xs
xsm
sm
md
lg

รายงานพิเศษ : วสันต์ วานิชย์ Young PAD ผู้ยืนหยัดได้ด้วยธรรมะ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ใครๆ ก็แปลกใจเมื่อรู้ว่า เด็กหนุ่มวัยเพียง 21 ปี อย่าง ‘วสันต์ วานิชย์’ อดีตผู้ประสานงานพันธมิตรเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย หรือ Young PAD นั้น ได้ลงมือ ทำหลายสิ่งหลายอย่าง ชนิดที่เรียกว่าไม่น่าเชื่อว่าวัยรุ่นคนหนึ่งจะทำได้
เขาสนใจศึกษาคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าและขอแม่บวชเรียนตั้งแต่อยู่ ป.6 เริ่มเปิดสถานีวิทยุชุมชนและทำงานอีเว้นท์ตอนเรียนอยู่ ม.4 เป็นแกนนำที่ปลุกกระแสให้เยาวชนตื่นตัวและตบเท้าเข้าร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองร่วมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขณะที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยปี 2 อะไรที่ทำให้เด็กหนุ่มคนนี้มีความคิดก้าวไกลเกินกว่าผู้ใหญ่หลายๆ คน และเขาสามารถทำสิ่งที่กล่าวมานี้ให้สำเร็จได้อย่างไร
จากที่ได้นั่งพูดคุยกับวสันต์ ทำให้รู้ว่าเขาเป็นเด็กหนุ่มที่เลือกเดินตามหนทางที่ตัวเองกำหนด เมื่อสนใจเรื่องใดก็จะเข้าไปศึกษาอย่างจริงจัง และเริ่มลงมือทำตามเป้าหมายที่คิดไว้ทันที โดยไม่นำเรื่องอายุหรือความอ่อนด้อยของประสบการณ์มาเป็นเงื่อนไขในการตัดสินใจ

• ออกบวชเพราะอยากใกล้ชิดครูบาอาจารย์
ในวัยเยาว์นั้นวสันต์ออกจะแตกต่างจากเด็กทั่วๆ ไปที่สนใจแต่ดูการ์ตูนและเล่นสนุกไปวันๆ แต่เขากลับสนใจพุทธศาสนาตั้งแต่อายุไม่ถึง 10 ขวบ ด้วยคำสอนจากพระอาจารย์ทูลซึ่งเดินทางจากภาคอีสานมาเทศนาธรรมถึงจังหวัดเชียงราย อันเป็นบ้านเกิดของ วสันต์ ที่ทำให้เขารู้สึกซาบซึ้งถึงขั้นเข้าไปขอปวารณาตัวเป็นลูกศิษย์ และขอแม่บวชเป็นสามเณรในเวลาต่อมาเพื่อที่จะได้มีโอกาสใกล้ชิดครูบาอาจารย์
“ผมสนใจพุทธศาสนามาตั้งแต่เด็กๆ แต่เริ่มจากการชอบพระเครื่องก่อน ผมสนใจพระเครื่องตั้งแต่เรียนอยู่ ป.4-ป.5 คือที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย บ้านเกิดผมมันเป็นเมืองโบราณ มีพระเครื่องเยอะ ผมก็ชอบศึกษาว่าพระเครื่องรุ่นนั้นรุ่นนี้เป็นอย่างไร ซึ่งถือว่า เป็นการสนใจพุทธศาสนาแบบผิดๆ ลุ่มหลงในวัตถุมงคล ไม่ได้มองถึงแก่นธรรม พอขึ้น ป.6 ก็ได้มาเจอพระอาจารย์ทูล ขิปปญโญ ซึ่งท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านค้อ จ.อุดรธานี (เพิ่งมรณภาพไปเมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2551) ตอนนั้นท่านมาเทศน์ที่เชียงราย ท่านเป็น พระป่า เป็นพระที่ไม่มีลูกประคำ ไม่มีเครื่องรางของขลัง ไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับไสยศาสตร์เลย ผมก็แปลกใจว่าทำไมพระรูปนี้ต่างจากพระรูปอื่น
