xs
xsm
sm
md
lg

ลิขิตฟ้าชะตาดิน ตอนที่ 14

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ลิขิตฟ้าชะตาดิน  ตอนที่ 14

บัญชานั่งอยู่บนรถวีลแชร์ยิ้มให้นิดๆ ขณะกำลังยกมือรับไหว้ พวกอาจารย์และเพื่อนๆ ฟ้ากระจ่าง ที่ไหว้บัญชากันปลกๆ ดารากานต์เข้ามาโอบกอดฟ้ากระจ่าง ลูบหัวลูบหลัง จับแก้ม อย่างเป็นปลื้ม ชื่นชมลูกชาย

“เป็นไงบ้างลูก..เหนื่อยมากไหม โถๆๆ กว่าจะเสร็จก็ค่ำเลย หิวไหมจ้าง”
“เอ่อ..” ฟ้ากระจ่างไม่คุ้น ออกอาการเขิน เบี่ยงตัวออกนิดๆ “ยังครับผม”
“อะไร..ยังอีกเหรอ..แม่เห็นลูกวุ่นวายออก ที่ไซด์งานน่ะ ไม่เห็นจะมีเวลาหยุดกินอะไรเลย” ดารากานต์ห่วงลูกจนล้นเหมือนเคย
“อะไรนะ..ดารากานต์ไปที่ไซด์งานของจ้างเหรอ” บัญชาอุทานอย่างคาดไม่ถึง
“ค่ะ นายหัว ทรายพาไปเองค่ะ” ทรายทองอวดอาหน้าทันที
บัญชาแอบกัดประชด แต่ไม่มีใครรู้สึก “จ้างนี่มีบุญจริงนะ..นายหญิงเขาเคยสนใจ..เรื่องการงานของใครที่ไหนบ้างล่ะ”
“เอ่อ..แหม..ก็นี่มันงานแรกของคุณจ้างนี่ครับ ไม่ทราบว่าจะทำสำเร็จหรือเปล่า ทุกคนก็ลุ้นทั้งนั้น” นายน้อมรีบเข้ามาแก้ให้
บัญชาหันมาหา กัดฟันพูดไม่ให้ใครได้ยิน “ใครให้แกออกความเห็น”
นายน้อมคอย่น
“อาจารย์คะ เด็กๆ ไปรับประทานกันเลยค่ะ เร้ว..อย่าเกรงใจๆ มีแต่ของอร่อยๆ จากร้านดังๆ ทั้งนั้นนะ เชิญค่า เชิญๆๆ” ดารากานต์เชื้อชวน
ฟ้ากระจ่างเดินตรงเข้ามาหาบัญชาเอ่ยขึ้น “นายหัวครับ..คือ..ผมมีเรื่องอยากจะขออนุญาต
ทุกคนแปลกใจ
ป้าบัวมองอย่างขวางลูกกะตา แอบกระซิบดารากานต์ “ดู..จะประจบอะไรอีกล่ะ ขี้ประจบจริง เด็กคนนี้”
“คือ..พอดี..วันนี้..ป๊าผม อาจารย์ตง..ทุกคนที่ศาลเจ้า เค้ามาที่นี่กัน..เค้าไม่ได้นัดมาก่อนนะครับ เพราะตั้งใจจะมาทำให้ผมดีใจกัน..แบบตั้งใจจะไม่ให้ผมรู้ก่อน”
“อ้าว..จริงเหรอ แล้วตอนนี้อยู่ไหน” บัญชาถาม
“เค้ามาถึงเมื่อกลางวันครับ ผมเลยให้ไปพักผ่อนกันที่โรงแรมก่อน พอดีมากันหลายคนครับ ผมเลยเกรงใจ ไม่ทราบว่านายหัวจะว่าอะไรหรือเปล่า ถ้าผมจะไปรับเค้ามาทานข้าวกันที่นี่..ตอนนี้ด้วย”
“โอ๊ย..จ้าง..ทำไมลูกคิดมากจังเลย..นายหัวจะว่าอะไรได้ยังไง นายหัวใจดีจะตาย แล้วพวกที่ศาลเจ้าก็คุ้นเคยกะแม่ดี นายหัวก็รู้จักดีแล้วทุกคน..ใช่ไหมคะ นายหัว มากินด้วยกันเยอะๆ สิ ดี จะได้สนุกๆ ดีจริง ไม่ได้เจอกันนาน คิดถึงเหมือนกันนะนี่” ดารากานต์ กระตือรือร้นสุดๆ
บัญชาฝืนยิ้มให้ “จริงของคุณ”

เวลาเดียวกันนั้น อาคารราชการทั้งหลังตกอยู่ในความมืด มีเพียงแสงจากไฟภายนอก ที่ส่องมายังอาคารเพื่อความปลอดภัย
ที่บริเวณป้อมยามหน้าตึก ยามกำลังนั่งดูทีวีเครื่องเล็ก กำลังถ่ายทอดสดแข่งบอล
ส่วนภายใน เฮียจุ้ย กับเฮียปุ่น ส่องไฟฉายดูปลั๊กไฟ ที่ติดอยู่เป็นแผง ที่มุมห้องๆ หนึ่ง แล้วหันมา มองหน้า พยักหน้าให้เป็นเชิง เห็นชอบตรงกัน
เฮียจุ้ยหยิบเทปกระดาษออกมา ฉีกเสียงดังแคว่ก
เฮียปุ่นหยิบขวดสีน้ำตาลใส่สารเคมีขวดหนึ่งออกมา มีน้ำอยู่ข้างใน และในน้ำ มีก้อนเหมือนก้อนกำมะถันสีเหลืองขนาดเท่าก้อนหินเล่นหมากเก็บ เฮียปุ่นเทก้อนนั้นใส่ฝ่ามือ
เฮียจุ้ยรีบช่วยเอาเทปกระดาษนั้น แปะติดกับปลั๊กไฟอย่างระมัดระวังและรีบๆ
“เรียบร้อย..ไปได้ เร้ว!!” เฮียปุ่นบอก
ทั้งสองรีบจรดปลายเท้าวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
ไม่นานหลังจากนั้นก้อนฟอสฟอรัสตรงปลั๊ก ทำปฏิกิริยาลุกฟู่ ติดไฟทันที เมื่อแห้งจากน้ำและสัมผัสอากาศ

ทางด้านเกียรติบดินทร์กับดวงยิหวา ยังอยู่ที่ชายหาด ทั้งสองคนเดินเคียงกันไปอย่างช้าๆ
จังหวะหนึ่งเกียรติบดินทร์ก้มลงเก็บขวดเบียร์ที่กลิ้งอยู่ในคลื่น
“ดูสิ คนเดี๋ยวนี้มันมักง่ายจริง..ทะเลสกปรกขึ้นทุกวันๆ”
เกียรติบดินทร์เดินเอาไปทิ้งเข่งที่ทำเป็นขยะ ดวงยิหวามองตามไป ด้วยสายตาเอ็นดู
เกียรติบดินทร์เดินกลับมา “แย่มาก! ถ้าเจอซึ่งๆ หน้า จะชกหน้ามัน ไอ้พวกทิ้งไม่เลือกที่
ดวงยิหวายิ้มอย่างระอานิดๆ พลางส่ายหน้า “คุณดินโตขึ้น..อยากเป็นอะไร”
เกียรติบดินทร์ตอบทันที“อยากแต่งงานกับดวงยิหวา”
“ไม่ใช่ละ” ดวงยิหวาหัวเราะ
ทั้งสอง ต่างหัวเราะ ขำกันสักพัก
“ตอนเด็กๆ น่ะค่ะ คุณดินเคยคิดว่า..โตขึ้น คุณอยากจะเป็นอะไร” ดวงยิหวาถามอีก
เกียรติบดินทร์คิดนิดๆ “อยากเป็นนายหัว..มั้ง นายหัวเก่ง ทำอะไรยากๆสำเร็จทุกอย่าง สั่งให้คนเยอะๆ ทำอะไร ทุกคนก็ทำตามกันหมด”
“เห็นไหม..ไหนคุณว่า..ไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร ที่จริง..คุณดินรู้”
“รู้แล้วไง”
“ก็แปลว่า คุณดินมีเป้าหมายชีวิตไงคะ ไม่ใช่ไม่มี”
“แล้วมันมีประโยชน์อะไร ในเมื่อตอนนี้ ไอ้จ้าง..คือคนที่นายหัวไว้วางใจที่สุด ฝากความหวัง ฝากอนาคตไว้ในมือมันแทนที่จะเป็นชั้น”
ดวงยิหวาอึ้งไป “คุณดินจะเลิกพูด หรือนึกถึง..เค้า..ซักวัน..ได้ไหมคะ”
“ทำไม..มันทำให้เธอหวั่นไหวที่ได้ยิน..รึไง” แล้วเหมือนจะนึกอะไรได้ขึ้นมา อยู่ๆ เกียรติบดินทร์ก็หัวเราะอย่างสนุกออกมา
ดวงยิหวามองงงๆ
เกียรติบดินทร์พูดไป ขำไป หัวเราะแบบหยุดไม่ได้ “นี่..วันนี้เกิดอะไรขึ้น เธอรู้ไหม..พวกสังคนาญาติของไอ้จ้าง..ไอ้พวกศาลเจ้าของมันน่ะ มาตามหามัน..ขับรถตู้ถังขยะอะไรก็ไม่รู้ มีตรามูลนิธิอะไรด้วยนะ ท่าทางจะเดินทางมากันหลายพันกิโลเมตร..มาหามันที่บ้านชั้น ชั้นเลยแกล้งบอกพวกมัน ว่ามันมาผิด..นี่ไม่ใช่บ้านนายหัวบัญชา ฮ่าๆๆๆ บ้านนอกเอ๊ย..สมน้ำหน้า พวกมันเหวอกันหมด กลับรถกลับไปแทบไม่ทัน..โคตรจะฮา”
ดวงยิหวาฟังแล้วอึ้งไป หน้าซีดลงๆ “คุณดิน..นี่คุณพูดเรื่องจริงใช่ไหม”
เกียรติบดินทร์หัวเราะท้องคัดท้องแข็ง “จริงสิ..เธอจะต้องเห็น ว่าพวกที่เลี้ยงมันมา..อนาถาขนาดไหน แล้วคิดดูสิ มันมาทำตัวไฮโซ วางท่าคุณชายเป็นลูกแม่ชั้น..ทุเรศสุดๆ”
“แล้วตอนนี้..พวก..ที่ศาลเจ้า..อยู่ที่ไหน”
“ฮ่ะๆๆ สงสัย จะเดินทางกลับบ้านกลับเมืองไปแล้วมั้ง ไม่ก็คงขับหลงไปพังงา สตูลอะไรแล้วล่ะป่านนี้”
“คุณดิน..ทำไมคุณใจร้ายแบบนี้...” มองหน้าอย่างโกรธ เสียใจ อยู่ๆ วิ่งหนีออกไป
“ดวง..ดวง..ทำไมล่ะ” เกียรติบดินทร์รีบวิ่งตาม

ดวงยิหวาวิ่งออกจากร้านอาหารริมหาดแห่งนั้น พุ่งออกมายังริมถนน เกียรติบดินทร์ตามมาพลางถามร้องถามอย่างสงสัย
“ดวง เป็นอะไร จะไปไหน”
“ดวงจะไปหาพวกนั้น พวกศาลเจ้า ที่คุณดินไปแกล้งเค้า”
“อะไรกัน เธอจะไปหาที่ไหน”
“ดวงก็ต้องหาให้เจอจนได้”
“ทำไมเธอต้องไปแคร์ซะจนขนาดนี้ด้วย”
“คุณดิน..คุณทำไมเป็นคนอย่างนี้ คุณนึกถึงแต่ตัวเอง ไม่มีความเมตตาสงสารคนอื่นเลย
“อย่าเลย! เธอรักมันน่ะสิ เพราะเธอรักไอ้จ้าง เธอถึงห่วงใยไอ้พวกโขยงบ้านนอกพวกนั้นขนาดนี้”
น้ำเสียงเกียรติบดินทร์ประชดแกมหยัน
“ก็แล้วแต่คุณจะคิด คุณดิน” ดวงยิหวาไม่แคร์
“แล้วแต่ชั้นจะคิดเหรอ..ชั้นคิดอะไรรู้ไหม ชั้นคิดว่า..ตั้งแต่ไอ้จ้างปรากฏตัวขึ้นมา ทุกคนก็เป็นบ้ากันหมด ไม่ว่าพ่อ แม่ บ่าวไพร่ คนในบ้าน โดยเฉพาะพวกผู้หญิงทุกคน พากันหันไปคลั่งไคล้มัน เห็นมันเป็นเทพ..ทุกคนเลย..ทำยังกับโดนของ..แม้แต่เธอ..ดวง..เพราะอะไร..มันมีดีอะไรนักหนา มันทำอะไรให้เธอ มันหล่อมาก..หรือมันเร้าใจ..หรือเพราะมันจะมาเป็นทายาทนายหัว ไม่ใช่ลูกชายกระจอกๆ คนนึงอย่างชั้น ไหนบอกมาซิ ว่าอะไรที่ทำให้เธอกลายเป็นผู้หญิงโลเลหลายใจแบบนี้”
“คุณดิน..ดวงจะบอกให้ก็ได้ ดวงไม่เคยโลเลหลายใจ ดวงรู้จักคุณจ้าง..มาก่อนที่เค้าจะมาปรากฏตัวที่นี่” เน้นเสียงเลียนวิธีพูดของเกียรติบดินทร์ “อีก..ดวงคุยกะเค้ามาตั้งแต่เค้ายังเป็นเด็กศาลเจ้า..อย่างที่คุณชอบพูดตลอดๆ อย่านับรวมดวงไปกับพวกคนที่บ้านคุณ หรือผู้หญิงที่ไหน แล้วตั้งแต่เค้ามาเป็นทายาทนายหัว ดวงก็ไม่อยากจะยุ่งกะเค้าอีก..ดวงพยายามจะหนีไปจากเค้าให้พ้นด้วยซ้ำ คนอย่างดวง..เงินทอง หรือฐานะของพวกคุณ ไม่มีความหมายอะไรเลย จำเอาไว้” วิ่งออกไปที่ถนน โบกรถไปทั่ว
เกียรติบดินทร์ทำอะไรไม่ถูก ผงะสุดๆ
รถสองแถวเล็กผ่านมาพอดี ดวงยิหวาวิ่งขวาง พอรถจอด ก็โดดขึ้นไป รถออกไปทันที
เกียรติบดินทร์ตะลึง “ดวงยิหวา”



