xs
xsm
sm
md
lg

ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 8

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 8
 
 
ทุกคนหันมามอง บรรยงยิ้มหวานเยิ้ม คิดว่าโอกาสทองเป็นของตัวเองแล้ว ทันใดนั้นเวทางค์ก็ขับรถเข้ามาเบรคพรึ่ด ฝุ่นกระจาย ทุกคนเมินหน้าจากบรรยงหันไปมองรถที่เข้ามาจอด รวมทั้งชาวบ้านที่ยืนรออยู่ในเต๊นท์ เวทางค์ก้าวลงจากรถ เคียงข้างด้วยวิยะดา กระซิบบอกน้องสาว
 
“เห็นมั้ย...ทุกคนมองพี่เป็นตาเดียว”
วิยะดากระซิบตอบ
“วิด้วยจ้ะ...สวยหล่อซะอย่าง”
ทั้งคู่ เดินเป็นนายแบบนางแบบบนแคทวอร์คมาตามทาง สิงห์ทองและคำมาวิ่งออกมาต้อนรับ
“เชิญท่านเข้าไปนั่งในบ้านก่อนครับ”
สองพี่น้องหันมาหัวเราะให้กัน อย่างพอใจ

เวทางค์ผุดลุกโวยวายลั่น เมื่อรู้ว่าสิงห์ทองต้องการให้เขาเป็นเจ้าบ่าวแทนอาทิจ
“เฮ้ย...จะมาจับมัดมือชกอย่างนี้ได้ยังไง ไม่เอา ฉันจะกลับบ้าน”
สิงห์ทองเข้ามาต้อนหน้าต้อนหลัง
“ได้โปรดเถอะครับ ช่วยรักษาหน้าลูกสาวผมด้วยเถอะ”
คำมาเข้ามาอ้อนวอน
“นึกว่าสงสารผู้หญิงตาดำๆเถอะนะคะคุณ”
ไพฑูรย์หน้าจ๋อย
“พวกเราก็อยากจะช่วยนะครับคุณเว แต่ชาวบ้านแถวนี้รู้จักพวกเรากันหมดแล้ว หมดสิทธิ์อุปโลกน์ครับ”
ตุ๊พยายามกล่อม
“ยังไงคุณเวก็เป็นคนมีชาติตระกูล เป็นหน่อเนื้อเชื้อไขของท่านผู้ว่า แล้วก็ได้ชื่อว่าเป็นหลานคุณย่าจริงๆ ผิวพรรณ หน้าตา การศึกษา การแต่งตัวดูหล่อ เท่ เก๋ กู้ด ใครเห็นก็ต้องเชื่อว่าคุณเวคือคุณอาทิจ”
เวทางค์เบ่งทันที
“แต่ฉันหล่อกว่านายอาทิจ”
ทองประสานกับทองประสมพร้อมใจกันประสานเสียงช่วยพี่สาว
“จริงค่า!”
ทองประศรีเข้ามาออดอ้อน
“ถ้าคุณไม่ช่วยศรี ศรีก็จะฆ่าตัวตายให้รู้แล้วรู้รอดไป”
ว่าแล้วทองประศรีก็เอามือบีบจมูกตัวเอง ต๊อดส่ายหน้า
“เอาง่ายๆอย่างงี้เลยเหรอ ว่าไงครับคุณเว”
เวทางค์หันไปถามน้องสาว
“เอาไงดียายวิ”
“พี่เวก็ต้องเลือกเอา ระหว่างยอมขายหน้าในที่ชุมชนซึ่งมีคนอยู่แค่ไม่กี่สิบคนกับ
ยอมขายหน้ากับคนทั้งประเทศ ที่ทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งตายเพราะบีบจมูกตัวเอง”
เวทางค์จ๋อยไป
“ก็ได้ แต่อย่าถ่ายรูปให้เห็นหน้านะเว้ย ไม่งั้นฉันฟ้องคุณพ่อให้เล่นงานพวกแกทุก
คนแน่”

ในงานมีการถ่ายภาพนิ่ง ซึ่งเป็นภาพถ่ายคู่กันระหว่างทองประศรีกับเวทางค์ที่กำลังตักบาตรร่วมกัน ฝ่ายหญิงเฮฮาปาหี่มาก ในขณะที่ฝ่ายชายพยายามก้มหน้า หันข้าง บิดตัวหนี มุดใต้โต๊ะ บางทีก็เงยหน้าแต่ยกโถยกทัพพีปิดหน้าบ้าง
ภาพหมู่เห็นสิงห์ทอง คำมายิ้มฝืด ทองประศรี ทองประสาน ทองประสมประดิษฐ์หน้าเก๋ใส่กล้อง วิยะดาจิกปากจิกตาเป็นนางแบบไม่แคร์สื่อ ส่วนต๊อด อึ่ง พันก็งัดท่าบ้าบอคอแตกออกมา โดยที่ตุ๊กับไพฑูรย์ยืนกอดแล้วสบตากันหวานซึ้ง ไม่แคร์ว่างานแต่งใคร ขอหวานไว้ก่อน

ที่ไร่...อาทิจเอาปุ๋ยคอกลงดินที่ไถไว้เรียบร้อยแล้ว ลุงเกร็งซึ่งช่วยชายหนุ่มทำงานอยู่ข้างๆหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง โดยมีต๊อด อึ่ง พัน ยืนหัวเราะตัวงอไม่แพ้กัน อาทิจปราม
“มันไม่ใช่เรื่องน่าขำนะ จะหัวเราะอะไรกันนักหนา”
ลุงเกร็งหุบปากแทบไม่ทัน ต๊อดแย้งขึ้น
“ทำไมจะไม่ขำ นายต้องเห็นหน้าคุณเว อู๊ย...หน้าเหมือนขี้ไม่สุดตลอดเวลา”
สามเกลอหัวเราะฮาแตกกันอีกรอบ โดยมีลุงเกร็งแอบหัวเราะแบบกระมิดกระเมี้ยน พันเล่าต่อ
“แต่เมียนายนะ ตอนแรกก็แหกปากว่าจะฆ่าตัวตาย พอคุณเวยอมเป็นเจ้าบ่าวให้เท่านั้นแหละ กลายเป็นแมวเก้าชีวิต ตามเคล้าแข้งเคล้าขาเจ้าบ่าวตัวปลอมขึ้นมาทันที”
อึ่งนึกได้
“เออ...ทางนู้นเขาฝากมาบอกด้วยนะนายว่า เขาจะมีงานเลี้ยงฉลองคืนนี้ ให้นาย
ไปร่วมงานให้ได้ จะได้ส่งตัวเข้าหอกันที่นั่นเลย”
อาทิจหน้าเรียบๆ ไม่มีอารมณ์ใดใดทั้งสิ้น
“ฝากไปบอกเขาด้วยว่า ฉันไม่ไป”
ต๊อดหน้าเหวอ
“อ้าว...ไหงงั้นล่ะนาย หรือว่า...ไม่กิน กะจะไปเข้าหออย่างเดียวล่ะซี้”
สามเกลอหัวเราะกันไม่เลิกไม่รา อาทิจไม่พอใจพูดเสียงเข้ม
“ฉันเคยบอกพวกนายแล้วไม่ใช่เหรอว่าฉันจะไม่ไปที่นั่นอีก”
ลุงเกร็งอึ้ง
“อ้าว...แล้วจะหาใครเป็นตัวแทนล่ะทีนี้”

เวทางค์กลับมาที่บ้านย่าแดงแหกปากลั่น
“ไม่นะ...พี่จะไม่ยอมทำอะไรทุเรศๆแบบนั้นอีกเด็ดขาด”
วิยะดากับดรุณี รวมทั้งแก้วหัวเราะ ขำท่าขยะแขยงยี้ของเวทางค์ที่ดูเว่อร์เหลือหลาย ดรุณีขัดขึ้น
“ก็นายอาทิจเขาไปซื้อของ ถ้าเขากลับมาไม่ทันล่ะพี่เว”
วิยะดาขำ
“พี่เวก็ต้องยอมให้ยายแม่ค้านั่นลวนลามอีกรอบน่ะสิณี” วิยะดาหัวเราะลั่น “คราวนี้ได้โดนลากเข้าหอเหมือนพี่อาทิจแหง”
เวทางค์คิดภาพตามแล้วสยอง
“น่ากลัวอะ”
แก้วนึกแล้วสยอง
“ไม่ใช่แค่น่ากลัวนะคะ ถึงขั้นสยองเลยล่ะค่ะ เพราะถ้าครอบครัวนี้จ้องจะจับใครมันจะหาวิธีจับให้ติดหมับจนได้ ป่านนี้ไม่ใช่ติดใจจนเบนเข็มจากคุณอาทิจมาเป็นคุณเวแล้วเหรอคะ”
เวทางค์ขนลุก
“ยิ่งฟังยิ่งสยอง กลับกันเถอะ...ยายวิ”
ดรุณีแปลกใจ
“อ้าว...ไหนว่าจะอยู่รอคุณย่าไงคะ”
แก้วรีบบอก
“ถ้าคุณย่ากลับค่ำๆ น้าแก้วกลัวว่าตาสิงห์ทอง มันจะส่งคนมาดักฉุดคุณเวไปก่อนสิคะคุณณี”
เวทางค์หน้าตื่น
“จริงด้วย แก็งค์นี้มันน่ากลัวยิ่งกว่าแก็งค์เด็กแว้นในเมืองซะอีก เกิดมันเกณฑ์ชายฉกรรจ์มาทั้งหมู่บ้านล่ะ โอ๊ย...ไม่เอาอะ...ไปเถอะยายวิ พี่กลับก่อนนะน้องณี แล้วพรุ่งนี้พี่จะแวะมาใหม่ รักนะ...จุ๊บ...จุ๊บ”
เวทางค์ทั้งดึงทั้งลากวิยะดาออกไป
“โห...พี่เว วิยังโชว์ชุดไม่หนำใจเลย ของานเลี้ยงรอบเย็นอีกรอบเถอะน่า”
“เดี๋ยวฉันพาไปเดินโชว์ในเมืองเอง โชว์ให้ตาสีตาสาพวกนั้นดู มันจะรู้เหรอว่าชุดนี้ห้าหมื่นน่ะ”
ดรุณีมองตามเวทางค์ซึ่งลากวิยะดาออกไป แล้วหันมาทำตาโตใส่แก้ว
“นั่นมันค่าเรียน ค่ากินอยู่ของหนูทั้งปีเลยนะคะ”
“ของน้าแก้ว จากนี้ไปจนตายก็คงไม่มีอะไรต้องใช้ถึงห้าหมื่นหรอกค่ะ มันทอด้วยเพชรด้วยพลอยรึไงคะนั่น แต่...กลับไปเร็วๆก็ดีเหมือนกัน บ้านจะได้เงียบสักที”
ดรุณีเข้าใจแก้วอย่างที่สุด เพราะเธอเองก็อยากอยู่เงียบๆเหมือนกัน

บ่ายจัดวันนั้น อาทิจเดินไต่เนินเขาขึ้นมาดูทำเลปลูกกะหล่ำปลี ชายหนุ่มมองไปรอบๆตัวเห็นทิวเขาสลับซับซ้อนสวยงาม อาทิจหยิบดินขึ้นมาขยี้ดูลักษณะเนื้อดิน ก่อนจะเดินมานั่งพิงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง อีกด้านของต้นไม้ดรุณีนั่งพิงต้นไม้อ่านหนังสืออยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว หญิงสาวอ่านหนังสือมานานตาชักเริ่มปรือ จึงหาวิธีแก้ง่ว
ด้วยการท่องตำราออกมาดังๆ
“ปุ๋ยเคมี คือ...”
ดรุณีปิดหนังสือ อาทิจสะดุ้งตกใจ เพราะกำลังกวาดตาสำรวจบริเวณรอบๆเพลินๆ ดรุณีท่องจำต่อ
“ปุ๋ยที่ได้จากสารอนินทรีย์ หรืออินทรีย์สังเคราะห์ ซึ่ง มีธาตุอาหารหลัก NPK โดยมีขบวนการตั้งต้นมาจากก๊าซแอมโมเนีย ที่ได้มาจากการสังเคราะห์น้ำมัน และเมื่อนำมารวมกับ กรด โดยผ่านขบวนการทางเคมี จะได้ธาตุ N P K ออกมาเป็นแม่ปุ๋ยสูตรต่างๆ”
ดรุณีแง้มตำราเปิดเช็คข้อมูลที่ตัวเองท่องเมื่อครู่ แล้วยิ้มออกมาชมตัวเอง
“สมอง...เยี่ยม ความจำ...เริ่ด”
อาทิจแอบเหล่มอง ในขณะที่ดรุณีปิดหนังสือแล้วท่องต่อ
“ปุ๋ยสูตร 15-15-15 คำนวนจากเนื้อปุ๋ย 100 กิโลกรัม จะมี ไนโตรเจน (N) อยู่ 15
กิโลกรัม ฟอสฟอรัส (P) 15 กิโลกรัม และมีโปแตสเซียม (K) 15 กิโลกรัม รวมเป็น 45 กิโลกรัม อีก 55 กิโลกรัมที่เหลือจะเป็นสารเติมแต่งซึ่งก็คือดินขาว ดินขาวช่วยทำให้เม็ดปุ๋ยมีความแข็งไม่แตกร่วน และช่วยเหนี่ยวรั้งไนโตรเจนไม่ให้สลายตัวไปกับอากาศเร็วเกินไป แต่ดินขาวไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อพืช กลับมีข้อเสียคือ...คือ” ดรุณีคิดๆๆ “คือ...อะไรนะ”
อาทิจพูดขึ้นลอยๆ
“ดินขาวจะแทรกตัวอัดแน่นอยู่ในช่องว่างของดิน”
ดรุณีนึกตาม
“เออ...ใช่”
หญิงสาวลุกขึ้นเดินคิด อาทิจพูดต่อ
“และยึดเกาะเม็ดดินให้จับตัวกันแน่นพร้อมกับไล่อากาศที่มีอยู่ในดินออกไป”
ดรุณีเดินวนออกมาทางด้านอาทิจ
“ถูก”
“ถ้าเราใช้ปุ๋ยเคมีติดต่อกันนานๆ ก็จะทำให้ดินมีสภาพเป็นกรดและแข็งกระด้าง”
“พูดอีกก็ถูกอีก” หญิงสาวเดินวนมาเจอชายหนุ่ม “นายอาทิจ นายมาที่นี่ได้ยังไง”
“ผมก็ถีบจักรยานแล้วก็เดินเล่นมาเรื่อย”
“แต่ที่นี่มันเป็นที่เดินเล่นของฉัน”
“คุณมีอะไรที่เป็นของคุณเยอะจัง น้ำตก ภูเขา ที่ดิน บ้าน หรือแม้แต่คุณย่าก็เป็นของคุณ”
ดรุณีเสียงแข็ง
“ก็ทำไมล่ะ ในเมื่อฉันรักทุกอย่างที่นี่ ฉันรักคุณย่า แล้วมันผิดเหรอที่ ฉันจะพูดว่าคุณย่าของฉัน”
“ไม่มีใครเป็นเจ้าของใครหรือเป็นเจ้าของอะไรได้ตลอดไปหรอกครับ คุณอาจจะครอบครองได้แค่ช่วงเวลาหนึ่ง แล้วมันก็ต้องเปลี่ยนมือเป็นของคนอื่น”
ดรุณีไม่พอใจ
“ไหนนายบอกจะไม่แย่งทุกอย่างไปจากฉัน ไม่แย่งคุณย่าไปจากฉันไง”
“ผมไม่ได้หมายถึงตัวผม ผมพูดถึงมนุษย์ในโลกนี้ทุกคนว่า ไม่มีใครเป็นเจ้าของใครหรืออะไรได้ตลอดไป เพราะไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า คุณเข้าใจมั้ยครับ คุณดรุณี”
ดรุณีเข้าใจความหมายที่อาทิจพูด แต่หญิงสาวไม่ยอมแพ้ เถียงข้างๆคูๆใส่
“ไม่เข้าใจ ฉันรู้แต่ว่าคุณย่า...”
ดรุณีเถียงไม่จบ เพราะหญิงสาวเหลือบเห็นรถคุณย่าแล่นลัดเลาะมาตามไหล่เขาไกลๆ ดรุณีตะโกนลั่นเปลี่ยนอารมณ์ทันที
“คุณย่า คุณย่ามาแล้ว คุณย่ามาแล้ว”
ว่าแล้วดรุณีก็กลับไปเก็บกระเป๋าแล้วถีบจักรยานที่จอดไว้ฝั่งตัวเองลั้ลลาลงเขาไป ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น อาทิจยืนเอ๋อกับอาการลมเพลมพัดเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายของดรุณี

เย็นนั้น...เมื่อรถย่าแดงเข้ามาจอด ดรุณีถีบจักรยานหน้าตั้งเข้ามา หญิงสาวดิ่งไปเปิดประตูให้ย่า แล้วเข้าสวมกอด
“คิดถึงคุณย่าจัง”
“เพิ่งจะห่างกันแค่ไม่กี่ชั่วโมง ทำเป็นลูกแหง่ไปได้เรานี่ เออ...ตอนออกจากงาน สัมมนา ย่าเจอพ่อประเวทย์ เขาบอกตาเวกับแม่วิมางานแต่งพ่ออาทิจกัน แล้วเป็นยังไงบ้างล่ะ”
ดรุณีพูดด้วยอารมณ์สนุก
“โอ๊ย...ชุลมุนชุลเกกันยกใหญ่เลยค่ะคุณย่า”

ย่าแดงลงนั่งในห้องพักผ่อน ดรุณีตามเข้ามานวดมือนวดขาให้
“พ่ออาทิจคงไม่อยากยุ่งกับครอบครัวนั้น ที่ยอมให้จัดงานเร็วๆก็แค่อยากจะจบปัญหา แล้วก็คงตั้งใจไว้แต่แรกแล้วว่า จะไม่ไปร่วมงาน”
แก้วล่งใจไปเปราะหนึ่ง
“ก็โล่งอกไปทีล่ะคะวันนี้ แต่...พรุ่งนี้ แล้วก็วันต่อๆไปล่ะคะคุณย่า ยังไงแม่ทองประศรีมันก็ต้องตามมาเซ้าซี้คุณอาทิจ แล้วคุณอาทิจจะทนมารยาร้อยเล่มเกวียนของนังนั่นได้สักกี่น้ำคะ”
ดรุณีแย้งขึ้น
“เราอย่ามองโลกในแง่ร้ายเลยค่ะน้าแก้ว เขาอาจจะอยู่กันอย่างมีความสุข มีลูก
หัวปีท้ายปีกันก็ได้”
ย่าแดงหัวเราะ
“เออ...คิดดีกับเขาก็เป็นนะเรา”
ดรุณีงอนเล็กๆ
“หนูจะถือเป็นคำชมก็แล้วกันนะคะคุณย่า”
“เดี๋ยวเอาแกงโฮะไปให้พี่เขาชิมด้วย ประธานชมรมเขาทำมาฝากย่าซะเยอะเลย”
ดรุณีงอนๆ
“ทำไมต้องเป็นหนู ให้จิ๋วแจ๋วไปก็ได้นี่”
"นึกแล้วว่าคิดดี ก็คิดได้แป๊บเดียว”
ดรุณีคิ้วขมวด ตั้งแต่อาทิจมาอยู่นี่ คุณย่าไม่เคยชมเธอเลย ถึงชมก็ชมได้ แป๊บเดียวเหมือนกัน

อาทิจอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วนั่งเคลียร์บิลค่าใช้จ่ายของที่ไปซื้อมาวันนี้ ต๊อด อึ่ง พัน นั่งบ้างยืนบ้างรายล้อมเจ้านาย ต๊อดถามขึ้น
“ตกลงไม่ไปกินเลี้ยงกับเขาหน่อยเหรอนาย”
อาทิจมือลงตัวเลขไป ปากก็พูดไป
“ไม่”
“งั้นไว้รอเข้าหอทีเดียวเลยก็ได้ เดี๋ยวอึ่งไปช่วยส่งตัว”
“พันไปด้วย นายจะได้ไม่เหงา”
ต๊อดไปด้วย
“เค้าด้วยสิ”
อาทิจเหล่มอง
“ดูพวกนายอยากไปกันเหลือเกินนะ”
พันยิ้ม
“แหงล่ะ นายฮันนีมูนคืนแรก พวกเราไม่ไปได้ไง”
อาทิจตัดบท
“ถ้างั้นพวกนายก็ไปสิ”
สามเกลอหน้าเริ่ด
“ฮ้า!”
“แต่ฉันไม่ไปนะ”
สามเกลอกร่อยไปเลย
“เฮ้ย!”
อึ่งถอนใจ
“เสียไปตั้งหมื่นนะนาย เสียดายแย่”
“ถือว่าซื้อความรำคาญ เงินนั่นฉันก็ต้องหาไปใช้คืนคุณย่าอยู่แล้ว”
พันถามขึ้น
“แล้วถ้ายายทองโตมันไม่ยอมล่ะนาย”
อาทิจหน้านิ่ง
“เขาจะทำอะไรฉันได้ล่ะ ตบมือข้างเดียวมันดังเหรอ”
“ก็ดีเหมือนกัน รักนวลสงวนตัวไว้ให้ใครอีกคนดีกว่า” ต๊อดเหลือบเห็นดรุณีเดินเข้ามา “นั่นไงพูดถึงก็มาพอดี คุณณีนี่ให้ตายเหอะ...อายุยืนจริงๆ”
ดรุณีเดินหิ้วหม้อแกงโฮะและตะเกียงเข้ามาทันได้ยินต๊อดกำลังพูดถึงตัวเองพอดี
“นินทาอะไรฉันหา...นายต๊อด”
ต๊อดอึกอัก
“ปะ...เปล่าคร้าบ ต๊อดเปล่านินทา ต๊อดแค่บอกว่า...เอ่อ...คุณณีมาทีไรต้องมีลาภปากมาด้วยทู้กที”
ดรุณีเชิด
“ถ้าคุณย่าไม่ใช้ให้มา”
สามเกลอประสานเสียงพร้อมทำท่ากอดอกเชิดหน้าแบบดรุณี
“ฉันก็ไม่มาหรอก”
ดรุณีหน้าแตกที่สามเกลอจับทางถูก
“รู้ก็ดีแล้ว บอกนายของพวกนายด้วยว่าคุณย่าให้เอาแกงโฮะมาให้”
อึ่งขำๆ
“คุณณีเสียงดังขนาดนี้ นายคงได้ยินเรียบร้อยแล้วล่ะครับ”
“ขอบใจนะ”
อาทิจก้มหน้าก้มตาทำงาน สามเกลอเหล่มองกันเหมือนจะสื่อสารกันทางสายตาว่า เอายังไงดีวะ ดรุณีหันหลังจะเดินกลับ แล้วก็ต้องตกใจเมื่อได้ยินต๊อดโวยวายลั่น
“คุณณี ระวัง!”
อาทิจซึ่งสาละวนอยู่กับตัวเลข พลอยตกใจไปด้วย
“อะไรวะไอ้ต๊อด ตะโกนซะตกใจหมด”
“งะ...งะ...งูครับนาย เลื้อยไปทางที่คุณณีกำลังจะเดินไปน่ะครับ ไอ้สองตัวนี่ก็เห็นจริงมั้ยวะ”
ต๊อดขยิบตาใส่เพื่อน อึ่งรับมุข
“เอ่อ...เห็นครับ งูหลามตัวย้ายใหญ่” อึ่งกางมือออกสุดหล้าประกอบคำบรรยาย “คุณณีต้องระวังนะครับ”
ดรุณีไม่กลัว
“ถ้าใหญ่ขนาดนั้น มันคงจับไก่จับหมูป่ากินเรียบร้อยแล้วล่ะ คงไม่มาวุ่นวายกับฉันหรอก ไปนะ”
ดรุณีจะเดินออกไป สามเกลอมองกันเลิ่กลั่ก แล้วจู่ๆพันก็แหกปากร้องขึ้นมาอีก
“หยุดก่อนครับคุณณี! ไอ้อึ่งมันตาถั่ว มันไม่ใช่งูหลาม แต่มันเป็นงูเห่าต่างหาก จริงมั้ยวะไอ้ต๊อด”
ต๊อดรับมุข
“จริงครับ เมื่อกี้มันขู่ฟ่อๆก่อนจะเลื้อยไปด้วยครับ คุณณีเดินกลับบ้านคนเดียวไม่ปลอดภัยแล้วนะครับ”
อาทิจตัดบท
“งั้นนายสามคนก็ไปส่งคุณณีสิไป”
“อึ่งก็อยากไปส่งนะนาย แต่...คือ...”
สามเกลอทำท่าเหมือนจะร้องไห้พร้อมกัน
“พวกเรากลัวงูอะนาย!”
ต๊อดคร่ำครวญ
“ถ้าเกิดอะไรขึ้น ระ...เรา...สามคนคงช่วยคุณณีไม่ได้”
อาทิจถอนใจรำคาญก่อนจะลุกขึ้นพูดกับดรุณี
“ผมไปส่งเอง”
ดรุณีเชิดหยิ่ง
“ถ้าไม่เต็มใจก็ไม่ต้องฝืนนะ”
“ผมไม่ชอบฝืนใจทำอะไรแบบใครบางคน ถ้าผมทำ...นั่นหมายความว่าผมเต็มใจ”
อาทิจเดินถือตะเกียงลงมาจากระเบียงบ้าน แล้วมองหาท่อนไม้ที่กำพอถนัดมือที่พื้น หยิบติดมือออกมา ดรุณีค้อนให้เขาที่เดินนำออกไป ก่อนจะทำปากงุบงิบบ่นนั่นนี่เดินตามออกไป สามเกลอหันมาหัวเราะฮิฮะคิกคักใส่กัน

ค่ำนั้น ทองประศรีอยู่ในชุดราตรียาวซึ่งดูเหมือนชุดนักร้องคาเฟ่ยืนเอามือปิดหน้าร้องไห้โฮ สิงห์ทอง คำมา ยืนเท้าเอวชี้หน้าด่าทองประศรีสาดเสียเทเสีย
“ตั้งแต่เกิดเป็นพ่อคนมา ข้ายังไม่เคยต้องอับอายขายหน้าอะไรขนาดนี้”
คำมาไม่พอใจมาก
“เสียทั้งหน้า เสียทั้งเงิน แถมลูกสาวยังมาเสียตัวอีก”
สิงห์ทองโกรธมาก
“งานแต่งก็ไม่มา งานเลี้ยงก็ไม่มา ถ้าตอนส่งตัวมันไม่โผล่มาอีก เอ็งจะให้พ่อแม่เอาหน้าไปไว้ที่ไหน จะให้แก้ตัวว่ายังไง...หา คนมากินฟรีเป็นร้อยนะเว้ยที่หน้าบ้านน่ะ แค่จะออกไปนี่ข้ายังแทบต้องเอาปีบคลุมหัวออกไปเลย”
คำมาจ้องหน้าทองประศรี
“ข้าถามจริงๆเถอะนังศรี ไอ้หลานคุณย่ามันปล้ำเอ็งหรือว่าเอ็งไปปล้ำเขากันแน่ ทำไมเขาถึงไม่ดูดำดูดีเอ็งได้ขนาดนี้ ขนาดวันนี้มันยังไม่โผล่หัวมา แล้ววันหน้ามันจะโผล่มาให้เอ็งเห็นเหรอ หรือเอ็งจะเป็นได้แค่เจ้าสาวคืนเดียวของมันก็ไอ้วันที่มันเมาแค่นั้นวะ”
“หยุดพูดได้แล้ว ฉันไม่อยากฟัง ฉันเดินมาไกลขนาดนี้แล้ว ฉันไม่ถอยหลังกลับง่ายๆหรอก ยังไงฉันก็ต้องจับเขาทำผัวให้ได้”
สิงห์ทองเอะใจ
“สรุปว่ามันยังไม่ได้เป็นผัวเอ็งว่างั้นเถอะ”
ทองประศรีแก้ตัวไปเรื่อย
“ฉัน...หมายถึง...เป็นผัวแบบที่เขายอมรับออกหน้าออกตาว่าฉันเป็นเมียน่ะพ่อ ถึงวันนี้เขาจะไม่มา พรุ่งนี้เขาก็ต้องมา ฉันจะอดทน จะทำตัวเป็นเมียที่ดี ฉันจะทำให้เขายอมรับฉันให้ได้”
สิงห์ทองและคำมามองทองประศรีอย่างละเหี่ยใจ ทั้งโกรธทั้งเวทนา
อาทิจเดินเคียงคู่มากับดรุณีตามทางเดินในสวนส้มหลังจากที่เดินมาสักพัก ดรุณีก็อดไม่ได้ที่จะถาม
 
“นายน่าจะแวะไปหาเขาบ้างนะ”
อาทิจตอบโดยไม่ได้มองหน้า
“ไม่ล่ะ”
“เขาจะหาว่านายใจดำ แล้วพลอยคิดว่าคนที่นี่ใจดำไปด้วย”
“ผมว่าผมทำทุกอย่างถูกต้องแล้วนะ ไม่มีผู้ใหญ่ต้องเสียชื่อหรือเสียหาย เงินก็จัด
ให้ตามที่เรียกร้องมาแล้ว”
“ฉันหมายถึงเรื่องจิตใจ ผู้หญิงคนนั้นเขาจะรู้สึกยังไง”
อาทิจย้อนเสียงเข้ม
“คุณจะไม่ถามผมบ้างเหรอว่าผมรู้สึกยังไง”
ดรุณีอึ้ง
“ผมไม่ได้รักเขาและเขาก็ไม่ได้รักผม เราไม่ได้รักกัน ผมหวังว่าเราจะพูดเรื่องนี้เป็นครั้งสุดท้ายนะ”
“นายอาทิจ”
“ครั้งสุดท้าย หมายความว่าไม่มีครั้งต่อไป”
“แต่...”
“ไม่มีแต่”
“คือ...”
อาทิจเสียงเข้ม
“นี่คุณอย่าห่วงคนอื่นให้มากนักเลย ห่วงตัวคุณเองดีกว่า”
ดรุณีเสียงเข้มจัดแต่กดโทนต่ำ
“ก็เพราะฉันห่วงตัวเองน่ะสิ โน่น...เห็นมั้ย”
ดรุณีพยักพเยิดอาทิจให้หันไปมองทางด้านหลัง อาทิจหันกลับไป เห็นงูเห่าตัวเขื่องกำลังแผ่แม่เบี้ยแล่บลิ้นแผล็บโชว์แสนยานุภาพอยู่กับพื้น อาทิจกำไม้ในมือแน่น ก่อนจะตัดสินใจโยนไม้ไปทางอื่นเพื่อเบนความสนใจจากเจ้างู เจ้างูหันไปมองเล็กน้อย แต่ยังไม่ทันที่อาทิจจะจูงมือดรุณีวิ่งไปไหนไกล มันก็หันกลับมาจ้องหน้าแถมแล่บลิ้นและแผ่แม่เบี้ยใส่ทั้งคู่ อาทิจเอาตัวขึ้นมาบังดรุณีแล้วกระซิบ
“ยืนนิ่งๆนะ”
ดรุณีกระซิบตอบ
“ต้องนิ่งเป็นหุ่นอย่างนี้ถึงเช้ารึเปล่า”
อาทิจไม่รู้จะทำยังไง ชายหนุ่มค่อยๆวางตะเกียงลงแล้วยกมือไหว้พร้อมหลับตาสวดมนต์แผ่เมตตา
“สัพเพ สัตตา อะเวรา โหนตุ อัพพะยาปัชฌา โหนตุ อะนีฆา โหนตุ สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันหมดทั้งสิ้น จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย จงมีความสุขกาย สุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญนายมาทางไหนก็ไปทางนั้นเถอะนะ อย่าสร้างเวรสร้างกรรมต่อกันเลย”
อาทิจค่อยๆลืมตาขึ้นทีละข้าง หวังจะเห็นงูหนุ่มวัยฉกรรจ์เลื้อยหนีไป แต่มันก็ยังคงแผ่แม่เบี้ยแลบลิ้นแผล็บอยู่ที่เดิม ดรุณีกระซิบ
“ภาษายากเกินไป มันเลยฟังไม่รู้เรื่อง ลองแบบสั้นๆง่ายๆมั้ย”
อาทิจงงว่าดรุณีพูดถึงอะไรและจะทำอะไร ขณะที่ชายหนุ่มกำลังงงๆ ดรุณีก็ก้าวออกมายืนจังก้าข้างหน้างูเห่า แล้วหญิงสาวก็ทำสิ่งที่เหลือเชื่อด้วยการแหกปากกรี๊ดลั่นสวน
“อ๊ายยย!”
ทั้งคนทั้งงูเห่าช็อกสนิท งูเห่านั้นถึงกับสติแตก ลิ้นจุกปาก แม่เบี้ยหด เลื้อยตาหูเหลือกม้วนหางหนีไปแบบไม่คิดชีวิต ดรุณีหันมาหาอาทิจ ยังอกสั่นขวัญแขวนกับวิธีการปราบงูของตัวเอง อาทิจยืนอ้าปากค้างแม่เจ้า...เหนืองูเห่าก็คือเสียงดรุณีน้อยนี่เอง

แก้วชะเง้อคอมองหาดรุณีแล้วเดินบ่นไปมา
“ไปทำอะไรอยู่น๊า ป่านนี้ยังไม่กลับมาอีก น้าแก้วจะไปเป็นเพื่อนก็ไม่เอา เฮ้อ”
แก้วหันมาชะเง้อมองอีกที เที่ยวนี้ตาลุกวาวก่อนจะวิ่งหลบไปหามุมเสากำบังตัว ดรุณีกับอาทิจเดินตามกันเข้ามา
“ผมส่งแค่นี้นะ”
“อ้าว...ไม่เข้าไปหาคุณย่าก่อนเหรอ”
“ไม่ดีกว่า ท่านออกไปประชุมทั้งวัน คงอยากพักผ่อนไวๆ ไปนะ”
อาทิจหันหลังจะเดินกลับดรุณีเป็นห่วง
“นาย...เอ่อ...จะกลับทางเดิมเหรอ”
“ก็มันเป็นทางลัดที่ใกล้ที่สุดแล้ว”
“แล้ว...ถ้างูตัวนั้นมันยังอยู่แถวนั้นล่ะ”
อาทิจยิ้ม
“ผมรู้แล้วครับว่าจะทำให้มันขวัญหนีดีฝ่อยังไง”
ดรุณีหน้าบึ้ง
“นายอาทิจ ฉันอุตส่าห์หวังดีนะ”
“ผมรู้ ไม่อย่างนั้นคุณจะกรี๊ดซะลั่นสวนเหรอ เดี๋ยวต้องกลับไปดูสักหน่อยว่า ส้มร่วงหมดต้นเลยรึเปล่า”
ดรุณีหน้าง้ำใส่อาทิจก่อนจะเดินสะบัดเข้าบ้าน ผ่านหน้าแก้วไป อาทิจยิ้มส่ายหน้ากับอาการโกรธแบบเด็กๆของหญิงสาว ก่อนจะเดินออกมาอีกทาง แก้วออกมาจากที่ซ่อน
“น่าจะทะเลาะกันอีกนิดหยอกกันอีกหน่อย กำลังเพลินเชียว” แก้วถอนใจเฮือกใหญ่ “เฮ้อ...ทำไมไม่เป็นคู่นี้ที่ลงเอยกัน...ทำมั้ย”
ย่าแดงก้าวเข้ามายืนข้างๆแก้ว
“คิดอะไรเบาๆบ้างก็ดีนะแม่แก้ว”
แก้วหันมาเห็นย่าแดงก็สะดุ้งโหยงแล้วส่งยิ้มแหะๆให้
“คุณย่า...ตกใจหมดเลย”
ย่าแดงคิดไม่ต่างจากแก้ว ทำไมไม่เป็นคู่นี้ที่ลงเอยกัน


อ่านต่อหน้า 2




ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 8 (ต่อ)
 
 
เช้าวันใหม่...อาทิจขุดหลุมหยอดข้าวโพดอยู่คนละแถวกับต๊อด อึ่ง พัน ดรุณีประคองย่าแดงเข้ามา อาทิจหันมาเห็นย่า รีบวิ่งมาหาแล้วก้มลงกราบแทบเท้า
 
