xs
xsm
sm
md
lg

ปางเสน่หา ตอนที่ 9

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


เนื่องจากบทโทรทัศน์ละครเรื่อง "ปางเสน่หา" ตอนที่ 9 ที่ลงใน “ละครออนไลน์” อยู่นี้ คือตอนล่าสุดที่ทีมงานดาราวิดีโอ เพิ่งถ่ายทำเสร็จ สำหรับบทตอนถัดจากนี้ ยังอยู่ในระหว่างการปรับแก้ตามการถ่ายทำที่เกิดขึ้นจริงในกองถ่าย ซึ่งถ้าบทตอนใหม่มาถึง ทีมงานละครออนไลน์ที่ยึดถือความถูกต้องตรงตามบทโทรทัศน์ จะรีบอัพขึ้นให้อ่านทันที และหากเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ ทำให้ท่านผู้อ่านไม่พอใจ ทีมงานละครออนไลน์ ขออภัยมา ณ ที่นี้
 

ปางเสน่หา ตอนที่ 9

ทางด้านศรีตรังขณะนั้นเธอเข้านอนแล้ว แต่จู่ๆ มีเสียงกุกกักเหมือนคนกำลังเดินขึ้นบันไดมาศรีตรังลืมตาทันที ศรีตรังค่อยๆ ล้วงไปใต้หมอนหยิบปืนออกมาแล้วค่อยๆ ลุกขึ้นก้าวลงจากเตียง ย่องไปยืนข้างประตูด้วยสีหน้าท่าทางคล่องแคล่ว

ที่หน้าบ้าน เสียงหวานปรากฏตัวขึ้นข้างรถธง เสียงหวานเหลียวซ้ายชะโงกขวาแล้วเดินมาชะโงกหน้าต่างมองเข้าไปในรถแต่ภายในรถว่างเปล่า
“ไม่เห็นมีใครเลย”
เสียงหวานเดินสำรวจบริเวณนั้นแล้วชะงักเมื่อได้ยินเสียงคล้ายคนดิ้นอยู่หลังพุ่มไม้ใกล้ ๆ เสียงหวานรีบเดินไปยังทิศที่มาของเสียง
“ตายแล้ว”
เสียงหวานอุทานด้วยความตกใจ ยกมืออุดปากเมื่อเห็นธงถูกใส่กุญแจมือ คล้องไว้กับต้นไม้ ปากถูกปิดด้วยเทปกาวแน่นหนา เสียงหวานรีบเข้าไปจะดึงเทปออกเพื่อช่วยตามสัญชาติญาณ
“ขอโทษนะคะ ฉันจะเอาเทปออกให้”
เสียงหวานเอื้อมมือไปจะแกะเทปแต่ก็วืด เสียงหวานถอนใจ ลุกยืนมองไปที่ตัวบ้านแล้วเบิกตากว้าง เพราะขณะนั้นภายในบ้านศรีตรังค่อยๆ ก้าวลงบันไดมาถึงชั้นล่างสุด ศรีตรังหน้าเครียดเขม็งขณะส่องปืนไปตามมุมต่างๆ
แต่จู่ๆ มีปืนอีกกระบอกค่อยๆ จ่อมาติดตัวศรีตรังพร้อมเสียงขยับไกปืนพร้อมยิง ศรีตรังชะงักยืนนิ่ง
“ส่งปืนมา” ศรีตรังขยับ “ช้าๆ” ศรีตรังค่อยๆ ยกมือขึ้นเจียงดึงปืนมา “แกเป็นใคร”
เจียงถามพร้อมกับใช้ปืนดันศรีษะศรีตรังจนหน้าคะมำ
“เฮ้ย! พูดดีๆ ก็ได้ นี่สุภาพสตรีนะเว้ย” ศรีตรังโวยวาย
“พูดมากนักนังนี่ เดี๋ยวได้เจ็บตัว” เจียงบอกพร้อมกับเสียงหมาหอนดังเข้ามา เจียงและศรีตรังถึงกับชะงัก “หมาที่ไหนดันมาหอนตอนนี้”
“คุณหนูเผือก” ศรีตรังพึมพำออกมาเบาๆ เจียงดันหลังศรีตรัง
“เดินออกไปเร็วๆ เข้า”
“หมาหอนเพราะมันเห็นผี”
“บอกให้เดินออกไป”
ศรีตรังขยับเดิน ทันใดนั้นมีลมพัดวูบเข้ามาอย่างแรงจนประตูเปิดแล้วกระแทกปิดปังอย่างแรง เจียงและศรีตรังถึงกับสะดุ้ง
“ท่าจะไม่ดีแล้วละ หัวโกร๋นได้ง่ายๆ นะแก” ศรีตรังบอก
“ฉันมีพระ” เจียงบอก
“พระย่อมไม่เข้าข้างคนผิด”
“เอ๊ะ นังนี่”
เจียงพูดและยกปืนจะฟาดหัวศรีด้วยความหงุดหงิด แต่แล้วก็สะดุ้ง เพราะเสียงหมาหอนมาดังอยู่หน้าบ้าน
“เอาไงดี” ศรีตรังแกล้งถาม
“ออกไป ผีบ้าผีบอที่ไหน ฉันไม่กลัวทั้งนั้น” เจียงผลักศรีตรังไปที่ประตู “เปิด”

ศรีตรังยังไม่ทันจะเอื้อมมือไป แต่จู่ๆ ประตูเปิดออกเอง เจียงถึงกับชะงัก
“เฮ้ย ประตูเปิดเอง”
ศรีตรังบอก เจียงไม่สนใจผลักศรีตรังออกไปแล้วเดินตาม พอทั้งสองก้าวออกมาจากบ้านประตูก็ปิดเองดังปัง
เจียงหันขวับไปมอง ศรีตรังจึงฉวยจังหวะนี้แย่งปืนคืนจากเจียงแต่เจียงไม่ยอมง่ายๆ ทั้งคู่จึงต่อสู้กัน...เสียงหวานปรากฎตัวขึ้นและเชียร์ศรีตรังเต็มที่ แต่พอศรีตรังเพลี่ยงพล้ำก็ปิดตาแล้วร้องเตือนให้ระวัง จนกระทั่งมีเสียงขึ้นไกปืนและเสียงธงดังขึ้น
“เฮ้ย หยุด!”
เจียงหันมามองจึงโดนศรีตรังถีบจนหน้าคว่ำ
“นี่แน่ะ ขอแถมหน่อย”
ธงเข้ามาล็อกตัวเจียงแล้วจัดการใส่กุญแจมือ
“ทีแรกนึกว่าใคร ที่แท้ก็แกนี่เองไอ้เจียงเจ้าเก่า ผมขออนุญาตพาไอ้เจียงกลับบ้านเก่าเลยนะครับ”
“เฮ้ย! อย่านะเว้ย”
“เอาไปให้พ้นเร็วๆ ฉันเหม็นขี้หน้ามันเต็มทีแล้ว”
“ไป” ธงผลักเจียงหน้าคะมำออกไป
“เดี๋ยวฉันก็ออกมาได้ใหม่ เส้นใหญ่เสียอย่าง...ลาทีแต่มิใช่ลาก่อน แล้วพบกันอีกนะคนสวย” เจียงหันไปบอกศรีตรัง ธงต่อยปากเจียงโครม “โอ๊ย”
ธงแกล้งทำเป็นตกใจ
“อ้าวเฮ้ย! ขอโทษที มือมันกระตุกว่ะ”
“ไอ้จ่าธง อย่าให้ถึงทีกูบ้างก็แล้วไป”
“ถึงยากว่ะ”
ธงลากเจียงไปขึ้นรถแล้วขับออกไป ศรีตรังถอนใจยาวแล้วเดินกลับเข้าบ้าน

เมื่อล็อคประตูเรียบร้อยแล้วศรีตรังเดินมาทรุดตัวลงนั่งครู่หนึ่ง แล้วนึกขึ้นได้
“ขอบคุณมากนะคะ คุณหนูเผือกเสียงหวาน” ลมเย็นๆ โชยมาวูบหนึ่ง ศรีตรังห่อตัวกอดอกด้วยรู้สึกหนาวเยือกขึ้นมา ขณะที่ไฟซึ่งดับอยู่กลับปิดๆ เปิดๆ “คุณหนูเผือกรับรู้เฉยๆ ก็ได้ค่ะ ไม่ต้องมีสัญญาณตอบรับ” ทุกอย่างเข้าสู่สภาวะปกติ ศรีตรังถอนใจยาว แล้วต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อเสียงโทรศัพท์บ้านดังขึ้น “โธ่เอ๊ย!” ศรีตรังลุกเดินมารับโทรศัพท์ “ฮัลโหล”
“ไอ้ศรี! จ่าธงโทรมาเล่าให้ฉันฟัง”
“เออ! ฉันเกือบตายแน่ะ ดีที่คุณหนูเผือกเสียงหวานของแกมาช่วยไว้”
เสียงหวานปรากฏตัวขึ้นฟัง เมื่อรู้ว่าเตชิตโทรมา
“แล้วเขายังอยู่ที่นั่นหรือเปล่า”
“เมื่อกี้อยู่ แต่ตอนนี้คิดว่าน่าจะไปรายงานแกแล้ว”
“เขาไม่มาบอก ฉันบอกให้อยู่เป็นเพื่อนแก”
“ขอบใจ แต่ฉันไม่รบกวนดีกว่า ไอ้เจียงมันถูกจับไปแล้ว ตอนนี้คงไม่มีอะไร”
“ไว้ใจได้เรอะ ให้เขาอยู่ที่นั่นแหละดีแล้ว แค่นี้นะ”
“เออ” ศรีตรังวางโทรศัพท์ลง
“ไม่ต้องกลัวหรอกค่ะ ฉันหลอกไม่เป็น” เสียงหวานบอกแต่ศรีตรังไม่ได้ยิน ศรีตรังลุกขึ้นแล้วเดินไปตรวจดูประตูหน้าต่างอีกทีก่อนจะเดินขึ้นข้างบน เสียงหวานมองตามเศร้าๆ “คุณโชคดี”
ศรีตรังเดินกลับเข้ามาในห้อง วางปืนไว้บนโต๊ะข้างเตียงตามเดิมแล้วทรุดตัวลงนั่งสูดลมหายใจยาวรวบรวมความกล้า
“คุณหนูเผือกเสียงหวานคะ” เสียงหวานปรากฏตัวขึ้นข้างหลังศรีตรัง “ฉันขอโทษที่กลัวคุณ แต่ความกลัวมันห้ามไม่ได้จริงๆ ค่ะ”
เสียงหวานยิ้มให้ศรีตรัง
“ฉันเข้าใจค่ะ”
“เอาเป็นว่า ฉันจะพยายามไม่กลัวคุณแล้วก็จะพยายามช่วยไอ้เตสืบให้ได้ว่าคุณเป็นใคร”
“ขอบคุณมากค่ะ คุณเป็นคนดีแล้วก็เหมาะสมกับคุณเตชิตมาก...ฉันก็จะเอาใจช่วยคุณทั้ง 2 คน” ศรีตรังสวดมนต์แล้วล้มตัวลงนอน “ราตรีสวัสดิ์ค่ะ”
เสียงหวานบอกแล้วเดินผ่านประตูออกไป
เช้าวันรุ่งขึ้นเตชิตกับธงเดินออกจากร้านอาหารกลับมาที่รถ
“ขอบคุณมากครับสำหรับอาหารเช้า” ธงบอก
“ก็จ่าอุตส่าห์มาขับรถให้ฉันนี่”
“ผมนอนเต็มอิ่มแล้วครับ” ธงชะงัก แล้วพยักเพยิดไปข้างหลังเตชิต “ผู้กองดูนั่น”
เตชิตหันไปมองจึงเห็นเจียงเดินมากับทนายความที่มาประกันตัว

“ไอ้เจียง” เตชิตขบกราม เจียงโบกมือให้เตชิตอย่างแจ่มใสแถมส่งจูบ
“ม้อ’นิ่ง อะไรเอ่ย จับแล้วปล่อย”
เจียงแกล้งถามเตชิตกำมือแน่น
“ใจเย็นครับผู้กอง” ธงกระซิบบอกแล้วจับแขนเตชิตไว้
“ไปก่อนนะ บอกแล้วว่าเส้นเบ้อเริ่มเทิ่ม”
เจียงและทนายความเดินมาที่รถและเมื่อเปิดประตูรถจึงเห็นพอลนั่งอยู่ในรถ
“ไอ้พอลก็มาด้วย”
ทนายความขับรถพาเจียงซึ่งนั่งคู่กันออกไป โดยเจียงโบกมือบ๊าย บายเตชิตกับธง ทั้งคู่มองตามอย่างแค้นๆ
เตชิตมาหาเสนาที่ห้อง ขณะนั้นเสนากำลังนั่งทำงานอ่านสำนวนการสืบสวน เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น
“เข้ามา”
เสนาบอกประตูเปิดออกแล้วเตชิตเดินเข้ามา เสนาเหลือบมองเหมือนรำคาญแว่บหนึ่ง
“ผู้กำกับปล่อยไอ้เจียงไปหรือครับ”
“เออ”
“ผมอยากทราบว่าทำไม”
เสนาเอนตัวพิงพนักด้วยท่าทางสีหน้าฉุนๆ
“หมวด หมวดมานั่งที่ผมแล้วผมไปยืนที่หมวดเอามั้ยแลกกัน”
“ผม...”
“ก็ทนายเขามาประกันตัว”
“มันบุกรุกบ้านผมเมื่อคืน”
“เมื่อไหร่หมวดถึงจะเข้าใจซักทีว่า อย่ามายุ่งเรื่องนี้ มีงานอะไรก็ทำไป”
“แต่...”
“หรือว่าอยากถูกย้าย” เตชิตอึ้งไป “ไปได้”
เตชิตทำความเคารพ แล้วเดินไปที่ประตู แล้วหันกลับมาใหม่
“ผมสำนึกอยู่เสมอว่าเงินเดือนที่ผมใช้ซื้อข้าวกินทุกวันนี้มาจากภาษีของประชาชน เพราะฉะนั้นผมจะทำทุกอย่างเพื่อให้คุ้มกับเงินภาษีนั้น”
เตชิตเปิดประตูเดินออกไป เสนาถอนใจเฮือก
เตชิตกลับมาบ้าน ศรีตรังยกกาแฟมาวางตรงหน้าเตชิตแล้วทรุดตัวลงนั่งตรงข้าม
“ฉันหนักใจแทนแกว่ะ แกจับ เขาปล่อย แกจับ เขาปล่อย แล้วเมื่อไหร่ยาเสพติดมันจะหมดวะ”
“ผู้กำกับเสนาเคยเป็นคนมีอุดมการณ์ ฉันก็ไม่เข้าใจว่าอะไรทำให้แกเปลี่ยนไป”
“เงินไง เงินทำให้ผู้กำกับเสนาเปลี่ยนอุดมการณ์ แล้วยังทำให้คนอีกคนเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนตัวเองพร้อมกับอุดมการณ์ด้วย”
“หมายถึงผู้กองพอล”
ศรีตรังนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วเปลี่ยนเรื่อง
“คุณหนูเผือกเสียงหวานของแกอยู่ที่นี่ด้วยหรือเปล่า”
เตชิตขยับตัวเหมือนนึกได้
“เออ ไม่เห็นเลย อยู่ข้างบนหรือเปล่าก็ไม่รู้”
“ขึ้นไปดูซิ”
เตชิตพยักหน้าแล้วเดินขึ้นข้างบน
เตชิตเข้ามาในห้องแล้วมองหาเสียงหวานแต่ไม่เห็นเธอ
“เสียงหวาน เสียงหวาน คุณอยู่ที่ไหนน่ะ”
ในห้องยังคงเงียบสนิท

ขณะนั้นเสียงหวานมาปรากฎตัวที่บ้านปรกเดือน เสียงหวานเหลียวมองโดยรอบเหมือนพยายามจะทบทวนความทรงจำ เสียงหวานเห็นแจ๋วกำลังทำความสะอาดบ้านจึงเดินเลยขึ้นบันไดไปที่ห้องปรกเดือน
เสียงหวานก้าวเข้ามาในห้องปรกเดือนแล้วมองไปที่เตียงจึงเห็นปรกเดือนนั่งเหม่อลอยมองออกไปนอกหน้าต่าง
เสียงหวานเดินมาที่ปรกเดือนนัยน์ตามองปรกเดือนอย่างพิศวง
“แปลกจัง ทำไมคนจะมีลูกถึงได้เศร้านัก หรือว่าคุณยังไม่อยากมี...”
เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นพร้อมกับเสียงแจ๋ว
“คุณเดือนคะ คุณเดือน แจ๋วทำข้าวต้มให้แล้ว คุณจะลงไปทานข้างล่างหรือให้แจ๋วเอาขึ้นมาให้คะ”
“เดี๋ยวฉันลงไปทานเอง”
“ค่ะ”
ปรกเดือนลุกเดินมาทรุดลงนอนบนเตียงต่อ
“คุณ คุณคะ ลงไปทานข้าวก่อนดีมั้ย” เสียงหวานบอกแต่ปรกเดือนไม่ได้ยิน ปรกเดือนพลิกตัวนอนตะแคงหันหลังให้ “ลืมไปว่า คุณคงไม่ได้ยิน”
เสียงหวานยืนมองปรกเดือนนิ่งครู่หนึ่งแล้วเดินออกไป
เสียงหวานก้าวออกมาจากห้องปรกเดือนแล้วมองไปโดยรอบก่อนจะเดินไปที่บันได เสียงหวานเดินเรื่อยๆ จนถึงหน้าห้องปรายดาว เสียงหวานหยุดชะงักเหมือนมีบางอย่างดึงดูด เสียงหวานนิ่งมองครู่หนึ่งแล้วขยับจะก้าวเข้าไปในห้องปรายดาว จังหวะนั้นมีเสียงประตูเปิดแล้วปิดเสียงหวานหันไปมองจึงเหก็นปรกเดือนเดินออกมาแล้วเดินตรงไปที่บันได
ปรกเดือนเดินช้าๆ มาที่บันไดนัยน์ตาท่าทางเหมือนยังเบลอๆ ปรกเดือนเดินผ่านเสียงหวานมาที่บันไดแต่จังหวะนั้นร่างปรกเดือนโงนเงนเหมือนจะตกลงไปเสียงหวานร้องออกมาด้วยความตกใจ
“ช่วยด้วย ช่วยด้วย คุณคะ ถอยมา ถอยมา”