ดวงยิหวาขยับตัวนั่งผู้โดยสารให้เรียบร้อย แล้วร้อนใจรีบหยิบโทรศัพท์มากดหาเบอร์ที่เม็มไว้ แล้วกดหา รอฟังสักพัก สีหน้ากังวล
“ฮัลโหลๆ..อาจารย์ตงเหรอคะ..ดวงค่ะ ดวงยิหวา ใช่ค่ะ อาจารย์มาที่ภูเก็ตกันเหรอคะ..เหรอคะ..แล้วตอนนี้..อาจารย์อยู่ที่ไหนคะ..ค่ะๆๆ รู้จักค่ะๆๆ อาจารย์อย่าเพิ่งไปไหนนะคะ ดวงจะไปหาค่ะ ค่ะๆๆ ไม่เกิน..10 นาที นะคะๆ”

นักบวชตงพูดโทรศัพท์อยู่กับดวงยิหวา ส่วนชาวศาลเจ้าคนอื่นแต่งตัวด้วยชุดที่จัดว่าดูดีและหรูสุดตัว รวมกันอยู่
“ฮาโหลๆๆ อาหนูดวงยิหวา..” นักบวชตงทำหน้าเหวอๆ “อ้าว..วางไปแล้ว”
กู๋เหลียงนึกออก “ดวงยิหวา..ที่เคยไปถ่ายหนังวิดีโอพวกเราอ่าเหรอ”
“ใช่..ดวงยิหวาบอกว่าจะมาหาเราที่นี่ ให้รอก่อน”
“ทำไมดวงยิหวาอยู่ที่นี่ล่ะ ไม่ใช่อยู่กรุงเทพฯเหรอ” อาหึ่งสงสัย
“ใครๆๆ” สารภีแถเข้ามา
“ดวงยิหวา ที่เป็นนักศึกษาไง ที่ไปถ่ายสารคดีที่ศาลเจ้าตอนนั้น” อาม่าสาลี่ว่า
“อ๋อๆๆ ที่จีบกันกับอาจ้างอ่าหรอ แล้วเค้ารู้ได้ไง ว่าเราอยู่นี่ล่ะ”
“หรือว่า..เค้าแอบนัดแนะกันไว้”
ทันใดนั้น รถตู้สุดหรูของบ้านบัญชาก็เลี้ยวเข้ามาหน้าโรงแรมแห่งนั้น
ฟ้ากระจ่างเปิดประตูลงมาจากทางด้านข้างคนขับ นายน้อมตามลงมาจากด้านคนขับ
“ป๊า แม่..หิวรึยัง เชิญครับ เชิญๆๆ” ฟ้ากระจ่างถามอย่างห่วงใย
นายน้อมเข้ามามองๆ หา “คนไหนครับ ป๊าคุณ”
“อ้อ..นายน้อม นี่ อาจารย์ตง กู๋เหลียง นี่ป๊าผม แม่ผม แล้วนี่อาม่าสาลี่”
นายน้อมไหว้ทุกคน “ดีใจครับ ได้เจอตัวจริงซะที ได้ยินคุณจ้างพูดถึงทุกคนบ่อยๆ ครับ”
“รีบไปกันเลยครับ นายหัวกะนายหญิงรออยู่ครับ เร็วๆๆ”
“ยังไปไม่ได้” นักบวชตงท้วงไว้
“อ้าว..ทำไมล่ะครับ”
ทุกคนต่างมองหน้ากัน สะกิดๆ แล้วยิ้มล้อมาทางฟ้ากระจ่าง
“แหมๆๆ..ทำเป็นแอ๊บแบ๊วนะ” กู๋เหลียงแซวแทนใจทุกคน
ฟ้ากระจ่างงงจริงอะไรจริง

ระหว่างนั้นในอาคารราชการมุมเดิมนั้น ไฟลุกท่วมแผงปลั๊กไฟ แล้วมีบางอย่างที่เริ่มติดไฟ และบางส่วนหยดร่วงลงมาที่พื้น

ด้านดวงยิหวาขี่มอ’ไซค์คันเดิมเข้ามาที่หน้าโรงแรม จอดอย่างรีบๆ กวาดตามองไปรอบๆ แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา จะกดโทร. ออก พร้อมกับจะเดินเข้าไปในล็อบบี้ ทันใดนั้น ฟ้ากระจ่างก็เดินมาขวางไว้
“ดวง..”
“พี่..คุณ..จ้าง แล้ว...”
“นายน้อมพาทุกคนไปที่บ้านแล้ว พี่รอเจอดวง”
“ดวงพยายามทำตามคำสั่งของคุณแล้วนะ.เป็นนางนกต่อ..พาคุณดินไปจู๋จี๋ในที่ๆ โรแมนติกที่สุดแล้ว..แต่ดวงมีปัญญาทำได้แค่นี้ พี่น้องใครก็เชิญไปดูแลกันเอง แล้วถ้าพวกคุณลุงคุณป้าที่ศาลเจ้าไม่มีปัญหาอะไร ..ดวงก็ขอตัวค่ะ” ดวงยิหวาประชดแล้วสะบัดตัว จะเดินกลับไปที่รถ
ฟ้ากระจ่างตามมา แล้วดึงกุญแจที่เสียบคาทิ้งไว้ไปถือ
“เอ๊ะ!”
ฟ้ากระจ่างถามอย่างเอาเรื่อง “ที่พูดตะกี๊..หมายความว่าไง”

ที่อาคารราชการแห่งนั้น ไฟเริ่มไหม้ลามมากขึ้น กินเนื้อที่สักเกือบตารางเมตรแล้ว

งานเลี้ยงที่บ้านบัญชาเริ่มไปแล้วสักพัก มีรถแท็กซี่แล่นเข้ามาจอด ฟ้าใสที่แต่งตัวสวยใสๆ ก้าวลงมา พร้อมกระเช้าผลไม้ แท็กซี่แล่นออกไป ฟ้าใสมองไปที่บรรยากาศงานในสนาม แล้วทำหน้ามุ่งมั่น เดินเข้าไป คนงานมารับ
“มาพบใครคะ”
ฟ้าใสตอบเชิดๆ “คุณฟ้ากระจ่าง”
ทรายทองเดินมา มองเห็น รู้สึกสงสัย
“คุณฟ้ากระจ่างไม่อยู่ค่ะ ออกไปข้างนอก เชิญในงานก่อนสิคะ เดี๋ยวก็คงมา” คนงานว่า
“อ้าว แล้วคุณฟ้ากระจ่างไปไหนล่ะ” ฟ้าใสถามซัก
ทรายทองสุดห้ามใจอยากรู้เต็มทน เดินปราดๆ เข้าไปหาฟ้าใสทันที ยิ้มให้แบบทางการ
“ขอโทษค่ะ มาจากไหนคะ”
“เอ้อ..ก็..มาจากคุณบุรีค่ะ คุณบุรีสั่งให้ดิฉันมาร่วมแสดงความยินดีกับคุณฟ้ากระจ่าง” ฟ้าใสว่า
ทรายทองยิ่งงง “งั้นเหรอคะ..คุณเป็น..พนักงานของ..คุณบุรีเหรอคะ”
“ค่ะ ดิฉันเป็นเลขาคุณบุรี” ฟ้าใสตอบอย่างมาดมั่น
ทรายทองงง “เลขา”
ทันใด รถตู้ที่ไปรับชาวศาลเจ้าวิ่งมาจอด นายน้อมรีบลงมาเปิด ชาวศาลเจ้าทยอยลงมา
“ขอบคุณจ้ะ พ่อหนุ่ม” ฟ้าใส บอกกับนายน้อม
“เอ..อั๊วะว่า บ้านนี้มันก็เหมือนบ้านที่เรามาตอนกลางวันนา” อาม่าพูดเสียงดัง
ฟ้าใสได้ยินเสียงคุ้นหู หันไปเห็นอาม่าสาลี่ ก็ผงะ หน้าซีด รีบถอยออกมา
“เอ่อ..ถ้าคุณฟ้ากระจ่างไม่อยู่ ก็ฝากของไว้ก็แล้วกันค่ะ ดิฉันขอตัว” ฟ้าใสรีบส่งกระเช้าให้คนงาน แล้วรีบเดินหลบๆ ไป
“คุณฟ้ากระจ่างก็คงมากับรถตู้นั่นไงคะ..คุณคะ..คุณ..เดี๋ยวคุณ..คุณชื่ออะไรคะ”
ฟ้าใสรีบเผ่น ไม่ฟังเสียงทรายทองที่ตะโกนตามหลังมา
ทรายทองงงๆ แล้วหันมาหาคนงาน “แปลกๆนะ ไหน ดูสิ มีการ์ด มีนามบัตรอะไรไหม” ทรายทองรีบเข้ามาดูที่กระเช้า “ไม่ใช่เอาระเบิดมาให้นะ” รีบเข้ามาค้นไม่หยุด
ฟ้าใสเดินเกือบเป็นวิ่ง หนีออกมาที่หน้าประตูรั้วบ้าน
“บ้าจัง..ในที่สุดพวกนี้ก็ติดต่ออาจ้างได้จนได้ โธ่เอ๊ย..ทำไมต้องมากันตอนนี้ด้วย”


เกียรติบดินทร์สีหน้าเหวี่ยง ขัดใจเรื่องดวงยิหวาเอามากๆ และกำลังขับรถเข้ามาแบบเร็วปรี๊ดฝุ่นตลบไปทั้งซอย
ฟ้าใสเห็นไฟหน้ารถ รีบหลบลงข้างทาง หยุดมองเห็นเป็นเกียรติบดินทร์ จึงรีบโพสท่าสวย แบบเศร้าปนระทวย
เกียรติบดินทร์เห็นฟ้าใสมายืนข้างทางเพียงลำพังมืดๆ ค่ำๆ ก็มองอย่างแปลกใจ แล้วขับผ่านไป
“คุณเกียรติบดินทร์..เชอะ..แหม..มองไม่เห็นหัวคนเลยนะ เซ็งๆๆ” ฟ้าใสหันกลับอีกทาง เดินต่อมุ่งหน้าไปทางถนนใหญ่
เกียรติบดินทร์ขับต่อไปนิด แล้วกลับเบรก มองจากกระจกหลัง เห็นฟ้าใสเดินท่าทางกะปลกกะเปลี้ย
เกียรติบดินทร์ข้องใจ สงสัย และหงุดหงิด ตัดสินใจ ถอยรถยาว ปื้ด มาจอดเทียบฟ้าใส แล้วกดกระจกลง
“นี่..เธอมาทำอะไรอยู่ตรงนี้ แล้วอาบุรีล่ะ”
“อุ๊ย..คุณดิน..จำฟ้าใสได้”
“ก็เธอเป็นเด็กของอาบุรีไม่ใช่เหรอ”
“ฟ้าใสนึกว่าคุณบุรีมาที่นี่..แต่..ท่านไม่อยู่..ฟ้าใสตามหาท่านไม่เจอค่ะ”
“อ้าว..แล้วทำไมไม่โทร.หาก่อนล่ะ”
“ท่าน...” ฟ้าใสเริ่มทำท่าสะอื้น “ท่านไม่รับสายฟ้าใส..ท่านไม่ยอมติดต่อฟ้าใสมาหลายวันแล้ว..คุณบุรีคงตั้งใจจะสลัดฟ้าใสทิ้งแล้วล่ะค่ะ ฮือๆๆ”
“แล้วนี่..เธอจะเดินออกไปมืดๆ คนเดียวแบบนี้เหรอ” เกียรติบดินทร์ถาม
ฟ้าใสเริ่มสเต็ปร้องไห้ตีหน้าเศร้า “ฟ้าใสไม่เป็นไรหรอกค่ะ..เชิญคุณดินเถอะค่ะ..ฟ้าใสไปล่ะ ขอบคุณนะคะ..ที่อุตส่าห์มองเห็นคนต่ำต้อยอย่างฟ้าใส..คุณเป็นคนดีเหลือเกินค่ะ” ฟ้าใสปิดจ๊อบยกมือไหว้ ซับน้ำตา แล้วหันกลับ ทำเป็นจะเดินไป
เกียรติบดินทร์อึ้ง แล้วอยู่ๆ เปิดประตูที่นั่งด้านข้างออก “ขึ้นมา”
ฟ้าใสกระพริบตาถี่ๆ ไม่อยากเชื่อ “อะไรกันคะ..ทำไม”
เกียรติบดินทร์พูดเยาะเย้ยชีวิต
“ชั้นก็ชักไม่อยากจะกลับเข้าไปในบ้านที่แสนสุดจะงี่เง่าน่าเบื่อขึ้นมาน่ะสิ อยากจะไปหาอะไรสนุกๆ ทำซะหน่อย..แล้วพอดี..ชั้นมันก็ดันไม่มีใครคบซะด้วย”