“คุณย่าครับ”
ย่าแดงประคองหลานชายขึ้นมา
“ย่ามาช่วยจ้ะพ่อ แม่ณีด้วย”
ดรุณีทำตาโตเพราะยังไม่ได้รับปากว่าจะช่วย
“หนูทำเป็นซะที่ไหนคะคุณย่า”
“ก็ต้องเรียนรู้ ใครมันจะทำอะไรเป็นตั้งแต่ออกจากท้องพ่อท้องแม่ล่ะ ต้องทำยังไงบ้างล่ะพ่อ ย่าเองก็ไม่เคยปลูกกับเขาหรอกนะ ข้าวโพดน่ะ”
อาทิจประคองย่าคนละข้างกับดรุณีเดินไปที่แปลงดิน พร้อมสาธิตวิธีหยอดเม็ดข้าวโพดให้ย่าแดงกับดรุณีดู
“เราก็หยอดเม็ดข้าวโพดลงหลุม หลุมละ 3 เม็ด ให้แต่ละเม็ดอยู่กันคนละมุม ต้นมันจะได้ขึ้นมาเป็นสามเส้า แล้วก็เอาเท้าเกลี่ยดินจากปากหลุมกลบ เหยียบพอไม่ให้มีอะไรมาคุ้ยกินง่ายๆเท่านั้นเองครับ”
ย่าแดงนึกสนุก
“เออ...น่าสนุก เอ้า...แม่ณีอย่ายืนเฉยๆ ช่วยพี่เขาหยอดด้วย”
“หนูไม่ได้ยืนเฉยๆนะคะคุณย่า กำลังคำนวณในใจน่ะค่ะว่า ไอ้เม็ดข้าวโพดพวกนี้มันมีเท่าไหร่ เคยมีใครนับมั้ยคะว่าข้าวโพดฝักนึงมีกี่เม็ด”
“เออ...เข้าใจสงสัยในสิ่งที่คนอื่นเขาตอบไม่ได้นะเรา หรือพ่อรู้”
“พอทราบครับ ข้าวโพดฝักงามๆจะมีเม็ดถึง 20 แถว แถวละ 40-50 เม็ด ตกฝักนึงก็มีราวพันเม็ด ต้นนึงมี 3 ฝักก็เท่ากับ 3000 พันเม็ด ในขณะที่ต้นทุน ซึ่งเราใช้ปลูกแค่เม็ดเดียวเท่านั้น”
ดรุณีตาลุกวาว
“โอ้โฮ...ต้นนึงได้กำไรตั้งสามพันเท่า แล้วนี่จะปลูกกันกี่ไร่คะ แล้วมันจะได้ทั้งหมดสักกี่ต้นคะ โอ๊ย...เราจะรวยกันใหญ่แล้วนะคะคุณย่า”
“มันของพี่เขา”
อาทิจยิ้มๆ
“ผมขอแค่ได้กำไรมาใช้หนี้คุณย่าได้ทั้งหมดก็พอครับ ที่เหลือก็คิดว่าจะแบ่งให้คนงานที่มาช่วยงานน่ะครับ”
“งั้นรีบหยอดกันดีกว่า” ดรุณีหันไปบอกอาทิจ “นายต้องนับฉันเป็นคนงานคนหนึ่ง และต้อง
จ่ายค่าแรงให้ฉันตามประสิทธิภาพในการทำงานด้วย คุณย่ายืนเป็นกำลังใจให้เราดีกว่านะคะ เอ้า...นายขุด ฉันหยอด ขุดให้ทันหยอดก็แล้วกัน”
พูดจบดรุณีก็วิ่งไปไล่หยอดหลุมที่อาทิจขุดไว้แล้วทันที ต๊อดตะโกนแซว
“ไฟแรงจังนะครับคุณณี”
“แหงล่ะ มาแข่งกันมั้ยล่ะว่าใครจะได้ค่าแรงเยอะกว่ากัน” ดรุณีตะโกนหาอาทิจ “เอ้า...มาทำงานซะทีสิ อ้อนอยู่นั่นล่ะพ่อ เดี๋ยวเจ้าสามคนนี้ก็ได้ซิวค่าแรงหมดหรอก”
ย่าแดงยิ้มเอ็นดู
“เพิ่งรู้ว่าแม่ณีมันงกก็วันนี้ล่ะ...ไปทำงานเถอะพ่อ ไม่ต้องห่วงย่าหรอก ย่าจะยืนดูอยู่แถวนี้ล่ะ”
อาทิจรีบวิ่งกลับไปขุดหลุมให้ดรุณีซึ่งเร่งตามหยอดยิกๆ ย่าแดงมองทั้งคู่ทำงานแข่งกับสามเกลอ...ทั้งคู่ทะเลาะกันไปแต่ก็ทำงานกันไป ดรุณีเร่งอาทิจให้ขุดหลุมเร็วๆในขณะที่อาทิจจ้ำจี้จ้ำไชให้ดรุณีหยอดเม็ดข้าวโพดให้ทิ้งช่องไฟให้พอดีกัน ย่าแดงยิ้มอย่างมีความสุข พลอยทำให้ ต๊อด อึ่ง พันที่ยืนดูทั้งคู่อยู่มีความสุขตามไปด้วยแล้วความสุขของทุกคนก็มลายหายไปเมื่อ ทองประศรีถือร่มใส่ส้นสูงนุ่งกระโปรง ขยับเข้ามา
“พี่อาทิจขา เมียมาช่วยงานแล้วค่า” ทองประศรีเดินไปย่อไหว้ย่าแดงเข่าแทบแตะพื้น “สวัสดีค่าคุณย่า หลานสะใภ้มาทำงานแล้วนะค้า”
ย่าแดงรับไหว้ตามมารยาท ทองประศรีจะขยับเดินไปหาอาทิจ แต่ต๊อด อึ่ง พัน วิ่งมาดักหน้าไว้
“นายเขาจับคู่กับคุณณีลงตัวแล้วน้องศรี พี่ต๊อดก็คู่กับไอ้อึ่งแล้ว ตอนนี้ที่เหลือเศษก็มีไอ้พันน่ะจ้ะ”
พันยิ้มหวานให้
“มาจับคู่กับพี่พันก็ได้จ้ะ กำลังแข่งหยอดข้าวโพดกันมันส์เชียว”
“ไม่เอา”
อึ่งถาม
“งั้นคู่กับคุณย่ามั้ยจ๊ะ คุณย่าท่านยังว่าง”
อาทิจหันมาโวย
“เอ้า...จะทำงานหรือจะคุยกัน ถ้าจะคุยก็ไปยืนคุยที่อื่น เกะกะคนที่เขาจะทำงาน”
ต๊อดรีบบอก
“เห็นมั้ยล่ะ นายโกรธแล้วน้า ตกลงจะเอาไง จะจับคู่คุณย่า ไอ้พัน หรือจะไปให้พ้นๆ นายไม่ชอบให้ใครอู้เวลางาน ไม่งั้นโดนเตะเอาไม่รู้ด้วยน้า”
ทองประศรีหน้าบึ้

“ก็ได้ๆ คู่ไอ้ดำอ้วนนี่ก็ได้”
พันหมั่นไส้ทองประศรีที่มาด่าตัวเอง เลยแกล้งลากทองประศรีซึ่งใส่ส้นสูงแถไปตามพื้นราวกับกำลังเล่นสกีน้ำ จนหญิงสาวหัวทิ่มหัวตำ
“เอ้า เร็วๆเข้า ถอด”
ทองประศรีตาเหลือก
“หา! แค่หยอดข้าวโพดต้องถอดเสื้อถอดกระโปรงกันเลยเหรอ”
“ถ้าถอดเสื้อถอดกระโปรงก็ไม่ต้องหยอดกันแล้วข้าวโพด ทำอย่างอื่นเลยดีกว่าที่ให้ถอดน่ะ...รองเท้า จะใส่มาทำไมสูงยังกะตึกสามชั้นแบบนี้ มันทำงานได้ที่ไหน”
“ฉันกลัวเล็บพัง เพิ่งทำมาหมาดๆ”
อึ่งส่ายหน้า
“งั้นก็กลับไปนอนตะไบเล็บที่บ้านเถอะไป๊ ถ้าจะอยู่กับนายต้องทำงาน นายชอบผู้หญิงทำงาน”
ทองประศรีเสียงแข็ง
“ไม่ไป...ฉันจะพิสูจน์ให้พี่เขาเห็นว่าฉันก็ทำงานเป็นเหมือนกัน...เริ่มไงล่ะ”
สามเกลอสบโอกาสโขกสับ ใช้ทองประศรี ตั้งแต่ถอดส้นสูง ขุดหลุม จนวิ่งหยอดข้าวโพด ดรุณีอดขำไม่ได้กับท่าทางของทองประศรี ที่วิ่งทำงานกระย่องกระแย่งไปมาราวกับลิงกัง อาทิจหันมาดุดรุณี
“หัวเราะได้ แต่มือต้องทำงานไปด้วยจะได้ไม่เสียเวลา”
ดรุณีหน้ามุ่ยหยอดข้าวโพดไปบ่นไป
“ไม่อยากให้ใครหัวเราะเมียตัวเองก็ว่ามาเถอะ...เชอะ”
ดรุณีแกล้งหยอดข้าวโพดเร็วๆจนไล่ตามมาเหยียบเท้าอาทิจซึ่งขุดหลุมดักหน้าอยู่นั่น
“ขุดเร็วๆสิ ไม่ใช่เอาแต่มองเมีย”
ดรุณีหยอดไปบ่นไป พอเห็นอาทิจไม่ขยับเขยื้อนไปไหนก็เลยเงยหน้าขึ้นมามอง แล้วสายตาของหญิงสาวก็ปะทะเข้ากับสายตาเป็นประกายของชายหนุ่มที่จ้องมอง นิ่งและลึก มาที่เธอ
“ผมมองใคร”
คำพูดแค่ไม่กี่คำและแสนจะธรรมดาของอาทิจ ทำเอาดรุณีวูบวาบหน้าแดงจนแทบจะมุดลงไปซุกอยู่ในดิน สุดท้ายหญิงสาวไม่รู้จะทำยังไง จึงยื่นถุงข้าวโพดให้และดึงจอบจากเขามาทำหน้าที่ขุดหลุมซะเอง อาทิจได้แต่ส่ายหน้าละเหี่ยกับนิสัยจอมเกเรของดรุณี โดยไม่รู้เลยว่าฝ่ายหญิงอายและอายเรื่องอะไร ย่าแดงยืนมองดูเหตุการณ์อยู่อย่างเงียบเชียบ วันข้างหน้าจะเป็นเช่นไร อยากที่ใครจะหยั่งรู้

ดรุณี แก้ว และจิ๋วแจ๋วช่วยกันตักอาหารให้คนงาน ต๊อดรับจานอาหารแล้วเดินมานั่งรวมกลุ่มกับอาทิจ อึ่ง พัน ลุงเกร็ง และไพฑูรย์ ก่อนจะหันไปเห็นเวทางค์เดินเข้ามากับวิยะดา ต๊อดเห็นหันมาแซวอาทิจ
“อู๊ย...ขายดีจริงเว้ยนายเรา เช้า...มอสระเอีย เมียมา กลางวัน...กอสระอิก...กิ๊ก”
“เลิกพูดเรื่องนี้ได้มั้ยวะ”
อาทิจวางจานข้าวลงทันทีอย่างเซ็งๆ พร้อมกับลุกขึ้นเตรียมจะเดินออกไป วิยะดาคว้าหมับ
“พี่อาทิจจะไปไหนคะ ไม่ได้เจอหน้ากันตั้งหลายวัน วิคิดถึ๊งคิดถึง”
เวทางค์แยกมาจับมือดรุณี ซึ่งก็ยืนอยู่ไม่ไกลจากอาทิจ
“พี่เจอหน้าน้องณีทุกวั๊นทุกวัน แต่ก็ยังคิดถึ๊งคิดถึง”
ดรุณียิ้มแหยๆให้เวทางค์ อาทิจหันไปถามวิยะดา
“คุณวิมาหาคุณย่าหรือครับ”
“เปล่าค่ะ วิมาหาพี่อาทิจต่างหาก”
เวทางค์ยิ้มหวานให้ดรุณี
“พี่ก็ไม่ได้มาหาคุณย่า พี่แวะมาหาน้องณีคนเดียว”
วิยะดาแหวใส่พี่ชาย
“คิดเองบ้างสิพี่เว พูดตามวิอยู่ได้”
“พี่คิดของพี่ก่อน เราแค่ชิงพูดก่อนพี่แค่นั้น”
วิยะดาหงุดหงิด เชิดใส่พี่ชาย ก่อนจะหันมาหาอาทิจ แต่ก็ไม่เห็นชายหนุ่มยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว
“อ้าว...พี่อาทิจไปไหนแล้วล่ะ” วิยดาตะโกนถามกลุ่มสามเกลอ “พวกแกเห็นมั้ย”
อึ่งส่ายหน้า
“ไม่เห็นครับ มัวแต่ฟังคุณเวกับคุณวิเถียงกันเพลิน”
พันออกความเห็น
“อาจจะไปสวนผัก”
ไพฑูรย์พูดต่อ
“หรือไม่ก็สวนส้ม”
ต๊อดเสริม
“หรืออาจจะที่สวนกล้วย”
อึ่งคิดๆ
“เอ...หรือจะแปลงข้าวโพด”
ลุงเกร็งต่อ
“หรือไม่ก็แปลงสตรอเบอรี่ แต่ถ้าคุณวิตระเวนไปดูทุกที่ก็คงค่ำพอดีน่ะครับ”

ทังหมดแอบสบตากันยิ้มๆ วิยะดารู้ว่าคนงานพูดยั่ว เลยยิ่งหงุดหงิดเข้าไปใหญ่

ทองประศรีอยู่ที่บ้านไพฑูรย์เอาน้ำมันเหลืองนวดมือนวดเท้าไป ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้
“ไอ้สามตัวนั่น มันแกล้งให้ฉันถอดรองเท้าวิ่งหยอดข้าวโพดกลางแดดเปรี้ยงๆ ดูสิพี่ตุ๊ ฉันจะกลายเป็นเนื้อแดดเดียวไปทั้งตัวแล้ว มือไม้ก็ถลอกปอกเปิกบวมฉึ่ง เล็บเลิบพังหมด”
ตุ๊นั่งฟังไปตะไบเล็บไป
“แล้วคุณอาทิจเขาไม่ห้ามพวกมันเลยเหรอ”
“ห้ามอะไรล่ะ เขาไม่สนใจฉันเลย หน้าฉันสักแวบเขายังไม่หันมามอง เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างเดียว”
ตุ๊คิดๆ
“ขนาดหน้ายังไม่มอง แล้วอะไรที่มันสะบึมพึมโจ๊ะพึ่มพึมข้างใน เขาจะมองเหรอ ขืนปล่อยให้เป็นอย่างนี้ มันจะเสียของนะ เขาไม่มอง เราก็ต้องทำให้เขามองเราให้ได้”
“ทำยังไง”
“เขารักใครเกรงใจใคร ก็ไปหาคนนั้น”
ทองประศรีนิ่งคิด

บ่ายจัดวันนั้น อาทิจประคองย่าแดงเดินไต่เนินขึ้นมาดูที่บนเขาที่จะใช้ปลูกกะหล่ำปลี
“คุณย่าเดินไหวมั้ยครับ”
“ไหวสิพ่อ...ย่าซื้อที่เอาไว้เยอะ ใครเดือดร้อนเอามาขาย ย่าก็ซื้อไว้ เพราะตัวเองชอบทำเกษตรเลยคิดว่ายังไงมันก็คงได้ใช้ประโยชน์ ปลูกนั่นปลูกนี่ให้คนได้กินวันยันค่ำ ย่าไม่ได้ขึ้นมาที่นี่ซะนาน นานจนลืมไปเลยว่า เราก็มีที่สวยๆบนเนินกับเขาเหมือนกัน”
“ที่ผมเลือกที่นี่ก็เพราะอากาศบนนี้เย็นตลอดทั้งปี แล้วดินก็เป็นดินร่วนปนทรายทำให้ระบายน้ำได้ดี กะหล่ำปลีชอบอากาศกับดินแบบนี้ครับ ถ้าดูแลดีๆก็จะได้น้ำหนักต่อหัวมากกว่า 3 กิโลครับคุณย่า”
“ต้องเพาะกล้าไว้ก่อนรึเปล่าล่ะพ่อ”
“ครับ ผมจัดการเรียบร้อยแล้ว ถ้าคุณย่าเห็นด้วยว่าจะให้ปลูกที่นี่ได้ ผมก็จะเอาแทรกเตอร์มาไถดินให้ลึกสัก 20 เซ็น แล้วก็เอาปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกมาลงรองพื้นไว้เลยน่ะครับ”
“เอาสิ...ถ้าพ่อเห็นว่าเหมาะก็ลงมือได้เลย”
“ขอบพระคุณนะครับคุณย่าที่ให้โอกาสผมได้ลุกขึ้นยืน ให้พื้นที่ผมได้หายใจอีกครั้ง ผมคงไม่กล้ารับปากว่าจะไม่เกิดข้อผิดพลาดในการทำงานขึ้นอีก แต่ผมจะทำอย่างตั้งใจ ทำอย่างสุดความสามารถครับคุณย่า”
ย่าแดงลงนั่งที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ อาทิจตามมานั่งใกล้ๆ
“ไม่มีใครที่ไม่เคยทำอะไรผิดพลาดในชีวิตหรอกลูก อยู่ที่ว่าเราเอาความผิดพลาดนั้นมาปรับใช้ให้เป็นบทเรียนกับชีวิตรึเปล่า ทำพลาดครั้งหนึ่งแล้วต้องพยายามไม่ให้พลาดซ้ำในเรื่องเดิมเป็นครั้งที่สอง เขาถึงจะเรียกว่า ผิดเป็นครู”
“ผมจะจำคำสอนของคุณย่าไว้ให้ขึ้นใจครับ”
“ย่าชอบคนที่ตั้งใจทำงาน เพราะฉะนั้นขาดเหลืออะไรก็ให้มาบอกย่า”
“ตอนที่ผมไม่ได้เรียนต่อ ผมรู้สึกเสียใจมาก แต่ตอนนี้ผมกลับรู้สึกว่าผมตัดสินใจถูกที่ออกมาทำงาน เพราะงานที่ผมทำมันคือห้องเรียนที่ผมจะเรียนรู้ได้อย่างไม่มีวันจบสิ้น ผมดีใจที่มีคุณย่าเป็นครูที่ทุ่มเททั้งกายใจสอนผมให้รู้จักคุณค่าของแผ่นดิน รู้จักผืนดินที่เป็นที่ทำกินของเรา คุณย่าทำให้ผมไม่เคยรู้สึกว่าชีวิตขาดอะไรเลยตั้งแต่ได้มาอยู่ที่นี่ ขอบพระคุณมากครับ”
อาทิจก้มลงกราบที่ตักย่า ย่าแดงเอาสองมือแนบแก้มหลานชาย อยากจะบอกหลานเหลือเกินว่าท่านภูมิใจในตัวเขามากมายแค่ไหน

