวเกี่ยวกับฉันด้วย”
“ฉันรู้น่า ไม่บอกหรอก นี่แกคิดว่าคุณพีทของฉันอยากจะรู้เรื่องแกนักหนาหรือหลงตัวเองไปหน่อยล่ะมั้ง”
“เอาเหอะ นะ เออนี่แป้ง แกมีเงินให้ฉันยืมสักพันไหม”
“มีไม่ถึง รออาทิตย์หน้าสิ แกจะเอาไปทำไม”
“เอาไปโมดิฟายเชลโล่นิดหน่อย จะเปลี่ยนสายชุดใหม่ด้วย ฉันว่าฉันจะเริ่มซ้อมแล้วล่ะ”
“อ้าว ฉันเห็นแกมีสายอยู่ชุดหนึ่งไม่ใช่หรือ”

ปลายฟ้าดึงลิ้นชักออกมา จึงเห็นว่าเก็บสายเชลโล่ที่ไทซื้อให้เมื่อปีที่แล้ว

ติดตาม "ดุจตะวันดั่งภูผา" ตอนที่ 5
กำลังโหลดความคิดเห็น...