xs
xsm
sm
md
lg

ความรู้คู่สุขภาพ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


คนไทยเสี่ยงสมองเสื่อม เพราะฝากความจำไว้กับมือถือและเครื่องคิดเลข

นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วโลกพบผู้สูงอายุเป็นโรคสมองเสื่อมไม่น้อยกว่า 25 ล้านคน และอาจมีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่า 5 ล้านคนต่อปี ประมาณการณ์ว่า ปี พ.ศ.2563 ไทยอาจมีผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมถึง 1.3 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่มากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้สูงอายุโดยรวมของประเทศ

ยิ่งในปัจจุบันซึ่งเป็นยุคที่มีความเจริญของเครื่องมือเทคโนโลยีที่ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างในชิ้นเดียว อาจทำให้เกิดผลเสียที่คาดไม่ถึงและไม่รู้ตัว โดยเฉพาะการใช้เครื่องมือเพื่อช่วยจำ ช่วยคิดแทนการใช้สมอง ที่พบบ่อยในชีวิตประจำวัน เช่น บันทึกเบอร์โทรศัพท์ในมือถือ ร้องเพลงตามคาราโอเกะ ใช้เครื่องคิดเลขในโทรศัพท์หรือเครื่องคิดเลขคิดแทนการใช้สมองคำนวณ โดยเฉพาะใช้ตั้งแต่วัยเด็ก มีผลทำให้สมองขาดการใช้งาน เซลล์ประสาทขาดการกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดโรคความจำเสื่อมได้เร็วขึ้น

ดังนั้น ต้องฝึกการใช้สมองบ่อยๆ ตั้งแต่เด็ก เช่นหัดท่องสูตรคูณ ท่องก.ไก่ อ่านหนังสือ ฝึกร้องเพลงโดยการฟังและจำ ในวัยทำงานอาจท่องบทสวดมนต์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ส่วนในผู้สูงอายุควรหมั่นคิดคำนวณเลขบ่อยๆ เพื่อให้เซลล์สมองทำงาน

ธัญพืชช่วยป้องกันโรคหัวใจ-หลอดเลือดสมอง

ผลการศึกษาของนักวิจัยในสหรัฐฯ พบว่า การรับประทานธัญพืชไม่ขัดสีเป็นจำนวนมาก ช่วยให้หลอดเลือดมีสุขภาพดี ป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองได้

วารสารโภชนาการการแพทย์อเมริกันตีพิมพ์ผลการศึกษาของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวคฟอเรสต์ ในรัฐนอร์ทแคโรไลนา ที่ได้ศึกษาเรื่องนี้กับอาสาสมัครชายหญิง 1,178 คน สอบถามปริมาณการรับประทานธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ขนมปังแป้งไม่ขัดขาว ซีเรียลเส้นใยสูง และวัดความหนาของผนังหลอดเลือดเลี้ยงสมองในช่วงเริ่มต้นของการศึกษา และหลังจากนั้นอีก 5 ปี สิ่งที่พบคือ ยิ่งรับประทานธัญพืชไม่ขัดสีมาก ยิ่งมีผนังหลอดเลือดเลี้ยงสมองบาง และมีความหนาเพิ่มขึ้นช้าเมื่อเทียบกับการรับประทานน้อย การที่ผนังหลอดเลือดหนาขึ้นบ่งชี้ถึงภาวะหลอดเลือดแข็ง อันเกิดจากไขมันสะสมในหลอดเลือด ทำให้เสี่ยงเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายและโรคหลอดเลือดสมอง

และผลการศึกษายังระบุว่า ธัญพืชไม่ขัดสีมีคุณค่าทางโภชนาการสูง เพราะนอกจากมีเส้นใยสูงแล้ว ยังมีวิตามินบี วิตามินอี และสารอาหารอีกหลายอย่าง

แพทย์แนะใช้ 3 อ. 2 ส. ป้องโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

นพ.นพพร ชื่นกลิ่น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นสาเหตุนำของโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง เป็นปัญหาของประเทศไทยมาช้านาน โดยเฉพาะเบาหวานและความดันโลหิตสูง จึงแนะให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

โดยใช้มาตรการ 3 อ. 2 ส. กล่าวคือ 3 อ. ได้แก่ 1.อาหาร ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ เน้นผักผลไม้ที่มีกากใยสูง รับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ๆ เลี่ยงอาหารสุกๆดิบๆ อาหารค้างคืน อาหารที่มีรสจัด อาหารหมักดอง และดื่มน้ำที่สะอาด 2.ออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรงอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที และ 3.อารมณ์ ด้วยการทำจิตใจให้แจ่มใสอยู่เสมอ หาวิธีคลายเครียดหรือทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว เช่น ปลูกต้นไม้ เล่นดนตรี วาดภาพ ท่องเที่ยว เป็นต้น รวมทั้งควรพักผ่อนให้พอเพียงวันละ 6-8 ชั่วโมง ส่วน 2 ส. คือ ไม่สูบบุหรี่และไม่ดื่มสุรา

ดื่ม "กาแฟลดน้ำหนัก" อาจถึงตาย!!

