xs
xsm
sm
md
lg

ความรู้คู่สุขภาพ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ผู้หญิงกรุ๊ปเลือด A, B, ABเสี่ยงสูงเป็นโรคเบาหวาน
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Diabetologia เปิดเผยว่า ผู้หญิงกรุ๊ปเลือด A, B และ AB มีความเสี่ยงสูงกว่าผู้หญิงกรุ๊ปเลือด O ที่จะเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2

โดยทีมนักวิจัยได้เก็บข้อมูลของผู้หญิงฝรั่งเศสกว่า 80,000 คน ระหว่างปี 1990-2008 พบว่า ผู้หญิง กรุ๊ปเลือด A มีโอกาสเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ราว 10% กรุ๊ปเลือด B 21% และกรุ๊ปเลือด AB 17% เมื่อเปรียบเทียบกับผู้หญิงกรุ๊ปเลือด O

กาย ฟากีรัซซี นักวิจัยจากศูนย์วิจัยการแพทย์โรคระบาดและสุขภาพประชากร ในฝรั่งเศส กล่าวว่า “การค้นพบของเรายืนยันว่า มีความสัมพันธ์หนักแน่นระหว่างกรุ๊ปเลือดและความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งผู้หญิงกรุ๊ปเลือด O มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ต่ำกว่ากรุ๊ปเลือดอื่น และนับเป็นผลวิจัยครั้งแรกที่ชี้ว่า หมู่เลือด A B O มีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นที่จะเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2”

ด่าทอกันในเฟซบุค ทำร้ายสมอง
พวกที่ชอบติดตามอ่านเนื้อหาหรือคอมเมนต์ต่างๆในเฟซบุค ที่แสดงถึงความเกลียดชัง โกรธแค้น เป็นประจำ รู้หรือไม่ว่า ในระยะยาว คุณกำลังทำร้ายสมองตัวเองโดยไม่รู้ตัว

เพราะเมื่อไม่นานมานี้ มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งของอิตาลีระบุว่า เครือข่ายสังคมออนไลน์อาจเป็นภัยต่อความเป็นปกติสุขของผู้ใช้ได้หลายทาง อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงให้ต้องเผชิญกับพฤติกรรมก้าวร้าว และคำพูดที่แสดงความเกลียดชัง ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อสุขภาพจิตที่ดีด้วย

ฟาบิโอ ซาบาตินี และฟรานเซสโก ซาราซิโน จากมหาวิทยาลัยซาเปียนซา ร่วมกับสถาบัน STATEC ของลักซัมเบิร์ก ได้ทำการสำรวจข้อมูลชาวอิตาลี 50,000 คน จาก 24,000 ครอบครัว ที่ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ พบว่า ข้อความแสดงความคิดเห็นจำนวนมากในสังคมออนไลน์ ทำให้ผู้อ่านรู้สึกไม่ดี และหากมีเนื้อหาที่แสดงความเกลียดชังด้วยแล้ว ถือเป็นการมุ่งร้าย ทำให้ผู้อ่านเสี่ยงที่จะหมดศรัทธาในตัวบุคคลอื่น สุดท้ายความสัมพันธ์ก็จะแตกสลายลง

ทีมนักวิจัยจึงสรุปว่า ผลวิจัยชี้แนะถึงความจำเป็นที่เครือข่ายสังคมออนไลน์ ต้องปรับปรุงนโยบายต่อต้านคำพูดที่ส่อถึงความเกลียดชังและพฤติกรรมก้าวร้าว ให้ทันต่อเหตุการณ์อยู่เสมอ

4 โรคเสี่ยงเกิดอันตรายขณะขับรถ
คนสุขภาพดี ขับรถได้ไม่มีปัญหา แต่ต้องขับให้ดีด้วย ส่วนคนที่มี 4 โรคต่อไปนี้ ไม่ควรขับรถเด็ดขาด แม้ว่าจะขับดี เพราะเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายได้ง่ายๆ

นพ.อนุรักษ์ อมรเพชรสถาพร ผู้อำนวยการสำนักสาธารณสุขฉุกเฉิน กระทรวงสาธารณสุข บอกว่า 4 โรคเสี่ยงที่ไม่ควรขับรถ ได้แก่ 1. โรคลมชักที่กินยาควบคุมอาการไม่ได้ 2. โรคเบาหวาน ที่ต้องฉีดอินซูลิน อาจเกิดอาการวูบจากน้ำตาลในเลือดต่ำ 3. โรคหัวใจ ผู้ป่วยอาจเกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดอย่างกะทันหัน 4. ผู้ป่วยหลังผ่าตัดสมอง บางรายที่อาจมีปัญหาเรื่องการควบคุมการทรงตัว และการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ และมีผลต่อการตัดสินใจในการควบคุมบังคับรถ

