xs
xsm
sm
md
lg

“เจ้าพ่อ” ของจริง “โจวเหวินฟะ” ยกมรดกกว่า 5,000 ล้านบาท ให้การกุศล

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ชีวิตเริ่มจากศูนย์ เมื่อโด่งดังไปทั่วโลกในฐานะนักแสดงฝีมือดี “โจวเหวินฟะ” ดาราฮ่องกงวัย 58 ปี จะใช้เงินทองมหาศาลที่หาได้จากน้ำพักน้ำแรงมาร่วมถึง 40 ปีอย่างไร ก็คงไม่มีใครตำหนิ แต่เขาเลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย และตั้งใจจะยกทรัพย์สินเกือบทั้งหมดนั้น รวมมูลค่า 5,248 ล้านบาท ให้แก่การกุศล เมื่อถึงวันลับลาจากโลกไปแล้ว

คงจะมีแฟนหนังแฟนละครไม่กี่คนที่ไม่รู้จักดารารุ่นใหญ่มากฝีมือคนนี้ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในวัย 30 ปีขึ้นไป น่าจะได้ชมและประทับใจในความสามารถ และมาดสุภาพเจ้าเสน่ห์ของเขาในบท “สี่เหวินเฉียง” นักสู้ผู้โลดแล่นในวงการนักเลง จนได้ยืนอยู่แถวหน้าเป็นเจ้าพ่อตั้งแต่ยังหนุ่ม จากละครโทรทัศน์ฮ่องกงสุดฮิตชุด “เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้” (The Bund) เมื่อปี 2523 เขาประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ได้แจ้งเกิดเป็นนักแสดงนำดาวรุ่งชื่อดังที่ประชาชนชื่นชอบนับแต่นั้นมา

แต่ก่อนจะผงาดขึ้นเป็น “เจ้าพ่อ” ในวงการบันเทิง โจวเหวินฟะได้ฟันฝ่าด่านความยากจนข้นแค้นตั้งแต่เกิดอย่างไม่เคยย่อท้อ นับว่าเป็นนักสู้ชีวิตคนหนึ่ง

เขาเกิดในชุมชนชาวนาบนเกาะลัมมา นอกชายฝั่งเกาะฮ่องกง แม่เป็นแรงงานอพยพ ทำทั้งงานแม่บ้านทำความสะอาด ทั้งรับจ้างปลูกผัก ส่วนพ่อเป็นคนฮกเกี้ยน ทำงานบนเรือบรรทุกน้ำมันของบริษัทเชลล์

แม้ที่บ้านจะไม่มีไฟฟ้าใช้ แต่เขาไม่นึกง้อแสงไฟ ยามฟ้ายังไม่สางทางยังไม่สว่างดี ก็ตื่นพร้อมเสียงไก่โห่ทุกเช้า แล้วลุกขึ้นมาเตรียมตัวไปช่วยแม่ขายเฉาก๊วยและเต้าฮวยตามถนนทุกวัน ตกบ่ายก็ไปทำงานในเรือกสวนไร่นาต่อ ชีวิตที่ต้องทำมาหากิน จะหวังพึ่งพิงสิ่งไม่มีได้อย่างไร เพียงอาศัยใจที่ไม่ย่อท้อ ก็มีความสุขตามสมควร

พออายุ 10 ขวบ ครอบครัวย้ายไปอยู่เกาลูน ชีวิตยังต้องดิ้นรน ช่วยงานครอบครัวไปเรียนหนังสือไปตามกำลัง จนอายุ 17 ปี เขาต้องเลิกเรียนเพื่อมาช่วยครอบครัวทำงานเต็มตัว ทำทุกอย่างตั้งแต่เป็นเด็กยกกระเป๋า คนส่งจดหมาย คนขายกล้องถ่ายรูป จนถึงคนขับรถแท็กซี่

แม้ยังหนุ่มยังแน่นกำลังวังชาดี ยังใช้แรงงานต่อไปได้อีก หากแต่ชะตาฟ้าลิขิตถึงเวลาที่ชีวิตจะเปลี่ยนเส้นทาง วันหนึ่งโจวเหวินฟะเห็นโฆษณาในหนังสือพิมพ์ประกาศว่า สถานีโทรทัศน์ทีวีบีรับนักแสดงฝึกหัด เขาจึงเขียนไปสมัครทันที แล้วทางสถานีโทรทัศน์ก็เรียกตัว เขาได้เซ็นสัญญากับสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นของฮ่องกงแห่งนี้นาน 3 ปี

