xs
xsm
sm
md
lg

ธรรมบันเทิง : ด้วยเกล้า ชาวนา/ศรัทธา/แผ่นดิน

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


"ผมถ่ายบุญชู เพื่อเอาเงินมาสร้างหนังคุณภาพ” เป็นปฎิญาณในการทำงานที่ชัดเจนของ บัณฑิต ฤทธิ์ถกล ผู้กำกับรุ่นใหญ่ที่เพิ่งจะเสียชีวิตไปเมื่อเดือนต.ค.ที่ผ่านมา จากวิธีการหาทุนสร้างจากการหนังที่ตอบโจทย์ “การตลาด” เพื่อจะได้ทำหนังที่ตอบโจทย์ทาง “ศิลปะ” เป็นหลักของ บัณฑิต แสดงให้เห็นว่าผู้กำกับรายนี้ไม่ต้องการเพียงแค่ให้คนไทยจดจำเขาในฐานะผู้สร้างหนังเบาสมองอย่างบุญชูเท่านั้น แต่จิตวิญญาณในการสร้างผลงานที่จะยกระดับจิตใจของผู้ชมเป็นสิ่งที่ผู้กำกับผู้คร่ำหวอดในวงการ หนังไทยมาตลอด 3 ทศวรรษผู้นี้พยายามปลุกปั้นจนวาระสุดท้ายของชีวิต
แต่ผลงานของเขาที่ได้รับการยกย่องว่าสร้างออกมาได้ประทับใจแฟนหนังชาวไทยมากที่สุด กลับเกิดขึ้นก่อนบุญชูภาคไหนๆ จะได้ออกฉายด้วยซ้ำ

“ด้วยเกล้า” ภาพยนต์เทิดพระเกียรติ ผลงานกำกับเรื่องที่ 5 ของบัณฑิต ฤทธิ์ถกล หลังจากผันตัวจากนักวิจารณ์หนังมาเป็นผู้สร้างเสียเอง ได้ออกฉายเมื่อปีพ.ศ. 2530 ในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 40 ปีและพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อปีพ.ศ. 2529
ผลงานที่ว่านี้เริ่มต้นด้วยแนวคิดที่ดูจะเรียบง่าย แต่คุณค่าที่แฝงเอาไว้ในเนื้อหาได้ผ่านการทดสอบด้วยการเวลาแล้วว่า เป็นสิ่งที่ยังคงเตือนสติคนไทยในรุ่นต่อๆมาได้อย่างดี

เรื่องราวเริ่มขึ้นจากวันที่ “เสาคำ” ชาวนาจากภาคเหนือ ได้มีโอกาสไปเก็บเมล็ดข้าวพระราชทาน ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในวันพืชมงคล ที่ท้องสนามหลวง ในปีแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทาน ข้าวเปลือกจากแปลงทดลองในพระราชวังสวนจิตรลดา แก่ชาวนาทั่วประเทศที่ไปร่วมพิธีในวันนั้น
ด้วยความดีใจ เสาคำจึงเดินทางกลับบ้านพร้อมกับนำเมล็ดข้าวอันเป็นมงคลนั้นไปแจกจ่ายเพื่อนพ้องในหมู่บ้านของตน โดยไม่ลืมที่จะเก็บส่วนหนึ่งเอาไว้สำหรับตนเอง เพื่อเป็นสิริมงคลแก่อาชีพเกษตรกรของเขา ที่ต้องหาเลี้ยงครอบครัวที่มีลูกๆ อีก 3 คน

ทว่า หนึ่งคนที่เสาคำได้มอบเมล็ดพืชมงคลให้ไปนั้น ยังรวมไปถึง “บัวเรียน” นายทุนเงินกู้ที่มีลูกหนี้เป็นชาวนา เกือบทั้งหมู่บ้าน แถมยังเป็นเจ้าของบ่อน้ำแห่งเดียวที่ชาวบ้านละแวกนั้นต้องฝากชีวิตเอาไว้ และเป็นสิ่งที่สร้างความร่ำรวยให้เธออย่างมาก
ตรงข้ามกับชะตากรรมของเสาคำ ที่ยังคงยึดมั่นกับอาชีพกสิกรรมของตนต่อไป สวนกระแสเพื่อนร่วมอาชีพหลายคนที่หนีความแห้งแล้งขายที่นาให้กับนายทุน เพื่อไปตายเอาดาบหน้าที่เมืองกรุงกันมากมาย แต่เขาก็ยังก้มหน้าเป็นกระดูกสันหลังให้กับชาติอย่างอดทน ท่ามกลางสภาพผืนนาที่แร้นแค้นเข้าไปทุกที แถมยังต้องเกี่ยวข้าวให้ทันใช้หนี้ดอกเบี้ยของบัวเรียน ที่ขูดรีดเสียจนลูกหนี้จำเป็นอย่างเสาคำเกือบจะต้องเสียทั้งที่นาและบ้าน