ผู้ป่วยดังกล่าวควรได้รับการตรวจรักษาโดยแพทย์อย่างใกล้ชิด เพราะการขับรถในสภาพร่างกายไม่พร้อม อาจเป็นอันตรายต่อทั้งตนเองขณะขับขี่ ผู้ร่วมเดินทาง และผู้อื่นในท้องถนน

และขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับกรมการขนส่งทางบก และแพทยสภา ได้เสนอเพิ่ม 4 โรคที่มีความเสี่ยงเหล่านี้ ออกเป็นกฎหมายจราจรเพื่อบังคับใช้ต่อไปด้วย

“เข้านอนเร็ว” ช่วยสยบความคิดแง่ร้าย
คนที่ชอบนอนดึก ใช้ชีวิตเลียนแบบนกฮูก พึงระวัง เพราะนอกจากมันจะทำให้สุขภาพกายเสื่อมโทรมแล้ว สุขภาพจิตจะพลอยย่ำแย่ไปด้วย เนื่องจากความคิดแง่ร้ายจะเกิดขึ้นมากกว่า เมื่อเทียบกับคนที่เข้านอนเร็ว

มีงานวิจัยของเจคอบ โนตา และเมเรดิธ โคลส์ แห่งมหาวิทยาลัยบิงแฮมตัน รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Cognitive Therapy and Research โดยการทำวิจัยในนักศึกษา 100 คน

ผลลัพธ์ที่ได้ชี้ให้เห็นว่า นักศึกษาที่นอนดึกและหลับเพียงไม่กี่ชั่วโมง จะครุ่นคิดแต่เรื่องเลวร้ายมากกว่าพวกที่เข้านอนเร็วและหลับนานหลายชั่วโมง

ทั้งนี้ ผลวิจัยได้ชี้แนะว่า การนอนไม่พออาจก่อให้เกิดความคิดแง่ร้ายซ้ำๆ และคนที่เสี่ยงจะเป็น คือ ชอบนอนดึกๆ ก็ควรนอนหลับให้เพียงพอ แต่การเข้านอนในช่วงเวลาที่เหมาะสม อาจเป็นวิธีที่ง่าย และดีต่อสุขภาพจิต

องค์การเภสัชแนะวิธีเก็บยาอย่างถูกต้อง
การเก็บยาอย่างถูกต้องนั้น จะทำให้ยาคงคุณภาพและคุณสมบัติในการรักษาโรคได้ดี โดยเภสัชกรหญิงวนิชา ใจสำราญ รักษาการตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม ได้แนะวิธีการเก็บยาไว้ว่า

ข้อควรระวังและไม่ควรทำเมื่อรับยาจากโรงพยาบาล คือ ไม่วางยาไว้ในรถ เพราะอุณหภูมิในรถสูงกว่าอุณหภูมิห้องปกติ ทำให้ยาเสื่อมสภาพ คุณสมบัติในการรักษาลดลงหรือเสียไป และอาจเกิดโทษได้ เพราะยาบางชนิดจะหลอมละลายเมื่อถูกความร้อน เช่น ยาเหน็บทวารหนัก เป็นต้น

มียาหลายชนิดที่ต้องเก็บแบบป้องกันแสง โดยเก็บในภาชนะทึบแสง เช่น ขวดสีชา แต่การวางไว้รับแสงโดยตรงเป็นเวลานาน แม้จะอยู่ในภาชนะดังกล่าว ก็เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนสภาพของยา ทำให้ยาหมดอายุเร็วขึ้น ตัวอย่างยาที่ต้องป้องกันแสง เช่น วิตามินบี 6 วิตามินเอ ยาพวกฮอร์โมน ยาคุมกำเนิด ยาน้ำเชื่อมของเด็กหลายชนิด ยาปฏิชีวนะ เป็นต้น

ส่วนยาที่ต้องเก็บโดยการแช่เย็น ซึ่งการแช่เย็นมีหลายแบบ คือ แช่ที่อุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส โดยบรรจุในภาชนะที่มิดชิด เพื่อไม่ให้ชื้นจนฉลากยาหลุดหรือลบเลือน จนไม่สามารถอ่านได้ และให้ปลอดภัยจากการที่เด็กจะนำไปรับประทาน ทุกครั้งเมื่อใช้ยาแล้วต้องปิดภาชนะบรรจุให้มิดชิด เพื่อป้องกันความชื้นในอากาศ หรือเกิดอุบัติเหตุหกเลอะเทอะเมื่อต้องการใช้ในครั้งต่อไป

ที่สำคัญควรดูวันหมดอายุของยาด้วย โดยให้สังเกตที่ฉลากซึ่งจะระบุวันหมดอายุ (EXP. DATE) เอาไว้ ยาต่างชนิดอายุไม่เท่ากัน และควรสำรวจยาที่มีอยู่ในบ้านด้วยว่า มียาหมดอายุเก็บไว้เท่าไร และไม่ควรเก็บยาไว้นานจนเกินไป

(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 171 มีนาคม 2558 โดย ธาราทิพย์)




กำลังโหลดความคิดเห็น...