เย็นนั้น ดรุณีถือตะหลิวเคี่ยวน้ำตาลทรายในหม้อไป ชะเง้อคอมองย่าแดงไป เวทางค์กับวิยะดายืนดูอยู่ไม่ไกล โดยมีแก้วคอยเตรียมเครื่องที่จะลงผัดในหม้อให้หญิงสาว ซึ่งประกอบด้วยเครื่องแกงหองที่ตำแล้ว หมูสามชั้นหั่นเป็นชิ้นๆ หน่อไม้แห้งซึ่งต้มน้ำแล้ว และถั่วลิสงคั่ว เวทางค์มองเห็นท่าทางของดรุณีเลยถามขึ้น
“น้องณีเป็นห่วงคุณย่าเกินไปรึเปล่า เมื่อกี้จิ๋วแจ๋วบอกแล้วไงว่าท่านไปกับนายอาทิจ เดี๋ยวนายนั่นก็พาท่านกลับมาเอง”
“แต่มันนานหลายชั่วโมงแล้วนะคะ”
วิยะดาหันไปเร่งเร้าพี่ชาย
“รีบไปกันเถอะพี่เว...เดี๋ยวก็ไม่ทันถ่ายรูปหรอก นานทีปีหน SJ ถึงจะบินมามี้ทแอนด์กรี๊ดกับแฟนคลับที่นี่นะ”
เวทางค์หันไปชวนดรุณี
“ไปด้วยกันนะน้องณี ไปชุดนี้เลยก็ได้ สวยแล้ว”
เวทางค์กับวิยะดาทั้งร้องทั้งเต้นเพลง “BONAMANA” เพื่อเรียกความสนใจจากดรุณี วิยะดาหันมาชวนอีก
“ไปนะณี”
ดรุณีส่ายหน้า
“ไม่ล่ะ ณีไม่ชอบฟังเพลงหรือไปฟังใครพูดภาษาอะไรที่เราฟังไม่รู้เรื่อง ณีเต้นไม่
เป็นแล้วก็ไม่รู้จักใครด้วย จะให้ไปกรี๊ดใครล่ะ”
วิยดาคะยั้ยคะยอ
“ไม่ใช่ไปกรี๊ดนักร้องอย่างเดียวนี่ณี เราก็ถือโอกาสไปโชว์ตัวด้วยสิ งานนี้พี่เอบีซีแมวมองมือ1ของวงการต้องมาอยู่แล้ว เผื่อเขาจะเห็นแววพวกเรามั่ง...หนุกๆนะ”
ดรุณีทำกับข้าวไป ปากตอบโต้ไป
“วิกับพี่เวอาจจะสนุกแต่ณีไม่สนุกด้วย ณีว่าเสียเวลา ณีอยากเข้านอนเร็วๆ พรุ่งนี้ต้องไปสอบแล้ว พี่เวกับวิไปกันเถอะ”
“งั้นเรารีบไปกันเถอะพี่เว นี่...ถ้าพี่เอบีซีเขาชวนเราเข้าวงการล่ะก็ จะมาอิจฉากัน
ไม่ได้นะยายณี ไป...พี่เว”
วิยะดารีบดึงเวทางค์ออกไป...อาทิจประคองย่าแดงเดินเข้ามาจากอีกด้าน ดรุณีหันไปเห็น
“ไปไหนมาคะคุณย่า หนูเป็นห่วงแทบแย่”
“พ่ออาทิจเขาชวนย่าไปดูที่ที่จะปลูกกะหล่ำปลีน่ะ”
“ที่ไหนคะ ไกลมากเลยเหรอ ไปซะนานเชียว”
ย่าแดงกำลังจะบอกดรุณี แต่จิ๋วแจ๋ววิ่งหน้าตาตื่นเข้ามารายงานข่าวด่วนซะก่อน
“เกิดเรื่องอีกแล้วค่ะ ตาสิงห์ทองมันขนครอบครัวมากันอีกแล้วค่ะคุณย่า”
ดรุณี ย่าแดง แก้ว จิ๋วแจ๋วหันไปมองอาทิจ ชายหนุ่มถอนใจเฮือกใหญ่

แก้วเดินนำ ย่าแดง อาทิจและดรุณีออกมา แก้วเข้าไปถามพวกสิงห์ทอง
“คุณย่ากับคุณอาทิจมาแล้ว มีอะไรก็ว่ามา”
สิงห์ทอง คำมาและทองประศรียืนหน้าสลอน ทองประศรีตีหน้าเศร้าเคล้าน้ำตา คำมาพูดขึ้น
“นังหนูมันอายเขา งานแต่งเจ้าบ่าวก็ไม่มา งานเลี้ยงก็ไม่โผล่ แถมยังไม่มาเข้าหออีกต่างหาก”
ย่าแดงหันมาหาอาทิจ
“ว่ายังไงพ่ออาทิจ”
“ผมไม่ว่างครับ ทุกคนก็เห็นว่าผมทำงานทั้งวัน”
“กลางวันทำงานที่นี่ก็ไม่ว่าอะไรนี่ครับ แต่กลางคืนก็ไปค้างที่ร้านบ้าง พอให้ชาวบ้านไม่นินทาเอาได้”
อาทิจตัดบท
“เอาเถอะ ว่างเมื่อไหร่ ผมจะไป”
คำมาอ้อนวอน
“ไปวันนี้เลยไม่ได้หรือคะ อาหารการกินก็เตรียมไว้พร้อมทุกอย่างแล้ว ไม่ปล่อยให้อดอยากกินปลาร้าปลาแดกหรอกค่ะ”
อาทิจพูดเรียบนิ่ง
“ผมชอบกินปลาร้า”
“ชอบก็จะทำให้กิน”
“ขอบใจ ว่างๆจะไปกิน”
สิงห์ทองชักหงุดหงิด
“แล้วเมื่อไหร่จะว่างสักทีล่ะครับ”
“ยังไม่รู้เหมือนกัน ผมเป็นคนชอบทำงานซะด้วยเลยไม่ค่อยมีเวลาว่างกับใครเขา” อาทิจหันไปหาทองประศรี “ฉันว่าเธออยู่ของเธอไปตามสบายดีกว่า อย่ากังวลเรื่องฉันนักเลย แล้วก็อย่าไปรบกวนพ่อแม่ให้มากนัก ฉันเองก็เกรงใจคุณย่าจะแย่อยู่แล้ว จำไว้เลยนะ ไม่ต้องมาตามอีก”
อาทิจพูดจบก็เดินออกไปทันที ทองประศรีเอามือปิดหน้า ร้องไห้โฮ คำมาสงสารลูก คลานมากอดขาย่าแดง
“คุณย่าขา อิฉันขอเอาบารมีปกหัว ถ้าคุณย่าไม่ช่วยนังหนู เห็นทีพวกเราคงมองหน้าใครไม่ได้แล้วค่ะ”
“จะให้ฉันช่วยยังไงล่ะ อยากได้เงินไปแต่งงาน ฉันก็ช่วยไปแล้ว”
“ช่วยบังคับคุณอาทิจให้ไปหานังหนูมันมั่ง”
“เรื่องนี้บังคับกันไม่ได้หรอกแม่คำมา มันเป็นเรื่องส่วนตัว อย่าว่าแต่หลานเลยแม้แต่ลูก ฉันก็ไม่เคยบังคับใคร”
“ถ้าคุณอาทิจไม่ไปอยู่ทางนู้น ให้นังหนูมันย้ายมาอยู่นี่ได้มั้ยล่ะคะ”
"ฉันไม่เคยห้ามนี่ เรือนเล็กก็ยกให้พ่ออาทิจเขาอยู่แล้ว ไม่มีใครไปวุ่นวายหรอก”
“งั้นให้นังหนูมันขนของมาอยู่นี่นะ”
“ตามใจ”
“แล้วถ้าเผื่อเมียทางปากช่องเขามา คุณย่าจะว่ายังไง”
“ไม่รู้นะ เรื่องอย่างนี้ต้องตกลงกันเอง”
คำมาโวยลั่น
“เอ๊ะ...คุณย่านี่ พูดไม่เป็นผู้ใหญ่เอาซะเลย”
ย่าแดงเสียงเข้มหลังจากพูดดีด้วยมานาน
“แกอวดดียังไงมาว่าฉัน ถ้าฉันไม่เป็นผู้ใหญ่ก็ไสหัวออกไปจากบ้านฉันเสียที ฉันไปรู้เรื่องอะไรด้วยล่ะ จะเอาอะไรก็ให้ทั้งนั้น แล้วจะเอายังไงอีก”
คำมาโมโห
“ที่นายอาทิจไม่ไปเข้าหอก็เพราะคุณย่ายุใช่มั้ยล่ะ”
“มันเกี่ยวอะไรกับฉัน ฉันบอกแล้วไงว่ามันไม่ใช่เรื่องของฉัน”
“หลานชายคุณย่า คุณย่าบอกไม่ใช่เรื่องก็ดีแล้ว นังหนูมันเป็นลูกอีฉัน อีฉันจะถือว่ามันเป็นเรื่องของอีฉันทีเดียว อีฉันจะจัดการตามที่ชอบ คุณย่าอย่าเกี่ยวก็แล้วกัน”
“ถ้าไม่ทำให้ใครที่นี่เดือดร้อน รับรองว่าฉันจะไม่ยุ่งด้วยเลย”
ย่าแดงพูดจบ ก็เดินกลับเข้าบ้านไปพร้อมกับดรุณีและแก้วทันที

เมื่อกลับมาที่ร้าน คำมาโกรธมากตะโกนปรี๊ดแตกลั่นร้าน

“กูจะต้องเอาคืนอีนังคุณย่านี่ให้ได้ หลานมันรักหลงลูกกูเมื่อไหร่ กูจะยักยอกเอาสมบัติมันมาให้หมดเลย”
ตุ๊ ซึ่งยืนอยู่ข้างทองประศรี ทองประสานและทองประสมพูดขึ้นเนือยๆ
“เอาเป็นว่าทำยังไงถึงจะให้ลูกน้าได้อยู่กับผัวก่อนดีมั้ย”
คำมานึกได้
“หรือมันจะเก็บหลานชายมันไว้ให้ใคร ยายดรุณีอะไรนั่นรึเปล่า”
ตุ๊ตกใจ
“อู๊ย...อย่าคิดอย่างนั้นเลยน้าคำมา เขาเป็นพี่เป็นน้องกัน อีกอย่างคุณณีกับคุณอาทิจถูกกันซะที่ไหน เจอหน้ากันทีไรทะเลาะกันตลอด”
สิงห์ทองไม่พอใจ
“จะไว้ใจได้ยังไง ผู้หญิงกับผู้ชายทำงานด้วยกัน ใกล้ชิดกัน แล้วมันก็หล่อสวยสมกันทุกอย่าง”
ทองประสานเห็นด้วย
“ใช่...แม่นั่น ทั้งสวยทั้งน่ารักกว่าพี่ศรี”
ทองประสมเสริม
“แถมยังดูเป็นผู้ดี มีสง่าราศี การศึกษาก็สูง ทุกอย่างดูสูงส่งกว่าพี่ศรีเยอะ”
ทองประศรีปี๊ดแตก
“อ๊ายย...เงียบสักทีได้มั้ย ฉันไม่อยากฟัง”
สิงห์ทองมองหน้าลูกสาว
“เอ็งต้องฟัง แล้วก็ต้องระวังนังคุณดรุณีนี่ไว้ให้ดีๆ”
ตุ๊รีบเตือนทุกคน
“อย่าพูดดังไป ถ้าพวกคนงานมาได้ยินหรือรู้ว่าใครคิดไม่ดีกับคุณณีล่ะก็ ได้โดนตืบแน่ พวกนั้นรักคุณณีรองๆจากคุณย่าเลยล่ะ ฉันเตือนด้วยความหวังดีนะ” ตุ๊เปรยกับตัวเองเบาๆ “กูว่ากูร้ายแล้วนะ ยังมีคนร้ายกว่ากูอีก”

ต๊อด อึ่ง พัน ช่วยอาทิจรดน้ำอยู่ที่แปลงผักซึ่งฟื้นตัวและโตอย่างรวดเร็ว ดรุณีถีบจักรยานเข้ามาตะโกนเรียกอาทิจ
“นายอาทิจ...คุณย่าให้มาตามไปกินแกงหอง”
“ช่วยเรียนคุณย่าด้วยก็แล้วกันว่า ผมกินข้าวกับเจ้า สามคนนี่สะดวกกว่า ไม่ต้องเป็นห่วง”
“นายไปบอกคุณย่าเองสิว่า ไม่อยากชิมแกงหองฝีมือท่าน”
ต๊อดรีบบอก
“คุณย่าลงมือเองอย่างนี้ ไม่ไปไม่ได้นะครับนาย”
พันยิ้มๆ
“ยังไงก็กินเผื่อพวกเราด้วยน้า”
อึ่งเข้าไปอ้อน
“ถ้าเหลือก็รบกวนเอาติดไม้ติดมือมาให้พวกเราชิมบ้าง เกิดมาอย่าว่าแต่เคยกินเลย แม้แต่ชื่อก็ไม่เคยได้ยิน ยังไงก็อยากจะลองกินก่อนตายสักครั้ง”
ต๊อดตัดบท
“คุณหนูณีให้คุณอาทิจซ้อนจักรยานไปด้วยก็แล้วกันครับ ขืนเดินไป สามทุ่มจะได้กินรึเปล่า”
ดรุณีหันมาบอกอาทิจ
“เอ้า...งั้นก็รีบๆขึ้นมา นายถีบก็แล้วกัน”
อาทิจเดินขึ้นไปถีบจักรยาน โดยที่ดรุณีขยับมานั่งซ้อนท้ายออกไป พันมองตามอย่างเสียดาย
“ทำไมไม่เป็นคู่นี้วะ สวนคุณย่ามีเฮแน่”
ต๊อดส่ายหน้า
“พูดไปก็เท่านั้น หมดโอกาส หมดหวัง ยายทองโตมันไม่มีวันปล่อยคุณอาทิจแน่”
อึ่งนึกได้
“น้าเกร็งไง...เห็นเขาลือว่าวิชาอาคมแก่กล้าไม่ใช่เหรอ ลองเสกหนังควายเข้าท้องยายทองโตไม่ให้มันมาป่วนคุณอาทิจได้รึเปล่า”
ลุงเกร็งโวยวาย
“ไม่ได้เว้ย บาปกรรม หมดจากยายทองโตก็ใช่ว่าอุปสรรคจะหมดไปซะเมื่อไหร่ พวกเอ็งไม่เห็นเหรอ ช่วงนี้ คุณเวตามประกบคุณณียังกับเป็นขนมปังสังขยา”
ทั้งหมดถอนใจเฮือกใหญ่ เพราะเห็นพ้องต้องกัน

อาทิจถีบจักรยานมาตามแนวสวนส้ม สวนทางกับคนงานที่เลิกงานพากันเดินกลับบ้าน ดรุณีนั่งกินลมชมวิวเพลินๆ แล้วหญิงสาวก็หันมามองทางข้างหน้าก่อนจะสั่งอาทิจให้หยุดรถ
“หยุด!”
อาทิจเบรกรถพรึ่ด อยู่บนเนินในแนวดิ่งพอดี ดรุณีมองลงไปยังเนินอันลาดชันเบื้องล่างแล้วจินตนาการ ภาพในความคิดของเธอคืออาทิจทิ้งจักรยานลงไปตามลาดเขา ดรุณีเห็นตัวเองกระแทกเข้าไปซบหลังและโอบกอดชายหนุ่มแน่นร้องลั่น
“จ๊ากก...ไม่เอา!”
อาทิจหันมามองหญิงสาวงงๆ...อะไรของหล่อนดรุณีสะบัดหัว แล้วหันไปหาอาทิจ
“นายลงมา เดี๋ยวฉันถีบเอง”
“เอางั้นเหรอ”
“รีบลงมาเถอะน่า”
อาทิจขยับลงมาเปลี่ยนให้ดรุณีเป็นคนถีบ แล้วตัวเองขึ้นซ้อนท้าย ดรุณีจะทิ้งจักรยานดิ่งลงมา แต่แล้วหญิงสาวก็ฉุกคิด ภาพในความคิดผุดขึ้นมาอีก ดรุณีถีบจักรยานลงเนินมา แล้วหญิงสาวก็หันไปเห็น ชายหนุ่มเอาตัวเข้ามากระแทกและกอดเอวหญิงสาวแน่น พร้อมกับซบที่ซอกคอ ดรุณีร้องลั่นอีกครั้ง
“จ๊าก...ไม่ได้ นายลงมาก่อน มาถีบมา”
อาทิจงง
“จะเอายังไงกันแน่”
“ไปถีบเถอะน่า”
อาทิจขยับขึ้นมาถีบ
“เอ้า...ขึ้นมานั่งสิครับ จะได้รีบไปซะที ป่านนี้คุณย่าหิวแย่แล้ว”
ดรุณีขยับขึ้นมานั่งซ้อนท้าย อาทิจขยับจะถีบ แต่แล้วหญิงสาวก็นึกอะไรได้ขึ้นมาอีก
“เดี๋ยว...นายลงมาก่อน ฉัน...ฉันถีบเอง”
“เฮ้อ...อะไรกันนักหนานะ”
อาทิจขยับลงมา ดรุณีคิดจริงจังมาก
“แต่...ไม่ดี...ไม่ดี เดี๋ยวขอฉันคิดอีกทีว่าฉันจะให้นายถีบหรือซ้อนดี”
ดรุณีคิดเครียดสักแป๊บ ก่อนจะหันมาหาเขา
“ฉันว่านาย...”
อาทิจไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว ดรุณีมองหาชายหนุ่มเห็นเขาเดินลงเนินไปเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวเปรยกับตัวเอง
“ไมไม่คิดอย่างนี้ซะตั้งแต่แรกนะเรา”
 
อ่านต่อหน้า 3




ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 8(ต่อ) 
 
 
ค่ำนั้น แก้วเป็นปลื้มที่เห็นอาทิจตักแกงหองราดใส่ข้าวแล้วทานเอาๆ แก้วยิ้มแย้มถาม
 
“เป็นยังไงบ้างคะคุณอาทิจ”
“อร่อยมากครับ ตั้งแต่เกิดมาผมก็เพิ่งได้กินนี่ล่ะครับ แกงหอง ชื่อแปลกดีนะครับ หน้าตาคล้ายๆพะโล้ผสมแกงฮังเล”
ย่าแดงอธิบาย
“มันเป็นแกงโบราณลูก ช่วงหน้าฝนแบบนี้หน่อไม้มันออกเยอะ ย่าก็เลยให้แม่แก้วเขาขุดเอาไปฝานแล้วตากแห้งจะได้เก็บไว้กินนานๆ แม่ณีเขาเห็นทำไว้เยอะ ก็เลยเอามาทำแกงหองให้ย่ากินซะเลย ของโปรดของย่ากับหลาน”
อาทิจมองหน้าดรุณี
“ผมเข้าใจว่าคุณย่าเป็นคนทำซะอีก”
แก้วรีบบอก
“อู๊ย...ไม่ใช่ค่ะ คุณณีค่ะที่เป็นคนทำ”
ดรุณีหน้าแตกแต่ยังแถไป
“แต่คุณย่ามาช่วยปรุงก็ต้องถือว่าคุณย่าเป็นคนทำ”
ย่าแดงปฏิเสธ
“ย่าปรุงที่ไหน แค่ชิมดูเท่านั้น รสชาติมันกลมกล่อมอยู่แล้ว”
อาทิจแกล้งแหย่
“ขั้นตอนคงจะซับซ้อนน่าดู ไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่าคุณณีจะทำเป็น”
ดรุณีรู้สึกถูกท้าทาย
“มันจะซับซ้อนตรงไหน ทำไมฉันจะทำไม่เป็นก็แค่ เอากระเทียม หอมแดง ข่าแก่ โป๋ยกั้ก รากผักชีมาอบให้หอม แล้วเอามาโขกกับพริกไทยให้ละเอียด เสร็จแล้วก็เอาน้ำตาลทรายเคี่ยวใส่หม้อพอให้ไหม้ เอาเครื่องแกงที่โขกไว้แล้วลงไปผัด ตามด้วยหมูสามชั้น หน่อไม้แห้งที่ต้มแล้ว ปิดท้ายด้วยถั่วลิสงคั่ว ผัดเสร็จแล้วก็เติมน้ำต้มสุกลงไป เคี่ยวไปเรื่อยๆสักครึ่งชั่วโมง ก็ได้แกงหองแบบที่นายโซ้ยเอาๆนี่ไง”
อาทิจยิ้ม
“เชื่อแล้วครับว่าเป็นฝีมือคุณย่าน้อยทำคนเดียวจริงๆ”
ดรุณีชักสีหน้า เสียรู้อาทิจอีกจนได้ ย่าแดงมองหลานสาวอย่างเอ็นดู
“ทั้งรสชาติและหน้าตา พอจะเป็นแม่ศรีเรือนกับเขาได้เหมือนกันนะเรา”
แก้วเสริม
“อย่างนี้เขาเรียกเสน่ห์ปลายจวัก พ่อบ้านรักไปจนตาย แต่รายนี้เมื่อไหร่จะหาพ่อบ้านเจอกับเขาก็ไม่รู้”
“หนูไม่เห็นอยากจะหาเลย หนูจะเรียนๆๆๆอย่างเดียวให้จบไวไว จะได้กลับมาอยู่ช่วยงานคุณย่า เพราะถึงเวลานั้น ใครบางคนอาจจะไม่อยู่นี่แล้วก็ได้”
อาทิจชะงัก ขรึมขึ้นมาทันที
“คุณคงอยากให้ผมไปจากที่นี่เร็วๆ”
ดรุณีกร่อย
“ไม่ใช่อยาก แต่บางทีการที่นายมีครอบครัวมีภาระ อาจจะทำให้นายไม่อยากให้ครอบครัวต้องลำบากลำบนอยู่ที่นี่”
“ไม่มีอะไรทำให้ผมไปจากที่นี่ได้ ตราบที่ทุกคนยังอยากให้ผมอยู่ แต่ถ้าวันไหนจะ
มีใครสักคนไม่อยากให้ผมอยู่ ก็กรุณาบอกผมด้วย ผมจะไม่อยู่ให้ขัดใจใครเลย”
ดรุณีอารมณ์ประมาณจำไว้นะว่าจะไม่ไป
“นายจำคำพูดวันนี้ของนายให้ดีก็แล้วกัน”
ย่าแดงถอนใจ
“ย่าไม่เคยไล่ลูกหลานออกจากชายคาตัวเองสักครั้ง มีแต่ลูกหลานที่ไม่อยากอยู่เขาหนีย่าไปเอง เพราะฉะนั้นพ่อไม่ต้องกังวลใจ ตราบใดที่พ่อยังอยากอยู่ที่นี่และย่ายังมีลมหายใจ พ่อจะอยู่ที่นี่ได้ตราบเท่าที่พ่อต้องการ”
อาทิจมองย่าแดงด้วยความซาบซึ้ง แต่เมื่อละสายตาจากคุณย่ามาปะทะสายตาดรุณี ชายหนุ่มกลับ รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ไม่รู้ว่า...เพราะอะไร