แล้วพอท่านเทศน์เนี่ย ประโยคแรกสะกดผมอยู่เลย ซึ่งธรรมะข้อแรกรู้สึกจะเป็นเรื่องปัญญาวิมุติ ท่านยกธรรมบทของพระอัญญา โกณฑัญญะ ท่านบอกว่าคำสอนแรกที่พระพุทธเจ้าเทศนาคือให้มีสัมมาทิฐิ คือความเห็นชอบ ซึ่งผมไม่เคยได้ยินมาก่อน ท่านเทศน์ไปสักพัก พอใจผมนิ่งท่านก็อธิบายต่อ ใจผมก็เริ่มนิ่งมากขึ้น เริ่มรู้สึกมีความสุขมากขึ้น ตอนนั้นผมก็คิดได้ว่า เออ..ที่ผ่านมาใจของเรามีมิจฉาทิฐินี่เอง ก็เลยไปกราบท่าน ขอเป็นลูกศิษย์ ตอนนั้นท่านอยู่ที่เชียงราย 5 วัน
ทั้ง 5 วันผมอยู่กับท่านตลอด ก็พยายามใกล้ชิดท่านให้มาก แต่ตอนนั้นก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากเพราะยังเป็นเด็ก จะไปอุดรฯก็ไม่ได้ พอผมโตขึ้นหน่อย ก็พยายามหาทางไปอยู่ขอนแก่น ซึ่งเป็นจังหวัดที่ใกล้กับจังหวัดอุดร แต่พ่อแม่ก็ไม่ยอม ผมเลยอ้างเรื่องบวช พอจบ ป.6 ก็ได้บวชเป็นเวลาสั้นๆ บวชที่เชียงราย แล้วก็ขอไปอยู่ที่วัดใน จ.มหาสารคาม แล้วก็ไปกราบหลวงพ่อทูลที่อุดร จากนั้นก็ขอไปเรียนระดับมัธยมที่ขอนแก่น โดยไปอยู่บ้านญาติที่นั่น ก็ทำให้เราได้มีโอกาสใกล้ชิดและศึกษาธรรมะจากครูบาอาจารย์” วสันต์พูดถึงความผูกพันที่เขามีต่อหลวงพ่อทูลซึ่งเป็นครูทางธรรมคนแรกของเขา

• ทำสถานีวิทยุ เพื่อเป็นช่องทางเผยแพร่ธรรมะ
ด้วยความที่ซาบซึ้งในธรรมะที่ได้ยินได้ฟังจากหลวงพ่อทูล ทำให้วสันต์มีความคิดที่จะนำคำสอนของครูบาอาจารย์ไปเผยแพร่ให้คนทั่วไปได้รับรู้ด้วย แต่เมื่อเขานำซีดีธรรมะของหลวงพ่อทูลไปให้ดีเจประจำสถานีวิทยุในจังหวัดขอนแก่นช่วยเปิด กลับได้รับคำปฏิเสธ เพราะเห็นว่าธรรมะเป็นเรื่องไกลตัว วสันต์จึงคิดว่ามีหนทางเดียวที่จะทำให้คำสอนของหลวงพ่อทูลแผ่ขยายออกไปได้ก็คือ ต้องมีสถานีวิทยุของตัวเอง
“ตอนเรียนอยู่ ม.4 โรงเรียนแก่นนคร จ.ขอนแก่น ผมเอาซีดีหลวงพ่อทูลไปฝาก ดีเจสถานีวิทยุอื่นๆเปิด แต่เขาไม่เปิดให้ ผมเลยคิดการใหญ่ เปิดสถานีวิทยุชุมชนขึ้นมาเองเลย เพื่อที่จะได้มีช่องทางที่จะนำคำสอนของหลวงพ่อทูลไปเผยแพร่ แต่พอทำวิทยุชุมชนก็ทำให้เราเริ่มรู้ว่ารายการวิทยุมันไม่ใช่ต้นทางของการประชาสัมพันธ์และการตลาด มันเป็นแค่องค์ประกอบหนึ่งเท่านั้น ก็เลยมานั่งคิดทำยังไงเราถึงเป็นต้นน้ำของสายธุรกิจโฆษณาได้ จนได้มารู้จักคุณธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย ซึ่งเป็นนักการตลาด ผ่านทาง อินเตอร์เน็ต คือเขาสอนหลักการตลาดผ่านทางวิทยุและอินเตอร์เน็ต ผมก็เริ่มรู้จักคำว่า MARKETING, TARKETGROUP, คำว่า