เวลาเดียวกันดวงยิหวาพยายามยื้อแย่งกุญแจจากมือฟ้ากระจ่าง ซึ่งยืนนิ่งวางหน้าดุขรึม เอากุญแจหลบท่านั้นท่านี้ ซึ่งถ้าหากดวงยิหวาเข้าไปประชิดมากไปก็จะดูไม่ดี ดวงยิหวาพยายามสักพัก เมื่อไม่สำเร็จ จึงแค้นใจ สะบัด หันหลังให้
“ตอบมาก่อนสิ ถ้าไม่ตอบ ก็ไม่ให้ไปไหนทั้งนั้น”
ดวงยิหวาหันมา “ก็ไม่จริงเหรอ ไม่เห็นจะต้องแปลความหมายอะไรเลย คุณใช้ดวงให้ดวงเป็นเครื่องมือล่อหลอกคุณดิน..ไม่ให้มาเป็นอุปสรรคกับงานสังสรรค์ของพวกคุณ..ดวงก็ไปทำมาแล้ว”
“ดวง..นี่ดวงเข้าใจแบบนั้นจริงๆ เหรอ”
“มันจะเข้าใจว่าอะไรได้อีกล่ะคะ คุณจะใช้คำพูดให้ดูดียังไงก็เถอะ..ความจริง..มันก็คือแบบนี้”
“ผมก็เห็นเค้าเชื่อฟังดวง..ยอมดวง..แล้วดวงเป็นคนเดียว..ที่จะทำได้ ผมก็ขอให้ดวงช่วย ผมไม่ได้คิดอะไรเลวๆ ขนาดนั้น”
ดูเหมือนจะไม่มีใครนยอมลงให้ใคร...ด้วยทิฐิ
“ก็ดวงก็ทำตามสั่งคุณจ้างแล้วยังไงล่ะคะ จะสั่งอะไรอีกล่ะ สั่งมาเลย ไม่ต้องสนเลย ว่าดวงจะรู้สึกยังไง เพราะคนอย่างดวง มันคงไม่มีความรู้สึกอะไรอยู่แล้ว”
“ทำไมผมจะไม่สน..แล้วดวงล่ะ สนบ้างไหม ว่าผมเป็นไง ตั้งแต่ผมทำงานนี้มา ผมไม่ได้เจอดวงเลย ดวงไม่เคยแวะมา ทั้งๆ ที่เพื่อนๆ ทุกคน อาจารย์ด้วย..ถามหาดวงกันทุกวัน แต่ดวงก็ไม่เคยห่วงเลย”
“ก็ดวงไม่เกี่ยว ดวงไม่อยากยุ่ง..ถึงดวงไม่มา งานมันก็สำเร็จได้อยู่แล้ว แล้วทำไมดวงต้องมา”
“นั่นไง..เพราะดวงตั้งใจที่จะทิ้งผมไง..ดวงไม่คิดถึงผมอยู่แล้ว ผมคิดถึงดวงแค่ไหน ดวงก็ไม่รับรู้ไง”
“คุณจ้างน่ะเหรอ คิดถึงดวง” ดวง
“คิดถึงสิ..วันนี้ก็คิดถึง..ยังหวังด้วยซ้ำ ว่าดวงจะมาดูตอนเคลียร์ปิดจ๊อบ..เมื่อเช้าผมซื้อของมาให้ดวงด้วย..” ฟ้ากระจ่างนึกขึ้นมาได้ “ฮึ้ย!! ผมลืมของดวงไว้..ที่นั่น”
ฟ้ากระจ่างนึกถึงตอนที่ตัวเองรีบ จนลืมวางห่อหน้ากากนั้นเอาไว้ตรงมุมห้องในอาคารนั้นเอง


และเวลานี้เจ้าห่อกระดาษนสพ.ที่ฟ้ากระจ่างลืมไว้ ยังวางนิ่งอยู่ที่เดิม ในมุมมืด โดยมีแสงวาบๆๆ ออกมาจากห้องที่โดนวางเพลิง ซึ่งดูเหมือนว่าไฟกำลังลามไปอีกเป็น 2 เท่าตัวแล้ว ไฟลุก พรึ่บ ตรงมุมห้องที่มีแผงปลั๊กไฟต้นเพลิง

ดวงยิหวาไม่เชื่อที่ฟ้ากระจ่างบอก จึงหัวเราะใส่หน้า
“คุณจ้างไม่ต้องมามุกตลกหรอกค่ะ แหม..มีของมาให้ แต่ลืมไว้ที่นั่นที่นี่..ดวงไม่ใช่เด็กป.3 มาค่ะ..คืนกุญแจรถมา ดวงจะได้กลับบ้าน”
“ผมมีของอยากจะให้ดวงจริงๆ ถ้าดวงไม่เชื่อ..ผมจะไปเอามาให้ดู”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ คุณจ้างกลับไปงานปาร์ตี้เฉลิมฉลองของคุณเถอะ ป่านนี้ใครๆ คงรอกันแย่”
“ไม่..ผมไม่ได้มุก ไม่ได้พูดจาซี้ซั้ว..มา..งั้นไปดูกัน..ว่าผมลืมของไว้ที่ไหน มันคืออะไร”
“ดวงไม่อยากได้ ดวงไม่อยากรู้”
“ดวง..ถ้าดวงเกเรไม่มีเหตุผลแบบนี้ เมื่อไหร่เราจะพูดกันรู้เรื่อง”
“เราก็เลิกพูดกันซะทีสิคะ เอากุญแจรถมา”
“ได้..แต่ดวงต้องไปด้วยกันก่อน ไปเอาของที่ผมต้องการให้ดวง นี่คือคำสั่ง”
ดวงยิหวาออกอาการรั้น ทำหน้าเหวี่ยงใส่ แต่ทำอะไรไม่ได้

ชาวศาลเจ้านั่งกินอาหารร่วมกับบัญชา และดารากานต์
“ผมต้องขอโทษทุกคนนะครับ..ถ้าทราบล่วงหน้าว่าจะมากัน ผมก็อยากจะรับรองทุกคนให้ดีกว่านี้” บัญชาว่า
“แค่นี้ก็เป็นเกียรติแล้วครับ..ได้มาเห็นบ้านช่องของคุณบัญชา..ใหญ่โตหรูหราเหลือเกิน ทำให้ดีใจแทนจ้าง..ที่ได้มารับใช้คุณที่นี่” นักบวชตงพูดจากใจ
“แล้วจ้างทำไมไปทำอะไรนานจังคะ..นี่มัน 2 ทุ่มกว่าแล้วนะ” ดารากานต์ถาม
“นั่นสิคะ..นี่มันงานของพี่จ้างนะ แต่ตัวเองกลับหายตัว มันอะไรกันเนี่ยคะ” ทรายทองพูดพลางหันไปทางชาวศาลเจ้า “แล้วพี่จ้างเค้าบอกว่าเค้าไปไหน ไปหาใคร ไปทำอะไรคะ”
ชาวศาลเจ้ามองหน้ากัน
“ก็คือว่า..คือว่า..จ้างเค้าก็มีนัดพบกับ...” สารภีเปิดประเด็น
“เพื่อน!..เพื่อนที่มาจากต่างจังหวัด..ที่มีธุระสำคัญกันมาก...” อาหึ่งรีบพูดตัดบทก่อนที่สารภีจะหลุดปาก
“ช่ายๆๆๆ ธุระสำคัญ..ม้ากๆๆ” สารภีเอามือปิดปาก หัวเราะคิกคักๆๆๆ
ดารากานต์งง บัญชาถอนใจอย่างระอา ทรายทองออกอาการฟึดฟัด

บนถนนที่เป็นเนินคดโค้งระหว่างแหล่งท่องเที่ยวราตรีที่แสงสีสวยๆ รถมอเตอร์ไซค์ของดวงยิหวา แต่มีฟ้ากระจ่างเป็นคนขับ และดวงยิหวาซ้อนท้าย แล่นมา หน้าตาฟ้ากระจ่างมีความสุขมาก รู้สึกอิสระพ้นจากพันธนาการทั้งปวง ส่วนดวงยิหวาหน้าเหวี่ยงๆ กระเง้ากระงอดพองาม
ทั้งคู่ขี่มอเตอร์ไซค์กันไปผ่านถนนสองสามสายราวกับพระเอก-นางเอกในเอ็มวี

ทีวีจอเล็กที่ยามนั่งดูกันอยู่แบบสุมหัวอย่างจริงจังนั้น บอลกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม มีการเตะเข้าโกล
“โกล...” ยามคนหนึ่งตัวลอย
“เยส” อีกคนร้องตาม
เสียงมอเตอร์ไซค์แล่นเข้ามาจนใกล้ รปภ.เพิ่งได้ยิน เงยหน้าขึ้นมาดูพร้อมกัน ฟ้ากระจ่างขี่รถเข้ามาบริเวณหน้าที่กั้น รปภ.มองหน้ากัน แล้วคนหนึ่งรีบออกไปดู
“จะมาทำอะไรครับ..” มองๆ พอเห็นหน้าถนัด ก็อ้าปากค้างแปลกใจ “อ้าว คุณจ้าง คุณดวง..” รีบเปิดที่กั้นให้ทันที
ฟ้ากระจ่างขับรถผ่านเข้าไป ยามมองตามอย่างงงๆ

ฟ้ากระจ่างจอดมอเตอร์ไซค์ตรงใกล้กับเสาไฟต้นหนึ่ง ในบริเวณที่ตั้งของไฟที่ส่องไปที่ตัวอาคารนั้น ทั้งสองคนลงจากมอเตอร์ไซค์
“ดวงอาจจะคิดว่าไม่สำคัญ..แต่สำหรับพี่ มันสำคัญ..เพราะดวงจะได้รู้..ว่าพี่คิดถึงดวงจริงๆ..ตลอดเวลา” ฟ้ากระจ่างพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“พี่จ้าง...” ดวงยิหวามองหน้า
ฟ้ากระจ่างมองไปทางอาคารหลังนั้น แล้วต้องชะงัก เห็นที่บริเวณหน้าต่าง และผนังกระจกด้านหนึ่ง เห็นแสงสีส้มสว่างจ้า
“เฮ้ย!..แสงอะไรวะ” ฟ้ากระจ่างช็อก ล้วงควานหากุญแจในกระเป๋ากางเกงมือไม้สั่น แล้วรีบวิ่งไปทางด้านหลัง
“พี่จะไปไหน”
“ประตูที่พี่มีกุญแจ คือประตูเล็กข้างหลัง” แล้ววิ่งไปอย่างเร็วพลางหันมาตอบ
ดวงยิหวารีบวิ่งตาม
ที่ประตูด้านหลัง พอฟ้ากระจ่างกระโดดไปถึงตั้งท่าไข แล้วต้องชะงัก
“เอ๊ะ!” ฟ้ากระจ่างประหลาดใจ
“อะไร” ดวงยิหวาสงสัย
“มันเปิดอยู่แล้วน่ะสิ”
ไวเท่าความคิด ฟ้ากระจ่างกระชากประตูเปิดออก ทันทีที่ประตูถูกเปิด กลุ่มควันจำนวนหนึ่ง ก็พุ่งออกมาเหมือนอัดอั้นมานาน
“ชิบ..”

ฟ้ากระจ่างรีบวิ่งเข้าไป ดวงยิหวาตามติด

อ่านต่อหน้า 2 พรุ่งนี้ เวลา 9.30 น.




ลิขิตฟ้าชะตาดิน  ตอนที่ 14(ต่อ)


ภายในอาคารหลังนั้น มีกลุ่มควันคละคลุ้งเต็มไปหมดทั่วบริเวณ เห็นเปลวไฟสีส้มๆ แล่บมาจากห้องๆ หนึ่ง ฟ้ากระจ่างวิ่งไปตามทิศทางนั้น ดวงยิหวาตามมาติดๆ

ที่หน้าห้องต้นเพลิงนั้น ไฟลุกท่วมอยู่ประมาณครึ่งห้องแล้ว เป็นกระจุกๆ ตรงมุมห้องด้านใน และลามเป็นแนวๆ อีกสองสามสาย จนมาถึงกลางห้อง และกระจายเป็นหย่อมๆ ตรงนั้นตรงนี้ ฟ้ากระจ่างวิ่งมาโผล่ในห้อง ตามด้วยดวงยิหวา
ไวเท่าความคิดดวงยิหวาควักโทรศัพท์ออกมา “ดวงโทร.ตามดับเพลิงนะคะ”
“เดี๋ยว..” ฟ้ากระจ่างท้วงไว้
“ทำไม” ดวงยิหวางง
“พี่จะพยายามดับเองก่อน..ไม่งั้น..ถ้ามีข่าวออกไป เราซวยแน่”
“แต่...”
“ดวง..วิ่งไปไปเรียกร.ป.ภ.มา บอกเค้าว่า..รีบเอากระสอบที่กองที่ลานข้างหลังมาเยอะๆ มาราดน้ำที่ห้องน้ำที่ข้างประตูหลัง แล้วมาช่วยพี่ แล้วดวงก็รออยู่ข้างนอกนะ ไม่ต้องเข้ามาอีก” ตั้งท่าจะวิ่งไปอีกทาง
“แล้วพี่จ้างล่ะ”
“พี่จะไปเอาถังดับเพลิงใต้บันได ดวงรีบออกไปสิ ไป! เร็ว!” วิ่งไปอย่างไม่เหลียวหลัง
ดวงยิหวาลังเลใจ มองตาม ห่วงฟ้ากระจ่างก็ห่วง แต่แล้วก็ตัดสินใจ วิ่งออกไป


แสงที่ส่องมาจากไฟภายนอกอาตาร จากทางหน้าต่างและผนังกระจก ท่ามกลางควันนั้น ฟ้ากระจ่างวิ่งมาที่บันไดจะขึ้นไปชั้นสอง ที่ข้างๆ ใกล้ๆ กับใต้บันได มีประตูเข้าห้องน้ำ
ฟ้ากระจ่างเห็น ก็นึกขึ้นได้ กระชากเสื้อตัวเอง เปิดประตู วิ่งไปในห้องน้ำ แล้วเปิดก๊อก เอาเสื้อรองน้ำ จนเสื้อเปียกชุ่ม แล้วเอาเสื้อพันหน้า ปิดจมูก ใช้แทนหน้ากากกรองควัน แล้ววิ่งกลับออกมา
ฟ้ากระจ่างวิ่งมาที่ถังดับเพลิง ที่ติดตั้งอยู่ในตู้กระจก ข้างๆ มีค้อนยาวสำหรับทุบติดตั้งไว้ให้
กระชากค้อนนั้นมา ทุบเปรี้ยง กระจกแตกกระจาย ฟ้ากระจ่างดึงถังดับเพลิงออกมา รีบวิ่งไป
ที่ห้องต้นเพลิงระหว่างนั้น ฟ้ากระจ่างเข้ามา กดฉีดน้ำยาดับเพลิงใส่ไฟ ควันยิ่งเพิ่มขึ้นอีก
สักพัก รปภ.วิ่งเข้ามา พร้อมแบกกระสอบเปียกน้ำเป็นกองมากองลงดังตุ้บ ที่ข้างประตู แล้วช่วยกันไล่ตบๆๆ ลูกไฟที่ลามเป็นหย่อมๆ พลางก็สำลักควัน ไอกันแคกๆ
ฟ้ากระจ่างเข้าไปหารปภ. ชี้ที่หน้าตัวเองเป็นเชิงบอกว่าต้องระวังควัน
รปภ.มองๆ แล้วพากันไปที่กองกระสอบเปียกน้ำ เลือกอันเปื่อยๆ มาฉีกๆ แจกกัน วิ่งออกไปหลบข้างประตูก่อน พลางเอากระสอบนั้นพันหน้าเป็นหน้ากาก แล้วรีบมาช่วยกันต่อ
ดวงยิหวาตามเข้ามา พร้อมกระสอบกับเขาด้วย วิ่งไปตบๆ ไฟที่ลามไปผนังห้องอีกด้าน แล้วก็สำลักไอๆๆ จนตัวงอ ทำท่าจะล้มลงลง
ฟ้ากระจ่างหันไปเห็น เข้าไปหา “ดวง..ออกไปข้างนอก ไป ไม่ต้องมาทำ อันตราย ไปสิ ไป๊”
ดวงยิหวาสำลักควัน จึงวิ่งออกไปจากห้องนั้น ฟ้ากระจ่างโผล่ออกไปมองๆนิดนึง แล้วกลับมาในห้อง มาช่วยกับพวกรปภ.ดับไฟต่อ
ดวงยิหวาจะวิ่งออกไป แต่เริ่มสำลักแรงขึ้น ในที่สุด ก็เอามือกุมคอ ทรุดตัวลงคุกเข่า ไอๆๆ แล้วหมดสติ ฟุบลงไปกองกับพื้น