เวทางค์กับวิยะดาเม้าท์กรี๊ดเรื่องนักร้องเกาหลีระหว่างเดินกลับเข้าบ้านมา
“ชีวอน หล่อม๊ากอะพี่เว...ยิ่งตอนเปิดตัวเดินออกมานะ วิงี้กรี๊ดตับแทบฉีกแหนะ”
เวทางค์เอ็นดูน้อง
“เป็นเอามากนะเรา”
วิไลลักษณ์ซึ่งกำลังนั่งสำรวจรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าตัวเองในกระจก หันมามองลูกๆก่อนจะเดินไปหา
“ไปส่งยายณีมาเหรอลูก กลับซะค่ำเชียว”
“เปล่าค่ะคุณแม่ไปส่ง SJ ขึ้นเครื่องน่ะค่ะ อู๊ย...วิ่งตามจะเหยียบกันตาย”
วิไลลักษณ์ชะงัก
“อ้าว...แล้วยายณีล่ะ”
“น้องณีเขาไม่ไปครับคุณแม่ บอกพรุ่งนี้จะสอบแล้ว เลยไม่อยากไปไหน”
“เอ้า...ถ้างั้นก็รีบไปอาบน้ำเข้านอนเลยลูก...ไป”
ประเวทย์ซึ่งนั่งอ่านรายงานที่โต๊ะ เปรยขึ้น
“เออ...เข้านอนแต่หัววันบ้างก็ดี จะได้พักตาพักสมองพักหูบ้าง ไม่งั้นวันๆเอาแต่เล่นเกมส์ ฟังเพลงภาษาอะไรบ้างก็ไม่รู้ พ่อฟังแล้วปวดหัว”
“แหม...คุณพ่อขา ช่วงนี้ใครๆก็ตื่นเห่อเกาหลี ถ้าเราไม่เห่อตามเขา ก็โดนเม้าท์แย่สิคะว่า อยู่หลังเขาไม่อินเทรนด์”
วิไลลักษณ์เข้าข้างลูก
“เอาเถอะค่ะคุณพี่ จะซีเรียสอะไรกับลูกนักหนา ตราบใดที่ลูกเรายังพูดภาษาไทยอยู่ มันก็โอแล้วไม่ใช่เหรอคะ”
“การเป็นคนไทย ต้องไม่ใช่แค่พูดภาษาไทยได้เท่านั้นนะ ถ้าเราไม่รู้จักรากเหง้าวัฒนธรรมประเพณีของเราเลย เราจะพูดได้อย่างเต็มปากว่าเราเป็นคนไทยได้ยังไง”
“คุณพี่น่ะ ลูกกลับมาเหนื่อยๆ แทนที่จะให้รีบไปพักผ่อน กลับมานั่งบ่นอะไรก็ไม่รู้”
เวทางค์ขัดขึ้น
“ผมนัดกับเพื่อนไว้ เดี๋ยวผมมานะครับคุณแม่”
วิไลลักษณ์เสียงแข็ง
“ไม่ได้ คืนนี้ลูกจะออกไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น นอกจากรีบไปนอน”
เวทางค์ชะงัก
“จะให้ผมรีบไปไหนครับคุณแม่”
วิยะดารู้ทันแม่
“ก็รีบตื่นไปรับยายณีให้ทันสอบพรุ่งนี้ไง วิเดาใจคุณแม่ถูกมั้ยคะ”
“เผงเลยลูก แม่นี่โชคดีจริงๆ มีลูกสาวก็ฉลาดสมใจ ลูกชายก็หล่อน่ารักตามใจแม่ทุกอย่าง...ไป...เดี๋ยวแม่ให้ค่านอนคนละสามพัน โอเคมั้ย”
เวทางค์ต่อรอง
“ห้าพันก็แล้วกันครับคุณแม่ เพิ่งจะสามทุ่ม มันข่มตาให้หลับยากนะครับ”
“โอเค...ห้าพัน แต่ต้องตื่นไปรับยายณีให้ทันนะ”
เวทางค์และวิยะดาพยักหน้าแล้วโผเข้ากอดและหอมแม่ ก่อนจะยอมขึ้นไปนอน ประเวทย์ส่ายหน้าระอา
“ถึงขั้นต้องจ้างกันนอน ต่อไปไม่ต้องจ้างเดิน จ้างกิน จ้างเรียน จ้างทำงานกันเหรอ”
“ก็ถ้ามันทำให้ลูกเราแต่งงานกับยายณีได้ ต่อให้ต้องจ้างกันหายใจ น้องก็จะจ้างค่ะ”
ประเวทย์เก็บงานแล้วเดินผ่านภรรยาไปอย่างละเหี่ยจิต

เช้าวันใหม่...ท้องฟ้าสดใส ย่าแดงนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่ระเบียงบ้าน กำลังให้พรดรุณีซึ่งนั่งพนมมืออยู่ที่พื้น
“ย่าขออวยพรให้แม่ณีทำข้อสอบอย่างมีสตินะลูก สติจะเป็นเครื่องกำกับให้เราใส่ใจและรอบคอบกับทุกเรื่อง อะไรที่มันเหลือบ่ากว่าแรงก็ข้ามมันไปก่อน อย่าไปคิดเค้นจนกลายเป็นเครียด ที่สำคัญที่สุด...ห้ามคิดเด็ดขาดว่าย่าตั้งความหวังไว้ที่เรา ย่าไม่เคยหวังว่าเราจะต้องสอบเข้าให้ได้ ขอแค่เราทำทุกอย่างเต็มที่เท่านั้นย่าก็ชื่นใจแล้ว โชคดีนะลูก”
ดรุณก้มกราบที่ตักคุณย่า น้ำตารื้น
“หนูจะตั้งใจทำอย่างเต็มที่ค่ะคุณย่า”
“เดี๋ยวแก้วไปตามตาเกร็งให้นะคะ”
แก้วยังไม่ทันขยับออกไป เวทางค์ก็เดินหน้าแฉล้มเข้ามา
“ไม่ต้องหรอกแก้ว...เดี๋ยวผมไปส่งแล้วก็รอรับน้องณีกลับมาเอง คุณย่าไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ”
“ถ้างั้นก็รีบไปเถอะ”ย่าแดงพยักหน้าให้

อาทิจ ลุงเกร็ง ต๊อด อึ่ง พัน เดินแบกจอบเสียมจะขึ้นไปทำงานที่แปลงกะหล่ำปลี อาทิจหันไปเห็นดอกหญ้าสีม่วง สีขาว ดอกเล็กๆ แข่งกันขึ้นพริ้วอยู่ริมทาง ชายหนุ่มแวะเข้าไปดูและอดไม่ได้ที่จะเด็ดขึ้นมาชื่นชม ก่อนจะเดินปั่นก้านเล่นมาตามทาง พันแซว
“มีเมียแล้วอารมณ์ดี๊ดีนะนายเนี่ย”
“จะอารมณ์เสียอยากเตะคนขึ้นมาก็ตอนนี้ล่ะว่ะ”
รถเวทางค์แล่นผ่านมา เวทางค์กดกระจกรถเลื่อนลง แล้วถามอาทิจกวนๆ
“ผละจากเมียก็มาทำงานเลยนะ การมุ้งก็ขยันการงานก็ไม่มีตก แรงดีจริงๆ”
อาทิจนิ่งไม่พูดอะไร ต๊อดอดไม่ได้คันปากโต้แทนนาย
“ครับ...ขยันการมุ้งแต่ไม่ได้นอนกับเมีย เพราะนายมีต๊อดนอนอยู่ข้างๆแล้วทั้งคน”
ลุงเกร็งหันไปเห็นดรุณี
“คุณหนูณีจะไปสอบใช่มั้ยครับ”
ดรุณียิ้มรับ
“จ้ะ”
อึ่งรีบบอกทุกคน
“เฮ้ย...ถ้างั้นพวกเรามาเชียร์คุณณีกันหน่อยเร้ว”
ว่าแล้วสามเกลอก็ออกมาเต้นเชียร์ลีดเดอร์ ส่ายเอว ส่ายสะโพกโบกมือ ไม่น่าเชื่อว่าจะทำพร้อมเพรียงกันได้
“คุณณีสู้ๆ คุณณีสู้ตาย คุณณีไว้ลาย สู้ตายคุณณี”
ดรุณีเริ่มจากยิ้มแล้วกลายเป็นหัวเราะขำ อาทิจมองหญิงสาว ชายหนุ่มไม่เคยเห็นผู้หญิงที่ไหนยิ้มได้บริสุทธิ์ไร้เดียงสาและหัวเราะได้เป็นธรรมชาติเท่าดรุณีมาก่อน อาทิจเผลอยิ้มเอ็นดูดรุณีออกมาโดยไม่รู้ตัว ดรุณีลงจากรถมาขอบคุณทุกคนด้วยตัวเอง อาทิจเห็นดรุณีในชุดเครื่องแบบนักเรียนมัธยมปลายเป็นครั้งแรก เธอช่างบริสุทธิ์ไร้เดียงสาซะจริง
“ขอบใจทุกคนมากนะ เชียร์กันขนาดนี้ ยังไงก็ต้องสอบติดให้ได้”
อาทิจซึ่งยืนกอดอกมองดรุณีเผลอทิ้งมือที่ถือดอกหญ้าจุ๋มจิ๋มสีม่วงลงมา เพราะมัวแต่มองหญิงสาวเพลิน ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ดรุณีพลิกตัวกลับและจะเดินขึ้นรถพอดี ดรุณีจึงเข้าใจว่าอาทิจยื่นดอกหญ้าดอกน้อยนั้นให้เธอ หญิงสาวส่งยิ้มให้
“ขอบใจนะ”
อาทิจตื่นจากภวังค์ ก้มลงมองมือตัวเองที่ดูเหมือนยื่นดอกไม้นั้นให้หญิงสาว ชายหนุ่มยิ้มเก้อ ก่อนจะกลบเกลื่อนด้วยการอวยพรและส่งดอกไม้ในมือให้ดรุณี
“โชคดีนะ”
ดรุณีพยักหน้ายิ้ม พร้อมกับรับดอกหญ้าที่อยู่ในมืออาทิจมา เวทางค์เห็นเข้าไม่พอใจรีบลงจากรถเข้ามาหาพยายามระงับอารมณ์เต็มที่
“ขึ้นรถเถอะน้องณี สายมากแล้ว”
เวทางค์แทบจะประคองดรุณีขึ้นไปนั่งในรถ ลุงเกร็งเตือนเวทางค์
“ขับดีๆนะครับคุณเว”
เวทางค์ชักสีหน้าใส่
“ฉันไม่ใช่คนขับรถ ไม่ต้องมาสั่ง”
เวทางค์สะบัดขึ้นรถ ก่อนจะขับเร่งเครื่องออกไป ทุกคนมองตามรถไปแล้วต๊อด อึ่ง พันก็หันมามองอาทิจโดยพร้อมเพรียงกัน อาทิจแก้เก้อ ด้วยการเดินนำทุกคนออกไป

ต๊อด อึ่ง พัน ขยับเข้ามาแหกปากพร้อมยักย้ายส่ายสะโพกเซิ้งแซวอาทิจเรื่องดอกหญ้าที่ให้ดรุณีกันอย่างสนุกสนาน
“นั่นดอกอะไร เสียบไว้อยู่ในรูหู้ นั่นดอกอะไรเสียบไว้อยู่ในรูหู้ ฉันอยากจะรู้ว่าดอกไม้นั้น ซ่อนกลิ่น บานเย็น หรือจะเป็นมะลิวัลย์ โอ้ดอกไม้นั้น...”
ต๊อดหันไปหาลุงเกร็ง
“อะไรต่อนะน้าเกร็ง”
ลุงเกร็งหน้าขรึมพยายามเก็ก แต่ก็เอาซะหน่อย
“ขอให้ฉันจะได้มั้ยเธอ”
สามเกลอแหกปากลั่นอย่างสะใจ
“ขอให้ฉันจะได้มั้ยเธอ...นั่นดอกอะไรเสียบไว้อยู่ในรูหู้ๆ ฉันอยากจะรู้ว่าดอกไม้นั้น ซ่อนกลิ่น บาน...”
อาทิจวางจอบในมือ แล้วเดินผละออกไป อึ่งหน้าเหวอ
“อ้าว...นาย จะไปไหนล่ะ”
“ไปเอาแทรกเตอร์ ถ้ากลับมาแล้วยังเกลี่ยหน้าดินกับถอนหญ้าพวกนี้ออกไม่หมดล่ะก็ ไม่ต้องกินข้าวกลางวันนะ”
อาทิจพูดจบก็ตีหน้าขรึมเดินออกไป พันมองหน้าอึ่ง
“เพราะเอ็งคนเดียวเลยไอ้อึ่ง ชวนข้าร้องเพลงแซวนาย แล้วเป็นไง นายโกรธเลย”
ลุงกร็งมองตามอาทิจไปแล้วเปรยเบาๆอย่างคนที่เห็นโลกมามาก
“โกรธเหรอ ไม่มั้ง”

ดรุณีเดินมองหาเวทางค์มามุมหนึ่งในโรงเรียนที่เธอสอบสักครู่หญิงสาวก็ต้องตกใจเมื่อเวทางค์กระโดดเข้ามายืนข้างๆพร้อมกับยื่นดอกไม้ฝรั่งจ๋าช่อโตให้
“แด่ความสำเร็จของน้องณีครับ”
ดรุณีรับช่อดอกไม้มา
“ขอบคุณมากค่ะ แต่...พี่เวรู้ได้ยังไงว่าณีประสบความสำเร็จ”
“สังเกตจากหน้าตาท่าทางพี่ก็รู้ น้องณีทำข้อสอบได้แน่ๆ ไปฉลองกัน พี่เลี้ยงเองดรุณี”
“ฉลองอะไรกันคะพี่เว จะออกหัวออกก้อยยังไม่รู้เลย รีบกลับดีกว่าค่ะ ณีอยากกลับไปเตรียมตัวสำหรับวันพรุ่งนี้”
เวทางค์ผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ตามใจพาดรุณีเดินขึ้นรถไป

บ่ายวันนั้น ย่าแดงตรวจดูบัญชีรายจ่ายที่อาทิจทำมาให้ดู อาทิจนั่งอยู่ที่พื้นมองอยู่
“เรียบร้อยดี แล้วพ่อต้องการเงินไปซื้ออะไรเพิ่มอีกรึเปล่า”
“ไม่มีอะไรแล้วครับคุณย่า ปุ๋ยก็ทำเองแล้ว น้ำสมุนไพรสำหรับฉีดฆ่าแมลงก็เตรียมไว้แล้ว ถ้าบัญชีเรียบร้อย ผมก็ขออนุญาตไปทำงานต่อนะครับ”
แก้วถือถาดใส่น้ำสตรอเบอรี่ปั่นประดับด้วยใบสะระแหน่เข้ามา 2 แก้ว
“ก่อนไปชิมน้ำสตรอเบอรี่ปั่นสูตรใหม่ของน้าแก้วก่อนนะคะ จะได้ชื่นใจ”
แก้วส่งน้ำสตรอเบอรี่ปั่นให้ย่าแดงและอาทิจ
“ขอบคุณมากครับน้าแก้ว”
อาทิจกำลังจะยกน้ำปั่นขึ้นจิบ แต่แล้วชายหนุ่มก็ชะงักเมื่อเห็น...ดรุณีถือดอกไม้ช่อใหญ่เข้ามาพร้อมกับเวทางค์ ดรุณียกมือไหว้ย่าแดงแล้วยิ้มร่า
“คุณย่าขา”
“เป็นยังไงเรา ทำข้อสอบได้มั้ยลูก”
“ได้ทำค่ะ แต่ไม่รู้ว่าอาจารย์ที่ตรวจข้อสอบจะเห็นว่าหนูทำได้มั้ยนะคะ”
เวทางค์สบโอกาสปล่อยหมัดใส่อาทิจทันที
“ดอกไม้สวยมั้ยครับคุณย่า ผมซื้อให้น้องณีเอง น้องณีชอบมากเลยครับ”
ดรุณีชื่นชม
“หอมๆทั้งนั้นเลยค่ะคุณย่า ดมแล้วสดชื่น”
เวทางค์ยิ้มปลื้ม
“ถ้าน้องณีชอบ พี่เอามาปลูกให้ที่นี่เอามั้ย”
อาทิจบอกไม่ถูกว่าทำไมถึงไม่อยากได้ยินและไม่อยากอยู่ตรงนั้น ชายหนุ่มรีบขอตัวออกมา
“ผมขอตัวก่อนไปทำงานก่อนนะครับคุณย่า”
อาทิจเดินออกไป เวทางค์ใช้หางตามองตาม แล้วยิ้มเล็กๆอย่างสะใจ ก่อนจะคิดอะไรบางอย่าง
“ผมก็ต้องขอตัวเหมือนกันครับคุณย่า รับปากคุณแม่ไว้ว่าจะไปรับน่ะครับ”
เวทางค์รีบเดินออกไป แก้วหันมามองแก้วสตรอเบอรี่ปั่น
“เลยไม่ได้กินน้ำเลย...คุณอาทิจ”
“เขาจะรีบไปไหนของเขาคะคุณย่า”
“ไปลงปุ๋ย พี่เขาจะปลูกกะหล่ำปลีแล้ว”
“เหรอคะ ปลูกตรงไหนล่ะ”
แก้วหันมาบอก
“ก็เนินที่คุณณีชอบไปวิ่งให้น้าแก้วไล่ตามตั้งแต่เด็กๆไงคะ”
ดรุณีตะลึง
“อะไรนะ”
อาทิจเดินหน้าขรึมจ้ำมาตามทาง ชายหนุ่มหันไปมองดอกหญ้าที่ขึ้นอยู่ข้างทางแล้วหยุดถอนใจก่อนจะเปรยขึ้นโดยไม่รู้ตัว