เส้นทางสู่ดาราดังระดับโลกในวันนี้ เริ่มขึ้น ณ วันนั้นนั่นเอง ในวัยเพียง 18 ปี

นอกจากบทเด่นใน “เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้” แล้ว หน่วยก้านหน้าตารูปร่างดี และท่าทีที่อ่อนน้อมเป็นกันเอง ทำให้เขามีผลงานสร้างชื่อเสียงทางจอแก้วตามมาอีกหลายเรื่อง ตลอดระยะเวลา 14 ปีที่อยู่ในวงการจอแก้ว มีผลงานแสดงรวมกว่า 1,000 เรื่อง ทั้งละครแนวแม่บ้าน ตลก และดราม่า

แต่เขายังไม่ทิ้งความฝันที่จะได้แสดงภาพยนตร์ทางจอเงิน จึงเริ่มวางมือจากวงการโทรทัศน์แล้วหันไปทุ่มเทกับการแสดงภาพยนต์มากขึ้น

ช่วงแรกบทบาทบนจอเงินของพระอกชื่อดังผู้นี้ยังไม่ประสบความสำเร็จนัก จนกระทั่ง ปี 2529 เขาได้ร่วมงานกับจอห์น วู ผู้กำกับหน้าใหม่ ในภาพยนตร์บู๊ต้นทุนต่ำ ที่เน้นเรื่องความผูกพันมั่นคงของครอบครัวและพี่น้อง เรื่อง โหด เลว ดี (A Better Tomorrow) ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จติดอันดับต้นๆ ของหนังทำเงินในหลายประเทศเอเชีย และส่งให้จอห์น วู และโจวเหวินฟะ ขึ้นแท่นเป็นสุดยอดผู้กำกับและนักแสดง

โจวเหวินฟะก้าวต่อไปในวงการภาพยนตร์ ทั้งแนวรักโรแมนติกเรื่อง ดอกไม้กับนายกระจอก An Autumn’s Tale (พ.ศ. 2530) แต่ส่วนใหญ่จะเป็นแนวต่อสู้และกังฟู ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง โหดตัดโหด (พ.ศ. 2532) เรื่อง ทะลักจุดแตก (พ.ศ. 2535) และเรื่องที่สร้างชื่อเสียงให้เขามากที่สุดคือเรื่อง คนตัดคน God of Gamber (พ.ศ. 2532) ร่วมแสดงกับนักแสดงหนุ่มหล่อชื่อดังอีกคนหนึ่ง คือ หลิวเต๋อหัว กำกับโดย หวังจิ่ง ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างความแปลกใหม่และโด่งดังมากในฮ่องกง ทำลายสถิติหนังทำเงินทุกเรื่องที่ผ่านมา และเป็นที่มาของภาพยนตร์แนวเจ้าพ่อพนันจำนวนมาก รวมถึงเรื่อง คนตัดเซียน ที่สร้างออกมาในแนวตลกขบขัน มี โจวชิงฉือ แสดงนำ

บนเวทีระดับประเทศ เขาได้รับรางวัลการันตีความสามารถมากมาย ทั้งรางวัลนักแสดงยอดเยี่ยม จาก Hong Kong Academy ในปี 2530, 2531 และ 2533 รางวัลม้าทองคำของไต้หวันในสาขานักแสดงยอดเยี่ยม ในปี 2528 และ 2530 รวมถึงคว้ารางวัลนักแสดงยอดเยี่ยมจากเวทีระดับภูมิภาค Asian Pacific Festival ในปี 2528 ความนิยมในฮ่องกงเขาเป็นรองเฉพาะ “เฉินหลง” (Jackie Chan) เพียงคนเดียว แต่แม้จะได้รับรางวัลและมีชื่อเสียงเพียงใด เขาก็ยังไม่เป็นที่รู้จักของผู้ชมชาวตะวันตกอยู่ดี