คนที่คิดจะซื้อกาแฟลดน้ำหนักมาดื่ม เพื่อหวังว่าจะหุ่นผอมสวย ต้องระวัง!! เนื่องจากเสี่ยงต่อสารต้องห้าม

เพราะในกาแฟที่อวดอ้างว่าดื่มแล้วลดน้ำหนักได้นั้น มีส่วนผสมของสาร "ไซบูทรามีน" ยาลดน้ำหนัก ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามอย่างเด็ดขาดในอาหารทุกประเภท และเป็นสารอันตรายต้องห้ามที่องค์การอาหารและยา(อย.) ประกาศเลิกใช้ไปแล้ว

ดังนั้น เมื่อดื่มกาแฟดังกล่าวเข้าไป นอกจากจะทำให้เกิดความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็ว ปากแห้ง ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ และท้องผูกแล้ว ยังส่งผลให้หัวใจวายและหยุดเต้นเฉียบพลันด้วย

กินอาหารกล่องโฟมทุกวัน เสี่ยงมะเร็งสูง 6 เท่า

นพ.วีรฉัตร กิตติรัตนไพบูลย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านบรรจุภัณฑ์ บริษัทบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า กล่องโฟมที่ใช้ตามท้องตลาดทั่วไป เป็นของเสียเหลือทิ้งสีดำๆ จากกระบวนการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ประกอบด้วย สารสไตรีน มีโครงสร้างโมเลกุลคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนในเพศหญิง

อาหารตามสั่งที่บรรจุกล่องโฟม จึงเป็นแหล่งสะสมสารสไตรีน ซึ่งเป็นสารที่ออกฤทธิ์ทำให้สมองมึนงง สมองเสื่อมง่าย หงุดหงิดง่าย มีผลทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ และเป็นสารก่อมะเร็งอีก 3 ชนิด ถ้าผู้ชายรับประทานเข้าไปมากๆ เสี่ยงเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ขณะที่ผู้หญิงเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านม และทั้งชายและหญิงมีโอกาสสูงต่อการเป็นมะเร็งตับ แม้จะไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำก็ตาม

สำหรับ “สไตรีน” ถือเป็นสารอันตรายที่สหรัฐฯ เพิ่งประกาศขึ้นบัญชีสารก่อมะเร็ง หญิงมีครรภ์ที่รับประทานอาหารบรรจุในกล่องโฟม ลูกมีโอกาสสมองเสื่อมเป็นเอ๋อ อวัยวะบางส่วนพิการ ส่วนคนทั่วไปถ้ารับประทานอาหารกล่องโฟมทุกวัน วันละอย่างน้อย 1 มื้อ ติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งสูงกว่าคนปกติถึง 6 เท่า

นั่งสมาธิช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ

จากการประชุมสมาคมโรคหัวใจอเมริกัน นักวิจัยในสหรัฐอเมริกาเปิดเผยว่า ผู้ป่วยโรคหัวใจที่นั่งสมาธิแนวโยคะ (Transcendental Meditation) มีอัตราการเสียชีวิตลดลง โดยพบว่า กลุ่มตัวอย่างชาวอัฟริกันอเมริกัน 201 คนที่นั่งสมาธิหรือปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต มีอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจเฉียบพลัน (heart attack) และโรคหลอดเลือดสมอง (stroke) ลดลงถึง 47% ในระยะเวลา 9 ปี

การทดลองโดยให้กลุ่มตัวอย่างนั่งสมาธิครั้งละ 20 นาทีวันละ 2 ครั้ง ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งใช้วิธีปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตโดยได้รับการอบรมเรื่องปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคและสุขอนามัยในการรับประทานอาหารและออกกำลังกาย เมื่อผ่านไป 9 ปี นอกเหนือจากอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจเฉียบพลันและหลอดเลือดสมองจะลดลงในกลุ่มผู้ที่นั่งสมาธิแล้ว ความดันโลหิตเฉลี่ยยังลดลงอย่างเห็นได้ชัด และความเครียดก็ลดลงด้วย

(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 148 เมษายน 2556 โดย ธาราทิพย์)




กำลังโหลดความคิดเห็น