EVENT ผมก็เลยคิดการใหญ่จัดงานอีเวนท์เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานสงกรานต์ โดยใช้ชื่องานว่า “ถนนข้าวเหนียว” แต่ด้วยความที่ไม่เคยทำงานอีเวนท์มาก่อน ปรากฏว่าการจัดงานครั้งแรกขาดทุนไป 3 แสนกว่าบาท” วสันต์เล่าถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาลุกขึ้นมาเปิดสถานีวิทยุและทำงานอีเวนท์ในขณะที่ยังเป็นแค่เด็กมัธยม

• พบสัจธรรมของชีวิตหลังกินยาฆ่าตัวตาย
หนี้ก้อนโตที่เกิดจากการทำธุรกิจอีเวนท์ บวกกับปัญหานานัปการที่รุมเร้าในขณะนั้น ทำให้วสันต์เครียดจนถึงขั้นคิดฆ่าตัวตาย แต่อาจเป็นด้วยบุญเก่าที่เขาเคยทำไว้ตามมาส่งผล ทำให้ความพยายามในการทำอัตวินิบาตกรรมในวันนั้นไม่สำเร็จ อีกทั้งเรื่องร้ายๆ ยังได้
นำแสงสว่างทางปัญญามาให้เขาอีกด้วย
“ช่วงนั้นผมมีปัญหาอื่นๆอยู่ก่อนแล้ว ทั้งถูกแฟนทิ้ง ปัญหาเรื่องการเรียน คือตอนนั้นผมได้ศูนย์ถึง 10 ตัว เพระไม่มีเวลาเรียน ปัญหาเรื่องคุณแม่ ซึ่งไปทำงานอยุ่ที่ฮ่องกงกำลังมีเรื่องฟ้องร้องกับข้าราชการที่นั่น กำลังขึ้นโรงขึ้นศาลกันอยู่ เราจะโทร.ไปขอเงินก็ไม่ กล้า และก็มีปัญหากับเพื่อน พอมาเจอปัญหาขาดทุนจากการทำงานเป็นแสนขนาดนั้น ผมก็เลยคิดฆ่าตัวตาย ตอนนั้นผมมีครูบาอาจารย์ก็จริง แต่ว่าผมไม่ได้ปฏิบัติธรรม พอมีปัญหารุมเร้าเลยคิดฆ่าตัวตาย ตอนแรกก็ผูกคอตาย แต่เชือกขาดก่อนเลยไม่ตาย วันต่อมาก็ไปซื้อยานอนหลับมากินเยอะมาก ช่วงนั้นเพื่อนก็โทร.มา แต่ผมไม่รับสาย เขาเลยเป็นห่วงก็เลยมาหาที่หอพัก ผมหมดสติไปตอน 2 ทุ่ม เพื่อนมาเจอตอน 2 ทุ่มครึ่ง เขาก็พาผมไปโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น ให้หมอล้างท้อง
แต่เนื่องจากเพื่อนไม่มีเงินเอาผมออกจากโรงพยาบาล เขาเลยโทร.ไปบอกแม่ผมที่อยู่ฮ่องกง ด้วยความที่เป็นแม่ ถึงตัวเองจะมีปัญหายังไงแต่พอรู้ว่าลูกเป็นอย่างนี้ เขาก็โอนเงินมาให้ ตอนนั้นแม่ก็โทร.มาเล่าให้ฟังว่า น้องชายผมเขาถามแม่ว่า พี่ทำอย่างนี้พี่ไม่รักเราแล้วเหรอ มันก็เลยทำให้ผมมีสติขึ้นมา จากนั้นผมก็เลยเริ่มคิดถึงครูบาอาจารย์ ตัดปัญหาเรื่องแฟนกับเรื่องเรียนออกไป พอออกจากโรงพยาบาลผมก็ไปกราบครูบาอาจารย์ ไป กราบพระอาจารย์ที่เคารพนับถือ ท่านก็บอกกับผมว่า...บอกแล้วใช่ไหมว่า อย่าทำเกินหน้าที่ พอท่านพูดอย่างนั้นผมก็เลยคิดได้ว่า ตกลงเรามีหน้าที่อะไรบ้าง เรามีหน้าที่เป็นลูกของแม่ มีหน้าที่เรียนหนังสือ มีหน้าที่เป็นเพื่อนที่ดี และมีหน้าที่เป็นพี่ชายที่ดีของน้อง แต่ผมไปทำงานออร์กาไนซ์ซึ่งมันไม่ใช่หน้าที่ของเรา และมันเกินกำลังของเด็กมัธยม แต่จากที่ผมทำออร์กาไนซ์ ก็เลยทำให้ผมมีอีกหน้าที่หนึ่งคือเป็นลูกหนี้ เราจะหนีหนี้ไม่ได้ ต้องพยายามหาเงินมาใช้หนี้”