“ดอกหญ้าจะมีค่าอะไร ดอกก็เล็กกลิ่นก็ไม่หอม จะทำให้ใครสดชื่นได้ยังไง”
เวทางค์ขับรถผ่านมาจริงๆแล้วตามอาทิจมา ชายหนุ่มกดเลื่อนกระจกรถลง
“ยืนดมดอกหญ้ารึไง...ไอ้น้อง”
อาทิจหันไปมอง เวทางค์ยิ้มหยัน
“ระวังจะได้แต่กลิ่นฉี่หมานะ เห็นมีแต่หมาเท่านั้นล่ะที่ชอบดอกหญ้าพวกนั้น”
เวทางค์ส่งยิ้มกวนอารมณ์ให้อาทิจ ก่อนจะเลื่อนกระจกขึ้นแล้วขับรถออกไป อาทิจยืนนิ่ง อาจจะจริงอย่างที่เวทางค์พูด มีแต่หมาเท่านั้นที่ชอบดอกหญ้าพวกนี้ ชายหนุ่มนิ่งอยู่เพียงครู่เดียวก็ไล่ความรู้สึกทุกอย่างออกไปจากใจ ก่อนจะเดินจากไปอย่างมุ่งมั่นกับงานที่รออยู่ข้างหน้า

อาทิจกำลังเอาปุ๋ยคอกลงดินที่ขุดปรับพื้นที่เรียบร้อยแล้วท่ามกลางแดดจัดกับต๊อด อึ่ง พัน สักครู่ ดรุณีวิ่งแจ้นขึ้นเนินมาทั้งชุดนักเรียน อึ่งหันมาเห็น
“มาแล้วครับนักเรียนน้อย...ตามมาขอดอกหญ้าอีกแหง”
“สงสัยอยากจะได้จัด หน้าตาท่าทางจริงจังมากเลยวุ้ย”
ดรุณีพุ่งเข้ามาหาอาทิจอย่างแค้นใจ
“ทำไมนายไม่ทำตามสัญญา”
อาทิจ รวมทั้งต๊อด อึ่ง พัน พร้อมใจกันอึ้ง อาทิจงงๆ
“เรื่องอะไรครับ”
“นายเคยสัญญากับฉันแล้วใช่มั้ยว่านายจะไม่แย่งของของฉัน”
อาทิจงงหนักขึ้นไปอีก
“ผมไปแย่งอะไรจากคุณ”
“ที่นี่เป็นที่ที่ฉันวิ่งเล่นมาตั้งแต่เด็ก แล้วจู่ๆนายจะเอาไปปลูกผักของนายได้ยังไง”
“ผักของเราทุกคนครับ ไม่ใช่ของผมคนเดียว”
“ก็นั่นแหละ นายจะทำตรงไหนก็ไปทำสิ ทำไมต้องมาทำในที่ที่ฉันรักด้วย ฉันเคยบอกนายแล้วไม่ใช่เหรอว่า นี่มันที่ของฉัน”
ย่าแดงเดินเข้ามา
“เราจะเก็บที่ตรงนี้ไปทำอะไรล่ะแม่ณี ไหนว่ามาซิ ถ้ามีเหตุผลพอ ย่าจะให้พ่ออาทิจย้ายไปปลูกที่อื่นแทน”
ดรุณีสะอึกพยายามเรียบเรียงคำพูด
“ที่นี่...เป็นที่ที่เป็นความทรงจำของหนูกับคุณย่า”
“ย่ากลับคิดว่าทุกที่ ที่หนูกับย่าเหยียบย่างไป มันคือที่ที่เป็นความทรงจำทั้งหมดของเรานะ ไม่ใช่แค่ที่นี่เพียงที่เดียว”
ดรุณีจุกขึ้นมาถึงยอดอก
“แต่...ที่นี่สำคัญมากสำหรับหนู ทุกครั้งที่คุณย่าออกไปข้างนอก หนูจะมายืนรอคุณย่าที่นี่...มันเป็นที่ที่ทำให้หนูเห็นคุณย่ากลับมา”
“เราจะเก็บภูเขาทั้งลูกเอาไว้ เพื่อมองใครเพียงคนเดียวกลับมาหาเราอย่างนั้นหรือ แล้วถ้าวันไหนย่าไม่กลับมาล่ะ”
ดรุณีน้ำตาคลอ
“หนูรู้นี่คะว่า คุณย่าต้องกลับมาหาหนู”
“แม่ณี...ย่าไม่ได้อยู่ค้ำฟ้าได้นะลูก ไม่มีใครอยู่กับเราไปจนตายได้หรอก ยังไงย่าก็ต้องตาย เราทุกคนต้องตาย อยู่ที่ว่าแม่ณีอยากให้ย่าตายแล้วหายไปจากโลกนี้หรืออยากจะให้มีคนพูดถึงย่าในแง่ดีบ้างเท่านั้นเอง”
“คุณย่าคะ”
“พี่เขาปลูกผัก มันเป็นงานที่เป็นประโยชน์ต่อคนหมู่มาก ทั้งคนงาน พ่อค้าแม่ค้าที่มาซื้อ แล้วก็คนกิน ถ้าคนกินแล้วติดใจรสชาติ เขาก็อาจจะตามมาเที่ยวมาถามหาว่า แปลงกะหล่ำปลีของคุณย่าอยู่ที่ไหน เห็นมั้ย...ไม่ว่าย่าจะอยู่หรือตายก็ยังมีคนจดจำถามถึง”
อาทิจตัดใจ
“คุณย่าครับ ถ้าคุณณีไม่สบายใจ ผมว่า...”
ย่าแดงหันไปอบรมดรุณีต่อ
“ย่าเลี้ยงแม่ณี สอนให้รู้จักช่วยเหลือตัวเองเป็นทุกอย่างเพราะอยากให้แม่ณีโตและยืนบนลำแข้งของตัวเองให้ได้ ถ้าแม่ณียังเป็นลูกแหง่อยู่อย่างนี้ ย่าคงต้องพิจารณาตัวเองว่าเลี้ยงเรามาไม่ดีพอ”
ดรุณียกมือไหว้น้ำตาหยดแหมะ
“คุณย่าคะ หนูขอโทษ”
อาทิจไม่สบายใจ
“ผมว่าผม...ย้ายแปลงปลูกก็ได้นะครับ จะได้สบายใจกันทุกฝ่าย”
ดรุณีเสียงแข็งใส่
“ไม่ต้อง นายจะปลูกให้เต็มเนินไปกี่ลูกก็ตามใจ ต่อไปนี้ฉันจะไม่ว่าอะไรนายแล้ว”
ย่าแดงถอนใจ
“ย่าอยากให้แม่ณีเข้าใจเรื่องนี้ด้วยหัวใจและเหตุผล เพราะมันจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าเราต้องฝืนใจทำอะไรเพื่อใคร โดยที่เราไม่เข้าใจ”
ดรุณีเช็ดน้ำตา
“หนูเข้าใจค่ะคุณย่า หนูผิดที่คิดอะไรเป็นเด็กๆ หนูขอโทษ”
“แม่ณีต้องก้าวข้ามการเป็นเด็กติดย่า ไปเป็นผู้ใหญ่ที่อยู่ในโลกของความเป็นจริงให้ได้ หมดเวลาที่เราจะคิดน้อยใจอะไรเป็นเด็กๆแล้ว จะเหลือก็แต่เวลาที่เราจะต้องร่วมมือกับพี่เขา สานต่องานที่สวนที่ไร่นี้ต่อไปเท่านั้น เข้าใจมั้ยลูก”
ดรุณีแข็งขันขึ้นทันใด
“ค่ะ”
ย่าแดงลูบหัวดรุณีอย่างรักและเอ็นดู ในขณะที่อาทิจและสามเกลอพากันโล่งอก สักครู่ลุงเกร็งวิ่งหอบแฮกเข้ามา
“คุณย่า...คุณณี อยู่กันพร้อมหน้าเลย”
พันหันไปถามอย่างสงสัย
“มีอะไรรึเปล่าน้าเกร็ง”
“ก็แม่ทองประศรีน่ะสิ ตอนนี้หอบข้าวของเข้าไปที่บ้านคุณอาทิจแล้ว”
ย่าแดงตกใจหันไปหาอาทิจ
“ไปดูหน่อยมั้ยพ่อ”
อาทิจเหนื่อยใจอย่างหนัก
“ไม่ครับ ยังไม่หมดเวลางาน”
อาทิจก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ ย่าแดง ดรุณี ลุงเกร็งและสามเกลอหันไปมองอาทิจอย่างเห็นใจ

สิงห์ทองกับคำมากำลังช่วยทองประศรีขนกระเป๋าเสื้อผ้าและเครื่องครัว อันประกอบด้วยหม้อไห กระทะซึ่งบุบบี้และไหม้ดำ รวมไปจนถึงกะปิน้ำปลาและอื่นๆ คำมาหันไปสั่งลูก
“เอ้า...นังศรี เอากระเป๋าเข้าไปเก็บในห้องผัวเอ็งเลย”
“จ้ะแม่”
ทองประศรีหิ้วกระเป๋าเข้าไปเก็บ
“ถ้วยชามลามไหก็วางๆไว้หน้าบ้านนี่ล่ะตาสิงห์...อีนังคุณย่านี่มันงกจริงๆ ผัวนังหนูมันเป็นหลานแท้ๆ ไล่ให้มาอยู่กระท่อมโกโรโกโสอย่างนี้ได้”
“เอาน่า...นังหนูมันผลิตเหลนให้เมื่อไหร่ ขี้คร้านจะเอาเทียบมาเชิญให้ขึ้นไปนอนบนเรือน อดใจสักแปดเก้าเดือน นังหนูมันไวไฟจะตาย เปิดปุ๊บติดปั๊บรับรอง”
ตุ๊แอบเปรยๆ
“จะได้เปิดรึเปล่าก็ไม่รู้ โม้อยู่ได้...เหม็นขี้ฟัน”
ทองประศรีโผล่มายืนข้างๆเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
“เหม็นอะไรนะพี่ตุ๊”
ตุ๊ตกใจ
“เหม็น...เอ่อ...” ตุ๊แกล้งทำจมูกฟุดฟิดแล้วหันมาดมผมทองประศรี “หือ...หัวน้องศรีนี่เอง เหม็นหืนจัง สระบ้างรึเปล่าเนี่ย”
ทองประศรีวิตกจริต
“ฉันสระทุกวันนะพี่ตุ๊”
“เย็นนี้สระมัน 3 รอบเลย คุณอาทิจเขาชอบผู้หญิงผมหอม”
คำมาเสริม
“ไม่ใช่แค่หัวนะ เนื้อตัวก็เอาสบู่ถูให้มันสะอาดๆล่ะ”
“ไม่ต้องห่วงจ้ะแม่ ฉันจะถูๆๆ ขัดๆๆ ให้คุณอาทิจอยากจะดมไปทุกซอกทุกมุมเลย”
สิงห์ทองกับคำมา ยิ้มชอบใจในความคิดของลูก ในขณะที่ตุ๊ทำหน้าเพลีย พ่อแม่ ลูก เว่อร์สูสีกัน

อาทิจ ลุงเกร็ง ต๊อด อึ่ง พัน แบกจอบเสียมและถุงปุ๋ยเดินลงเนินมา ต๊อดเห็นอาทิจเงียบไปเลยพยายามพูดฉุดอารมณ์เจ้านาย
“ตื่นเต้นมั้ยนาย เมียมานอนให้กอดแก้หนาวถึงบ้านแล้วอะ”
อึ่งแซว
“รับรองนายอุ่นอกอุ่นใจทั้งคืนแน่ เพราะแม่ทองโตน่ะ ของเขามโหฬารเหลื๊อเกิน”
อาทิจยังคงตีหน้าขรึม
“แน่...ทำขรึม”
อาทิจขึ้นรถกะบะที่จอดไว้ปลายเนิน ก่อนจะขับออกไปทันที ต๊อดหน้าเหวอ
“อ้าว...แล้วพวกเราล่ะนาย เดี๋ยวรอก่อน นาย...นาย”
“เป็นไง...ปากเก่งกันดีนัก กว่าจะกลับถึงบ้านคงได้นอนหยอดข้าวกันเลยล่ะทีนี้”
ลุงเกร็งส่ายหน้าระอาสามเกลอในขณะที่ ทั้งสามเดินตามลุงเกร็งไปแบบเข่าอ่อน คอตก ไขข้อย้วยล่วงหน้า
“คงได้กินปลาร้าสมใจล่ะทีนี้ ตอนกลับเข้าบ้าน ได้กลิ่นน้ำพริกปลาร้าโชยมาแต่ไกล”
ดรุณีประชด
“ทองประศรีเขาคงทำเตรียมไว้ต้อนรับนายอาทิจนั่นล่ะค่ะ”
แก้วเปรยๆ
“น้ำพริกปลาร้าบ้านนี้ก็มี น้าแก้วอุตส่าห์ทำไว้ให้คุณอาทิจเหมือนกัน”
อาทิจเดินเข้ามา
“ถ้าอย่างนั้น...ผมขอฝากท้องกับที่นี่อีกสักวันนะครับ”
ทุกคนเงยหน้าขึ้นมามองอาทิจ

แก้วจัดแจงวางจานกับข้าวลงบนโต๊ะ ซึ่งย่าแดงกับดรุณีนั่งประจำที่อยู่แล้ว
“น่าสงสารคุณอาทิจ ป่านนี้โดนยายทองประศรีปู้ยี้ปู้ยำไปแล้วก็ไม่รู้”
“สงสาร แต่ก็ต้องทำใจ ยังไงเขาก็แต่งงานกันไปแล้ว”
แก้วหนักใจ
“แต่ถ้าอยู่กันคนละบ้าน คุณอาทิจก็ไม่ต้องเสี่ยงกับการถูกปล้ำนะคะ คุณย่าไม่น่าอนุญาตให้แม่นั่นมาอยู่ที่นี่เลย”
“ไม่อนุญาตไม่ได้หรอก ไม่อย่างนั้นเขาก็จะหยิบเรื่องรังเกียจ เรื่องชนชั้นขึ้นมาพูดกันอีก บอกตามตรงว่าฉันรำคาญ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยจะแยกว่าใครจนใครรวย เพราะทุกคนก็เป็นคนด้วยกันทั้งนั้น จะแยกก็เฉพาะคนดีกับคนชั่วนั่นล่ะ”
“คุณอาทิจเป็นคนดี เราจะปล่อยให้คนดีๆไปอยู่กับคนชั่ว เอ๊ย...คนไม่ดีได้ยังไงคะ”
ดรุณีขัดขึ้น
“ถ้าเขาดีจริง เขาก็ต้องเปลี่ยนนิสัยเมียตัวเองให้ดีตามไปด้วยสิคะ น้าแก้วอย่าคิดมากเลยค่ะ เขาอาจจะกำลังนั่งป้อนข้าวป้อนน้ำมีความสุขกันอยู่ก็ได้”
ย่าแดงถอนใจ
 
อ่านต่อหน้า 4




ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 8(ต่อ) 
 
 
ทองประศรีขยับมาผัดหน้านวลผ่องที่กระจกซึ่งแขวนไว้ที่ข้างฝา ก่อนจะหยิบน้ำหอมราคาถูกขึ้นมาฉีดที่ซอกคอ ปลดกระดุมอีกเม็ดก่อนจะแหวะอกโชว์เนินนมที่บวมตุ่ย ล้นทะลุเสื้อออกมา หญิงสาวจัดการตัวเองเสร็จเรียบร้อย ก็เดินออกไปเปิดฝาชีที่ครอบกับข้าวซึ่งวางอยู่บนถาดที่ระเบียง พร้อมประดิษฐ์ท่าและเสียงเป็นกุลสตรีอ่อนหวาน
 
“วันนี้ศรีทำน้ำพริกปลาร้าของโปรดของพี่ กินกับผักสด ปลาทอด ไข่ต้ม แล้วก็แกงผักหวานจ้ะ พี่กินเยอะๆนะจ๊ะ”
ทองประศรีหัวเราะคิ๊กคัก เมื่อนึกถึงหน้าอาทิจที่ส่งตาหวานเชื่อมให้ตัวเอง
“อู๊ย...แค่คิดก็สยิวแล้ว อยากเห็นหน้า อยากกอด อยากหอม อยากฟัด อื้ม...พูดแล้วหมั่นเขี้ยว เมื่อไหร่จะกลับมาสักทีนะ”
ขาดคำ เสียงท้องก็ร้องดังจ๊อก จ๊อกขึ้นมา ทองประศรีเอามือลูบท้อง
“ทนหิวอีกนิดนะคะลูกขา รอคุณพ่อกลับมาก่อนนะคะ”
ทองประศรีชม้ายตา แล้วชะเง้อมองไปทางหน้าบ้านอย่างมีความหวัง