เสียงหวานอ้อมมาด้านหน้าแล้วรวบรวมกำลังขวางเอาไว้ ร่างปรกเดือนเหมือนมีอะไรมาขวางเธอจึงทรุดลงนอน หวุดหวิดเกือบตก เสียงหวานทรุดตัวลงก้มหน้าลงมามองปรกเดือน นัยน์ปรกเดือนตาเลื่อนลอยแต่สำนึกสุดท้ายปรกเดือนเห็นใบหน้าเสียงหวานรางๆ เลือนๆ แล้วหมดสติไป
เสียงหวานหน้าตื่นขณะปรากฏตัวขึ้นกลางห้องเตชิต แล้วรีบเดินมาปลุกเตชิต
“คุณเตชิตคะ ...คุณเตชิต”
เตชิตลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย
“อย่าเพิ่งมากวน ผมง่วง” เตชิตพลิกตัวจะหันหลังให้
“ฉันคิดว่า เธอเห็นฉันคะ”
เตชิตพลิกกลับแล้วลุกขึ้นนั่งทันที
“ใคร! ไอ้ศรีเรอะ”
“ไม่ใช่ค่ะ เจ้าของบ้านนั้น คุณ...คุณเดือนน่ะค่ะ”
“คุณไปที่นั่นมา”
“ค่ะ อยู่ดีๆ ฉันก็ไปได้แปลกจัง”
“อีกหน่อยก็ไปได้ทั่วราชอาณาจักร” เตชิตประชด
“ฉันรู้สึกแปลกๆ”
“ขอแสดงความยินดี” เตชิตนอนต่อ “อย่าเพิ่งกวนผม ผมจะนอน”
เสียงหวานหน้าจ๋อย
แจ๋วโทรบอกเดนนิสเรื่องปรกเดือนขณะนั้นเดนนิสอยู่ที่คอนโดเจนจิรา เดนนิสนึกเป็นห่วงปรกเดือนจึงรีบเดินไปที่ประตู
“อ้าว!เสี่ยจะกลับละหรือคะ ยังไม่ได้ทานอะไรเลย” เจนจิราถาม
“ปรกเดือนเป็นลม”
เดนนิสบอกแล้วเปิดประตูออกไป เจนจิราชักสีหน้าอย่างไม่พอใจ
“มารยาน่ะซิ ฮึ! เพี้ยงขอให้มันตายไปให้พ้นๆ เลย”
เดนนิสรีบมาที่บ้านปรกเดือน ขณะนั้นปรกเดือนนอนดมยาดมอยู่ในห้องด้วยสีหน้าอ่อนระโหย
“รับยาหอมหน่อยเถอะค่ะ” แจ๋วบอก
“ไม่ ขอบใจ”
ประตูห้องเปิดออก เดนนิสรีบเดินเข้ามาแจ๋วจึงเลี่ยงออกไป
“เป็นยังไงบ้าง” เดนนิสถามเสียงเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความเป็นห่วง
“ยังไม่ตายสมใจคุณหรอกค่ะ”
เดนนิสถอนใจเฮือก
“หมดอารมณ์เลย ไอ้เราอุตส่าห์รีบมาเพราะเป็นห่วง” ปรกเดือนหลับตาลง นอนพลิกตัวหันหลังให้ เดนนิส พยายามระงับความขุ่นมัว “ทีหลังจะขึ้นจะลงบันไดต้องระวังหน่อย หรือระยะนี้ลงไปอยู่ข้างล่างก่อนดีไหม จะให้ช่างมาทำห้องให้”
“ไม่ต้องค่ะ ขอบคุณ”
“เห็นแจ๋วบอกว่ากินข้าวไม่ค่อยได้”
ปรกเดือนทำเหมือนง่วงมากจนไม่อยากพูด เดนนิสมองนิ่งๆ สีหน้าเหมือนน้อยใจแกมหงุดหงิดขึ้นมาครู่หนึ่ง แล้วเดินออกไปเงียบๆ ปรกเดือนลืมตาขึ้นน้ำตาไหลเป็นทาง

เดนนิสออกจากห้องปรกเดือนลงไปคุยกับแจ๋วข้างล่าง ระหว่างนั้นเสียงหวานปรากฎตัวขึ้นมองเดนนิสอย่างเพ่งพิศ
“พวกนั้นมาอีกหรือเปล่า”
“เปล่าค่ะ”
“ฉันจะส่งคนมาเฝ้าที่นี่”
เดนนิสบอกแล้วเดินออกไป แจ๋วรีบเรียกไว้
“เสี่ยค่ะ” เดนนิสหันกลับมา แจ๋วมองซ้ายมองขวาแล้วลดเสียงลง “คุณดาวค่ะ!”
เดนนิสชะงัก
“ปรายดาวทำไม!”
“หมู่นี้เธอกระตุกบ่อย”
“แล้วบอกคุณผู้หญิงเขาหรือเปล่า”
“บอกค่ะ”
“ทีหลังไม่ต้องบอก! ถ้าปรายดาวมีอะไรผิดปกติให้บอกฉันคนเดียว!”
“แต่คุณปรกเดือนเธอก็เข้าไปดูน้องเธอทุกวันนะคะ”
“เขาเห็นเองก็แล้วไป!”
เดนนิสเดินกลับขึ้นไปข้างบน เสียงหวานรีบตามไปทันที
เดนิสเดินขึ้นมาชั้นบนแล้วเดินตรงไปห้องปรายดาว เสียงหวานตามไปอย่างกระชั้นชิด เดนนิสเปิดประตูห้องปรายดาวแล้วก้าวเข้าไปเสียงหวานขยับจะก้าวตามแต่แล้วก็ชะงัก เมื่อได้ยินเสียงเกษรินดังแว่วมาจากที่ไกลๆ
“ไฟไหม้ ไฟไหม้ ไฟไหม้!”
เสียงหวานหายไปจากที่นั้นทันที
ขณะนั้นเตชิตยังนอนหลับสนิทอยู่บนเตียง เสียงหวานปรากฎตัวขึ้น แล้วรีบเดินมาก้มลงกระซิบเรียกเตชิต
“คุณเตชิต คุณเตชิต” เตชิตนิ่วหน้าเริ่มรู้สึกตัว “คุณเตชิต” เตชิตลืมตาขึ้นอย่างหงุดหงิด แล้วอ้าปากจะต่อว่าแต่เสียงหวานรีบพูดก่อน “ไฟไหม้ค่ะ”
“อะไรนะ”
เตชิตและเสียงหวานรีบลงมาข้างล่าง จึงเห็นศรีตรังกำลังคุยโทรศัพท์ด้วยสีหน้าและน้ำเสียงตกใจสุดๆ
“ลุงสมช่วยจัดการแทนศรีไปพลางๆ ก่อนนะค่ะ ศรีจะกลับเดี๋ยวนี้!” ศรีตรังปิดโทรศัพท์ แล้วหันมาทางเตชิต “ไอ้เต! ฉันต้องรีบกลับ ลุงสมโทรมาบอกว่าไฟไหม้ที่ไร่”
เตชิตหันมาสบตาเสียงหวานแว่บหนึ่ง
“ฉันจะขับรถให้ รอเดี๋ยว จะขึ้นไปเอากุญแจรถก่อน”
เตชิตรีบเดินกลับขึ้นไป ศรีตรังเดินไปปิดหน้าต่าง
เตชิตขับรถพาศรีตรังกลับไร่ ระหว่างทางศรีตรังพยายามจะโทรถึงคนในไร่ แต่ติดต่อใครไม่ได้สักคนเดียว
“ติดต่อใครไม่ได้หรือ” เตชิตหันมาถาม ศรีตรังพยักหน้า
“แกขับให้มันเร็วกว่านี่หน่อยได้ไหม”
“ถ้าเร็วกว่านี้ มีหวังได้ไปอยู่กับเสียงหวานแน่!” เสียงหวานซึ่งนั่งอยู่เบาะหลังถึงกับหน้าจ๋อย “เสียงหวาน คุณติดต่อกับเพื่อนไม่ได้หรือ!”
“ผีไม่มีโทรศัพท์ค่ะ” เสียงหวานประชด
“แล้วทำไมเมื่อกี้ คุณถึงได้ยินเสียงเพื่อนคุณล่ะ!”
“น่าจะเป็นกระแสจิตชั่วแวบเดียวค่ะ”
“กลุ้ม! กลุ้ม! กลุ้ม! กลุ้ม”
ศรีตรังบอกออกมา เตชิตเบือนหน้ามามองศรีตรังอย่างเห็นใจแว่บหนึ่ง แล้วตบไหล่เบาๆ
“เฮ่ย! ทำไจดีๆ ถึงกลุ้มก็ทำอะไรไม่ได้!”
ศรีตรังหลับตาเอนศีรษะพิงพนักครู่หนึ่งแล้วลืมตาขึ้น นัยน์ตาเป็นประกายวาว
“ต้องเป็นไอ้เดนนิสกับพวกของมันแน่!”
“จริงด้วยค่ะ” เสียงหวานเห็นด้วย
“เงียบ” เตชิตต่อว่าเสียงหวาน เสียงหวานเม้มปากแล้วเลือนหายไป “เสียงหวาน... เดี๋ยวนี้พูดอะไรนิดหน่อยก็ไม่ได้” เตชิตบ่น
“แกลองสำรวจตัวเองบ้างหรือเปล่า” ศรีตรังถาม
“ทำไม”
ศรีตรังนิ่งไม่ตอบ เตชิตถอนใจเฮือก

ขณะนั้นที่ไร่ข้าวโพดของศรีตรัง คนงานพยายามจะช่วยกันดับไฟที่ลุกโหมอย่างน่ากลัว กว่าเตชิตกับศรีตรังจะเดินทางมาถึงเปลวเพลิงก็สงบลงแล้ว เหลือไว้เพียงร่องรอยแห่งความสูญเสีย ทุกคนยืนคอตกอย่างสลดหดหู่พวกผู้หญิงถึงกับน้ำตาไหล...ศรีตรังยืนมองไร่ข้าวโพดตัวเองด้วยแววตาที่เจ็บปวดอ้อยลอบมองศรีตรังด้วยความสะใจ
ศรีตรังน้ำตาคลอขึ้นมา เตชิตเบือนหน้ามามองแล้วโอบไหล่ศรีตรังเข้ามาอย่างปลอบโยน ศรีตรังสะอื้นฮักๆ เตชิตโอบกอดอย่างปลอบประโลม อ้อยจ้องมองอย่างไม่พอใจ เสียงหวานยืนอยู่ข้างเตชิตมองเตชิตกับศรีตรังด้วยสีหน้าสลดลงแล้วร่างของเธอก็เลือนหายไป
“ขอตัวก่อนนะคะ ศรีอยากอยู่คนเดียว”
ศรีตรังบอกเมื่อกลับมาบ้าน จากนั้นเธอก็เดินขึ้นข้างบนทุกคนมองตามอย่างเห็นใจ ในขณะที่อ้อยมองตามเยาะๆ
“แม่คุณ คงจะเสียใจมาก” จุรีบอกขณะมองตามศรีตรัง
“ด้วยความเคารพ เป็นใครใครก็เสียใจทั้งนั้นแหละครับ” สมบอก
“ยังดีที่ไหม้เฉพาะไร่ข้าวโพดแล้วก็รีสอร์ท ไม่ลามมาถึงที่อยู่อาศัย” อ้อยบอก
“เอ๊ะ! นังอ้อย” จุรีดุอ้อย
“ผมจะออกไปดูแถวนี้หน่อย” เตชิตบอก
“อ้อยไปเป็นเพื่อนค่ะ” อ้อยรีบบอก จุรีดึงแขนอ้อยไว้
“ไม่ต้อง อยู่ที่นี่แหละ”
อ้อยหน้างอ ขณะมองเตชิตเดินออกไป
เมื่อเข้ามาในห้องศรีตรังตัดสินใจโทรศัพท์หาพอล พอลเดินมารับโทรศัพท์สีหน้าเหมือนยินดีแว่บหนึ่งที่เห็นชื่อคนที่โทรเข้ามา
“ศรีตรัง”
“เป็นไง สะใจคุณแล้วใช่ไหม” ศรีตรังต่อว่าอย่างคับแค้นเต็มที่
“เดี๋ยว เดี๋ยวก่อน”
“ฉันหมดเนื้อหมดตัวแล้ว ไร่ข้าวโพดถูกเผาหมด ยังเหลือแต่ชีวิตฉันมาเลย มาเอาไปให้หมด”
ศรีตรังปิดโทรศัพท์หลังจากพูดจบ
“ศรีตรัง”
พอลพยายามโทรกลับไปหาศรีตรัง แต่ไม่มีสัญญาณตอบรับ พอลจึงตัดสินใจหยิบกุญแจรถเดินออกไป
ส่วนเตชิตหลังจากเดินออกมาด้านนอก เตชิตก็มองหาเสียงหวานแต่ไม่เห็นจึงร้องเรียก
“เสียงหวาน เสียงหวาน คุณอยู่ที่ไหน” เงียบไม่มีเสียงตอบรับ “เสียงหวาน คุณอยู่แถวนี้หรือเปล่า”
ทุกอย่างยังเงียบ เตชิตถอนใจแล้วเดินหาต่อ เสียงหวานปรากฏตัวขึ้นแล้วมองตามเตชิตอย่างเศร้าๆ
ขณะนั้นพอลกำลังเดินมาที่รถ เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นพอลรีบกดรับ
“ครับ...เดือน”
“พอล เดือนเห็นแกค่ะ เดือนเห็นปรายดาว”
“ใครนะครับ”
“เดือนว่าต้องใช่แน่ๆ ก่อนที่เดือนจะหมดสติ ยัยดาวมาช่วยไว้ให้เดือนตกบันได”
“ผมกำลังจะไปธุระ เดี๋ยวกลับมาค่อยคุยกันนะ”
“ค่ะ”
พอลปิดโทรศัพท์ ปรกเดือนวางโทรศัพท์ลงแล้วถอนใจยาว
“ดาว...ใช่เธอจริงๆ ใช่ไหม พี่อยากเห็นเธออีก มาให้พี่เห็นอีกนะปรายดาว”
ปรกเดือนหลับตาลงอย่างอ่อนเพลีย
ค่ำวันนั้นเตชิตนอนก่ายหน้าผากอยู่บนโซฟาในห้องรับแขกบ้านศรีตรัง เตชิตกระสับกระส่ายนอนไม่หลับ จนกระทั่งมี
เสียงหมาหอนดังมาไกลๆ จนในที่สุดมาอยู่หน้าประตูบ้าน เตชิตค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งดึงผ้ามาถึงหน้าอก แล้วกอดหมอนแน่น
“สะ...สะ...เสียง...เสียงหวาน”
“ฉันอยู่นี่ค่ะ”
เตชิตหันขวับไปมองจึงเห็นเสียงหวานยืนอยู่ในเงามืด เตชิตถอยใจอย่างโล่งอก
“ค่อยยังชั่ว”
“คุณนึกว่าฉันเป็นเกษรินหรือคะ”
“คุณหายไปไหนมา”
“ฉันพยายามหาทางไปผุดไปเกิด”
“ทำไม”
“เพราะมันเป็นวิถีของดวงวิญญาณอย่างพวกเรา”
เตชิตนิ่งไปครู่หนึ่ง
“แล้วพบหรือเปล่า”
“ยังค่ะ...ทั้งฉันทั้งเกษรินยังติดกับอะไรบางอย่างในโลกนี้ทำให้ไปไม่ได้ เกษรินต้องการให้คนที่ฆ่าเธอได้ชดใช้กรรมของ
เขา ส่วนฉันก็อยากรู้ว่าตัวเองเป็นใคร”
“คุณคือปรายดาว”
“แล้วทำไมฉันถึงต้องตายกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน ... ฉันต้องไปบ้านนั้นอีก เวลาอยู่ที่นั่นฉันรู้สึกแปลกๆ”
มีเสียงรถแล่นมาจอดที่หน้าบ้าน เตชิตกับเสียงหวานหันไปมองที่ประตู
“ใครมา”
เตชิตหยิบปืน เดินไปที่ประตูค่อยๆ เปิดออก พอลกำลังจะกดโทรศัพท์ถึงกับชะงักเมื่อเห็นเตชิต
“ผู้กองเตชิต”
“ไอ้ผู้กองพอล”
“นายอยู่ที่นี่เรอะ” พอลมองเตชิตตั้งแต่หัวจรดเท้า
“ใช่ แล้วนายล่ะมาทำไม”
“ฉันมาหาศรีตรัง”
“มีธุระอะไร”
“นายไม่เกี่ยว”
“เสียใจ ฉันเกี่ยวเต็มๆ”
เสียงหวานซึ่งฟังอยู่ตัดสินใจหายไปจากที่นั้นทันที
ขณะนั้นศรีตรังยืนอยู่ที่หน้าต่างห้องมองลงมาเห็นพอลและเตชิตดูเหมือนจะปะทะคารมกัน ศรีตรังมองครู่หนึ่งแล้วตัดสินใจเดินออกไปจากห้อง
พอลผลักอกเตชิตเพื่อจะเข้าไปหาศรีตรัง
“หลีกไป”
“ไอ้พอล” เตชิตจะเข้ามาเอาเรื่องพอลแต่ต้องชะงักเพราะเสียงศรีตรังดังขึ้นซะก่อน
“ไอ้เต” สองหนุ่มหันไปมอง ศรีตรังจ้องพอลเขม็ง “ฉันขอจัดการกับนายคนนี้เอง”
“ศรี”
“ไม่ต้องเป็นห่วง ฉันดูแลตัวเองได้”
“ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็เรียกแล้วกัน”
ศรีตรังพยักหน้า เตชิตมองพอลแล้วเดินกลับเข้าข้างใน