• ปลดหนี้ได้ภายใน 1 ปี
ด้วยกำลังใจจากคนรอบข้างและหลักธรรมของครูบาอาจารย์ ทำให้วสันต์สามารถฝ่าฟันปัญหา ซึ่งนับเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ในชีวิตมาได้ และที่น่าอัศจรรย์ใจคือ เด็กหนุ่ม ซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียง 17 ปี สามารถใช้หนี้จำนวนถึง 3 แสนบาทได้ โดยใช้เวลาเพียงแค่ปีเดียว
“ผมเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส จากที่เป็นหนี้อยู่กว่า 3 แสนบาท ก็เริ่มทำธุรกิจอย่างจริงจัง โดยเริ่มออกไปบอกกับลูกค้าของผมว่า พี่ครับผมจะเปิดบริษัทออร์กาไนเซอร์ชื่อวีโก้ วัน ดอทเน็ต ตอนแรกลูกค้าก็ไม่ค่อยเชื่อมือ เลยลองจ้างงานเล็กๆ ดูก่อน งานแรกนี่งบประมาณ 5-6 หมื่นเอง ช่วงนั้นผมเรียนอยู่ ม.5 เอง แต่ด้วยความที่ทำสถานีวิทยุอยู่ก่อน จึงเป็นที่รู้จักในขอนแก่นอยู่แล้ว ทำให้มีคนรู้จัก และมีผู้ใหญ่บางคนที่คอยให้ความช่วยเหลือ แนะนำให้ลูกค้าคนอื่นๆรู้จัก ผมก็รับงานเรื่อยๆ แล้วตอนนั้นท่านธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธ์ รองนายกเทศมนตรีนครขอนแก่น ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของผม ท่านก็บอกว่าไม่ต้องซีเรียสเรื่องหนี้นะ และท่านก็ให้คำสอนว่าในทุกสมรภูมิทั้งในแวดวงธุรกิจ การเมือง ก็ต้องมีคนบาดเจ็บ ผมเองเป็นแค่หมากตัวหนึ่งในสมรภูมิธุรกิจ ได้รับบาดเจ็บก็เป็นเรื่องธรรมดา ผมเองต้องเสียค่าโง่จากการที่ไม่รู้เรื่องระบบบัญชี
ความเจ็บปวดของเด็กอายุ 17 ที่เป็นหนี้หลายแสนมันหนักหนามาก ผมก็เอาคำพูดของท่านรองฯไปบวกกับคำสอนของครูบาอาจารย์ที่บอกว่าให้ทำตามหน้าที่ หน้าที่เรามันก็มีความเจ็บปวดเป็นธรรมดา คือทั้งหลายทั้งปวงมันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างที่แฟนผมทิ้งไป เพราะเขาเห็นว่าผมไม่มีเงิน (หัวเราะ) ผมเจ็บปวดมาก เพราะตอนนั้นผมล้ม แทนที่จะมีคนให้กำลังใจ แต่คนที่เรารักกลับทิ้งผมไป แต่ผมรู้สึกว่ามันเป็นวิบากกรรมของผม คือพุทธศาสนาสอนให้เรารู้จักคำว่าวิบากกรรม ผมเลยมีกำลังใจ และให้อภัยคนที่เขาทำไม่ดีกับผมได้ ในที่สุดผมก็ปลดหนี้ได้หมดภายในเวลาแค่ปีเดียว และที่ภูมิใจมากคือจากการทำธุรกิจอีเวนท์ ทำให้เรามีพาวเวอร์ที่สามารถฝากให้สื่อต่างๆช่วยเผยแพร่หลักธรรมคำสอนของพระอาจารย์ทูลตามที่ได้ตั้งใจไว้แต่แรก” วสันต์กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

• ใช้หลักการตลาดสร้าง Young PAD