จนกระทั่งได้ร่วมงานกับ จอหน์ วู อีกครั้งในหนังทำเงินเรื่อง โหด เลว ดี ภาค 3 A Better Tomorrow III (พ.ศ. 2532) ที่ทำให้พวกเขาเด่นดังเป็นผู้กำกับและนักแสดงระดับสากล ตามมาด้วยเรื่อง The Killer (พ.ศ. 2532) และเรื่อง Hard-Boiled (พ.ศ. 2535) ภาพยนตร์ระดับตำนานเช่นกัน

หลังจากที่ประเทศจีนผนวกดินแดนฮ่องกงเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจีน นักสร้างภาพยนตร์และนักแสดงจำนวนมากย้ายไปตั้งรกรากอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในจำนวนนี้รวมถึงโจวเหวินฟะด้วย เขาร่วมเล่นหนังอเมริกันเรื่อง นักฆ่ากระสุนโลกันต์ The Placement Killers ในปี 2541 และเรื่อง คนคอร์รัปชัน The Corruptor ในปี 2542 ภาพยนตร์สองเรื่องแรกของเขาไม่ประสบความสำเร็จในบ๊อกซ์ออฟฟิศเท่าที่ควร ส่วนเรื่องต่อมา คือ Anna and the King (พ.ศ. 2542) ซึ่งถูกแบนห้ามฉายในประเทศไทย แม้จะทำรายได้ดีกว่าเดิม แต่ความสำเร็จกลับตกไปอยู่กับนักแสดงนำสาว โจดี ฟอสเตอร์ เสียเป็นส่วนใหญ่

“ผมอยากเล่นบทอื่นๆ ที่แตกต่างไปบ้าง ไม่ใช่เล่นแต่บทผู้ชายแข็งแรงดุดันเท่านั้น ผมอยากสวมบทตลก บทประโลมโลก เหมือนอย่างทอม แฮงค์ส บ้าง” เขากล่าว

หลังจากนั้นเขาก็ประสบความสำเร็จเรื่อยมา โดยเฉพาะบทบาทในเรื่อง พยัคฆ์ระห่ำมังกรผยองโลก Crouching Tiger Hidden Dragon (พ.ศ. 2543) จากการกำกับของ อั้ง ลี่ นั้น โจวเหวินฟะได้รับคำชมเชยมากมาย และยังได้รับการกล่าวขวัญในภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ อย่างเรื่อง ศึกโค่นบัลลังก์วังทอง Curse of the Golden Flower (พ.ศ. 2550) รวมถึงล่าสุดยังประสบความสำเร็จล้นหลามจากเรื่อง ไซอิ๋ว ตอนกำเนิดราชาวานร The Monkey King ด้วย

แม้จะเล่นภาพยนตร์จีนมาอย่างต่อเนื่อง นักแสดงหนุ่มใหญ่ก็ยังได้เล่นภาพยนตร์อเมริกันยอดนิยมเรื่อง ผจญภัยล่าโจรสลัดสุดขอบโลก Pirates of the Caribbean: At Worlds End (พ.ศ. 2550) อีกด้วย เป็นหนังทำเงินที่สร้างชื่อเสียงระดับสากลให้แก่โจวเหวินฟะอีกเรื่องหนึ่ง นอกเหนือจากเรื่อง Crouching Tiger Hidden Dragon

ครั้งหนึ่งเขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า เป้าหมายสูงสุดของเขาคือการได้รับรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงชายยอดเยี่ยม น่าเสียดายที่ความสำเร็จมากมายที่เขาได้รับมาทั้งในระดับเอเชียถึงระดับสากล ไม่มีเรื่องใดส่งให้เขาได้รับรางวัลนี้ แม้แต่เรื่อง Crouching Tiger Hidden Dragon ที่ประสบความสำเร็จทั้งเงินทั้งกล่อง กวาดรางวัลออสการ์ไปถึงสี่สาขา ก็ไม่มีสาขานักแสดงชายยอดเยี่ยมอยู่ด้วย เมื่อมีคนถามว่าถ้าฝันของเขาไม่เป็นจริง จะทำอย่างไร โจวเหวินฟะตอบเพียงว่า “ผมก็คงต้องหัวเราะกับมัน”