เตชิตกลับเข้าบ้านแล้วทรุดตัวลงนั่งพร้อมกับถอนใจเฮือกแล้วเหลียวมองหาเสียงหวาน
“เสียงหวาน เสียงหวาน” ทุกอย่างเงียบสนิท “เดี๋ยวนี้ไปไหนมาไหนคนเดียวโดยไม่ต้องพึ่งใครแล้วนี่”
ด้านนอกศรีตรังตบหน้าพอลอย่างแรงจนน้าหัน พอลขบกรามยืนนิ่ง ศรีตรังน้ำตาคลอด้วยความแค้นใจ ตบอีกข้างพอลยังคงนิ่ง ศรีตรังตบอีกด้านละข้างแต่พอลยังยืนนิ่ง ในที่สุดศรีตรังอัดอั้นตันใจร้องไห้โฮออกมา
“พอแล้วหรือ”
พอลถามเสียงเรียบ
“นายมันเลว เลวที่สุด นายปล่อยให้ไอ้เดนนิสมันเผาไร่ เผารีสอร์ทของฉันจนพินาศหมด” ศรีตรังหันไปชี้บ้าน “อ้อ! ยัง ยังเหลือบ้านอยู่อีกหลังนึง ทำไมไม่เผาให้หมดล่ะ เอาซิ เผาเลย เผาให้เกลี้ยง อย่าให้ฉันเหลืออะไรแม้แต่นิดเดียว”
“ศรีตรัง”
พอลเรียกอีกฝ่ายเสียงอ่อย ศรีตรังชี้หน้า
“อย่าปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง นายเป็นคนสนิทของไอ้เดนนิส” ศรีตรังล้วงกระเป๋าหยิบไฟแช็คส่งให้ “ เอ้า! นี่ไฟแช็ค ฉันเตรียมมาให้นายเผาบ้านฉันให้สะใจ เอาไปซิ เผาอย่าให้เหลือ”
พอลยืนนิ่งตามองไฟแช็ค ศรีตรังจับมือพอลแบออก กระแทกไฟแช็คลงไป มือพอลจับมือศรีตรังเอาไว้ขณะที่ศรีตรังจะดึงออกไป ศรีตรังพยายามดึงมือออกแต่พอลจับไว้แน่น
“ทำไมไม่ฟังกันบ้าง”
“ปล่อย”
“ผมเตือนแล้วใช่มั้ยว่าอย่าเข้ามายุ่งมันอันตราย แต่คุณก็ยังดื้ออยากจะเอาชนะ...เวียนเข้าเวียนออกบ้านเขาอยู่นั่นแหละ โกหกไม่เนียน ทำให้เขาจับได้” ศรีตรังชะงัก “คุณไปบอกคนที่นั่นว่าชื่ออ้อยใช่ไหมล่ะ” ศรีตรังเม้มปาก “เสี่ยน่ะเขาไม่โง่หรอก! เขาให้คนมาสืบจนรู้ว่า คุณชื่อศรีตรังส่วนอ้อยน่ะเป็นลูกแม่บ้าน แล้วเขาจะปล่อยคุณเอาไว้ทำซาก
อะไรล่ะ”
“อ้อ! แล้วไอ้ที่ฉันทำฉันคิดน่ะ มันเลวร้าย ถึงขนาดต้องทำลายกันขนาดนี้เชียวเรอะ เอาซี้! เผามันให้เกลี้ยง ไฟแช็คอยู่ในมือแล้วนี่ ถ้าหากมันยังไม่สมกับความผิดของฉัน ก็โยนฉันเข้าไปในกองไฟเสียด้วยเลย แล้วก็ไปเอาความดีความชอบเลียแข้งเลียขาไอ้เสี่ยชั่วมันต่อ”
“อยากจะตายพร้อมกันใช่มั้ยล่ะ ไอ้เตมันอยู่ในบ้านด้วยนี่”
พอลอดพูดแดกดันไม่ได้
“เออ! ตายด้วยกันแล้วจะได้ไปเกิดด้วยกันทุกชาติเลย แล้วสำหรับนายฉันจะขอตั้งจิตอธิษฐานอย่าให้ได้พบได้เจอกันอีกเลย”
พอลมีสีหน้าเหมือนจะสะเทือนใจ ขว้างไฟแช็คทิ้งแล้วหันหลังเดินไป ศรีตรังตะโกนไล่หลัง น้ำตานองหน้า
“ไอ้คนใจร้าย ไอ้คนใจดำอำมหิตฉันขอแช่งนายให้พอออกไปพ้นไร่ฉัน ก็ถูกรถชนตาย! ถ้าอยู่บนรถก็ให้รถคว่ำ ไอ้คนชั่ว!”
พอลขบกรามแน่นแล้วเดินไปขึ้นรถขับออกไป
ศรีตรังเดินร้องไห้กลับเข้าบ้าน เตชิตนั่งมองอยู่ถึงกับส่ายหน้า
“อ้าว! เมื่อกี้เห็นกล้าหาญชาญชัยด่าเขาปาวๆๆ พอเขาไปก็มาร้องไห้ขี้มูกโป่ง”
“หยุดนะไอ้เต”
“แกรักมัน ทำไมไม่พูดกันดีๆ วะ”
“ฉันเกลียดมัน เกลียดที่สุดในโลก”
ศรีตรังตะโกนพลาง ร้องไห้พลาง เตชิตเดินมาหาแล้วกอดหัวศรีตรังไว้
“ไม่เอาน่า ยิ่งอ้วนอยู่แล้ว พอร้องไห้หน้ายิ่งบวมเข้าไปใหญ่”
เสียงหวานปรากฏตัวขึ้นข้างหลังคนทั้งสอง ตกใจกับภาพตรงหน้ายกมืออุดปากไม่ให้ร้องออกมา
“ไอ้เตบ้า”
“อ้าว! ว่าบ้าเดี๋ยวก็ปล้ำเสียเลย”
ศรีตรังหัวเราะทั้งน้ำตา แล้วผลักเตชิตวิ่งหนีเตชิตวิ่งไล่ เสียงหวานน้ำตาคลอแล้วหายแว๊บไป ศรีตรังทรุดตัวลงนั่ง เตชิตเดินมานั่งข้างๆ
“หัวเราะออกแล้วนี่”
“ฉันอยากร้องไห้อีกแล้ว”
“เฮ้ย ร้องอะไรมากมาย ไป๊ ขึ้นไปนอนได้แล้ว”
ศรีตรังสูดลมหายใจยาว แล้วลุกขึ้น
“ขอบใจนะเว้ย ไอ้เต”
“เอากองไว้นั่นแหละ”
ศรีตรังหัวเราะ แล้วเดินขึ้นข้างบน เตชิตมองตามสีหน้ายิ้มแย้มค่อยๆ หุบลง
“ขอโทษว่ะ ไอ้ศรี ฉันบอกแกไม่ได้ว่าพอลมันไม่ใช่คนของไอ้เดนิส แต่เป็นตำรวจที่ต้องเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยง เพื่อขุดรากถอนโคนเจ้าพ่อยาเสพติด”
เตชิตนั่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วเดินออกไปข้างนอก
เตชิตเดินออกมาช้าๆ ลมเย็นๆ พัดมาเบาๆ เตชิตเดินมาหยุดอยู่มุมหนึ่งแล้วสูดลมหายใจยาว สีหน้าเตชิตดูสงบขึ้นจากบรรยากาศโดยรอบ แต่แล้วจู่ๆ ก็มีเสียงหมาหอนดังขึ้น เตชิตสะดุ้งเฮือกหน้าตาเริ่มล่อกแล่ก
“เสียงหวาน นั่นคุณหรือเปล่า เสียงหวาน”
“เธอกำลังเสียใจมาก” เสียงเกษรินบอก
“สะ ...สะ...เสียง ...เสียงเย็น” หมาหอนกระชั้นชิดใกล้มาก เตชิตลูบต้นคอ “ทำ ...ทำไมมันเย็นต้นคอจัง” เตชิตค่อยๆ เบือนหน้ามามองด้านหลังจึงเห็นเกษรินยืนอยู่ค่อนข้างใกล้มาก เตชิตถึงกับสะดุ้งโหยง “เฮ้ย!”
“เสียงหวานเสียใจ”
เตชิตพูดไม่ออก หน้าตาเหมือนจะร้องไห้เสียให้ได้
“ผะ ...ผะ ...ผม ...ผม ...ขอ ...ขอตัว”
เตชิตหันหลังกลับจะเข้าบ้าน แต่เกษรินมายืนอยู่ตรงหน้า
“ไม่ต้องกลัว...”
“คุณก็พูดได้น่ะซิ”
“เสียงหวานเสียใจ”
“รับ... รับทราบครับ ...”
เกษรินค่อยๆ เลือนหายไป เตชิตเดินแกมวิ่งเข้าบ้าน
ที่บ้านปรกเดือน เสียงหวานปรากฏตัวขึ้นมุมหนึ่งของบ้านในลักษณะนั่งกอดเข่าร้องไห้ เสียงหวานนั่งอยู่ในอิริยาบถนั้นครู่หนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้น
“ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
เสียงหวานมีสีหน้าประหลาดใจ ลุกขึ้นมองไปโดยรอบแต่ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ เสียงหวานมองไปหยุดอยู่ที่ประตูตัวบ้านซึ่งปิดสนิท เธอค่อยๆ เดินตรงไปที่นั่นราวกับถูกดึงดูด เสียงหวานเดินผ่านประตูเข้าไปภายใน
ภายในบ้านมืดสลัว เนื่องจากทุกคนเข้านอนหมดแล้ว เสียงหวานเดินขึ้นบันไดช้าๆ ไปยังชึ้นบน เสียงหวานเดินขึ้นมาเรื่อยๆ จนผ่านห้องปรายดาวแต่แล้วเธอก็ต้องชะงักหยุดเดินหันมามองประตูห้องนั้น เสียงหวานค่อยๆ เดินมาที่ห้องปรายเดาวเหมือนต้องมนต์สะกด เสียงหวานเดินมาหยุดหน้าห้องลังเลครู่หนึ่งแล้วก้าวเข้าไป
เสียงหวานก้าวเข้ามาในห้องแล้วต้องประหลาดใจกับภาพตรงหน้าเมื่อเห็นร่างๆ หนึ่งนอนอยู่บนเตียงพยาบาล ... ท่ามกลางอุปกรณ์ช่วยชีวิตต่างๆ
“ใครน่ะ”
เสียงหวานเดินช้าๆ ไปหยุดที่ข้างเตียงแล้วมองไปที่หน้าคนๆ นั้น เสียงหวานเบิกตากว้างยกมืออุดปากสีหน้าบอกความตกใจและประหลาดใจสุดแสนจะบรรยายเพราะร่างที่นอนอยู่บนเตียงมีใบหน้าเหมือนเธอราวกับคนเดียวกัน แถมแต่งตัวเหมือนกันอีก เสียงหวานตกตะลึงมองภาพนั้นครู่หนึ่ง แล้ววิ่งปิดหน้าออกจากห้องนั้นไป
เสียงหวานปรากฏตัวที่บ้านศรีตรังข้างโซฟาที่เตชิตนอนอยู่
“คุณเตชิต คุณเตชิต คุณเตห่าง”
เตชิตค่อยๆ ลืมตาขึ้น ผุดลุกนั่ง
“เสียงหวาน”
“คุณเตชิต ฉัน ... ฉันเห็น ...เห็นตัวฉันค่ะ” เสียงหวานละล่ำละลักบอก
“ผมก็เห็น”
“ไม่ใช่ค่ะ... ฉันเห็นตัวฉันจริงๆ ไม่ใช่วิญญาณ”
เตชิตกำลังหาวถึงกับชะงัก
“คุณหมายถึงโครง เออ...โครงกระดูกของคุณน่ะเรอะ”
“ไม่ใช่ค่ะ ไม่มีโครงกระดูกเลย”
“คุณไปเห็นที่ไหน”
“ในบ้านนั้น บ้านคุณปรกเดือน ...บ้านพี่เดือน”
เตชิตมองเสียงหวานเหมือนไม่เชื่อหู
เช้าวันรุ่งขึ้นศรีตรังยกกาแฟมาเสิร์ฟให้เตชิตและที่ตัวเองเป็นน้ำส้ม
“มีแค่นี้นะ ถ้าไม่อิ่มแกเข้าครัวไปทอดไข่ดาวไส้กรอกเอง ป้าจุแกลาวันนึง”
“ไม่เป็นไร...” เตชิตเหลือบมองเสียงหวานแว่บหนึ่งแล้วบอกศรีตรัง “เสียงหวานไปเจอร่างตัวเองแล้ว”
ศรีตรังชะงัก
“แก...แกหมายถึง ...ศ...ศพน่ะเรอะ”
“ไม่ใช่ค่ะ คุณเตเล่าให้เธอฟังซิคะ”
“คืองี้...”
เตชิตกระแอมแล้วเล่าเหตุการณ์ตามที่เสียงหวานบอก พอเตชิตเล่าจบศรีตรังตบโต๊ะปังจนเตชิตกับเสียงหวานถึงกับสะดุ้ง
“ปรายดาวต้องเป็นน้องปรกเดือน ปรกเดือน ... ปรายดาว แล้วปรายดาวก็คือน้องเมียไอ้เดนนิส เฮ้ย! งั้นคุณหนูเผือกของแกก็...”
เตชิตกระแอมขัด
“ไอ้ศรี...” เตชิตทำมือทำไม้ชี้ไปเป็นทำนองว่าเสียงหวานอยู่ที่นี่ ศรีตรังพยักหน้าแล้วเงียบไป
“ฉันรู้ค่ะว่า แฟนคุณจะพูดอะไร” เสียงหวานบอก เตชิตทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
“ศรีตรังจะพูดอะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับตอนนี้ คุณรู้เรื่องของตัวเองแล้ว ตกลงคุณเป็นอะไรตาย”
“ฉันยังไม่ตายค่ะ ฉันนอนอยู่บนเตียงมีอุปกรณ์ช่วยชีวิต ...ฉันยังหายใจอยู่เลยนะคะ”
“ไอ้เต บอกฉันบ้างซิว่าคุณหนูเผือกพูดอะไร” ศรีตรังสะกิดถามเตชิต
“เขาว่าร่างเขายังไม่ตาย ยังหายใจได้”
“แล้วทำไมถึงไม่เข้าไปในร่างล่ะ”
“จริงซิ ฉันมัวแต่ตื่นเต้นเลยลืมไป งั้นฉันไปลองทำดูก่อนนะคะ”
“เดี๋ยว”
เสียงหวานหายไปแล้ว
“เขาว่าไง” ศรีตรังถาม
“ไปแล้ว”
“ใครไปแล้ว”
“ก็คุณหนูเผือกของแกน่ะซิ รีบไปเข้าร่างของเขาแล้ว ศรีเราต้องเข้ากรุงเทพฯ เหมือนกัน”
“ขอถามอะไรหน่อยได้มั้ย”
“ซีเรียสเรอะ”
“เออ” เตชิตพยักหน้า “แกจะว่ายังไงถ้าหากพบว่า คุณหนูเผือกอยู่ในขบวนการค้ายาเสพติด” คำถามนี้ทำให้เตชิตอึ้งไป “แกต้องเตรียมใจไว้ให้พร้อม จะได้ไม่เสียใจภายหลัง เพราะมันมีเค้าว่าอาจเป็นไปได้ ดีไม่ดี เขาอาจตายเพราะเรื่องยาเสพติดก็ได้”
“ไปขึ้นรถ”
เตชิตพูดพลางเดินนำไป
“ฉันว่าแปลกๆ ว่ะ”
“ทำไม...ไอ้ศรี แกจะช่วยกรุณาหุบปากตลอดทางหน่อยได้มั้ย ฉันต้องใช้ความคิด”
“เออ เห็นแกคนที่กำลังจะอกหักว่ะ”
เตชิตทำตาขวางใส่ศรีตรังแว่บหนึ่ง
เสียงหวานกลับมาบ้านปรกเดือนแล้วปรากฎตัวที่ห้องปรายดาว ดวงตาเสียงหวานจับจ้องไปที่ร่างตัวเองที่นอนสงบนิ่งอยู่บนเตียง ทรวงอกสะท้อนขึ้นลงเบาๆ เสียงหวานเอียงคอมองร่างตัวเองอย่างเพ่งพิศ แล้วน้ำตาก็คลอออกมาด้วยความตื้นตันใจ
“อะไรนะที่ทำให้ ต้องมานอนร่างไปทาง วิญญาณไปทางอย่างนี้”
เสียงหวานขยับจะขึ้นบนเตียง แต่ต้องชะงักเมื่อมีเสียงเปิดประตูเข้ามา เสียงหวานหันไปดูจึงเห็นปรกเดือน
เดินเข้ามาติดตามด้วยแจ๋ว ปรกเดือนเดินมาที่เตียงเสียงหวานรีบหลีกทางให้ ปรกเดือนลูบแขนปรายดาวเบาๆ แล้วพูดอย่างอ่อนโยน
“เมื่อไหร่เธอถึงจะฟื้นขึ้นมาเสียที”
“แปลกนะคะ หมู่นี้คุณดาวเธอ ...”
แจ๋วพูดยังไม่ทันจบ ร่างปรายดาวก็กระตุก เสียงหวานสะดุ้ง มองภาพนั้นอย่างตกใจ
“อุ๊ย! อย่าเพิ่งเป็นอะไรนะ อย่าเพิ่ง”