แสงจากเปลวไฟแสงสุดท้าย ดับสนิทลง เพราะน้ำยาโฟมจากถังพ่นในมือฟ้ากระจ่าง สองรปภ.หอบแฮกๆ
ฟ้ากระจ่างดึงเสื้อออกจากที่ผูกปิดจมูกปาก ตามหน้าผากและเนื้อตัวเปื้อนเขม่าควันสีดำๆ
“ช่วยกันเปิดประตูหน้าต่างระบายควันเร็ว ตอนนี้ไม่ต้องกลัวว่าอากาศจะเข้ามาทำให้ไฟติดมากขึ้นแล้ว” ว่าพลางวิ่งไปเปิดหน้าต่างนำ แล้วสูดลมหายใจลึก ปั๊มอากาศเข้าปอดฟืดๆๆ
รปภ.ทำตาม ต่างสูดอากาศอย่างกระหาย
ฟ้ากระจ่างรีบเดินออกจากห้อง สวมเสื้อพลางหันไปเห็นห่อกระดาษหน้ากาก ที่ตนวางทิ้งไว้ ดีใจ หยิบมา แล้วพอจะเลี้ยวออกไป ก็ต้องตกใจ เมื่อเห็นดวงยิหวานอนคว่ำหน้าแน่นิ่งอยู่บนพื้น
ไวเท่าความคิดฟ้ากระจ่างเข้าไปเขย่าตัวเรียก “ดวงๆ”
ทว่าดวงยิหวาตัวอ่อนอยู่ไปมา
ฟ้ากระจ่างร้อนใจ เอาห่อกระดาษเหน็บเอวด้านหลัง รีบอุ้มดวงยิหวาขึ้นพาดบ่า แล้ววิ่งออกไป

ฟ้ากระจ่างวางดวงยิหวาลงบนพื้นหญ้าข้างๆ อาคาร มีแสงรำไรที่ส่องมาจากเสาไฟแถวนั้น ใบหน้าฟ้ากระจ่างที่ยังเปื้อนเขม่าควันสีดำอยู่บ้าง รีบจับไหล่ทั้งสอง เขย่าๆๆ
“ดวงๆๆ”
ดวงยิหวาแน่นิ่ง และคออ่อน ฟ้ากระจ่างขยับมานั่งด้านข้าง เพ่งสายตาดูที่ทรวงอกดวงยิหวา
เห็นบริเวณอกนิ่ง ไม่ฟู เมื่อไล่สายตามามองท้อง บริเวณท้องดวงยิหวาก็นิ่งเช่นเดียวกัน
ฟ้ากระจ่างก้มลงเอนหูไปฟังเสียงลมหายใจ เอาแก้มมาแนบรอว่ามีสัมผัสของลมหายใจไหม แต่ไม่มี ฟ้ากระจ่างตกใจ แต่พยายามควบคุมสติอย่างดี
จังหวะนั้นรปภ.ตามมา ยืนดูอย่างกลัวๆ
“รีบพาไปโรงบาลไหมครับ” ยามแนะนำ
“ไม่รู้สมองขาดอากาศไปกี่นาทีแล้วน่ะสิ”
ว่าแล้วฟ้ากระจ่างเอามือข้างหนึ่ง แปะที่หน้าผากดวงยิหวา ลองกดลงเบาๆ ขณะที่อีกมือแตะปลายคางให้เงยเชิดขึ้น เพื่อจะเปิด airway ,head tilt - chin lift ตามวิธีในการทำงานกู้ชีพ
ฟ้ากระจ่างจ้องมอง พลางก้มลงสัมผัสลมหายใจอีกรอบ แล้วกระทำการ breathing โดยบีบจมูกของดวงยิหวา แล้วหายใจเข้าปอดลึก ๆ ซัก 2-3 ครั้ง หายใจเข้าเต็มที่ ประกบปากให้แนบสนิทกับปากของดวงยิหวา แล้วเป่าลมหายใจเข้าไปในปอดอย่างเต็มที่
จากนั้น จึงจับชีพจรตรงข้างคอ พบว่ามันเต้นอ่อนมาก และ...เกือบจะไม่มี
ฟ้ากระจ่างวัดตำแหน่งที่เหมาะสำหรับการนวดหัวใจ โดยใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางข้างที่ถนัด วาดจากขอบชายโครงล่างของดวงขึ้นไป จนถึงปลายกระดูกหน้าอกตรงกลางหว่างอก โดยวัดเหนือปลายกระดูกหน้าอกขึ้นมา 2 นิ้วมือ แล้วใช้สันมือข้างที่ไม่ถนัดวางบนตำแหน่งดังกล่าว และใช้สันมือข้างที่ถนัดวางทับลงไป และเกี่ยวนิ้วมือให้นิ้วมือบนที่วางทับแนบชิดในร่องนิ้วมือของมือข้างล่าง ยกปลายนิ้วขึ้นจากหน้าอก
ฟ้ากระจ่างยืดไหล่และเหยียดแขนตรง จากนั้นปล่อยน้ำหนักตัวผ่านจากไหล่ไปสู่ลำแขนทั้งสองข้างและถ่ายลงไปสู่กระดูกหน้าอกในแนวตั้งฉากกับลำตัวของดวงยิหวา กดลงไปลึกประมาณ 1.5 - 2 นิ้ว กดลงไปในแนวดิ่ง และระวังไม่ให้กระแทก
จากนั้นจึงผ่อนมือที่กดขึ้นให้เต็มที่ เพื่อให้ทรวงอกมีการขยายตัว และหัวใจได้รับเลือดที่อุดมไปด้วยออกซิเจน ในขณะที่ผ่อนมือนั้น มือของฟ้ากระจ่างยังคงสัมผัสอยู่ที่กระดูกหน้าอก โดยไม่ยกมือออก ซึ่งเป็นการทำให้มีเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ในร่างกาย มีเลือดไหลกลับเข้าสู่หัวใจ ช่วยให้มีการไหลเวียนเลือดในร่างกาย
ประสบการณ์ในหน่วยกู้ชีพสอนให้ฟ้ากระจ่างตระหนักว่า การกดนวดหัวใจจะต้องนวดเป็นจังหวะสม่ำเสมอในอัตราเร็ว 100 ครั้ง/นาที ถ้าน้อยกว่านี้จะไม่ได้ผล โดยนับ 1-2-3 จนถึง 15
ซึ่งพอนับครบ 15 แล้วฟ้ากระจ่าง กลับมาทำขั้นตอน breathing อีกรอบ และในรอบที่ 2 นี้ พอเป่าลมใส่ปากปู้ดที่ 3 ดวงยิหวาก็ลืมตาโพลง พร้อมกับสูดหายใจอากาศเข้าไปเหมือนคนที่โผล่จากใต้น้ำ ดวงยิหวาหายใจแรงขึ้นๆ แล้วเด้งตัวขึ้นมานั่งพรวด หายใจจนสำลัก และไออย่างแรง
บรรดารปภ.ที่ลุ้นอยู่เฮลั่น กระโดดตัวลอยด้วยความดีใจสุดๆ
ฟ้ากระจ่างถอยตัวออกมา สังเกตดูอาการ แล้วเข้าไปลูบหลังดวงยิหวาเพื่อปลอบโยน
“ใจเย็นๆ ดวง ไม่เป็นไรแล้วๆ..ค่อยๆ นะ ช้าๆ”
ดวงยิหวามองหน้า ในอาการงงและ ตื่นเต้น แต่ก็ทำตามอย่างเชื่อฟัง


ด้านเกียรติบดินทร์อยู่กับฟ้าใสในลานโบว์ลิ่ง และในมือตอนนี้ถือลูกโบวลิ่ง เล็ง แล้วก้าวไปโยนอย่างสวยงาม ลูกโบวลิ่งกลิ้งไปซัดพินเปรี้ยง สไตร้ค์เรียบ
ฟ้าใสกระโดดตบมือร่าเริงสุดขีด เกียรติบดินทร์ซัดอีก 3-4 ลูก แม่นยำและรุนแรงทุกลูก
ฟ้าใสขอโยนบ้าง แต่ไม่ได้เรื่อง เอาแต่กรี๊ดกร๊าด ขำตัวเอง เกียรติบดินทร์สมเพช ขำบ้าง ส่ายหัวอย่างระอา

ครู่ต่อมาที่มุมหนึ่งในลานโบวลิ่งแห่งนั้น เกียรติบดินทร์ดื่มเครื่องดื่ม เกลือแร่บำรุงกำลัง ขณะที่ฟ้าใสนั่งกินไอติมอย่างเอร็ดอร่อย
เกียรติบดินทร์มองอย่างดูหมิ่น แต่ก็สนุกกับท่าทางที่ดูดิบๆ บ้าๆของฟ้าใส “เธอทำอาชีพแบบนี้มานานแค่ไหน”
“อาชีพอะไรคะ” ฟ้าใสทำแบ๊วถามย้อน
เกียรติบดินทร์ยักไหล่พรืด จัดให้ทุกคำ “เธอจะให้เรียกว่าอะไรล่ะ เอสคอร์ทเหรอ..เพื่อนเที่ยว..พาร์ทเน่อร์..อีหนู คู่ขา?” ขาดอีกแค่คำเดียว
ฟ้าใสเม้ง ทำหน้ากระเง้ากระงอด ยื่นมือมาปิดปาก “พอแล้ว..เดี๋ยวคำที่น่ากลัวกว่านี้ก็หลุดมาจนได้หรอก”
เกียรติบดินทร์จับมือฟ้าใสมากุมไว้ หัวเราะก๊ากอย่างพอใจ “เธอจะไปสนทำไม..จะเรียกว่ายังไง มันก็ไอ้อย่างเดิมน่ะแหละ”
ฟ้าใสค้อน ยกนิ้วโป้งให้อีกต่างหาก “โกดคุณดินแล้ว โป้ง!”
เกียรติบดินทร์หัวเราะชอบอกชอบใจ “เออ..แปลกๆ ดีแฮะ ชั้นไม่เคยเที่ยว..เอ้อ..รู้จักกับพวกสาวๆแบบเธอนี่หรอกนะ ก็ดีไปอย่างเนอะ ไม่ต้องคอยโอ๋ เอาใจ ไม่ต้องง้อให้รำคาญ” เหมือนประชดใครบางคน
“มันก็แน่ล่ะสิคะ เพราะฟ้าใส..มีหน้าที่คอยเอาใจผู้ชาย ขอให้ผู้ชายมีเงินมาจ่าย..ฟ้าใสก็จะน่ารัก ไม่งี่เง่างุงิเวิ่นเว้อจะอี้จะอั้น”
เกียรติบดินทร์มีสีหน้าหม่นลง “ใช่สิ ผู้หญิงที่เรารัก มักจะทำให้เราเซ็งตลอดๆ”
ฟ้าใสมองด้วยแววตาเอ็นดู “ผู้หญิงคนนั้นโง่จริงๆ เลย คุณดินอย่าไปยอมนะคะ
เกียรติบดินทร์มองหน้า ทำแววตารั้น เกเรและกวนสุดทีน

ฟ้ากระจ่างที่หน้ายังเปื้อนจากควันไฟ ขี่มอเตอร์ไซค์โดยมีดวงยิหวาซ้อนเกาะหลัง ดวงยิหวาดูออกว่าอ่อนเพลียอย่างมาก เข้ามาในบ้านนายเด่น โดยเด็กรับใช้ชายเป็นผู้เปิดประตูให้
ฟ้ากระจ่างประคองดวงลงจากรถ “ดวง..แน่ใจนะ ว่าไม่อยากไปหาหมอ”
“ดวงไม่เป็นอะไรแล้วนี่คะ..ดวงอยากพักที่บ้านมากกว่า พี่จ้างก็น่าจะรีบคุยกะพ่อ..ว่าจะทำไงต่อไปดี”
“ยังไงๆ นายเด่นต้องรีบเอาช่างตกแต่งภายในไปเคลียร์พื้นกะผนังที่เสียหายพรุ่งนี้ พี่ก็ต้องไปซ่อมปลั๊ก กะสายไฟที่ไหม้ไปเหมือนกัน”
ดวงยิหวาหันไปถามเด็ก “พ่อกินข้าวยัง..หนู”
“นายเด่นยังไม่กลับเลยครับ..โทร.มาสั่งว่าคืนนี้ดึกครับ มีธุระสำคัญ” เด็กรับใช้บอก
“อ้าว..พ่อไปไหน ไม่เห็นบอก”
ดวงยิหวางง หันไปมองหน้าฟ้ากระจ่างเป็นเชิงถามว่า เอาไงดี