นอกจากจะสนใจเรื่องธรรมะและเรื่องธุรกิจแล้ว การเมืองก็เป็นสิ่งหนึ่งที่วสันต์สนใจและติดตามมาตลอด เขาเรียกตัวเองว่าเป็นพันธมิตรฯมาตั้งแต่อยู่ ม.4 และก้าวเข้ามาเป็น แกนนำที่จุดกระแสให้เยาวชนหันมาสนใจการเมือง และออกมาร่วมเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลภายใต้ระบอบทักษิณ ซึ่งมีปัญหาโกงกินและหมิ่นสถาบันอันเป็นที่รักของคนไทยทั้งประเทศ
“คือผมเป็นพันธมิตรฯมาตั้งแต่อยู่ ม.4 ตั้งแต่คุณสนธิ(ลิ้มทองกุล)ไปปราศรัยที่ขอนแก่น ในช่วงปี 2548 พอมาถึงการชุมนุมของพันธมิตรฯภาค 2 ปี 2551 คุณสนธิพูดประโยคหนึ่งซึ่งกินใจผมมาก เขาบอกว่า... “พี่น้องครับ ผมไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง” แล้วก็ร้องไห้ ผมก็รู้สึกว่าเขาเป็นคนแก่ที่กล้าดีนะ แล้วเราล่ะ เรายังเป็นเด็กยังมีโอกาสที่จะทำอะไรอีกเยอะ ที่ผ่านมาเป็นหนี้จนคิดฆ่าตัวตายก็เคยมาแล้ว ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ก็เลยมาร่วมชุมนุมอย่างจริงจัง มาอยู่ช่วงเสาร์-อาทิตย์ วันๆ ก็ไปๆ มาๆ อยู่ 4-5 เดือน
ตอนนั้นก็คิดว่าทำไมมันไม่มีพลังของเยาวชนอย่างพวกเราบ้าง ก็มีเพื่อนที่เรียนอยู่ธรรมศาสตร์ ชื่อจืด ซึ่งกลายมาเพื่อนรักในปัจจุบันนี้ ก็ปรึกษากันว่าควรจะมีการรวมกลุ่มเยาวชนที่สนใจการเมืองขึ้นมา เราเลยตั้งกลุ่ม Young PAD ขึ้นมาโดยผมรับหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน Young PAD คือผมทำงานอีเวนท์อยู่แล้ว เลยเข้าใจทั้งด้านการเมืองและการตลาด เริ่มแรกกลุ่มเรามีนักศึกษาแค่ 10 กว่าคน ก็ใช้ยุทธวิธี 1 ต่อ 10 คือให้เพื่อนชวนเพื่อนต่อๆ กันไป แล้วเราเลือกประเด็นการเคลื่อนไหวที่มั่นใจว่าเป็นข่าวแน่ๆ พอกระแสจุดติด เป็นข่าวครึกโครมขึ้นมา เยาวชนก็หันมาสนใจกันมากขึ้น กลายเป็นคลื่นของเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่เข้ามาร่วมขับเคลื่อนทางการเมืองจนถึงทุกวันนี้” วสันต์เล่าถึงการทำงานการเมืองในช่วงที่ผ่านมา

• บวชอุทิศให้พันธมิตรฯผู้กล้า
แต่ประสบการณ์ทางการเมืองที่วสันต์ได้สัมผัสนั้น ก็หาใช่จะมีแต่รอยยิ้มเท่านั้น แต่มันยังทิ้งคราบน้ำตาไว้ในหัวใจของเขาอีกด้วย ภาพเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ระเบิดแก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯในวันที่ 7 ต.ค. 2551 จนมีผู้เสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ และบาดเจ็บสาหัสเป็นจำนวนมาก ทำให้วสันต์รู้สึกเศร้าสลดใจ และตัดสินใจว่าหากภารกิจทางการเมืองเสร็จสิ้น เขาจะบวชเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่พี่น้องพันธมิตรที่เสียชีวิตจากการชุมนุม