ปรกเดือนจับแขนปรายดาวไว้ จนอาการกลับเป็นปกติ
“หรือว่า เธอจะฟื้นคะ”
แจ๋วบอกเสียงหวานทำตาโต พยักเพยิดอย่างดีใจ
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ภาวนาให้เป็นอย่างนั้น เดี๋ยวช่วยกันเช็ดตัวให้แกก่อน”
“ค่ะ”
แจ๋วเดินเข้าห้องน้ำเพื่อเตรียมน้ำสำหรับเช็ดตัว ปรกเดือนเริ่มแกะกระดุมเสื้อปรายดาว เสียงหวานยกมือปิดหน้าด้วยความอายและตกใจ แล้วร่างเธอก็หายไปทันที
เสียงหวานปรากฏตัวนอกห้อง สีหน้าท่าทางยังตกใจ จังหวะนั้นมีเสียงแตรรถดังขึ้นมา เสียงหวานหันขวับไปมอง
เดนนิสเดินเข้ามาในบ้าน เสียงหวานปรากฎตัวขึ้น
“เดือน ปรกเดือน ปรกเดือน”
ขณะที่เดนนิสตะโกนเรียกปรกเดือน เสียงหวานจ้องมองเดนนิสอย่างเพ่งพิศราวกับพยายามทบทวนความทรงจำ
เดนนิสหันมาเผชิญหน้ากับเสียงหวาน เสียงหวานสะดุ้งเฮือกดวงตาและสีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เสียงหวานค่อยๆ กลืนน้ำลายเหมือนกลัว
เดนนิสเดินตรงไปที่เสียงหวาน เสียงหวานงตัวสั่นเทาหลับตา เดนนิสเดินผ่านเสียงหวานขึ้นไปชั้นบนเสียงหวานลืมตาขึ้นแล้วหันกลับไปมองตาม
ขณะที่เตชิตกำลังขับรถเข้ากรุงเทพจู่ๆ เสียงหวานก็ปรากฏตัวขึ้นในรถเตชิต
“คุณเตชิต”
“เฮ้ย”
เตชิตสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ รถเสียหลักเป๋ไปเป๋มาจนศรีตรังตกใจ
“ไอ้เต ไอ้เต ระวัง ระวัง” เตชิตบังคับรถจอดข้างทาง แล้วถอนใจเฮือก “ผีหลอกแกเรอะ ไอ้เต”
ศรีตรังถามฉุนๆ เตชิตหน้าหงกปรายตามองข้างหลังแว่บหนึ่ง
“ใช่ นั่งอยู่ข้างหลังนั่น” ศรีตรังหันไปมอง แต่ไม่เห็นอะไร เสียงหวานยกมือไหว้เตชิตหน้าจ๋อย
“ขอโทษค่ะ พอดีฉันไปที่บ้านมา แล้ว...แล้วฉันก็เห็น ...”
เตชิตหันขวับไปหาเสียงหวานทันที
“เห็นใคร”
“เขา...เขา...น่ากลัวมาก”
“คุณหมายถึงใคร”
“ไอ้เต เล่าให้ฉันฟังบ้างอย่าฟังคนเดียว” ศรีตรังบอก
“แกอย่าเพิ่งสอด” เตชิตต่อว่าศรีตรังแล้วหันมาถามเสียงหวานต่อ “ใครที่น่ากลัว”
“สามี...”
“ฮ้า” เตชิตร้องเสียงหลงด้วยความตกใจจนเสียงหวานและศรีสะดุ้งเฮือกกับท่าทางตกใจ เสียงดังลั่นของเตชิต
“เสียงหวาน…คุณมีสามีแล้วเรอะ”
“ใช่ ไอ้เดนนิสหรือเปล่า” ศรีตรังรีบถาม
“บอกว่าอย่าเพิ่งสอด...” เตชิตต่อว่าศรีตรังแล้วหันมาตวาดเสียงหวาน “ว่าไง”
“สามีพี่สาวฉันค่ะ สามีพี่เดือน”
คำตอบนี้ทำให้เตชิตโล่งใจสุดๆ
“ค่อยยังชั่ว”
“ว่าไงได้เต”
“ไอ้สอด” เตชิตต่อว่าศรีตรังอย่างฉุนๆ จนศรีตรังสะดุ้ง “ถ้าแกขืนทะลุกลางปล้องบ่อยๆ ฉันจะเปลี่ยนชื่อแกจาก ศรีตรังเป็นสอดจัง”
“ก็แกเล่นฟังคนเดียว”
“ฉันก็ไม่ได้ห้ามไม่ให้แกฟัง แต่แกดันไม่ได้ยินเอง”
“เออ! เดี๋ยวแกฟังจบ แล้วค่อยเล่าก็ได้”
“แล้วอย่าสอดอีกล่ะ”
“ฉันเล่าต่อได้แล้วใช่ไหมคะ” เสียงหวานถาม
“ก็เล่าไปซิ”
“ฉันจำได้ว่า เค้าน่ากลัวมาก แต่ฉันจำรายละเอียดไม่ได้ มันเหมือน ...เหมือน ภาพที่ยังกระจัดกระจาย ฉันยังต่อไม่ติด” เตชิตสตาร์ทรถ “คุณโกรธฉันหรือคะ” !
เตชิตขับรถออกไปโดยไม่ตอบ ศรีตรังมองงงๆ
เมื่อถึงกรุงเทพเตชิตขับรถเข้ามาจอดในบริเวณบ้านตัวเอง เตชิตและศรีตรังลงจากรถ ซึ่งเสียงหวานยืนรออยู่ก่อนแล้ว
“ศรี แกอยู่นี่ก่อน”
“อ้าว แล้วแกจะไปไหน”
“ไปธุระ”
“ฉันไปด้วย”
“แกไม่อยากไปหรอก เชื่อเถอะ นี่ ...กุญแจบ้าน” เตชิตส่งกุญแจบ้านให้ศรีตรัง
“แกจะมารู้ได้ยังไงว่าฉันอยากหรือไม่อยากไปที่ไหน”
“ฉันรู้ก็แล้วกัน”
“แล้วแกจะทิ้งฉันไว้ที่นี่คนเดียวเรอะไง”
“ฉันให้เสียงหวานอยู่เป็นเพื่อน”
“โฮ้ย ให้ฉันอยู่กับผีเนี่ยนะ” เสียงหวานหน้าจ๋อย ศรีตรังรู้สึกตัว “อุ๊ย ขอโทษค่ะ”
“ห้ามไปไหน อยู่เป็นเพื่อนศรีตรังเข้าใจมั้ย” เตชิตสั่งเสียงหวาน
“เข้าใจค่ะ”
เตชิตเดินกลับไปขึ้นรถ แล้วขับออกไป ศรีตรังมองตามสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด แล้วตัดสินใจพูด
“คุณเสียงหวาน ฉันคิดว่าคุณคงอยู่แถวๆ นี้”
“ค่ะ”
“ฉันจะไปบ้านคุณ”
เสียงหวานสะดุ้งรีบบอก
“ ไม่ได้ค่ะ”
“ฉันจะเรียกแท็กซี่ คุณจะไปด้วยก็ไป แต่ห้ามบอกไอ้เตเด็ดขาดเข้าใจมั้ยคะ”
“คุณ คุณ ฉันไปกับคุณไม่ได้”
เสียงหวานตะโกนบอกแล้วชะเง้อมองตาม อย่างกระวนกระวาย
เตชิตขับรถมาจอดที่สถานีตำรวจแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาธง เพียงไม่นานธงก็เดินมาหาเตชิตที่รถเตชิตเปิดประตูรถให้ธง
“ได้มั้ย” เตชิตรีบถาม
“นี่ครับ” ธงส่งกระดาษที่จดเบอร์โทรศัพท์พอล
“ขอบใจ”
“ผู้กองจะนัดปรับความเข้าใจกับผู้กองพอลหรือครับ”
“ไปได้แล้ว”
“ผู้กอง”
“ไปทำงาน”
“ครับ”
ธงเปิดประตูรถลงไป เตชิตจึงกดโทรศัพท์หาพอลทันที
“ฉันเองเตชิต ฉันมีบางอย่างให้แกดู”
เตชิตนัดเจอกับพอลที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง...พอลเปิดประตูเข้ามาแล้วกวาดตามองหาจนเห็นเตชิตนั่งจิบกาแฟมุมหนึ่ง พอลเดินตรงเข้าไปแล้วทรุดตัวลงนั่ง
“จะให้ดูอะไร”
เตชิตหยิบซองข้างตัวมาเปิดแล้วหยิบรูปวาดเสียงหวานส่งให้พอล พอลรับมาดูชะงักนิดหนึ่งแล้วเป็นปกติ
“สวยดีนี่”
พอลบอกด้วยหน้าตาปกติ เตชิตแปลกใจแต่ไม่เชื่อนัก
“เขาชื่อปรายดาว”
“ชื่อก็เพราะ”
“เป็นน้องสาวของปรกเดือน เมียหลวงของไอ้เดนนิส”
“แล้วไง”
“อย่าบอกนะว่า แกไม่รู้จัก”
“ฉันไม่รู้จัก”
คำตอบนี้ทำให้เตชิตนึกฉุน
“ไอ้พอล”
“แกจะต่อยฉันในร้านกาแฟนี่เรอะ ไอ้เต”
“ถ้าจำเป็น”
สองหนุ่มมองหน้ากันราวกับจะหยั่งให้ถึงจิตใจแต่ละฝ่าย จังหวะนั้นเสียงหวานปรากฎตัวขึ้น
“คุณเตชิต”
“ผมบอกให้คุณอยู่เป็นเพื่อนศรีตรังไง้”
เตชิตบอกอย่างอ่อนอกอ่อนใจสุดๆ พอลมองหน้าเตชิตแล้วเหลียวซ้ายเหลียวขวาแต่ไม่เห็นเสียงหวาน
“เธอไปแล้วค่ะ” เสียงหวานบอก เตชิตผุดลุกขึ้นทันที
“ไปไหน”
“ไปบ้านนั้น”
“โว้ย เอาอีกแล้ว”
ตลอดเวลาพอลมองเตชิต พลางส่ายหน้าแล้วพูดเสียงต่ำๆ
“ไอ้เต นั่งลง คนเขามองแกกันหมดร้านแล้ว”
เตชิตเหลือบตาไปโดยรอบจึงเห็นผู้คนบริเวณนั้นมองเขาอย่างสนใจ
“คุณไปที่รถก่อน” เตชิตบอกเสียงหวาน เสียงหวานหายไปตามคำสั่ง
“แกจะถามฉันแค่นี้เรอะ” พอลถามเพราะเข้าใจว่าเตชิตพูดกับเขา
“ฉันไม่ได้พูด กับแก”
พอลชักจะมีอารมณ์บ้าง
“แล้วพูดกับผีเรอะไง”
เตชิตลืมตัว ตอบเสียงดังลั่น เรียกสายตาทุกคนในร้านอีก
“เออ! ผีมาบอกว่า ศรีตรังกำลังไปบ้านไอ้เสี่ยของแก”
“ผีที่ไหนมันจะรู้ขนาดนั้น”
“ก็ผีปรายดาวนี่ไง”
พอลชะงักจ้องหน้าเตชิตเขม็ง
เตชิตรีบเดินกลับมาที่รถโดยมีพอลเดินตามมาห่างๆ เตชิตเปิดประตูรถแล้วเรียกเสียงหวานทันที
“เสียงหวาน เสียงหวาน”
“ผีของแกบอกว่ายังไงอีก” พอลเดินเข้ามาถามเตชิต
“เขาไม่อยู่แล้ว สงสัยจะล่วงหน้าไปก่อน”
“ไอ้เต แกเครียดกับงานมากเกินไปแล้ว แกควรจะไปคุยกับจิตแพทย์บ้างนะ”
เตชิตหันขวับมามองพอล
“อ้อ แกหาว่าฉันบ้า”
“ยังไม่ถึงขั้นบ้า แค่เพี้ยน”
“งั้นก็ไปกับฉัน ไปพิสูจน์ให้มันชัดๆ ไปเลย”
พอลมองหน้าเตชิตซึ่งมั่นอกมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง
ระหว่างนั้นศรีตรังนั่งแท็กซี่มาลงหน้าปากซอยบ้านปรกเดือนแล้วเดินลัดเลาะเข้ามาบริเวณใกล้รั้วบ้าน ศรีตรังเหลียวซ้ายแลขวาขยับจะปีนแต่โทรศัพท์ดังขึ้นซะก่อน ศรีตรังสะดุ้งแล้วหยิบขึ้นมาดู
“จะโทร มาห้ามฉันล่ะซิ ไอ้เต... เสียใจ”
ศรีตรังจัดการปิดโทรศัพท์แล้วขยับจะปีนอีก เสียงหวานปรากฏตัวขึ้น
“ตายละ ทำยังไงดี”
ศรีตรังเริ่มปีนจับกิ่งไม้ใหญ่ไว้ เสียงหวานห่อปากแล้วเป่าลมออกมา ลมแรงพัดมาทันใดกิ่งไม้ที่ศรีตรังเกาะไว้หักลงมา
“โอ๊ย! ลมบ้าอะไรฮึ” ศรีตรังล้มกลิ้งกับพื้น เสียงหวานเป่าลมอีกลมแรงจนเสียงดังอู้ ฝุ่นผงบริเวณนั้นปลิวกระจาย
ศรีตรังปัดฝุ่นผงซึ่งลอยตลบไปหมด “เฮ้ย...ดินฟ้าอากาศแปรปรวนขนาดนี้แล้วเรอะเนี่ย”
ศรีตรังหลบไปนั่งมุมหนึ่งแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาปรกเดือนโดยไม่รู้ว่าขณะนั้นเดนนิสอยู่กับปรกเดือน
“ยังไม่ไปเอาออกอีกหรือ” เดนนิสถามปรกเดือนเรื่องเด็ก ปรกเดือนนั่งนิ่ง “ยิ่งช้ายิ่งอันตราย”
“เดือนตั้งใจแน่วแน่แล้วค่ะว่าจะเก็บไว้”
“จะเก็บไว้ทำซากอะไร ฉันไม่ได้อยากมี”
“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคุณ เดือนรับผิดชอบเอง ลูกของเดือนไม่จำเป็นต้องมีพ่อ...”
ปรกเดือนยังพูดไม่ทันจบเสียงโทรศัพท์เธอก็ดังขึ้น ปรกเดือนเหลือบมองเดนนิสมองตาม ปรกเดือนเดินมาจะหยิบโทรศัพท์แต่เดนนิสซึ่งอยู่ใกล้กว่าคว้าไว้ก่อน
“ขอโทรศัพท์”
“ทำไม รู้หรือว่าใครโทร.มา”
“ไม่ทราบค่ะ แต่ที่แน่ๆ เขาต้องเป็นเพื่อนเดือน”
ปรกเดือนแบมือขอโทรศัพท์คืน แต่เดนนิสกับกดรับเอง
“ฮัลโหล” ปรกเดือนมองด้วยความไม่พอใจอย่างยิ่ง ขณะที่ศรีตรังสะดุ้งเฮือกเสียงหวานมองอย่างกระตือรือร้น
“นั่นใคร”
เดนนิสถามเมื่ออีกฝ่ายเงียบไป ศรีตรังจึงดัดเสียงตอบ
“ต่อ...ต่อผิดค่ะ” ศรีตรังรีบปิดโทรศัพท์ “เกือบไป”
“ทำไมหรือคะ” เสียงหวานถาม แต่ศรีตรังไม่ได้ยินถอนใจเฮือก
“ซวยจริงๆ” เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีก ศรีตรังมองเบอร์ที่โทรเข้ามาแล้วหงุดหงิด “อีตาพอล โทรมาทำไม”
ศรีตรังปิดโทรศัพท์แล้วตัดสินใจเดินออกไป เสียงหวานถอนใจเฮือกอย่างโล่งอก
“ค่อยยังชั่ว” เสียงหวานจะตามศรีตรังไปแต่ตามไปไม่ได้ “ลืมไปว่าไปกับคนอื่นไม่ได้”
เสียงหวานหายไปจากที่นั้น แล้วมาปรากฎตัวที่เบาะรถข้างเตชิต
“เฮ้ย” เตชิตสะดุ้ง
“ขอโทษค่ะ”
“ศรีตรังเป็นยังไง ยังอยู่ดีหรือว่าถูกจับไปแล้ว”
“กลับบ้านคุณแล้วค่ะ”
“อ้าว ทำไม”
“ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ คุณต้องไปถามเธอดูเอง”
เสียงหวานบอกแล้วหายไป
“เดี๋ยว เสียงหวาน เสียงหวาน” เสียงหวานไม่ปรากฏตัว “งอนอะไรอีกล่ะ”
เสียงหวานปรากฏตัวขึ้นที่รีสอร์ทของศรีตรังบริเวณซากรีสอร์ทที่ถูกไฟไหม้ เสียงหวานมองไปรอบๆ แล้วทรุดตัวลงนั่งทอดสายตามองไปข้างหน้าพร้อมกับน้ำตาที่คลอขึ้นมา
“แม้แต่สังขารของคนเรายังสูญสลายได้ นับประสาอะไรกับสถานที่”
 