ภายในห้องน้ำชั้นล่าง ฟ้ากระจ่างจัดการล้างหน้าตา ล้างตัวจน เปียกโชก แล้วเอาเสื้อตัวเองมาเช็ดคราบเลอะ แต่เสื้อก็สกปรกอยู่ไม่น้อย เช็ดไปเช็ดมา เหมือนเปื้อนดำมากขึ้นกว่าเดิมอีก สักพักมีเสียงเคาะประตู ฟ้ากระจ่างเปิดออกไป
ดวงที่ล้างหน้าตัวเองมาแล้ว มีที่คาดผม เปิดหน้าให้ดูว่าสะอาดเรียบร้อยขาวซีดเผือด และเปลี่ยนชุดเป็นอยู่บ้าน ประมาณกางเกงขาสั้น กะเสื้อยืด ถือผ้าเช็ดตัว กับเสื้อใหม่ของนายเด่น เป็นเสื้อยืดขาวห่านคู่มาให้
“นี่ค่ะ พี่จ้าง..ผ้าเช็ดตัว ..เสื้อพี่มันเปื้อนมากเลย เอาเสื้อพ่อดวงไปใส่ก่อน..ของใหม่ยังไม่เคยใส่ค่ะ แต่ซักรีดแล้ว”
ฟ้ากระจ่างยิ้ม แล้วส่งเสื้อเปื้อนให้ “ขอบใจจ้ะ ฝากก่อนนะ”
พร้อมกับรับผ้ามาเช็ดเนื้อตัว โดยดวงยิหวายืนถือเสื้อเก่ามือหนึ่ง เสื้อใหม่มือหนึ่งรอ จังหวะหนึ่งดวงยิหวาทำหน้าขำๆ พอจ้างเช็ดเสร็จ ก็ส่งผ้าเช็ดตัวมาให้ แลกกับเสื้อใหม่ เอาไปใส่ทันที
“แล้วดวงอาบน้ำแล้วเหรอ”
“ยังค่ะ ล้างหน้าอย่างเดียว..ดวงเอาไปใส่เครื่องเลยนะคะ”
“พี่เอาไปเอง ดวงนั่งพักเถอะ” แย่งเสื้อผ้ามา แล้วเดินไปใส่ที่เครื่องซักผ้าตรงแถวๆ ครัวใกล้ๆนั้น จากนั้นจึงเดินไปเปิดตู้เย็น หยิบขวดน้ำดื่มมา “ดวงกินน้ำยัง”
“อุ๊ย..พี่จ้าง ไม่ต้อง..ดวงเจ้าของบ้านนะ” ดวงยิหวาขำ รีบตามมา
ฟ้ากระจ่างส่งขวดน้ำให้ “อ้าว..ก็บอกให้นั่งพัก..แล้วพี่ก็หิวน้ำเองด้วยไง” หยิบแก้วมาสองใบ แล้วเดินนำออกไป

และเข้ามานั่งที่โซฟาในห้องรับแขก ดวงยิหวาถือขวดน้ำตามเข้ามา ฟ้ากระจ่างวางแก้ว แล้วดึงขวดจากมือดวงไปเปิด จัดการรินน้ำใส่ทั้ง 2 แก้ว ขณะที่ดวงยิหวามองแบบเอ๋อๆ มึนๆ เหมือนสมอง ช้าๆ ลงไป
ฟ้ากระจ่างดื่มน้ำซะเองดังอั้กๆๆ แล้วพอเงยมา เห็นดวงยิหวายังคงนั่งกุมแก้ว มองดูตนอยู่แบบงงๆ ตาลอยๆ รีบวางแก้วลง ตกใจ ห่วงใย เข้ามาจับหน้า คลำหัว เอาหลังมืออังที่คอดวงอย่างเชี่ยวชาญ
“ดวง..เป็นอะไร..ไม่สบายหรือเปล่า..รู้สึกหัวตื้อๆ มึนๆ หรือเปล่า”
ดวงยิหวากระพริบตาปริบๆ “เปล่าค่ะ..ดวงไม่เป็นไร”
“คลื่นไส้ไหม อยากอ้วกรึเปล่า”
“เปล่า...”
“ไหนลองท่องสูตรคูณสิ เอาแม่ 17 นะ 17 หนึ่ง17...”
“17สอง..37”
“เย้ย...” ฟ้ากระจ่างตกใจ
“17 สอง 34 ค่า..แหม..ล้อเล่น..นึกว่าดวงสมองเสียหายไปแล้วเหรอ”
“อ้าว..ก็ไม่แน่หนิ สมองดวงขาดออกซิเจนไปตั้งนาน”
“ไม่นานขนาดน้าน...”
พูดจบสองคนก็หัวเราะกัน
ฟ้ากระจ่างนึกได้ หันไปแกะห่อกระดาษที่วางข้างๆ นั้นเอง “นี่..ดวง..ดูซะ”
พร้อมกันนั้นหน้ากากโดราเอม่อนและโดราเอมี่พลาสติกสีสด ถูกยื่นมาตรงหน้าดวง
ดวงยิหวารับไปดู งงๆ “โดราเอม่อน โดราเอมี่”
“ที่พี่ซื้อมาให้ดวงไง..ซื้อตั้งแต่เช้า..เพราะ..เผื่อว่า..ดวงจะมาดูแลที่ไซด์งานพี่บ้าง..แต่ดวงก็ไม่มา”
ดวงยิหวาอึ้ง จ๋อย และหน้าซีด “ดวง..คือ..ดวง”
“เสียใจมาก..ขอบอก” ฟ้ากระจ่างสำทับ
“พี่จ้าง..คือ..ดวง...”
“ดวงไม่อยากเห็นหน้าพี่แล้วใช่มั้ยล่ะ” ฟ้ากระจ่างเอาหน้ากากโดราเอม่อนมาปิดหน้าตัวเอง จ้องออกมาจากรูตา “โอเค..ต่อไปนี้..เราจะใส่หน้ากากเข้าหากัน”
ดวงยิหวารู้สึกเสียใจ “พี่จ้าง..มันไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ” เข้ามาดึงหน้ากากที่ปิดหน้าจ้างออกมา โดยที่มือจ้างก็ยังจับที่ขอบหน้ากากนั้นอยู่ “ดวงก็ไม่รู้..ว่าดวงควรทำยังไง บางที..ดวงก็อยากหนีไปให้พ้น อยากให้ตัวเองหายไปจากโลก ให้มันสิ้นเรื่องสิ้นราวไป...”
จังหวะนั้นใบหน้าดวงอยู่ใกล้ใบหน้าฟ้ากระจ่างมาก ดวงตาจริงจัง ซื่อๆ และดูน่าสงสาร
ทั้งสองมองตากัน แล้วอยู่ๆ ฟ้ากระจ่างก็ยื่นหน้ามา หอมแก้ม ดวงยิหวาตะลึง นิ่งงัน ฟ้ากระจ่างมองหน้าหอมซ้ำอีกที แล้วมองหน้า ว่าดวงจะว่าอะไรไหม แต่ดวงก็มองตอบแบบตื่นๆ แต่ก็ดูเป็นใจ ในที่สุดฟ้ากระจ่างจึงเข้ามาประทับจูบทันที และดวงยิหวาก็ไม่ขัดขืนแต่อย่างใด

เวลาเดียวกันนั้น ฟ้าใสถือไมค์ อยู่ภายใต้แสงสีสวย ดูเซ็กซี่ เร่าร้อน กำลังร้องท่อนแรก
“คำง่ายๆ แต่ความหมายสุดลึกล้ำ คำง่ายๆ ที่เธอใช้ประจำ ซ้ำไปซ้ำมา”
ระหว่างนั้นเกียรติบดินทร์กับฟ้าใสยืนเบียดๆ กันอยู่ในตู้คาราโอเกะที่แคบๆ ต่างถือไมค์คนละตัว ในจอเป็นเพลง ”ยาพิษ” ของบอดี้สแลม ขณะที่อีกคนร้อง อีกคนก็จะกระดกขวดเบียร์ในมือของตน แล้วลุ้นๆ หน้าตาสนุกเมามันอย่างคึกคะนองลืมสิ้นความทุกข์ขมในชีวิต
เกียรติบดินทร์ขอร้องบ้าง “คิดจะพูด แต่ก็พูดอย่างไม่คิด รู้ไหมว่า หนึ่งชีวิต ของใคร ต้องเกิดปัญหา”
ฟ้าใสต่อ “เจ็บช้ำ ปางตาย”
เกียรติบดินทร์ตาม “ชีวิต วุ่นวาย คิดมันไปว่าจริง”
ฟ้าใสจัดต่อ “ลุ่มหลง เชื่อใจ กับถ้อยคำ ร้ายๆ”
ท่อนต่อมาเกียรติบดินทร์ใส่เต็ม จัดหนัก
“เอะอะก็ว่ารัก เอะอะก็คิดถึง แต่เธอไม่เคยซึ้งไม่เคยเข้าใจ ไม่เคยทำให้รู้ ไม่เคยทำให้เห็น ไม่ห่วงเลยว่าใครจะเป็นจะตาย คำพูดที่ไม่เคยคิด ที่จริงก็คือยาพิษ ทำลายชีวิตของคนงมงาย เธอจะรู้บ้างหรือเปล่า คิดหรือเปล่า ว่ามีใครเขาทุกข์ทน พิษของคำคน ร้ายแรงแค่ไหน”
ฟ้าใสเต้นโยกอย่างมันเมา เนื้อตัวทั้งคู่เสียดสีกัน เกียรติบดินทร์ร้องเต็มที่และปล่อยตัวโอบไหล่ กอดคอฟ้าใสอย่างใกล้ชิดสนิทสนม

เวลาเดียวกันนั้นทรายเดินวุ่นวาย โทร.แล้วโทร.อีก แต่ฟ้ากระจ่างไม่ยอมรับสาย หันมาฟ้องดารากานต์ อย่างฉุนเฉียว
“นายหญิงคะ..พี่จ้างไม่รับสาย นี่ทรายโทร.ไป 20 มิสคอลแล้วนะคะ
“พอเถอะ..ทราย..จ้างคงทำธุระอะไรอยู่ ไม่งั้นเค้าคงไม่ปล่อยให้พวกที่ศาลเจ้า..ที่เป็นคนสำคัญมากๆสำหรับเค้า..ต้องมาอยู่กันตรงนี้ก่อนหรอก”
“หรือว่าจะเผยตัวจริงออกมาล่ะคะ อย่างที่เขาว่า..หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน” ป้าบัวสบโอกาสใส่ทันที
นายน้อมเข็นบัญชามาหยุดข้างๆ
“ฉันคงต้องขอตัว..ไปนอนก่อนนะ ฝากคุณดูแลบรรดาแขกพิเศษของลูกชายคนโตของคุณด้วยล่ะ..หึๆ อาจ้างนี่มันก็เด็ดนะ ใครอยากจัดงานอะไรให้มันวิเศษวิโสยังไง คนที่รักมันมาพร้อมหน้าแค่ไหน..มันก็กล้าหายตัวได้ ฮะๆๆ”
ด้านพวกเพื่อนๆ และอาจารย์ มาสุมหัวกับชาวศาลเจ้า
“มันไปกะดวงเหรอ อ้าวๆๆ ยังไงกันล่ะเนี่ย” สมหมายถามขึ้น
“เอาแล้วไงๆ นี่มันตั้งกี่ชั่วโมงแล้ววะ” ปักเป้าว่า
“เฮ้ย หรือว่าจะมีอะไร..ที่เป็นปัญหาหรือเปล่า อย่าคิดอะไรไปในทางเสียหายดิวะ” หมีใหญ่บอกทุกคน
“อาจ้างสัญญากะอั๊วะว่าจะรีบตามมานา” อาหึ่งเอ่ยขึ้น
“แต่อั๊วว่า..มันต้องอยากอยู่สองต่อสองกะสาวมากกว่า” สารภีออกความเห็น
“อั๊วะอิ่มแล้ว ง่วงแล้วด้วย อยากกลับแล้ว” อาม่าสาลี่ว่า
“หรือเราจะกลับกัน ไม่รอไอ้จ้าง” กู๋เหลียงปรารภ
นักบวชตงเอ่ยขึ้น “ใช่..ในเมื่อพวกเราก็อยู่พร้อมหน้ากันขนาดนี้ ไงๆ มันก็ต้องไปหาพวกเราอยู่ดี”
ทุกคนมองหน้ากันไปมา


ด้านฟ้ากระจ่างยังนั่งกอดดวงยิหวาอย่างอบอุ่นอยู่ที่โซฟา ทั่งสองดูเคลิ้มคล้อยตกอยู่ในห้วงแห่งรัก เหมือนจะหลับ ผ่อนคลายตามสบาย
“ถ้าพ่อดวงมา..พี่จะโดนตีหัวหรือเปล่า”
ดวงยิหวายิ้มๆ แกล้งสัพยอก “สงสัยจะโดนทั้งคู่”
“พี่จะบอกนายเด่นว่า..พี่ชอบดวงมาตั้งแต่ก่อนที่จะมาเป็นลูกบุญธรรมนายหัวแล้ว..ตั้งใจว่าจะพยายามติดต่อกับดวงให้ได้ เพราะอยากจะคบกับดวงจริงๆ..นายเด่นน่าจะเข้าใจ”
“แต่ตอนนี้ พี่จ้างเป็นคุณฟ้ากระจ่าง..เป็นเจ้านายดวง..ใครๆ จะยอมให้เราคบกันเหรอคะ”
“เราโตแล้วนะดวง เป็นผู้ใหญ่พอ..ไม่ใช่เด็กๆ ใครจะได้มาบังคับ”
“มันไม่ใช่เรื่องแค่นั้นนะคะ พี่เป็นใคร..ดวงเป็นใคร”
“แล้วไง จะมีคนมากีดกันแบ่งชนชั้นงั้นเหรอ..แล้วทีคุณดินล่ะ..ทำไมคบกับดวงได้”
ดวงยิหวากำลังเคลิ้ม ถึงกับฉุนกึก “หยุดเลย..พี่จ้าง..อย่าเริ่มนะ” แล้วหันมาชี้หน้า
“อ้าว..ก็ดวงเป็นแฟนเค้าไม่ใช่เหรอ” น้ำเสียงเหวี่ยงสุดๆ
ดวงยิหวาผลักร่างฟ้ากระจ่างออกไป “ทุเรศ ดวงไม่ได้เป็นนะ พี่จ้างพูดแบบนี้เห็นดวงเป็นยังไง เดี๋ยวไปกะพี่ชายที เดี๋ยวไปกะน้องชายทีเหรอ..พี่เห็นดวงเป็นผู้หญิงเลวทรามเป็นนางพญาเทครัวเหรอไง” พูดจบก็ทำท่าจะร้องไห้ด้วยความเสียใจ
“ดวง..โอ๋ๆ”
ดวงยิหวาเลยร้องออกมาเลย “ฮือๆๆ พูดแบบนี้ก็จบเลย..ดวงจะหายไปจากโลกจริงๆ เลย คอยดู”
ฟ้ากระจ่างตกใจ ดึงรั้งดวงยิหวาเข้ามากอดกระชับ “พี่ขอโทษๆๆ..นะๆๆ”
ดวงยิหวาสะอื้นจนตัวโยน