“นอกจากพี่โบว์ซึ่งเสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมในวันที่ 7 ต.ค.แล้ว ยังมีพันธมิตรฯที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บสาหัส บางคนถึงขั้นสูญเสียอวัยวะ บางคนก็เสียชีวิตต่อหน้าต่อตาผมเลย อย่างพี่เจนกิจ เขาเสียชีวิตตอนที่ผมกำลังอ่านข่าวอยู่บนเวทีพันธมิตรฯ แล้วระเบิดลงต่อหน้าต่อตาผม ห่างจากผมแค่ 10 เมตรเท่านั้น ซึ่งมันทำให้ผมรู้สึกร่วมกับเขา มันเสียใจ สลดใจ แต่ตอนนั้นก็ต้องกลับมาอ่านข่าวต่อด้วยความรู้สึกที่ยังเสียใจอยู่ พอยุติการชุมนุม เราก็รู้สึกว่าภารกิจมันสิ้นสุดแล้ว เราก็อยากจะบวชให้แก่พี่น้องพันธมิตรฯที่เสียชีวิต เพื่อให้เขาได้บุญกับเราด้วย ผมก็ลาออกจากการเป็นผู้ประสานงาน Young PAD แล้วก็ไปบวช
สิ่งที่ผมได้จากการทำงานเมืองนั้น ถ้ามองในเรื่องของทางโลก ผมก็รู้สึกว่าได้ปลุกเพื่อนๆ ที่กำลังหลับให้ตื่นขึ้นมา หลายคนที่ตื่นแล้วแต่ยังไม่กล้าก็ลุกขึ้นมากล้า หลายคนที่กล้าแล้วแต่ยังไม่แสดงออกก็แสดงออก หลายคนที่แสดงออกแล้วแต่ยังไม่สำเร็จก็ทำได้สำเร็จ ในส่วนของทางธรรมก็ได้เรียนรู้โลกธรรม 8 ลาภ ยศ สรรเสริญ นินทา มันก็มีเข้ามาและออกไป ผมเจอมาหมด ทั้งกล่าวหา นินทา โดนตกแต่งภาพ เอารูปผมไปใส่กระโปรง ไปโพสตามเว็บไซต์ หาว่าผมได้รถป้ายแดงจากแกนนำพันธมิตรฯ จนถึงขั้นถูกดักตีก็เจอมาแล้ว” วสันต์กล่าวยิ้มๆ

• เร่งทำความดีเพราะคิดว่าชีวิตนี้สั้นนัก
วสันต์บอกว่าแรงผลักดันที่ทำให้เขาลงมือทำหลายสิ่งหลายอย่างในขณะที่อายุเพิ่งก้าวเข้าสู่วัยรุ่น จนหลายๆคนรู้สึกว่าเขาโตเกินวัยนั้น เป็นเพราะเขารู้สึกว่าชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน หากวันหนึ่งวันใดเขาต้องจากโลกนี้ไปในขณะที่ยังไม่ได้ทำสิ่งที่อยากทำ ก็คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย
“ผมไม่รู้ว่าอายุผมจะยืนยาวหรือเปล่า คือมีครูบาอาจารย์ที่เคารพนับถือเตือนผมว่า ผม จะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน ก็เลยพยายามทำงานเยอะๆ หน้าเลยแก่อย่างทุกวันนี้ (หัวเราะ) ผมพยายามทำสิ่งดีๆ มุ่งเรียนหนังสือให้จบ แล้วก็พยายามทำบ้านเมืองให้สงบ เพราะถ้าบ้านเมืองไม่สงบทุกคนก็ลำบาก สำหรับในแง่ส่วนตัว ผมก็ใช้เวลากับเพื่อนกับแฟนที่มีอุดมการณ์เหมือนกัน คือแฟนก็ต้องเข้าใจอุดมการณ์ของเราด้วยว่า ความรักบ้านเมืองเป็นยังไง แล้วในอนาคตผมก็อยากเป็นนักการเมือง ซึ่งไม่ใช่นักการเมืองที่มุ่งไปสู่อำนาจ แต่เป็นนักการเมืองที่ทำงานเพื่อประชาชน” วสันต์กล่าวด้วยประกายตาแห่งความหวัง

(จากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 102 พ.ค. 52 โดยจินตปาฏิ)