ชีวิตในวงการภาพยนตร์เป็นอีกมายาที่มีแต่ภาพฝันและความไม่แน่นอน โลดแล่นไปตามบทบาทที่ได้รับแล้วจบไป โจวเหวินฟะอาจจะโด่งดังในบทนักสู้ผู้เก่งกาจ แต่ชีวิตจริง เขามักได้รับคำชมว่าเป็นคนมีน้ำใจ เก็บตัว อ่อนน้อมถ่อมตน และขี้เกรงใจ

“ผมเป็นชาวพุทธ ในชีวิตจริงผมเกลียดการใช้ความรุนแรง ไม่ชอบเอาเสียเลย แต่ที่ผมต้องต่อสู้นั้นเพราะมันเป็นงานของผม”

ในโลกส่วนตัวของพระเอกชื่อดัง เขายังเลือกกำกับเส้นทางที่ดำเนินมาแต่เดิมโดยตลอด แม้เปลี่ยนจากคันนา มาเป็นพรมแดง มีชื่อเสียงและร่ำรวย เขาก็ยังอยู่กับความเป็นจริงของชีวิตเช่นเคย ไม่ได้หลงใหลฟุ้งเฟ้อไปกับมายา ไม่ได้ใช้จ่ายเกินจำเป็น หากเป็นชีวิตแบบคนปกติทั่วไปที่เรียบง่าย

เวลาทำงาน เขาอาจจะใส่เสื้อสูทแบรนด์หรูถ่ายแบบ แต่ชีวิตจริงเขาบอกว่า เวลาออกงานใหญ่ๆ สูทที่ใส่ก็ยังเป็นชุดเดิมที่ซื้อมานานแล้ว ไม่ตัดชุดใหม่ โทรศัพท์มือถือยังใช้เครื่องเก่าแม้จะตกรุ่นแล้ว ไม่ใช่ว่าเขาคร่ำครึหรือปฏิเสธเทคโนโลยี เพราะเมื่อต้องใช้เขาก็ใช้ได้อย่างดี ไปไหนมาไหนก็พึ่งรถโดยสารสาธารณะเป็นประจำ ด้วยเห็นว่า “ก็สะดวกดี”

โจวเหวินฟะเคยบอกว่า คนใช้รถโดยสารเดี๋ยวนี้กว่าร้อยละ 90 มักก้มหน้าดูโทรศัพท์ของตัวเอง ไม่สนใจใคร ไม่มีใครสังเกตเห็นเขา ยิ่งเรื่องจ้างคนขับรถ เขาไม่เคยชอบจ้างคนขับรถส่วนตัว “คิดดูสิ ถ้าผมต้องจ้างคนขับรถ สะดวกน่ะใช่ แต่ไม่รู้สึกสบายใจเลย ทำไมต้องให้ใครมาคอยผมทั้งวัน จะไปไหนเขาก็ต้องคอยเราอยู่ ผมรู้สึกเกรงใจเขา”

ส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตเรียบง่ายและพอเพียงนี้ ได้รับอิทธิพลมาจากแม่ของเขานั่นเอง เขาเล่าว่าตัวเองเรียนรู้หลายเรื่องจากแม่ โดยเฉพาะเรื่องการเก็บออมและประหยัดมัธยัสถ์ แม่สอนให้เก็บออมเงินอย่างน้อยร้อยละ 10 ของเงินที่หามาได้ทุกครั้ง เงินทองจากน้ำพักน้ำแรงจึงไม่ได้หมดไปอย่างไร้สาระ

ในวัยใกล้เกษียณ เขายังมีเงินเก็บถึงกว่า 5 พันล้านบาท กะว่าเมื่อถึงคราวหมดความจำเป็นที่จะต้องใช้เพื่อการดำรงชีวิตบนโลกนี้ เขาจะยกให้เป็นสาธารณกุศล สำหรับผู้มีความจำเป็นที่จะต้องใช้มันต่อ เพราะมัน “ไม่ใช่ของผม ผมเพียงแต่หามาได้”

แล้วครอบครัวเขาล่ะ หลายคนอาจมีคำถามว่า ทำไมเงินทองมากมายไม่ยกเป็นมรดกให้ภรรยาหรือลูกหลานได้ใช้สอยสืบไป จะได้ไม่ลำบากอย่างที่เขาเคยต้องต่อสู้ในวัยเด็ก