รุ่งเช้า คลื่นม้วนตัวซัดทรายสีขาวบนชายหาด ไม่ไกลจากที่แห่งนั้นรถสปอร์ตของเกียรติบดินทร์จอดอยู่คันเดียวโดดๆ ที่ข้างรถ ผ้าห่มลายสก็อตช์ยี่ห้อแพงผืนใหญ่ที่อยู่ในท้ายรถ ถูกปูอยู่บนผืนทราย
เกียรติบดินทร์นอนหลับสนิทอย่างเมามาย โดยในอ้อมกอดของเขามีฟ้าใสซุกอยู่ ต่างคนต่างหลับกันไม่รู้เรื่อง

อ่านต่อหน้า 3




ลิขิตฟ้าชะตาดิน  ตอนที่ 14(ต่อ)

ตอนเช้าวันเดียวกัน บุรีอยู่ที่ระเบียงหน้าห้องพักโรงแรมแห่งหนึ่งในหาดใหญ่ ด้วยหน้าตาที่ร้อนใจสุดๆ ขณะกำลังเคาะประตูห้อง สักพักประตูเปิดออกพร้อมกับเฮียปุ่นโผล่หน้ามา

“เป็นไง..คุณบุรี ตกลงไหม้วอดทั้งอาคารเลยไหม”
“วอดกะผีสิ ไม่เห็นมีข่าวอะไรเลย” บุรีบอกฉุนๆ
“เฮ่ย เป็นไปได้ไง ก็ดูแล้วว่าไฟมันติดชัวร์ๆ แล้วก็รีบบึ่งตามคุณบุรีมานี่ ให้คนรู้จักหลายคนเห็นเป็นพยาน ว่าผมกะจุ้ยเที่ยวอยู่ในตลาดหาดใหญ่ทั้งคืน..ตามแผนแล้วนะ”
เฮียจุ้ยโผล่มาจากข้างหลัง อ้าปากหาวหวอดๆ “มันอาจไม่ใช่ข่าวใหญ่จนออกสื่อก็ได้นะครับ แค่อาคารที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จไหม้น่ะ มันไม่ใช่ตลาดใหญ่ หรือบ้านคนสำคัญอะไร คุณลองโทร.ไปถามใครสิ ว่าอะไรยังไง แต่ระวังหน่อย ขืนพูดไปตรงๆ เดี๋ยวจะเป็นพิรุธ”
“หรือมันอาจไหม้ แต่ดับซะก่อน หรือมีคนไปดับทัน”
“อันนั้นผมก็ไม่รู้แล้ว” เฮียจุ้ยหาว
บุรีรู้สึกกังวลไม่หาย

เวลาเดียวกันนายน้อมเข้ามารายงาน ขณะที่บัญชากินอาหารเช้า ซึ่งทรายทองกำลังดูแล
“ไม่กลับครับ..ไม่อยู่ทั้งคุณจ้าง คุณดิน ไม่ได้กลับบ้านทั้งสองคน” นายน้อมว่า
“ทรายโกรธพี่จ้างแล้วล่ะค่ะ”
“จ้างนี่ยังไง..เมื่อคืนก็ไม่มา เราอุตส่าห์จัดให้ ตกลงมัวไปทำอะไรกันแน่ แย่มาก..คอยดูนะ แม่จะดุซะให้หูตูบเลย” ดารากานต์เอ่ยขึ้น
บัญชามองดารากานต์ แล้วยิ้มหยันๆ “น้องดินก็หายไป ไม่เห็นหน้าเลย..คุณไม่คิดจะดุแกบ้าง”
ดารากานต์ถอนใจ เลี่ยงไป “ค่ะ..ก็เพิ่งเข้าใจ..ว่ามีลูกชายนี่มันทำให้ปวดหัวแบบนี้เอง มีลูกสาวเสียยังดีกว่า”
“คุณก็มีลูกชายมาตลอดนี่..ไม่ใช่เพิ่งมี” บัญชาหลุดปากประชด
ป้าบัวกระแอมขัดจังหวะ “เอ่อ..นายหญิง นายหัวคะ..น้ำเต้าหู้จะเย็นซะหมดแล้วค่ะ”
บัญชานิ่งไป ทรายทองหยิบน้ำเต้าหู้ให้ บัญชารับไปดื่ม
พอดี มือถือบัญชาที่นายน้อมถือไว้ดังขึ้นมา นายน้อมกดดู
“คุณบุรีครับผม”
“เอามา”
นายน้อมกดรับ แล้วส่งให้ “กดรับแล้วนะครับ”
บัญชาถือไปแล้วพูดสาย “ว่าไง”

“ทุกอย่างเรียบร้อยดีนะครับ” บุรียังอยู่แถวระเบียงหน้าห้องโรงแรมแห่งนั้น
“ทุกอย่าง? ทุกอย่างของเธอหมายถึงอะไร?”
“อ๋อ พอดีผมมาหาดใหญ่น่ะครับ แต่ก็ยังอดห่วงงานไม่ได้ นายเด่นก็ส่งไปประกบไอ้กำนันนั่นอยู่ เลยไม่รู้ ว่างานที่ปิดจ๊อบไปโอเค.เปล่า”
“ก็โอเคหนิ เมื่อวานเค้าก็มากินเลี้ยงกันที่นี่..ไม่เห็นมีใครว่าอะไร”
“อ้อ ครับๆ ถ้าทุกอย่างสำเร็จลงด้วยดี ผมก็ดีใจ..นายหัวอยากได้อะไรจากหาดใหญ่ไหมครับ ผมจะได้ซื้อไปฝาก”
สีหน้าบุรีคาใจมากๆ

ตอนสายๆ วันเดียวกัน ชาวศาลเจ้าแต่งชุดมาเที่ยวชายหาดถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ลั้นลากัน เล่นน้ำกัน บ้างนั่งเล่น กินของกินที่เก้าอี้ผ้าใบ
ดารากานต์ กับทรายทองเดินตามหาตามที่นายน้อมบอก
“อยู่ไหนกันแน่เนี่ย นายน้อมจะมั่วหรือเปล่า” ทรายทองบ่นอุบ
ดารากานต์มองหาจนเห็น ออกอาการดีใจ “นายน้อมไม่มั่วหรอกทราย..นั่นไง..อยู่กันที่นั่น”
“อี๋..พี่จ้างนี่ เดี๋ยวนี้เป็นถึงคุณฟ้ากระจ่างแล้ว ก็ยังติดนิสัยพวกคนจน ชอบมาเที่ยวหาดของพวกฉิ่งฉับทัวร์อยู่ได้”
ทั้งสองรีบเข้าไป
นักบวชตง อาหึ่ง ที่กำลังนั่งกินของที่เก้าอี้ผ้าใบ รีบลุกกันมารับ
“อาจารย์คะ จ้างล่ะ” ดารากานต์ถามทันที
“อ้าว จ้างไปทำงานนี่ครับ เดี๋ยวเสร็จแล้วค่อยตามมา” นักบวชตงตอบ
“มันทำงานตั้งแต่กลางคืน ถึงตอนนี้ ยังไม่เสร็จเลยครับ” อาหึ่งบอก
“อะไรกัน..เป็นไปไม่ได้ ทรายไม่เชื่อหรอกค่ะ คุณป้า” ทรายทองไม่เชื่อ
อาม่าสาลี่เข้ามาสมทบพูดเป็นเชิงตำหนิ “ทำไมจะไม่เชื่อล่ะ อาจ้างไม่เคยโกหกนะหนู
“ใช่ๆๆ อาจ้างได้รับการอบรมมาอย่างดี มันเป็นคนจริงจัง ไม่ใช่คนกะล่อน เหลวไหลไปวันๆ”
“ดิฉันนึกว่าจ้างพาพวกคุณมาเที่ยวกัน ก็เลยจะตามมาเที่ยวด้วย”
“อะไรกัน แม่อย่างชั้นยังรู้เลย ว่าจ้างทำอะไรอยู่ แล้วแม่อย่างคุณนายไม่รู้เหรอ” สารภีพูดตามประสา ไม่คิดอะไร
แต่ดารากานต์ฟังแล้วถึงกับซีด

ทางด้านบุรีกำลังหอบหิ้วเอาพวกอาหารการกินต่างๆ เดินมาในท่าทางเพลียๆ จนถึงหน้าห้องพัก ตัวเอง จึงเคาะประตู แต่เคาะอยู่นานสองนาน กลับเงียบกริบ
“ยังนอนไม่ตื่นหรือไง..โทรศัพท์ก็ปิดเครื่อง..หรือว่าไม่สบายหนัก” บุรีร้อนใจ ไขกุญแจเปิดห้องทันที
ภายในห้อง เตียงไม่มีร่องรอยคนนอน แต่ถุงช้อปปิ้งเมื่อวันก่อนกระจายเกลื่อน แต่ไม่มีของในถุงแล้ว
บุรีรีบวางของลง อย่างงงๆ แล้วร้องเรียก “ฟ้าใส...ฟ้าใส...”
บุรีเดินหาไปรอบห้อง เปิดห้องน้ำ ไม่มี ไปดูที่ระเบียงก็ ไม่มี
“ไปไหนวะ” บุรีประหลาดใจมาก

เวลาเดียวกันนั้นเกียรติบดินทร์มาเล่นเวคบอร์ด กำลังเล่นอยู่ในท่าอย่าง เท่ โครตๆ อย่างคนที่เล่นเก่งมากมาย ฟ้าใสดูอยู่ข้างบึง ด้วยความรู้สึกตื่นเต้น ส่งเสียงตะโกนเชียร์กรี๊ดกร๊าด
ผู้คนต่างหันมาดูลีลาเกียรติบดินท์เล่น ฮือฮา และชื่นชม

เวลาต่อมาฟ้าใสกำลังหัวเราะคิกคักมองอาหารอยู่บนโต๊ะ ซึ่งก็คือส้มตำจานใหญ่ ที่มีพริกแดงแจ๋บอกรสชาติเผ็ดจี๊ดแซบนัวถึงใจ ซึ่งวางอยู่ตรงหน้ากึ่งกลางระหว่างฟ้าใสกับเกียรติบดินทร์
“เป่า-ยิ้ง-ฉุบ” ทั้งคู่กำลังแข่งหาคนชิม
ฟ้าใสออกกระดาษ เกียรติบดินทร์ออกค้อน ฟ้าใสรีบเอามือกระดาษตัวเองไปหุ้มมือค้อนอีกฝ่าย
“อ๊าย..ฟ้าใสชนะๆ คุณดินโดนนนน..
“สบายมาก..”เกียรติบดินทร์ ตักส้มตำที่มีเม็ดพริกประดับเข้าปาก เคี้ยวกร้วมๆๆ สักพัก กลืนเอื๊อกลงคอ แล้วอ้าปากให้ดู “หมดแล้ว..มา!!”
ทั้งสองเป่า-ยิ้ง-ฉุบ..คราวนี้ฟ้าใสออกกรรไกร เกียรติบดินทร์ออกค้อน
“ห้าๆๆ “เกียรติบดินทร์เอามือค้อนทุบๆๆมือกรรไกรของฟ้าใสเบาๆ “ไม่ใช่โอกาสทองของเจ้า..เสร็จ..เสร็จแน่ๆ” พร้อมกับเลื่อนจานส้มตำไปตรงหน้าฟ้าใส
“อ๊าย..ตายแน่ๆๆ ฮือๆๆ” ฟ้าใสตักจิ้มส้มตำขึ้นมานิดเดียว
เกียรติบดินทร์เห็นเข้าก็ดึงมือไว้ “ไม่ได้..อย่ามาขี้โกง เอาใหม่..เร็ว!!”
“ใจร้ายยย”
ฟ้าใสตักส้มตำ เกียรติบดินทร์ตักพริกขี้หนูสวน วางแถมให้ในช้อน 1 เม็ด ฟ้าใสทำท่าสยอง แล้วก็ตักส้มตำใส่ปาก
เกียรติบดินทร์เข้าไปจับหน้าไว้ “ห้ามขี้โกง..เคี้ยวๆๆๆให้ละเอียด..ช้าๆ..ชัดๆ”
ฟ้าใสเผ็ดจนน้ำตาไหล รีบๆ เคี้ยวๆๆ แล้วก็กลืนเอื๊อก
เกียรติบดินทร์ไม่วางใจ “อ้าปาก”
ฟ้าใส อ้าปากให้ดู แล้วรีบคว้าแก้วน้ำมา ซดเอื้อกๆๆ หน้าแดงก่ำ น้ำตาไหลพราก
“ห้าๆๆๆ สะใจจริงๆ เลย สมน้ำหน้า ท้าใครไม่ท้า มาท้าชั้น” เกียรติบดินทร์ชอบอกชอบใจ
“ผู้ชายบ้าอะไรเนี่ย กินเผ็ดยังกะนกขุนทอง” ฟ้าใสบ่นอุบ
“สนุกดีนะ เกมของเธอแต่ละเกม บ้าๆ บอๆ ดีว่ะ อยู่กะเธอนี่ก็ไร้สาระดีนะ หายเครียดไปได้มาก อ่ะ..มีอะไรจะแข่งกะชั้นอีกล่ะ..จัดมา”
“ยิ้งฉุบ ใครแพ้ คนนั้นต้องไปเดินแบบรอบๆ ร้านนี้ 1 รอบ”
“ได้เลย..มา”
สองคนลุกมาเป่ายิ้งฉุบอีกรอบ เกียรติบดินทร์หน้าตาเอาเป็นเอาตายมาก ไม่สนคนรอบข้าง ยิ้งฉุบ 3 ที ดันออกตรงกัน ทำให้เสมอ ไม่แพ้ชนะ จนครั้งที่ 4 ฟ้าใสแพ้อีก
“ก๊าก..เรียบร้อย..ไปเลย..ฟ้าใส ไปเดินแบบเลย เอาให้เริดๆ เลยนะ ห้าๆๆ”
ฟ้าใสลุกขึ้น ยืนโพส จิกปลายเท้า แล้วเดินแบบไปรอบๆ ร้าน มีหยุด หมุน โพสท่าต่างๆ
ผู้คนมองกัน บ้างงง บ้างขำ
เกียรติบดินทร์ตบมือ หัวเราะชอบใจเอามากๆ ประหนึ่งคนเสียสติ