แก้วยกถาดใส่ผลไม้มาวางที่โต๊ะที่ระเบียง อาทิจเดินออกมาจากห้องด้านในพร้อมย่าแดงและดรุณี
“ผลไม้ค่า”
“ขอบคุณครับ กับข้าวอร่อยมากครับน้าแก้ว”
“อร่อย...ก็ต้องมากินที่นี่ทุกวันสิคะ”
ดรุณีขัดขึ้น
“ทำอย่างนั้นได้ยังไงคะน้าแก้ว เขามีครอบครัวแล้ว เขาก็ต้องกินกับครอบครัวเขา”
“คุณณีคงสบายใจที่ไม่ต้องเทียวไปตามผมมากินข้าวที่นี่อีก”
ดรุณีพูดไม่ออกเมื่อเห็นสีหน้าและแววตาสลดของอาทิจ
“ผมขอตัวกลับก่อนนะครับคุณย่า พรุ่งนี้ยังมีงานต้องทำอีกเยอะ”
แก้วสวนทันที
“นอนซะทีนี่เลยสิคะ แปลงกะหล่ำอยู่ใกล้ที่นี่มากกว่าที่บ้าน คุณอาทิจจะได้มีเวลาพักผ่อนนานๆ เดี๋ยวน้าแก้วไปจัดที่นอนให้ค่ะ”
แก้วเดินออกไป อาทิจรีบบอก
“ไม่ต้องหรอกครับน้าแก้ว รบกวนเปล่าๆ”
“แต่...”
อาทิจรู้ว่าแก้วเป็นห่วงเรื่องทองประศรี
“ผมจะรักษาตัวให้รอดครับ”
ดรุณีเปรย
“ทำอย่างกับจะไปออกรบกันเลยนะคะ”
แก้วทำหน้าสยอง
“มันเสียวไส้ยิ่งกว่าเห็นคุณอาทิจไปรบอีกค่ะ”
ย่าแดงหนักใจ
“จะหลบไปไหนหรือพ่อ ถ้าฝ่ายนั้นเขาไม่ยอม ตามมาตอแยเราทั้งคืนล่ะ”
“เขาคงไม่กล้าฉุดผมหรอกมั้งครับ”
ย่าแดงยิ้ม
“เออ...ถ้าโดนฉุดขึ้นมาล่ะก็ ร้องให้มันดังๆนะ ย่าจะส่งคนไปช่วย”
ดรุณีคิดตามแล้วต่อมจินตนาการของเจ้าหล่อนก็เริ่มทำงานทันที...ในความคิดดรุณีเห็นอาทิจเดินมาตามทาง จู่ๆ ทองประศรีซึ่งสวมชุดและหมวกคาวบอยก็พุ่งออกมาจากข้างทาง แถมควงปืนและแสดงสีหน้าท่าทางเหมือนพวกจอมโจรที่แอบมาดักฉุดผู้หญิงในยุคไอ้เสือบุก อาทิจเห็นทองประศรีแล้วทำท่าตกใจเว่อร์ ก่อนจะวิ่งหนี ทองประศรียิงปืนขึ้นฟ้า แล้ววิ่งตามมายื้อยุดฉุดแขน โดยที่อาทิจดิ้นแต๋วแตกเป็นนางเอกหนังไทยยุค16 มม. ไปมา

ดรุณีหัวเราะตัวงอ ท้องคัดท้องแข็งกับภาพในจินตนาการเวิ่นเว่อร์ของตัวเอง สักครู่เสียงหัวเราะก็ขาดผึง เมื่อหญิงสาวหันมามองหน้าทุกคน อาทิจ ย่าแดง แก้ว ยืนมองดรุณีอย่างงงสุดขีดกับอาการหัวเราะไม่บันยะบันยังของหญิงสาว ดรุณียิ้มแหยใส่ทุกคน แต่เมื่อหันไปสบตาอาทิจหญิงสาวก็อดที่จะหัวเราะขำต่อไม่ได้ อาทิจมองดรุณีอารมณ์ เฮ้อ...ถ้าจะอ่านหนังสือมากไป หรือไม่ก็ทำข้อสอบจนเพี้ยนแน่เลยแม่คุณเอ๊ย

ค่ำนั้น ต๊อดนอนกระดิกเท้าอยู่ที่พื้นระเบียงหน้าห้องพักคนงาน ไพฑูรย์เดินเข้ามา
“ไง...ไอ้ต๊อด เมียตัวจริงเขามาแล้ว เลยโดนเขี่ยกระเด็นกลับมานอนนี่งั้นสิ”
“ไม่ได้โดนเขี่ย ฉันกลับมาเอง ใครจะกล้าไปนอนเป็นก้างขวางนาย ถ้าแค่แอบดูก็ว่าไปอย่าง”
“พนันกันมั้ยวะว่าคืนนี้นายอาทิจจะขึ้นชกสักกี่ยก”
ลุงเกร็งนั่งกินยาดองอยู่กับอึ่งและพันอีกมุม ได้ยินก็ไม่พอใจนัก
“เฮ้ย...จะนินทาอะไรก็ให้ระวังบ้างนะเว้ย คุณอาทิจน่ะเจ้านายพวกเรานะ”
ไพฑูรย์ยิ้มๆ
“แหม...น้าเกร็งก็ เรื่องในมุ้งน่ะเรื่องธรรมดาจะตาย มันก็เหมือนกับกินข้าวนั่นล่ะ”
พันขัดขึ้น
“แต่คนธรรมดาเขากิน 3 นอน 1ก็เหลือแหล่ ไม่มีใครเกินธรรมดาอย่างพี่ฑูรนี่”
อึ่งมองไพฑูรย์
“กิน 3 นอน 4 มันมากไป หมอเขาว่าอายุจะสั้นเอานะ”
“ไอ้อึ่ง นี่เอ็งแช่งข้าเหรอ”
ไพฑูรย์จะเข้ามาเตะ อึ่งยกมือห้าม
“เก็บแรงเอาไว้เปิดโรงคืนนี้ดีกว่าน่า ป่านนี้นางเอกไม่คอยเงกแล้วเหรอ”
ต๊อดแซว
“เดี๋ยวเถอะ...เดี๋ยวได้โดนจัดหนักไม่ใช่น้อย”
ไพฑูรย์นึกขึ้นได้
“เออว่ะ” ไพฑูรย์วิ่งออกไปแล้วชะงัก “แล้วจะมีใครตามไปดูรึเปล่าวะ”
ลุงเกร็งตัดรำคาญ
“เออ...แล้วจะตามไป”
ไพฑูรย์รีบวิ่งออกไป ต๊อดเบ้หน้า
“ใครจะไปดูวะ โรงก็ผุ พระนางก็หง่อม ไปดูโรงใหม่ดีกว่า”
ต๊อด อึ่ง พัน หัวเราะชอบใจ อาทิจเดินเข้ามาทางด้านหลัง
“ไอ้ต๊อด”
“ว้าย...นาย มาทำไมเนี่ย ว่าจะตามไปแอบดู เอ๊ย ตามไปขนของกลับมานี่พอดีเลย”
อาทิจเสียงเข้ม
“งั้นก็รีบไปขน”
ต๊อดยิ้มๆ
“แหนะ...ใจร้อนซะด้วย”
“ของของฉันนะ ขนออกมาให้หมดเลย ฉันจะนอนที่นี่”
“อ้าว”
ทุกคนมองอาทิจด้วยอาการงวยงง

ทองประศรีกินข้าวซัดเอาๆยังกับน้องผู้หิวโหย สักครู่หญิงสาวได้ยินเสียงคนเดินที่ระเบียงเลยรีบเช็ดปาก แล้วมายืนแนบฝาบ้านเตรียมจ๊ะเอ๋อาทิจ ต๊อดเปิดประตูย่องเข้ามาในบ้าน ทองประศรีโผเข้าไปกอดด้านหลังต๊อดแน่น หลับตาพริ้มอย่างมีความสุข ตอนแรกต๊อดก็ดีดดิ้น แต่สักพักก็ชักเคลิ้ม ปล่อยเลยตามเลย ตอนแรกทองประศรีก็หมั่นเขี้ยว กอดเอา ฟัดเอา แต่สักครู่ก็ต้องชะงัก เพราะรู้สึกถึงสัมผัสของกล้ามเนื้อที่ย้วยยวบยาบ สุดท้ายหญิงสาวอดสงสัยไม่ได้เลยลืมตาขึ้น
“อ๊าย...ไอ้ต๊อด”
“ก็ใช่น่ะสิ มากอดอยู่ได้ อึดอัดนะเนี่ย”
“นี่มันบ้านของฉันกับพี่เขา แกสะเออะเข้ามาทำไม”
“คุณย่าใช้ให้ฉันมานอนเป็นเพื่อนนายตั้งแต่วันแรกที่นายมาอยู่นี่ แต่ในเมื่อน้องทองโตมาแล้ว พี่ต๊อดก็อุตส่าห์มาย้ายของออก น้องทองโตจะได้อยู่กับนายสองต่อสอง ไม่ดีเหรอหรือจะอยู่กันแบบเราสามคน เออ...ดีเหมือนกัน ง่วงแล้วด้วย”
ต๊อดล้มตัวลงนอนทันที ทองประศรีกระชากต๊อดขึ้นมา
“รีบเก็บของของแกออกไปให้พ้นๆบ้านเดี๋ยวนี้เลย แล้วไม่ต้องโผล่มาให้เห็นหน้าอีก เข้าใจมั้ย”
“เออ...ไม่ต้องไล่หรอกน่า จะเก็บให้หมดไม่เหลือสักชิ้นเลย”
ต๊อดเดินไปหยิบผ้าขาวม้าที่พาดตากอยู่บนราว ทองประศรีมองๆ
“ของผัวฉันรึเปล่า”
“นายจะใช้ผ้าข้าวม้าปะแล้วปะอีกแบบนี้เหรอ คิดซะบ้างสิ”
ต๊อดรีบหยิบกระเป๋าใส่เสื้อผ้าของอาทิจซึ่งวางอยู่ที่ชั้นล่างสุดขึ้น แล้วรีบยัดเสื้อผ้าที่พับวางเรียบร้อยบนชั้นด้านบนยัดใส่กระเป๋า
“เสื้อผ้าพวกนั้น...”
ต๊อดหน้าตายมาก
“ของพี่ต๊อด ของนายพับอยู่ที่พื้นโน่น นายยกชั้นนี่ให้พี่ต๊อดเพราะนายเป็นคนติดดิน นายชอบวางเสื้อผ้าที่พื้นจะได้หยิบง่ายๆ”
ต๊อดคว้ากระเป๋า แล้วเดินไปหยิบแคนซึ่งวางอยู่มุมหนึ่งติดมือมา ก่อนจะเหล่ไปมองทองประศรี
“ไม่ต้องสงสัยเลย แคนนี่ก็ของพี่ต๊อด นายเขาคนเมืองจะเป่าแคนได้ไง คิดสิคิด”
ต๊อดเอ็ดใส่ทองประศรีแล้วหันไปเห็นรูปอาทิจกับครอบครัวซึ่งวางอยู่ที่หัวเตียงเลยต้องเป็นฝ่ายคิดซะเอง...จะเอาไปยังไงดี แล้วสักครู่...ชายหนุ่มก็ร้องลั่นพร้อมกับชี้ไปที่เพดานด้านหนึ่ง
“เฮ้ย...ตุ๊กแก!”
ทองประศรีมองตาม ต๊อดรีบหยิบรูปถ่ายอาทิจใส่กระเป๋าทันที ทองประศรีหันมา
“ไหนวะ”
“ก็รอสักพักสิจ๊ะ ตุ๊กแกมันโผล่มาเมื่อไหร่ น้องทองโตก็ได้อ้อนออเซาะกอดนายจนหนำใจเองแหละ ไปนะ”
ต๊อดแทบจะวิ่งออกไป
“อันที่จริงก็กลัวนะ แต่ถ้ามันทำให้ได้กอดคุณอาทิจล่ะก็...” ทองประศรีทำก๋า “โผล่ออกมาสิวะ”
ทองประศรียืนจังก้าท้าทายตุ๊กแก

ดรุณีหยิบตำราขึ้นมาอ่าน หญิงสาวพลิกไปหน้าที่เอาดอกหญ้าทับไว้ ดอกหญ้าหล่นลงมาที่ตักหญิงสาวหยิบขึ้นมาแล้วเสียบไว้ในหนังสือตามเดิม แก้วนั่งไม่ติด

“คุณอาทิจจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้”
ย่าแดงซึ่งนั่งอ่านหนังสือเกี่ยวกับการทำเกษตรยุคใหม่ หันไปหยิบหนังสือธรรมะส่งให้แก้ว
“เอาไปอ่านไป เผื่อจะสงบสติอารมณ์ได้บ้าง”
แก้วยิ้มแหยก่อนจะยกมือไหว้แล้วเอื้อมมือไปรับหนังสือมาจากย่าแดง เสียงแคนแว่วมาแต่ไกล
“ทุกอย่างคงลงเอยด้วยดีแล้วมั้งคะ ลุกขึ้นมาเป่าแคนได้แบบนี้”
ทุกคนหันไปยังที่มาของเสียง พยายามคิดอย่างดรุณี

อาทิจนั่งพิงต้นไม้เป่าแคนเป็นเพลงช้าเศร้าๆ เพราะคิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อแม่และน้องๆ ลุงเกร็ง ต๊อด อึ่ง พัน นั่งล้อมวงฟังแล้วมองหน้ากันอย่างกร่อยๆ ตลกไม่ออกกันเลยทีเดียว
แก้วถอนใจเฮือกใหญ่ แล้วหันมาเปรยกับคุณย่า
“คงไม่ลงเอยด้วยดีหรอกค่ะ ฟังสิคะ เพลงมันออกจะเศร้าปานนั้น ไม่รู้ว่าคุณอาทิจคิดอะไรอยู่นะคะ”
คุณย่าแอบถอนใจ ในขณะที่ดรุณีแอบเปิดหนังสือหน้าที่เอาดอกหญ้าคั่นไว้ หญิงสาวหยิบดอกหญ้าขึ้นมาถือไว้ในมือ อยากจะอ่านใจคนให้ได้เหลือเกินว่า เขากำลังคิดอะไรอยู่หนอ

เช้าวันใหม่...ดรุณีในชุดนักเรียนยกมือไหว้ย่าแดง โดยมีแก้วยิ้มปลื้มอยู่ข้างๆและเวทางค์มาทำหน้าที่สารถีเช่นเคย
“ตั้งสติดีๆนะลูกนะ”
“ค่ะ...หนูไปนะคะคุณย่า”
ดรุณียกมือไหว้ เวทางค์ยกมือไหว้คุณย่าเช่นกัน
“ผมไปนะครับ”
ดรุณีเดินตามเวทางค์มาที่รถ แล้วทั้งคู่ก็ต้องชะงักหันกลับไปเมื่อได้ยินเสียงทองประศรีแจ๋อยู่ด้านหลัง
“คุณอาทิจอยู่นี่รึเปล่ารึเปล่าคะคุณย่า”
แก้วตอบทันที
“ไม่อยู่”
ทองประศรีถลึงตาใส่
“ฉันถามคุณย่า”
แก้วไม่พอใจ
“จะคุณย่า หรือจะมดจะปลวกที่ไหนก็ต้องตอบเหมือนกันว่า ไม่อยู่”
ทองประศรีหงุดหงิด
“แล้วพี่เขาไปอยู่ไหน เมื่อคืนไม่ได้กลับไปนอนที่บ้านทั้งคืน”
แก้วฮิฮะในใจ
“แล้วฉันจะรู้มั้ย”
ทองประศรีหันไปหาย่าแดง
“หนูจะไปตามพี่เขาได้ที่ไหนคะคุณย่า”
แก้วตอบแทนอีก
“หนูก็เดินหาเอาสิจ๊ะ ที่ของคุณย่ามีแค่พันกว่าไร่แค่นั้นเอง เดี๋ยวก็เจอ”
ทองประศรีแค้นใจ
“คุณย่าเก็บพี่เขาไว้ใช่มั้ย อย่างนี้มันกีดกันผัวเมียไม่ให้อยู่ด้วยกันชัดๆ”
ย่าแดงไม่พอใจ
“พ่ออาทิจเขาไม่ใช่สัตว์เลี้ยง ที่ฉันจะจับเข้าไปขังในกรงได้นะแม่ทองประศรี เขาเป็นคนมีหัวจิตหัวใจ ถึงเขาจะถูกขังแต่ถ้าเขาอยากจะออกมาหาเธอ ไม่ว่าฉันหรือใครก็รั้งเขาไว้ไม่ได้ แต่ถ้าเขาไม่อยากไป ไม่ว่าฉันหรือใครก็ไปบังคับเขาไม่ได้เหมือนกัน”
แก้วจ้องหน้าทองประศรีอย่างชิงชัง
“ทีหลังจะพูดจากับใครก็หัดมีกาลเทศะซะบ้าง คุณย่าเป็นเจ้าของที่นี่ รวมทั้งบ้าน
ที่หล่อนมาอาศัยอยู่ด้วย อย่าพูดหรือแสดงกิริยาก้าวร้าวใส่ท่านอีก ไม่อย่างนั้นจะไม่มีที่ซุกหัวนอนไว้เอาแรงตามผัวนะจะบอกให้”
ย่าแดงไม่พูดอะไรอีก แต่หันหลังกลับเข้าบ้านไปพร้อมกับแก้ว ทองประศรีจะแหกปากกรี๊ด แต่เมื่อหันมาเห็นดรุณีและเวทางค์ก็กรี๊ดไม่ออก ได้แต่เดินฟึดฟัดออกไป เวทางค์เปรยๆ
“เจ้าอาทิจนี่ก็แปลก ยายเมียแม่ค้าก็ใช่ว่าจะขี้เหล่...ทำเล่นตัวไปได้”
“เรื่องส่วนตัวของเขา ไม่เกี่ยวกับเรา รีบไปกันดีกว่าค่ะ”
เวทางค์เปิดประตูให้ดรุณีขึ้นรถ แล้วตัวเองก็อ้อมมาที่นั่งคนขับ ขับพาหญิงสาวออกไป

อาทิจเอาจอบไล่ปรับพื้นที่แปลงที่จะปลูกกะหล่ำปลียักษ์ชายหนุ่มชะเง้อมองไปที่ถนนซึ่งลัดเลาะไปตามโค้งเขาด้านหน้า ต๊อด อึ่ง พัน แอบสะกิดกันมองอาทิจ ต๊อดอดสงสัยไม่ได้ อ้าปากถาม
“นายมองหาอะไรอะ”
อาทิจแก้เก้อ
“ปะ...เปล่า ฉันกำลังคิดว่าถ้าภูเขาทุกลูกเต็มไปด้วยกะหล่ำปลี มันจะสวยสักแค่ไหน”
พันถอนใจ
“สวยไม่สวยไม่รู้ รู้แต่ว่าเหนื่อย”
อึ่งหันมาถาม
“นายนี่โครงการเยอะเนอะ เดี๋ยวปลูกนั่นเดี๋ยวลงนี่ ถัดจากกะหล่ำปลีแล้วจะเป็นอะไรล่ะทีนี้”
ต๊อดหันไปโวยเพื่อน
“ถามทำไมวะ จะปลูกอะไรเราสามคนก็ต้องช่วยนายอยู่ดี เพราะเราเป็นสมุนมือขวา จริงมั้ยนาย”
ระหว่างที่ต๊อดพูด อาทิจไม่ได้ฟังเพราะมัวแต่เผลอมองไปที่ถนนเบื้องหน้า ชายหนุ่มเห็น รถสปอร์ตหรูของเวทางค์ขับลัดเลาะออกไปตามถนนลัดเลาะตามไปเหลี่ยมเขา...ดรุณีคงไปสอบแล้ว อึ่งเรียกเบาๆ
“นาย”
ทั้งสามคนเห็นอาทิจไม่หืออือจึงพร้อมใจกันเรียก
“นาย!”
อาทิจตื่นจากภวังค์ แล้วหันไปแก้เก้อพูดประโยคเดิมเป๊ะ
“ปะ...เปล่า ฉันกำลังคิดว่า ถ้าภูเขาทุกลูกเต็มไปด้วยกะหล่ำปลี มันจะสวยสักแค่ไหน”
สามคนงงได้อีกว่า...อะไรของนาย...ถามอย่างตอบอย่าง แถมตอบเหมือนเดิมอีกต่างหากไหวมั้ยนาย