อ่านต่อหน้า 2





ปางเสน่หา ตอนที่ 9 (ต่อ)

 
พอลรีบมาบ้านปรกเดือน ระหว่างขับรถเข้ามาในซอยพอลมองซ้ายมองขวาหาศรีตรังแต่ไม่เห็นแม้แต่เงาของศรีตรัง

ในที่สุดพอลก็ขับมาถึงบริเวณหน้าบ้านปรกเดือน
“ไม่เห็นมีเลย หรือว่าจะเข้าไปหลบอยู่ข้างใน”
พอลกดแตร ครู่หนึ่งประตูเปิดออกแล้วพอลก็ขับเข้าไป
พอลขับรถเข้ามาจอดแล้วก้าวลงมา พอลเดินสำรวจบริเวณที่คิดว่าศรีตรังน่าจะแอบได้แจ๋วมองอย่างประหลาดใจ จนกระทั่งพอลเดินกลับมา
“คุณพอลหาอะไรหรือคะ”
“หาเรื่อง” แจ๋วยิ้มแห้ง ๆ “เมื่อกี้มีใครมาหาคุณเดือนหรือเปล่า”
“มีแต่เสี่ยค่ะ เพิ่งกลับไปเมื่อสักครู่นี้เอง”
พอลพยักหน้าแล้วเดินเข้าไป แจ๋วเดินตาม
พอลเดินเข้ามาในบ้านโดยมีแจ๋วเดินตาม ขณะนั้นปรกเดือนนอนอ่านหนังสือเกี่ยวกับแม่และเด็กอยู่บนโซฟา ปรกเดือนขยับลุกขึ้นนั่งเมื่อเห็นพอล
“พอล” ปรกเดือนลดเสียงลง ขณะเหลือบมองตามแจ๋วซึ่งเดินเลยไปอีกด้าน “ฉันกำลังอยากพบคุณอยู่พอดี”
“ศรีตรังมาที่นี่หรือเปล่า”
“เปล่าค่ะ แต่ฉันคิดว่าเธอโทรศัพท์หาฉัน พอดีเสี่ยรับ”
“แล้วเสี่ยรู้หรือเปล่า”
“คงจะสงสัยค่ะ”
แจ๋วเดินยกถาดน้ำเข้ามา พอลจึงเปลี่ยนเรื่องคุย
“คุณบอกว่าดาวมีความเปลี่ยนแปลง”
“ค่ะ...หมู่นี้ปรายดาวเกร็งบ่อย ใช่ไหมแจ๋ว”
“บางทีแจ๋วยังคิดว่าเธอจะฟื้น”
“ผมขอขึ้นไปดูหน่อย”
“ไปซิคะ”
พอลลุกเดิน ปรกเดือนสบตาแว่บหนึ่งแล้วเดินตามไปโดยที่แจ๋วไม่ทันสงสัย
พอลเปิดประตูห้องปรายดาวแล้วเบี่ยงตัวให้ปรกเดือนเข้ามาก่อนแล้วตัวเองตามเข้ามาปิดประตูตามหลัง
“ไฟไหม้ไร่ข้าวโพดแล้วก็รีสอร์ทของศรีตรัง”
พอลบอก ปรกเดือนสะดุ้งเฮือกหันขวับมามอง
“อะไรนะคะ”
“ไร่ข้าวโพดกับรีสอร์ทของศรีตรังถูกไฟไหม้”
ปรกเดือนมองหน้าพอลริมฝีปากสั่นน้อยๆ
“เสี่ย...ใช่มั้ยคะ” พอลพยักหน้า ปรกเดือนเดินมาทรุดตัวลงนั่งบนเตียงปรายดาว “ทำไมเขาช่างไม่กลัวบาปกลัวกรรมเสียบ้างเลย เมื่อเช้าเขาก็พยายามจะพูดให้เดือนทำแท้งให้ได้”
พอลนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วเบือนหน้าไปมองปรายดาว
“คุณว่าหมู่นี้ดาวเกร็งบ่อยหรือ ...”
“ค่ะ เดือนเลยคิดว่าจะย้ายไปไว้ที่โรงพยาบาล เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นคุณหมอจะได้ช่วยทัน”
“ผมเห็นด้วย คุณจะย้ายไปวันไหน”
“โดยเร็วที่สุดค่ะ”
“งั้นผมจะไปติดต่อทางโรงพยาบาลให้”
“ขอบคุณค่ะ ต้องฝากคุณช่วยเป็นธุระให้หน่อยนะคะ”
“พูดอะไรอย่างนั้น ดาวเป็นน้องคุณก็จริง แต่ก็เป็นคู่หมั้นของผมด้วย”
ปรกเดือนมองพอลอย่างเพ่งพิศ
“ดาวอยู่ในสภาพอย่างนี้มา 2 ปีกว่าแล้ว โอกาสที่จะกลับมาเป็นปกติมีน้อยมาก ถ้าคุณจะมีคนใหม่ก็ไม่มีใครตำหนิหรอกค่ะ” พอลนิ่งไปแล้วถอนใจเบาๆ “คุณเป็นคนดี เดือนอยากให้คุณมีความสุข”
“ผมไม่มีเวลาคิดถึงเรื่องนั้น”
พอลเบือนหน้าไปมองปรายดาว
ส่วนที่คอนโดเจนจิรา เจนจิราเหวี่ยงหนังสือที่กำลังอ่านอยู่ทิ้งอย่างหงุดหงิดแล้วหยิบอีกเล่มขึ้นมาแทน
เจนจิราเปิดไปได้ 3-4 หน้าแล้วเหวี่ยงทิ้งอีก
“โฮ้ย เบื่อ” เจนจิราหยิบโทรศัพท์มากดหาเดนนิส “เสี่ยขา”
“ยังไม่ต้องโทร.มา ว่างเมื่อไหร่ฉันจะโทร.ไปเอง”
เจนจิราน้ำตาคลอ นัยน์ตาเป็นประกายอย่างเคียดแค้นขณะวางโทรศัพท์ลง
“ไม่ว่าง ไม่ว่างมาตั้งหลายวันแล้ว คงจะไปกกอีนังเมียหลวงจืดชืดอยู่ละซิ” เจนจิราลุกเดินกลับไปกลับมาอย่างหงุดหงิด แล้วค่อยๆ ยิ้มเหมือนเพิ่งนึกออก “สวยเซ็กซี่ตัวแม่อย่างฉัน มีผู้ชายต้องการอีกเยอะแยะไป”
เจนจิราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดหาเตชิต เตชิตหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูแล้วทำหน้าแปลกใจเมื่อเห็นเบอร์แปลกๆ ก่อนจะกดรับ
“สวัสดีครับ”
“สวัสดีคะ คุณเต”
“ใครนะครับ”
“มีใครล่ะคะที่เรียกคุณว่าคุณเต” เจนจิราหัวเราะ เตชิตยิ่งแปลกใจผสมตื่นเต้น
“คุณเจนจิรา คุณทราบเบอร์โทรศัพท์ผมได้ยังไง”
“เจนโทร.ไปถามที่ศรีตรังรีสอร์ทตั้งแต่วันรุ่งขึ้น หลังจากที่เราไปสนุกด้วยกันนั่นแหละค่ะ”
“เอ๊ะ ทำไมผมไม่รู้”
“เขาคงกลัวว่า คุณจะโกรธน่ะซิคะก็เลยไม่บอก... คืนนี้คุณว่างหรือเปล่าคะ เจนจะชวนไป Hang out ซักหน่อย”
“ผมว่างเสมอสำหรับคุณเจนครับ”
สีหน้าเตชิตดูกระตือรือร้นอย่างยิ่ง
ศรีตรังนั่งแท็กซี่กลับมาบ้านเตชิตโดยซื้อข้าวของมาหลายถุง พอเข้ามาในบ้านเตชิตรีบเดินมารับ
“แกหายหัวไปไหนมา โทรศัพท์ก็ไม่เปิดไอ้เราเรอะเป็นห่วงแทบแย่”
ศรีตรังวางของแล้วนั่งลง
“เหนื่อย ไปเอาน้ำเอาท่ามาให้ดื่มหน่อย”
เตชิตมองศรีตรังแล้วส่ายหน้า
“มิน่า...แกถึงได้ไม่มีแฟนเสียที” เตชิตบ่นพลางเดินไปรินน้ำ “ไอ้เราเคยคิดจะช่วยสงเคราะห์ก็ยังเอาไม่ลง”
ศรีตรังหยิบของใกล้มือขว้างเตชิต
“ไอ้บ้า ฉันก็เอาแกไม่ลงเหมือนกันละวะ”
เตชิตเดินกลับมาส่งน้ำให้ศรีตรังแล้วนั่งลง
“นี่จะขนของหนีตามใคร” ศรีตรังดื่มน้ำจนหมดแก้ว “อีกซักแก้วมั้ย”
“ไม่ต้อง...มือถือฉันแบ็ตหมด”
“แล้วไปที่บ้านเดนนิสหรือเปล่า”
“ไป แต่เข้าไม่ได้ อยู่ดีๆ ก็เกิดพายุบ้าบออะไรก็ไม่รู้ พัดเสียลืมหูลืมตาไม่ขึ้นฉันก็เลยต้องกลับ ก่อนกลับก็แวะซื้อของฝากพวกที่ไร่ เฮ้ย! เดี๋ยวขับรถไปส่งหน่อยซิ”
“ไม่ได้ว่ะ เย็นนี้ฉันมีนัด” เตชินบอกยิ้มๆ แล้วยักคิ้ว
“ผู้หญิงเรอะ”
“ก็เออซิวะ บอกให้ก็ได้ว่าเจนจิรา”
ศรีเบิกตากว้าง เตชิตอมยิ้ม
ค่ำวันนั้นขณะที่เจนจิรากำลังบรรจงแต่งหน้า เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เจนจิราเหลือบมองแล้วยิ้มนิดๆ เมื่อเห็นชื่อ “เดนนิส”
“อยากโทรก็โทรไป แต่ฉันไม่รับให้มันรู้เสียบ้างว่า เจนจิราไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอก”
เจนจิราหยิบกระเป๋าเดินออกจากห้อง โดยไม่หยิบโทรศัพท์ไปด้วย
เดนนิสทุบโต๊ะอย่างขัดใจ เมื่อเจนจิราไม่ยอมรับโทรศัพท์
“ไอ้เจียง ไอ้เจียง”
เดนนิสตะโกนเรียก เจียงรีบเข้ามา
“มาแล้วครับเสี่ย”
“ไปดูนังเจนที่คอนโดซิ”
“ครับ”

เจียงเดินออกไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่เดนนิสนั่งนิ่งสีหน้าดูน่ากลัว
เตชิตแต่งตัวเรียบร้อย เดินลงบันไดมาอย่างร่าเริงศรีตรังซึ่งนั่งดูทีวีอยู่หันมามอง
“แม้...แม้ ...แม้...แม้ ไอ้เต วันนี้ควงนางเอกแต่งตัวซะเริ่ดเชียว ระวังนะเว้ย ชะตาแกจะขาดเอา”
“บอกแล้วว่าไม่กลัว เพราะถ้ากลัวก็ไม่ไป ขอบใจมากที่อยู่เฝ้าบ้านให้”
เตชิตเดินไปที่ประตู ศรีตรังพูดขึ้นลอยๆ
“แล้วคุณหนูเผือกเสียงหวานล่ะ”
เตชิตชะงักนิดหนึ่ง
“ไปผุดไปเกิดแล้วมั้ง”

เตชิตเดินออกไป ศรีตรังเดินมาล็อคประตู แล้วเดินกลับมานั่งดูทีวีต่อ
เจียงรีบมาที่คอนโดเจนจิราพอมาถึงเจียงทำเป็นกำลังคุยโทรศัพท์ แล้วคอยเหลือบมองเข้าไปด้านในจึงเห็น
เจนจิรานั่งรอเตชิตอยู่ โดยคุยอยู่กับผู้จัดการคอนโด จนกระทั่งเตชิตเดินเข้ามา เจียงเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
เจนจิราลุกขึ้นเดินมาหาเตชิต แล้วคล้องแขนเดินกันออกไป เจียงรีบกดโทรศัพท์หาเดนนิสทันที
“เสี่ยครับ คุณเจนไปกับไอ้เตชิต”
“ตามมันไป ได้โอกาสเมื่อไหร่ จัดการเลย”
“ครับ ผมจะโทรเรียกไอ้กวงมาสมทบด้วย”
“จะเอากี่คนก็เอาไป”
“ครับเสี่ย”
เจียงแอบเดินตามเจนจิราไปขณะพูดโทรศัพท์
เจนจิราให้เตชิตพาไปที่ร้านอาหารหรูแห่งหนึ่ง เตชิตมองไปรอบๆ แล้วหันมาพูดกับเจนจิรา
“บอกตรงๆ นะครับ ผมไม่นึกว่าคุณจะให้มาหาที่นี่”
“เจนเป็นคนหลายอารมณ์ค่ะ อีกอย่างบุคลิคอย่างคุณเตน่าจะชอบสถานที่แบบนี้มากกว่า”
“เอาจริงๆ นะครับ ผมเหมาะกับร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านข้าวแกงมากกว่า”
เจนจิราหัวเราะคิกคักอย่างอารมณ์ดี
“แหม...ถ่อมตัวจังเลยคุณเต”
“มันเป็นไปตามสภาพเศรษฐกิจน่ะครับ แค่เงินเดือนข้าราชการตำรวจจะมากมายซักเท่าไหร่”
“แต่เจนเคยได้ยินเขาพูดกันว่า “เมียตำรวจนับแบงก์” เจนเลยชักอยากจะนับแบงก์แล้ว” เตชิตแทบตกเก้าอี้ เจนจิราหัวเราะขบขัน “ตายแล้ว เจนไม่เคยเห็นผู้ชายน่ารักอย่างคุณเตเลย”
บริกรยกน้ำส้มมาเสิร์ฟเตชิตรีบยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม

เจียงและลูกน้องจอดรถรออยู่ที่ลานจอดรถ ขณะที่เตชิตยังนั่งกินอาหารอยู่กับเจนจิรา
“ขอถามอะไรหน่อยได้มั้ยคะ”
“เชิญครับ”
“รูปที่คุณเจนเซ็นชื่อคืนนั้นเป็นรูปใครคะ”
“อ๋อ! น้องสาวเพื่อนครับ”
เจนจิราจ้องหน้าเตชิตเขม็ง
“คุณโกหก”
เตชิตสบตาเจนจิรายิ้มๆ
“แสดงว่า คุณรู้จักผู้หญิงคนนั้น”
“จะว่ายังงั้นก็ได้”
“เสียง...เอ้อ ปรายดาวก็บอกผมว่า เธอรู้จักคุณ...ผมถึงได้เอารูปปั้นมาให้คุณเซ็นชื่อ”
“โกหกอีกแล้ว”
“ทำไม”
“ปรายดาวตายมาตั้ง 2 ปีกว่า”
“เธอเป็นอะไรตาย”
“แหม! ซักยังกับเป็นตำรวจแน่ะ เจนไม่บอก”
“แต่เธอเพิ่งบอกผมเมื่อไม่นานมานี้เองว่าเธอรู้จักคุณ”
“เป็นไปไม่ได้”
“แต่ก็เป็นไปแล้ว ไม่อย่างนั้นผมจะพยายามเข้ามาทำความรู้จักกับคุณทำไม”
“ถ้าจริงอย่างที่พูดก็หมายความว่า คุณไม่ได้ชื่อเจนจิราแต่ชื่อชลธิดา”
“คุณต้องการอะไร”
“ปรายดาวเป็นอะไรตาย”
“ฉันจะกลับละ” เจนจิราลุกขึ้นทันที “คุณไม่รู้หรอกว่ากำลังเล่นอยู่กับใคร”
เตชิตมองหน้าเจนจิราซึ่งมีแต่ความเคร่งเครียด
เจนจิราเดินฉับๆ นำหน้าเตชิตกลับมาที่รถ
“ผมอยากรู้ว่าปรายดาวตายยังไง” เตชิตยังตามมาต่อ
“คุณนั่นแหละจะตายโดยไม่รู้ตัว”
เจียงและลูกน้องลงมาจากรถ ทั้งสามตรงเข้ามาทำร้ายเตชิตทันทีโดยที่เตชิตไม่ทันรู้ตัว
“เจียง”
เจนจิราตกใจขณะที่เจียงเล่นงานเตชิตจนตัวงอด้วยความแค้นและรุนแรงจนเตชิตหมดสติ
“ไอ้เตชิต”
“พอที”
เจียงพยักหน้าให้ลูกน้องทั้ง สองคนเป็นสัญญาณ ลูกน้องช่วยกันยกร่างสะบักสะบอมของเตชิตยัดเข้าไปในรถ
เจียงหันมายิ้มเยาะให้เจนจิรา
“คุณเองก็ระวังตัวให้ดีเหมือนกัน”
เจียงขึ้นรถลูกน้องขับออกไป เจนจิรามองตามแบบทำอะไรไม่ถูก
ขณะนั้นเสียงหวานยังนั่งฟุบหน้ากับฝ่ามืออยู่ที่รีสอร์ทของศรีตรังแต่แล้วเธอก็สะดุ้งเฮือกเงยหน้าขึ้น
“คุณเตชิต”
เสียงหวานหายไปจากที่นั้นทันที
รถตู้ของเจียงแล่นออกนอกเมือง เสียงหวานปรากฏตัวขึ้นบนเบาะที่เตชิตนอนสลบอยู่
“ตายแล้ว...คุณเตชิต คุณเตชิต ตื่นค่ะ ตื่น”
เจียงซึ่งนั่งคู่คนขับหันมามองเตชิต
“สะใจจริงๆ ว่ะ ได้อัดไอ้เตจนสลบ”
“ไอ้คนใจร้าย” เสียงหวานต่อว่าเจียง แต่เจียงไม่ได้ยิน
“เดี๋ยวพอไปถึงจะแถมให้อีกชุด”
ทั้งหมดเฮฮาอย่างสะใจ เสียงหวานร้อนใจเป็นห่วงเตชิต
“คุณเตชิต ตื่นค่ะ มันจะแถมให้คุณอีกชุดแล้วนะคะ”
เตชิตค่อยๆ ปรือตาเขียวช้ำขึ้นมอง
“เสียงหวาน...” กวงซึ่งนั่งคุมเตชิตชะงักก้มลงฟัง “เสียงหวาน”
“ลูกพี่ ไอ้เตมันชมว่าลูกพี่เสียงหวานแน่ะ”
“ให้รางวัลมันอีกทีซิ”
กวงต่อยท้องจนเตชิตตัวงอ
“คุณเต โอ๊ย! จะทำยังไงดี แหกอกแลบลิ้นปลิ้นตาก็ไม่เห็นไอ้พวกคนใจร้าย”
เสียงหวานเอะอะโวยวายโดยไม่มีใครได้ยิน
ช่วงเวลาเดียวกันนั้นที่บ้าสนของศรีตรัง อ้อยและจุรีมานอนเฝ้าบ้านให้แต่บรรยากาศรอบๆ บ้านศรีตรังดูวังเวงจนอ้อยนึกหวาด
“แม่ ช่วยปิดม่านหน่อย”
“ปิดทำไม ใครผ่านไปผ่านมาจะได้เห็น”
“ก็ถ้าเผื่อว่าใคร ใครที่ว่าน่ะมันเป็นผีล่ะ”
จุรีสะดุ้ง
“อะลัดตั๊ดต๊า นั่นปากแกเรอะ นังอ้อย”
“ก็ใช่น่ะซิแม่ หรือว่าแม่อยากจะเห็น”
“พอ ไม่ต้องพูดแล้ว”
จุรีเดินบ่นไปปิดม่านหน้าต่าง แต่พอมองออกไปด้านนอกจึรีก็ต้องตาเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อเห็นเสียงหวาน
“อา...อา...อาลัด...ตั๊ด... ตั๊ด”
“อย่าเพิ่งกลัวค่ะ อย่าเพิ่งกลัว” เสียงหวานบอก
“ความ...ความกลัว...รอ...รอได้...ด้วยหรือคะ”
อ้อยดึงผ้าห่มถึงอก ด้วยความกลัว
“แม่ แม่พูดกับใครน่ะ”
“คุณ...คุณหนูเผือก”
“ป้าช่วยบอกนายศรีตรังด้วยเถอะค่ะว่า คุณเตชิตถูกจับไป” เสียงหวานบอก
“อ้าว”
“เร็วซิคะ ถูกต่อยซะหน้าตาบวมเลย”
“ค่ะ...ค่ะ” จุรีเดินไปได้สามก้าวก็นึกได้หันกลับมา “นายศรีตรังไม่อยู่ค่ะ”
“ก็โทรศัพท์ซิคะ โทรไปบอก”
“ได้ค่ะ”
ตลอดเวลาที่จุรีคุยกับเสียงหวานอ้อยเอาผ้าคลุมโปงด้วยความกลัว จุรีหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วนึกได้
“แล้วจะให้ป้าบอกว่าคุณเตชิตอยู่ที่ไหนล่ะคะ”
“จริงด้วย งั้นเดี๋ยวหนูไปดูก่อนนะคะ”
เสียงหวานหายไป
“เป็นผีนี่ก็ดีเหมือนกัน...จะไปไหนมาไหนไม่ต้องกลัวรถติด”
เสียงหวานปรากฏตัวขึ้นในรถขณะนั้นเจียงกำลังโทรศัพท์กับเดนนิส
“ครับเสี่ย ได้ตัวมาแล้วครับ”
เจียงปิดโทรศัพท์ เสียงหวานมองเตชิตที่ยังสลบไสลอย่างเป็นห่วง
“ยังไม่ถึงอีก”
ช่วงเวลาเดียวกันนั้นจุรีกำลังรอเสียงหวานด้วยการชะเง้อมองออกไปนอกหน้าต่าง
“ทำไมหายไปนาน”
อ้อยดึงผ้าห่มออกจากหน้า
“ปิดหน้าต่างเสียทีซิแม่”
“รอคุณหนูเผือก”
“โอ๊ย ช่างมันเถอะน่าจะคุณหนูเผือกหรือคุณหนูมันก็”
“ก็เธอบอกให้รอ”
อ้อยสะบัดผ้าห่มลุกขึ้น
“งั้นอ้อยปิดเอง”
อ้อยเดินสะบัดไปที่หน้าต่างแล้วจับม่านจะดึงปิด เกษรินปรากฏขึ้นทันทีทันใด อ้อยเห็นเกษรินจึงกรีดร้องด้วยความตกใจกลัวสุด ๆ
“อ้อย แกเป็นอะไร” อ้อยหลับหูหลับตาชี้ไปที่หน้าต่าง จุรีมองตามแต่ภายนอกว่างเปล่า “ไม่เห็นมีอะไรเลย”
จุรีหันกลับมาแล้วร้องลั่นเมื่อเห็นเสียงหวานยืนอยู่ทำให้อ้อยร้องกรี๊ดตามไปด้วย “คุณหนูเผือก”
“ขอโทษค่ะ ที่หนูทำให้ป้าตกใจ หนูจะมาบอกป้าว่าไอ้พวกนั้นกับคุณเตยังอยู่ในรถ ป้าโทรบอกนายศรีตรังไว้
ก่อนก็แล้วกัน”
เสียงหวานบอกแล้วร่างเธอก็หายไป
“ค่ะ”
“แม่ แม่คุยกับผีได้เรอะ”
“พอได้ คุณหนูเผือกเธอสวย ไม่น่ากลัวแต่ฉันก็บอกตรงๆ ว่ากลัว”
“แล้วนี่จะมากันอีกหรือเปล่าเนี่ย”
จุรีเดินมาหยิบโทรศัพท์แล้วกดหาศรีตรัง ศรีตรังดูเบอร์ที่โทรเข้ามาแล้วทำหน้าแปลกใจก่อนกดรับ
“มีอะไรหรือคะ ป้าจุ...อะไรนะคะ”
ศรีตรังหมดแรงทรุดลงนั่งฟัง
รถตู้ของเจียงแล่นเข้าไปในซอยเปลี่ยวแห่งหนึ่ง เสียงหวานอยู่ในรถชะโงกมองซ้ายมองขวาแต่สองข้างทางมีแต่ต้นไม้และพงหญ้า เสียงหวานเบือนหน้ามาดูเตชิตที่ยังหมดสติด้วยความเป็นห่วงก่อนจะถอนใจเฮือกด้วยความกังวล
รถตู้ของเจียงแล่นเข้ามาจอดที่โรงสีร้างแห่งหนึ่ง เจียงกระโดดลงจากรถ ในขณะที่ลูกน้องช่วยกันหิ้วปีกเตชิตลงมา
เสียงหวานยืนอยู่ข้างนอกมองตามเตชิตด้วยความห่วง เตชิตถูกหิ้งปีกเข้ามาในโรงสีแล้วโยนลงกับพื้น
“โอ๊ย ระวังหน่อยซิ” เสียงหวานร้องบอกแล้วเข้ามาคุกเข่าข้างเตชิต “คุณเต คุณเตคะ”
เตชิตพยายามจะลืมตาแต่ตาก็บวมปูดจนลืมไม่ไหว เสียงหวานหายไป เจียงมองซ้ายมองขวาเลิ่กลั่กแล้วรีบเดินออกไป
เจียงเดินหน้าตายังเลิ่กลั่กออกมาด้านนอก เข้มทกับกวง ลูกน้องทั้งสองคนเดินตามออกมา
“เจอมั้ยเฮีย”
เข้มถาม เจียงกระแอมแล้วทำเหมือนเก่งสุดๆ
“เจอแต่ไอ้เต สงสัยผีมันคงกลัวข้าว่ะ”
“ไอ้เข้ม เอ็งต้องดูเฮียเจียงเป็นตัวอย่างกลัวใครที่ไหน” กวงบอก
“ผีมันจะมาทำอะไรข้าได้วะ ขืนโผล่มาข้าก็ไล่เตะซะเลย”
เจียงพูดยังไม่ทันขาดคำก็มีเสียงหมาหอนดังแว่วรับกันมาเป็นทอดๆ เข้ม กวง เจียง มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
“หมาหอนแปลว่าผีมา”
“ถ้ามันมา เราก็ส่งพี่เจียงออกไป”
“ไอ้บ้า”
เจียงรีบกลับเข้าโรงสี เข้มกับกวงรีบตาม
“เอาไงต่อพี่” กวงถามเมื่อพร้อมกับมองไปที่เตชิต
“ขอซักทีเถอะ” เข้มบอกแล้วเดินเข้าไปเตะเตชิต
“เฮ้ย พอแล้วรอเสี่ยมาจัดการ” เจียงห้าม แต่ตัวเองกลับเตะเตชิตอีกที “หมั่นไส้มานานแล้ว”
ทั้งสามคนพากันเดินออกไป เสียงหวานตะโกนต่อว่า
“ไอ้คนใจร้าย คุณเตชิต ฟื้นเสียทีซิคะ ตื่นค่ะคุณเตชิต” เสียงหวานโอบประคองเตชิตเอาไว้ “คุณเตชิต ฉันจะช่วยคุณยังไงดี คุณเตชิต”
เสียงหวานน้ำตาหยดด้วยความสงสารเตชิต
ที่บ้านศรีตรังขณะนั้นจุรีและอ้อยนอนหันหลังเบียดกันตามองไปรอบๆ ด้วยความหวาดกลัว เสียงหวานปรากฎตัวตรงหน้าจุรี โดยนอนตะแคงท่าเดียวกันหันหน้ามาทางจุรี จุรีกลัวสุดๆ จะร้องไห้เสียให้ได้
“รู้แล้วละค่ะว่า คุณเตชิตอยู่ที่ไหน” เสียงหวานบอก
“อยู่...อยู่...ที่ไหนค่ะ” จุรีตะกุกตะกักถาม
“โรงสีข้าวยิ่งสุขค่ะ ดูเหมือนเป็นโรงสีร้างมากกว่า ไม่แน่ใจว่าอยู่ในกรุงเทพฯหรือออกไปนอกเมืองแล้ว ป้ารีบโทร ไปบอกคุณศรีตรังเดี๋ยวนี้เลยค่ะ”
“ค่ะ แล้วคุณหนูเธอจะไปถูกหรือค่ะ”
“นั้นน่ะซีคะ แล้วจะทำยังไงดี”
“เอาอย่างนี้ ป้าจะโทรไปบอกคุณศรีตรังก่อน ไม่แน่ เธออาจจะรู้จัก”
“ค่ะ”
ขณะที่เสียงหวานกับจุรีคุยกันอ้อยนอนคลุมโปงด้วยความหวาดกลัว
จุรีรีบโทรศัพท์ไปหาศรีตรัง ขณะนั้นศรีตรังรออยู่แล้วจึงรีบกดรับและถามทันที
“ป้าจุ ได้เรื่องมั้ยค่ะ”
“คุณหนูเผือกเธอบอกว่า คุณเตชิตถูกพาไปไว้ที่โรงสีข้าวยิ่งสุขค่ะ”
“โรงสีข้าวยิ่งสุข เอ๊ะ อยู่ที่ไหนค่ะ”
“เธอบอกว่ามันมืดมากจำทางไม่ค่อยได้ค่ะ”
“ว้า! แล้วศรีจะหาเจอมั้ยเนี่ย... เดี๋ยวก่อน ศรีนึกได้แล้ว แค่นี้ก่อนนะค่ะ” ศรีตรังวางหูจามกจุรีแล้วกดโทรศัพท์หาพอล “อย่างน้อยก็ต้องเห็นแก่เพื่อนบ้างละน่า”
พอลเดินหยิบโทรศัพท์...ยิ้มนิดหนึ่งเมื่อเห็นเบอร์
“เกิดอารมณ์เปลี่ยวขึ้นมากลางดึกหรือครับ คุณศรีตรัง”
พอลถามมาตามสายแต่ศรีตรังไม่มีอารมณ์ตอบโต้
“รู้หรือเปล่าว่า เตชิตถูกพวกไอ้เจียงจับไปขังไว้ที่โรงสีข้าวยิ่งสุข”
“อ้าว ไหนว่าเก่งนักเก่งหนา”
“นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาเย้ยกัน ถ้าฉันไม่จนมุมจริงๆ จะไม่โทร มาขอความช่วยเหลือหรอก แค่บอกมาเท่านั้นว่าโรงสีข้าวอยู่ที่ไหน ที่เหลือฉันจัดการเอง...อ้อ ถ้าอยากจะรายงานเจ้านายคุณเอาหน้า ก็ไม่ว่ากันขอบอกว่าฉันสู้ตายเท่านั้นเอง”
พอลอึ้งไปนิดหนึ่ง
“คุณคงรักไอ้เตมาก”
“แน่นอน มันเป็นคนเดียวที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับฉันมาตลอด... โรงสีนั้นอยู่ที่ไหน”
“แล้วผมจะได้อะไรตอบแทน เพราะผมก็ต้องเสี่ยงเหมือนกัน”
“ทุกอย่าง”
“สัญญา”
“สัญญา”
“โอเค...หากระดาษและปากกาจด ผมจะบอกให้ละเอียดเลย”
ศรีตรังหยิบปากกากระดาษจดอย่างตั้งอกตั้งใจจนเสร็จ
“ขอบใจ”
ศรีตรังบอกแล้วกดวางหู หยิบปืนซึ่งวางติดตัวไว้ตลอดเวลาขึ้นมาแล้วเดินออกไปอย่างรีบร้อน ระหว่างนั้นพอลก็โทรศัพท์กลับมาอีก ศรีตรังมองเบอร์ที่โทรเข้ามาแล้วกดรับ
“ว่าไง”
ศรีตรังถามพลางมองหารถ
“คุณจะไปยังไง”
“คงต้องเรียกแท๊กชี่ เตเอารถไป”
“รออยู่ที่นั่น เดี๋ยวผมจะส่งคนไปช่วย”
“ช่วยให้ตายเร็วน่ะเรอะ” พอลไม่สนใจวางหูแล้วกดเปลี่ยนเบอร์โทรใหม่ “คงต้องยอมเสี่ยงละวะ”
ศรีตรังชะเง้อมอง อย่างกระวนกระวายเพราะเป็นห่วงเตชิต
ส่วนที่โรงสีเตชิตยังคงนอนสลบไสล เข้มเดินเข้ามาเอาเท้าเขี่ยเตชิตให้นอนหงายทำให้สร้อยคอที่มีพระของเสียงหวานเลือนออกมาจากคอเสื้อ เข้มยกเท้าสูงจะกระทืบเตชิตเสียงหวานรีบปรากฎขึ้น
“อย่า” เสียงหวานกรีดร้องดังลั่น เข้มชะงักมองไปโดยรอบเพราะหูแว่วได้ยินเสียงเสียงหวาน “ขอร้องเถอะ...อย่าทำอะไรเขาเลย แค่นี้เขาก็จะแย่แล้ว”
เสียงหวานร้องไห้ออกมาทำให้มีลมเย็นๆ พัดมาเบาๆ และบรรยากาศก็เริ่มวังเวง
“อะไรวะ อยู่ดีๆ ก็เกิดวังเวงขึ้นมา”
ลมยังพัดครวญคราง เข้มมองซ้ายมองขวา แล้วรีบเดินออกไปอย่างหวาดๆ เสียงหวานทรุดตัวลงข้างๆ เตชิต
“คุณเตชิต อย่าเป็นอะไรนะคะ...” เสียงหวานก้มลงกราบพระ “หลวงพ่อเจ้าขา หลวงพ่อช่วยคุ้มครองปกป้องรักษาคุณเตชิต อย่าให้เป็นอันตรายเลยนะเจ้าค่ะ”
เข้มรีบออกมาหาเจียงกับกวงข้างนอก เจียงทำหน้าไม่เชื่อเมื่อเข้มบอกว่าเจอผี
“ผีเผอที่ไหนวะไอ้เข้ม”
“ไม่รู้ อาจจะมีคนเคยตายในนั้น”
“ไอ้บ้า”
“ไม่เชื่อ เอ็งก็เข้าไปดูซิ มีเสียงลมพัดอู้...วังเวง แถมยังได้ยินเหมือนใครร้องไห้”
“เพ้อเจ้อ ไป ไอ้กวง เอ็งลองไปดูซิ”
“อ้าว เฮีย ทำไมไม่เข้าไปเองล่ะ”
“งั้นพวกเอ็งคอยดู” เจียงยืดตัวขึ้นอย่างภาคภูมิ “ผีบ้าผีบอที่ไหน”
เจียงเดินอย่างสง่าเข้าไปในโรงสี ขณะนั้นเสียงหวานกำลังก้มร้องไห้ เมื่อเจียงเดินเข้ามาเสียงหวานจึงเงยหน้าขึ้นมอง...เจียงเดินเข้ามาแล้วกวาดตามองไปโดยรอบเห็นแต่เตชิตที่นอนสลบอยู่เพียงคนเดียว
“ผีที่ไหน... เฮ้ย ถ้าในนี้มีผีจริง ก็ออกมาซิเว้ย ออกมาเจอกันซึ่งๆ หน้า ไอ้เจียงไม่กลัวหรอกเว้ย” เจียงตะโกนบอก ทุกอย่างเงียบสนิท “ปัดโธ่...หลอกได้แต่ไอ้เข้ม นึกว่าจะแน่ซักแค่ไหน”
เจียงหันหลังกลับจะเดินออกไปจังหวะนั้นมีลมเย็นๆ พัดมาวูบหนึ่ง เจียงชะงัก หันไปมองแล้วอ้าปากค้างเมื่อเห็นเสียงหวานยืนมองตรงมา รัศมีโดยรอบเป็นสีแดงเข้มด้วยความโกรธ เจียงเบิกตากว้างแล้วยกมือขยี้ตา