คำตอบก็คือ..ปัจจุบัน โจวเหวินฟะแต่งงานใช้ชีวิตคู่อย่างมีความสุขกับภรรยาคนที่สองมากว่า 28 ปี จัสมิน โชว์ (Jasmine Chow) เป็นสาวสังคมชั้นสูงชาวสิงคโปร์ที่เข้าใจเขา มีแนวทางการดำเนินชีวิตเหมือนกัน น่าเสียดายที่ทั้งคู่ไม่มีบุตรด้วยกัน จัสมินเคยตั้งครรภ์ครั้งหนึ่งแต่ก็แท้งไปเสียก่อน เธอเจ็บปวดมาก นับแต่นั้นมาทั้งคู่ก็ไม่พูดถึงเรื่องมีลูกอีกเลย

“เด็กสมัยนี้เลี้ยงดูยาก” เขาพูดถึงบทบาทของคนเป็นพ่อ “ถ้าโชคชะตาจะให้ผมได้เป็นพ่อ ผมจะปล่อยให้ลูกๆ วิ่งเล่นไปรอบๆ จะไม่ทำตัวแบบพ่อชาวจีนที่ชอบบงการชีวิตลูกๆ อย่างเช่น ลูกชายผมไม่จำเป็นต้องเป็นนักธุรกิจ และภรรยาของเขาก็ไม่จำเป็นต้องเป็นนักบัญชี”

ว่ากันว่าความสำเร็จของบุรุษ ย่อมต้องมีสตรีเบื้องหลัง โจวเหวินฟะรักและยกย่องจัสมินเพียงคนเดียว นอกจากเป็นภรรยาแล้ว เธอยังเป็นผู้จัดการส่วนตัวของเขาด้วย

“ภรรยาผมเป็นผู้หญิงมหัศจรรย์ เธอเป็นครูสอนไทชิ เธอจึงมีวิธีของตัวเองที่จะจัดการผม” เขาพูดพร้อมกับหัวเราะ

“ตอนนี้ผมก็เข้าสู่วัยเกษียณแล้ว ไม่ได้ใช้เงินอะไร ไม่มีลูกหลานให้ดูแล ก็อยากจะมอบสมบัติที่เก็บหอมรอมริบที่ได้รับมาจากสังคม คืนกลับให้สังคมที่มีบุญคุณกับผม” โจวเหวินฟะกล่าว

“ผมรู้สึกตลอดว่า เงินทองเป็นของนอกกาย ไม่ใช่สมบัติที่แท้จริงของผม ผมแค่ครอบครองมันชั่วคราวเท่านั้น จึงอยากจะส่งคืนผ่านองค์กรที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินในกิจการการกุศลทั้งหลาย” ซึ่งเรื่องนี้จัสมินเองก็เห็นชอบด้วย

ชีวิตที่มีหลักการอย่างที่โจวเหวินฟะยึดมั่น แม้จะต้องเรียนรู้ผ่านความยากลำบาก ก็ไม่ได้ทำให้จิตใจทดท้อห่อเหี่ยว และแม้จะได้ไปถึงจุดรุ่งเรืองสูงสุด ก็ไม่ได้ทำให้จิตใจฟุ้งเฟ้อหลงใหลไปกับมายาแวดล้อม ที่สำคัญ มีความอารีอารอบตอบแทนสังคมที่เขาร่วมเป็นส่วนหนึ่งด้วย

นี่แหละ ตัวตนของ “เจ้าพ่อ” ของจริง ที่คนทั่วไปน่าจะได้ยึดถือเป็นแบบอย่าง

ชื่อ : โจวเหวินฟะ (Chow Yun Fat)
ชื่ออื่น : Fat Gor, Zhou RunFa
เกิด : 18 พฤษภาคม 2498 ที่ฮ่องกง
สถานภาพ : สมรสกับ Jasmine Chow (ภรรยาคนที่ 2) ตั้งแต่ปี 2529
ศาสนา : พุทธ
งานอดิเรก : ถ่ายภาพ
ผลงานดีเด่น : เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้, โหด เลว ดี, คนตัดคน, พยัคฆ์ระห่ำ มังกรผยองโลก, ศึกโค่นบัลลังก์วังทอง, ผจญภัยล่าโจรสลัดสุดขอบโลก, ไซอิ๋ว ตอนกำเนิดราชาวานร

(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 160 เมษายน 2557 โดย วิรีย์พร)














กำลังโหลดความคิดเห็น