จะมีก็เพียงแรงศรัทธาที่มีต่อเมล็ดข้าวจากพ่อหลวง ที่ทำให้เขามีกำลังใจในการปลูกข้าวดำนาต่อไปอย่างไม่ลดละ จนกระทั่งการมาถึงของ “ฝนหลวง” ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์อันก้าวไกลขององค์พ่อหลวง เพื่อต่อยอดช่วยเหลือชาวนาของชาติอีกครั้ง จนที่นาที่เคยแตกระแหงเป็นแรมปีของเสาคำ ก็กลับพลิกฟื้นคืนชีวิตอีกครั้งหนึ่ง

ผู้ที่รับบท “เสาคำ” อย่าง “จรัล มโนเพ็ชร” ศิลปินผู้ล่วงลับ ถือว่าถ่ายทอดอารมณ์ได้เกินนักร้องที่มารับงานแสดงอย่างมาก กล่าวคือในบทชาวนาที่ถูกถาโถมด้วยกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ไม่เคยปราณีต่อคนซื่อๆ จนๆ อย่างเขา ความยึดมั่นในอุดมการณ์ของถิ่นเกิด อันเป็นจุดยืนอันไม่สั่นคลอนของเขา ถูกถ่ายทอดออกมาสู่สายตาผู้ชมได้อย่าง “ลุ่มลึก” ซึ่งความนิ่งอย่างมีชั้นเชิงนี้เอง ที่ส่งให้ศิลปินผู้ล่วงลับผู้นี้คว้ารางวัลจากบทดังกล่าวบนเวทีสุพรรณหงส์ทองคำได้สำเร็จ และมีพลังมากพอจะไปเทียบกับการแสดงของดาราฮอลลีวูดรุ่นเก๋าคนไหนก็ได้

ผลงานชิ้นนี้ยังเป็นการประชันบทกันครั้งแรกๆ ของ จินตหรา สุขพัฒน์ และ สันติสุข พรหมศิริ ก่อนที่จะดังเป็นพลูแตกในปีต่อมากับบุญชูภาคแรก

แม้ภาพยนต์เรื่องนี้จะออกฉายมาได้กว่า 2 ทศวรรษแล้ว แต่เนื้อเรื่องการต่อสู้ของชาวบ้านธรรมดาคนนี้ ยังสามารถสะท้อนปัญหาต่างๆ ในสังคมไทยทุกวันนี้ได้อยู่เสมอ ทั้งความไม่เป็นธรรมของการเป็นหนี้นอกระบบที่เจ้าหนี้จะขึ้นดอกเบี้ยอย่างไรก็ได้

รวมทั้งหัวใจสำคัญของเรื่องที่ว่าด้วยสำนึกหวงแหนผืนดินของลูกหลานชาวไทย จากการต่อสู้ของเสาคำที่ไม่คิดจะเอาแผ่นดินที่ปู่ยาตายายรักษาเอาไว้ ไปแลกกับเงินเพียงไม่กี่ก้อน ต่างจากกระแสทุกวันนี้ที่แผ่นดินของไทยกำลังถูกชาวต่างชาติกว้านซื้อกันเป็นว่าเล่น โดยมีลูกหลานชาวไทยที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนบังหน้า ช่วยกันเฉือนแผ่นดินให้กับชาวต่างชาติอีกแรงหนึ่ง

ทั้งปัญหาหนี้นอกระบบ ปัญหาการเสียดินแดนให้กับนายทุน รวมไปถึงสำนึกเรื่องการเทิดทูนคุณค่าของ “ข้าวไทย” ที่กำลังถูกฝรั่งหัวทองมาแย่งไปเป็นของตัวเองอยู่ในตอนนี้ ต่างถูกบอกเล่าในหนังที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2530 ทั้งสิ้น

ทั้งหมดต้องยกความดีความชอบให้กับผู้กำกับอย่าง บัณฑิต ฤทธิ์ถกล ที่แฝงวิธีการถ่ายทอดคุณค่าในเชิงศิลปะเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ ในหนังเทิดพระเกียรติเรื่องนี้ แม้จะเป็นผลงานที่คนรุ่นหลังหลายคนจดจำได้น้อยกว่าบุญชูทั้ง 7 ภาคของเขา แต่เชื่อแน่ว่านี่คือผลงานที่เจ้าตัวภูมิใจมากที่สุด

(จากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 109 ธันวาคม 2552 โดยอดิศร สุขสมอรรถ)