เด็กเสิร์ฟจากร้านอาหารแถวๆ นั้น ยกถาดอาหารที่จัดวางดูดีกว่าที่ชาวศาลเจ้ากินกันริมหาด มาจัดโต๊ะ และตั้งกันเป็นกิจจะลักษณะ มีทั้งจาน ชาม ข้าวของที่เข้าชุด วางปลา กุ้ง ข้าวผัดที่ดูดี มีแกงเป็นหม้อไฟมา ชาวศาลเจ้ามองหน้ากันอึ้งๆ
“แหม...คุณนายเลี้ยงอีกแล้ว..ทุกเวลา ทุกโอกาส คุณนายก็เป็นเจ้าภาพทุกที งั้นมื้อนี้..ให้พวกเราเลี้ยงคุณนายมั่งดีกว่า” อาม่าสาลี่เอ่ยขึ้น
“ช่ายๆๆ..เดี๋ยวมื้อนี้พวกเราจ่ายเอง” กู๋เหลียงเห็นด้วย
“ไม่ได้ค่ะ ไม่ได้ๆๆ นี่มันถิ่นของชั้น ชั้นก็ต้องจ่ายสิคะ” ดารากานต์ปฏิเสธทันที
“แล้วนี่..ตกลงเมื่อไหร่พี่จ้างจะมาคะ รอนานแล้วนะ” ทรายทองถามถึงฟ้ากระจ่างอยู่นั่น
“แล้วเธอเป็นใคร ถามซ้ำๆ ซากๆ อยากจะเป็นแฟนเค้าเหรอ เสียใจนะ จ้างเค้ามีแฟนแล้ว สวยด้วย” สารภีชักรำคาญเลยคุยโอ่
“ไม่เอาน่า สารภี อย่าพูดมาก” อาหึ่งปราม
“อะไรนะคะ จริงเหรอคะ จ้างมีแฟนแล้ว อยู่ที่ไหนคะ” ดารากานงง
“โอ๊ย..ก็ไม่ใกล้ไม่ไกลร้อก” สารภีโว
“อาสารภี..ลื้ออย่าซี้ซั้ว” นักบวชตงปรามอีกคน
“ป้า ป้าบอกมาเดี๋ยวนี้นะ ใครเป็นแฟนพี่จ้าง” ทรายทองอยากรู้ ถามอย่างคาดคั้น
“เป็นพวกสาวๆ ในตลาดหรือคะ หรือพวกบ้านใกล้ๆ ศาลเจ้าคะ” ดารากานต์ก็อยากรู้
“ไม่มีอะไรหรอกครับ คุณนาย คุณนายอย่าสนใจเลย เรื่องไร้สาระ อีนี่มันบ้าๆบอๆ วันๆมันก็เพ้อไปเรื่อย” อาหึ่งรีบตัดบท
“อาจ้างมันก็โตแล้ว เป็นผู้ใหญ่แล้ว รับผิดชอบตัวเองได้ มันจะรักชอบใครก็เป็นเรื่องปกติ ไม่เห็นจะต้องเป็นปัญหาเลย” กู๋เหลียงว่า
ดารากานต์นิ่งไป สีหน้าเครียด “แต่..สำหรับดิฉัน เรื่องแฟนของจ้าง เป็นเรื่องสำคัญมากนะคะ จ้างควรจะรักคนที่ดี คนที่เหมาะสมกับเค้า”
“จ้างมันคงไม่รักคนไม่ดีมังครับ แต่เรื่องที่เราควรจะคิดถึงมากที่สุด..น่าจะเป็นความสุขของจ้างไม่ใช่เหรอครับ ลูกรักใคร พ่อแม่ก็ควรจะรักด้วยสิ” อาหึ่งบอกซื่อๆ
“แต่คงไม่เป็นปัญหาหรอกค่ะ จ้างว่าง่าย ไม่ใช่เด็กดื้อ ชั้นบอกอะไร จ้างเค้าก็ทำตามทุกอย่าง” ดารากานต์ยิ้มอย่างอวดโอ้ “ชั้นก็กำลังมองๆ ผู้หญิงที่สมกับเขา แล้วก็เป็นเด็กดี น่ารักมาก..ไว้ให้จ้างคนนึง..เดี๋ยวถ้าสำเร็จยังไง จะรีบบอกพวกเราทุกคนนะคะ”
ทรายทองแอบเครียด ชาวศาลเจ้ารู้สึกแปร่งๆ หู มองอย่างขวางๆ แล้วแอบสบตากัน

ผลไม้ซึ่งล้วนเป็นของนอกจากหาดใหญ่ วางลงเป็นถุงๆ ตรงหน้าบัญชา
“ของฝากจากหาดใหญ่ครับ” บุรียิ้มๆ
“ไปเที่ยวเหรอ” บัญชาถามเสียงเรียบ
“ไปสังสรรค์กะเพื่อนๆ นิดหน่อยครับ นานๆ ที..นายหัวสิ ไม่ออกจากบ้านบ้าง เบื่อแย่”
“ชั้นจะมีปัญญาไปไหนได้ล่ะ”
“ทำไมจะไม่มี จริงไหม นายน้อม” บุรีหันมาหาแนวร่วม
“ก็ เอ้อ..ครับผม”
“ดูสิ บ้านเงียบเชียบ คนอื่นคงไปเที่ยวกันหมด แล้วนายหัวต้องมาเฝ้าบ้านงั้นเหรอ”
“แหม..มันก็ไม่ใช่อย่างนั้นครับ” นายน้อมเอ่ยขึ้น
“ชั้นชอบอยู่บ้าน ชั้นพอใจที่จะอยู่อย่างนี้เอง จะให้ชั้นออกไปโชว์สารรูปพิกลพิการให้คนทั้งเมืองสมเพชเรอะ” บัญชาว่า
“โห..นายหัวคิดแบบนี้ก็แย่สิครับ..มันไม่ถึงขนาดนั้นซะหน่อย นายหัวควรจะออกไปเปิดหูเปิดตา..บ้าง อยู่แบบนี้..คิดแบบนี้ มันก็มีแต่จะทำให้เราแย่ลง อย่างน้อย..นายหัวก็ไปเยี่ยมชมไซด์งานของเราบ้าง ไม่ใช่ว่าจะไปเที่ยวร่อนในเมืองให้คนเห็นทั้งตลาดซะเมื่อไหร่..อย่างงานอาคารเรา..ที่กำลังจะส่งมอบสัปดาห์หน้า นายหัวไม่อยากรู้บ้างหรือครับ..ว่ามันออกมาแล้วเป็นไง” บุรีรีบสอพลอต่อ
“ชั้นก็ไว้ใจพวกแกให้ช่วยดูแทนแล้วไง”
“คนอื่นดูแทน..กับตัวเองเห็นเองกับตา มันต่างกันมากนะครับ”
นายน้อมมองบุรี แปลกใจ รู้สึกสงสัยขึ้นมาตงิดๆ

รปภ.ทั้งสองคนมองหน้ากัน สยอง ก่อนที่คนนึงจะรีบวิ่งไปเปิดที่กั้น ให้รถตู้ของบ้านบัญชาแล่นเข้ามา
วีลแชร์ถูกเข็นมาตามพื้นภายในอาคาร บัญชานั่งอยู่โดยมีนายน้อมเข็น บุรีเดินประกบมา
คนงานเดินเข้าเดินออก กำลังทำงานวุ่นๆ พอหันมาเห็นพวกบัญชา ก็ตกใจ รีบไหว้แล้วหลบเลี่ยงหลีกทางกัน
“อะไรกันเนี่ย ไอ้พวกนี้ มันมีทั้งช่างทำพื้น ช่างไม้ งานเสร็จหมดแล้ว มันมาทำไมกัน” บุรีถามขึ้น
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น” บัญชาสงสัย
“เหมือนเค้าเร่งรีบๆ..หรือจะมาเก็บของกัน” นายน้อมบอก
“ของมันต้องเก็บไปหมดตั้งนานแล้ว..ช่างฝ่ายไหนออกวันไหน ต้องเคลียร์ของกลับไปให้หมดในวันนั้นสิ..แกไม่รู้อะไรแล้วเงียบไปดีกว่า” บุรีรีบเดินนำเข้าไป


บุรีเดินนำเข้ามาในห้อง นายน้อมเข็นบัญชาเข้ามา ภายในห้องนั้นเวลานี้ ทุกพื้นที่ปกติดีแล้ว กำลังมีช่างขัดๆ รีบขัดอยู่ ผนังก็ถูกซ่อมแซมจนดูปกติ และมีช่างกำลังทาสีอยู่
แผงปลั๊กไฟตรงที่เป็นจุดต้นไฟ ถูกเปลี่ยนเป็นแผงใหม่เอี่ยมเรียบร้อย หมีใหญ่กำลังใช้ไขควงเช็คกระแสไฟจิ้มๆๆ อยู่ สมหมาย กับปักเป้ากำลังเก็บอุปกรณ์ทำไฟใส่กระเป๋าอุปกรณ์เป็นระเบียบเรียบร้อย
อีกมุมหนึ่ง ฟ้ากระจ่าง กับ 2อาจารย์ กำลังคัดหลักฐานไฟไหม้ เช่น แผงปลั๊กที่ไหม้เกือบหมด ไม้ถ่านๆ แยกใส่ถุงพลาสติกใส เหมือนพวกพิสูจน์หลักฐาน
นายเด่น กับดวงยิหวา ยืนคุยกันหน้าตาจริงจังอยู่ที่ริมหน้าต่างอีกด้านหนึ่ง
จังหวะหนึ่งนายเด่นหันมาเห็นบัญชาก่อน สะดุ้ง รีบเข้ามารับหน้า ตามด้วยดวงยิหวา
“เอ่อ...” นายเด่นยกมือไหว้บุรี และบัญชา “นายหัว..คุณบุรี ทราบเรื่องแล้วหรือครับ”
ฟ้ากระจ่าง และคนอื่นต่างหยุดมือ หันมารอฟัง
“เรื่องอะไร เกิดอะไรขึ้น” บุรีรีบถามนำ
“เมื่อคืน..เกิดไฟไหม้ที่นี่ครับ” ฟ้ากระจ่างตอบด้วยท่าทีสุภาพ
“ไฟไหม้ ไหม้เพราะอะไร” บัญชา อึ้ง ประหลาดใจ
บุรีมองๆ แล้วเดินไป หยิบถุงที่มีเศษแผงปลั๊ก เดินกลับมาชูตรงหน้าจ้าง
“ปลั๊กไฟไหม้..ขนาดนี้..แปลว่าอะไร คุณจ้าง?”
ฟ้ากระจ่างตอบน้ำเสียงเรียบๆ ไม่ตื่นเต้นหรือตกใจ “ต้นไฟมันน่าจะเกิดจากจุดนี้ครับ”
“แกทำไฟไหม้ แล้วก็พยายามเคลียร์ กลบเกลื่อนหลักฐาน..คิดจะซ่อนความผิดไว้ ไม่ให้ใครรู้อย่างนั้นเหรอ..จ้าง แกหลบหน้าชั้น เรื่องใหญ่อย่างนี้ แกก็ไม่รายงานอะไรให้ชั้นรู้เลย เพราะอย่างนี้เองใช่ไหม ที่แกไม่กลับบ้าน” บัญชาทั้งหงุดหงิดและฉุนขาด
“เพราะอย่างนี้เอง ที่คุณบุรีอยากให้นายหัวออกมาที่นี่” นายน้อมหันไปสบตาคุณชายใหญ่
“เพราะชั้นอยากเห็นผลงานของจ้างไง..ใช่สิ..ในเมื่อจ้างมารับผิดชอบงานแทนชั้น ชั้นยอมรับ..ว่าอยากมาดู..ว่าจ้างจะทำให้พวกเราเสียชื่อหรือเปล่า..แล้วก็เป็นอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด เพราะขาดประสบการณ์ ผิดพลาด หรือชุ่ยก็ตาม..มันเกิดไฟฟ้าลัดวงจรขึ้นจริงๆ ด้วย”
“ไม่ใช่ค่ะ ไม่ได้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร” ดวงแทรกขึ้นอย่างเหลืออด
บัญชา “แล้วเกิดอะไร” บัญชาถามเสียงขุ่น
“มีคนลอบเข้ามาวางเพลิงครับ”
“คนลอบเข้ามาวางเพลิง คนมาวางเพลิง..ที่แผงปลั๊กไฟ..เนี่ยนะ” บุรียื่นปลั๊กไปใส่หน้าฟ้ากระจ่าง
“ใช่ครับ..เพราะคนที่เข้ามาวางเพลิง..เจตนาที่จะทำให้คนเข้าใจว่า..ต้นไฟ มาจากการที่ไฟฟ้าลัดวงจรไงครับ..คุณบุรี” น้ำเสียงตอนท้ายฟังดูเรียบๆ ซื่อๆ อย่างจงใจ
บุรีมองหน้า สงสัยว่ารู้อะไรเปล่า ทว่าฟ้ากระจ่างมองตอบ หน้าตาแบ๊วใสซื่อ