 
อ่านต่อหน้า 3





ปางเสน่หา ตอนที่ 9 (ต่อ)

เจียงลืมตามองอีกครั้งเสียงหวานก็หายไปแล้ว เจียงมองซ้ายมองขวาเลิ่กลั่ก แล้วรีบเดินออกไป พอออกมาด้านนอกเจียงทำท่าปกติเหมือนไม่มีอะไรผิดปรกติ...ส่วนที่บ้านเตชิตรถคันหนึ่งเลี้ยวเข้ามาศรีตรังรีบเดินไปหา ธงก้าวลงจากรถเปิดประตูให้ศรีตรัง
 

“เชิญครับ” ศรีตรังมีสีหน้าแปลกใจแต่ก็ก้าวขึ้นไป ธงก้าวขึ้นรถนั่งคู่กับตำรวจอีกคนที่ทำหน้าที่ขับ “ไปได้”
ตำรวจขับรถออกไป
ช่วงเวลาเดียวกันนั้นที่บ้านปรกเดือน ปรกเดือนกำลังนอนหลับสนิทแต่แล้วจู่ๆ แจ๋วก็มาเคาะประตูละล่ำละลักเรียก
“คุณเดือนคะ คุณเดือน” ปรกเดือนลืมตาตื่น “คุณเดือน” ปรกเดือนลุกเดินไปเปิดประตู “คุณเดือนขา ...คุณดาวค่ะ”
“ดาวเป็นอะไร”
ปรกเดือนรีบมาที่ห้องปรายดาว ขณะนั้นร่างปรายดาวมีอาการกระตุกเหมือนกำลังทุกข์ทรมาน
ปรกเดือนเปิดประตูเข้าโดยมีแจ๋วเดินเข้ามา
“ดาว... ยัยดาว”
ปรายดาวมีอาการเกร็งเต็มที่
ส่วนที่โรงสีร้างขณะนั้นเสียงหวานกำลังร้องไห้และพยายามปลุกเตชิตให้ฟื้น
“คุณเตชิตฟื้นซิคะ คุณเตชิต ทำไมคุณนอนนิ่ง ไม่พูด ไม่คุยกับเสียงหวานเลย” เตชิตยังคงนิ่ง “คุณเตชิต”
อีกด้านหนึ่งที่ห้องปรายดาว ปรายดาวยังกระตุกเป็นระยะๆ โดยมีแจ๋วและปรกเดือนช่วยกันบีบนวดแขนขา
“เมื่อวานนักกายภาพยังบอกเลยว่า คุณดาวกระตุกบ่อยขึ้น” แจ๋วบอก
“เดี๋ยวฉันมานะ”
“ค่ะ”
ปรกเดือนรีบเดินออกจากห้องมาโทรศัพท์หาพอล
“มีอะไรหรือครับ เดือน”
“คุณมาที่บ้านเดือนเดี๋ยวนี้เลยได้มั้ยคะ”
พอลลังเลเล็กน้อย
“มีอะไรหรือ”
“ยัยดาวค่ะ แกกระตุกคนน่ากลัว”
“ผมจะไปเดี๋ยวนี้”
พอลหยิบกุญแจรถรีบเดินออกจากห้อง
พอลรีบขับรถมาบ้านปรกเดือน พอมาถึงแจ๋วรีบลงมารับ
“เชิญข้างบนเลยค่ะ”
พอลเดินตามแจ๋วไปห้องปรายดาว...พอเข้ามาในห้องพอลเดินมาข้างเตียงปรายดาวซึ่งปรกเดือนจับมือน้องอยู่ ด้วยสีหน้ากังวล
“ค่อยยังชั่วแล้วค่ะ เมื่อกี้เดือนใจไม่ดีเลย”
“พรุ่งนี้รถพยาบาลจะมารับตอน 7 โมงเช้า ผมติดต่อไปเรียบร้อยแล้ว”
“แจ๋ว ไปเอาน้ำ”
“ไม่ต้อง” พอลทรุดตัวลงนั่ง จับมือปรายดาวมากุมไว้อย่างอ่อนโยน แจ๋วค่อยๆ เลี่ยงออกไป “คุณไปนอนเถอะ ผมจะอยู่เป็นเพื่อนดาวเอง”
“ฉันไม่ง่วงแล้วค่ะ ทานกาแฟไหมคะ”
“ไม่ครับ...ขอบคุณ”
ทั้งสองคนเงียบกันไปครู่หนึ่ง
“ดาวรักคุณมาก...” จู่ๆ ปรกเดือนก็พูดขึ้นมา พอลก้มหน้าลงมองมือปรายดาวราวกับไม่เคยเห็น “ฉันอยากให้คุณให้เวลามากกว่านี้ บางทีแกอาจจะฟื้นจากโคม่าได้”
“ถ้าไปอยู่โรงพยาบาล ผมคงได้ไปเยี่ยมดาวบ่อยขึ้น”
“เดือนรู้ว่าคุณเกรงใจเสี่ย แต่ระยะนี้เขาไม่ค่อยมาหรอกค่ะ เขาโกรธที่เดือนท้อง”
พอลนิ่งคิดครู่หนึ่ง
“ส่วนหนึ่งผมก็เข้าใจเขานะ ชีวิตเขาต้องเสี่ยงตลอด หากินอยู่กับความทุกข์ความพินาศของชีวิตคนอื่น เขาคงไม่อยากให้เลือดเนื้อเชื้อไขต้องมีชีวิตแบบเขา และที่เขากลัวที่สุดคือกลัวบาปกรรมจะตกอยู่กับลูก”
ปรกเดือนมองพอลอย่างแปลกใจ
“คุณพูดเหมือนเข้าไปอยู่ในใจเขาเลย”
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น พอลหยิบขึ้นมาดู แล้วลุกขึ้น
“ขอตัวเดี๋ยวนะ”
พอลเปิดประตูออกไปแล้วปิดเบาๆ ปรกเดือนมองตามอย่างประหลาดใจ
พอออกมานอกห้องพอลรีบกดรับโทรศัพท์
“ว่าไง”
“ผมเข้ามาในซอยแล้วครับ” ธงบอก
“ฝากดูแลเขาดีๆ ด้วย”
“ครับ... ผู้กอง”
“ขอบใจ ถ้ามีอะไรก็โทรมา”
พอลวางสายจากธงแล้วยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้องใหม่