ลุงเกร็งเดินตรวจงานในสวนส้ม แก้วพุ่งเข้ามาคว้ามือดึงไปคุยที่มุมสงบมุมหนึ่ง
“จะฉุดฉันไปไหนแม่แก้ว อย่างแม่แก้วน่ะไม่ต้องฉุดหรอก” ลุงเกร็งแอบหยอดนิดๆ “แค่
บอกว่า พร้อม ฉันก็ยอมพลีกายใจให้แล้ว”
แก้วหยิกหมับเข้าให้
“อย่าพล่ามน่ะตาเกร็ง ที่ฉันลากแกมาก็แค่อยากจะถามว่า แกรู้รึเปล่าว่าเมื่อคืนคุณอาทิจไปนอนที่ไหน”
“รู้สิ ก็นอนอยู่ข้างๆฉันไงล่ะ”
“เฮ้อ...โล่งอก แต่...เฮ้อ...แล้วคืนนี้ล่ะ คุณอาทิจจะไปนอนที่ไหน”
“ก็นอนกับฉันนี่แหละ คุณอาทิจให้ไอ้ต๊อดมันขนข้าวของออกมาจากบ้านนั้นหมดแล้ว จะเหลือก็แต่เมียนั่นล่ะที่ไม่ได้ขนมา”
แก้วหน้าบาน
“ฮ้า...จริงเหรอ” แก้วคิดแล้วก็ถอนใจ “แต่...มันก็ไม่ปลอดภัยอยู่ดีเพราะแม่นั่นย้ายมาอยู่นี่ ยังไงๆมันก็ต้องไปดักเจอคุณอาทิจที่ไหนเข้าสักวันจนได้”
“ดักเจอได้ก็แต่ในเวลางานเท่านั้นล่ะ หมดเวลางานเมื่อไหร่ ไม่ต้องห่วง ไอ้ต๊อดไอ้อึ่ง ไอ้พันมันตามประกบคุณอาทิจยังกับพวกมันเป็นแม่งูจงอาง แล้วคุณอาทิจเป็นไข่ของพวกมันยังไงยังงั้น”
แก้วยังไม่คลายกังวล
“อย่าให้คลาดสายตาเชียวนะ กลัวนังนั่นมันไปทำเสน่ห์ยาแฝดใส่น้ำใส่ข้าวมาให้คุณอาทิจกิน คนพวกนี้ไว้ใจได้ที่ไหน ไม่ได้ด้วยเล่ห์มันก็ต้องเอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์มันก็ต้องพึ่งคาถา”
“ไม่ต้องห่วง ฉันไปช่วยคุณอาทิจก่อนนะ”
“เออ...ไปเถอะ รีบไป”
“จะไม่...เอ่อ...จุ๊บขอบคุณกันหน่อยเหรอ”
“หือ...เอาหน้าแข้งไปจูบก่อนมั้ย”
แก้วยกแข้งขึ้นมา ลุงเกร็งชะงัก
“หือ...ใหญ่กว่าลำตาลอีกนะเนี่ย”
“จะไป ไม่ไป”
“ไปจ้า ไปเดี๋ยวนี้เลยจ้า”
ลุงเกร็งวิ่งออกไป แก้วส่ายหน้าแล้วหันมาสะดุ้งสุดตัวเมื่อเจอย่าแดงยืนอยู่ตรงหน้า
“เลี่ยงมาอยู่ที่อื่นมันก็ดี แต่มันก็ยังไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ตรงจุด”
“แล้วจะแก้ให้มันตรงจุดยังไงล่ะคะ”
“ของอย่า
นี้มันอยู่ที่ใจ น้ำหยดลงหิน หินมันยังกร่อนได้นี่นะ นับประสาอะไรกับหัวใจคน เราเป็นคนนอกเราห่วงได้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว มันก็ขึ้นอยู่กับใจเขาเท่านั้นว่าจะแข็งแกร่งและมั่นคงไปได้นานแค่ไหน”
ย่าแดงพูดจบก็ถอนใจ แล้วข่มใจหันไปเก็บส้มต่อ ทำให้แก้วต้องกลับไปทำงานต่อด้วยเช่นกัน

บ่ายแก่ๆวันนั้น...อาทิจขะมักเขม้นอยู่กับการปรับหน้าดิน สักครู่ชายหนุ่มก็ชะงักเมื่อมองไปที่ถนนเบื้องหน้า รถเวทางค์แล่นลัดเลาะเขากลับมา พันหันไปมองเช่นกัน
“นั่นมันรถคุณเวนี่ ท่าจะพาคุณณีกลับมาแล้ว”
อึ่งมองอย่างอิจฉา
“ชาตินี้ตูดจะได้สัมผัสรถหรูๆอย่างนี้บ้างมั้ยน๊อ รถก็สวย คนที่นั่งข้างคนขับก็น่ารัก”
ต๊อดหันไปหาอาทิจ
“อยากได้แบบนี้สักคันมั้ยนาย เผื่อจะได้มีคนหน้าตาน่ารักอย่างคุณณีมานั่งข้างๆ”
อาทิจตอบเรียบนิ่ง
“ไม่หรอก คนอื่นจะคิดยังไงฉันไม่รู้ แต่สำหรับฉัน...รถคือพาหนะที่ช่วยให้เราไปไหนมาไหนสะดวก ประหยัดเวลาแล้วก็ช่วยในการทำงานเท่านั้น ฉันใช้รถอะไรก็ได้เพราะไม่ได้คิดเอาไปอวดใคร”
พันเย้าแหย่
“แล้วตุ๊กตาหน้ารถล่ะนาย ต้องน่ารักมั้ย”
“น่ารักรึเปล่า ไม่สำคัญเท่ากับทำงานเป็นรึเปล่า ถ้าทำงานเป็น เข้าใจงานที่ฉันทำ อดทนอยู่ข้างฉันได้ เขาก็ดูน่ารักในสายตาฉัน”
ต๊อดถอนใจ
“ความต้องการของนาย ห่างไกลจากนิสัยยายทองโตมาก”
อึ่งนึกออก
“แต่ใกล้เคียงกับนิสัยคุณณีอะ ว่ามั้ยวะ นายพูดถึงคุณณีอยู่รึเปล่าเนี่ย”
อาทิจตีหน้าขรึมใส่ทุกคน
“ฉันจะลงไปรดน้ำผัก พวกนายอยู่นี่ก็แล้วกัน”
อาทิจพูดจบก็เดินลงเขาไปทันที อึ่
งงๆ
“ทำไมต้องขรึมใส่ด้วยว้า ข้าพูดอะไรผิดเหรอ”
ต๊อดต่อว่าเพื่อน
“ไม่ผิดแต่พลาด นายกำลังกลุ้มใจเรื่องยายทองโตอยู่ แล้วเอ็งยังพูดถึงคุณณีซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ให้นายปวดแก่นเข้าไปอีก”
พันซ้ำเติมอึ่งทันที
“ไอ้อึ่งโอ่งเอ๊ย”
อึ่งยิ้มแหยๆ

ดรุณีวิ่งหน้าบานเข้ามามองหาย่าแดง โดยที่เวทางค์ตามมาทางด้านหลัง แก้วยกถาดใส่น้ำส้มคั้นออกมาให้ดรุณีกับเวทางค์ หญิงสาวยกน้ำส้มขึ้นดื่ม
“คุณย่าล่ะคะ”
“เก็บส้มเสร็จท่านก็ให้คนงานขับรถพาไปที่แปลงผัก เห็นว่าจะไปช่วยคุณอาทิจรดน้ำใส่ปุ๋ยน่ะค่ะ น้าแก้วเลยแยกมาเตรียมกับข้าวให้”
ดรุณีวางแก้วน้ำส้มที่ดื่มหมดแล้วใส่ถาด
“ถ้างั้นหนูขอตัวไปช่วยคุณย่าก่อนนะคะ พี่เวจะไปด้วยกันมั้ย”
เวทางค์ ทำหน้าแหยๆ
“คือ...แดดยังจ้าอยู่เลยเนอะ ครีมกันแดดก็ไม่ได้ติดมาซะด้วยสิ แล้วต้องไปทำอะไรล่ะ โกยขี้วัวขี้ควายรึเปล่า คราวที่แล้วมันฝังเข้าไปในเล็บพี่ ล้างตั้งหลายวันกว่ากลิ่นจะจาง แต่...พี่ก็อยากไปช่วยน้องณีนะ เอ...เอาไงดี”
ดรุณีตัดบท
“พี่เวคิดไปก่อนก็ได้ ณีจะขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อก่อน เดี๋ยวค่อยว่ากัน”
ดรุณีรีบเดินออกไป เวทางค์หันไปถามแก้ว
“มีแป้งพัพพ์มั้ยแก้ว เอาที่มันกันรังสี UVB แล้วก็ UVA ได้นะ”
“มีแต่แป้งทากันผดผื่นที่ตูดเด็กน่ะค่ะ ได้มั้ยคะ”
เวทางค์ทำหน้าเซ็งจัด

เย็นนั้น ย่าแดงช่วยอาทิจรดน้ำผัก ในขณะที่ลุงเกร็งช่วยถอนหญ้าและริดใบเสียออก ดรุณีถีบจักรยานเข้ามาจอด แล้ววิ่งเข้าไปที่แปลงผัก ทุกคนหันไปมอง ย่าเห็นหน้าหลานสาวก็ถามขึ้นอย่างห่วงใย
“เป็นยังไงลูก วันนี้ทำข้อสอบได้มั้ย”
ดรุณียิ้มร่า
“สบายกว่าเมื่อวานจี๊ดนึงค่ะ”
ลุงเกร็งหันมาบอก
“มาถึงเหนื่อยๆ น่าจะพักผ่อนก่อนนะครับคุณหนูณี”
“ไม่ค่ะ...หนูจะรีบทำอย่างที่คุณย่าสอน หมดเวลาที่จะเฉื่อยแฉะเป็นเด็กๆแล้วเหลือแต่เวลาที่เราจะต้องช่วยกันทำงานเท่านั้น ตอนนี้หนูสอบเสร็จแล้วด้วย พร้อมลุยเต็มที่ค่ะลุงเกร็ง”
ดรุณีเดินไปเปิดก๊อกน้ำ ช่วยอาทิจกับย่าแดงรดน้ำผัก อาทิจเผลอยิ้มเอ็นดูหญิงสาวออกมา แล้วรอยยิ้มก็มีอันต้องจางหายไปเมื่อชายหนุ่มเหลือบเห็น เวทางค์ถีบจักรยานหอบแฮกตามเข้ามา
“โห...น้องณีปั่นเร็วมาก พี่ตามไม่ทันเลย”
ดรุณีตะโกนเรียก
“มาช่วยรดน้ำผักกันค่ะพี่เว”
เวทางค์วิ่งเข้ามาแล้วชะงักถามเสียงอ่อย
“เอ่อ...รองเท้าพี่จะเปื้อนขี้ดินมั้ย คู่นี้เพิ่งฝากเพื่อนซื้อมาจากอังกฤษด้วย”
ลุงเกร็งหันมาชวน
“มาช่วยผมถอนหญ้ากับใส่ปุ๋ยทางนี้ก็ได้ครับคุณเว”
เวทางค์ส่ายหน้า
“มือมันจะเหม็นเอาน่ะสิ”
ย่าแดงถอนใจ
“ปลูกผักปลูกหญ้า มือเท้ามันก็ต้องติดดิน ถ้าคิดว่าดินแล้วก็ขี้วัวขี้ควายมันเหม็นแล้วก็สกปรกล่ะก็ ย่าว่ากลับไปรอที่บ้าน ไปนั่งกินผักผลไม้ที่ได้จากดินจากขี้วัวขี้ควายสกปรกพวกนี้ดีกว่านะ”
เวทางค์ยิ้มแหย
“คือ...”
ทองประศรีใส่ส้นสูงเดินโขยกเข้ามา
“พี่อาทิจจ๋า น้องศรีมาแล้วจ้า”
เวทางค์เบนความสนใจมาที่อาทิจทันที
“นายอาทิจ เมียมาตามกลับบ้านแหนะ”
“ยังกลับไม่ได้ครับ ยังไม่ถึงเวลาเลิกงาน” อาทิจหันไปบอกทองประศรี “มาก็ดีแล้ว ไปช่วยลุง
เกร็งถอนหญ้าลงปุ๋ยเลยไป”
ทองประศรียิ้มหวานจัด
“จ้า...ได้จ้า”
ทองประศรีผละจากอาทิจ หันมาทำหน้าเหยเกเดินเขย่งกองกอยแบบขยะแขยงขี้ดินไปหาเกร็งอย่างจำใจ อาทิจเบือนหน้าจากทองประศรีหันมาเห็น เวทางค์ประคองสายยางช่วยดรุณีรดน้ำผัก ราวกับว่าสายยางมันหนักอะไรนักหนา ย่าแดงเหลือบมองอาทิจ ชายหนุ่มรีบก้มหน้าก้มตาทำงานโดยหันหลังให้กับดรุณีกับเวทางค์ ไปรดน้ำอีกมุมทันที
ที่ห้องอาหารบ้านย่าแดง...แก้ววางกระติบข้าวเหนียวเล็กๆลงข้างๆที่ย่าแดงและดรุณีซึ่งเดินเข้าตามมา แก้วหันมาเอามือแตะอกตกใจ
“ตายๆ ป่านนี้มันไม่ลากคุณอาทิจไปกระทำชำเรากันกลางทางไปแล้วเหรอคะ ย่าแดงกับคุณณีน่าจะดึงคุณอาทิจมาที่นี่ก่อน ปล่อยให้ไปกับแม่นั่นตามลำพังได้ยังไง”
ดรุณีขัดขึ้น
“จะดึงยังไง ในเมื่อเขาเป็นสามีภรรยากันแล้ว น้าแก้วก็...”
แก้วกังวล
“โธ่...แล้วนี่จะทำยังไง”
ย่าแดงหันมาบอกแก้ว
“เราจะคอยระวังพ่ออาทิจทุกฝีก้าวไม่ได้หรอกนะแม่แก้ว เขาต้องคอยระวังใจเขาเอง ยิ่งดิ้นรนแทนมากเราก็ยิ่งทุกข์มาก”
“แก้วรู้ค่ะ แก้วจะพยายามทำใจร่มๆแบบคุณย่าให้ได้นะคะ”
แก้วสูดหายใจลึก
“ดีแล้ว”
ย่าแดงกับดรุณีลงนั่งประจำที่ ยังไม่ทันถึงสองวินาที แก้วก็จิตตกบ่นขึ้นอีก
“ตาเกร็งนี่ใช้ไม่ได้จริงๆ ไหนบอกเจ้าสามลิงนั่นจะคอยเป็นองครักษ์พิทักษ์คุณอาทิจ แล้วมันหายหัวไปไหนหมด”
ย่าแดงหันมาสบตาดรุณีแล้วพากันถอนใจ เวทางค์เดินเอาผ้าถูมือแรงๆเข้ามาท่าทางเดียดฉันท์มือตัวเองเป็นอย่างมาก ย่าแดงหันไปชวน
“กินข้าวด้วยกันก่อนสิตาเว”
เวทางค์ยิ้มแย้มทันที
“มีอะไรกินบ้างล่ะแก้ว”
“ก็ข้าวนึ่ง น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกอ่อง แกงแค หมูทอดกระเทียม แล้วก็ไส้อั่วค่ะ”
เวทางค์เห็นย่าแดงกับดรุณี ปั้นข้าวเหนียวจิ้มน้ำพริกกินก็รู้สึกพะอืดพะอม
“ผมกลับเลยดีกว่าครับ ไม่อยากปั้นข้าวเหนียว กลิ่นขี้วัวยังเหม็นติดมืออยู่เลย”
“ไม่อยากปั้นก็ตักใส่จานกินกับช้อนส้อมก็ได้นี่คะ” ดรุณีแนะ
เวทางค์หน้าแหยๆ
“ไม่ดีกว่าน้องณี ยังไงกลิ่นมันก็โชยเตะจมูกอยู่ดี พี่ไปนะจ๊ะ ผมลานะครับคุณย่า”
เวทางค์ยกมือไหว้คุณย่าแล้วเดินออกไป ย่าแดงถอนใจ
“เออ...แปลกจริงพ่อคนนี้ ไม่ใช้มือไม่ใช้ช้อน แล้วจะเอาหลอดดูดข้าวกันรึไง”
ดรุณีกับแก้ว หัวเราะขำที่ย่าแดงช่างเปรียบเปรย

ทองประศรีเกาะเกี่ยวแขนอาทิจมาตามทางเดิน อาทิจรำคาญ
“เดินเองไม่ได้เหรอ ฉันยิ่งรีบๆอยู่”
ทองประศรีตาวาวลิงโลด
“รีบกลับบ้านเหรอจ้ะ”
“รีบไปหมักปุ๋ย”
ต๊อด อึ่ง พัน ขยับเข้ามารายเรียงดักหน้าทำท่ายังกับพวกอันธพาลครองเมือง ต๊อดมองหน้าทองประศรี
“ไปด้วยกันมั้ยจ้ะน้องทองโต กำลังอยากได้แรงงานเก็บขี้วัวอยู่พอดีเลย”
ทองประศรีชะงัก
“ห๊า...ขะ...ขะ...ขี้วัวเหรอ”
พันพูดต่อทันที
“ขะ...ขะ...ขี้ควายด้วย”
“แต่น้องทองโตมาทั้งที พี่อึ่งว่าจะให้เก็บแบบชาวบ้านธรรมดาไม่ได้หรอก ต้อง
พาไปเก็บนี่เลย...ปุ๋ยขะ...ขะ...ขี้คน ไป...กำลังปวดเบ่งอยู่พอดี”
อึ่งดึงมือทองประศรีให้ตามตัวเองไป ทองประศรีสะบัดมือหนี แล้วกรี๊ดลั่น
“ปล่อยนะ...ไอ้อ้วนดำบ้า แหวะ จะอ้วก”
แล้วหญิงสาวก็วิ่งกระเซอะกระเซิงหนีไป โดยมีสามเกลอหัวเราะท้องคัดท้องแข็งไล่หลัง อาทิจส่ายหน้าระอาใจ ก่อนจะเดินฉีกไปอีกทาง สักครู่เสียงตดปร้าดใหญ่ก็ดังกัมปนาทขึ้น เสียงหัวเราะขาดหายไปทันที ต๊อดกับพันหันมามองอึ่ง พัน ด่าทันที
“ไอ้อึ่ง ไอ้เวร ทำกันเองได้”
ต๊อดเหม็นสุดๆ
“หือ...นี่เอ็งขี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ กินช้างเน่าไปทั้งตัวรึไง กลิ่นถึงได้...หือ...แหวะ กูจะอ้วก”

ทั้งต๊อดและพันต่างเอามือปิดจมูก แล้วทำท่าจะอ้วกพุ่งออกมา ก่อนจะพากันวิ่งตับแลบออกไป อึ่งหัวเราะขำเพื่อนมากมาย แต่เพียงไม่กี่วิ ตัวเองก็ตาเหลือกหงายหลังผึ่งเป็นลมไปเพราะกลิ่นตดช้างเน่ามหาประลัยของตัวเอง


จบตอนที่ 8





กำลังโหลดความคิดเห็น...