บัญชานั่งอยู่บนวีลแชร์ มองอาคารหลังนั้น อย่างใคร่ครวญครุ่นคิด
ทุกคนยืนอยู่รายรอบ หน้าตาจริงจัง
เสียงนายเด่นกำลังรายงานมาตั้งแต่เริ่ม
“เมื่อคืน..ผมกลับจากที่ไปสังสรรค์กับกำนันตามที่นายหัวสั่ง พอมาถึงบ้าน..ก็เจอคุณจ้างมารออยู่แล้ว โชคดี..ที่คุณจ้าง ดวงยิหวา กับพวกรปภ. คือคนที่มาเจอตอนไฟไหม้ แล้วช่วยกันดับไฟทัน ทำให้ไม่มีข่าวแพร่งพรายออกไปภายนอก ผมมาถึง..ผมก็รีบมาดู แล้วรีบโทร.ตามพวกลูกน้องมากันด่วน..เมื่อคืนนี้ทั้งคืน ทุกคนตรงนี้ ช่วยกันทำห้องนั้นให้เหมือนเดิม ไม่ใช่เพื่อกลบเกลื่อนความผิด..แต่เพื่อให้ส่งมอบให้ทางราชการตามกำหนดให้ได้”
“แล้วไง” บุรีลอยหน้าถามกวนๆ
“มีคนเข้ามาวางเพลิงครับ” นายเด่นบอก
“รู้ได้ยังไง” บัญชาซัก
“เพราะประตูหลัง...ที่เป็นประตูเข้าออกของคนทำงาน..ถูกไขเปิดอยู่” นายเด่นอธิบาย
“ตอนที่ดวง..กับคุณจ้างมาเห็นว่าไฟไหม้..คุณจ้างถือกุญแจ..วิ่งนำมา..จะไขเข้าไป..แต่ปรากฏว่าประตูเปิดอยู่แล้ว..โดยไม่ได้โดนงัด..แสดงว่า..คนที่เข้าไปวางเพลิง ก็มีกุญแจที่ไขประตูนี้ได้เหมือนกันค่ะ”
“เป็นไปได้ไหมล่ะ ว่า..ประตูมันอาจจะถูกเปิดไว้..จากทีมงานช่างไฟ..ที่เลินเล่อหลงลืมก็ได้” บุรีออกความเห็น เบี่ยงประเด็นไป
“ผมไม่ได้หลงลืมแน่ๆครับ ผมเป็นคนล็อกประตูหลังด้วยมือผมเอง” อาจารย์สมบัติบอก
“ใช่ครับ พวกเราเห็นกันทุกคน” สมหมายยืนยัน
“รวมทั้งเรื่องไฟฟ้าลัดวงจรด้วย..มันเป็นไปไม่ได้แน่ๆ” อาจารย์อีกคนเสริม
“เพราะ?” บัญชาถามซัก
“เพราะก่อนจะออกจากอาคารนี้ เราได้ปิดเบรกเก้อร์ตัดไฟฟ้าของอาคารนี้ทั้งหมดลงแล้ว แล้วผมก็ใส่กุญแจปิดฝาแผงเบรกเก้อร์ แล้วก็เอากุญแจติดตัวไป ตอนที่ไปกินเลี้ยงบ้านนายหัว” อาจารย์บอก
ถึงตรงนี้นายเด่นรีบอธิบายเสริมน้ำเสียงจริงจัง “กุญแจเบรคเก้อร์มี2ชุด ผมถือชุดนึง อาจารย์ถือชุดนึง..แล้วตอนที่ผมมาดูสภาพหลังไฟไหม้กับคุณจ้าง..กุญแจเบรกเก้อร์ยังปิดอยู่อย่างดี ไม่มีใครแตะต้อง..ผมถึงสรุปได้แน่ๆ ว่า ไม่ได้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรที่นี่ แต่มันมีคนเข้ามาวางเพลิงครับ”
“คนที่มาวางเพลิง ตั้งใจจะให้คนเข้าใจว่าเป็นไฟฟ้าลัดวงจร แล้วเป็นคนที่มีกุญแจทีมงานด้วย..อย่างนั้นเหรอ”
บัญชาหันมามองบุรี ในขณะที่บุรีมองตอบไม่ยอมหลบสายตา แต่หน้าตางงงันเต็มที่ว่าเป็นอย่างนี้ได้ไง

เวลาเดียวกันนั้น เกียรติบดินทร์เดินจูงมือฟ้าใสเข้ามาในบ้าน
ฟ้าใสกวาดตามองไปรอบๆ บ้าน แอบแหยง นิดๆ “คุณดินแน่ใจเหรอ..ว่าจะไม่มีใครมาตะเพิดฟ้าใสออกไปจากบ้าน
“ก็ลองดูสิ..ใครมันกล้า ก็มาเลย”
“คุณพ่อคุณแม่คุณ..ทำไมจะไม่กล้า”
“คุณพ่อคุณแม่เหรอ.. ไม่มีใครสนใจชั้นหรอก..ไม่มีใครคาดหวังอะไรในตัวชั้นอยู่แล้ว ชั้นจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น แล้วคนเราจะพาเพื่อนมาบ้าน มันผิดตรงไหน มันหมายความว่า..ชั้นยังพอมีคนคบอยู่บ้างนะ คุณพ่อคุณแม่น่าจะดีใจ” เกียรติบดินทร์หัวเราะแค่นๆ
ฟ้าใสพลอยหัวเราะตามไปด้วย ป้าบัวเดินออกมา ตาเบิกโพลง ฟ้าใสหันมาสบตาเกียรติบดินทร์ทำนองว่าถามว่ายัยป้านี่ใคร
เกียรติบดินทร์รีบโอบฟ้าใสมาหา “ป้าบัว ทำไมบ้านเงียบจัง ไม่มีใครอยู่เลยเหรอ”
ป้าบัวไม่ตอบจดจ่อจ้องจับอยู่ที่ฟ้าใสเขม็ง “นั่น..ใครคะ คุณดินพาใครมา”
“เพื่อน..อ้อ แล้วป้าบัวช่วยหาอะไรอร่อยๆ ให้กินหน่อยนะครับ เราหิว..มาก”
ฟ้าใสยิ้มกับเกียรติบดินทร์ แล้วหันมายิ้มให้ป้าบัวอย่างกว้างขวาง แต่ไม่คิดจะไหว้ ป้าบัวอึ้งในท่าทีนั้นจนพูดไม่ออก
“ไป..พักผ่อนกันก่อนดีกว่า เรา..วันนี้เหนื่อยกันมามากแล้ว..เนอะ!!”
เกียรติบดินทร์กอดคอ พาฟ้าใสขึ้นชั้นบนไป พลางหัวเราะกันคิกคัก ในขณะที่ป้าบัวจะเป็นลม

ด้านดารากานต์กำลังเลือกซื้อของกิน พวกปลา หอย ของเค็ม กะปิ ขนมกวนๆ ในร้านขายของที่ระลึก ริมชายหาด
ดารากานต์พูดกับอาม่าสาลี่ “พวกปลานี่กินกับข้าวต้มดีนะคะ ปลาหมึกแห้งด้วย เอากลับไปเยอะๆ เลยนะคะ ที่นั่นคงหาของดีๆ อร่อยๆ แบบนี้ยาก อ่ะ จัดมาอย่างละกิโลเลยจ้ะ” หันหน้าไปทางคนขาย
“พอแค่นี้นะคะ คุณดารากานต์ ไม่ต้องซื้ออะไรให้พวกเราอีกแล้วนะคะ”
“อ้าว..แล้วพวกขนมล่ะ ยายซิ้ม...” ทรายทองถาม
สารภีเดินสะกดรอยมา สีหน้าเครียด แล้วจู่ๆ เข้ามาแทรกกลางวง ระเบิดคำพูดออกมาอย่างเหลืออด
“จ้างบอกว่า..ทำงานให้คุณนายเสร็จเมื่อไหร่..จ้างจะกลับมาอยู่กะพวกเราเหมือนเดิม”ดารากานต์สะดุ้ง หันไป

“จุ๊ๆๆ สารภี ไม่เอาน่า” อาม่าสาลี่รีบห้าม
“คุณนายไม่ใช่เจ้าของอาจ้าง อาจ้างไม่ใช่ทาส..ที่คุณนายจะสั่งให้ทำอะไรก็ได้”
ดารากานต์ ทรายทอง สะดุ้งตกใจ
ระหว่างนั้นอาหึ่งตามเข้ามาจับสารภีไว้ “สารภี..หยุด..ไปเดินเล่นทางโน้นกัน ไป..อย่าไปกวนคุณเค้า”
“อย่าแส่!” สารภีสะบัดอาหึ่งกระเด็นไป “อย่านึกว่าชั้นสบายดีนะ ชั้นป่วย จ้างมันก็ต้องกตัญญูกะชั้นเหมือนกัน…”
“ถ้าคุณสารภีเจ็บป่วย แล้วจ้างจะไปเยี่ยม ไปดูแลบ้าง ชั้นก็ยินดีนะคะ”
“ชั้นไม่ได้หมายถึงแค่มาเยี่ยม จ้างต้องกลับบ้าน กลับมาดูแลพ่อแม่ที่ศาลเจ้า” สารภีว่า
“เอ้อ..ตอนนี้จ้างเค้าก็อยู่ที่บ้านของเค้าแล้วนะคะ บ้านของจ้างอยู่ที่นี่ค่ะ” ดารากานต์บอก
“ไม่ใช่! พวกคุณเห็นจ้างเป็นแค่คนงาน ตั้งแต่ชั้นมา ชั้นไม่เห็นจ้างมันมีเวลาว่างนั่งพักสบายๆ เลย มันทำแต่งานๆๆ นี่มันอะไรกันจ๊ะคุณนาย”
“พอได้แล้ว สารภี ขืนแกทำตัวไม่มีมารยาทแบบนี้ ก็กลับเลย กลับๆๆ” กู๋เหลียงสั่ง
“คุณนาย ขอโทษนะครับ เอ้อ สงสัย..เราคงต้องลากลับแล้วล่ะ ไป สารภี ไปเดี๋ยวนี้” นักบวชตงขอโทษดารากานต์
“อย่าเพิ่งสิคะ ไม่รอเจอจ้างหรือคะ..ดิฉันไม่ถือสาหาความอะไรคุณสารภีหรอกค่ะ แกไม่ค่อยเต็มเต็ง..ดิฉันเข้าใจ”
ฟังคำพูดดารากานต์ อาหึ่งถึงกับยั๊วะ
“อ่าวๆๆ ทำไมมาว่านังสารถีมันแบบนี้ล่ะ คุณนาย สารภีมันไม่ได้บ้านะ มันแต่ติงต๊องนิดหน่อยเอง พวกผมด่ามันได้ แต่คุณนายไม่มีสิทธิ์จะมาว่ามัน”
“อาหึ่ง…ใจเย็นๆ” อาม่าปราม
“ดีๆ ชั่วๆ มันก็ป้อนข้าว เช็ดขี้ไอ้จ้างมา แล้วคุณนายล่ะ ทำอะไรมั่ง” อาหึ่งพูดประชด
กู๋เหลียงรีบห้ามทัพ ก่อนจะไปกันใหญ่ “ไปกันใหญ่แล้ว อาหึ่ง จบเลย จบๆๆ อาม่า พาสารภีมาเลย อาจารย์ตง ช่วยกันเอาไอ้หึ่งไปขึ้นรถ ไปเลยๆๆ กลับๆๆ”
ทรายทองเข้ามาจับมือปลอบใจดารากานต์ ที่ตกตะลึง ชาวศาลเจ้าฉุดรั้งกันวุ่นวายไปหมด

ในเวลาต่อมา นายน้อม กับนายเด่น ประคองบัญชาให้นั่งลงที่เตียง บุรีตามมาติดๆ มองประเมินอย่างร้อนตัว
“เอ่อ ที่สรุปกันว่า..คนวางเพลิง..เป็นคนใน..ผมมีความรู้สึกว่า มันไม่ยุติธรรมกะพวกผม”
นายน้อม กับนายเด่น หันไปมองหน้ากัน
“ยังไม่มีใครว่าเธอเลยนะ” บัญชาเอ่ยขึ้น
“ผมไม่ได้ร้อนตัวนะ แต่ต่อให้เด็กป.4 มันก็คิดได้ ถ้าจะคิดจากปัญหาที่มันเกิดขึ้นหลังๆ นี่ ว่าคนที่น่าสงสัยที่สุด มันคือพวกผม โอเคๆๆ ไฟไหม้มันอาจจะไม่ได้เกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรก็จริง..แต่อาจจะมีคนอื่น..ที่มันอาจจะมีกุญแจผี ไขเข้าไปในตึกนั้นได้”
“ใครครับ คุณบุรีสงสัยใคร” นายเด่น
จังหวะนั้นพอดี ป้าบัวเปิดประตูเข้ามา พร้อมถาดของว่าง บุรีเงียบไป นายน้อมไปช่วยรับ
ทันใด มีเสียงหัวเราะ เสียงวิ่งกันตึงตังๆ ของเกียรติบดินทร์กับฟ้าใส ดังมาจากข้างบน ทุกคนเหลือบตามองเพดาน
ชั้นบนเวลานั้น ฟ้าใสกับเกียรติบดินทร์ วิ่งไล่ แย่งลูกบาสกันรอบๆ เตียงในห้องนอน ส่งเสียงหัวเราะกันเอิ๊กอ๊าก กรี๊ดกร๊าดอย่างหนุกหนาน
บัญชาเงยมองเพดาน “น้องดิน..มันทำอะไรของมัน”
“ยังกะมีเสียงผู้หญิงด้วยแน่ะ ป้าบัว”
นายน้อมถามถูกป้าบัวถลึงตาใส่ แล้วหันมาหัวเราะแห้งๆ แหะๆ กลบเกลื่อนกับบัญชา
“อ้อ เสียงคุณดินเล่นเกมส์น่ะค่ะ” ปบัวหน้าซีดเผือด ฝืนยิ้มแหยๆ
บัญชาชะงัก “น้องดิน..หายไปจากบ้านตั้งแต่เมื่อวาน..แล้วเมื่อคืนก็หายไปทั้งคืน” ดวงตาหวาดระแวง ว่ามีเรื่องไม่ดีหรือเปล่า
บุรีเริ่มอึดอัดอยากพูดเต็มแก่ “ป้าบัว ออกไปก่อนได้ไหม”
“ ค่ะๆๆ” ป้าบัวรีบไป
“นายหัว..อย่าบอกว่า..สงสัยน้องดินนะครับ” บุรีชี้โพรง
“ขออย่าให้เป็นก็แล้วกัน..เราก็รู้กันอยู่ ว่าเด็กคนนี้..มันทำอะไรได้ทั้งนั้น”
“แต่..เรามีศัตรูตัวจริง..คนนอกแท้ๆ..ที่มันจ้องจะทำลายเราทุกเมื่ออยู่นะครับ..นายหัวอย่าลืม”

บุรีพยายามบิ้วท์เบี่ยงประเด็น สีหน้าบัญชานิ่งไป

อ่านต่อตอนที่ 15 เวลา 17.00 น.



กำลังโหลดความคิดเห็น...