พอลกลับเข้ามาในห้องปรายดาว ปรกเดือนหันมามอง
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวกลับก่อนนะ”
ปรกเดือนทำหน้าแปลกใจเล็กน้อย
“ค่ะ”
“คุณเองก็ควรจะเข้านอนด้วย กำลังท้องกำลังไส้”
“เดือนจะอยู่อีกประเดี๋ยวเดียวค่ะ” พอลพยักหน้าแล้วก้าวออกไป “ดาว ดาวอย่าทิ้งพี่ไปนะ พี่ไม่มีใครแล้ว พี่ไม่เหลือใครจริงๆ”
ปรายดาวกระตุก ปรกเดือนจับมือน้องแนบแก้มน้ำตาไหลออกมา
ส่วนที่โรงสีเจียงเดินเลี่ยงออกมารับโทรศัพท์ในขณะที่กวงและเข้มยืนเกาะกันอยู่ข้างรถ
“ครับ ...เสี่ย เดี๋ยวผมจัดให้เลยครับ” เจียงปิดโทรศัพท์ แล้วเดินมาที่กวงและเข้ม “เสี่ยสั่งให้เราจัดการเลย แกขี้เกียจมา”
เจียงเปิดรถหยิบขวดน้ำขนาดใหญ่ออกมา
“จะเอาไปทำอะไรพี่”
เจียงไม่ตอบเดินไปที่โรงสี เข้มกับกวงรีบตามโดยเดินเกาะกันด้วยความกลัว
“ระวังนะลูกพี่”
เจียงค่อยๆ เปิดประตู โผล่หน้าเข้าไปดู แล้วหันมาเรียก
“เฮ้ย เร็วเข้า”
กวงกับเข้มยังงรีๆ รอๆ เจียงจึงถีบทั้ง 2 เข้าไปก่อน แล้วตัวเองตาม
ระหว่างนั้นกลุ่มของศรีตรังมาถึงซอยเข้าโรงสี ตำรวจจอดรถห่างออกมาเพื่อไม่ให้กลุ่มเจียงได้ยินเสียง จากนั้นศรีตรังก็สวมวิญญาณตำรวจเก่าลัดเลาะนำไป ภายในโรงสีเจียงดึงม้ามานั่งแล้วเขี่ยเตชิตท่ามกลางความตกใจของเสียงหวาน
“อย่าทำอะไรเค้านะคะ”
เสียงหวานบอกแต่เจียงไม่ได้ยิน
“ผู้กอง กินน้ำหน่อยมั้ย” เจียงบอก เตชิตค่อยๆ ลืมตาขึ้น “เอ้า ให้ทั้งขวดเลย”
เจียงเทน้ำรดหน้าเตชิต เสียงหวานถึงกับร้องไห้ออกมา
“คุณเตชิต”
ตชิตพยายามเพ่งมองเห็นใบหน้าเสียงหวานพร่ามัว
“เสียงหวาน” เตชิตพึมพำออกมาเบาๆ เจียงเอียงหน้าลงมาฟัง “เสียงหวาน”
“ไอ้บ้า”
“มันว่าอะไรนะ ลูกพี่”
“มันบอกว่าข้าเสียงหวาน” เข้มและกวงหัวเราะพร้อมกัน “ไง ผู้กอง จำผมได้หรือเปล่า”
“ไอ้เจียง” เตชิตขบกรามแน่น
“เฮ้ย ไอ้เข้ม ไอ้กวง ผู้กองเตชิตรูปหล่อจำข้าได้เว้ย ... ดี! จำได้ก็ดี กูจะได้คิดบัญชีให้ครบ”
เจียงจิกผมเตชิตขึ้นมา
“อย่า ไอ้คนใจร้าย ทำคนไม่มีทางสู้”
เสียงหวานต่อว่าแต่ไม่มีใครได้ยิน เจียงต่อยหน้าเตชิตโครม เตชิตขบกรามแน่น
“ดูไม่จืดเลยว่ะ ผู้กอง”
เจียงกระแทกหัวเตชิตลงกับพื้น แล้วลุกขึ้นยืนชักปืนออกมา
“อย่ายิงนะ อย่ายิง”
เสียงหวานร้องห้ามด้วยความตกใจ
“เสียงหวาน ผมกำลังจะได้ไปพบคุณแล้ว”
เตชิตพึมพำออกมา เจียงแสยะยิ้มค่อยๆ ขยับนิ้วที่ไกปืน
ขณะนั้นศรีตรังอยู่ด้านนอก ศรีตรังให้สัญญาณธงและตำรวจที่ตามมา ทั้งหมดค่อยๆ มาที่ประตู ศรีตรังพยักหน้ากับธง...เจียงขยับนิ้วเหนี่ยวไกปืน เตชิตหลับตาลงสูดลมหายใจยาวพร้อมจะตายเต็มที่ขณะที่เสียงหวานร้องไห้สะอึกสะอื้น “เสียงหวาน เดี๋ยวเราก็จะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป”
“ไปลงนรกซะ”
เจียงขยับจะยิงจังหวะนั้นธงถีบประตูเข้ามาตามด้วยศรีตรังและตำรวจ
“ไอ้เจียง”
เจียงหันขวับมาแล้วทิ้งตัวกระโดดหลบยิงต่อสู้ กวงและเข้มกลิ้งตัวหลบแล้วยิงต่อสู้ กลุ่มตำรวจก็กระจายกันยิงต่อสู้ เสียงหวานตกใจยืนตรงกลางโดยมีกระสุนทะลุตัวไปมา
“เสียงหวาน หลบ”
เตชิตบอกอย่างเป็นห่วง เสียงหวานจึงลงไปหลบข้างๆ เตชิต ระหว่างการต่อสู้เตชิตพยายามคลานหาที่กำบัง โดยมีเสียงหวานคลานตามด้วย
“จ่าธง”
เตชิตยื่นมือขอปืนจากธง ธงหยิบปืนอีกกระบอกโยนให้ เตชิตรับปืนมาร่วมยิงต่อสู้กับกลุ่มของเจียง
สุดท้ายแล้วเจียงและลูกน้องก็ถูกยิงจนเสียชีวิตทั้งหมด...เสียงปืนสงบลงเตชิตปล่อยปืนลงบนพื้นอย่างหมดแรง
ศรีตรังและธงรีบมาดูเตชิตขณะที่ตำรวจไปตรวจดูศพคนร้าย
“สุดยอดเลยครับผู้กอง”
ศรีตรังยิ้มทั้งน้ำตา
“ขอต้อนรับกลับโลกว่ะ ไอ้เต”
เตชิตยิ้มกับศรีตรัง ท่าทางทั้งสองห่วงใยกันมาก เสียงหวานมองภาพนั้นแล้วหายไปด้วยความสะเทือนใจ
เสียงหวานมาปรากฎตัวที่รีสอร์ทของศรีตรัง แล้วทรุดตัวลงนั่ง มือเกษรินค่อยๆ ยื่นมาจับไหล่เสียงหวาน เสียงหวาน
หันไปมอง เกษรินมองเสียงหวานอย่างอ่อนโยนและปลอบประโลม เสียงหวานเอนหัวพิงไหล่เกษรินแล้วสะอื้นฮัก...เสียงหมาหอนเกรียวทำให้บรรยากาศเยือกเย็นและวังเวงเป็นทวีคูณ
อ้อยกับจุรีนอนเบียดกันอยู่ที่บ้านศรีตรังความกลัวเมื่อได้ยินเสียงหมาหอน
“แม่”
“เงียบ”
“กลัวผีได้ยินเหรอ”
“เอ๊ะ นังอ้อย”
เงียบไปอีกครู่หนึ่ง
“แม่”
“อะไรอีกล่ะ”
“เมื่อไหร่จะเช้าซักที”
เสียงหมาหอนเกรียวขึ้นมาอีก
“มันจะหอนอะไรกันนักหนา”
จุรีลุกนั่งอย่างรำคาญสุดขีด
“เอ็งก็ออกไปถามมันเองซิ” เสียงหมาหอนใกล้เข้ามาจนจ่ออยู่หน้าบ้าน “นั่นไง มันมารอให้แกถามอยู่ตรงประตูแล้ว”
“แม่”
อ้อยร้องลั่น จุรีล้มตัวลงนอนคลุมโปง
ส่วนเตชิตเขาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ศรีตรัง ธงและตำรวจนั่งรออยู่หน้าห้องฉุกเฉิน ระหว่างพอลโทรศัพท์เข้ามาหาศรีตรัง
“ฮัลโหล...”
“เป็นยังไงบ้าง”
“ไอ้เตอยู่ในห้องฉุกเฉิน”
“ใกล้ตายหรือเปล่า”
“นี่” ศรีตรังเริ่มเสียงดัง คนบริเวณนั้นหันมามองศรีตรังรู้สึกตัวจึงลดเสียงลง แต่ยังเสียงเข้ม “จะบ้าเรอะ คนยิ่งใจไม่ดีอยู่”
“ไอ้เตมันหนังเหนียว ยิ่งมันรู้ว่าคุณเป็นห่วงมันไม่ยอมตายง่ายๆ หรอก” ศรีตรังนิ่งไป “ศรีตรัง”
“ขอบใจนะที่ช่วย” ศรีตรังตัดสินใจบอกออกมา พอลอึ้งไป
“ไม่เป็นไร”
เตชิตถูกเข็นออกมา ศรีตรังรีบลุกขึ้น
“ไอ้เตออกมาแล้ว แค่นี้ก่อนนะ”
ศรีตรัง ธงและตำรวจรีบเข้าไปหาเตชิตซึ่งยังดูอ่อนระโหย ขณะที่พอลยังยืนถือโทรศัพท์นิ่งอยู่ที่เดิม
วันต่อมาปรายดาวถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ร่างของปรายดาวถูกเข็นเข้ามาภายในห้องพิเศษห้องหนึ่ง ปรกเดือนตามเข้ามา พยาบาลจัดการกับอุปกรณ์ๆ ต่างภายในห้องนั้น หมอเดินเข้ามาติดตามด้วยพยาบาลมีเครื่องวัดความดันเข้ามา
“สวัสดีค่ะ”
ปรกเดือนยกมือไหว้หมอ หมอรับไหว้แล้วเดินมาที่เตียง
“เห็นคุณพอลบอกว่า ระยะหลังนี่กระตุกบ่อย”
“ค่ะ ไม่รู้ว่าเป็นอะไรมากหรือเปล่า”
หมอเริ่มลงมือตรวจปรายดาว เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ แล้วพอลก็เดินเข้ามา ปรกเดือนหันไปยิ้มให้ ในขณะที่พอลเดินมายืนดูห่างๆ
เสียงหวานปรากฏตัวที่โรงพยาบาลงงๆ เธอมองไปรอบๆ แล้วเดินมองทางโน้นทางนี้ไปเรื่อยๆ จนมาถึงห้องปรายดาว เสียงหวานมองไปโดยรอบแล้วชะงักเมื่อเห็นหมอและพยาบาลเดินออกมาโดยมีพอลออกมาส่ง หมอและพอลคุยกัน เสียงหวานมองพอลอย่างเพ่งพิศจนกระทั่งหมอแยกจากไป พอลเดินกลับเข้าไปในห้อง เสียงหวานจึงตัดสินใจเดินตามเข้าไป
เมื่อเข้ามาในห้องเสียงหวานก็ต้องชะงักเมื่อเห็นร่างตัวเองนอนอยู่บนเตียง เสียงหวานค่อยๆ เดินมาที่เตียง
“ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ”
เสียงหวานเงยหน้ามองปรกเดือนสลับกับพอล
“ขอบคุณนะคะพอลที่ช่วยจัดการทุกสิ่งทุกอย่างให้” ปรกเดือนบอกกับพอล
“อย่าพูดอย่างนั้น ดาวเป็นน้องสาวคุณ แล้วก็เป็นคู่หมั้นของผมด้วย”
เสียงหวานสะดุ้งเฮือก ตาเบิกกว้างมองพอล
“คู่หมั้น คุณเป็นคู่หมั้นของฉันเหรอ”
เสียงหวานถามออกมาเบาๆ
“ถ้าไม่ใช่เพราะอุบัติเหตุวันนั้น ดาวกับผมก็คงแต่งงานกันไปแล้ว”
“แต่งงาน”
ปรกเดือนเบือนหน้ามามองปรายดาว
“คุณยังรักเธออยู่หรือเปล่าคะ”
พอลยิ้มอ่อนโยนขณะก้มลงมองปรายดาว เสียงหวานยืนนิ่งด้วยความงุนงงสุดๆ
ขณะนั้นเตชิตนอนสลบไสลอยู่อีกห้อง เสียงหวานปรากฎตัวขึ้นกลางห้องแล้วต้องตกใจเมื่อเห็นเตชิต
“คุณเตชิต” เสียงหวานหันไปมองรอบๆ ห้อง “แล้ว...แล้ว คุณศรีตรังล่ะ”
เตชิตขยับตัว นัยน์ตายังไม่ลืม
“น้ำ...ขอน้ำ”
เตชิตพึมพำ เสียงหวานรีบไปที่โต๊ะข้างเตียงจับขวดจะรินน้ำ แต่มือเสียงหวานวืดคว้าลม เสียงหวานพยายามอีกเตชิตลืมตาขึ้น
“ผมรินเองดีกว่า” เตชิตค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นแล้วรินน้ำดื่ม “เมื่อคืนคุณไปไหน ทำไมผมไม่เห็นคุณ” เสียงหวานก้มหน้าถอนใจยาว แสงโดยรอบกลายเป็นสีเทาหม่นเศร้าเช่นเดียวกับใบหน้า “ทำไมทำหน้าเศร้าอย่างนั้นล่ะ ดูแสงรอบตัวคุณซิ กลายเป็นสีเทาไม่เห็นจะสวยเลย” เสียงหวานยิ่งหน้าเศร้าหนัก “ไม่เอาน่า ผมไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย ทั้งๆ ที่อยากจะเป็น ไม่อย่างนั้นป่านนี้ เราคงจะไปสู่สุคติด้วยกันแล้ว”
“ฉัน...ฉันมีคู่หมั้นแล้วค่ะ”
“อะไรนะ”
“ฉัน...มีคู่หมั้นแล้ว”
“ก็ช่างคู่หมั้นคุณเป็นไรล่ะ คุณอยู่ในสภาพนี้ก็เท่ากับหมดสภาพคู่หมั้นกันแล้ว ดีไม่ดีเวลาผ่านมาตั้ง 2 ปี เขาอาจแต่งงานแต่งการมีลูกไปแล้วก็ได้”
เสียงหวานส่ายหน้า เตชิตมองท่าทีนั้นด้วยความประหลาดใจ
ส่วนที่ห้องของปรายดาว ขณะนั้นพอลกำลังขอตัวปรกเดือนไปเยี่ยมเตชิต
“ผมขอไปเยี่ยมเพื่อนหน่อยนะ เขามารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลนี้เหมือนกัน”
“เชิญค่ะ”
“คุณอยากได้อะไรหรือเปล่า เดี๋ยวจะได้ซื้อมาให้”
“ฉันอยากได้หนังสือค่ะ สัก 2 เล่มก็พอ”
พอลพยักหน้า แล้วเดินออกไป ปรกเดือนเดินมาเอนตัวบนโซฟามือบีบหลังตัวเองเบาๆ
พอลเดินออกมาจากลิฟท์จะไปห้องเตชิตขณะที่ลิฟท์ตัวใกล้ๆ ก็เปิดออกใกล้เคียงกัน ศรีตรังก้าวออกมาพร้อมถุงอาหารและผลไม้พะรุงพะรัง พอลและศรีตรังต่างนิ่งกันไปครู่หนึ่งแล้วศรีตรังเดินไป พอลก้าวยาวๆ ตามมาดึงของในมือศรีตรัง
“มานี่ ผมช่วยถือ”
“ไม่ต้อง ฉันถือเอง” ศรีตรังยื้อของไว้
“ก็บอกว่าจะช่วยถือ” พอลดึงของมา
“ฉันบอกว่าจะถือเอง”
“ผมจะช่วย”
“ฉันไม่ให้ช่วย”
“ตอนนี้คุณน่ะเหมือนยัยบ้าหอบฟางรู้มั้ย”
“ช่างฉัน”
ระหว่างยื้อกันไปยื้อกันมา คนผ่านไปผ่านมาบริเวณนั้นมองด้วยควยามสนใจ
“เอามานี่ ยัยบ้าหอบฟาง”
“ไม่ให้ อีตาบ้าจอมตื้อ”
ทั้งสองดึงกันไปมา จนในที่สุดถุงโจ๊กตกแตกกระจาย ศรีตรังมองพอลอย่างโกรธจัดขณะที่พอลทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
ขณะนั้นเสียงหวานยังอยู่กับเตชิตที่ห้อง เสียงหวานฝืนยิ้มให้เตชิต
“แล้วคุณจำได้หรือเปล่าว่า เขาเป็นใคร”
คำถามนี้ทำให้เสียงหวานได้แต่อึกๆ อักๆ ไม่กล้าบอก จังหวะนั้นธงเดินเข้ามาพร้อมดอกไม้หอบใหญ่และถุงใส่ข้าวต้ม กาแฟร้อน
“สวัสดีครับผู้กอง” เสียงหวานแอบถอนใจอย่างโล่ง “ผมมีดอกไม้จากพวกตำรวจที่โรงพัก ข้าวต้มปลาแล้วก็กาแฟร้อนมาฝาก”
“ขอบใจ”
“ผู้กองจะรับประทานเลยมั้ยครับ”
“ยังไม่หิวเลย จ่าธงล่ะ”
“ผมเรียบร้อยมาแล้วครับ”
“เดี๋ยวฉันมานะคะ” เสียงหวานบอก
“อ้าว จะไปไหนล่ะ” เตชิตรีบถาม ธงทำหน้าเลิ่กลั่ก
“ผมไม่ได้จะไปไหนนี่ครับ” เตชิตนิ่ง หสียงหวานหายไป “ผู้กอง...เอ้อ...สบายดีหรือครับ”
“ฉันไม่ได้บ้า”
“ขออภัยครับ”
เตชิตทำหน้าเซ็ง
ทางด้านพอลกับศรีตรังขณะนั้นทั้งคู่เดินเถียงกันมาที่ห้องเตชิตโดยพอลแย่งของไปถือหมดแล้ว
“ยังจะตามมาอีก เพราะคุณคนเดียวทำฉันอับอายขายขี้หน้า”
“ถ้าคุณไม่ดื้อ คุณก็ไม่ต้องขายขี้หน้า” ศรีตรังหยุดกึก หันขวับมา “แต่ไม่เป็นไร ผมเต็มใจซื้อ...”
“ฉันไม่รู้จะทำยังไงกับคุณดี”
“แต่งงานกันดีมั้ย”
“แต่งงาน” ศรีตรังโวยลั่น ผู้คนที่เดินผ่านไปมาหันมามอง ศรีตรังจึงลดเสียงลง “คนบ้าเท่านั้นถึงจะยอมแต่งงานกับคุณ”
“คุณก็บ้าเอาเรื่องเหมือนกัน”
เสียงโทรศัพท์ดังขัดจังหวะ ศรีตรังถือโอกาสดึงจากมือพอลแล้วเดินไป พอลหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารับ
“ครับเสี่ย”
“อ่านหนังสือพิมพ์หรือยัง”
“ยังพอลเลยครับ”
“ไอ้เจียง ไอ้กวง ไอ้เข้มตายหมดแล้ว นายมาหาฉันที่บ้านด่วนเลย”
“ครับ”
เดนนิสปิดโทรศัพท์อย่างหงุดหงิด
เจนจิราเห็นข่าวการตายของเจียง เข้ม กวงจากหนังสือพิมพ์ เธอเหวี่ยงหนังสือพิมพ์ทิ้งอย่างหงุดหงิด
“เรื่องไปกันใหญ่แล้ว เสี่ยเอาฉันตายแน่ๆ” เจนจิราเดินกลับไปกลับมาอย่างกระวนกระวาย “จะทำยังไงดี”
เจนจิราเดินไปเดินมาอีกครู่หนึ่ง แล้วนึกได้ “ต้องบากหน้าไปพึ่งนังปรกเดือน”
เจนจิรารีบหยิบกระเป๋าเดินออกไป
ส่วนที่โรงพยาบาลเสียงหวานก้มหน้าดูตัวเองอย่างเศร้าใจ พอลเปิดประตูเดินเข้ามา
“เดือน”
“คะ”
“ผมต้องไปหาเสี่ยด่วน คุณจะกลับเลยไหม ผมจะแวะไปส่งก่อน” ปรกเดือนหันมามองปรายดาวอย่างกังวล
“พยาบาลพิเศษจะมาภายใน 10 นาที คุณไม่ต้องเป็นห่วง”
“ค่ะ”
ปรกเดือนเดินออกไปกับพอล เสียงหวานมองตามแล้วเบือนกลับมามองตัวเองด้วยสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด
“เราก็ยังไม่ได้ตายสนิทนี่นะ ร่างยังอยู่ยังมีลมหายใจด้วยซ้ำ น่าจะลองกลับเข้าไปดู” เสียงหวานสูดลมหายใจยาว แล้วยกมือไหว้พระ “เจ้าประคู้ณ ถ้าลูกยังไม่ถึงที่ตายก็ขอให้กลับไปในร่างได้ด้วยเท๊อะ”
เสียงหวานหลับตา ตั้งสมาธิแล้วร่างของเธอก็ค่อยๆ ลอยขึ้นแล้วเอนนอนในระนาบเดียวกับร่าง เสียงหวานค่อยๆ ลอยลงมาจนใกล้ร่างตัวเองเหมือนจะเข้าไปได้แต่มีพลังอย่างหนึ่ง ต้านทานอย่างแรงจนเสียงหวานกลิ้งตกลงไปบนพื้น
“ทำไมไม่ได้ล่ะ” เสียงหวานหน้าเสียนั่งกอดเข่าทอดถอนใจ “หรือว่า ... เราจะถึงที่ตายจริงๆ”
ที่ห้องเตชิต ขณะนั้นเตชิตกินข้าวต้มพลางสรรเสริญศรีตรังไปด้วย
“ฉันเนี่ยจะจำบุญคุณของแกไปจนวันตายเลย แกเป็นผู้ให้ชีวิตใหม่ฉันแท้ๆ เป็นเหมือนแม่คนที่ 2 ของฉันหรือฉันจะเปลี่ยนไปเรียกแกว่าคุณแม่ดี”
ศรีตรังสำลักกาแฟ
“ไม่เอา ฉันไม่อยากเป็นแม่แก คนเขายิ่งชอบด่าแกว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอน”
“งั้นฉันจะบวชอุทิศส่วนกุศลให้แก”
“ไม่ต้อง ฉันยังไม่ได้ตาย ความจริงมันก็ไม่ใช่ฉันคนเดียวหรอก มันมี Connection หลายซับหลายซ้อนเริ่มจากคุณหนูเผือกไปบอกป้าจุ ...ป้าจุโทรมาบอกฉัน ...และฉันตัดสินใจบอกผู้กองพอล” เตชิตกำลังกินข้าวต้มดีๆ ถึงกับสำลัก
“ซึ่งแกจะเปลี่ยนไปเรียกเขาว่า คุณพ่อก็ได้นะ เขาเป็นคนอำนวยความสะดวกทุกสิ่งทุกอย่าง”
“ไอ้ศรี”
“ก็ฉันจนปัญญานี่หว่า รถก็ไม่มี”
“ทำไมแกไม่ปล่อยให้ฉันตาย”
“โธ่! ถ้าฉันกำลังเข้าหน้าสิ่วหน้าขวาน แกจะปล่อยให้ฉันตายไหมฮึ” เตชิตนิ่งอึ้ง “ฉันใดก็ฉันนั้น ฉันเลยจำเป็นต้องบากหน้าไปพึ่งไอ้คุณพอล”
เตชิตผลักชามข้าวต้มออกห่าง
“กินข้าวไม่ลงเลย”
“กินๆ ไปเถอะ แข็งแร็งดี เมื่อไหร่ค่อยบวชแทนคุณไอ้คุณพอล”
เตชิตทำหน้าเซ็งจัด
“แล้วมันดันเสนอหน้ามาช่วยฉันทำไม ไม่เข้าใจ”
ระหว่างนั้นพอลมาหาเดนนิสที่บ้าน พอพอลมาถึงเดนนิสหมุนเก้าอี้กลับมาหาพอลด้วยสีหน้าแววตาเครียดจัด
“นังเจนจิราคือตัวซวย ตัวต้นเหตุ” พอลฟังเงียบๆ สีหน้าราบเรียบ “ฉันไม่อยากเห็นหน้ามันอีก ฉันต้องเสียลูกน้องมือดีไป 3 คนก็เพราะมัน ไปจัดการซะ”
“เสี่ยก็รู้ว่าผมไม่ฆ่าผู้หญิงกับเด็ก”
“แต่มันสมควรตาย”
“ไอ้เฮงไงครับ ฆาตกรเลือดเย็นอย่างนั้นน่าจะเหมาะ”
“งั้นแกไปจัดการบอกมัน”
“ครับ... เสี่ยครับ เมื่อเช้าคุณปรกเดือนย้ายปรายดาวไปอยู่โรงพยาบาลแล้ว”
“ด้วยความช่วยเหลือของแก”
“คุณเดือนเธอขอร้อง”
เดนนิสมีสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด
“ที่จริง มันน่าจะถอดท่อหายใจได้แล้ว” พอลชะงัก เดนนิสลุกเดินมาตบไหล่พอล “ยังไงเขาก็ไม่ฟื้นหรอกน่า เวลามันก็ตั้ง 2 ปีกว่า ถ้าจะฟื้นก็ฟื้นไปแล้ว”
“แต่ดาวยังสดชื่นเหมือนคนปกติทุกอย่าง”
“มองภายนอกน่ะอาจจะใช่ แต่เราก็รู้ว่าความจริงเป็นยังไง”
“ผมอยากจะขอร้องเสี่ย”
“ตามใจ ไม่ถอดก็ไม่ถอด เพราะตราบใดที่ยังโคม่าปรายดาวก็ไม่เป็นอันตรายกับฉัน ไม่เหมือนนังเจนจิรา”
สีหน้าแววตาเดนนิสเป็นประกายอย่างน่ากลัว

จบตอนที่ 9
อ่านต่อตอนที่ 10




กำลังโหลดความคิดเห็น...